Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 5

 

 

 

 

ช่วงเวลาที่สาวใช้ของตำหนักโยกันพากันเข้านอนไปเกือบชั่วยามแล้วนั้น ร่างผอมบางของใครคนหนึ่งก็ย่องเงียบออกมายืนยืดเส้นยืดสาย บิดเอวไปมา ก่อนจะแหงนเงยใบหน้ารับสายลมเย็นของค่ำคืน โดยมีแสงสีนวลของจันทราอาบไล้ดวงหน้างดงามช่วยขับให้ผิวที่ขาวกระจ่างดูน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น

 

ซอนอินหลับตาแล้วสูดเอาอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอด เฮ้อ~ ค่อยยังชั่ว หัวค่อยเย็นลงหน่อย!

 

หลังจากผ่านประสบการณ์สุดหฤหรรษ์เป็นครั้งแรกเมื่อตอนหัวค่ำ ไม่ว่าอย่างไรซอนอินก็ข่มตาให้หลับไม่ได้สักวินาที ทั้งใจ ทั้งความคิด ต่างก็ทรยศต่อต้านไม่ยอมหยุดพักเสียที สุดท้ายก็ได้แต่ต้องทนรอให้พวกยอนอากับโซยอนหลับไปก่อนกว่าจะได้ออกมาคิดอะไรคนเดียวอย่างนี้

 

ตั้งแต่เด็ก บ่อยครั้งที่ซอนอินมักนอนไม่หลับ และวิธีที่เขาเลือกใช้ฆ่าเวลานั้นก็คือการนอนเล่นบนหลังคา และในเวลานี้ เขาก็เลือกที่จะทำเช่นนั้น

 

เพียงแค่กระโดดครั้งเดียว ร่างบางในชุดสีขาวสะอาดก็ขึ้นไปอยู่บนหลังคาของตำหนัก

 

ซอนอินทรุดตัวลงนอนตามแนวราบของหลังคาอย่างไม่รีรอ นัยน์ตากลมโตส่องประกายระยิบยามที่ได้มองภาพเบื้องหน้า

 

ท้องฟ้าที่กว้างไกลสุดสายตา กลุ่มดาวมากมายที่เรียนอย่างไรเขาก็จำได้ไม่หมดเสียที เมฆที่ลอยเอื่อยราวกับไม่สนใจไยดีช่วงเวลาบนโลกที่ดำเนินไปในทุกทุกลมหายของทุกสรรพสิ่ง

 

เพียงแค่ได้มองภาพเหล่านี้ ซอนอินก็รู้สึกว่าใจของตนเองได้สงบลง ไม่ว่าจะมีเรื่องไม่สบายใจเรื่องใด หากได้มานอนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนเช่นนี้แล้ว มันทำให้เขารู้สึกว่าเป็นอิสระทั้งความคิดและตัวเอง ราวกับทุกอย่างรอบกายล้วนไร้ค่า สิ่งที่มีอยู่ต่อหน้าของเขามีเพียงท้องฟ้าที่พร้อมจะรับฟังและมอบอ้อมกอดให้กับเขา

 

บางครั้ง ซอนอินก็เคยคิดว่า อาจจะเป็นอย่างที่ชาวบ้านเคยพูดไว้ ‘ผู้ที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าทงซก ก็เปรียบดังหงส์เพลิงแห่งทิศตะวันออก’ ดังนั้น ในเมื่อใครก็ตามถูกแต่งตั้งให้เป็นวังชอนซา นั่นก็เท่ากับว่าคนผู้นั้นก็ไม่ต่างจากนกที่บินอยู่บนท้องฟ้าแม้แต่น้อย

 

อุทิศตนเพื่อพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ อยู่อย่างโดดเดี่ยวเพื่อให้ใจเป็นบริสุทธิ์ ท้ายที่สุดแล้ว วังชอนซาก็มีเพียงแผ่นอัมพรไพศาลกว้างไกลนี้เท่านั้นที่คอยเป็นเพื่อนใจ แม้จะไปไม่ถึง หากแต่ใจก็ได้โบยบินไปยังดินแดนที่พร้อมจะให้แต่ความอิสระ

 

...ไม่ต่างอะไรกับนกในกรงที่ได้แต่รอวันโผบินไปสู่ท้องฟ้า

 

 

นึกๆ ดูแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มานอนมองท้องฟ้าจากสถานที่อื่น นัยน์ตากลมโตเหลือบมองไปยังรอบๆ ภูมิทัศน์ของฮานึล แม้จะเป็นฟ้าเดียวกัน แต่ร่างบางกลับพบว่าฟ้าแห่งนี้ดูสวยงามกว่าฟ้าที่เชินอันอย่างไม่มีสาเหตุ

 

“ได้ยังไงกัน ทำไมเจ้าถึงได้ชมฟ้าของแคว้นอื่นเล่า!” ฝ่ามือบางยกขึ้นตบปากตัวเองไม่เบานักอย่างถี่ๆ พลันความคิดก็หวนถึงบ้านเกิดตนเองขึ้นมาจับใจ

 

นี่ก็ล่วงเข้าวันที่สิบแล้วที่มาอยู่ในวังหลวงของศัตรู ไม่รู้ว่าท่านพ่อและท่านแม่จะเป็นอย่างไรบ้าง ใช้กลอุบายต่อเวลากับฮานึลด้วยวิธีไหนเพื่อให้เขาอยู่อย่างมีลมหายใจเช่นตอนนี้ แล้ววิธีพวกนั้นจะยื้อเวลาได้สักเท่าไหร่กัน ...ชองจีรยงจะปล่อยให้เชินอันหาทางหลบเลี่ยงสงครามไปได้อีกสักกี่วัน

 

อ๊ะ! ดันไปนึกถึงเจ้าคนสมควรตายนั่นเสียได้! ซอนอินยกมือขึ้นตบแปะหน้าผากตัวเองอย่างเจ็บใจ อุตส่าห์หนีออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เพื่อที่จะลืมเรื่องงี่เง่าเมื่อตอนหัวค่ำนั้นได้แล้วเชียว ในตอนนี้กลับนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นขึ้นมาเสียได้!

 

 

“เหตุใดเจ้าถึงยังไม่กลับตำหนักอีก!!!”

 

หลอนไปแล้ว!

 

ซอนอินผุดลุกขึ้นนั่งทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มหนักตะโกนลั่นท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืน มองรอบตัวก็ไม่เห็นมีใคร มานึกขึ้นได้ว่าคงจะมีผู้ใดปีนมานั่งบนหลังคานี้หรอกก็ยิ้มแห้งๆ ออกมากับตัวเอง ก่อนจะขยับตัวคลานสี่ขาไปใกล้ชายหลังคาของห้องครัว ขยับกายยื่นใบหน้าออกไปอีกนิด...เอ๋? นั่นมัน...

 

 

“ข้าถามว่าทำไมเจ้ายังไม่กลับตำหนักอีก!” คนที่ยืนตะโกนอยู่นั่นแทบจะเขย่าร่างเล็กๆ จนสั่นคลอนคล้ายเป็นโรคชัก

 

“ฮึก....อิงอิง....หม่อมฉันตามหาอิงอิงอยู่” ดวงหน้าแดงก่ำเงยขึ้นเล็กน้อยตามแรงมือใหญ่ที่จับปลายคาง เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสะอื้นไห้

 

“คนตั้งมากมายทำไมไม่ให้พวกเขาหา ทำไมเจ้าจะต้องออกมาตากลมตากน้ำค้างเองด้วย ชอบทำให้ข้าโกรธนักใช่ไหม คิมฮีอู!” แม้น้ำเสียงที่ใช้จะทุ้มกังวานอย่างน่ากลัว แต่คนร่างสูงกลับใช้สองมือประคองดวงหน้าขาวไว้อย่างทะนุถนอมพร้อมกับเกลี่ยซับหยดน้ำตาเม็ดใสให้แผ่วเบา

 

“ก็หม่อมฉัน...ฮึก รีบร้อนออกมา ใจก็กังวลกลัวว่าอิงอิงจะหายไป ฮึก...เดินตามรอยเท้าไปทั่ววัง รู้ตัวอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว กำลังจะตัดใจกลับ ฮึก...องค์ชายใหญ่ก็เดินมาเอ็ดหม่อมฉันเสียก่อน ฮืออออ~” พร้อมกับเสียงร้องปล่อยโฮนั้น ร่างเล็กก็ซุกหน้าเข้าหาอกกว้างขององค์ชายใหญ่แล้วร้องไห้หนักหน่วง

 

ร่างที่สั่นเทิ้มอยู่แนบอกนั้นพาเอาอารมณ์คุกรุ่นของชายหนุ่มมลายหายไปเสียสิ้น อยากจะต่อว่ามากกว่านี้ก็ทำไม่ลง แค่เห็นน้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อครู่ก็แทบทำอะไรไม่ถูกแล้ว

 

จีรยงถอนหายใจหงุดหงิดแล้วรวบแขนเข้ากับเรือนร่างเล็กบางแนบแน่นเพื่อใช้อ้อมกอดปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน “เลิกร้องเสียที ยังไงวันนี้ก็กลับตำหนักก่อนเถิด แล้วข้าจะให้คนมาหาอิงอิงของเจ้าให้เอง

 

“...ฮึก...ฮือออ” ศีรษะเล็กกลมพยักขึ้นลงอยู่กับอ้อมอกกว้าง ก่อนจะเงยดวงหน้าฉ่ำน้ำตาขึ้นสบสายตาคมเข้ม “ฮึก ...องค์ชายใหญ่ยังทรงสวมชุดว่าราชการอยู่อีกหรือ ดึกดื่นเช่นนี้แล้ว...ฮึก~”

 

คนตัวสูงกว่าอยากจะตอบกลับไปด้วยความโมโหว่า ก็เพราะใครกันถึงทำให้เขาไม่เป็นอันทำอะไรเมื่อพบว่าคนที่อยากจะเข้าไปกอดให้หายเหนื่อยกลับหายตัวไปเสียอย่างนี้ แต่พอเห็นดวงหน้าหวานนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเสียใจอย่างน่าสงสารแล้ว ชองจีรยงก็ได้แต่ทอดถอนใจเหนื่อยอ่อน แล้วว่า

 

“เรื่องชุดทรงของข้าเป็นหน้าที่ของเจ้าไม่ใช่หรือ” ใจความประโยคที่แฝงเร้นความหมายไว้อย่างไม่ปิดบังนั้นทำให้ดวงหน้าหวานซับสีเลือดแดงซ่านจนทั่ว แล้วยิ่งลามเรื่อยลงมายังลำคอเมื่อถูกประกบริมฝีปากอย่างนุ่มนวล

 

จูบลึกซึ้งอยู่ชั่วครู่ ริมฝีปากหยักได้รูปก็เคลื่อนเข้ากระซิบใกล้ใบหูเล็ก “กลับเถอะ ข้ารอให้เจ้าปรนนิบัติแทบไม่ไหวแล้ว

 

 

วิญญาณของคิมซอนอินลอยออกจากร่างไปไกลแล้ว

 

ลับหลังของคนสองคนที่พากันเดินจากไปไกลแล้วนั้น ร่างบางบนหลังคาของตำหนักโยกันกลับยังนั่งนิ่งคล้ายหินรูปปั้นแกะสลักอยู่อีกหลายอึดใจ กว่าที่สติจะกลับมา

 

ถ้าเขาจำไม่ผิด หญิงงามที่เคยเห็นวันที่ถูกพาเข้าวังมา คือคนคนเดียวกับชายหนุ่มหน้าหวานผู้นั้นไม่ผิดแน่ ถ้าเช่นนั้น คนรักของชองจีรยงก็เป็นผู้ชายน่ะสิ?!!!

 

โอ้ สวรรค์ นี่หรือคือโลกภายนอกที่ข้าไม่รู้จัก?!

 

แผ่นหลังบางเอนราบลงกับกระเบื้องหลังคาอย่างอ่อนแรง มือขาวข้างหนึ่งยกขึ้นทาบหน้าอกตัวเองพลางจับเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงแทบจะทะลุออกมาเสียให้ได้ ภาพของคนสองคนที่ยืนแลกจูบกันเมื่อครู่นั้นทำให้อะไรบางอย่างในอกมันบีบรัดตัวอย่างแปลกประหลาด ความรู้สึกอิจฉาร่างเล็กของคนผู้นั้นก่อตัวขึ้นโดยไร้สาเหตุ

 

ซอนอินไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองต้องอิจฉาคนผู้นั้นด้วย ไม่ใช่เรื่องเลยที่ชองจีรยงจะไปทำดีกับใครคนอื่นแล้วเขาต้องเก็บมาใส่ใจอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องเลยจริงๆ!

 

ใบหน้าเรียวสวยสะบัดไปมาอย่างต้องการไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป เจ้าคนร้ายกาจจะเป็นยังไงก็ช่าง ไม่เห็นต้องสนใจหรือใส่ใจแม้แต่น้อย นัยน์ตากลมโตฉายแววมุ่งมั่นกับความคิดตนเองอย่างเต็มที่ แต่ก็เพียงไม่นาน แผ่นอกบางก็กระเพื่อมขึ้นลงยามเจ้าของร่างถอนหายใจแผ่วเบา สายตาเลื่อนลอยไปยังหมู่ดาวบนท้องฟ้า

 

 

“ว่าแต่ ชองจีรยงกระซิบอะไรกับเด็กหนุ่มคนนั้นกันนะ?”

 

 

ไหนบอกจะไม่สนใจแล้วอย่างไรเล่าคิมซอนอิน!

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เลวร้ายที่สุด!

 

คำบรรยายความรู้สึกนั้นดังก้องอยู่ในใจของร่างบางเป็นรอบที่สิบตั้งแต่เข้ามาในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฮานึล

 

ซอนอินนั่งตีหน้านิ่งเฉยอยู่ที่ด้านหนึ่งของท้องพระโรงขนาดใหญ่ที่ถูกประดับประดาอย่างสวยหรู แขกเหรื่อมากมายต่างเสวนาคุยกันเสียงดัง ยกจอกชนจอกดื่มกินน้ำจัณฑ์กัน  ในสถานที่แห่งนี้นั้นถูกจัดแบ่งให้ขุนนางและแขกสำคัญนั่งอยู่โดยรอบเป็นวงกลม โดยที่ด้านหนึ่งจะถูกยกระดับให้สูงกว่าส่วนอื่นเนื่องจากเป็นที่ประทับของกษัตริย์และราชวงศานุวงศ์  ซึ่งองค์กษัตริย์นั้นอยู่แค่เพียงตอนเริ่มงานเท่านั้น พื้นที่ตรงกลางที่เว้นไว้นี้ก็เพื่อเป็นที่แสดงของคณะนางรำ และการแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 

หากแต่ไม่ว่าจะสาวงามที่เผยผิวเนียนขาวของเนินสะโพก หรือหนุ่มผมยาวที่ควงไฟไว้ในมืออย่างน่าหวาดเสียว ไม่ว่าจะการแสดงอะไร กลับไม่เรียกความสนใจของคนสวยเลยได้แม้แต่อย่างเดียว

 

นอกไปจากคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากตนมากนัก

 

ไม่ใช่เพราะท่าทางเอาอกเอาใจกันไม่ห่างของกลุ่มสาวนางระบำสองสามคนที่คอยป้อนน้ำป้อนอาหารให้ร่างสูงนั่นหรอกนะที่เรียกสายตาของราชทูตคนงามไว้ได้อย่างนี้ แต่เพราะเจ้าคนที่เพิ่งได้รับอำนาจสูงสุดแห่งแคว้นฮานึลนี้ต่างหากเล่าที่ขยันส่งสายตามาจ้องมองเขาบ่อยเสียเหลือเกิน!

 

ชิ จะคลอเคลียกันก็ทำไปสิ ทำไมจะต้องคอยหันมามองเขาด้วย!

 

เขาเดาะลิ้นขัดใจพลางนึกรังเกียจคนผู้นั้นมากยิ่งขึ้น ตนก็มีคนรักอยู่แล้วยังจะหาความสำราญกับหญิงอื่นได้หน้าตาเฉย ไม่รู้จักมียางอายบ้างเลย ทำไมผู้ชายถึงชอบมีคนรักหลายๆ คนด้วยนะ มีคนเดียวไม่พอหรือไง โลภมากจริงๆ เลย!

 

ริมฝีปากบางเม้มแน่นยามที่มองไปยังพระมารดาของจีมุน ซึ่งเธอเป็นพระสนมเอกของกษัตริย์ฮานึล

 

...ดีนะ ที่เสด็จพ่อมีเพียงแม่ของข้าเพียงคนเดียว

 

แล้วนี่เมื่อไหร่จีมุนจะกลับมานะ ซอนอินเลื่อนสายตากลับแล้วชะเง้อคอมองผ่านผู้คนเพื่อหาคนที่ขอตัวไปต้อนรับราชทูตจากแคว้นใหญ่ฮีอูมันจาได้สักพักแล้ว

 

“องค์วังชอนซา ทรงทานอะไรบ้างสิพะย่ะค่ะ” เสียงของกึมซองดังอยู่ข้างหูทางฝั่งซ้าย พอจะหันไปทางด้านขวาก็เจอสายตานิ่งเฉยของโทซองมองกลับมา

 

“นี่! ข้าไม่หนีไปไหนหรอกน่า พวกเจ้าจะนั่งประกบซ้ายขวาข้าไปถึงเมื่อไหร่กัน?!” ซอนอินกัดฟันแล้วพูดเสียงต่ำให้พี่น้องฝาแฝดได้ยินกันส่วนตัว นอกจากจะไม่มีจีมุนนั่งเป็นเพื่อนแล้ว ยังต้องถูกสองคนนี้จ้องตาแทบไม่กระพริบอีก!

 

“ถึงจะตรัสเช่นนั้นก็เถิด แต่พวกหม่อมฉันต้องอยู่คอยถวายงานองค์วังชอนซาอย่างใกล้ชิดถึงจะถูกนะพะย่ะค่ะ” กึมซองเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง เด็กหนุ่มคะยั้นคะยอลูกพลับที่ถูกแบ่งซีกแล้วส่งเข้าใกล้ริมฝีปากสีสดอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดซอนอินก็ยอมอ้าปากรับแต่โดยดี

 

ขณะที่ย่นคิ้วขัดใจ ในปากยังเคี้ยวผลไม้หอมหวานหงุบหงับอยู่นั้น สายตาก็พลันไปสบกับรัชทายาทคนสำคัญอีกครั้ง

 

สิ่งที่ซอนอินเห็นคือ ร่างสูงที่โอบหญิงสาวร่างเล็กข้ามาหอมแก้มอย่างไม่สนใจสายตาผู้ใด ก่อนจะซุกไซ้จมูกเข้ากับลำคอของคนในอ้อมแขน ในจังหวะที่คนสวมกอดนั้นยื่นปลายลิ้นเข้าแตะผิวเนียนขาวบริเวณนั้นเอง ที่จู่ๆ สายตาคมก็ตวัดมาจ้องมองร่างบางที่หันมาสบตากันพอดี ริมฝีปากหยักยกยิ้มครั้งหนึ่งให้กับคนที่ลอบมองคล้ายจะยั่วอารมณ์ เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นแล้วแลบลิ้นเลียที่นิ้วกลางของตัวเองด้วยสีหน้าที่ดูก็รู้ว่าต้องการจะล้อเลียนคนสวยให้ได้อายกับเหตุการณ์ก่อนหน้า

 

 

ปัง!

 

 

ซอนอินตบมือลงกับโต๊ะตรงหน้าเต็มแรง พาเอาองครักษ์จำเป็นทั้งสองคนสะดุ้งเล็กน้อย

 

“สงสัยจะมาผิดเวลา ดูเหมือนองค์วังชอนซาจะทรงกริ้วอยู่” เสียงทุ้มของบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหน้าเรียกให้สายตาของคนที่อยู่ในอารมณ์ขุ่นมัวเงยขึ้นมอง

 

อืม...ใครอีกล่ะนี่?

 

ตอนที่เข้ามาในงาน ซอนอินจำแทบไม่ได้ว่าได้พูดคุยทักทายกับผู้ใดไปบ้าง จีรยงแนะนำเขาให้คนสำคัญจากแคว้นอื่นได้รู้จัก ดูเหมือนว่า ข่าวเรื่องวังชอนซาเดินทางมาเป็นราชทูตถึงฮานึลจะแพร่ออกไปกว้างไกลพอดู ดังนั้นในพิธีแต่งตั้งรัชทายาทเมื่อตอนเช้าที่ผ่านพ้นไปนั้น แทนที่แคว้นเมืองอื่นๆ จะส่งเพียงของกำนัลแก่ฮานึล กลับเลือกที่จะส่งตัวแทนคนสำคัญมายังพิธีแต่งตั้งรัชทายาท และอยู่พักแรมเพื่อแสดงความยินดีอีกครั้งในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้...เหตุผลหลักก็เพื่อหวังได้พบเจอกับวังชอนซา

 

และเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยแก่ไพร่ฟ้า จีรยงจึงเลือกให้ซอนอินได้ออกมาพบผู้คนในงานเลี้ยงนี้ หากเหล่าขุนนางได้เห็นว่าวังชอนซามาฮานึลในฐานะใด ก็ไม่ต้องกลัวว่าชาวบ้านจะรู้ความจริงแล้วก่อความวุ่นวายในภายหน้า

 

ซอนอินเอียงคอเล็กน้อยเมื่อได้เห็นบุรูษรูปงามตรงหน้า

 

“ข้าคือ อันชิลฮยอน องค์ชายสามแห่งแคว้นพกซอ” เห็นแววตาสงสัยของคนสวยที่แสดงออกอย่างไร้เดียงสา ทำเอาหัวใจของคนมองกระตุกไหวไม่น้อย

 

.......แล้ว ยังไง?

 

ซอนอินเงียบรอให้อีกฝ่ายพูดต่อ จะแนะนำตัวเองก็เห็นว่าอีกฝ่ายคงรู้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องบอกอีก แล้วที่สำคัญ ขืนเขาพูดอะไรมากไปเดี๋ยวเจ้าแฝดสองพี่น้องนี่ก็จ้องจับผิดเขาให้ได้อึดอัด

 

ดวงหน้าหวานภายใต้แสงไฟสีนวลดูสวยราวกับภาพวาดจากปลายพู่กันของช่างฝีมือดีจนอยากจะมีเก็บไว้เป็นของตัวเองสักภาพ องค์ชายสามแห่งพกซอจุดรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะสะบัดชายเสื้อแล้วทรุดกายลงนั่งใกล้ๆ ร่างบาง

 

“เป็นวาสนาของข้าที่ได้มีโอกาสเจอกับวังชอนซาผู้งดงาม ถ้าอย่างไร เรามาดื่มกันสักจอก ถือว่าให้ข้าได้แสดงความยินดีได้หรือไม่?” อันชิลฮยอนจัดการเทน้ำจัณฑ์ให้ด้วยตนเอง

 

กึมซองที่ดูเหตุการณ์อยู่แต่แรก เมื่อเห็นว่าซอนอินดูลังเลที่จะดื่มก็เอ่ยขัดอย่างนอบน้อมกับแขกเมือง

 

“ทูลองค์ชายสาม องค์วังชอนซาทรงไม่ใคร่ดื่มน้ำจัณฑ์มากนัก เห็นทีคงจะไม่ได้” เด็กหนุ่มว่าพลางเตรียมคว้าจอกเหล้าส่งคืนให้นางกำนัล แต่กลับถูกมือเรียวคว้าตัดหน้าไปก่อนเสียนี่

 

“ใครบอกว่าข้าจะไม่ดื่มกัน” ซอนอินตีหน้าเข้มใส่คนรู้ดี ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้กับบุรุษตรงหน้า “คิมซอนอินขอดื่มให้กับการพบกันของเรา”

 

กึมซองได้แต่อ้าปากค้างอย่างไม่เข้าใจ เขารู้ว่าองค์วังชอนซาไม่ชอบดื่มน้ำจัณฑ์ไม่ใช่เพราะเดาเอาเอง แต่เพราะเจ้าตัวเป็นคนบอกกับเขาตั้งแต่ที่ร่วมเดินทางในขบวนทัพแล้วต่างหากล่ะ แล้วทำไม เวลานี้กลับทรงนึกอยากดื่มเสียได้!~

 

ความสงสัยยังคงไม่หายไปจากหัวเมื่อเด็กหนุ่มเริ่มใช้นิ้วมือของแฝดผู้พี่นับจำนวนจอกเหล้าที่วังชอนซาทรงดื่มไม่หยุดราวกับกลืนน้ำเปล่า องค์ชายสามผู้นี้ก็ขยันหาเรื่องชวนคุยพลางรินน้ำจัณฑ์ไม่ขาดมือเสียเหลือเกิน

 

นานเข้า อาการของคนคออ่อนก็เริ่มเห็นผล

 

“คิก...ไว้ข้าได้กลับไปเมืองเกิดเมื่อไหร่ จะให้เสด็จพ่อเชิญท่านมาหาบ้าง อึก~ อ๊ะ แต่คงต้องรออีกนาน เอ๊ะ หรือไม่นาน อึ๊ก!~ ไม่สิๆ ข้าว่าบางทีข้าอาจจะไม่ได้กลับไปอีกแล้วล่ะ คิกๆ~” มือบางยกขึ้นปัดไปปัดมา พูดไปก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไปด้วยความมึนเมา ดวงหน้าก็แดงซ่านลามไปจนถึงลำคอ

 

“เจ้าหมายความเช่นไร?”

 

“ไม่มีสิ่งใดหมายความเช่นไรหรอกองค์ชายสาม องค์วังชอนซาทรงเมามากแล้ว พูดจาเลอะเลือน หม่อมฉันว่าองค์ชายสามพอเท่านี้เถิด” จีมุนเอ่ยแทรกกลางวง เขาหันไปพยักหน้าให้กับกึมซองหนึ่งทีเป็นเชิงว่าเดี๋ยวทางนี้เขาจัดการเอง ก่อนจะหันไปหาโทซอง “ทูลเสด็จพี่ว่าข้าจะพาองค์วังชอนซากลับตำหนัก” จากนั้นจึงโอบคนร่างบางที่มีท่าทางใกล้สลบเต็มทีลุกขึ้นยืนแล้วพาเดินออกไปทางประตูด้านหลัง

 

อันชิลฮยอนส่งเสียงหึขึ้นจมูกเมื่อถูกจีมุนซึ่งมีอายุน้อยกว่าตนมากนักมาตัดหน้าพาคนงามไปเสียดื้อๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าคมที่ราบเรียบเมื่อครู่พลันปรากฏรอยยิ้มร้าย เมื่อสายตานั้นได้สบเข้ากับชองจีรยง

 

ตลอดหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา ชิลฮยอนได้ถือวิสาสะแตะต้องผิวกายของราชทูตแห่งเชินอันอยู่หลายครั้ง แม้จะเป็นการสัมผัสแค่เพียงมือและท่อนแขนเรียวเท่านั้นก็ตาม หากแต่เพียงแค่นั้นเขากลับรู้สึกได้ถึงสายตาของใครคนหนึ่งที่จ้องมองมา และเมื่อรู้ว่าเป็นสายตาของผู้ใด ชิลฮยอนก็ยิ่งสนุกที่ได้หยอกเย้าฝ่ายนั้น เขายกยิ้มมุมปากทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่เดิมของตนเอง

 

งานเลี้ยงฉลองแต่งตั้งรัชทายาทยังคงดำเนินต่อไปอีกเกือบสองชั่วยาม ทว่า ภายในท้องพระโรงนั้นกลับเหลือเพียงพวกขุนนางและแขกภายนอกอีกไม่มากนัก ส่วนรัชทายาทนั้นได้ออกจากงานไปเมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้ว

 

 

 

ภายในตำหนักรัชทายาท แสงไฟยังคงเปิดสว่างแม้จะเป็นเวลายามสามแล้วก็ตาม

 

“ออกไปได้แล้ว

 

เสียงทุ้มก้องกังวานนั้นดังออกมาจากห้องนอนใหญ่ ไม่นานนัก นางกำนัลที่ยืนรอถวายงานก็เห็นหญิงสาวในสภาพเสื้อผ้ายังสวมใส่ไม่เรียบร้อยดีสองสามคนรีบเดินออกมา

 

“ข้าว่า เจ้าไปบอกดีกว่า” กึมซองที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนใหญ่ของผู้เป็นนายหันไปกระซิบกระซาบกับคนเป็นพี่

 

คนฟังขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าเป็นคนรับข่าวมา เหตุใดไม่ทูลองค์รัชทายาทเอง

 

“แต่เจ้าเป็นพี่ข้านี่?!”

 

“แล้วยังไง? หน้าที่ของเจ้า เจ้าก็ทำเองสิ” คนพูดไม่พูดเปล่า ซ้ำยังทำท่าจะเดินหนีไปเสียอีก เห็นอย่างนั้นแล้วคนเป็นน้องก็อยากจะหลั่งน้ำตาเสียให้ได้ สู้ให้ไปออกรบแบบหนึ่งต่อร้อยยังไม่น่ากลัวเท่าเข้าไปกราบทูลองค์รัชทายาทว่า คุณชายคิมฮีอูที่เมื่อเช้าบอกว่าจะแวะกลับไปที่บ้านหลังงานพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทในตอนเช้าแล้วจะกลับมาอีกครั้งตอนค่ำนั้น ได้ส่งคนมาบอกเขาว่าขอเลื่อนวันกลับไปอีกสองวัน เนื่องจากพี่สาวคนโตเกิดป่วยร้ายแรงทำให้ต้องอยู่เฝ้าอาการ

 

เรื่องกราบทูลองค์รัชทายาทว่าคุณชายฮีอูยังไม่กลับเข้าวังหลวงนั้นจะไม่ร้ายแรงเลย หากไม่ใช่เพราะว่าตอนนี้นายเหนือหัวของเขากำลังอยู่ในอารมณ์กริ้วเช่นนี้

 

ยังยืนทำใจไม่ได้ เสียงทุ้มทรงอำนาจก็ดังลอดออกมาให้เด็กหนุ่มได้ใจหล่นวูบ “ใครอยู่ข้างนอกบ้าง ทำไมฮีอูยังไม่มาหาข้าอีก พวกเจ้าไปตามฮีอูมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”

 

โธ่ คุณชายฮีอู เวลาเช่นนี้ จะมีใครฉุดอารมณ์องค์รัชทายาทให้เย็นลงได้เล่า...~

 

กึมซองถอนหายใจปลง ก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปรายงานนายเหนือหัวอย่างเตรียมใจรับอะไรก็ตามแต่ที่พระองค์จะทรงระบายความไม่สบอารมณ์ออกมา แต่นอกจากคำสบถเสียงดังแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น กึมซองกลับที่พักของตัวเองด้วยความโล่งใจ นึกแปลกใจหน่อยๆ ที่ไม่โดนลงโทษ อย่างเช่นว่า โทษฐานที่เจ้าไม่รู้จักบอกข้าให้เร็วกว่านี้ ไปตรวจผลคุมนักโทษในคุกฝั่งเหนือให้หมดแล้วนำมารายงานข้าวันพรุ่ง หรือเช่นว่า หน้าที่เฝ้าไข้เป็นของหมอไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่ไปรับฮีอูกลับมาหาข้า แค่นี้เจ้าคิดไม่ได้หรือไง และอีกมากมายที่นายของเขาจะสรรหามาจนได้ เรียกได้ว่า หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคิมฮีอูแล้ว องค์รัชทายาทจะเป็นเดือดเป็นร้อนเสมอ

 

เอ...หรือว่าที่พระองค์ทรงกริ้วอยู่นี้ไม่ใช่เพราะว่าไม่เห็นคุณชายคิมฮีอูในงานตอนค่ำ แต่เป็นเพราะเรื่องอื่น?

 

แล้วมันเรื่องอะไรกัน??

 

คำถามนั้นยังไม่ได้รับคำตอบแม้เด็กหนุ่มจะเข้านอนแล้ว แต่ยูกึมซองคงไม่รู้ว่า แม้แต่เจ้าของอารมณ์โกรธเคืองที่เป็นอยู่นี้ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เช่นกัน

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ตำหนักโยกันได้เกิดความโกลาหลเมื่อนางกำนัลสาวสองพี่น้องตื่นมาพบว่าทั่วทั้งเรือนกายขององค์วังชอนซาเต็มไปด้วยผื่นแดงหนาน่ากลัว ซ้ำไม่ว่าจะเรียกอย่างไรร่างบางก็ไม่ตื่นอีกด้วย

 

ความถูกเรียนถึงหูขององค์รัชทายาทในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก หมอหลวงกว่าห้าคนก็เข้าทำการตรวจร่างกายวังชอนซาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ตรวจกันเพียงไม่นานผู้เฒ่าผมขาวก็คุยปรึกษาหารือ ก่อนจะพากันไปตรวจชีพจรร่างบนเตียงอีกครั้ง เป็นเช่นนี้อยู่ร่วมหนึ่งชั่วยาม พาเอาใจของนางกำนัลสาวเป็นกังวลอย่างที่สุด

 

รัชทายาทหนุ่มก้าวเข้ามาในตำหนักในตอนใกล้เที่ยง เขาอยู่ว่าราชกิจในตำแหน่งรัชทายาทเป็นวันแรกทำให้ต้องจัดการอะไรหลายอย่างกว่าจะเสร็จสิ้นถึงได้ปลีกตัวมาดูอาการเชลยคนสำคัญเอาในเวลานี้ได้

 

“เป็นอย่างไร?” จีรยงเอ่ยถามหมอหลวงที่คุกเข่ารอพบองค์รัชทายาทอยู่ที่หน้าประตู

 

“ทูลฝ่าบาท องค์วังชอนซาทรงเป็นโรคแพ้น้ำจัณฑ์พะย่ะค่ะ” หมอหลวงคนหนึ่งเอ่ยตอบนอบน้อม “...แต่ว่า”

 

“แต่ว่าอันใด?”

 

“แต่ว่าอาการที่องค์วังชอนซาเป็นนั้น พวกกระหม่อมไม่ใคร่เคยพบเห็น ตามปกติแล้ว คนที่แพ้น้ำจัณฑ์จะมีผืนขึ้นตามร่างกาย แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอาการอื่นใด ต่างจากองค์วังชอนซา นอกจากผืนแดงจะขึ้นรุนแรงแล้ว ยังทรงไม่ได้สติ มีอาการเพ้อ ซ้ำยังมีไข้สูงอีกด้วย และที่น่าแปลกปละหลาดกว่าสิ่งใด เอ่อ.....องค์รัชทายาททรงทอดพระเนตรด้วยองค์เองเถิดพะย่ะค่ะ

 

เพียงแค่ชายหนุ่มพยักหน้า ทุกคนก็ขยับเปิดทางให้ร่างสูงได้เดินเข้าไปในห้องนอนโดยสะดวก

 

สิ่งแรกที่จีรยงรู้สึกถึงทันทีที่เปิดประตูเข้าไปคือความหอมหวานคล้ายกลิ่นของดอกมะลิที่ถูกปลูกอยูในสวนบ่อน้ำพุร้อน ทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้นน่ะหรือ นั่นก็เพราะชายหนุ่มยังรู้สึกถึงไอความร้อนอุ่นๆ อบอวลไปทั่วทั้งห้อง โดยที่มาของทั้งสองอย่างนั้นเดาได้ไม่อยากว่ามาจากสิ่งใด

 

บนเตียงสี่เสา ม่านผืนสีแดงขาวถูกมัดไว้ทั้งสองด้าน เผยให้เห็นร่างบอบบางนอนคว่ำอยู่บนฟูกนอน ศรีษะตะแคงข้าง ริมฝีปากบางซีดหอบหายใจอ่อนแรง จีรยงจ้องมองชุดสีขาวที่ถูกเลื่อนลงถึงช่วงเอวคอด บนแผ่นหลังเนียนขาวนั้นมีผ้าชุบน้ำหมาดๆ ปิดคลุมไว้เพียงผืนเดียว

 

ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งแผ่วเบา คิ้วเข้มเกร็งเข้าหากันเมื่อรับรู้ถึงความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นยามที่ได้อยู่ใกล้ร่างบนเตียง ปลายนิ้วเรียวยาวได้รูปเปิดผ้าชื้นน้ำนั้นออกเชื่องช้า ในวินาทีแรกที่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาคมที่ไม่เคยแสดงออกถึงสิ่งใดพลันปรากฏแวววาบขึ้นมาอย่างตื่นตลึง

 

จุดกึ่งกลางของแนวกระดูกสันหลังช่วงด้านบนของแผ่นหลังเปลือยเปล่านั้น ปรากฏภาพเรืองแสงคล้ายเกล็ดปลาสว่างวูบวาบสลับกับผิวเนื้อขาวเนียนละเอียด พอลองแตะลงบริเวณนั้น ความร้อนวูบหนึ่งก็แล่นเข้าหาจนต้องรีบดึงมือกลับออกมา

 

“วังชอนซาเป็นอะไร?” ใบหน้าคมหันกลับไปเอาคำตอบกับผู้เฒ่าทั้งห้าคน เห็นสีหน้าอึกอักแล้วก็เลือนสายตาจงใจมองไปยังแพทย์ประจำตัวของตน “ว่าอย่างไรจากึน ข้าถามว่าวังชอนซาเป็นอะไร?”

 

“กระหม่อม...ก็มิอาจทราบได้ สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเผ่าชินซอง แม้แต่นักพรตนอกรีตก็ไม่อาจล่วงรู้พะย่ะค่ะ

 

“พวกเจ้าจะบอกว่า วังชอนซาเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้งั้นหรือ!” หากมีข้อแม้บางอย่างของเชลยที่ตนไม่อาจล่วงรู้ได้ แล้วจะคุมตัวเชลยให้อยู่ในกำมือได้อย่างไร

 

ด้วยน้ำเสียงและสายตาที่วาวโรจน์ ทำให้ทั้งสาวใช้และหมอหลวงต่างรีบก้มหน้าก้มตาลง จากึนรีบเอ่ยตอบผู้เป็นนาย “กระหม่อมตรวจชีพจรขององค์วังชอนซาแล้ว คิดว่าเมื่อไข้ลดลง และอาการผืนแดงหายไป ความผิดปกตินี้ก็จักหายไปด้วยพะย่ะค่ะ

 

“เมื่อใด?”

 

“เรื่องนี้...กระหม่อมก็ไม่แน่ใจพะย่ะค่ะ อาจสัก สองถึงสามวัน

 

กว่าที่ตำหนักโยกันจะเงียบสงบลงก็เป็นเวลาช่วงบ่าย รัชทายาททรงกลับไปดูงานราชกิจจนถึงยามหนึ่ง พระองค์เปลี่ยนชุดทรงก่อนจะกลับมายังตำหนักโยกันอีกครั้งเพื่อดูอาการเชลยคนสำคัญ

 

ยอนอาและโซยอนทูลตอบอาการขององค์วังชอนซาว่ายังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ไม่ทรุดลงแต่ก็ไม่ดีขึ้น จากนั้นรัชทายาทหนุ่มก็ปัดมือเป็นเชิงให้สาวใช้ทั้งสองออกไปจากห้อง

 

จีรยงดึงผ้าชุบน้ำออกจากแผ่นหลังบางเปลือยเปล่า แล้วจัดการดึงสาบเสื้อใส่กลับให้กับเรือนร่างบนเตียง หากความร้อนที่เกิดขึ้นเกิดจากธาตุในกาย การช่วยบรรเทาความร้อนด้วยสิ่งอื่นก็ไม่ช่วยให้เกิดผลสิ่งใด เขาอุ้มร่างของซอนอินนอนหงายแล้วดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุม

 

เส้นผมสีดำยาวแผ่สยายยุ่งไปทั่วทั้งหมอน เขาปัดเกลี่ยเส้นผมบางให้พ้นดวงหน้าขาว ความนุ่มลื่นของผิวแก้มอุ่นยังผลให้ข้อนิ้วหนาไม่อาจละออกมาได้ในทันที

 

วังชอนซาเป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม ข้อนี้จีรยงไม่เคยปฏิเสธ เพียงแต่ไม่ได้นึกอยากเป็นเจ้าของก็เท่านั้น

 

หากแต่ในเวลานี้ ยามที่ได้มองดวงหน้างดงามยามหลับใหล ความอ่อนหวานน่าทะนุถนอมอย่างที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งที่เจ้าตัวเคยล้มป่วยช่วงที่ออกเดินทางนั้นก็ทำให้เขานึกสนใจคนคนนี้ไม่น้อย

 

จีรยงไล้ปลายนิ้วแผ่วเบาไปตามดวงหน้าอุ่นนุ่ม เขาหยุดวนเวียนแถวริมฝีปากซีดบาง

 

“หึ เวลาที่เจ้าไม่ขึ้นเสียงกับข้า ริมฝีปากของเจ้าดูน่าหลงใหลมากทีเดียว ...คิมซอนอิน

 

เสียงทุ้มที่เอ่ยเรียกนามจริงของคนบนเตียงค่อยแผ่วลง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะเข้าประทับกดลงแนบสนิท ลิ้นอุ่นเลาะเล็มดูดดึงกลีบปากบางหอมหวานหลายต่อหลายครั้งอย่างไม่อาจห้ามใจ

 

 

...พร้อมกับจูบที่เกิดขึ้นนั้น จีรยงไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ตนเองได้ทำสิ่งใดลงไปกับเชลยผู้สูงศักดิ์

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

 

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up