Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

ปฐมบท

 

 

กล่าวกันว่า ในปีหนึ่งช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของเดือนห้า แคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ทั้งสินทรัพย์และสิ่งดำรงชีพอย่างแคว้น เชินอัน ได้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้น ภูเขาแซทงที่โอบล้อมด้านหนึ่งของแคว้นนั้นเกิดอัคนิรุทรอย่างไร้สาเหตุ ไพร่ฟ้าประชาชนต่างวิ่งวุ่นอลม่านตื่นกลัวกับความร้ายกาจที่แผดเผาความร้อนแรงอย่างไม่ปราณี เสียงกรีดร้องและเสียงเพลิงกัลป์ดังสะท้อนไปทั่วทั้งผืนนภา ความหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นในจิตใจคนทุกผู้ไม่เว้นแม้แต่เหล่าขุนนางเชื้อสายราชวงศ์ที่อยู่อย่างปลอดภัยในวังหลวง

 

ภูเขาแซทงถูกเผาไหม้อย่างไม่ลดละความร้ายกาจอยู่สองวันเต็ม กลิ่นไหม้ของกลุ่มควันและเศษผงธุลีลอยอบอวลบดบังทัศนียภาพที่สวยงามของแคว้นเชินอันเกือบทั้งส่วนของทิศบูรพา

 

ในวันที่สามซึ่งย่างเข้าจนเลยผ่านมาเพียงสองชั่วยาม ขณะที่เพลิงไหม้กำลังโหมกระหน่ำนั้น นักโหราศาสตร์ประจำพระราชวังได้รีบร้อนขอพบ คิมอุนเซ กษัตริย์แห่งเชินอัน และกราบทูลถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่เทพพระเจ้าแห่งทงซกทรงพิโรธ

 

เนื่องจากตามประเพณีของแคว้นเชินอัน ทุกครั้งก่อนเริ่มทำการเกษตรในเดือนสามจะต้องมีการบวงสรวงเทพเจ้าแห่งทงซก แต่ทุกอย่างในช่วงเวลานั้นถูกละเลยไปเนื่องจากศึกสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างแคว้นเชินอันและแคว้นฮานึลนั้นส่งผลให้กษัตริย์อุนเซได้รับบาดเจ็บสาหัส เหล่าขุนนางและไพร่ฟ้าประชาชนไม่สนใจสิ่งอื่นใดนอกจากสวดอ้อนวอนให้กษัตริย์ของตนปลอดภัย

 

กลางเดือนสี่ยุวราชาหนุ่มก็ฟื้นตัวดีขึ้น เกิดงานรื่นเริงในเวลาต่อมา และวันเวลาก็ได้เลยผ่านเข้าเดือนที่ห้า ผู้คนต่างกลับไปทำมาหากินอย่างปกติสุข ไม่มีการจัดงานบวงสรวงเทพเจ้าทงซกแต่อย่างใด หรือความเป็นจริงแล้ว ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าพิธีกรรมได้ล่วงเลยมาถึงสองเดือน ถ้าเช่นนั้นก็ควรจัดอีกทีในปีหน้าเสียเลยจะดีกว่า การเก็บเกี่ยวก็ใกล้เข้ามาทุกที หากเสียเวลาจัดงานก็อาจส่งผลกระทบในหลายๆ ส่วน ซึ่งก่อนหน้าตอนช่วงสงคราม ชาวไร่ชาวนาก็ได้รับผละกระทบมากพออยู่แล้ว

 

จากการบอกเล่าคาดการณ์ของผู้เฒ่าโหราศาสตร์ มีเพียงวิธีเดียวที่จะหยุดอัคนิรุทรร้ายกาจนี้ได้คือการยกตำแหน่งราชินีของแคว้นเชินอันให้แก่สตรีผู้เป็นดั่งตัวแทนของเทพพระเจ้าแห่งทิศตะวันออก ผู้ที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าทงซก

 

หากพูดถึงสตรีผู้นั้น คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตัวแทนของเทพแห่งชนเผ่าชินซอง วังชอนซาองค์ปัจจุบันในเวลานั้น ซึ่งต่อมาหลังจากที่ได้ทำตามคำทำนายของผู้เฒ่านักโหราศาสตร์ และได้แหกกฎของชนเผ่าชินซองที่ห้ามให้คนในชนเผ่าผู้ใดก็ตามแต่งงานกับคนภายนอกแล้วนั้น ภัยพิบัติของเพลิงกัลป์ก็ได้มอดดับลงภายในเวลาหนึ่งวันอย่างน่าอัศจรรย์

 

 

 

“ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี การที่ท่านพ่อกับท่านแม่อภิเษกสมรสกันจะช่วยให้ไฟป่านั่นสงบลงได้อย่างไร?”

 

คนพูดขมวดเรียวคิ้วบางเข้าหากันอย่างสงสัย ริมฝีปากสีแดงสดเผยอน้อยๆ เมื่อเจ้าตัวส่งผลอิงผิงซึ่งเป็นผลไม้สีม่วงลูกเล็กคล้ายผลองุ่นเข้าปาก

 

ชายร่างสูงโปร่งตรงกลางห้องสะบัดปลายพู่กันตรงตัวอักษรสุดท้ายบนแผ่นกระดาษสีขาวบนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองเรือนร่างบอบบางภายใต้ชุดสีขาวของคนเอ่ยถามที่นั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะเล็กตรงข้าม แก้วตาสวยพราวประกายที่จ้องตอบกลับมาอย่างสงสัยใคร่รู้บ่งบอกว่าลูกศิษย์คนนี้คงหาเรื่องหลีกเลี่ยงการเรียนอีกแล้วเป็นแน่แท้

 

“วังชอนซา ทรงคัดอักษรเสร็จแล้วหรือ? ถ้าเช่นนั้น เราควรเรียนเรื่องบทกลอนกันต่อ”

 

“ท่านราชครูอย่าเปลี่ยนเรื่องสิ ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเรื่องไฟไหม้ที่ชาวบ้านเค้าเล่ากันมันเป็นเรื่องจริงหรือนิทานหลอกเด็กกันแน่

 

“ซอนอิน” ก่อนที่ราชครูหนุ่มจะได้เอ่ยตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ก่อนที่ร่างอรชรขององค์ราชินีในชุดตัวยาวสีทองอร่ามจะก้าวเข้ามาในตำหนักส่วนตัวของบุตรชาย

 

“ท่านแม่!” ร่างบอบบางของคนที่มีตำแหน่งเป็นวังชอนซา หรือตัวแทนของเทพแห่งทิศตะวันออกของชนเผ่าชินซอง ระบายรอยยิ้มกว้างแล้วโผเข้ากอดคนเป็นมารดา

 

ราชครูหนุ่มนามว่า ปาร์ค ยองจู โค้งกายให้สตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดของแคว้นเชินอันอย่างนอบน้อม ก่อนขยับกายไปยืนที่ด้านข้างของห้อง

 

“ลูกคิดว่าเดือนนี้ท่านแม่จะไม่มาหาลูกแล้วเสียอีก

 

รอยยิ้มขององค์ราชินีซองอึนที่ถูกขนานนามให้เป็นบุบผาแรกแย้มที่งดงามที่สุดนั้นไม่ได้มีความแตกต่างไปจากบุตรชายของเธอเลยแม้แต่น้อย

 

ซองอึนลูบไล้เส้นผมสีดำยาวนุ่มลื่นของซอนอินด้วยความหวงแหน เธอจับจูงมือเล็กลงนั่งข้างกัน

 

“เราตัดสินใจได้แล้วเรื่องของลูก พรุ่งนี้เช้า ลูกจะต้องเข้าพิธีรับตำแหน่งวังชอนซาอย่างเป็นทางการ

 

ประโยคที่ได้รับฟังนั้นยังผลให้ร่างบางขืนมือออกจากมืออีกฝ่ายแล้วลุกพรวดขึ้นในทันที

 

“ไม่ได้นะ! ท่านแม่บอกลูกเองนี่ว่าจะให้รับตำแหน่งแค่ในนามเท่านั้น ลูกไม่ต้องการไปอยู่ในหุบเขาชินซอง แล้วก็ไม่ต้องการไปอยู่กับนักบวชพวกนั้นด้วย!!

 

“ซอนอิน ลูกก็รู้ไม่ใช่หรือว่าในเวลานี้ลูกเป็นที่ต้องการของคนพวกนั้นมากแค่ไหน หากว่าจะมีสิ่งใดช่วยให้ลูกของแม่อยู่อย่างปลอดภัยได้ แม่และท่านพ่อก็ต้องทำทั้งนั้น

 

ซอนอินนึกไปถึงเรื่องของแคว้นฮานึล ซึ่งถือเป็นแคว้นใหญ่ไม่แพ้แคว้นเชินอันที่พยายามขยายอาณาเขตแก่งแย่งอำนาจกับแคว้นของท่านพ่ออยู่ตลอดมา ศึกสงครามตามชายแดนก็มีขึ้นอยู่เป็นระยะ หากแต่ในเวลานี้ ไม่ว่าจะศึกชั้นเชิงทางอำนาจระหว่างเชินอันและฮานึล หรือศึกรบตามแคว้นต่างๆ ที่ฮานึลกำลังบุกยึดกลับหยุดชะงักอย่างกะทันหัน เนื่องจากเมื่อเจ็ดวันก่อนภายในแคว้นฮานึลได้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้น

 

ตามที่ซอนอินได้ยินพวกนางกำนัลคุยกัน ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดกับฮานึลนั้น เหมือนกับไฟป่าที่เคยเกิดขึ้นกับเชินอันเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนไม่มีผิด จะต่างกันก็แค่ แคว้นฮานึลได้รับผลกระทบร้ายแรงกว่ามาก เพลิงกัลป์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันเจ็ดวันสร้างความเสียหายไปทุกหย่อมหญ้า ผู้คนต่างหวาดกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ก็หาทางหยุดอัคนิรุทรที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เสียที

 

จนกระทั้งเมื่อสามวันก่อน ชาวบ้านแคว้นฮานึลพากันเรียกร้องให้กษัตริย์ของตนไปขอความช่วยเหลือจากเชินอัน ซึ่งจุดประสงค์ของคนพวกนั้นก็คือ การขอยืมตัววังชอนซาองค์ปัจจุบันไปประทับอยู่ที่นั่นสักหนึ่งเดือนเพื่อแก้คำสาปที่น่ากลัวนี้

 

ดังนั้น เมื่อวานนี้เองที่ท่านพ่อของเขาบอกปฏิเสธราชทูตจากฮานึลเรื่องยืมตัวเขาไปเป็นตุ๊กตาไล่คำสาป เหตุผลที่ท่านพ่อทำเช่นนั้นก็ง่ายแสนง่าย ใครกันจะยอมปล่อยให้บุตรชายคนโตไปอยู่ในกำมือของศัตรูนานเป็นเดือน และอีกเหตุผลที่เขาตัดสินเอาเอง คือการที่เขาไปแคว้นฮานึลแล้วไฟป่าจะมอดดับมันเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะรับได้ มันก็แค่นิทานที่บอกต่อกันเท่านั้น แค่เรื่องหลอกเด็กเท่านั้นแหละ

 

“ไม่มีทาง ลูกไม่เห็นว่าการที่ลูกรับตำแหน่งวังชอนซาจะปลอดภัยตรงไหน ลูกว่ายิ่งน่ากลัวเสียมากกว่า ต้องอยู่ในหุบเขา แถมยังไม่มีเวรยามของทหารหลวงอีกต่างหาก

 

“อย่าลืมสิซอนอิน ชนเผ่าของเราไม่ใช่แค่คนธรรมดา ศาสตราวุธหรือจะสู้คาถาอาคมของท่านลุงท่านทวดของลูกได้ ลูกก็เห็นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ว่าชนเผ่าของเราอาศัยอยู่ในหุบเขาชายแดนของเชินอันทางทิศบูรพาซึ่งบริเวณใกล้เคียงนั้นเกิดสงครามอยู่บ่อยครั้ง แต่คนในชนเผ่ากลับไม่ได้รับบาดเจ็บหรือผลกระทบอันใดเลย

 

ราชินีซองอึนลุกยืนขึ้นแล้วเดินเข้าใกล้ลูกชาย มือหนึ่งสางเส้นผมสีดำเงาที่ยาวละอยู่ข้างเอวคอด อีกมือนั้นลูบไล้ใบหน้าเนียนนุ่มแผ่วเบา

 

“เชื่อแม่เถอะนะ อย่าให้แม่ต้องเป็นห่วงลูกมากไปกว่านี้เลย พรุ่งนี้หลังจากเสร็จพิธี ท่านราชครูยองจูจะคอยติดตามอยู่ดูแลลูกตลอดเวลานับจากนี้

 

ใบหน้าเรียวสวยเกินกว่าจะเป็นบุรุษเพศเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“ท่านแม่ขี้โกง ที่ผ่านมาลูกอุตส่าห์ยอมเป็นวังชอนซาให้แก่ชนเผ่าเพราะเห็นว่าท่านแม่ขอร้อง ท่านแม่ก็รู้ว่าลูกไม่ชอบสวดมนต์ ไม่ชอบอยู่ในระเบียบ แค่ต้องไปที่หุบเขาชินซองเดือนละครั้งเพื่อสวดอ้อนวอนเทพเจ้าลูกก็อึดอัดจะแย่อยู่แล้ว แล้วนี่ท่านแม่กลับบอกให้ลูกรับตำแหน่งวังชอนซาจริงๆ แล้วยังคิดส่งลูกไปอยู่ที่นั่นอีก...

 

น้ำเสียงในตอนท้ายสั่นไหว ก่อนที่หยดน้ำใสจะไหลกลิ้งลงมาจากดวงตาสุกสกาว

 

ซองอึนเกลี่ยหยาดน้ำตาให้ลูกชายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“แม่รักลูกมากนะซอนอิน” เธอโอบกอดลูกชายแนบแน่น สายตาเรียวคมดุจนางพญาประสานเข้ากับแววตาคมของราชครูหนุ่ม เมื่อฝ่ายนั้นพยักหน้ารับถึงความหมายจากสายตาของเธอ มือเรียวก็คลายอ้อมกอดจากบุตรชายคนโต

 

“แม่ต้องรีบไปเตรียมงานพิธีแล้ว คืนนี้ลูกอย่านอนดึกนักล่ะ” ก่อนจะก้าวออกจากตำหนัก ราชินีซองอึนหันไปเอ่ยกล่าวกับร่างสูงในชุดพื้นบ้านของชนเผ่าชินซอง “ข้าฝากดูแลลูกชายด้วยนะท่านราชครู”

 

ซอนอินมองตามแผ่นหลังของผู้เป็นมารดาออกไปจากห้อง พลันสายตาก็เห็นน้องชายตัวเล็กที่ยืนเกาะแขนแม่นมผู้ดูแลอยู่ที่ด้านหน้าตำหนัก เด็กคนนั้นรีบวิ่งเข้าหาเมื่อเห็นเสด็จแม่

 

ภาพหญิงสาวที่กำลังก้มลงโอบอุ้มลูกชายวัยหกขวบเศษแล้วกอดจูบระบายยิ้มกว้างนั้นทำให้คนที่ยืนมองอยู่รู้สึกเจ็บแปลบในอก

 

“นี่ ท่านราชครู ถ้าหากว่าข้าไปอยู่ที่ชินซองแล้ว ท่านแม่จะลืมข้าหรือเปล่า” น้ำเสียงหวานฟังแผ่วเบาจนคล้ายว่าจะกลืนหายไปกับสายลม แก้วตาสวยก็คล้ายว่าจะไร้แววสะท้อนภาพสิ่งใด

 

หากแต่ชายหนุ่มร่างสูงนั้นกลับได้ยินชัดเจน และยังรับรู้ได้ว่าลูกศิษย์ของตนกำลังรู้สึกอย่างไร

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

“ทำไมล่ะ? ก็ข้าอยากเล่น” เด็กตัวน้อยวัยเพียงสี่ขวบเศษทำหน้าย่นยู่อย่างไม่พอใจเมื่อโดนเหล่านางกำนัลร้องห้ามเมื่อเขาอยากออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ นอกตำหนัก

 

“ไม่ได้เพคะองค์ชาย อีกเพียงหนึ่งชั่วยามองค์ชายก็จะเข้ารับตำแหน่งวังชอนซาแล้ว ดังนั้นจะปล่อยตัวไปยุ่งกับใครอื่นไม่ได้นะเพคะ” นางกำนัลคนหนึ่งพยายามร้องห้าม เธอไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัวบุตรชายของแคว้นเชินอันมากนัก ด้วยเพราะกลัวโทษอาญา

 

“แต่ข้าจะเล่น! ทำไมพวกเจ้าต้องห้ามด้วย! ถ้าพวกเจ้าห้ามอีก ข้าจะไปฟ้องท่านแม่!

 

ในขณะที่เหล่านางกำนัลมีสีหน้าลำบากใจนั้น ขบวนเสด็จของราชินีซองอึนก็เดินทางมายังตำหนักของบุตรชาย

 

“คิมซอนอิน” ราชินีที่เอ่ยกล่าวเสียงดังนั้นไม่ได้ฟังกระดากหูแต่อย่างใด หากแต่สุรเสียงนั้นกลับทำให้ทุกคนต่างอยู่ในความเงียบทันที

 

“ท่านแม่” เด็กชายตัวน้อยรีบวิ่งเข้าไปเกาะชายเสื้อคลุมเนื้อดีของสตรีที่มีความงามที่สุดในแผ่นดิน

 

“ทำไมเสื้อผ้ามอมแมมอย่างนี้ พวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่ หากฝ่าบาทเห็นว่ายังเตรียมตัวไม่เสร็จจะทรงกริ้วแค่ไหนพวกเจ้าไม่รู้หรืออย่างไร

 

ระดับสายตาของราชินีนั้นกวาดมองไปยังเหล่านางกำนัลอย่างตำหนิ ทำเอาคนต้นเหตุที่ไม่ถูกกับการเห็นใครถูกต่อว่าอดไม่ได้ที่จะกระตุกชายเสื้อผู้เป็นแม่แล้วเอ่ยเสียงเบา

 

“ท่านแม่อย่าว่าพวกนางเลย ข้าผิดเอง...เมื่อครู่ข้าออกไปเล่นกับจุนนัน ตันทง แล้วก็ซันโป

 

มือเล็กกลมป้อมกำชายเสื้อเนื้อแพรเสียแน่น ศีรษะเล็กก้มลงไม่กล้าสบตา

 

ราชินีซองอึนถอนหายใจเบา แล้วย่อตัวลงโอบประคองวงหน้าเล็ก

 

“แม่บอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าต่อจากนี้เจ้าจะต้องระมัดระวังตัว หลังจากที่เจ้าได้เป็นวังชอนซา การพบปะพูดคุยกับใครนั้นต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นจริงๆ ถึงจะเข้าหาได้ นับแต่นี้ เจ้าจะต้องทำตัวให้คุณเคยกับการอยู่คนเดียว

 

“ทำไมลูกต้องอยู่คนเดียว? ลูกไม่ได้ต้องการจะเป็นวังชอนซาอะไรนั่นเสียหน่อย”

 

“พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าอยากพูดคุยกับองค์ชายเพียงลำพัง

 

เมื่อบานประตูปิดลง ซองอึนก็พาเด็กชายผู้มีใบหน้าสิริโฉมยิ่งกว่าเด็กผู้หญิงคนใดเข้าไปนั่งที่โต๊ะเล็กกลางห้อง

 

“ฟังแม่นะซอนอิน ตอนนี้ชนเผาชินซองขาดวังชอนซามาเกือบห้าปีแล้วหลังจากที่แม่แต่งงานกับเสด็จพ่อของลูก ผู้คนมากมายไร้ที่พึ่งทางจิตใจมานานเกินไปแล้ว ท่านทวดของลูกจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ลูกจะต้องเข้ารับตำแหน่งนี้

 

แต่ลูกไม่อยาก...

 

“แม่ก็ไม่อยาก” ใบหน้าสวยของหญิงสาวหมองลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตีสีหน้าอบอุ่นมองตอบเด็กชายเช่นเดิม “ซอนอิน ฟังแม่ให้ดีนะ พิธีนี้จะเป็นการจัดขึ้นแค่ในนาม ลูกจะเป็นวังชอนซาแค่เพียงชื่อ หน้าที่ของลูกคือการไปที่เผาชอนซาเพื่อทำพิธีสวดเดือนละครั้งเท่านั้น หากแต่ต่อจากนี้ลูกต้องย้ายไปอยู่ตำหนักฝั่งตะวันออก และจะถูกจำกัดบริเวณ ทั้งยังมีผู้ดูแลเพียงคนเดียวคือคุณชายยองจู บุตรชายของท่านราชครูปาร์ค”

 

“ลูกต้องอยู่คนเดียวอย่างนั้นเหรอ? ไม่เอานะ! ลูกไม่ต้องการ!!” เด็กชายรีบซุกกายกอดมารดาแนบแน่นพร้อมทั้งส่ายศีรษะปฏิเสธเสียงแข็ง

 

“เพื่อที่จะต้องแลกกับการที่ลูกไปอยู่ที่หุบเขาชินซอง ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงแม้ลูกจะออกไปไหนไม่ได้ แต่ก็ยังอยู่ใกล้ๆ แม่ และแม่เองก็ยังได้มีโอกาสไปหาลูกด้วย เชื่อฟังแม่เถอะนะซอนอิน

 

แม้ว่าอยากปฏิเสธใจแทบขาด แต่เด็กน้อยกลับเลือกที่จะพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่ามารดาของตนกำลังร้องไห้อย่างไม่มีทางเลือกอื่นที่จะมีให้กับตนได้ดีไปกว่านี้

 

วงแขนเล็กกอดพระมารดาแล้วซุกใบหน้าเข้าแนบ “ลูกจะเป็นวังชอนซาให้ท่านแม่ก็ได้...

 

การเป็นวังชอนซาไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่ซอนอินคิด เพียงแค่สามสี่เดือนเขาก็เริ่มชินกับการอยู่คนเดียว แม้ไม่ได้ออกไปเล่นกับเด็กคนอื่น แต่ก็ยังมีคุณชายยองจูที่อายุห่างกันเจ็ดปีคอยสอนเรื่องต่างๆ ให้อยู่ตลอด และท่านแม่ก็มั่นมาเยี่ยมอยู่บ่อยครั้ง

 

หากแต่นานวันเข้า ซอนอินก็รู้สึกได้ว่าท่านแม่เว้นระยะห่างในการมาพบเขามากขึ้น จากสามวันเป็นห้าวัน และจากห้าวันก็กลายเป็นสิบวัน

 

และเมื่อซอนอินอายุสิบสอง เขาก็ได้รู้ข่าวว่าท่านแม่กำลังตั้งครรภ์ จากที่เคยมาเยี่ยมนานวันครั้ง ก็ยิ่งเว้นระยะมากขึ้น จนกลายเป็นเดือนละครั้ง และบางเดือนเขาก็พบว่าไม่ได้เจอหน้าท่านแม่เลย

 

 

.

.

.

 

 

เสียงกุกกักคล้ายเสียงปลดกลอนประตูทำให้ร่างบางบนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้น แผงขนตาดำยาวกระพริบถี่เพื่อขับไล่อาการง่วงงุน ก่อนจะกดขมับอย่างต้องการขับไล่ความฝันเดิมๆ ที่ทำให้ปวดหัวออกไป มือบางถลกผ้าม่านข้างเตียงออกเพื่อมองหาที่มาของเสียง

 

“ท่านราชครู?”

 

เสียงที่ดังอยู่เมื่อครู่พลันเงียบลง ซอนอินขมวดคิ้วมองบางประตูตรงหน้าอย่างสงสัย ก่อนจะส่งเสียงเรียกบุคคลเพียงคนเดียวที่อยู่ตำหนักแห่งนี้อีกครั้ง

 

“ท่านราชครูมีอะไรหรือเปล่า? นี่มันดึกแล้วนะ พรุ่งนี้ข้าต้องเข้าพิธี...!!”

 

 

โครม!

 

 

บานประตูไม้ถูกกระแทกเข้ามาในคราวเดียว ที่ด้านหน้าทางเข้านั้นมีชายชุดดำปิดหน้ามิดชิดอยู่สามคน และหนึ่งในนั้นก็กำลังก้าวเข้ามาหาเจ้าของตำหนัก

 

พวกเจ้าเป็นใคร! เข้ามาในนี้ได้ยังไง อ่ะ! หยุดนะ เจ้าจะทำ อุบ!...

 

ซอนอินดิ้นขลุกขลักภายใต้วงแขนกว้างใหญ่ ริมฝีปากบางถูกข้อนิ้วหนาสอดเข้าให้เผยอออกก่อนจะถูกยัดก้อนผ้าชิ้นเล็กที่ถูกดึงกระชากจากม่านข้างเตียงเพื่อปิดกั้นเสียงร้อง และเพียงแค่ชั่วพริบตา ทั้งข้อมือและข้อเท้าก็ถูกผืนผ้าเดียวกันนั้นผูกมัดจนไร้อิสระ

 

“ท่านแม่ทัพ เรารีบไปกันเถอะขอรับ ข้าเกรงว่าราชครูนั่นจะรู้กลลวงของเราแล้ว

 

คนถูกเรียกว่าแม่ทัพหันไปพยักหน้ารับ ก่อนจะหันกลับมามองร่างบางที่ไร้ทางสู้ในวงแขน ซอนอินจ้องมองดวงตาคมที่โผล่พ้นจากผ้าคลุมหน้านั้นอย่างหวาดกลัว เห็นแค่เพียงสายตา ก็รู้ได้เลยว่าคนคนนี้น่ากลัวมากเพียงไร

 

“ตัวสั่นเชียว นี่น่ะหรือวังชอนซาที่ชาวบ้านเคารพนับถือกันนัก หึ! มาดูกันซิว่าเจ้าจะทำอะไรได้บ้าง

 

แม้แต่น้ำเสียงก็ยังทุ้มต่ำแสดงถึงอำนาจและความแข็งแกร่ง

 

วังชอนซาที่ยังไม่ได้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธ์เพื่อเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการมองการเคลื่อนไหวของชายแปลกหน้าทั้งสามด้วยความกังวลจับใจ

 

...นี่หรือว่าเขากำลังจะโดนลักพาตัวกันนะ?...

 

ซอนอินมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาหนทางหลบหนี หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้เขารอด แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางใดเลย มือและเท้าก็ถูกมัด ปากก็ถูกปิด และในฉับพลันที่หันกลับไปมองชายชุดดำตรงหน้า แรงกระแทกที่ท้ายทอยก็ทำให้ซอนอินตาพร่าก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดฮวบ

 

...ไม่นะ มันต้องไม่ใช่อย่างนี้สิ! นี่ข้ายังไม่ได้จะเริ่มทำอะไรเลยนะ! ซอนอินโวยวายในใจก่อนจะหมดสติไปพร้อมกับแววตาคมกร้าวที่จ้องมองลงมา

 

ชายหนุ่มชุดดำสอดมือเข้าช้อนร่างที่สลบอยู่แนบอกขึ้นอุ้ม เรียวคิ้วเข้มภายใต้ผ้าคลุมเลิกขึ้นอย่างนึกแปลกใจเมื่อพบว่าร่างในวงแขนนี้เบากว่าที่คิดไว้มากนัก และยังนุ่มนิ่มเกินกว่าจะเป็นผิวกายของผู้ชาย หรืออาจจะนุ่มเกินกว่าผิวของสตรีที่เขาเคยสัมผัสมาด้วยซ้ำ

 

“ท่านแม่ทัพชอง เร็วเข้าเถิด เราช้ากว่ากำหนดแล้วนะขอรับ

 

“ข้ารู้แล้ว

 

ชายหนุ่มละสายตาจากใบหน้าเชลยคนสำคัญ แล้วรีบพาร่างไร้สตินั้นออกจากอาณาเขตของวังหลวงไปพร้อมกับทหารคนสนิททั้งสองคนด้วยความเงียบงันของยามราตีที่มืดมิด

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up