Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 1

 

 

 

“อิงอิง...

 

“อิงอิง...

 

ภายในวังหลวงกว้างใหญ่ ด้านหน้าของตำหนักขุนนางชั้นสูง บริเวณสวนหย่อมของดอกไม้นานาพรรณ เสียงร้องแว่วหวานจากบุรุษหนุ่มรูปร่างเล็กบางดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งบริเวณ

 

“เจ้าอยู่ที่ไหนอิงอิง...” เจ้าของเสียงถลกจับชายเสื้อคลุมที่ยาวรุ่มร่ามก่อนจะก้มศีรษะลงใต้รูปปั้นหินจำลองเพื่อมองหาเจ้าสัตว์เลี้ยงจอมซนที่บังอาจหนีเที่ยวนานเกินเวลา ปอยผมสีดำพลิ้วไหวคลอเคลียต้นคอเพรียวระหงยามที่ร่างเล็กขยับก้าวเดิน

 

“อย่าเข้าไปใกล้สระมากนักสิคะคุณชายฮีอู

 

นางกำนัลสาวอายุราวยี่สิบปีเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าคุณชายของเธอชะโงกกายไปใกล้สระบัวด้วยท่วงท่าน่าหวาดเสียวว่าจะตกลงไป เธอรีบลัดเลาะเหล่าพุ่มไม้และก้อนหินเข้าไปใกล้นายของเธอ

 

“อ่ะ นั่นไงคะคุณชาย อิงอิงอยู่ตรงนั้น!!”

 

“อ๊า~  นันโซ เจ้าไปดักตรงนั้นไว้!”

 

ร่างเล็กบางขยับก้าวย่างไปด้านหน้าด้วยความระมัดระวัง และพยายามเงียบเสียงอย่างที่สุด สองมือขาวนวลนุ่มยื่นไปข้างหน้า โดยมีนางกำนัลวัยกำดัดประคองมือโอบอยู่ฝั่งตรงข้าม ระยะขอบกำแพงจากคนสองคนที่โอบล้อมเข้ามานั้นทำให้สิ่งมีชีวิตสีขาวตัวเล็กกลมป้อมหมดหนทางหลบหนีอีกต่อไป

 

“เจ้าหมูอ้วนจอมเกเร! เราบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าห้ามออกมานอกตำหนัก ระวังเถิด เราจะจับเจ้าขังกรงสักสามวันเลย”

 

สุนัขจิ้งจอกขนฟูสีขาวสว่างขดตัวกลมอยู่บนฝ่ามืนนุ่มของบุรุษหนุ่มหน้าหวาน แก้วตากลมเม็ดเล็กส่องประกายสุกใสสบนัยน์ตาสีอ่อนของคนร่างเล็ก ปลายหางฟูฟ่องงอม้วนโอบรอบลำตัวจนแทบจะกลายเป็นก้อนหิมะขนาดใหญ่

 

 

หงิง~

 

 

“ไม่ต้องมาร้องเลย หากเราเอาเจ้าคืนองค์ชายใหญ่เมื่อไหร่ ไม่พ้นเจ้าได้กลายเป็นจิ้งจอกย่างรมควันแน่” เจ้าของเสียงหวานตีหน้าเข้มอย่างไม่สมกับความงดงามที่เป็นอยู่ เขาแยกเขี้ยวใส่เจ้าสิ่งมีชีวิตในอุ้งมือคล้ายการขู่ให้กลัว แต่ไหนเลยที่สุนัขจิ้งจอกตัวนี้จะกลัวเจ้านายที่แสนน่ารักกันเล่า

 

“คุณชายฮีอูรีบเข้าตำหนักเถิดค่ะ ผืนฟ้าแปรปรวนเช่นนี้ช่างน่ากลัวนัก

 

ยังไม่ทันจะจบคำของนางกำนัลดี สายฟ้าสีเงินสว่างก็ฟาดเปรี้ยงลงมาดังสนั่นหวั่นไหว กลุ่มเมฆสีดำที่ก่อตัวมาได้เมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้วเริ่มแผ่ขยายทั่วผืนนภาของแคว้นฮานึล จนความมืดมิดปกคลุมลงมามืดครึ้มไปหมด แรงลมที่นิ่งสงบเริ่มมีเค้าว่าอาจจะเกิดพายุลูกใหญ่ขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน

 

ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นมองความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เกิดขึ้น สองมือกอดสัตว์เลี้ยงไว้แน่นด้วยความกังวล อาการตัวสั่นทำท่าจะกระโดดหนีของอิงอิงที่เป็นอยู่นี้คือสัญชาตญาณของสัตว์ป่าเมื่อรู้ว่ารอบตัวกำลังมีภัย เมื่อเช้านี้เพียงแค่เขาเปิดประตูกรง อิงอิงก็วิ่งหนีออกมา กว่าจะหาเจอก็ใช้เวลาไปร่วมครึ่งค่อนวัน บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้อิงอิงกลัวก็เป็นได้

 

“นันโซ เจ้าคิดว่าองค์ชายใหญ่ทรงพาวังชอนซาแห่งแคว้นเชินอันมาได้หรือไม่?”

 

นี่ก็ล่วงเข้าครึ่งเดือนมาแล้วที่องค์ชายใหญ่ ชองจีรยง บุตรชายคนโตของกษัตริย์ฮานึล ผู้มีตำแหน่งทางกองทหารเป็นถึงแม่ทัพกองพลที่เจ็ด ซึ่งเป็นกองทัพหลวงพิเศษได้รับภารกิจให้เดินทางไปยังแคว้นเชินอันเพื่อดำเนินการขอยืมตัว วังชอนซา มายังฮานึลเป็นการชั่วคราว แต่จากที่ได้ยินมา ดูเหมือนว่าทางเชินอันจะไม่ยินยอมตามคำร้องขอนั้น และจากที่ฮีอูได้สอบถามคนส่งสารจากนายทหารเมื่อสามวันก่อน จึงได้รู้ว่าองค์ชายใหญ่คิดจะลักลอบจับตัววังชอนซามาอย่างไม่สนการเชื่อมสัมพันธไมตรีแม้แต่น้อย

 

จากที่แต่เดิมเชินอันและฮานึลมีสายสัมพันธ์ที่ระหองระแหงกันมาตลอด หากว่าองค์ชายใหญ่จับตัววังชอนซาซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของแคว้นเชินอันมาได้จริงละก็ น่ากลัวว่า ศึกสงครามระหว่างสองแคว้นที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งได้เปิดศึกปะทะกันอีกครั้งเป็นแน่

 

ตามประวัติศาสตร์แล้ว เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนเชินอันและฮานึลได้ยกทัพปะทะกันด้วยจำนวนคนและม้ารบเกินกว่าจะคาดคะเนได้ ในตอนนั้นทั่วทั้งแผ่นดินไม่ว่าจะแคว้นน้อยใหญ่หรือเมืองโดยรอบต่างก็เกรงอำนาจทั้งสองแคว้นนี้ไม่น้อย จึงมีการแลกเปลี่ยนคาดเดาผลลัพธ์กันไปต่างๆ นาๆ เป็นเพราะภูมิศาสตร์ที่ใช้สู้รบนั้นเป็นหุบเขาขนาดใหญ่คล้ายแอ่งกระทะ ไม่มีทางหนีบนพื้น มีแต่เพียงการเดินขึ้นเขาเท่านั้น เหล่าทหารที่เสียชีวิตระหว่างรบนอนเกลื่อนทับถมจนมองคล้ายแหล่งน้ำสีเลือดส่งกลิ่นคาวโชยไปทั่วทั้งหุบเขา ชาวบ้านจึงเรียกสงครามครั้งนั้นว่า ‘สงครามหุบเขามรณะ

 

มีหลายคนที่ลงความเห็นว่าสงครามหุบเขามรณะเป็นสงครามที่จะทำให้การสู้รบตามชายแดนหมดไป เพราะการที่เชินอันและฮานึลยังไม่รู้ผลแพ้ชนะกันจริงๆ จังๆ นั้นทำให้ชาวบ้านถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่แต่เพียงในเขตปกครองพื้นที่เท่านั้น จะทำอะไรก็เสี่ยงต่อการถูกจับ ความสงบไม่เคยอยู่ยาวนานก็เกิดการท้ารบอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น หากว่ามีแคว้นที่ชนะเพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถเป็นผู้นำได้ ย่อมดีกว่าการแก่งแย้งไม่สิ้นสุดอยู่แล้ว

 

แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาและการคาดหวังของชาวบ้านที่ดับสลาย กษัตริย์ของทั้งสองแคว้นได้ปะทะกันเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ต่างกัน ไม่มีใครรู้ว่าสงครามหยุดลงได้อย่างไร ทหารทั้งสองฝ่ายหยุดการสู้รบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ราวกับว่า เมื่อแสงอรุณรุ่งในเช้าวันใหม่ส่องประกายพ้นขอบฟ้า ความโกลาหลที่มีในยามราตรีก็ถูกอาบลบล้างหายไปเสียสิ้น หลงเหลือไว้แต่ความเงียบเหงาและน่าเศร้าสลดของร่างไร้วิญญาณนับหมื่นนับแสน

 

ตั้งแต่นั้น เชินอันและฮานึลก็เลี่ยงการสู้รบกันไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใด ไม่มีการติดต่อถึงกัน ไม่มีการท้ารบเป็นกิจจะลักษณะ ต่างฝ่ายต่างหันไปบุกยึดดินแดนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบ้างที่เชินอันและฮานึลมีการปะทะกันเล็กๆ น้อยๆ ตามชายแดนต่างๆ ความสัมพันธ์ที่เรื่อยมาตลอดสิบเจ็ดปีกว่ามานี้คือเส้นบางๆ สองเส้นที่ขนานคู่กันเพียงเท่านั้น

 

 

“องค์ชายใหญ่ทรงคิดจะทำสิ่งใดแล้ว ย่อมสำเร็จแน่นอนอยู่แล้วค่ะ คุณชายฮีอูเองก็คิดเช่นนั้นมาตลอดนี่คะ?” นางกำนัลสาวเอ่ยตอบบุตรชายของขุนนาง คิมฮยอนจา ผู้เปรียบดังเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของกษัตริย์ฮานึล ด้วยรอยยิ้มสดใส มือเรียวของนางจัดแจงปลดเสื้อผ้าตัวนอกให้ร่างเล็กอย่างเบามือเมื่อพากันเข้ามาอยู่ในตำหนักเรียบร้อยแล้ว

 

“จริงของเจ้า เราว่า ที่ท้องฟ้าปรวนแปรไปเช่นนี้ต้องเป็นเพราะวังชอนซาแน่ๆ” ฮีอูวางลูกสนุขจิ้งจอกสีขาวลงบนตักแล้วลูบขนนุ่มตรงแผงคอแผ่วเบา ใบหน้ากลมหันมองไปยังบานหน้าต่างที่ปรากฏเมฆฝนครึ้มมาแต่ไกล

 

แปลก ตั้งแต่เกิดอัคนิรุทรเพลิงกัลป์ ไม่มีเลยสักวันที่ฝนทำท่าจะตกเสียให้ได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงฝนธรรมดา แต่เป็นพายุลูกใหญ่ที่น่ากลัวเลยก็ว่าได้ อาจจะจริงอย่างที่ทุกคนว่าไว้ วังชอนซา คือเทพแห่งหงส์เพลิงจากทิศบูรพาที่เป็นผู้กำหนดให้ไฟกัลป์ลุกโชนหรือมอดดับได้ เป็นดังตัวแทนของเทพเจ้าทงซก

 

ฮีอูปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับความสงสัยและความสนใจในตัวขององค์วังชอนซาว่าบุคคลผู้นี้จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แม้ไม่เคยมีคนนอกได้พบเห็นโฉมพักตร์ที่แท้จริง แต่จากคำล่ำลือที่ว่า คิมซอนอิน มีความงดงามไม่ต่างจากหญิงงามที่สุดในแผ่นดิน ราชินีแห่งแคว้นเชินอัน ก็น่าเชื่ออยู่ไม่น้อย

 

อ๊า~ ชักอยากเจอเร็วๆ แล้วสิ!

 

“เอาล่ะ เราตัดสินใจแล้ว

 

“ตัดสินใจสิ่งใดคะคุณชาย?”

 

จู่ๆ คนร่างเล็กก็ลุกพรวดขึ้น เขาเดินดุ่มๆ ไปยังมุมห้องแล้วจับเจ้าตัวกลมสีขาวที่ผล็อยหลับไปแล้ววางลงนอนในกรงขนาดใหญ่ ใบหน้าขาวหันไปยิ้มกว้างให้กับสาวใช้คนสนิท

 

 “วันที่ขบวนทัพมาถึงเมื่อไหร่ เราจะไปรอรับองค์ชายใหญ่ที่หน้าประตูเมืองหลวง

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

“ท่านแม่ทัพ เราควรหยุดพักกันก่อนดีหรือไม่ขอรับ

 

เสียงตะโกนของทหารหนุ่มคนสนิทดังแทรกเสียงลมพายุที่พัดต้องรุนแรง เขาขยับบังเหียนให้กระชับมือมากขึ้นแล้วเตะสีข้างของม้าสีน้ำตาลแดงให้วิ่งไปด้านหน้าเร็วขึ้น จนไปยืนเทียบเคียงกับคนเป็นนายเพื่อรอรับคำสั่ง

 

ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำยังไม่ให้คำตอบในทันที มือข้างหนึ่งของผู้เป็นแม่ทัพกองพลที่เจ็ดเหยียดยื่นออกไปลูบลงบนหลังคออาชาสีขาวพิสุทธิ์เชื่องช้า นัยน์ตาคมจ้องเขม็งไปยังผืนฟ้าเบื้องหน้าอย่างใช้ความคิด

 

แรงลมของพายุพวกนี้มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีที่พวกเขาเดินทางมายังเขตของแคว้นฮานึล สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นต่อสายตาคมคู่นี้ทำให้ชองจีรยง ชายหนุ่มผู้ไม่เชื่อเรื่องเพ้อพกอันใดถึงกับสะดุดความคิดที่เคยยึดถือไว้แต่เดิม

 

จะว่าเป็นเพราะความบังเอิญก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะมันเป็นส่วนน้อยเหลือเกินที่จะเชื่อว่ามันบังเอิญเสียขนาดนี้ แต่จะให้เชื่อว่าเป็นเพราะผู้ชายตัวเล็กๆ ที่นอนสลบอยู่ในอ้อมอกนี้หรือ แม่ทัพหนุ่มก็ไม่อาจทำใจเชื่อได้เช่นกัน

 

ดวงตาคมสีเข้มดุจรัตติกาลไร้แสงดาวทอดลงมองใบหน้าขาวนวลที่นอนแนบซบอยู่กับแผงอกของตน

 

ตลอดการเดินทางไม่ว่าใครก็เอาเด็กหนุ่มผู้นี้ไว้ไม่อยู่ คลาดสายตาเพียงแวบเดียวก็ก่อเรื่องหาทางหลบหนีด้วยวิชางูๆ ปลาๆ แต่ก็ทำเอาลำบากไม่น้อยเพื่อจับกลับมา ครั้นจะใช้เชือกหรือผ้ามัดแขนไว้ก็ทำได้ไม่นานเมื่อเจ้าตัวโวยวายจะทำธุระส่วนตัวบ้าง เหมื่อยบ้าง แล้วแต่จะสรรหามาอ้อนเจ้าทหารปลายแถวพวกนั้นให้ได้ใจอ่อนแล้วก็เกิดเรื่องไปตลอดทาง สุดท้ายด้วยความรำคาญของแม่ทัพหรือจะเพราะอะไรก็ตามแต่ เหล่าทหารทั้งขบวรเป็นต้องมึนงงเมื่อพบว่าม้ารบชั้นหนึ่งที่แม่ทัพไม่เคยอนุญาตให้ใครขึ้นขี่ ‘อันนุน’ อาชาสีขาวสง่านอกไปจากคุณชายฮีอูแล้ว วังชอนซาผู้นี้นั้นเป็นคนที่สองที่พวกเขาได้เห็นว่าท่านแม่ทัพชองยอมให้นั่งซ้อนก็คราวนี้เอง

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ว่าจะใครที่คุมตัวเด็กหนุ่มวัยสิบหกเศษคนนี้ไว้ ก็ไม่เว้นโดนแผลงฤทธิ์ใส่จนได้ ในตอนหัวค่ำของเมื่อวาน ยาที่ให้ร่างบางดื่มนั้นได้หมดฤทธิ์ลง พอเจ้าตัวลืมตาสุกใสขึ้นแล้วพบว่าถูกจับนั่งซ้อนอยู่บนหลังม้าสีขาวโดยมีคนที่คุมตนเป็นชายหนุ่มคนใหม่ก็ไม่รีรอที่จะก่อปัญหา แต่คราวนี้คนหน้าสวยคงคิดผิดที่ไปหาเรื่องให้ชายผู้นั้นหงุดหงิด เพราะนอกจากจะไม่หลงกลหลอกล่อแล้ว ยังถูกเอ็ดเสียงดังพร้อมกับถูกจับโยนลงพื้นแล้วมัดข้อมือให้ออกวิ่งตามฝีเท้าม้า ที่แค่เดิน ก็ยังถือว่าเร็วสำหรับคนที่เดินเท้า

 

ระหว่างที่ทำหน้ายุ่ง เม้มริมฝีปากบางสีชมพูจนขึ้นสีจัดด้วยความไม่ยอมแพ้แม้จะเดินมาไกลหลายกิโลเมตรแล้วก็ตาม ซอนอินก็ยังไม่ลดละที่จะจ้องมองเสี้ยวหน้าคมของคนบนหลังม้าสีขาวด้วยสายตามาดร้าย ทั้งยังสาปแช่งในใจไม่หยุด จวบจนกระทั่งผ่านธารน้ำตื้นๆ ในชั่วยามต่อมานั่นแหละ คนที่ใจแข็งปากแข็งทั้งที่สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยก็ล้มขลุกลงกับผืนหญ้า ถูกลากไปอีกเล็กน้อยคนร่างสูงก็กระโดดลงมายืนตรงหน้า

 

“หากเจ้ายังดื้ออีก คราวนี้ข้าฆ่าเจ้าแน่

 

ในตอนนั้นเองที่ซอนอินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นดวงตาคมคู่นี้ที่ไหน

 

เจ้าคนบ้านี่คือคนที่ทุบท้ายทอยจนเขาสลบแล้วก็จับตัวเขาออกมาจากวัง!

 

ด้วยความที่คิดได้ว่าผู้ชายตรงหน้าคงไม่ใช่พวกทหารทั่วไปอย่างที่เจอมา ซอนอินจึงไม่คิดจะต่อปากต่อคำอีก ซ้ำตอนนี้ร่างกายก็ปวดระบมไปหมดด้วย ไหนเลยจะมีแก่ใจมาต่อความให้ยาวยืดกินเวลาพักให้สูญเปล่า ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรงด้วยความเคยชิน ก่อนจะลุกขึ้นยืนทั้งที่ขาแทบจะทรงตัวไม่ได้ ก้มลงปัดเศษฝุ่นเศษหญ้าแล้วก็ต้องยืนเซไปเซมา กว่าจะนึกได้ว่าไม่ได้ทานข้าวมากี่วันแล้วก็ตอนที่เป็นลมหน้ามืดลงกับร่างตรงหน้านี้นั่นเอง

 

...เอาเถอะ อย่างไรเสียเขาก็เป็นลูกไก่ในกำมืออยู่แล้วนี่ เรื่องหนีค่อยคิดใหม่ก็แล้วกัน ซอนอินบ่นงึมงำในใจขณะที่รู้สึกว่าร่างกายถูกอุ้มลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะปล่อยให้หัวสมองค่อยๆ หยุดทำงานด้วยความอ่อนล้า

 

 

“ไปอีกหน่อย ถึงหมู่บ้านข้างหน้าแล้วค่อยพัก” จีรยงละสายตาจากใบหน้าเนียนขาวของร่างผอมบางในอ้อมแขน ตั้งแต่เมื่อวานที่สลบไป ไม่รู้ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นเสียที

 

หลังจากที่หาที่พักได้ทันก่อนที่พายุจะอาละวาด เหล่าทหารก็ได้เข้าพักผ่อนตามห้องต่างๆ ในโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว มีเพียงบางส่วนที่รับหน้าทีเฝ้ายาม ส่วนเชลยคนสำคัญได้ถูกพาไปนอนในห้องที่มีทหารฝีมือดีจับตามองอยู่ถึงสี่คน

 

กลางดึก เสียงเคาะประตูห้องที่ท่านแม่ทัพชองพักอยู่ก็ดังขึ้น

 

“มีเรื่องอะไร?”

 

นายทหารหนุ่มก้าวเข้าไปหาร่างสูงที่ยังไม่มีเค้าความง่วงงุนให้เห็นแม้แต่น้อย “วังชอนซานะขอรับ” เมื่อเล่าอาการละเมอเพ้อจนตัวรุมร้อนน่ากลัวว่าอาจเป็นไข้ของเชลยให้กับผู้เป็นนายฟัง เขาก็ถูกสั่งให้ไปเตรียมน้ำอุ่นและไปตาม จากึน แพทย์หลวงที่เดินทางร่วมขบวรมาด้วยให้ตามไปที่ห้อง

 

สัมผัสแรกที่จีรยงรู้สึกเมื่อทาบหลังมือลงบนหน้าผากที่ชื้นเหงื่อคือความร้อนราวกับเตาที่มีไฟลุกโชน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั่วทั้งดวงหน้าซีดขาวจนชื้นไปหมด เส้นผมสีดำยาวแผ่กระจ่ายไปทั่วหมอนหนุนเมื่อเรือนร่างบอบบางบิดกายคล้ายกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง จีรยงไล้ปลายนิ้วลงตรงกลางหว่างคิ้วเส้นบางที่ขมวดมุ่น ไม่รู้ว่าเจ้าตัวฝันร้ายอะไรถึงได้แสดงสีหน้าทรมานขนาดนี้

 

ดวงตาคมทอดมองใบหน้าราวอิสตรีแล้วให้ไพล่นึกไปถึงใครอีกคนที่แม้เป็นชาย แต่กลับมีใบหน้าหวานสวยราวกับหญิงสาว เขาละสายตาจากความงามเบื้องหน้าแล้วมองท้องฟ้าที่เกิดพายุหมุนคว้างกลางอากาศมาหลายชั่วยามแล้ว แต่กลับยังไม่มีเม็ดฝนสักเม็ด

 

ในขณะที่ยังจ้องมองออกไปยังช่องว่างของกรอบบานหน้าต่างนั้น ปลายนิ้วที่เกลี่ยเส้นผมนุ่มของคนบนเตียงก็พลันรู้สึกถึงหยาดน้ำอุ่นที่ไหลลงตามไรผมสีเข้ม

 

ร้องไห้งั้นหรือ?

 

“ท่านแม่...

 

เสียงหวานแหบพร่าที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางแห้งเรียกให้เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างสนใจ ความอ่อนแอที่แสดงออกมาจากสีหน้าทำให้จีรยงนึกขัดอยู่ในใจ ใบหน้าที่สดใสของเจ้าตัวยามตื่นนั้นไม่มีเค้าความน่าสงสารให้เห็นแม้แต่น้อย คนที่หาเรื่องหลอกล่อตบตา สารพัดอย่างที่คิดจะหนีการถูกจับมาตลอดทางคนนั้นน่ะหรือจะเป็นคนที่อ่อนแอถึงขนาดร้องไห้แม้ในความฝันอย่างนี้?

 

จีรยงเพ่งพิศดวงหน้ายามหลับของคนบนเตียงอย่างต้องการค้นหาคำตอบ คนที่มีฐานะเช่นองค์ชายย่อมถูกเลี้ยงดูอย่างรักใคร่จนเป็นที่น่าอิจฉาไม่ใช่หรือไร อยากได้สิ่งใดก็มีคนจัดหาให้ถึงที่ แล้วยังจะมีเรื่องกระทบจิตใจอะไรกันเล่า? หรือจะเป็นเพราะเจ้าตัวมีตำแหน่งเป็นวังชอนซา ไม่สิ นั่นยิ่งทำให้ใครต่อใครเคารพนบนอบพร้อมจะให้ทุกอย่างเสียด้วยซ้ำ แล้วมันเพราะอะไรกัน

 

เพราะอะไรถึงได้แสดงสีหน้าเจ็บปวดขนาดนี้...แต่ก่อนที่จีรยงจะได้คิดไปไกลกว่านั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยจากึนและทหารช่วยอีกหนึ่งคนที่ยกกล่องยาเข้ามา การขัดจังหวะความคิดนี้เองที่ทำให้จีรยงถึงกับก่นด่าตัวเองในใจที่คิดเรื่องของเชลยทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด

 

คิมซอนอินจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดให้รกสมองเลยสักนิด

 

ถึงแม้ตั้งใจจะจับคิมซอนอินมาเพื่อหวังให้เป็นเชลยในการต่อรองทางการเมือง เพราะอย่างไรเสีย ชายหนุ่มก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้อย่างเสด็จพ่อที่ทนยอมให้มีแคว้นใหญ่ปกครองขยายอำนาจถึงสองแคว้นโดยไม่คิดจะสู้รบกันตรงๆ ทั้งที่ทั้งฮานึลและเชินอันไม่ได้อยู่ห่างกันไกลมากนักอย่างแคว้นใหญ่อื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้น บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็มีตำแหน่งเป็นถึงองค์ชายคนโตของกษัตริย์ ซ้ำยังเป็นองค์วังชอนซาที่ชาวบ้านเคารพนับถือ การดูแลแม้จะเป็นเพียงเชลยก็ต้องให้สมเกียรติ์

 

จีรยงปล่อยให้จากึน แพทย์หลวงส่วนตัวของตนคอยเฝ้าไข้ซอนอินอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งคืน โดยตัวเขาได้พาทหารคนสนิทสองคนขึ้นม้าออกไปสำรวจสภาพอากาศบนเนินเขาสูงเพื่อมองดูไฟป่าที่เผาไหม้เทือกเขาสำคัญของฮานึลที่อยู่ห่างออกไปไกลหลายลี้ แม้เห็นเปลวไฟเป็นเพียงจุดเล็กๆ จากที่ตรงนี้ แต่ก็ทำให้คนทั้งสามรู้ว่าในความจริงแล้วไฟป่าพวกนั้นมันมากมายแค่ไหน

 

จริงหรือขอรับท่านแม่ทัพ ที่ว่าทันทีที่น้ำตาของวังชอนซาไหลอาบแก้มลงมา ลมพายุก็บังเกิดห่าฝนขึ้นในฉับพลัน

 

ยูกึมซอง เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบห้าปีแต่กลับเป็นยอดฝีมือคนสนิทของแม่ทัพชองเอ่ยถามผู้เป็นนายอย่างตื่นเต้นท่ามกลางพายุฝนที่ยังตกกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย

 

ก่อนจะออกมาจากที่พัก ยูโทซอง พี่ชายฝาแฝดที่ได้เข้าไปในห้องของวังชอนซาพร้อมกับหมอจากึนนั้นได้เล่าให้ฟังถึงความอัศจรรย์ที่เกิดนี้ให้ผู้น้องฟัง แต่ดูเหมือนว่าคนเป็นน้องเพียงสองวินาทีคนนี้จะไม่เชื่อแม้แต่น้อย

 

แม่ทัพหนุ่มย่นคิ้วยามที่นึกย้อนกลับไป จริงอย่างที่โทซองบอกไม่ผิด ทันทีที่สัมผัสถึงน้ำตาของคิมซอนอิน เม็ดฝนก็ตกกระทบหลังคาตามมาติดๆ ก่อนจะเริ่มหนักขึ้นจนกลายเป็นพายุฝนที่เกิดอยู่นี้ แม้ตรงหมู่บ้านที่พวกเขาพักอยู่จะไม่รุนแรงนัก แต่นั่นก็ทำให้จีรยงนึกสงสัยจนต้องขี่ม้าฝ่าสายฝนออกมาดูให้เห็นกับตาว่าความร้ายกาจของพายุลูกนี้จะทำให้เพลิงกัลป์ร้ายกาจนั้นดับได้หรือไม่

 

และตอนนี้ เขาก็เห็นแล้วว่า ในที่ไกลสุดสายตาตรงนั้นคงไม่เพียงแค่มีพายุฝนธรรมดา แต่เป็นความร้ายกาจของเทพเจ้าบนฟ้าแน่ที่สร้างความปั่นป่วนของผืนนภาได้ขนาดนี้

 

ทั้งสายฟ้าสีเงินสว่างที่ฟาดผ่าลงมาจนคล้ายเม็ดฝนดาวตก หรือจะเป็นกลุ่มหมอกควันที่หมุนวนปกคลุมเทือกเขาจนมองไม่เห็นปลายยอด ทุกอย่างนี้มันเกินกว่าที่เจ้าของดวงตารัตติกาลคิดไว้ไปไกลลิบ

 

ใบหน้างามสง่าสมชื่อบุรุษนักรบแห่งมังกรฟ้าหันกลับมองข้ารับใช้คนสนิททั้งสอง นัยน์ตาคมปลายมองยูกึมซองแล้วพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงว่าจริงตามที่พี่ชายของเจ้าตัวว่าไว้ ก่อนจะหันไปสั่งเด็กหนุ่มอีกคนด้วยวาจาและสีหน้าเฉียบคม

 

“โทซอง พรุ่งนี้เจ้าออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน กราบทูลองค์กษัตริย์ว่าให้เตรียมสถานที่คุมขังวังชอนซาไว้ที่ส่วนในของวัง จัดหาตำหนักที่แบ่งแยกจากส่วนอื่นไว้ แล้วทูลบอกไปว่า ห้ามใครยุ่งเรื่องเชลยคนนี้นอกจากข้า ที่เหลือข้าจะไปกราบทูลเอง

 

“รับทราบขอรับท่านแม่ทัพ

 

 

สายเนตรคมเข้มประกายแววพอใจกับภาพเบื้องหน้าของภัยธรรมชาติที่เห็น นอกจากไฟจะดับมอดแล้ว ฮานึลยังได้ตัวบุตรชายของเชินอันมาเป็นเชลยคนสำคัญอีกด้วย และดูท่าว่า หงส์เพลิงตัวนี้จะมีค่ามากกว่าแค่ชื่อตำแหน่งของพวกชนเผ่านักบวชพวกนั้น

 

หึ หากว่าคิมซอนอินสำคัญและพิเศษถึงขนาดนี้ ดูท่า เชินอันคงสั่นคลอนไม่น้อยที่ถูกคู่อริอย่างฮานึลชิงตัวคนที่ถูกคุ้มกันแน่นหนาถึงขนาดนั้นมาได้ด้วยคนเพียงไม่กี่คน

 

จีรยงเหยียดยิ้มท่ามกลางสายฝนจากสรวงสวรรค์ เลือดในกายนักรบของชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบปีเศษปลุกกระตุ้นความต้องการที่อยากจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวปกครองทั่วล้าในผืนแผ่นดินใหญ่นี้ให้สำเร็จโดยเร็ว

 

 

ในยามราตรีที่มืดมิดไร้แสงดาว เม็ดฝนห่าใหญ่ตกกระหน่ำทั่วทั้งผืนฟ้าแคว้นฮานึล สายฟ้าสีเงินสว่างส่องประกายไม่หยุดพัก คลื่นพายุลูกใหญ่หมุนคว้างคล้ายปีศาจใต้พิภพ หากแต่เพียงแค่ข้ามคืน เมื่อแสงอรุณรุ่งของวันใหม่ส่องประกายสีทองระยิบพ้นขอบฟ้าสีคราม ทุกสรรพสิ่งก็กลับคืนสู่ฮานึลเช่นเดิมอย่างที่เคยเป็นมา

 

 

...ยกเว้นแต่เพียง วิหคเพลิงตัวงามที่พลัดถิ่นเข้าสู่แดนดินแห่งใหม่

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up