Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 4

 

 

 

เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับเส้นขอบฟ้า ไอแสงอ่อนยามโพล้เพล้ก็ได้สาดส่องย้อมทุกสรรพสิ่งบนตรอกถนนซินชนให้กลายเป็นสีแดง ร้านรวงมากมายเริ่มพากันเก็บข้าวของ ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ข้างทางก็ไร้เพิงร้านค้า รวมถึงผู้คนที่เริ่มบางตา ช่วงเวลานี้ สถานที่ที่คึกคักจึงหนีไม่พ้นโรงเตี๊ยม ภัตตาคารอาหาร และหอเริงรมย์ทั้งหลาย

 

เนื่องจากเป็นเวลามื้อเย็น ภายในโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งของตันโย จึงเต็มไปด้วยลูกค้ามากมายที่ต่างจับจองโต๊ะเพื่อดื่มเหล้าสังสรรค์ เสียงพูดคุยดังจอแจสลับกับเสียงช้อนเสียงตะเกียบที่กระทบภาชนะจานชาม ที่ด้านหนึ่งของโถงชั้นล่างนั้น บุรุษต่างถิ่นในชุดคลุมสีขาวได้นั่งลงที่โต๊ะตัวริมสุด

 

“พี่ชายท่านนี้จะรับอะไรดีครับ?”

 

เด็กหนุ่มในร้านเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มสดใส เขาจดรายการอาหารเพียงสองอย่างจากชายร่างสูงตรงหน้าแล้วจึงเดินกลับไป

 

ปาร์คยองจู ถอนหายใจเบาเมื่อนึกถึงเรื่องหนักใจที่ยังหาหนทางแก้ไขไม่ได้ จะว่าไม่มีทางเลยมันก็ไม่ใช่ แต่การจะลงมือทำนั้นเสี่ยงต่อการถูกจับมากเกินไป การจะช่วยวังชอนซาออกมาจากวังหลวงฮานึล จะต้องไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิน

 

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าวังชอนซาถูกลักพาตัว แม้แต่คนของเชินอันเอง หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย ฮานึลจะไม่ไว้ชีวิตวังชอนซา ดังนั้นการที่องค์ราชินีส่งเขามายังฮานึลนั้นจึงเป็นเรื่องที่ผิดต่อข้อตกลงที่ชองจีรยงทิ้งข้อความไว้กับองค์กษัตริย์เชินอัน และเมื่อใดที่ทางฮานึลรู้ว่าเขากำลังเคลื่อนไหวเพื่อช่วยวังชอนซาแม้เพียงเล็กน้อย ก็เท่ากับว่าทางเชินอันไม่ยอมรับข้อเสนอจากฮานึล

 

เมื่อนั้น วังชอนซาจะต้องสิ้นลมหายใจ

 

และเขา ในฐานะราชครูของวังชอนซา จะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นแน่

 

กระบี่เงินที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าถูกผู้เป็นเจ้าของบีบกระชับแน่น ความโกรธพวยพุ่งอยู่ในอกเมื่อนึกย้อนกลับไปในคืนที่ตนหลงกลกับดักที่ชองจีรยงวางไว้ สายสืบของเขาโดนต้มเสียจนไม่เหลือชิ้นดี จากข่าวว่าจะมีโจรจากฮานึลบุกเข้าวังทางทิศตะวันออก กลับกลายเป็นว่า ทั้งเวลาและสถานที่ที่ถูกบุกรุกเข้ามานั้นผิดเพี้ยนไปหมด พอรู้ตัวก็สายไปแล้วเมื่อเขากลับไปที่ตำหนักวังชอนซาก็พบเพียงความว่างเปล่า เหลือเพียงม้วนกระดาษข้อความที่วางทิ้งไว้บนเตียง

 

น่าแค้นใจนัก!

 

คำสบถนั้นดังก้องอยู่ในใจ ในเวลานี้มีแต่ความรู้สึกเจ็บแค้นคับแน่นอยู่เต็มอก ทั้งตัวเองที่สะเพร่า ทั้งชองจีรยงที่มีอายุน้อยกว่าตนแต่กลับทำให้คนอย่างเขาหลงกลเอาได้ แล้วนี่ก็ยังทำอะไรไม่ได้เลยนอกไปจากการส่งข่าวให้กับลูกศิษย์ได้รู้ว่าตนกำลังหาทางช่วยอยู่

 

ไม่รู้ว่าหลายวันที่ผ่านมานี้ ซอนอินจะเป็นอย่างไรบ้าง เด็กคนนั้นยิ่งชอบคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ด้วย ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ว่าเขาจะสอนอะไรไปก็ดูจะเป็นการเรียนรู้แบบขอไปทีเสียหมด หากไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นก่อนที่จะช่วยได้คงดี

 

ระหว่างที่คิดคาดการณ์ไปต่างๆ นาๆ อยู่นั้น เสียงจากกลุ่มคนที่โต๊ะด้านหน้าทางซ้ายก็ดังแทรกความคิด ความจริงแล้วคนกลุ่มนั้นพูดเสียงดังมาตั้งแต่ที่ยองจูเดินลงมาที่ชั้นล่างนี้แล้ว แต่เพราะสิ่งที่คนพวกนั้นพูดคุยกันเป็นเรื่องไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย คนเมาก็มักพูดเอะอะไปเรื่อย จะน่าสนใจก็ตรงประโยคล่าสุดนี่แหละ ที่ทำให้ร่างสูงเกร็งตัวขึ้นมาเล็กน้อยแล้วรวบรวมสติตั้งใจฟัง

 

“ฮ่าๆ ใช่ๆ ตอนที่ทัพหลวงกลับมา ข้าเองก็เห็นเหมือนกัน หูย พูดก็พูดเถ๊อะ คุณชายตระกูลคิมนี่สวยยิ่งกว่าผู้หญิงในหอนางรมย์อี๊ก! เอิ๊กกก” คนพูดตบโต๊ะป้าบใหญ่แล้วซัดเหล้าไปอีกหนึ่งจอก พร้อมกับหัวเราะร่วนลงคอ

 

“ใช่ๆ ข้าเห็นด้วย ยิ่งคนเล็กนี่สวยที่สุดแล้ว เห็นว่าองค์ชายใหญ่ถึงกับขอให้คุณชายฮีอูเข้ามาอยู่ในวังด้วยนะ

 

“แน่นอนสิ! จะให้เทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านขุนนางกับพระราชวังบ่อยๆ ได้อย่างไรเล่า เจ้าไม่รู้หรือไง ว่าคิมฮีอูน่ะ เป็นคนโปรดขององค์ชายใหญ่ยิ่งกว่าใครเลยนะ น้องสาวของข้าที่เป็นนางกำนัลในวังเล่าว่า ถึงแม้จะมีตำหนักให้คุณชายฮีอูเป็นส่วนตัว แต่เกือบทุกคืนองค์ชายใหญ่ก็จะเรียกหาให้คุณชายฮีอูไปนอนที่ตำหนักของพระองค์อยู่ตลอด”

 

ชายร่างท้วมที่นั่งกระดกเล่าอยู่เมื่อครู่พยักหน้าหงึกหงักไปตามที่เพื่อนร่วมโต๊ะเอ่ยบอก “ถูกต้องๆ เป็นข้า ข้าก็อยากให้อยู่ใกล้ๆ เหมือนกันนั่นล๊า~ คิดดูสิ ก็สวยซะขนาดนั้น นี่ๆ น่าเสียดายนะ ที่พวกเราไม่เห็นวังชอนซา ข้าล่ะอยากรู้นัก ว่าระหว่างคุณชายฮีอูที่วันนั้นแต่งเป็นหญิงแล้วถูกองค์ชายใหญ่อุ้มขึ้นซ้อนม้า กับวังชอนซาที่ใครๆ ต่างก็ล่ำลือว่างดงามราวกับองค์เทพ ผู้ใดจะสวยกว่ากัน”

 

“ข้าว่าไม่มีใครงามเท่าบุรุษแห่งฮานึลร๊อก ยังไงคุณชายฮีอูก็ครองใจข้าล่ะ

 

“แต่ข้าว่าองค์วังชอนซาต้องงดงามกว่าไม่ผิดแน่ พวกเจ้าไม่รู้อะไร ข้าน่ะเคยถูกส่งไปขายของที่เชินอัน แล้วบังเอิญไปตรงกับวันที่เค้ามีพิธีอะไรสักอย่าง ข้านั่งหลบอยู่ข้างทาง แล้วขบวนแห่ก็เดินผ่านหน้า ข้ายังจำติดตาได้ถึงตอนนี้เลย ว่าใบหน้าขององค์ราชินีเชินอันที่อยู่ห่างไกลกับข้านั้นงดงามเพียงใด ช่างเป็นสตรีที่สวยสมฉายางามเพียงหนึ่งเดียวจริงๆ! ...ถึงแม้ว่าจะน่าเสียดายก็เถอะที่วังชอนซาใส่ผ้าคลุมปิดหน้า ข้าก็เลยไม่เห็น”

 

“แล้วอย่างไรเล่า แม่ลูกอาจไม่เหมือนกันก็ได้” คนที่นั่งตรงข้ามแย้งกลับ “แต่พูดก็พูดเถอะ นี่ก็หลายวันมาแล้วตั้งแต่ที่วังชอนซามาอยู่แคว้นเรา ทั้งที่งานเฉลิมฉลองแสดงความขอบคุณเรื่องไฟป่านั่นก็ผ่านมาแล้ว แต่ทางวังหลวงไม่เห็นเชิญองค์วังชอนซาออกมาให้พวกเราได้เห็นกันเลย...พวกเจ้าว่ามันแปลกไหม?”

 

จากการที่ดื่มสังสรรค์คุยเรื่องสัพเพเหระมั่วซั่วไปเรื่อยกลายเป็นนั่งหน้าเครียดคิ้วย่นกันไปทั้งโต๊ะ เป็นความจริงที่ว่าจนถึงบัดนี้พวกชาวบ้านก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นราชทูตแสนงามจากเชินอันแม้แต่น้อย พิธีแสดงความขอบคุณที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เมื่อสามวันก่อนนั้นก็มีแต่พวกขุนนางคอยจัดการเพียงเท่านั้น

 

“คงไม่แปลกหรอกมั้ง วังชอนซาเป็นคนของเผ่าชินซอง ทุกคนก็รู้ว่าคนเผ่านี้น่ะเก็บตัวขนาดไหน อ๊ะ! จริงสิ!!” ชายตัวผอมซีดทุบกำปั้นลงกับฝ่ามือเมื่อนึกเรื่องดีๆ ขึ้นมาได้ “อีกไม่กี่วันก็จะมีพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้วนี่? ไม่แน่ว่า วันนั้นที่แท่นพิธีสาบาน องค์วังชอนซาอาจได้รับเกียรติ์ให้เข้าร่วมด้วยก็ได้นะ!!”

 

เสียงพูดคุยออกความเห็นกันอย่างครึกครื้นของชายกลุ่มนั้นยังคงดังต่อเนื่องไปอีกจนกระทั่งร่างสูงที่นั่งอยู่ด้านหลังนั้นลุกออกไปจากโต๊ะหลังทานอาหารเรียบร้อยแล้ว

 

ยองจูเดินกลับเข้าห้องพักที่อยู่ในโรงเตี๊ยมชั้นสาม เขาวางกระบี่คู่ใจลงกับโต๊ะข้างเตียง พลางทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกนอน นัยน์ตาเรียวคมสีดำสนิทมองตรงไปข้างหน้าแน่นิ่ง ซึ่งสิ่งที่อยู่ตรงข้ามสายตานั้นคือโต๊ะกระจก

 

ในบานกระจกเงานั้นราวกับมีม่านหมอกบางๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าของชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียง และเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อไอควันสีจางนั้นมลายหายไป เนตรสีเพลิงก็จ้องตอบกลับมายังบานกระจกนั้น

 

โชคดีเสียจริงที่ตราหยกนั้นตกอยู่ในมือของคิมฮีอู

 

รอยยิ้มเฉียบบางระบายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ตั้งแต่ที่พบว่าตราหยกที่ท่านพ่อมอบให้มาตั้งแต่ที่ตนได้รับแต่งตั้งให้เป็นราชครูนั้นหายไป มาจนถึงวันนี้เขาก็มั่นใจแล้วว่าได้ทำตกไปตอนที่ช่วยหญิงงามคนนั้น จากที่คิดว่าจะตัดใจเพราะถึงอย่างไรก็คงไม่ได้คืน กลับกลายเป็นว่าหญิงงามผู้นั้นที่ตนเห็นว่าองค์ชายชองจีรยงพาขึ้นซ้อนม้าไปวันนั้นกลับเป็นคุณชายที่อาศัยอยู่ในวังหลวงไปเสียนี่

 

ชนเผ่าชินซองนั้นมีความลึกลับมากมายที่ถูกซ่อนเก็บไว้ ความสามารถเหนือธรรมชาติคือวิชาลับที่คนภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่ละคนในเผ่าชินซองนั้นมีความพิเศษในตัวหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด สำหรับปาร์คยองจู นอกจากความสามารถด้านการจำเป็นเลิศแล้ว การเรียนรู้ที่รวดเร็วก็นับเป็นความสามารถขั้นสูงที่หาจากคนรุ่นใหม่ได้ยาก ดังนั้นวิชาต่างๆ ที่ถูกสั่งสอนมาจากญาติผู้ใหญ่รุ่นเก่ามาตั้งแต่เด็ก ในเวลานี้ชายหนุ่มจึงถือเป็นผู้ที่เก่งกาจอันดับต้นของชนเผ่าเลยทีเดียว

 

แม้ยองจูจะมีอายุเพียงยี่สิบห้า แต่ความสามารถนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ต่อยุทธภพไม่น้อย

 

นัยน์ตาสีแดงฉานที่ปรากฏอยู่นี้คือหนึ่งในวิชาที่ได้ฝึกฝนมา ตราหยกที่หายไปนั้นไม่ใช่แผ่นหยกธรรมดา แต่ยังมีไอบางอย่างที่แฝงเร้นไว้ นั่นทำให้ยองจูรู้ว่าวัตถุชิ้นนั้นอยู่กับใครคนหนึ่ง เขาสามารถรับรู้ได้ว่าตราหยกอยู่กับใครบางคนที่จับต้องของสิ่งนั้นอยู่บ่อยครั้งได้ เพราะหากใครคนนั้นมีความคุ้นเคยต่อแผ่นหยกนี้มากเท่าไหร่ การมีตัวตนของคนคนนั้นก็จะแสดงให้ผู้เป็นเจ้าของรับรู้ได้แม้กระทั่งตำแหน่งของคนคนนั้นว่าอยู่ที่ใด

 

หรือแม้กระทั่ง ล่วงรู้ความนึกคิดของอีกฝ่ายได้ หากว่าคนผู้นั้นมีความคุ้นเคยกับวัตถุเป็นอย่างมาก

 

แววตาสีเพลิงเปล่งประกายวาววาบอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวพยายามมองให้เห็นความเป็นไปของผู้ที่มีตราหยกของตนติดตัว การรวมสมาธิขั้นสูงนี้เองที่ทำให้พลังธาตุในกายของร่างสูงเผยออกมามากกว่าปกติ ทั้งดวงตาสีแดง ทั้งไอควันสีจางที่หมุนวนอยู่รอบกาย สิ่งเหล่านี้บอกแน่ชัดว่า ปาร์คยองจูอยู่ในกลุ่มคนจำพวกธาตุไฟ

 

และในตอนนี้เขากำลังหวังว่าคิมฮีอูจะให้ความสนใจกับตราหยกมากกว่านี้อีกสักนิด บางที การช่วยวังชอนซาออกมาจากวังหลวงฮานึล คงไม่ยากนัก

 

 

...มากกว่านี้ คิมฮีอู สนใจให้มากกว่านี้สิ...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

“คุณชายดูอะไรอยู่หรือคะ?” เสียงสาวใช้นันโซเอ่ยสดใสขณะวางของว่างลงที่โต๊ะในศาลากลางสวน “เอ๋ นี่มันตราหยกนี่คะ เป็นของผู้ใดกัน?”

 

ร่างเล็กพรูลมหายใจเบาแล้วเท้าคางจ้องมองวันตุเย็นเฉียบในมือ พลันในอกก็อุ่นวาบเมื่อนึกถึงดวงตาคมเข้มของบุรุษปริศนาผู้นั้นที่จ้องมองลงมาที่เขา ฮีอูกำหยกเย็นในมือแน่นแล้วหลับตาลง

 

อยากรู้จัก...

 

นั่นคือความปรารถนาในใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างที่ฮีอูเองก็ไม่คิดว่าตัวเขาจะต้องการรู้จักชายหนุ่มผู้นั้นมากถึงเพียงนี้ เป็นครั้งแรกที่หัวใจสั่นไหวเพียงแค่ได้สบตา และเป็นครั้งแรก ที่เขานึกถึงชายอื่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขามีเพียงองค์ชายชองจีรยงเท่านั้น

 

“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย...

 

“เอ๋? คุณชายว่าอะไรนะคะ?”

 

“เปล่า” ศีรษะกลมส่ายไปมา มือเล็กเอื้อมหยิบขนมสีหวานขึ้นทาน ก่อนจะมองซ้ายขวาหาเจ้าตัวซนที่เมื่อครู่ยังวิ่งไล่จับผีเสื้ออยู่ไม่ไกลเพื่อที่จะป้อนขนมให้ “อ๊ะ! อิงอิงหายไปไหน?!”

 

ฮีอูลุกพรวดขึ้นอย่างตกใจ มือเล็กสอดแผ่นหยกเก็บไว้ในอกเสื้อแล้วหันไปสั่งให้นางกำนัลสาวออกไปหาดูที่ด้านหลังตำหนัก ส่วนตนก็วิ่งออกมายังด้านหน้าด้วยความร้อนใจ

 

เนื่องจากสองสามวันมานี้เมฆฟ้าครึ้มฝนอยู่บ่อยครั้ง เมื่อช่วงเช้าก็มีเม็ดฝนตกประปรายอยู่หลายชั่วยาม ทำให้ดินบริเวณแปลงสวนหย่อมชื้นแฉะไปทั่วตลอดแนวข้างทางเดิน คนตัวเล็กจึงสังเกตเห็นรอยเท้าของเจ้าสุนัขจิ้งจอกเล็กๆ ที่ย่ำเดินลงไปบนดินเหล่านั้น

 

“เจ้าหมูอ้วนหนีเที่ยวอีกแล้ว!”

 

เจ้าของร่างเล็กบางตีหน้าเข้มขัดกับความสวยหวานของเจ้าตัวได้น่ารักเสียจนนายทหารเวรยามแถวนั้นหน้าแดงกันไปหมด สิ้นเสียงบ่นถึงสัตว์เลี้ยงแสนรัก บุตรชายของคิมฮยอนจาก็มุ่งหน้าเดินตามรอยเท้าของจิ้งจอกหิมะไปอย่างรวดเร็ว

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เมื่อพูดถึงวังชอนซา ย่อมนึกถึงหงส์แสนงามในกรงทองล้ำค่า

 

ตั้งแต่เล็กที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำในลัทธิของเผ่าชินซอง ในนามของคิมซอนอินก็ถูกบดบังด้วยชื่อฐานะแห่งตัวแทนเทพเจ้าทงซก ตัวตนของเด็กหนุ่มถูกความหวังและความศรัทธาของชาวบ้านกัดกร่อนความเป็นอิสระในชีวิต จากที่เคยเป็นเพียงโอรสที่ร่าเริงสดใสราวกับหงส์ฟ้าแสนงามแห่งท้องนภาเชินอัน บัดนี้กลับเป็นเพียงความงดงามที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดคล้ายนกน้อยในกรงทอง

 

เป็นความสวยงามในความเดียวดายที่อ้างว้าง

 

สูงสง่า ล้ำค่า แต่ทว่า สิ่งเหล่านั้นแลกมาด้วยชีวิตที่ไร้อิสระโดยสิ้นเชิง

 

ซอนอินไม่เคยต้องการสิ่งเหล่านั้นแม้แต่น้อย ไม่เคยหวังให้ใครมากมายที่ไม่รู้จักมาสนใจ ไม่ต้องการฐานะตำแหน่งที่สูงส่ง เขาก็แค่ต้องการชีวิตที่สงบสุขเหมือนเด็กคนอื่น มีช่วงเวลาในแต่ละวันผ่านไปกับการเล่นกับเพื่อนๆ มีความทรงจำดีๆ กับพ่อแม่ที่สร้างร่วมกัน นอนหลับไปบนตักที่แสนอบอุ่นของแม่ นั่งหน้ากระจกปล่อยให้แม่คอยสางผมให้ในตอนเช้า ได้รับคำชมเมื่อเรียนได้ดีจากผู้เป็นพ่อ ที่เขาต้องการมันก็แค่นั้น...

 

การเป็นวังชอนซาให้ผู้คนมากมายเคารพนับถือ หากไม่ใช่เพื่อคำร้องขอของแม่แล้ว ซอนอินไม่ยินยอมที่จะเดินไปในเส้นทางนี้อย่างแน่นอน

 

เพราะแม้ว่าจะมีใครต่อใครคอยให้ความสำคัญมากเพียงใด หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากราชครูยองจู ซอนอินกลับไม่รู้สึกถึงใครอยู่เคียงข้างเขาเลย

 

ในแต่ละวันที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่เขามีความทุกข์ มีเรื่องที่ไม่เข้าใจ คนที่อยู่เคียงข้างคอยอธิบายเรื่องราวต่างๆ คอยรับฟังความรู้สึกของเขาก็มีแต่ราชครูยองจูเท่านั้น

 

แล้วในเวลานี้ ในเวลาที่มีความรู้สึกที่ไม่เข้าใจมากมายผุดขึ้นมาอยู่นี่ล่ะ ใครกันจะอธิบายให้เขาฟัง!

 

“ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ข้าก็ยังไม่มีใคร” น้ำเสียงหวานฟังเศร้าหมองไม่แพ้สีหน้าของเจ้าตัวแม้แต่น้อย

 

ซอนอินเท้าคางลงกับขอบหน้าต่าง ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรงด้วยความเคยชิน ปลายนิ้วเรียวยาวยื่นออกไปเกี่ยวปลายคางนกตัวน้อยที่ได้รับบาดเจ็บ ซอนอินนำกรงนกมาแขวนไว้ที่ขอบหน้าต่างเพื่อที่อากาศเย็นๆ จะได้คอยพัดผ่านอยู่ตลอด และเขาก็ยังเลือกที่จะแขวนกรงไว้ที่หน้าต่างห้องนอน เพื่อว่าเจ้านกน้อยจะได้ไม่เหงา เพราะส่วนใหญ่แล้วห้องนอนคือที่ที่เขาอยู่บ่อยที่สุด

 

“นี่ เจ้านกน้อย เมื่อไหร่คนที่ส่งเจ้ามาจะมาช่วยข้าเสียทีล่ะ?”

 

 

จิ๊บ~

 

 

“เจ้าก็ไม่รู้เหรอ?” ซอนอินตีความหมายจากหัวกลมๆ ของนกน้อยที่ส่ายไปมา ความจริงแล้วเขาไม่รู้หรอกว่าเจ้านกสื่อสารอะไรกับตน เพียงแต่หลายวันมานี้ นอกจากนกตัวนี้แล้ว ซอนอินก็ไม่รู้จะคุยกับใคร ความอัดอั้นในใจที่ไม่สามารถบอกใครได้มันทำให้เขารู้สึกดีที่อย่างน้อยก็ได้ระบายมันออกมากับสิ่งมีชีวิตตรงหน้านี้

 

ซอนอินเลื่อนมือที่เท้าคางลงราบไปกับขอบหน้าต่าง ตามติดด้วยการซ้อนใบหน้าแนบลงไป นัยน์ตาสุกสกาวจ้องมองนกในกรง “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใด ในหัวของข้าถึงมีแต่ภาพของเจ้าคนบ้าอำนาจผู้นั้นวนเวียนอยู่ทุกเวลา

 

เมล็ดข้าวเปลือกถูกปลายนิ้วขาวหยิบป้อนให้ผู้ป่วยตัวเล็ก “มันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ คนผู้นั้นใจร้ายกับข้า เป็นคนลักพาตัวข้ามาที่นี่ แต่ข้าก็ยังนึกถึงเค้า...ข้าไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจจริงๆ

 

 

จิ๊บ~

 

 

“งั้นเหรอ เจ้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันใช่ไหม” รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าสวย “นั่นสินะ ขนาดว่านี่มันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าเองยังไม่เข้าใจมันเลย”

 

...ทำไมนะ ข้าถึงลืมแววตาคมกร้าวคู่นั้นไม่ได้ ทำไมน้ำเสียงทุ้มหนักของคนผู้นั้นถึงได้ดังก้องอยู่ในหัวเช่นนี้ ทำไมนะ ทำไม...

 

...เพราะอะไรกัน คิมซอนอิน เจ้าต้องบ้าไปแล้วไม่ผิดแน่...

 

 

“วังชอนซาเพคะ องค์ชายรองมาเยี่ยมเพคะ!”

 

“จีมุนมาเหรอ!!” ร่างบอบบางผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างหน้าต่างแล้วออกไปยังห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว ปลายเท้าเล็กที่ก้าวพ้นขอบระดับพื้นที่กั้นระหว่างทางเชื่อมทั้งสองห้องนั้นพลันสะดุดด้วยความรีบร้อนของเจ้าตัว ซอนอินถลาไปข้างหน้าอย่างไร้สมดุล ก่อนที่ร่างทั้งร่าง รวมถึงดวงหน้าสวยจะแปะตุบเข้ากับอกกว้างของร่างสูงที่รีบปราดเข้ามาโอบรับ

 

“ทำไมเจ้าถึงขยันหาเรื่องเจ็บตัวบ่อยเช่นนี้เล่า” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างไม่สบายใจนักกับคนในวงแขน ซ้ำยังตีหน้าเข้มขมวดคิ้วใส่คนสวยเสียอีก

 

“ข้าไม่ได้ขยันหาเรื่องเจ็บตัวนะ มันช่วยไม่ได้นี่ ชุดที่เจ้าส่งมาให้ข้ามันยาวเกินไปต่างหาก!” โทษชุดเสียอย่างนั้น!

 

สองสาวใช้พี่น้องปิดปากหัวเราะคิกกับท่าทางของผู้เป็นนาย แม้จะขำเรื่องความไม่ยอมใครของคนสวย แต่แท้จริงแล้วพวกนางกำลังรู้สึกยินดีที่วันนี้วังชอนซาได้ยิ้มแล้ว สำหรับเรื่องชุดที่วังชอนซาทรงสวมอยู่ยาวไปนั้น ไม่เป็นเรื่องจริงแม้แต่น้อย

 

เมื่อสองวันก่อนวังชอนซาทรงบ่นว่าชุดของฮานึลหลากสีเกินไป ซ้ำเนื้อผ้าก็ยังหนากว่าของเชินอันมากกว่า ใส่แล้วรู้สึกไม่คุ้นเคย ครั้นจะให้ใส่ชุดเดิมที่ติดตัวมาทุกวันก็ไม่ได้ โซยอนซึ่งมีความสามารถด้านการเย็บจึงสรรหาเนื้อผ้าที่ใกล้เคียงมาตัดเย็บให้กับนายคนสวย แต่ก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดี โชคดีที่องค์ชายรองได้ยินเรื่องนี้เข้า จึงอาสาหาผ้าจากเชินอันมาให้ แล้วยังให้นางในวังเป็นคนตัดเย็บให้อีกด้วย แล้วอย่างนี้จะเกิดข้อผิดพลาดได้เช่นไรเล่า

 

“ไหน ให้ข้าดูหน่อยสิ” จีมุนจับคนตัวเล็กหมุนเป็นวงกลมหนึ่งรอบ แล้วปราดสายตาตั้งแต่ใบหน้าหวานลงไปยังปลายเท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าผ้าสีขาว ก่อนจะวกกลับมายังดวงตากลมโต “ข้าว่าไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าที่ยาวไปหรอก แต่เป็นเพราะเจ้าตัวสั้นลงต่างหาก!”

 

“ชองจีมุน เจ้า!!!” เมื่อฝ่ามือขาวเริ่มง้างขึ้น เสียงหลุดหัวเราะของสาวใช้ก็ดังก้องไปทั้งตำหนัก

 

ยอนอาและโซยอนต่างพากันเดินหลบฉากปล่อยให้นายทั้งสองวิ่งไล่กันอยู่เช่นนั้น เห็นว่าองค์ชายรองทรงชอบแหย่องค์วังชอนซาเช่นนี้แล้ว สำหรับสาวใช้ที่เข้าวังมานานอย่างพวกนางนับเป็นเรื่องหาดูได้ยากยิ่งนัก ไหนเลยที่องค์ชายชองจีมุนผู้เงียบขรึมจะมีอารมณ์ขันได้ถึงเพียงนี้ ทั้งยังเข้าหาวังชอนซา ซึ่งเป็นคนในปกครองขององค์ชายใหญ่อีกเล่า...หาดูได้ยากนัก!

 

เสียงเอะอะเริ่มเงียบลงเมื่อคนร่างบางหมดแรงกระแทกตัวลงนั่งที่โต๊ะกลมกลางห้อง ดวงหน้าสวยแดงก่ำไปด้วยความเหนื่อยหอบ หลังจากที่ดื่มน้ำชาไปหลายอึก ซอนอินก็คว้าพัดติดตัวของคนข้างกายขึ้นพัดอย่างไม่เกรงใจ

 

“ข้านึกว่าวันนี้เจ้าจะไม่มาหาข้าเสียอีก

 

“พอดีมีเรื่องให้จัดการเยอะน่ะ” ระหว่างที่เอ่ยตอบ จีมุนก็ยื่นมือเข้าเกลี่ยซับเหงื่อข้างแก้มใสให้แผ่วเบา “เจ้ารู้เรื่องที่เสด็จพี่ของข้าจะเข้ารับพิธีแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแล้วใช่ไหม?”

 

ซอนอินพยักหน้าหงึกหงัก จะไม่ให้รู้ได้อย่างไร ต่อให้เจ้าคนบ้านั่นไม่มาที่นี่ก็เถอะ แต่สาวใช้ในตำหนักนี้ทั้งสองคนก็พร่ำพูดให้เขาฟังอยู่บ่อยครั้งว่าองค์ชายใหญ่ของพวกนางดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ไม่จบไม่สิ้นเสียที

 

“อ้อ ที่เจ้าไม่ค่อยมาหาข้าก็เพราะเรื่องนี้?”

 

“ใช่ เป็นเพราะเสด็จพ่อตัดสินใจกะทันหัน ทำให้ตอนนี้ในวังวุ่นวายน่าดูเชียวล่ะ

 

“เห็นว่าพรุ่งนี้แล้วใช่ไหมที่จะจัดงาน?”

 

จีมุนพยักหน้าตอบพลางรับพัดคืน “ข้าหวังว่าเสด็จพี่จะพาเจ้าเข้าร่วมงาน

 

“ไม่มีทาง” มือขาวสะบัดไปมาตรงหน้า “คนอย่างพี่ชายเจ้าไม่คิดเอาเชลยศึกอย่างข้าไปออกงานหรอก” เอาแค่ว่าหมอนั่นจะแวะมาดูเขาที่นี่ว่าตายหรือยังเป็นครั้งที่สองก่อนเถอะ

 

ซอนอินฟึดฟัดอยู่ในใจ พลันความคิดก็เรียกสติให้ดวงหน้าสวยเงยขึ้นอย่างตกใจ “อ๊ะ!! ข้าหมายความว่า...”

 

“ไม่ต้องปิดข้าหรอก ข้ารู้ว่าซอนอินมาฮานึลในฐานะอะไร

 

“งะ งั้นเหรอ” ค่อยโล่งอกหน่อย เกิดสุ่มสี่สุ่มห้าเปิดเผยออกไป มีหวังเขาได้ตายด้วยน้ำมือของเจ้าคนบ้าอำนาจนั่นสมใจแน่ ซอนอินยกมือตบอกปลอบใจตัวเองเบาๆก่อนจะถูกจีมุนเชยคางขึ้นให้สบตา

 

จู่ๆ ใบหน้าคมก็เลื่อนเข้ามาใกล้ ทำเอาร่างบางหายใจติดขัดขึ้นมาฉับพลัน

 

“อะ...อะไร?”

 

“เจ้าร้องไห้บ่อยงั้นหรือ?”

 

ก็แค่สองสามวันมานี่เอง! ซอนอินนึกคำตอบอยู่ในใจ แต่กลับเอ่ยตอบปฏิเสธสีหน้าจริงจัง “ข้าไม่ได้ร้องไห้เสียหน่อย! อย่าคิดว่าข้าจะกลัวที่ถูกจับมาเป็นเชลยนะ!” แม้ว่ามันจะจริงก็เถอะ “...บุรุษเชินอันน่ะเข้มแข็งมากกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้เสียอีก!!” ว่าไปนั่น แต่กลับก้มหลบสายตาร่างสูงเสียอย่างนั้น

 

แนบเนียนมากเลยแบบนี้!

 

จีมุนยิ้มบางให้กับท่าทางของคนตัวเล็ก เขาเชยคางมนนั้นขึ้นอีกครั้งแล้วทอดเสียงนุ่ม “ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อย เพียงแต่ที่ถามก็เพราะเป็นห่วง อย่างไรเสีย ข้าก็ยังเห็นเจ้าเป็นแขกของฮานึลนะซอนอิน

 

เรียวคิ้วบางขมวดเข้าหากันให้กับความอ่อนโยนของคนตรงหน้า “เจ้านี่ แน่ใจเหรอว่าเป็นพี่น้องกับองค์ชายชองจีรยง?”

 

 

 

กว่าที่แขกของตำหนักโยกันจะลากลับ ก็ล่วงเข้าพลบค่ำแล้ว

 

ภายในห้องอาบน้ำที่ด้านหลังตำหนัก เวลานี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานจากถังไม้โอ๊คขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ภายในอ่างไม้นั้นคือร่างบอบบางผู้มีผิวพรรณเนียนละเอียดกำลังนอนแช่น้ำอยู่อย่างสบายใจ โดยมีสองสาวใช้คอยกวักน้ำเช็ดร่างกายปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ

 

ยอนอาและโซยอนค่อยๆ ใช้ผ้าลูบทำความสะอาดผิวกายนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ นายของเธอผู้นี้ช่างมีผิวพรรณที่งดงามเสียจนพวกนางที่เป็นหญิงเองยังอาย ทั้งความนุ่มลื่นและความขาวสะอาดอมชมพูเช่นนี้ เรียกได้ว่าหากมีผู้ใดพบเห็นเป็นต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน เหมือนกับพวกเธอเองที่เข้ามาสรงน้ำให้กับวังชอนซาครั้งแรก...ในตอนนั้น อึ้งเสียจนหน้าแดงเถือกไปหมด เกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองอยู่ที่ใด

 

“พอแล้วล่ะ” ซอนอินเอ่ยบอกพลางดันตัวขึ้นยืน เมื่อก้าวออกมาจากอ่างไม้ ผ้าผืนใหญ่ก็ถูกหุ้มมาที่ตัวทันที

 

ในตอนนั้นเอง ที่เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งดังขึ้น “พวกเจ้าออกไปให้หมด” พร้อมกันนั้น เจ้าของเรือนร่างสูงสง่าในชุดว่าราชการก็ก้าวเข้ามาอย่างไม่สนใจว่าคนภายในห้องกำลังทำสิ่งใดอยู่

 

“เพคะองค์ชายใหญ่” สองสาวใช้รีบทำความเคารพแล้วผละจากอย่างรวดเร็ว พวกนางได้แต่นึกขออภัยอยู่ในใจให้กับสายตาวิงวอนแกมร้องขอให้อยู่ด้วยกันของคนสวย...ขอโทษนะเพคะวังชอนซา~

 

“คนไร้มารยาท” เมื่อเหลือกันอยู่เพียงสองคน ซอนอินก็เอ่ยจิกกัดบุรุษหนุ่มตรงหน้า มือเรียวดึงกระชับผ้าผืนบางที่คลุมตัวอยู่ให้แน่นขึ้น พลางนึกก่นด่าในใจ เวลาไหนไม่รู้จักมา เจ้าคนสมควรตายทำไมถึงเลือกมาเอาตอนนี้เล่า!

 

เห็นร่างบางพยายามดึงผ้าปกปิดเรือนร่างเสียเหลือเกิน จีรยงก็จุดยิ้มที่มุมปาก เขาสาวเท้าเข้าใกล้เชลยแสนงามอย่างไม่ลังเล อีกฝ่ายก็ถอยกรูดไปติดกำแพงอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดเช่นกัน

 

เมื่อสิ้นหนทางหนี ใบหน้าขาวหมดจดที่ระเรื่อสีแดงอ่อนๆ ก็เงยขึ้นค้อนสายตาใส่ “เจ้ามีอะไรก็ว่ามาสิ!”

 

สบตาได้เพียงอึดใจ ซอนอินก็ต้องเสหน้าหนีไปอีกทาง

 

อากับกิริยานั้นทำให้คนมองนึกชมความงามของคนร่างบางไม่น้อย ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ถือได้ว่าเป็นคนที่สวยงามอย่างไม่มีข้อติจริงๆ

 

น่าเสียดาย ที่คนสวยเช่นนี้กลับมีฐานะสูงเกินกว่าที่ใครจะคิดเอื้อม หากว่าคนผู้นี้เป็นเพียงสามัญชน หรือแค่โอรสกษัตริย์ธรรมดาแล้วล่ะก็ การใช้ความงามหลอกล่อให้ติดกับคงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเย็น เสียก็แต่ตอนนี้กลับมีตำแหน่งวังชอนซาที่พวกนักบวชเคารพนับถือ เรื่องการใช้ร่างกายคงเป็นเรื่องผิดบาปมหันต์ต่อชนเผ่า

 

หึ! แต่สุดท้าย คนผู้นี้ก็เป็นดังนกในกำมือของข้า หากวันใดข้าคิดอยากจะลิ้มลองแล้วละก็ ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นใคร มีฐานะอะไร เมื่อข้าต้องการ เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

 

จีรยงลากปลายนิ้วแตะลงที่ช่วงลำคอเพรียวระหงด้านข้างอย่างต้องการหยอกเย้าอีกฝ่าย เห็นท่าทางของร่างบางแล้วก็นึกอยากจะแกล้งขึ้นมา เขาพ่นเสียงรอดไรฟัน “เจ้าจะกลัวอะไรนัก ข้าไม่พิศวาสเจ้าหรอกนะ

 

ก็ไม่ได้หวังให้พิศวาสเสียหน่อย! ซอนอินหันขวับกลับมาจ้องดวงตารัตติกาลอีกครั้ง ริมฝีปากสีสดเม้มแน่น รู้สึกเดือดดาลกับท่าทางอีกฝ่ายอย่างสุดแสน ต้องการอะไรก็รีบๆ พูดมาเสียที ไม่เห็นจะต้องมายื้อเวลากันอย่างนี้เลย!

 

“ไม่สิ ข้าว่า คงเป็นเจ้ามากกว่าที่พิศวาสข้า” สิ้นคำพูดหลงตัวเองอย่างไม่มียางอายแล้ว ริมฝีปากอุ่นก็แนบลงใกล้ใบหูเล็ก “ทรงทำสีหน้าเชิญชวนหม่อมฉันเสียเหลือเกินนะ องค์วังชอนซา”

 

สรรพนามที่ถูกเรียกเปลี่ยนไปนั้นทำให้หัวใจของคนฟังเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ ไอร้อนที่เป่ารดอยู่ข้างแก้มยิ่งกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดบริเวณนั้นมากยิ่งขึ้น มือที่กุมผ้าคลุมตัวอยู่คล้ายจะหมดแรง ความร้อนในตัวเกือบจะมีมากพอๆ กับไอควันร้อนภายในห้องอาบน้ำ

 

ซอนอินสูดหายใจเข้าลึกแล้วกลั้นใจหันไปสบดวงตาคม “เจ้ามีสิ่งใดก็ว่ามา หรือแค่จะมายั่วโมโหข้า?!!”

 

“ยั่วโมโหอะไรกัน หากเป็นยั่วยวนอารมณ์ละก็ใช่” ขาข้างหนึ่งของคนพูดแทรกเข้ากลางหว่างขาที่มีเพียงผ้าผืนบางปิดกั้นเรียวขาเล็กไว้เพียงเท่านั้น หน้าแข้งขององค์ชายใหญ่แห่งฮานึลจงใจเสียดสีเข้ากับส่วนกลางลำตัวของเชลยคนงาม

 

“เจ้าคนสารเลว! ถอยออกไปนะ!!” ดวงตากลมเบิกกว้างอย่างตื่นตกใจ สัดส่วนที่ไม่เคยถูกผู้อื่นแตะต้องกำลังถูกปลุกอารมณ์อย่างไร้เดียงสา มือบางข้างหนึ่งยกขึ้นดันอกแกร่งให้ออกห่างอย่างสั่นๆ

 

จีรยงยกยิ้มพอใจกับท่าทางหวาดกลัวของหงส์แสนงาม พอเห็นอย่างนี้แล้ว คิมซอนอินก็เหมือนกับลูกนกในกำมือของเขาจริงๆ นั่นแหละ!

 

ร่างสูงจงใจใช้ฝ่ามือหยาบกร้านแหวกผ้าคลุมสอดเข้าลูบหน้าท้องแบนราบ และช่วงเอวคอดจนร่างเล็กกว่าสั่นสะท้านไปทั้งกาย “นี่อย่างไรเล่าหลักฐาน เจ้าน่ะกำลังให้ท่าข้าอยู่ชัดๆ

 

หุบปาก อึก เดี๋ยวนี่นะ!!” ร่างบางตะโกนลั่นทั้งที่ลมหายใจสะดุดขาดห้วง แนวฟันขาวขบริมฝีปากตัวเองแน่นอย่างต้องการควบคุมร่างกายไม่ให้สั่นมากไปกว่านี้

 

“อ๊ะ!!!!” ซอนอินสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกปลายนิ้วร้อนแตะโดนเนินอกข้างซ้าย

 

จีรยงกดปลายนิ้วลงบริเวณนั้นรุนแรง เสียงทุ้มดังก้องอยู่ใกล้ดวงหน้าแดงซ่าน “อย่าบังอาจขึ้นเสียงกับข้า!” เขาดันไหล่เนียนที่โผล่พ้นผ้าคลุมที่แทบหลุดลุ่ยติดกับกำแพงไม้อย่างไร้ความปราณี

 

ชายหนุ่มไม่สนใจเสียงหวานที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากสีแดงสดด้วยความเจ็บ “วันพรุ่งข้าจะมารับไปงานเลี้ยงตอนค่ำ จำเอาไว้ ไม่ว่าใครที่เข้ามาคุยกับเจ้า อย่าได้เปิดเผยว่าเจ้าเป็นเชลยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย!”

 

แค่นี้ยังไม่เรียกว่าร้ายอีกหรือไงเจ้าคนน่ารังเกียจ!

 

“สายตาแบบนี้แปลว่าเข้าใจสินะ” ริมฝีปากหยักเผยยิ้มเยาะ ก่อนจะผละออกจากเรือนร่างบางแล้วใช้สายตาจ้องมองคนที่ยืนพิงกำแพงตัวสั่น ที่บัดนี้ทั่วทั้งเรือนกายชวนมองนั้นแดงก่ำไปหมด

 

สักอึดใจหนึ่งที่ดวงตากลมโตนั้นเชื่อมแสงเสียจนจีรยงเผลอจ้องมองอย่างไม่รู้ตัว กลิ่นหอมเย้ายวนจากผิวกายขาวก็คล้ายกับจะรุนแรงขึ้นกว่าในตอนแรก สีหน้าไม่ยอมแพ้แต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์หวามไหวนั่นอีกเล่าที่ยั่วยวนคนมองได้ดีนัก โดยเฉพาะ ช่วงเรียวขาขาวที่โผล่พ้นชายผ้าอย่างใกล้สิ้นแรงนั้นก็เรียกสายตาของแม่ทัพหลวงที่เจ็ดให้จ้องมองได้ไม่ยาก

 

“ต้องการให้ข้าช่วยไหม?”

 

ช่วยกับผีน่ะสิ!

 

“มะ....ไม่ต้อง ข้ารู้แล้วที่เจ้าบอก แค่นี้ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ออกไปได้แล้ว” ซอนอินเลือกที่จะไม่ใช้น้ำเสียงกระชากกับคนตรงหน้าอีก อันที่จริงถึงเขาจะอยากตะโกนด่าใส่มากแค่ไหน ในตอนนี้เขาทำไม่ได้ต่างหาก

 

แค่แรงยืนยังจะไม่มีอยู่แล้ว!

 

“ถ้าเช่นนั้น เชิญองค์วังชอนซาสรงน้ำต่อเถิด หม่อมฉันขอทูลลา

 

วินาทีที่เงาของชองจีรยงหายลับไปจากฉากกั้นห้อง ซอนอินก็คว้าหินขัดตัวที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ ขึ้นขว้างไปยังทิศทางนั้นสุดแรง “เลวที่สุด!!!!!”

 

ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง

 

“เกิดอะไรขึ้นเพคะวังชอนซา!” เสียงโครมครามที่ดังขึ้นเรียกให้สาวใช้สองคนที่คอยอยู่ด้านนอกทำท่าจะเข้ามาในห้องอาบน้ำ

 

“พวกเจ้าไม่ต้องเข้ามา!!”

 

“อ่ะ แต่ว่า...รับทราบเพคะ!” เสียงของโซยอนเงียบไปทันทีเมื่อโดนตวาดกลับมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เธอเองก็พอจะรู้แล้วว่านายของเธอเป็นอะไร

 

.

.

.

 

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ข้าไม่เข้าใจเลย!

 

ทั้งความร้อนในกาย และยังไอความร้อนที่อบอวนอยู่รอบตัวยิ่งพัดพาความสงสัยให้ล่องลอยไปไกลอย่างไม่มีคำตอบ ความปรารถนาที่เกิดขึ้นนี้ยากที่คนอย่างคิมซอนอินซึ่งมีอายุเพียงสิบหกปีเศษจะเข้าใจ

 

เพราะไม่เคยอยู่ใกล้ใครอื่นนอกจากราชครูยองจู เพราะไม่เคยรู้จักเรื่องของการเติมเต็มในด้านความลุ่มหลงให้กับร่างกายตนเอง และเพราะนี่เป็นครั้งแรก สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาในเวลานี้จึงสร้างความยุ่งยากใจให้กับเจ้าของเรือนร่างบางไม่น้อย

 

ซอนอินมองหยาดน้ำสีขาวขุ่นในมือตนเองด้วยความสับสน ประสบการณ์ครั้งแรกในการช่วยตัวเองทำไมถึงได้แย่ขนาดนี้ ทำไมเขาถึงได้มีอารมณ์กับผู้ชายพรรค์นั้นได้ ไม่สิ ทำไมเขาถึงได้เกิดอารมณ์กับผู้ชายด้วยกันได้เล่า!!!

 

 

ย่ำแย่ที่สุด!

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up