Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 6

 

 

 

ถนนซินชนในตอนกลางวันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย เสียงร้องเร่ขายของจากร้านค้าข้างทางดังขึ้นอยู่เป็นระยะ ลานกว้างด้านหนึ่งกำลังเป็นจุดสนใจ ชาวบ้านพากันตีวงล้อมเพื่อรอดูกายกรรมของนักแสดงร่อนเร่ ไม่ไกลกันนั้นคือร้านขายยาชื่อดังที่ตั้งอยู่ตรงมุมถนน

 

“นันโซ เจ้ากลับไปก่อน เราอยากเดินเล่นคนเดียวอีกสักพัก” บุรุษร่างเล็กละสายตาจากกลุ่มคนตรงหน้าแล้วหันไปหาสาวใช้ผู้ติดตาม

 

“จะดีหรือคะคุณชาย ให้นันโซอยู่ด้วยเถอะค่ะ เกิดคุณชายเป็นอะไรไป...

 

“เราจะเป็นอะไรได้? แค่เดินเที่ยวเล่น ไม่ได้ไปทำเรื่องอันตรายเสียหน่อย” คนหน้าหวานขมวดคิ้วยุ่ง “เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว แล้วก็นี่ เจ้าเอากลับไปให้ท่านแม่เร็วๆ เข้า บอกท่านด้วยว่าข้าเดินเล่นไม่นานนักหรอก” มือเล็กยื่นซองกระดาษที่บรรจุวัตถุดิบในการปรุงยาไว้จำนวนหนึ่งให้กับสาวใช้

 

จางนันโซรับของจากนายน้อยด้วยความกังวล เธอยังคงยืนมองแผ่นหลังเล็กบางเดินจากไปจนลับสายตา กว่าที่จะหันหลังเดินกลับบ้านตระกูลคิม ขุนนางข้าหลวงชื่อดังแห่งฮานึล

 

มีสิ่งหนึ่งในตอนนี้ที่คิมฮีอูยังหาคำตอบให้กับความสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ได้ ร่างเล็กกำมือแน่นขณะเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางตรงข้ามกับกลุ่มคนมากมายที่รวมตัวกันดูการแสดงของนักกายกรรม

 

เมื่อวานนี้ ระหว่างที่ได้เข้าร่วมพิธีสาบานของรัชทายาท ฮีอูซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มของเหล่าขุนนางนั้นได้เห็นร่างสูงของใครคนหนึ่งยืนปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามามุงดูพิธีนั้นด้วย เขาจำเอกลักษณ์ของบุรุษผู้นั้นได้ชัดเจน และยิ่งแน่ใจมากขึ้นเมื่อเขาได้เห็นแววตาคมคู่นั้นจ้องมองไปยังองค์รัชทายาท ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังบริเวณรอบๆ ราวกับต้องการจะมองหาใครคนหนึ่ง

 

...เจ้าของตราหยกคนนี้ต้องการมองหาองค์วังชอนซาอย่างนั้นหรือ?

 

คำถามนั้นผุดขึ้นในใจของฮีอูอยู่ตลอดตั้งแต่เมื่อวาน หากแต่ความสงสัยของเรื่องนี้เขาหวังว่าจะได้รับคำตอบในไม่ช้าแล้ว

 

หลังเสร็จพิธีสาบานตนขององค์รัชทายาทในตอนเช้า ระหว่างที่ทุกคนเตรียมเดินทางกลับเข้าวัง ฮีอูได้บอกกับรัชทายาทไว้ก่อนแล้วว่าจะไปเยี่ยมพี่สาวที่ป่วยเป็นไข้หนัก ในตอนที่เดินทางกลับบ้านนั้นเองที่เขาได้เห็นชายร่างสูงคนนั้นอีกครั้ง และเพราะเหตุนั้น จนกว่าจะได้เจอชายคนนั้นอีก เขาถึงเลือกที่จะไม่เข้าวังในสองสามวันนี้ ฮีอูแน่ใจว่าคนร่างสูงจะต้องอาศัยอยู่ในเมืองหลวงนี้แน่

 

ร่างเล็กเดินเตร็ดเตร่จนเลยออกมาจากตรอกถนนซินชน ดวงตาเรียวรีกวาดมองทุ่งหญ้าเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย ขณะที่ล้วงมือหยิบตราหยกในอกเสื้อ สายตาก็พลันไปสบกับอะไรบางอย่างอ้วนๆ กลมๆ กำลังมุดเข้ามุดออกอยู่บริเวณหลังพุ่มไม้ขนาดใหญ่ ถ้าดูไม่ผิด นั่นมัน...

 

“อิงอิง!!!” ร่างเล็กรีบถลาวิ่งเข้าไปหาเจ้าตัวกลมทันทีอย่างรวดเร็ว

 

 

พลั่ก!

 

 

“อ๊า!~” ฮีอูร้องลั่นด้วยความเจ็บ ตวัดสายตาไปมองสิ่งที่ทำให้สะดุดหกล้มก็พบกับท่อนขายาวของใครคนหนึ่ง และเมื่อเลื่อนสายตาขึ้นมองคนที่ตนล้มลงทับอยู่ก็พบหมวกสานวางปิดใบหน้าไว้มิดชิด ดูจากการแต่งตัวแล้วก็คงจะเป็นชาวสวนแถวนี้เป็นแน่

 

กว่าจะสำนึกได้ว่าตนกำลังนั่งทับร่างผู้อื่นอยู่ก็กินเวลานานพอดู

 

“ขะ...ขอโทษ” ร่างเล็กรีบเคลื่อนตัวไปนั่งแหมะข้างๆ ร่างสูงที่ยังคงนอนนิ่ง สองแขนเรียวยาวซ้อนทับไว้หลังศีรษะ ดูเหมือนว่าเขาจะมาขัดจังหวะการนอนเล่นของชายผู้นี้เข้าให้แล้ว

 

ใบหน้ากลมหันขวับไปจ้องสุนัขจิ้งจอกหิมะแล้วคว้าหมับมานั่งตัก จับยืดแก้มยุ้ยๆ ที่ปกคลุมไปด้วยขนนุ่มแล้วตีหน้ายุ่งพลางว่าด้วยน้ำเสียงแหบต่ำอย่างไม่ต้องการปลุกคนหลับ “เจ้าออกจากวังมาได้ยังไงห๊ะ! แล้วนี่ยังมาอยู่กับคนอื่นอีกด้วย เจ้านี่มันน่านัก!~” เน้นเสียงตอนท้ายแล้วจับสิ่งมีชีวิตตัวกลมหันหลังตีปับลงกับก้นนุ่มนิ่มไปสองที

 

 

หงิง~

 

 

“เจ็บแค่นี้ร้องซะดังเชียว เจ้าไม่รู้หรอกว่าเราเสียใจแค่ไหนที่เจ้าหนีหายไป ฮึก~” เขากอดสุนัขจิ้งจอกไว้แนบอก ถึงแม้จะเจอสัตว์เลี้ยงแสนรักแล้ว แต่คนตัวเล็กก็ยังอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ เพราะอิงอิงสำคัญกับเขามาก ตั้งแต่ที่ต้องอยู่ในวังตามความต้องการขององค์รัชทายาทชองจีรยง ฮีอูก็ได้อิงอิงมาอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เรียกได้ว่า อิงอิงนับเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฮีอูเลยก็ว่าได้

 

ฮีอูยกหลังมือปาดน้ำตา เขาอุ้มอิงอิงแนบอกแล้วลุกขึ้นยืน ตัดใจว่าวันนี้คงต้องหยุดตามหาชายผู้นั้นไปก่อน สำคัญที่เขาเจอเจ้าหมูอ้วนแล้วทำให้อยากกลับบ้านเร็วๆ กลัวว่าถ้าปล่อยให้ออกเดินเล่นไปด้วยกันจะหายไปอีก

 

เพิ่งจะหมุนตัวเดินกลับออกมาจากหลังพุ่มไม้ใหญ่ได้ไม่ไกลเท่าไหร่ ก็เจอเข้ากับกลุ่มคนหน้าตาห่างไกลจากคำว่ามิตรสหายไปไกลหลายลี้ประมาณสามสี่คน ฮีอูรีบก้มหน้าแล้วเดินจ้ำอ้าวพยายามไม่สนใจคนพวกนั้น

 

เกือบจะเดินเลยอยู่แล้ว ไหล่เล็กกลับถูกมือหยาบใหญ่ตะปบลงมาจับให้หันหน้าไปมองเสียนี่ “เห๋? ลูกพี่ เราเจอของดีเข้าให้แล้ว”

 

“อะไรของแกวะ” ชายร่างใหญ่กำยำเอ่ยถามลูกน้องเสียงห้วน ในมือของเขามีถุงผ้าขนาดใหญ่มัดรวบไว้แน่นหนาพาดอยู่บนไหล่ “แกอย่ามาเสียเวลากับแค่ความใคร่ของแกให้มากนัก ของยังอยู่ในมือ เกิดพวกทหารตรวจมันตามมาทันได้จบแน่”

 

เหงื่อกาฬบนใบหน้าหวานแตกพลั่กเมื่อประมวลผลได้ว่าคนพวกนี้คือโจรอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“เฮ้ย ลูกพี่ หันมาดูก่อนสิ ไอ้โกมิมันพูดถูกนะ เราเจอของดีเข้าให้แล้ว!!” ชายร่างสูงผอมที่เดินอยู่ระหว่างกลางกลุ่มตะโกนด้วยน้ำเสียงยินดี จนคนที่เดินนำอยู่จำใจต้องหันมามอง

 

หัวหน้ากลุ่มโจรที่กำลังถูกหมายจับราคาสูงลิ่วขมวดคิ้วหนาเข้าหากัน ยิ่งทำให้ใบหน้าที่มีรอยบากพาดผ่านตาข้างซ้ายไปยังแก้มข้างขวาดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้นในสายตาของคนตัวเล็ก

 

ฮีอูกระชับอ้อมกอดให้อิงอิงแนบตัวมากยิ่งขึ้นด้วยอาการสั่นๆ หากจะถามว่าสิ่งใดที่คิมฮีอูไม่มีพรสวรรค์มากที่สุด คำตอบก็คือวิชาการต่อสู้นี่แหละ ขนาดที่ว่าองค์ชายชองจีรยงเป็นผู้สอนด้วยตัวเองก็ยังไม่ได้ผล

 

“คิมฮีอู ลูกชายคนเล็กของราชเลขาคิมฮยอนจาอย่างงั้นรึ? ดี! มาดูกันสิว่าตาแก่พวกนั้นจะทำยังไงหากลูกชายคนเล็กถูกโจรขืนใจ ฮ่าๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะทุ้มหนักก้องสะท้อนในอกคนฟังจนเผลอหลุดเสียงร้องตอนที่โดนกระชากแขนรุนแรงให้ออกเดินตาม

 

“เดี๋ยวก่อนนะ ข้าได้ยินมาว่าคิมฮีอูเป็นคนโปรดขององค์รัชทายาทไม่ใช่หรือ? แล้วถ้าเราจับตัวเค้ามาอย่างนี้...”

 

“แกจะกลัวอะไรนักหนา หุบปากแล้วรีบขนของกลับเร็วๆ เข้า” คนที่ดูจะเป็นลูกไล่แสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยกับพวกในกลุ่มทั้งสามคน แต่ก็ยอมเงียบแล้วออกเดินตามแต่โดยดี

 

 

บรู๊วววว!~

 

 

“อิงอิง!” ฮีอูพยายามใช้มือที่ว่างข้างหนึ่งกอดอิงอิงที่ดิ้นไปดิ้นมาซ้ำยังเห่าหอนขู่แง่งแยกเขี้ยวที่มีอันน้อยนิดใส่โจรหน้าโหดเสียอีก จะตายเร็วไม่รู้ตัวนะแบบนี้!

 

“แม่งเอ้ย จะร้องให้ทหารมันแห่มาหรือไงวะ จับมันหักคอซะ คืนนี้มีของกินแกล้มเหล้าชั้นดีแล้วพวกเรา ฮ่าๆ” คนที่จับยึดแขนของฮีอูให้เดินตามหันไปบอกเพื่อนในกลุ่มอย่างอารมณ์ดี

 

“ไม่นะ! ไม่ๆๆๆ” ฮีอูร้องลั่นพยายามยื้อสุนัขตัวเล็กกลับมาจากคนชั่ว

 

“ปล่อยสิวะ! โกมิจับมัดมือไปเลย โอ้ย!!!” เสียงร้องนั้นดังลั่นเมื่อโดนคนตัวเล็กก้มลงกัดท่อนแขนสุดแรง จนเจ้าของมือทำสุนัขจิ้งจอกขาวหลุดลงกับพื้น ความดีใจที่ได้ช่วยสัตว์เลี้ยงยังไม่ทันจะได้ก่อตัว ใบหน้าก็ถูกมือใหญ่ต่อยเข้าเต็มแรง ก่อนจะถูกต่อยซ้ำอีกทีที่หน้าท้องจนจุกไปหมด

 

“ฤทธิ์มากนักนะคุณหนู

 

รสขมเฝื่อนของเลือดในปาก และความเจ็บที่ช่วงท้องทำให้หัวสมองของฮีอูเริ่มลางเลือน

 

“ชักช้าอะไรอยู่ได้วะ มีปัญหานักก็ฆ่าทิ้งไปเลย!” หัวหน้ากลุ่มหันกลับไปมองลูกน้องอย่างอารมณ์เสีย นอกจากจะปล้นของมาได้น้อยแล้ว ยังต้องมาโดนทหารไล่ตาม กว่าจะหลุดหนีออกมาได้ยังต้องมาเสียเวลากับเรื่องงี่เง่านี่อีก “พวกแกอยากได้มันนักก็รีบๆ ทำให้มันเงียบซะ แล้วรีบออกเดินทางได้แล้ว”

 

กลุ่มโจรเริ่มออกเดินอีกครั้ง แต่เมื่อคนพวกนั้นเดินถึงพุ่มไม้ใหญ่ หัวหน้ากลุ่มก็เตะโดนอะไรบางอย่างเข้า เขาสบถเสียงดังเมื่อเห็นว่าเป็นท่อนขาของใครคนหนึ่ง

 

ฮีอูที่สติเริ่มลางเลือนนึกขึ้นได้ว่ามีคนนอนอยู่ที่ตรงนั้น จะตะโกนเรียกให้ตื่นก็ดันถูกสันมือคนด้านหลังทุบหลังคอจนหมดสติไปเสียก่อน

 

เห็นว่าคนที่นอนอยู่ไม่ได้ขยับหรือพูดอะไรออกมา หัวหน้าโจรจึงไม่คิดใส่ใจ แต่เพียงแค่เดินไปสองก้าว เสียงทุ้มใต้หมวกฟางก็เอ่ยเรียบเรื่อยคล้ายคุยเรื่องลมฟ้าอากาศยามบ่าย

 

“เจ้าเหยียบเท้าข้า

 

ใบหน้าที่มีรอยบากพาดผ่านหันไปมองเจ้าของเสียง แล้วหัวเราะลงคอ “หึ ข้าเหยียบเท้าเจ้าแล้วอย่างไร ข้าจะเหยียบอีกสักกี่สิบครั้งก็ยังได้” พูดแล้วก็หันกลับไปกดปลายเท้าใส่ท่อนขายาวอย่างไม่เกรงกลัว พาเอาลูกสมุนหัวเราะร่วนไปกับการกระทำของผู้นำ

 

“ไง หรืออยากมีเรื่องนักก็ลุกขึ้นมา ข้าจะสนองให้

 

มือเรียวได้รูปของคนที่นอนราบอยู่บนผืนหญ้ายกขึ้นหยิบหมวกออกจากใบหน้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะค่อยดันตัวขึ้นนั่ง ทุกอิริยาบถเป็นไปอย่างเรียบเรื่อยราวกับไม่สะทกสะท้านสิ่งใด ทั้งที่แรงกดปลายเท้าของหัวหน้าโจรที่เหยียบท่อนขาของเขาอยู่นั้นแรงไม่ใช่น้อย

 

ปาร์คยองจู ปรายสายตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาเฉยเมย เขาหยิบหมวกสานขึ้นสวมพลางว่า “ไม่ขอโทษก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยปล่อยมือจากเด็กคนนั้นด้วย

 

“มันพูดอะไรของมันวะ ฮ่าๆ ลูกพี่อย่าเสียเวลาคุยเลย” ชายร่างสูงผอมเอ่ยกลั้วหัวเราะ หาได้ดูไม่ว่าหัวหน้าของตนกำลังมีสีหน้าเช่นไร

 

หัวหน้าโจรกำมือแน่น ใช่ว่าเขาจะโง่จนสังเกตไม่ได้ว่าชายตรงหน้านั้นไม่ธรรมดา ถึงขนาดว่าแค่เขาออกแรง 2 ใน 3 หากเป็นคนทั่วไปกระดูกคงหักไปแล้ว แต่นี่นอกจากจะไม่สะทกสะท้าน ซ้ำเขายังรู้สึกได้ว่าขาข้างที่เหยียบอยู่นั้นชาหนึบไปหมดจนแทบขยับไม่ได้

 

“ปล่อยเด็กนั่นลง

 

“ว่าไงนะลูกพี่?”

 

“ข้าบอกให้ปล่อยไงเล่า! เราไม่มีเวลามากนักหรอกนะ...ข้าสั่งก็ทำตามสิวะ!!!” โดนตวาดเสียดังลั่น ลูกน้องจึงจำยอมปล่อยร่างเล็กลงกับพื้นอย่างไม่เข้าใจ

 

ยองจูระบายยิ้มบางขัดกับสถานการณ์ “ขอบคุณ” ทันทีที่จบคำนั้น หัวหน้าโจรก็สามารถขยับขาได้ดังเดิม เขารีบชักเท้ากลับแล้วถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนหันไปสั่งลูกน้องเสียดังอย่างหงุดหงิด “กลับ!!”

 

“ทำไมล่ะลูกพี่?”

 

“นั่นสิ ไปยอมมันง่ายๆ ทำไม? ข้าไม่เห็นว่าเจ้าผมยาวนั่นมันจะทำอะไรเลยนะ ดูท่าทางจะอ่อนหัดด้วยซ้ำ!”

 

เสียงคำถามยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ จนลับสายตาของชายหนุ่มที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม

 

 

หงิง~

 

 

สุนัขจิ้งจอกสีขาวหิมะครางหงิงอยู่ข้างๆ ร่างเล็กบางที่นอนสลบอยู่ตรงหน้าของร่างสูง ปลายลิ้นสีชมพูเลียไปทั่วทั้งดวงหน้าหวานของคนเป็นเจ้าของอย่างแสนรักแสนห่วง

 

“เปราะบางกว่าที่คิดนัก” ความหมายของคำนั้นชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยถึงร่างกายของฮีอู หากแต่เขาพูดถึงจิตใจของเด็กอายุ 17 คนนี้ต่างหากที่เปราะบางเกินไป จิตใจที่ซื่อบริสุทธิ์พร้อมจะโอนเอียงตามการชักนำของผู้อื่นอยู่เสมอโดยไม่คิดถึงความต้องการของตนเองเท่าที่ควรนี้คือสิ่งที่ทำให้ยองจูใช้เวลาในการรับรู้ความนึกคิดของฮีอูได้ง่ายดายเหลือเกิน

 

ยองจูคิดอยู่แล้วว่าฮีอูจะต้องตามหาตัวเขาหลังจากที่ได้เห็นเขาเมื่อวานแน่ การมองให้เห็นถึงความนึกคิดของผู้อื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่การใช้ของเป็นตัวสื่อถึงกันก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ยองจูกลับพบว่า การจะมองให้เห็นถึงความนึกคิดของคิมฮีอูนั้นง่ายเกินกว่าที่เขาคาดไว้มาก

 

ความใสซื่อของคิมฮีอูนั้นต่างจากซอนอิน สำหรับซอนอินแล้ว เป็นเพราะถูกปิดกั้นจากโลกภายนอก สิ่งที่ลูกศิษย์ของเขาไม่รู้นั้นมีมากมาย แม้แต่เรื่องของตัวเองก็ตาม... แต่สำหรับคิมฮีอู ยองจูมองเห็นแต่เพียงความใสซื่อบริสุทธิ์จากส่วนลึกในจิตใจ ไม่ใช่เพราะสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเพราะนิสัยของเจ้าตัวมากกว่าที่อ่อนไหวเปราะบางราวกับเด็กเล็กๆ

 

หึ...อย่างนี้ การจะหลอกใช้ฮีอูก็คงไม่ใช่เรื่องยากล่ะนะ

 

รอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาปรากฏบนเรียวหน้าคม เขาช้อนร่างเล็กที่สลบไสลขึ้นอุ้ม ก่อนจะผิวปากเรียกให้สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กเดินตาม โดยที่อิงอิงก็ว่านอนสอนง่ายยอมเดินตามชายหนุ่มร่างสูงไปอย่างไม่รีรอ

 

 

อืม...สัตว์เลี้ยงนิสัยเหมือนเจ้านายไม่มีผิด

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ห้องทรงอักษรพลันเงียบลง เมื่อนายอากรชางซีกลับออกไปแล้ว รัชทายาทหนุ่มพรูลมหายใจเบาเมื่อยังคิดแก้ไขปัญหาชาวเกษตรที่อยู่ตามชายแดนและแถบภูเขาที่เกิดเพลิงกัลป์เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนให้ดีไปกว่านี้ไม่ได้เสียที

 

เรียวนิ้วยาวได้รูปเคาะลงกับโต๊ะพลางครุ่นคิด ขณะที่อีกมือนั้นยังคงเปิดหนังสือเก่าแก่เพื่อศึกษาหาแนวทางการแก้ไขไปด้วย การปกครองของสองรุ่นที่แล้วยังอ่านได้ไม่ครบถ้วน เสียงของสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าก็ดังขึ้นเอ่ยบอกว่าองครักษ์คนสนิทขอเข้าเฝ้า

 

“มีอะไร โทซอง

 

“คุณชายฮีอูส่งคนมาบอกว่าจะยังไม่กลับเข้าวังเร็วๆ นี้ ทรงต้องการให้กระหม่อมไปตามไหมพะย่ะค่ะ?” คนพูดก้มหน้านิ่งรอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม

 

“คิมฮโยซูเป็นอะไรมากหรือไง?”

 

“เห็นว่าเป็นไข้ป่าพะย่ะค่ะ

 

“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ฮีอูไม่ค่อยได้กลับบ้าน บางทีข้าอาจจะเก็บตัวฮีอูไว้คนเดียวมากเกินไป พอได้เจอกับครอบครัวถึงได้อยากอยู่นานๆ” จีรยงปิดหนังสือพลางลุกขึ้นยืน “แล้ววังชอนซา ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

 

เป็นเพราะเมื่อวานต้องเตรียมส่งราชทูตจากแคว้นเมืองใหญ่ต่างๆ กลับ แล้วยังต้องว่าราชกิจสำคัญในตอนบ่ายยาวไปจนถึงค่ำ ทำให้ไม่มีเวลาไปที่ตำหนักโยกัน และถึงต่อให้มีเวลาว่างหลังจากนั้น ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัชทายาทหนุ่มไม่อาจไปเยี่ยมเชลยคนสำคัญได้

 

ในเวลานี้ ชองจีรยงยังไม่อาจทำใจยอมรับได้ว่า เศษเสี้ยวหนึ่งในใจของเขาเกิดความสนใจในตัวคิมซอนอิน เขาไม่อาจปล่อยให้ใจเกิดความรู้สึกใดๆ ต่อเชลยได้ เพราะหากแม้มีความสงสารหรืออะไรมากกว่านั้นเพียงน้อยนิด นั่นจะเป็นเรื่องร้ายแรงต่อการควบคุมเชลยให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ ไม่ว่าอย่างไร คิมซอนอินจะต้องไม่มีผลใดๆ ต่อจิตใจของเขา

 

เมื่อสองวันก่อนที่เผลอจูบไปนั้น เขาไม่ทันได้ยั้งตัว เผลอปล่อยให้ความสวยงามของคนผู้นั้นดึงดูดเอาได้ มาคิดดูแล้ว วังชอนซาเป็นคนสวยหาใครเปรียบได้จริงๆ ซ้ำกลิ่นกายยังหอมราวกับดอกไม้กลีบขาวที่บานสะพรั่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ บุรุษผู้งดงามเช่นนี้ หากเข้าใกล้มากๆ ต่อให้เป็นคนใจแข็งสักเพียงไหน ก็อาจตกเป็นทาสเอาได้โดยไม่รู้ตัว ดูเอาจากงานฉลองพิธีแต่งตั้งรัชทายาทของเขาคืนนั้นก็ได้ ไม่ว่าแขกคนไหนต่างก็สนใจราชทูตแสนงามผู้นี้กันทั้งนั้น

 

แล้วกับคนอย่างเขาที่ชื่นชอบความสวยงามของหญิงนางโลมเป็นเรื่องปกติอยู่ทุกวี่วันอย่างนี้ น่ากลัวว่า หากเข้าใกล้คิมซอนอินมากเกินไปจะเผลอทำอะไรโดยไม่คิด ต่อให้คิดจะทำเพียงการบังคับขืนกอดที่ไร้ความรู้สึกพิเศษใดๆ ก็ตาม หากแต่เมื่อวันที่ได้ลิ้มรสจูบจากกลีบปากนุ่มหวานในวันนั้นแล้ว เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่า หากเขาได้กอดชายผู้นั้นเพียงสักครั้ง  ร่างกายของเขาไม่อาจเพียงพอในครั้งเดียวแน่ และหากการกอดคิมซอนอินคือสิ่งที่เขาต้องการจนขาดไม่ได้ ทุกอย่างที่วางแผนไว้ก็จะล่มไม่เป็นท่า

 

...ในเวลาเช่นนี้ คนที่จะช่วยเขาสลายความต้องการได้ก็มีเพียงฮีอูเท่านั้น ทว่า เวลานี้ฮีอูกลับไม่ได้อยู่เคียงข้างเขา

 

“เมื่อวานท่านหมอจากึนเข้าไปตรวจแต่เช้า พบว่าบนแผ่นหลังขององค์วังชอนซาทรงกลับเป็นปกติแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงพิษไข้ที่ยังไม่ค่อยทุเลาลงมากนักพะย่ะค่ะ

 

จีรยงพยักหน้ารับ ขณะยกมือลูบริมฝีปากตัวเองเบาๆ พลางหันออกไปยังบานหน้าต่างที่เปิดโล่ง “ช่วงนี้เจ้ากับกึมซองไม่ต้องติดตามข้าไปทุกที่ คอยเฝ้าตำหนักโยกันไว้ มีเรื่องอะไรก็มาแจ้งข้า” ร่างสูงสง่าละสายตาจากผืนฟ้าสีส้มของยามเย็นหันกลับมามองเด็กหนุ่มร่างเพรียวบาง “แล้วเรื่องสายลับที่ลอบเข้าเมืองมา ไปถึงไหนแล้ว?”

 

เมื่อนายเหนือหัวเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญ ใบหน้าเรียบนิ่งของโทซองก็แสดงสีหน้าจริงจัง ทั้งน้ำเสียงก็ยังเข้มขึ้น “กระหม่อมให้คนไปถามหาจากคนตรวจประตูเมืองแล้ว สายลับผู้นั้นเป็นคนของเชินอันไม่ผิดแน่ แต่ราวกับว่าพอทางเรารู้ตัว เบาะแสของสายลับผู้นั้นก็ไม่เหลือร่องรอยให้ตามหาแม้แต่น้อย

 

เชินอันคงไม่คิดจะส่งคนด้อยฝีมือมา เพราะหากถูกฮานึลจับได้ นั่นก็เท่ากับว่าข้อตกลงเป็นอันโมฆะ และคิมซอนอินจะต้องตาย คนสำคัญขนาดนี้ไม่มีทางที่เชินอันจะยอมปล่อยไปง่ายๆ ...หึ จีรยงระบายรอยยิ้มเย็นขณะครุ่นคิด งั้นก็ลองมาดูกัน จนกว่าจะครบกำหนดวันที่เขายื่นเสนอไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เขาจะจับสายลับนั่นได้ก่อนจะมีการทำสงครามหรือไม่

 

“สายลับยังอยู่ในเมืองหลวงแน่ ข้าต้องการให้ตามหาอย่างเงียบที่สุด ใช้คนของเราเท่านั้น อย่าให้ขุนนางข้าหลวงผู้ใดล่วงรู้ ข้าไม่อยากให้เหยื่อตื่นตกใจ

 

“น้อมรับพะย่ะค่ะ

 

เมื่อคนสนิทลับออกไปจากห้อง ร่างสูงสง่าก็เดินกลับตำหนักรัชทายาทพร้อมกับครุ่นคิดไปด้วยไม่หยุด ทั้งกำลังพล และม้า อาวุธรบ ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ไม่ว่าอย่างไร สงครามระหว่างฮานึลและเชินอันจะต้องเกิดขึ้น แคว้นใหญ่ในแถบแผ่นดินตะวันออกแห่งนี้จะต้องมีเพียงแคว้นเดียวเท่านั้น

 

 

...ชัยชนะครั้งนี้จะต้องเป็นจุดเริ่มต้นในการขึ้นครองราชย์ของเขา

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

สามวันให้หลัง หงส์งามที่ถูกคุมขังในตำหนักโยกันได้ตื่นขึ้นจากพิษไข้ที่รุมเร้าในที่สุด

 

นางกำนัลสาวสองคนรีบร้องเรียกให้นายทหารหน้าตำหนักไปตามหมอหลวงมาตรวจเสียยกใหญ่ ไม่นานนัก หลังจากที่หมอหลวงจากึนทำการตรวจชีพจรและร่างกายขององค์วังชอนซาจนแน่ใจว่าไม่หลงเหลือไข้ใดๆ แล้ว ทั้งยอนอา และ โซยอนต่างก็พากันร้องไห้พร่ำขอบคุณเทพฟ้าดินเป็นการใหญ่

 

“ขอบคุณสวรรค์! องค์วังชอนซาทรงหายไข้เสียที ขอบคุณสวรรค์!!!!”

 

“พวกเจ้านี่นะ เสียงดังจริงๆ ไม่เห็นหรือไงว่าองค์วังชอนซาทรงยังไม่ฟื้นไข้ดีน่ะ แล้วนั่น ยังจะร้องไห้อีก ตกลงเจ้าดีใจหรือเสียใจกันแน่?” กึมซองเอ็ดสาวใช้ ทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งก้มหัวขอบคุณท่านหมอเสียงดังลั่นไปเมื่อวินาทีก่อน

 

“ข้าต้องดีใจแน่อยู่แล้ว! เจ้านั่นแหละ ใครอนุญาตให้เข้ามาในห้องบรรทมขององค์วังชอนซากัน ออกไปได้แล้ว!” ยอนอาหันไปค้อนขวับใส่เด็กหนุ่ม

 

เสียงเอะอะเริ่มดังขึ้นเมื่อคนสองคนเริ่มต้นปะทะวาจากันอย่างเคยชิน จนไม่ทันสังเกตว่าร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงนั้นยังมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

 

โทซองถอนหายใจเหนื่อยอ่อนกับนิสัยของคนทั้งสองที่ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องจิกกัดคำพูดกันเป็นเด็กๆ เขาคว้าคอน้องชายตัวแสบจนร่างที่เล็กกว่าปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้างของตน มือข้างนั้นรีบยกขึ้นปิดริมฝีปากบางของแฝดผู้น้องที่คิดจะโวยวายอย่างรู้ทัน ก่อนหันไปมองโซยอน “ข้าว่าเจ้ารีบไปเตรียมยาต้มที่ท่านหมอสั่งดีกว่า ส่วนเจ้า ยอนอา เห็นหรือไม่ว่าองค์วังชอนซาทรงสีหน้าซีดเซียวนัก ข้าว่าเจ้าหายาดมหรือ...” ยังพูดไม่ทันขาดคำ ร่างบนเตียงก็โกงคออาเจียนออกมาอย่างฉับพลัน

 

“องค์วังชอนซาทรงเป็นอะไรเพคะ!!”

 

ยอนอารีบถลาไปรองรับแผ่นหลังบางให้เอนราบลงกับที่นอนดังเดิม เมื่อนายของเธออ้วกเอาน้ำออกมามากมายจนทั่วผืนผ้าผวยไปหมด เธอรีบดึงผ้านั้นออกทันที พร้อมกับวิญญาณการเป็นสาวใช้ได้กลับเข้าร่างอย่างที่ควรเป็น เธอรีบหันไปไล่ชายหนุ่มฝาแฝดให้ออกไปจากห้อง แล้วสั่งกำชับน้องสาวให้รีบต้มยาตามที่ท่านหมอสั่ง โดยตัวเธอก็รีบเปลี่ยนชุดทรงและเช็ดทำความสะอาดเรือนกายขาวไม่รอช้า

 

“รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างเพคะ? ทรงอยากอาเจียนอีกหรือไม่เพคะ?” หลังจากเปลี่ยนชุดให้กับร่างบางแล้ว ยอนอาก็เอ่ยถามผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วงขณะที่ยกผ้าห่มขึ้นคลุมร่างนั้นไปด้วย

 

ซอนอินขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าเบา ริมฝีปากสีชมพูเม้มแน่นพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ยังคาใจ เขาเหลือบสายตามองสาวใช้ที่กำลังเก็บอ่างน้ำอยู่ข้างเตียงอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยปากถามในที่สุด

 

“ยอนอา ระหว่างที่ข้าไม่ได้สติ มีใครมาหาข้าหรือไม่?”

 

“มีองค์ชายรอง กับองค์รัชทายาทเพคะ อ่ะ แล้วก็ เมื่อวานนี้ องค์กษัตริย์ฮวาจีทรงเสด็จมาที่นี่ด้วยเพคะ

 

“กษัตริย์ฮวาจีอย่างนั้นหรือ?”

 

“ใช่เพคะ ทรงมาเยี่ยมองค์วังชอนซาด้วยองค์เองเลยเพคะ ทั้งยังถามไถ่อาการเสียถี่ยิบ ก่อนจะขออยู่เยี่ยมไข้องค์วังชอนซาเพียงลำพังเพคะ

 

ซอนอินพยักหน้ารับ ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงบอกว่าต้องการอยู่คนเดียว

 

“แต่ว่าทรงต้องทานยา...

 

“ให้ข้าอยู่คนเดียว แล้วข้าจะเรียกเอง” เป็นครั้งแรกที่ยอนอาเห็นสีหน้าเคร่งเครียดขององค์วังชอนซา ซ้ำน้ำเสียงยังดูมีอำนาจมากกว่าทุกทีจนเธอทำได้เพียงก้มศีรษะน้อมรับอย่างไม่อาจขัดได้

 

เมื่อบานประตูห้องนอนปิดลง ซอนอินก็พลิกกายนอนตะแคงเข้าหากำแพงไม้ นิ้วเรียวแตะสัมผัสกลีบปากตนเอง

 

แม้ว่าไข้จะทำให้เขานอนเพ้อไม่ได้สติ แต่ถึงกระนั้น ซอนอินก็ยังรับรู้ว่าร่างกายตนเองถูกสัมผัสเช่นไร มันคล้ายกับว่าเขาไม่มีแรงที่จะลืมตาเพราะไข้ที่รุมเร้า ทำได้แต่เพียงนอนซมนิ่งอยู่บนเตียงเท่านั้น แล้วการที่มีใครคนหนึ่งมาถือวิสาสะฉวยโอกาสด้วยการจูบเขาทำไมเขาจะไม่รู้สึกล่ะ แล้วยัง...จูบนิ่งค้างนานถึงขนาดนั้น

 

เสียงทุ้มที่ดังแว่วอยู่ข้างหูของคนที่นั่งอยู่ข้างกายในเวลานั้นยังดังก้องในหัวใจ เสียงที่เป็นดังลูกศรที่พร้อมจะพุ่งตรงปลิดชีพคนตรงหน้าได้ทุกวินาที หากไม่ใช่เสียงของรัชทายาทชองจีรยงแล้ว จะเป็นใครได้?

 

 

“เวลาที่เจ้าไม่ขึ้นเสียงกับข้า ริมฝีปากของเจ้าดูน่าหลงใหลมากทีเดียว ...คิมซอนอิน

 

 

เพียงแค่คิดถึงประโยคนั้น ใบหน้าก็ร้อนผ่าวไปหมด นี่กระมังที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมดจนอาเจียนออกมาเมื่อครู่ เจ้าคนหยาบคายนั่นทำให้ใจของเขาหวั่นไหวได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?

 

แล้วยังเรื่องในงานพิธีค่ำนั่นอีก ทำไมข้าต้องไม่สบอารมณ์ที่เห็นคนผู้นั้นไปยุ่งย่ามกับนางโลมพวกนั้นด้วย ทำไมข้าต้องนึกอิจฉาเด็กหนุ่มคนนั้นที่เป็นคนรักของคนผู้นั้นด้วย โอ้ย! ข้าปวดหัว ปวดท้อง ไปหมดแล้วนะ!!

 

ทำไมความรู้สึกที่ข้าไม่รู้จักและไม่เข้าใจมันถึงได้มีมากมายอย่างนี้!

 

 

“นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ

 

 

“ไม่มีทาง!!!” ทันเสียงในจินตนาการผุดขึ้นในสมอง ซอนอินก็ตะโกนลั่นด้วยความตกใจราวกับเห็นเจ้าตัวมาพูดเองต่อหน้า ทั้งที่มันเป็นแค่จินตนาการที่แว่บเข้ามาในสมองเพียงเท่านั้น

 

ซอนอินกอดตัวเองแน่น ราวกับว่าตอนนี้อยู่ในช่วงเหมันต์ฤดูท่ามกลางหิมะหนาวเย็นอย่างนั้นแหละ

 

ฮึ่ย! แค่คิดก็หนาวเยือกไปทั้งตัวแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะชอบคนใจร้ายพรรค์นั้นได้เด็ดขาด!

 

ศีรษะเล็กที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มผมนุ่มสีดำยาวแผ่สยายไปทั่วหมอนเมื่อเจ้าตัวส่ายหน้าแรงๆ อย่างต้องการไล่ความคิดไร้สาระออกไป เขาลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้วเอื้อมมือไปวักน้ำจากอ่างกระเบื้องข้างเตียงมาถูปากด้วยน้ำหนักมือที่ไม่เบานัก จนปากสีชมพูนั้นแดงช้ำไปหมด ก่อนจะตะโกนเรียกสาวใช้ให้เข้ามา

 

 

ชิ...ดื่มยาขมๆ ลบรสจูบของเจ้าคนใจร้ายนั่นให้ลืมๆ ไปซะก็สิ้นเรื่อง!

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

กลางดึก ภายในห้องบรรทมขององค์รัชทายาทอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมยั่วยวนจากผิวกายของหญิงนางโลมที่กำลังปรนนิบัติเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่บนเตียงอย่างเอาอกเอาใจ

 

หญิงงามหนึ่งในสองกำลังมอบความสุขให้แก่รัชทายาทหนุ่มด้วยการใช้ริมฝีปากปรนเปรอสัดส่วนกลางลำตัวของร่างสูงใหญ่อย่างรู้งาน ทว่า ความรื่นรมย์ที่ได้รับนั้นกลับไม่เป็นที่ต้องการได้ดีพอ ร่างสูงใหญ่ผลักหญิงผู้นั้นออกจากตัว ก่อนจะตวาดเสียงก้องอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

 

“ออกไป!”

 

ตรัสเสียงห้วนเพียงคำเดียว หญิงนางโลมทั้งสองคนก็รีบกระวีกระวาดสวมเสื้อผ้าอย่างรีบร้อนแล้วทูลลาอย่างไม่รอช้าด้วยความหวาดกลัว

 

ร่างสูงที่มีเพียงเสื้อคลุมเนื้อแพรลื่นผืนบางสวมกายลุกขึ้นจากที่นอนตรงไปยังสระสรงที่ตั้งอยู่ด้านหลังสุดของตำหนักด้วยสีหน้าที่ยากเกินใครจะคาดเดา

 

ทันทีที่ร่างกายสัมผัสผืนน้ำที่เย็นเฉียบภายในสระสรงที่ทำจากหินก่อขึ้นโดยรอบขนาดใหญ่กว้างขวาง ฝ่ามือหยาบใหญ่ก็ไม่รอช้าที่จะกอบกุมสัดส่วนสำคัญที่ใกล้จะทานทนแทบไม่ไหวเพียงแค่นึกถึงใบหน้าของคนที่ตนเคยไปยั่วยุอารมณ์ฝ่ายนั้นถึงในห้องสรงน้ำ

 

แผ่นอกเปลือยเปล่ากำยำกระเพื่อมขึ้นลงพร้อมกับเสียงหอบหายใจหนักๆ ดังขึ้นอย่างกระชั้นถี่ยามที่ขีดความอดทนใกล้จะทานทนแทบไม่ไหวอีกต่อไป ระลอกคลื่นของน้ำในสระหินตีวงกระจายรุนแรงตามจังหวะการชักนำขึ้นลงที่บีบคั้นเค้นคลึงความร้อนผ่าวในมือภายใต้ผิวน้ำที่เย็นเฉียบอย่างรัวเร็ว จนในที่สุด ความสุขสมในอารมณ์ใคร่ขององค์รัชทายาทหนุ่มก็พวยพุ่งจนถึงที่สุด

 

ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นเสยเส้นผมที่ปรกลงให้พ้นใบหน้า เผยให้แสงจันทร์เบื้องบนทอแสงลงมาให้เห็นถึงดวงหน้าหล่อเหลาทรงเสน่ห์น่าเกรงขาม แม้ในยามที่ชายผู้นี้จะไม่ได้อยู่ในชุดทรงแสดงถึงยศถาบรรดาศักดิ์ก็ตาม

 

“ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!” เสียงทุ้มสบถดังลั่น ขณะที่ถดกายไปพิงขอบหินข้างสระ ก่อนจะสอดมือลงกลับไปใต้น้ำแล้วกอบกุมสัดส่วนที่ยังแข็งขึงไว้อีกครั้ง

 

...และเป็นอีกครั้งที่ภาพในห้วงความคิดของชายหนุ่มยังคงเป็นภาพใบหน้าของคนคนเดิม

 

หากแต่ในครั้งนี้ นอกจากจะยังคิดถึงหงส์แสนงามแล้ว เสียงทุ้มยังเอ่ยแหบต่ำเพื่อเร่งฉุดอารมณ์ให้โบยบินไปกับความสุขสมให้เร็วมากขึ้นอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความต้องการที่เอ่อล้นขึ้นมานี้เลย

 

 

“คิมซอนอิน...อ่ะ....ซอนอิน...ซอน..อึก...อิน....ซอนอินอ่า....

 

 

ท่ามกลางความเงียบในค่ำคืน เสียงทุ้มนั้นดังสะท้อนก้องไปทั่วสระสรงที่ตั้งอยู่ภายในตำหนักขององค์รัชทายาทอยู่หลายต่อหลายครั้ง

 

นี่ไม่ใช่คืนแรกที่เกิดความต้องการอย่างห้ามไม่อยู่เช่นนี้ ทว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่รัชทายาทหนุ่มได้เผลอจูบกับวังชอนซา เชลยของพระองค์ไปในวันนั้นแล้วต่างหาก...

 

 

 

และเพื่อจะหยุดความรู้สึกนี้ ชายหนุ่มควรจะทำเช่นไรกัน?

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up