Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 3

 

 

 

 

ท้องพระโรงที่ใช้สำหรับว่าราชกิจพลันเงียบเสียงลงเมื่อองค์ชายใหญ่ โอรสองค์แรกแห่งจักรพรรดิฮานึลก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าองอาจแสดงถึงความน่าเกรงขามที่มีอยู่

 

ใบหน้าเรียวคม สันจมูกโด่งได้รูป สายตาแข็งกร้าวลึกล้ำ ริมฝีปากหยักหนา ทุกอย่างที่ร่วมเป็นองค์ประกอบของดวงหน้าไร้ที่ตินี้ ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือชายหนุ่มรูปงามที่หาตัวจับได้ยาก และเมื่อรวมกับความสามารถทั้งด้านการวางแผนรบและด้านการปกครอง ถึงเวลานี้ ทุกคนไม่ว่าจะขุนนางชั้นผู้น้อยหรือชั้นสูงต่างก็ยอมรับกันโดยทั่วกันว่า ตำแหน่งองค์รัชทายาทคงหนีไม่พ้น ชองจีรยง บุรุษหนุ่มผู้เปรียบดังมังกรทองจ้าวแห่งอัมพรพิภพไพศาลนี้

 

องค์ชายใหญ่ก้าวเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าที่ประทับขององค์กษัตริย์ เขาตวัดชายชุดทรงก่อนถวายความเคารพบุคคลตรงหน้า

 

“ถวายพระพรเสด็จพ่อ

 

ชอง ฮวาจี ผู้เป็นกษัตริย์นั้นมีพระชนมายุเพียงสี่สิบสามชันษา ดวงหน้าเรียวทรงไข่และผิวเนียนขาวนั้นเคยเป็นที่ประจักรต่อผู้พบเห็นว่าเป็น บุรุษผู้งดงามราวกับรูปสลักเทพเจ้า แต่ทว่า ในเวลานี้กลับมีใบหน้าที่อิดโรย ร่างกายบอบบางที่เป็นรูปลักษณ์แต่เดิมก็ผ่ายผอมไม่ค่อยแข็งแรงนัก อาการป่วยเรื้อรังที่รุมเร้าร่างกายขององค์กษัตริย์นั้นยาวนานมากว่าสองปี แล้ว แพทย์หลวงพยายามที่จะรักษาทุกวิถีทาง เชิญผู้เฒ่าดาบสมาก็หลายท่าน หากแต่โรคที่องค์กษัตริย์เป็นอยู่นี้นั้นเกินความสามารถของพวกเขา พิษจากดอกอังฮวา หากโดนสักครั้งก็เท่ากับว่าช่วงชีวิตของคนคนนั้นได้ถูกลิดรอนไปแล้วกว่า ครึ่ง ซ้ำในแต่ละค่ำคืนที่พ้นผ่านยังผลให้ชีพจรที่ไหลเวียนทั่วกายอ่อนเบาลงในทุก ทุกช่วงลมหายใจ อีกทั้งธาตุในกายก็ปรวนแปร บ่อยครั้งที่ทำให้กษัตริย์ฮานึลตื่นขึ้นมาด้วยพิษไข้จนไม่สามารถว่าราชกิจ หรือแม้แต่ลุกขึ้นจากที่บรรทมได้เลย

 

“ลุกขึ้นเถิดจีรยง

 

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ

 

เมื่อจีรยงยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ฮวาจีจึงเริ่มบทสนทนา โดยมีขุนนางคนอื่นๆ เตรียมตัวรับฟังพร้อมจดรายงานด้วยความตั้งใจ พร้อมกันนั้น ขุนพลนายกองฝ่ายการทหารก็ยังเข้าร่วมการรับฟังครั้งนี้ด้วยอย่างพร้อมเพรียง

 

เรื่องราวส่วนหนึ่งจีรยงได้ส่งโทซองมาถวายรายงานก่อนล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเพียงไม่กี่ประโยค จีรยงก็พูดถึงเรื่องของวังชอนซา

 

“...หากพูดอย่างไม่อ้อมค้อม ลูกเห็นควรว่าเราจะไม่ส่งตัววังชอนซากลับไป

 

“แต่องค์ชายใหญ่ การที่เราลักพาตัววังชอนซามาเช่นนี้ ทางเชินอันคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ อย่างไรเสีย ชาวบ้านต้องไม่ยอมรับวิธีการนี้อย่างแน่นอน องค์วังชอนซาทรงสำคัญต่อจิตใจพวกเขานะพระเจ้าค่ะ” ขุนนางระดับสูง คังอูอิน เอ่ยค้านด้วยความกังวล เพราะหากชาวบ้านรับรู้ว่าความจริงแล้ววังชอนซาไม่ได้มาฮานึลในฐานะราชทูต อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายด้วยความไม่พอใจได้

 

“เรื่องนั้นพวกท่านไม่ต้องห่วง นอกจากทุกคนในที่นี้และคนของข้าแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าวังชอนซามาที่นี่ด้วยฐานะอะไร รวมถึงเชินอันที่จะไม่มีวันปล่อยข่าวว่าโอรสองค์โตถูกลักพาตัวมาด้วย ทางเดียวที่เหลือของฝ่ายนั้น คือการยอมเปิดศึกสงครามระหว่างฮานึลและเชินอัน

 

พอพูดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง เหล่าขุนนางต่างก็ส่งเสียงพึมพำแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั่วทั้งโถงว่าราชการ ทุกผู้ล้วนต่างรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ ชองจีรยง นั้นมีเป้าหมายสูงสุดคือการรวมแคว้นใหญ่เข้าด้วยกันเพื่อขยายอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียว ในอาณาเขตแคว้นใกล้เคียงส่วนใหญ่หลังจากแพ้ศึกก็ยอมเป็นเมืองขึ้นให้แก่ฮานึลแล้วทั้งนั้น จะเหลือก็แต่แคว้นที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันอย่างเชินอันที่ไม่ยอมเปิดศึกกับฮานึลมานานกว่าสิบเจ็ดปีแล้ว ซึ่งนั่นทำให้แม่ทัพที่เจ็ดอย่างองค์ชายใหญ่ทนยอมเห็นสองแคว้นขยายอำนาจข่มกันเองทั้งที่ไม่มีการปะทะกันอย่างจริงจังไม่ได้

 

การปะทะกันของทหารตามชายแดนยิบย่อยนั่น ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำสงครามรบ

 

“เสด็จพ่อ ลูกเข้าใจว่าเรื่องนี้ยังไม่ควรตัดสินใจกะทันหัน” ขณะที่ทุกคนเริ่มจับกลุ่มแสดงความคิดเห็นกันอยู่นั้น จีรยงก็หันไปชี้แจงกับผู้เป็นพ่ออย่างนอบน้อม ตัวเขาเองไม่เคยรู้ว่าทำไมพอพูดถึงเรื่องเชินอันทีไร พ่อของเขาถึงได้ค้านที่จะรับฟัง เรื่องเล่าสมัยที่กษัตริย์สองแคว้นสู้รบกันเองนั้นไม่มีใครรู้ความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ทำไมทั้งสองแคว้นถึงไม่ติดต่อกันอีก ไม่ยุ่งเกี่ยวทั้งทางด้านความช่วยเหลือหรือการคุกคามกันและกัน และในเมื่อคนเป็นพ่อไม่เคยพูดถึง จีรยงก็ไม่มีทางเข้าใจถึงเหตุผลอีกฝ่าย “...แต่เพราะลูกเห็นถึงโอกาส ถึงได้ตัดสินใจลักพาตัววังชอนซามา หากเสด็จพ่อไม่เห็นพ้อง ลูกก็ขอทำเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว หากฝ่ายนั้นรับการเปิดศึก คนของลูก รวมถึงตัวลูกเอง จะรับผลกระทบที่อาจผิดพลาดไว้เอง”

 

องค์กษัตริย์หลับตาลงครุ่นคิดอย่างอ่อนล้า นิสัยของลูกชายที่มีปณิธานคือการรวมแผ่นดินนั้นทรงทราบดีแก่ใจ จีรยงคือเด็กหนุ่มที่กระตือรือร้นทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองเป็นอย่างมาก ในบรรดาลูกชายของพระองค์ทั้ง 3 คน จีรยงซึ่งเป็นคนโตที่สุดมีความเหมาะสมแก่ตำแหน่งรัชทายาทอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

 

หากแต่...

 

การจะทำศึกกับเชินอัน ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ประสงค์เลยแม้แต่น้อย

 

ชองฮวาจีพลูลมหายใจเบาก่อนลืมตาขึ้นเชื่องช้าแล้วเอ่ยด้วยสุรเสียงทุ้มต่ำ “หากเกิดความผิดพลาดจริง เจ้าคิดหรือว่าพ่อจะยอมให้ลูกชายรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ฮานึลปกครองด้วยความรักและความสามัคคี กระทำสิ่งใดแล้วย่อมต้องกล้ายอมรับสิ่งที่ทำ เอาเถิด หากเจ้าตัดสินใจดีแล้ว พ่อเองก็ไม่คิดขัดความต้องการของเจ้า...

 

คนพูดระบายลมหายใจอีกครั้งก่อนพาร่างผอมบางของตนเองลุกขึ้นจากแท่นประทับ อิริยาบถที่เปลี่ยนไปขององค์กษัตริย์ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงพากันเงียบเสียงแล้วน้อมกายต่ำต่อเจ้าเหนือหัว

 

“ทุกท่านจงฟัง นับจากวันนี้ไปอีกสิบสองวัน ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวจัดพิธีแต่งตั้งองค์ชายชองจีรยงขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ทุกสิ่งที่บุตรชายของเราพูดหรือตัดสินใจ เราขอให้ทุกท่านยอมรับฟังเฉกเช่นเป็นคำตัดสินของเราเอง นับจากวันที่องค์ชายจีรยงได้รับตำแหน่ง ราชกิจทุกอย่างจะขึ้นตรงต่อองค์รัชทายาทแต่เพียงผู้เดียว

 

พร้อมกับความหลากใจที่มีต่อการตัดสินใจของคนเป็นพ่อเพิ่งจุดขึ้น เสียงของขุนนางทั่วทั้งห้องโถงก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

 

“น้อมรับพระเจ้าค่ะ!!

 

 

 

“ให้คำมั่นกับพ่อ ว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรเกินเลยต่อวังชอนซา แม้โอรสแห่งเชินอันจะเป็นเชลยของเจ้า ก็อย่าได้หมิ่นประหมาทหรือข่มเหงเขาเด็ดขาด จงดูแลเขาเฉกเช่นคนสำคัญที่สุดในชีวิตเจ้า

 

“เหตุใดลูกต้องทำเช่นนั้น เขาเป็นเชลยของลูก ลูกย่อมมีสิทธิ์จะทำสิ่งใดกับคนผู้นั้นก็ได้” ถ้าเขาอยากให้ตาย คนผู้นั้นก็ต้องตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

 

“จีรยง เจ้ารู้หรือไม่ว่าอำนาจที่เจ้ามีเมื่อได้เป็นรัชทายาท สามารถทำให้ทั้งฮานึลเป็นไปตามที่เจ้าต้องการได้เพียงแค่เจ้าเอ่ยวาจาออกมา ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย หากเป็นความต้องการของเจ้าย่อมไม่มีผู้ใดกล้าขัด เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมพ่อถึงเลือกเจ้าทั้งที่การได้อำนาจทั้งหมดมาอยู่ในมือนั้นเสี่ยงต่อจิตใจแค่ไหน? เพราะพ่อรู้ว่าเจ้าเป็นคนมีคุณธรรมเพียงพอที่จะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ จงอย่าได้กระทำสิ่งที่ไม่สมควรต่อผู้ไม่มีความผิด วังชอนซานั้นเป็นถึงบุคคลที่เหล่าไพร่ฟ้าทั่วทุกสารทิศเคารพนับถือ ซ้ำยังเป็นถึงโอรสองค์โตแห่งเชินอัน พ่ออยากให้เจ้าไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดี อย่าได้ผลีผลามทำอะไรด่วนสรุป...เจ้าเข้าใจหรือไม่ ชองจีรยง”

 

บทสนทนาสุดท้ายก่อนที่จะออกมาจากท้องพระโรงยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของร่างสูงขณะเดินไปตามเส้นทางที่นำพาไปยังตำหนักใน

 

เรื่องไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์นั้นเขาเข้าใจดี แต่กับเชลย ทั้งที่ไม่ว่าจะเป็นคนจากแคว้นไหนที่เคยถูกจับตัวมา เสด็จพ่อไม่เคยก้าวก่ายการตัดสินใจของเขาเลยสักครั้ง แต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้เจาะจงนักว่าไม่ให้ทำร้ายวังชอนซา ซ้ำยังทรงตรัสให้เขาดูแลเชลยเยี่ยงคนสำคัญเสียอีก

 

ศึกเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนระหว่างเสด็จพ่อกับกษัตริย์เชินอัน มันเป็นอย่างไรกันแน่...

 

“องค์ชายใหญ่!” พลันเสียงหวานที่ดังลอยมาหยุดความคิดและช่วงจังหวะการเดินของชายหนุ่มได้ในทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบคนร่างเล็ก บุตรชายของขุนนางคนสนิทของเสด็จพ่อกำลังวิ่งเข้ามาใกล้

 

รากไม้ตรงนั้น...

 

ไม่ต้องเสียเวลาร้องเตือนให้กับคนที่วิ่งตาหยีได้ระวัง จีรยงก็จัดการสาวเท้าเข้าใกล้แล้วรวบร่างเล็กบางนั้นได้ทันก่อนที่เจ้าตัวจะสะดุดรากไม้และล้มลงไปตามที่เขาคาดคิดไว้

 

“เหตุใดถึงได้วิ่งรีบร้อนอย่างนี้ ฮีอู

 

“แหะ แหะ ก็หม่อมฉันดีใจนี่ เลยอยากจะมาแสดงความยินดีกับองค์ชายใหญ่เร็วๆ ในที่สุด ท่านก็จะได้เป็นรัชทายาทแล้วนะ!” คนตัวเล็กหัวเราะแก้เก้อในอ้อมแขนใหญ่ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้กับประโยคสุดท้าย

 

เรื่องราวต่างๆ ในวัง หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถแพร่กระจายให้คนทั้งพระราชวังรับรู้ได้เร็วเสียยิ่งกว่าโรคระบาดเสียอีก

 

“เรื่องนั้นช่างเถอะ” จีรยงกวาดสายตามองชุดที่ร่างเล็กได้จัดการเปลี่ยนเป็นชุดคุณชายเช่นเดิมด้วยใบหน้าเรียบนิ่งอย่างปกติ ก่อนเลื่อนสายตาสบคนในวงแขน แล้วก้มกระซิบใกล้ใบหูคนฟัง “เรื่องที่เจ้าออกจากวัง คืนนี้ข้าจะทำโทษเจ้าให้หลาบจำจนไม่คิดจะทำผิดซ้ำอีก” ก่อนจะละใบหน้าออกมาแล้วเอ่ยต่อราวกับเมื่อครู่ไม่ได้หยอกเย้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ทั้งที่ตอนนี้คนถูกเป่าลมร้อนใส่ใบหูหน้าแดงเถือกไปหมด “ไปรอข้าที่ตำหนัก เสร็จธุระเมื่อไหร่ข้าจะตามไป”

 

เมื่อพูดจบ จีรยงก็คลายวงแขนให้ร่างเล็กเป็นอิสระแล้วออกเดินต่อ โดยมีจุดมุ่งหมายคือตำหนักใน โยกัน

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

แม้ว่ากึมซองจะบอกยืนยันให้ฟังสักกี่ครั้ง ซอนอินก็ยังไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่านี่คือตำหนักในที่อยู่ในส่วนของการดูแลขององค์ราชินี ด้วยเพราะขอบเขตของตำหนัก โยกัน นั้นราวกับถูกแบ่งแยกออกมาอย่างสันโดษคล้ายเป็นพื้นที่ที่ถูกตัดขาดออกจากส่วนอื่นๆ ภายในวังหลวง

 

ตัวตำหนักนั้นทำด้วยไม้เนื้อดีและถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายคล้ายกับตำหนักของซอนอินในเชินอัน ผิดก็แต่ที่ฮานึลจะเน้นการประดับผ้าแพรผืนบางสีแดงสลับกับสีขาวเกือบจะทุกส่วนของห้องหับ ทำให้ตำหนักไม้เรียบง่ายดูอ่อนโยนและสวยงามนุ่มนวลไม่น้อย

 

ในฐานะของเชลยแล้ว การได้อยู่ในตำหนักเป็นสัดส่วน ทั้งยังมีขอบกำแพงรอบตำหนักที่กว้างขวางพอควรเช่นนี้ก็นับว่าดีอยู่มาก ดังนั้นซอนอินจึงเลิกสนใจถึงสภาพแวดล้อมอื่นที่เงียบสงัดไร้ผู้คน

 

อย่างน้อย ก็ยังดีกว่าการอยู่ในคุกที่แม้แต่แสงแดดก็ยังไม่ได้เห็น

 

“ทรงจะทำสิ่งใดขอรับ วังชอนซา?”

 

“แค่นอนไม่ได้หรือไง?”

 

หากเป็นการนอนภายในห้อง กึมซองคงไม่ตื่นตกใจเช่นนี้ นั่นเพราะว่าร่างบางซึ่งมียศศักดิ์สูงส่งกลับเดินลิ่วออกไปยังผืนหญ้าใกล้กับศาลาริมสวนจำลอง แล้วล้มตัวลงนอนราบทั้งอย่างนั้น

 

นางกำนัลสองคนที่ถูกคัดเลือกให้เป็นผู้ดูแลวังชอนซาแสดงสีหน้าที่บอกได้ว่าไม่รู้จะทำอย่างไร จะเข้าไปบอกห้ามก็เห็นไม่สมควรด้วยเพราะตนเป็นแค่สาวใช้ แต่จะปล่อยไว้เช่นนี้ก็เห็นไม่สมควรอีก

 

“โทซอง เจ้าทำอะไรสักอย่างสิ หากองค์ชายใหญ่ทรงมาเห็นเข้า ข้ากับโซยอนต้องโดนว่าแน่

 

นางกำนัล แบยอนอา ผู้เป็นพี่สาวของโซยอนสะกิดชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างเป็นกังวล

 

“นี่ ท่านพี่ ไม่คิดบ้างหรือว่าวังชอนซาทรงมีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น” กึมซองเอ่ยทักก่อนที่พี่ชายฝาแฝดผู้เงียบขรึมจะเดินเข้าไปใกล้เชลยคนสำคัญ

 

“เห็นหรือเปล่า สีหน้าของวังชอนซา ไม่ต่างจากนกที่ถูกปลดปล่อยออกจากกรงเลยสักนิด

 

เมื่อมองตามอย่างที่คนเป็นน้องว่า โทซองก็เห็นพ้องต้องกันในทันที ร่างบางที่นอนอยู่นั้นสวมด้วยชุดสีขาวปลอดพลิ้วไหวต้องลมอ่อนๆ เส้นผมสีดำยาวตัดกับชุดที่สวมใส่แผ่ขยายไปบนผืนหญ้าสีเขียว ดวงหน้าใสสว่างภายใต้แสงแดดของยามเย็นขับให้ผิวขาวเป็นประกายระยิบ หากได้มองจากที่สูง สิ่งที่เห็นตรงหน้านี้คงไม่ต่างไปจากภาพวาดของหงส์ตัวงามที่กำลังแผ่ขยายปีกกว้างหยุดค้างอยู่บนผืนนภากว้างใหญ่ ปล่อยให้สายลมนำพาทิศทางไปอย่างไม่มีจุดหมาย

 

งดงาม สวยสง่า ทว่า กลับรู้สึกได้ถึงความอ้างว้าง...

 

โทซองเดินเข้าไปใกล้คนที่นอนหลับตาอยู่ที่พื้น เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงแล้วโน้มศีรษะเข้าไปใกล้ “องค์วังชอนซาทรงเข้าตำหนักเถิด เพิ่งเดินทางมาถึงร่างกายคงเหนื่อยล้า หากขาดตกบกพร่องสิ่งใดทรงสั่งกับนางกำนัลทั้งสองได้ทุกอย่าง

 

ซอนอินเปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมถอนหายใจเบา เขาเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าเรียบเฉยของโทซองแล้วให้ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ ว่าทำไมทั้งที่หน้าตาเหมือนกัน แต่โทซองกับกึมซองกลับให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไปอย่างสุดขั้วได้ขนาดนี้ “ข้าเป็นเชลยของพวกเจ้า ไหนเลยที่ข้าจะกล้าร้องขอสิ่งใด

 

มือเรียวจัดการปัดเศษใบไม้ออกจากเสื้อผ้าแล้วลุกขึ้นยืน “สรุปแล้ว ขอเพียงยังอยู่ภายในกำแพงของตำหนักนี้ ข้าจะทำสิ่งใดก็ได้ใช่หรือไม่” ขณะที่เดินกลับเข้าตำหนัก ซอนอินก็เอ่ยถามผู้ติดตามคนสนิทของแม่ทัพที่เจ็ด ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะกลมกลางห้อง พร้อมทั้งยกมือขึ้นเท้าคางจ้องมองชายสองคนตรงหน้า

 

ระหว่างนั้นนางกำนัลสาวทั้งสองก็รีบเข้าครัวไปจัดการอาหารเย็นและน้ำชาร้อนๆ ให้กับวังชอนซา

 

“ขอเพียงไม่ออกไปด้านนอก วังชอนซาทรงทำสิ่งใดก็ได้ขอรับ” โทซองเป็นผู้ตอบ แต่ถึงแม้วังชอนซาคิดจะออกไปด้านนอกจริงก็ทำไม่ได้ ด้วยเพราะรอบกำแพงด้านนอกของตำหนักโยกันนั้นมีนายทหารฝีมือดีคอยยืนคุมอยู่หลายนาย

 

“ถึงแม้ว่าข้าจะฆ่าตัวตาย ก็ได้งั้นหรือ?”

 

“หากเจ้าทำจริงเช่นนั้น ข้ารับรองว่าร่างกายของเจ้าจะกลายเป็นอาหารชั้นเลิศให้กับนกกาเป็นแน่

 

วาจาร้ายกาจดังมาจากคนที่เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาที่ด้านใน

 

“องค์ชายใหญ่” โทซองและกึมซองต่างก็รีบหลีกทางไปยืนด้านข้าง

 

จีรยงสาวเท้าเข้ามาใกล้กับโต๊ะกลางห้อง พลันเสียง ปัง’ ของฝ่ามือใหญ่ที่ตบลงบนโต๊ะก็ดังขึ้น ตามติดด้วยมืออีกข้างที่เคลื่อนเข้าบีบปลายคางมนให้ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบสายตา

 

“อย่าแม้แต่จะคิดเรื่องฆ่าตัวตาย ไม่เช่นนั้น...

 

“หากข้าคิดแล้วเจ้าจะรู้หรือไง” ซอนอินพูดสวนขึ้นทันที มือขาวยกขึ้นปัดมือใหญ่ให้พ้นใบหน้า “หึ! อย่ามาทำท่าวางอำนาจกับข้าหน่อยเลย ที่เจ้าจับข้ามาก็เพราะต้องการให้ข้าเป็นตัวล่อให้เสด็จพ่อของข้ายอมทำศึกใช่ไหมล่ะ? แล้วถ้าหากข้าตาย เจ้าก็จะไม่มีเรื่องใดมาขู่ให้เชินอันยอมจำนนด้วยการรบอีก ดังนั้นเจ้าควรจะทำตัวดีๆ กับข้าหน่อยนะ เพราะยังไงเสีย ชีวิตของข้าก็สำคัญกับเจ้าเช่นกัน” ซอนอินจบคำพูดด้วยรอยยิ้มบางที่แสนยั่วยุอารมณ์คนฟังให้ยิ่งเกิดความไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก

 

“อ่ะ! ถวายบังคมองค์ชายใหญ่” ชาร้อนถูกวางลงที่โต๊ะ ก่อนที่สองสาวใช้จะค้อมศีรษะให้กับชายร่างสูง

 

“พวกเจ้าสองคนกลับไปยังห้องครัว วันนี้นอกจากน้ำชากานี้ อย่าให้ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทำอาหารให้วังชอนซาทาน

 

“เอ๊ะ?ไม่ให้ทำอาหารถวายงั้นหรือเพคะ? แต่ว่าวังชอนซาทรง...

 

“พวกเจ้าได้ยินที่ข้าสั่งแล้ว!!

 

“อ่ะ ค่ะ รับทราบเพคะองค์ชายใหญ่

 

โซยอนและยอนอาต่างรีบผลุนผลันกลับไปยังห้องครัวเพื่อดับเตาและเก็บข้าวของตามรับสั่งในทันที

 

จีรยงที่ยังไม่แม้แต่จะละสายตาไปจากดวงหน้าขาวที่เชิดสายตาท้าสู้ตั้งแต่ที่ สั่งความกับนางกำนัลเอื้อมมือไปรั้งข้อมือบางให้เจ้าของร่างนั้นขยับเข้ามา ใกล้ แรงขัดขืนเล็กๆ ที่มีของอีกฝ่ายไม่อาจทำให้ชายหนุ่มที่เจนจัดด้านการสู้รบออกศึกสะเทือนแม้ แต่น้อย

 

ซอนอินกัดฟันแน่น เม้มริมฝีปากจนขึ้นสีจัด นัยน์ตากลมโตวาวโรจน์แสดงออกถึงความไม่ยอมแพ้อย่างที่สุด

 

“จะทำอย่างไรนะ หากข้าอดอาหารทั้งวันไปแบบนี้ บางที วันพรุ่งข้าอาจจะหิวตายก็ได้ อึก!

 

ลำคอเพรียวระหงถูกบีบรัดโดยฉับพลัน พร้อมกับที่ดวงตาคมเข้มจ้องลึกเข้ามาราวกับจะกลืนกินเจ้าของนัยน์ตาสวยให้จมหายไปในห้วงเหวลึกที่ดำมืด

 

“ข้าขอเตือนเจ้าอีกครั้ง คิมซอนอิน ไม่ว่าจะชีวิต ลมหายใจ หรือร่างกายของเจ้า ในเวลานี้ข้าเป็นผู้กำหนดทั้งหมด หากข้าไม่สั่งให้ตาย เจ้าก็ตายไม่ได้ และหากข้าสั่งให้เจ้าตาย แม้แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอนี้ เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์!

 

นาน กว่าจะรู้สึกถึงอากาศเย็นๆ ที่แย่งกันพุ่งเข้าสู่ปอดทันทีที่ถูกปล่อยเป็นอิสระ ซอนอินหน้าแดงก่ำด้วยเพราะขาดอากาศหายใจชั่วเวลาหนึ่ง อีกทั้งความเจ็บที่ลำคอนั้นส่งผลให้ดวงหน้าซับสีเลือดจนทั่ว

 

“พวกเจ้าสองคน” เสียงทุ้มตวัดห้วนเรียกนางกำนัลสองพี่น้องที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาที่ห้องรับแขก “หน้าที่ดูแลวังชอนซาเป็นของพวกเจ้า หากวันใดวังชอนซาฆ่าตัวตาย คงรู้นะว่าพวกเจ้าจะเป็นเช่นไร” คนพูดไม่แม้แต่จะเหลียวมองร่างโปร่งบางที่ยืนโงนเงนเพราะสมองขาดอากาศแม้แต่น้อย

 

โซยอนและยอนอาต่างมีสีหน้าซีดเผือดทันที ครั้งแรกที่ได้รับรู้ว่าพวกเธอถูกเลือกให้มาทำหน้าที่ดูแลวังชอนซา ซึ่งมีฐานะความจริงคือเชลยศึกขององค์ชายใหญ่ พวกเธอก็กังวลมากพออยู่แล้ว ด้วยใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าเรื่องใดที่ขึ้นตรงต่อองค์ชายจีรยง นั่นย่อมหมายความว่างานนั้นๆ ต้องไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

 

เพราะไม่เช่นนั้น บทลงโทษที่ได้รับ ไม่แค่ปลิดลมหายใจ หากแต่ญาติพี่น้องอีกหลายชั่วโคตรก็จะถูกสังหารไม่ต่างกัน

 

นางกำนัลทั้งสองนึกถึงคำพูดของเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เคยเล่าให้ฟังถึงคนที่ทำงานให้กับองค์ชายใหญ่ผิดพลาด แล้วก็ให้นึกกลัวขึ้นมา พวกนางรีบก้มหัวน้อมรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นไม่น้อย

 

แล้วยิ่งมาเห็นนายเหนือหัวบีบลำคอของวังชอนซาราวกับจะกระชากลมหายใจให้หมดไปต่อหน้าแบบนี้ด้วยแล้ว

 

องค์ชายชองจีรยง ช่างเป็นคนที่น่ากลัวยิ่งนัก!

 

ขณะที่จีรยงกำลังเดินออกจากตำหนักไปพร้อมกับคนสนิททั้งสอง ซอนอินก็ยกมือขึ้นคลำลำคอตนเองเบาๆ ด้วยความเจ็บ ดวงตาสีนิลคู่โตมองตามหลังร่างสูงจนลับสายตาพลางครุ่นคิดถึงความรู้สึกตัว เองที่ไม่รู้ว่าทำไม ในอกมันถึงได้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่ยากจะเข้าใจอย่างนี้

 

“วังชอนซา ทรงเจ็บมากไหมเพคะ ให้หม่อมฉันทายาให้นะเพคะ

 

“เจ้าชื่ออะไร? อายุเท่าไหร่?”

 

“เอ๊ะ? อ่ะ หม่อมฉันชื่อ แบยอนอา อายุ 16 เพคะ”

 

“อืม ยอนอา...แล้วเจ้าล่ะ?”

 

“หม่อมฉันชื่อ แบโซยอนเพคะ เป็นน้องสาวของพี่ยอนอา อายุ 15 เพคะ”

 

“โซยอน ยอนอา พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าตำหนักนี้อยู่ส่วนไหนของพระราชวัง?”

 

หากให้พูดปากเปล่า ดูเหมือนจะอธิบายยากอยู่สักหน่อย นางกำนัลสาวทั้งสองนิ่งคิดก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของร่างบาง พวกเธออธิบายประตูทางเข้าทางเหนือของวัง ไล่จนถึงประตูทั้งสี่ทิศจนครบ วังหลวงฮานึลจะแบ่งเป็นลำดับชั้นทั้งหมด สามชั้น นั่นคือ ส่วนวังต้น ส่วนวังกลาง และส่วนวังใน แม้ตำหนักในความดูแลขององค์ราชินีจะเรียกว่าส่วนใน แต่ความจริงแล้วสถานที่ส่วนในนั้นจะถูกกั้นบริเวณถัดมาจากส่วนกลางสุดของพระราชวัง ซึ่งเป็นส่วนขององค์กษัตริย์ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ซอนอินก็สรุปได้ว่า ที่ที่ตนอยู่นั้น น่าจะอยู่เกือบกลางสุดของราชวัง

 

...แย่ชะมัด แล้วอย่างนี้ ราชครูยองจูจะเข้ามาช่วยเขาได้อย่างไรกัน!

 

พอคิดถึงความจริงที่ตัวเองคงติดอยู่ในวังศัตรูอย่างไม่มีทางออกก็คอตกเดินดุ่มๆ เข้าห้องนอน ถึงเตียงสี่เสาที่ตั้งอยู่ริมซ้ายของห้องได้ก็ทิ้งตัวแปะข้างแก้มลงกับฟูกหนา ในหัวก็นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาหลายอาทิตย์ที่ถูกจับตัวเดินทางมายังฮานึล นึกถึงสายตาคมคู่นั้นที่มองตรงมาที่เขาอย่างไร้ความรู้สึก

 

โธ่สวรรค์ ข้าไม่อยากอยู่ใกล้คนคนนั้นเลย ใจของข้านับวันก็ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นทุกที เฮ้อ~

 

สีหน้าของซอนอินที่เปลี่ยนเป็นเศร้าสลดทำเอาสองสาวใช้หน้าแดงวาบไปกับความมีเสน่ห์ขององค์วังชอนซา ดูเอาเถิด ขนาดท่าทางการถอนหายใจยังน่ามองขนาดนี้ น่ากลัวว่า ระยะเวลาที่ได้อยู่รับใช้วังชอนซาของพวกนางคงยากจะรับมือเป็นแน่

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ในตอนสายของวันที่สามที่วังชอนซาได้เข้าพักในตำหนักโยกัน เสียงร้องของสาวใช้สองคนก็ดังขึ้นด้วยความตื่นกลัวต่อภาพตรงหน้า

 

“วังชอนซา ทรงลงมาเถิดเพคะ!

 

“นั่นสิเพคะ รอให้โทซองกับกึมซองมาก่อนดีกว่านะเพคะ!

 

ที่ด้านหน้าตำหนัก ยอนอาและโซยอนต่างกุมมือไว้ที่หน้าอกด้วยความหวาดกลัว ในใจของพวกนางพร่ำสวดภาวนาไม่หยุด ด้วยกลัวว่าคนร่างบางที่กำลังยืนกางแขนหาจุดศูนย์ถ่วงอยู่บนหลังคาห้องครัวนั้นจะตกลงมา

 

“พวกเจ้าอย่าเสียงดังนักสิ! อีกนิดเดียวข้าก็จะเอื้อมถึงอยู่แล้ว!

 

ลูกนกสีขาวที่ไม่รู้ว่าบินอย่างไรถึงได้มาหมดแรงเอากลางอากาศ พลัดตกลงบนหลังคาเสียดังลั่นจนคนที่กำลังนั่งดื่มชาในศาลาถึงกับสะดุ้งรีบวิ่งออกมาดู และนั่นเองที่เป็นต้นเหตุให้องค์วังชอนซาพุ่งตัวขึ้นไปบนหลังคาอยู่ในตอนนี้

 

“พี่ยอนอาทำอะไรสักอย่างสิ ถึงวังชอนซาทรงบอกว่าเป็นวรยุทธ แต่จากที่ดู ข้าไม่ค่อยเชื่อเลย

 

ไม่ต้องให้น้องสาวบอก ยอนอาก็คิดเช่นเดียวกัน แม้จะกระโดดทีเดียวขึ้นไปบนหลังคาได้ แต่นั่นน่าจะเรียกว่าความบังเอิญมากกว่า ก็ดูอย่างในตอนนี้สิ ท่าทางแบบนั้น จะทรงตัวอยู่บนหลังคาได้นานเกินสองอึดใจหรือเปล่ายังไม่รู้เลย!

 

กำลังคิดหาทาง เสียงคนบนหลังคาก็ร้องตะโกนขึ้นว่าจับลูกนกได้แล้ว ยอนอาจึงรีบร้องเรียกให้เจ้านายของเธอลงมาที่พื้น พร้อมทั้งรู้สึกโล่งอก

 

“รีบลงมาเถิดเพคะ หม่อมฉันกับโซยอนหัวใจจะวายอยู่แล้วนะเพคะ

 

“นั่นสิเพคะ รีบๆ ลงมาเถิด

 

ซอนอินขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจที่เห็นว่านางกำนัลสาวทั้งสองไม่เชื่อในฝีมือตนเอง ถึงจะไม่เรียกว่าเก่งเหมือนอย่างราชครูยองจูที่เป็นผู้สอนทุกอย่างให้กับเขา แต่ใช่ว่าเขาจะไร้น้ำยาซะเมื่อไหร่ล่ะ!

 

“รู้แล้วล่ะน่า พวกเจ้านี่ขี้โวยวายเสียจริง!

 

มือบางกอบกุมตัวลูกนกไว้ด้วยความระมัดระวัง แต่ในขณะที่กำลังจะกระโดดลงไปยังพื้นเบื้องล่าง นัยน์ตาคู่สวยก็เหลือบเห็นแผ่นกระดาษเล็กๆ ผูกติดกับข้อเท้าของลูกนกไว้เสียก่อน และเมื่อจัดการเขี่ยแผ่นกระดาษออกมาดู เห็นหมึกสีแดงเล็กๆ ที่เพ่งมองดีๆ แล้วก็พบว่ามันเป็นตราสัญลักษณ์ชนเผ่าเชินอัน

 

นั่นหมายความว่า ราชครูยองจูกำลังจะมาช่วยเขาใช่ไหม!

 

ด้วยความดีใจ ทำให้ร่างบางเผลอปล่อยให้ความสมดุลในร่างกายสลายไป เป็นเหตุให้ร่างทั้งร่างเซไปทางขวาซึ่งเป็นแนวราบดิ่งของหลังคา ซ้ำปลายสุดขอบนั้นอยู่พ้นขอบเขตกำแพงของตำหนักโยกัน

 

“วังชอนซาทรงระวังเพคะ!!!

 

สิ้นเสียงของสาวใช้ทั้งสองคน เสียง ฟุบ’ ของวัตถุตัดผ่านอากาศก็ดังขึ้น พร้อมกับที่ร่างของหงส์แสนงามหายลับไปนอกกำแพงเรียบร้อยแล้ว

 

 

ตุบ!

 

 

เปลือกตาบางหลับแน่นด้วยความกลัวเมื่อตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง กำลังจะกรีดเสียงร้องด้วยความเจ็บ หากแต่ร่างกายกลับไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บแม้แต่น้อย ซ้ำยังไม่รู้สึกถึงพื้นดินด้วยซ้ำ!

 

ซอนอินค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ในตอนนั้นเอง ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังนอนทับใครบางคนอยู่

 

“ขะ ข้าขอโทษ! เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?!...โอ้ย!~” ทั้งที่เอ่ยปากถามคนใต้ร่าง แต่ตัวเองกลับร้องด้วยความเจ็บเสียนี่ สงสัยว่าตอนที่ตกลงมา แขนคงไปฟาดกับขอบกำแพง

 

“เจ้าต่างหาก เป็นอะไรหรือไม่” ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายเอ่ยถามคนตัวเล็กกว่าอย่างเป็นห่วง เขาจับร่างบนตัวให้ลุกขึ้นยืนแล้วประคองสองไหล่บางไว้หลวมๆ ก่อนจะหันไปสั่งนายทหารรอบกำแพงตำหนักที่ตีวงเข้ามาดูอย่างตกใจให้กลับไป ประจำที่

 

“แย่ล่ะสิ เจ้าเลือดไหลด้วย ให้ข้าพาไปส่งในตำหนักแล้วกันนะ

 

ซอนอินเงยหน้าขึ้นมองสบชายร่างสูงโปร่งด้วยน้ำตาคลอเบ้าอย่างซาบซึ้งในบุญคุณ แล้วพยักหน้ารับหงึกหงัก มือข้างหนึ่งยังคงกอบกุมลูกนกตัวน้อยไว้ไม่ยอมปล่อย รวมถึงแผ่นกระดาษเล็กๆ ในมืออีกข้างที่พยายามยัดมันเข้าไปในชายแขนเสื้ออย่างสุดความสามารถ

 

“อ๊ะ! องค์ชายรอง” นางกำนัลสาวที่เพิ่งวิ่งออกมาจากตำหนักร้องทักเสียงดังพร้อมน้อมกายต่ำถวายความเคารพ

 

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก รีบไปเตรียมน้ำอุ่นกับผ้าสะอาดมา ข้าจะรีบทำแผลให้วังชอนซา

 

“เอ๋ เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ?” ขนาดเขายังไม่รู้จักอีกฝ่ายเลย แต่ทำไมพ่อหนุ่มรูปหล่อหน้าตาดีถึงได้รู้จักเขากันเล่า?! ซอนอินเอ่ยถามพลางเดินตามแรงพยุงไปยังที่นั่งในห้องรับแขก

 

เจ้าของดวงหน้าเรียวคมยิ้มบางแล้วเอ่ยตอบเสียงนุ่ม “ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่าในเพลานี้ ตำหนักโยกันคือสถานที่ต้อนรับองค์วังชอนซา

 

เหอๆ ซอนอินยิ้มแหยๆ ให้กับบุรุษตรงหน้า ไอ้คำว่าสถานที่ต้อนรับเนี่ย มันดูไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่เลยนะ

 

ไม่นานนัก ข้อศอกซ้ายของซอนอินก็ถูกพันผ้าสีขาวอย่างเรียบร้อย รวมถึงนกน้อยที่บาดเจ็บตรงปีกซ้ายถูกทายาและนำไปใส่ไว้ในกรงเรียบร้อยด้วยเช่นกัน

 

“จริงสิ เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกนางเรียกว่าองค์ชายรอง? เจ้าเป็นน้องชายขององค์ชายชองจีรยงหรือ?” ระหว่างที่นั่งจ้องเจ้านกน้อยในกรงนอนพะงาบๆ ดวงหน้าขาวหมดจนก็หันไปหาชายหนุ่มในชุดสีฟ้าอ่อน

 

“ข้าเป็นน้องชายต่างมารดาของเสด็จพี่จีรยง ชื่อของข้าคือ ชองจีมุน

 

“ชอง จีมุน...อื้ม! ข้ารู้สึกถูกชะตาเจ้ามากเลย ให้ข้าเรียกเจ้าว่า จีมุน ได้ไหม? ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่า ซอนอิน ตกลงตามนี้นะ!” สรุปเองเสร็จสรรพก็ระบายยิ้มกว้างให้กับคนตรงหน้า วินาทีแรกที่ซอนอินเห็นจีมุน ฝ่ายนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกับราชครูยองจูไม่ผิด ทั้งรูปลักษณ์สูงสง่าอ่อนโยน ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าชายหนุ่มคนนี้เก่งเรื่องบุ๋นอย่างหาตัวจับยากอย่างแน่นอน

 

งดงามจริงๆ...แม้จะเคยได้ยินคำร่ำลือมามากมายนักถึงความสวยงามของวังชอนซา หากแต่เมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเอง จีมุนก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก จู่ๆ หัวสมองก็ว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกเสียดื้อๆ

 

“นี่ จีมุน เจ้าจะมาหาข้าที่นี่บ่อยๆ ใช่หรือเปล่า?” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง สามวันมานี้จีรยงคนบ้านั่นไม่โผล่มาให้เห็นนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก หากแต่การอยู่คนเดียวเงียบๆ มันก็น่าเบื่อ จะคุยอะไรกับสาวใช้ พวกนางก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนอกไปจากเรื่องของสาวใช้ที่พวกนางเป็นอยู่นั่นแหละ

 

 

ขณะที่พยักหน้าตอบรับความต้องการของคนสวย จีมุนก็นึกขอบคุณสวรรค์นับพันครั้ง ที่ทำให้ตนได้มีโอกาสรู้จักกับคนตรงหน้านี้ เพราะหากไม่ใช่ความบังเอิญที่หงส์แสนงามตัวนี้ไม่พลัดตกลงมาจากฟากฟ้าให้เขาได้โอบอุ้ม เขาก็คงไม่มีทางคิดจะเข้ามาในตำหนักโยกันนี้อย่างแน่นอน

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

 

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up