Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 32

 

 

 

“ค...คุณชายฮีอู.....

 

เสียงของนางกำนัลหน้าตำหนักร้องเรียกร่างเล็กที่เดินตึงตังเข้ามาอย่างไม่สนใจว่าใครจะยืนขวาง นายทหารหน้าประตูก็ไม่กล้าจะใช้กำลังกับคนสำคัญขององค์รัชทายาทผู้นี้ ข้ารับใช้ทั้งหมดจึงได้แต่ครางเรียกอย่างทำอะไรไม่ถูก

 

“พวกเจ้าหลีกทางให้เราเดี๋ยวนี้นะ!” เมื่อก้าวเข้ามาถึงหน้าห้องทรงอักษรภายในตำหนักรัชทายาทแล้ว ฮีอูก็ขึ้นเสียงเกรี้ยวกราดใส่สาวใช้อย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อน ถึงแม้เสียงเล็กที่เอ่ยจะฟังดูไม่น่ากลัวสักเท่าใดก็ตาม

 

อารมณ์ของคิมฮีอูในตอนนี้นั้นมากกว่าจะเรียกว่าโกรธ เหตุเพราะการกลับเข้าวังขององค์รัชทายาทที่มาพร้อมกับข่าวลือที่มีเค้าความจริงว่าพระองค์ได้พาหญิงสาวรูปงามนางหนึ่งเข้าวังมาด้วย ซ้ำยังคิดจะแต่งตั้งนางให้เป็นชายา ทั้งๆ ที่ในตอนนี้องค์วังชอนซาหายตัวไป พระองค์คิดอะไรอยู่กันแน่!!

 

ฮีอูรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในหัวทำท่าจะระเบิดออกมาเสียให้ได้

 

โกรธจนมือไม้สั่นไปหมดแล้ว

 

“คุณชายฮีอูเข้าไปไม่ได้นะขอรับ

 

“หลีกทางไปให้พ้นนะ! เราจะเข้าไปคุยกับองค์ชายจีรยงให้รู้เรื่อง!!!”

 

“แต่ว่าตอนนี้ฝ่าบาททรงว่าราชกิจอยู่กับราชครูปาร์คยองจู...

 

“ดีเลย! เราจะเข้าไปหาทั้งสองคนนั่นแหละ! โอ๊ย อย่ามาขวางได้ไหม!!”

 

ฮีอูปัดแขนของข้ารับใช้หนุ่มออกให้พ้นทาง พอดีกับที่บานประตูด้านหน้าเปิดออกพร้อมกับร่างสูงคุ้นตาที่ตั้งแต่กลับเข้าวังมาเมื่อกลางดึกก็เพิ่งจะได้เห็นหน้ากันก็ตอนนี้

 

“ให้คุณชายฮีอูเข้ามา

 

“อ่ะ ขอรับท่านราชครู

 

เมื่อเดินเข้ามาด้านในแล้ว คนตัวเล็กก็ไม่รอช้าที่จะหันไปหาร่างสูงที่ปิดประตูเดินตามหลังมา

 

“ทำไมท่านถึงปล่อยให้องค์ชายพาใครที่ไหนก็ไม่รู้เข้าวังมาอย่างนี้เล่า! ไม่ห่วงองค์วังชอนซาแล้วหรืออย่างไร!!”

 

“องค์วังชอนซาเสียชีวิตแล้ว” สีหน้าเรียบนิ่งของชายหนุ่มนั้นทำเอาริมฝีปากของฮีอูที่เตรียมเผยอขึ้นได้แต่อ้ากว้างด้วยความตกใจ

 

“อะไรนะ ท่าน...ท่านหมายความว่ายังไงยองจู องค์วังชอนซา....ไม่จริง....” ศีรษะเล็กหันไปมองชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทรงอักษร แววตาคมเข้มเรียบนิ่งดุจสายหมอกกลางหุบเหวที่จ้องตอบกลับมาทำให้ขาของฮีอูหมดแรงทรุดลงกับพื้น

 

แม้จะไม่ได้สนิทสนมกันมากมายนัก แม้ว่าช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกันเพิ่งจะเริ่มต้น แต่สำหรับฮีอูแล้ว คิมซอนอินก็เหมือนเพื่อนคนสำคัญคนหนึ่งในบรรดาคนทั้งหมดที่ได้ใกล้ชิดด้วย ทั้งอายุที่ไล่เลี่ยกัน ทั้งความรู้สึกภายในใจมากมายที่เคยปรับทุกข์ให้กัน มีคนรักที่เป็นคนสำคัญของกันและกัน ระหว่างฮีอูกับซอนอินถือว่าเป็นเพื่อนคนสนิทมากที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้

 

ขอบตาที่บวมช้ำมาแต่เดิมถูกกลบด้วยหยาดน้ำใสอีกครั้ง หลายวันมานี้ฮีอูร้องไห้ไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับการหายตัวไปของวังชอนซาไม่รู้วันละกี่รอบ ยิ่งได้มารับรู้ว่าอีกฝ่ายจากไปแล้วก็ยิ่งทำใจไม่ได้

 

“ราชครูปาร์ค” เสียงทุ้มเอ่ยกลบเสียงสะอื้นของฮีอู ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ตัวใหญ่ ช่วงขายาวภายใต้อาภรณ์สีเงินสว่างตาก้าวตรงไปยังประตูห้อง รัชทายาทหนุ่มไม่พูดอะไรอีกแล้วเดินออกไปจากห้องราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ ร่างสูงอีกคนภายในห้องก็รู้หน้าที่ดีว่าต้องทำอย่างไร

 

ยองจูย่อตัวลงนั่งตรงหน้าของฮีอู ข้อนิ้วใหญ่เกลี่ยซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน “ข้าดีใจที่เจ้าเป็นห่วงวังชอนซาถึงเพียงนี้ แต่อย่าได้เสียใจไปเลย ถึงไม่มีวังชอนซาแต่เจ้าก็ยังมีข้า

 

“ฮึก! ยองจู ท่านพูดอะไรน่ะ วังชอนซาเป็นคนสำคัญของท่านนะ ทำไมท่านพูดเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลยที่วังชอนซาเสียชีวิตไปแล้ว! ฮือออ”

 

คนร่างสูงระบายยิ้มบางอย่างที่หาได้ยากนักบนใบหน้าได้รูปนี้ “แน่นอนว่าวังชอนซาเป็นคนสำคัญของข้า ชอนอา ก็เป็นคนสำคัญของข้าเช่นกัน

 

“ชอนอา...?” เรียวคิ้วเล็กขมวดยุ่ง นี่มันชื่อของหญิงสาวที่องค์ชายจีรยงพาเข้าวังมาไม่ใช่หรือ แล้วยองจูไปรู้จักอะไรกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ซ้ำยังเป็นคนสำคัญด้วย?

 

“มาเถิด ข้าจะพาเจ้าไปรู้จักกับชอนอา คนสำคัญของพวกเรา” ยองจูใช้จังหวะที่ร่างเล็กหยุดสะอื้นไห้จูบปิดปากเล็กๆ เสียนานสองนานราวกับจะกลืนความเสียใจนั้นไปเสียเอง แล้วฉุดแขนบางให้ลุกขึ้นยืน สอดมือเข้ากอบกุมมือเล็กจนแนบสนิทแล้วก็ออกเดินนำไปทั้งที่อีกคนยังจับต้นชนปลายของเรื่องราวไม่ถูก

 

แต่ที่แน่ๆ ฮีอูไม่ได้อยากรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อชอนอาเลยสักนิด!

 

 

 

 

วังชอนซา... คิมซอนอิน... ชอนอา...

 

ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด แต่กลับใช้เวลานานพอดูที่คนร่างเล็กเรียบเรียงเรื่องราวจนเข้าใจ ฮีอูนั่งอยู่ภายในห้องบรรทมขององค์รัชทายาท สายตาจับจ้องไปยังร่างบางบนเตียงที่วันนี้อาภรณ์ที่สวมใส่แปลกตาไปอย่างมาก สีสันของสีแดงและสีขาวที่ตัดกันอย่างลงตัว รวมถึงลวดลายวิจิตรที่ปักอยู่บนเนื้อผ้าก็ยิ่งขับให้คนที่สวมใส่ดูสูงส่งสง่างามอีกหลายเท่าตัว ผิวพรรณขาวนวลต้องตาที่มักจะปล่อยโล่งคราวนี้มีเครื่องประดับสีทองมาเสริมให้เจ้าตัวดูงดงามไม่แพ้สตรีนางใดเท่าที่เคยพบเห็นมา

 

...หากไม่เรียกว่านางฟ้า เห็นทีคงสรรหาคำใดมาเปรียบเทียบไม่ได้อีกแล้ว

 

“อ่ะ จีรยง...” เสียงหวานที่เอ่ยอย่างเขินอายยามที่ถูกคนที่นั่งข้างตัวนาบปลายจมูกเข้าหาข้างแก้มทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งตาม สมองที่คิดประมวลผลอยู่เมื่อครู่กลับเข้าที่เข้าทางได้ในที่สุด

 

“ที่แท้ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้องค์วังชอนซาได้เป็นชายาขององค์ชายจีรยงหรอกหรือ!” สีหน้าของฮีอูแปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดี ริมฝีปากเล็กระบายยิ้มกว้างจนยองจูกลัวว่าแก้มป่องคู่นั้นจะปริแตกออกมาเสียก่อน

 

“ถูกต้อง นอกจากซอนอินแล้วเจ้าคิดว่าข้าจะสนใจผู้ใดได้อีกหรือฮีอู” จีรยงไม่สนใจอาการต่อต้านเล็กๆ ของคนร่างบางที่พยายามเบี่ยงตัวออกจากวงแขน เขาจับร่างที่ดิ้นอย่างน่ารักนั้นขึ้นมานั่งบนตักของตนเอง แล้วคล้องแขนกอดรอบเอวเล็กคอดไว้อย่างต้องการแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของนางฟ้าองค์นี้

 

จะบอกว่าแอบคิดไปว่าที่พระองค์พาหญิงสาวที่มีหน้าตาคล้ายกับวังชอนซาเข้ามาเพราะหวั่นไหวในรูปลักษณ์นั้นคงจะโดนต่อว่าอย่างแน่นอน ฮีอูจึงเก็บคำสารภาพนั้นลงไปแล้วส่ายหัวพึ่บพั่บ

 

“ก็หม่อมฉันไม่รู้เรื่องที่พระแม่เจ้าวางแผนนี่ แล้วฝ่าบาทก็ทำอะไรไม่ปรึกษาหม่อมฉันเลย อ๊ะ จริงสิ โทซองกับกึมซองก็โดนท่านหลอกด้วย น่าสงสารจริง!”

 

“สองคนนั้นใช่ว่าจะไม่มีความผิด ความปลอดภัยของวังชอนซาสำคัญถึงเพียงใด ยังปล่อยให้โดนคนร้ายจับตัวไปได้ ต่อให้เป็นแผนที่ข้าวางไว้ก็ตามที แต่เพราะความสะเพร่าเลินเล่อถึงทำให้วังชอนซาโดนจับโยนลงหน้าผา หากว่าข้าไม่ได้วางแผนเอาไว้มีหรือที่ซอนอินจะมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ ความผิดนี้ถึงอย่างไรข้าก็ต้องลงโทษ

 

ฮีอูนึกไปถึงเมื่อตอนเช้าที่เขาเรียกหาตัวเด็กหนุ่มฝาแฝดทั้งสองคนไม่พบ เป็นเพราะองค์ชายจีรยงเรียกตัวไปลงโทษนี่เอง

 

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซอนอินที่กังวลเรื่องนี้มาได้สักพักก็หันไปหาเจ้าของตัก “พอเถอะจีรยง เจ้าปล่อยให้สองคนนั้นแช่อยู่ในน้ำมาหนึ่งชั่วยามแล้วนะ แล้วสระน้ำนั่นก็แทบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้วด้วย ข้าไม่อยากให้พวกเขาเป็นอะไรไป

 

“เจ้าเองก็แทบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้วตอนที่ข้าพบเจ้า ถึงอย่างไรข้าก็ต้องลงโทษ เจ้าก็ไม่ต้องห่วงให้มากนัก สองคนนั้นถูกฝึกมาอย่างดี แค่นี้ไม่ถึงกับทำให้เป็นอะไรมากมายนักหรอก

 

ฮีอูมองภาพคู่รักตรงหน้าแล้วก็พลอยหัวใจพองโตอย่างเป็นสุข องค์ชายจีรยงมีนิสัยไม่ฟังใคร ทั้งยังดุถึงเพียงนั้น แต่กลับอ่อนโยนได้มากมายอย่างนี้ก็เพราะคิมซอนอิน สายตาและการกระทำของชองจีรยงล้วนเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อคิมซอนอิน นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าคู่แท้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวของชีวิต

 

เห็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่อยากให้ทั้งสองคนต้องมีอุปสรรคอันใดขวางทางอีกเลย

 

ฮีอูเอ่ยถามถึงเรื่องของพระแม่เจ้าว่าจะทำเช่นไรต่อไป ถึงแม้ชาวบ้านจะเข้าใจว่าองค์รัชทายาทหมายมั่นให้หญิงสาวผู้งดงามเป็นชายา แต่กับคนในวังหลวงไม่มีทางที่จะปิดบังได้ ใบหน้าของวังชอนซาถึงจะมีน้อยคนนักที่ได้พบเห็นแต่นั่นก็ถือว่ารู้จักหน้าของวังชอนซาไปแล้ว ซ้ำจะให้วังชอนซาแสดงตัวเป็นหญิงสาวตลอดเวลาก็ใช่ว่าจะทำได้ ถึงแม้ว่าแค่การแต่งตัวและรูปร่างของวังชอนซาจะทำให้ชวนคิดไปว่าเป็นสตรีไปโดยปริยายก็ตามที

 

เรื่องการปิดบังตัวตนที่แท้จริงของซอนอิน จีรยงเองก็คิดมาหลายครั้งแล้วว่าทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด ชายหนุ่มไม่อยากฝืนใจซอนอินให้แสดงตัวเป็นใครคนอื่น ดังนั้นเวลาที่อยู่ในตำหนักส่วนพระองค์ ซอนอินจะยังเป็นซอนอินเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกคนในตำหนักของเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ หรือต่อให้มีใครคิดร้ายเขาก็พร้อมจะจัดการกับคนผู้นั้นอย่างไร้ความปรานี แน่นอนว่าเรื่องนี้จีรยงไม่ได้บอกให้ซอนอินรู้ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะรับความโหดร้ายนี้ไม่ได้

 

“เรื่องของเสด็จย่าข้าเองก็คิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไร เพียงแต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ นอกจากจะเลี่ยงไม่พบเสด็จย่าตอนนี้แล้ว ข้าต้องรอให้เสด็จพ่อเตรียมการใหญ่ให้เสร็จเสียก่อน ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ข้าต้องการ

 

จีรยงลูบไล้เส้นผมสีดำยาวของคนในวงแขนอย่างเคยชิน ขณะเอ่ยกับเจ้าตัว “ซอนอิน ระหว่างที่ข้าเตรียมทุกอย่างเพื่อเจ้า ข้าอยากให้เจ้าอยู่แต่ในตำหนักของข้าเท่านั้น อย่าได้ออกไปไหนจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะให้ฮีอูอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจ้า หลายวันหลังจากนี้ข้าอาจจะกลับเข้าตำหนักไม่บ่อยนัก ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ข้าอยากให้เจ้าเข้มแข็งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เจ้าจะทำได้ไหมซอนอิน

 

หัวใจของซอนอินหวั่นไหวมานับครั้งไม่ถ้วนกับคำพูดและการกระทำของจีรยง ทั้งเศร้าสุขทุกข์ใจหรือแม้แต่ความยินดี ทุกอย่างที่มาจากชองจีรยงล้วนทำให้หัวใจของคิมซอนอินโอนเอียงได้เสมอไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม

 

ในเมื่อจีรยงไม่ท้อถอย แล้วเขาจะกล้ายอมแพ้ได้อย่างไรกัน

 

“ข้าจะเข้มแข็ง” ซอนอินตอบหนักแน่นพร้อมพยักหน้าแรงๆ หนึ่งครั้ง ริมฝีปากบางได้รูปถูกประทับแนบเป็นรางวัล ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยวาจาที่ทำให้หัวใจของคนฟังสั่นคลอนด้วยความเป็นสุขอย่างที่สุด

 

“ข้าสัญญาว่าพวกเราจะต้องมีความสุขตลอดไป

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

“องค์ชายซอนอิน นกน้อยของท่านไม่คิดจะตั้งชื่อให้หรือ?”

 

ภายในตำหนักรัชทายาทในช่วงบ่ายของวัน ร่างเล็กซึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่างมาได้สักพักเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะกลางห้องอย่างสงสัย ขณะที่มือก็ยื่นเข้าไปในกรงนกเพื่อเล่นกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กเท่าฝ่ามือ

 

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษตรงหน้า ซึ่งมีตัวอักษรถูกเขียนซ้ำๆ อยู่เกือบสิบบรรทัด มือเรียววางพู่กันลงกับแท่นหมึก ก่อนยกหลังมือขึ้นปัดเส้นผมที่ปรกลงมาบนใบหน้าออกให้พ้นตา

 

“ข้าตั้งแล้วนะ ชื่อเจ้านกน้อยไง

 

“เจ้านกน้อย? แบบนั้นเรียกว่าชื่อได้ที่ไหน”

 

ฮีอูหันไปขมวดคิ้วใส่คนตอบคำถาม ในขณะที่อีกคนก็ขมวดคิ้วยุ่งตอบกลับมาเช่นกัน

 

“ความจริงก่อนหน้านี้ข้าก็ตั้งชื่ออื่นๆ ให้แล้วนะ แต่เวลาเรียกก็ไม่บินมาหา นอกจากว่าข้าจะเรียกว่าเจ้านกน้อยนั่นแหละถึงจะยอมเชื่อฟัง สงสัยว่าข้าเรียกแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วถึงได้จำแต่ชื่อนี้

 

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง... ว่าแต่เจ้านกน้อยของท่านนี่เก่งเนอะ ถูกฝึกให้ทำงานลับก็ได้ด้วย อิงอิงของหม่อมฉันทำอะไรไม่เห็นจะเป็นสักอย่าง” ว่าแล้วก็หันไปมองเจ้าตัวกลมที่นอนซุกขดอยู่บนโต๊ะที่มีกองผ้าสุมอยู่ อาจเพราะอากาศที่หนาวจัดถึงทำให้สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยเอาแต่นอนทั้งวันไม่ยอมออกมาวิ่งเล่นเหมือนปกติ

 

ฮีอูปิดประตูกรงนกแล้วเดินเข้าไปหาร่างบางที่เริ่มต้นเขียนอักษรอีกครั้ง ศีรษะกลมเอียงมองลายมือของซอนอินอย่างพินิจ ดวงตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อย

 

“อื้อ ลายเส้นสวยขึ้นเยอะเลย! แต่อืม... ลายมือของท่านคล้ายกับขององค์ชายจีรยงมากเลยนะ ถ้าตวัดปลายเส้นอีกนิดนี่ใช่เลย” ฮีอูออกความเห็นตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจากคนรักว่าให้ฝึกองค์ชายซอนอินคัดอักษรให้สวยงาม

 

ซอนอินหยุดมองลายมือของตัวเอง แล้วก็เห็นด้วยกับที่ฮีอูบอกไว้ ก่อนหน้านี้เขามีลายมือแทบดูไม่ได้ นั่นก็เพราะลายมือของราชครูปาร์คที่เขาเฝ้าเอาเป็นตัวอย่างมาตั้งแต่เล็กนั้นเขียนยากเกินจะลอกเลียนแบบได้ เรียกว่าเป็นลายมือของนักกวีตัวจริงเลยก็ว่าได้ แต่ลายมือของชองจีรยงที่เขาเพิ่งหันมาเอาเป็นแบบอย่างนี่เขียนง่ายกว่า น้ำหนักเส้นก็หนักแน่นไม่พลิ้วไหวเหมือนอาจารย์ของเขา อีกอย่าง ตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ในตำหนักนี้ก็เห็นแต่ลายมือของจีรยงเต็มไปหมด ช่วยไม่ได้ที่เขาจะคุ้นตาจนจำมาใช้แบบนี้

 

“จีรยงจะโกรธไหมเนี่ยที่ข้าเลียนแบบลายมืออย่างนี้

 

“ฮ่าฮ่า ใครว่า องค์ชายจีรยงคงยิ้มหน้าชื่นตาบานมากกว่ากระมัง” นอกจากซอนอินแล้ว เห็นจะมีก็แต่ฮีอูที่กล้าล้อเล่นกับผู้มียศถาสูงศักดิ์อย่างองค์รัชทายาทชองจีรยง แม้ว่าจะมีความเคารพยำเกรงบ้างก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นคนสนิทที่สามารถเอ่ยถึงคนสำคัญของฮานึลเช่นนี้ได้

 

ซอนอินลอบยิ้มเมื่อคิดว่าจีรยงจะเอ่ยชมที่เห็นว่าตนเองมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้น อาจเพราะสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ซอนอินไม่ได้ทำอะไรนอกจากฝึกคัดลายมือกับฮีอู อีกทั้งราชครูยองจูและจีรยงแทบไม่ได้เข้ามาที่ตำหนักรัชทายาทเลย นับๆ ดูแล้วก็มีแค่สองครั้งเท่านั้นที่ซอนอินได้เจอกับจีรยงตอนกลางคืน

 

ร่างบางก้มหน้าก้มตาคัดอักษรต่อไปอีกห้าบรรทัดจนสุดกระดาษก็วางพู่กันลง เรียวแขนเล็กเหยียดขึ้นอย่างต้องการคลายกล้ามเนื้อที่ต้องนั่งเขียนมาครึ่งค่อนวัน ซอนอินกับฮีอูพากันไปนั่งทานขนมว่างที่ห้องรับแขก เนื่องจากช่วงนี้อากาศหนาวจนแม้แต่เสื้อคลุมขนสัตว์ที่สวมใส่ยังเอาไม่อยู่ จึงต้องพึ่งเตาผิงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องแห่งนี้

 

ขนมหลากสีถูกจัดวางอย่างน่าทานบนภาชนะกระเบื้องลวดลายวิจิตร ซอนอินไม่รอช้าที่จะหยิบผลไม้สีม่วงในถ้วยตรงหน้าขึ้นมาทานอย่างรวดเร็ว

 

อื้ม~ ผลอิงผิงนี่อร่อยที่สุดจริงๆ!

 

“ที่เชินอันหมดหน้าผลไม้ชนิดนี้แล้วไม่ใช่หรือ?” ฮีอูเอ่ยถามขึ้นมาขณะหยิบขนมที่ทำจากมันเผาขึ้นมาทาน

 

“อื้อ แต่ถ้าปลูกบนพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ดีล่ะก็ ยังพอจะหาผลอิงผิงทานได้อยู่ ข้าเองก็ไม่ค่อยรู้หรอก แต่ว่าตอนอยู่ที่เชินอัน ข้าก็กินผลอิงผิงแทบทุกวันเลยล่ะ” แก้มของคนเอ่ยตอบนั้นป่องจนน่าใช้นิ้วจิ้มสักที ฮีอูมองท่าทางของซอนอินแล้วก็พอจะนึกภาพออกว่าองค์ชายคนนี้แม้จะอยู่แต่ตำหนักในส่วนของวังหลัง แต่ก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี อยากทานอะไรก็ได้ทาน จะมีก็แต่อิสระที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางได้มา

 

ฮีอูเท้าคางมองคนที่มีอายุน้อยกว่าไม่ถึงปี คิมซอนอินในตอนนี้แตกต่างจากคิมซอนอินที่ยังมีตำแหน่งเป็นวังชอนซาเมื่อครั้งที่ได้เจอกันเป็นครั้งแรกมากนัก ไม่เพียงแต่รูปร่างหน้าตาที่ดูงดงามขึ้น บางสิ่งบางอย่างรอบกายของคนผู้นี้ยังชวนให้ผู้พบเห็นหลงใหลได้มากกว่าแต่ก่อนนัก

 

สดใสจนน่าอิจฉาเลยล่ะ

 

องค์ชายจีรยงคงจะดูแลคนคนนี้เป็นอย่างดี ยิ่งคิมซอนอินผ่านการถูกองค์ชายจีรยงกอดมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนเจ้าตัวจะงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าท่าทางของคิมซอนอินไม่ว่าจะทำอะไรก็ชวนให้คนมองเคลิ้มได้ตลอดเวลา แม้แต่กับเขาเองแค่นั่งมองอยู่อย่างนี้ก็เพลินใจไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว

 

ความรักทำให้คนสวยขึ้นได้จริงๆ

 

“เราเองก็อยากถูกยองจูกอดบ้างนะ

 

“เอ๋ ว่าไงนะฮีอู?”

 

เสียงพึมพำของฮีอูทำให้ซอนอินหันมาถาม

 

“เปล่า ไม่มีอะไร” มือเล็กปัดไปมาในอากาศแล้วยิ้มกลบเกลื่อน สายตาจับผิดของซอนอินทำให้ฮีอูเริ่มไปต่อไม่ถูก แต่แล้วจู่ๆ เสียงตะโกนของนายทหารก็ดังขึ้นที่ด้านหน้าตำหนัก พร้อมกับการประกาศว่ามีคนของตำหนักหลวงขอเข้าพบ ฮีอูจึงรีบยืนขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วใช้โอกาสนี้หลีกเลี่ยงสายตาของซอนอินไปซะ

 

“ซอนอินรออยู่ในห้องนี้นะ เราจะออกไปดูเอง

 

ตั้งแต่อยู่ที่ตำหนักรัชทายาทมาไม่เคยมีคนนอกมาหาเลยสักครั้ง ซอนอินในตอนนี้จึงเกิดความกังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จีรยงกำชับนักหนาให้เขาเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักจนกว่าอีกฝ่ายจะจัดการเรื่องราวได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วซอนอินเองก็ไม่รู้ว่าจีรยงกำลังทำสิ่งใดอยู่ อีกฝ่ายบอกให้รอเขาก็รอ แต่การรอโดยไม่รู้อะไรเลยเป็นเรื่องที่ทำได้ยากนัก

 

สิ่งเดียวที่ทำให้เขาอดทนมาได้ถึงตอนนี้ก็เพราะเชื่อใจจีรยง

 

ไม่ว่าตอนนี้จีรยงจะกำลังทำอะไรอยู่ ซอนอินก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายทำเพื่อเขา ดังนั้น เขาจะกลัวไม่ได้เด็ดขาด

 

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ซอนอินก็นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ ปล่อยให้ฮีอูจัดการคนของตำหนักหลวงที่ขอเข้าพบ คงไม่มีเรื่องใหญ่อะไรมากเดี๋ยวก็พากันกลับไป แต่แล้วอะไรบางอย่างก็แล่นเข้ามาในความคิด ในเมื่อรัชทายาทไม่ได้อยู่ในตำหนัก แล้วคนของตำหนักหลวงมาที่นี่ทำไม นอกเสียจากว่า...

 

“ซอนอิน ใช้ผ้าคลุมหน้าเร็วเข้า!” ร่างเล็กรีบเบียดตัวเข้ามาในห้องพร้อมกับปิดประตูอย่างรวดเร็ว “พระแม่เจ้าต้องการพบกับหญิงสาวที่ชื่อชอนอา!”

 

“เอ๊ะ!”

 

“เร็วเข้าเถิด เราเองก็ขัดรับสั่งที่ส่งมาโดยตรงอย่างนี้ไม่ได้ ไว้ท่านออกไปพร้อมขบวนของคนจากตำหนักหลวงแล้ว เราจะรีบตามองค์ชายจีรยงมาช่วย” ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ารัชทายาทหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลนี้อยู่ที่ใดในวังหลวงก็ยังพูดให้ซอนอินได้เบาใจ เพราะตอนนี้ฮีอูเองก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว เหตุใดองค์ชายจีรยงถึงได้ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนะ!

 

“แต่ว่าข้าไม่...” ซอนอินละล้าละหลังที่จะเดินออกไป ผ้าที่ปิดหน้านั้นถึงแม้จะพลางสายตาได้บ้างแต่ก็ยังอดกลัวไม่ได้

 

ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนขึ้นสี คราวนี้ซอนอินรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ

 

“ฮีอูไปกับข้าไม่ได้หรือ?”

 

“พระแม่เจ้ารับสั่งเรียกหาชอนอาแต่เพียงผู้เดียว เราไปกับท่านไม่ได้

 

ฮีอูเดินเข้าไปบีบมือของซอนอิน “ต้องไม่เป็นไรแน่ ถึงอย่างไรองค์ชายจีรยงก็ไม่ปล่อยให้ท่านต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน

 

รู้อยู่แล้วว่าเป็นคำปลอบใจ แต่ซอนอินก็เลือกที่จะยึดคำพูดนั้นของฮีอูมาเป็นที่พึ่ง เขาพยักหน้ารับหนึ่งครั้งให้กับฮีอู ก่อนจะหันหลังเปิดประตูออกไปจากห้อง

 

 

 

ทุกย่างก้าวที่เดิน ซอนอินไม่ได้สนใจสิ่งใดเลยนอกจากแผ่นหลังของนางกำนัลที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมายว่าเมื่อไปถึงตำหนักหลวงแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

 

ชองโยฮวาเคยคิดจะกำจัดเขาทิ้งให้สิ้นซากมาแล้วครั้งหนึ่ง หากพระนางรู้ว่าเขาคือใครจะเกิดอะไรขึ้น พระนางจะฆ่าเขาอีกครั้งไหม แล้วถ้าเกิดว่าเขาก้าวเข้าไปในตำหนักของพระนางแล้ว เขาจะได้กลับออกมาอีกครั้งหรือเปล่า

 

ซอนอินไม่เสียดายชีวิต เพียงแต่เขาไม่อยากจากจีรยงไปไหน

 

จะทำอย่างไรดี...

 

ขณะที่คิดถึงตรงนี้ คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าก็หยุดฝีเท้าลง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าตนเองเดินทางมาถึงหน้าตำหนักหลวงของพระแม่เจ้าแล้ว

 

“เชิญที่ด้านใน” นางกำนัลที่แต่งกายแตกต่างจากข้าหลวงสาวใช้คนอื่นเพราะเป็นคนของตำหนักพระแม่เจ้าเอ่ยบอกให้ซอนอินก้าวเข้าไปในห้องโถงตรงหน้า ซอนอินสังเกตเห็นว่าสาวใช้ในตำหนักนี้ส่วนใหญ่จะมีสีหน้าท่าทางเงียบขรึม ไม่ยิ้มแย้มเหมือนอย่างยอนอาและโซยอน

 

แม้แต่บรรยากาศภายในตำหนักยังชวนให้รู้สึกเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าอากาศภายนอกที่มีหิมะตกบางเบา ยืนอยู่ไม่ถึงอึดใจเสียด้วยซ้ำกลับรู้สึกได้ถึงความกดดันรอบๆ ตัว

 

“พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งดังขึ้นจากคนที่เพิ่งปรากฏตัวที่ประตูทางเชื่อมตรงหน้าของซอนอิน

 

สายตาคู่นั้น ราวกับเหยี่ยวที่จ้องจะกินเหยื่อไร้ทางสู้

 

น่ากลัว...

 

เหมือนสายตาของจีรยงในครั้งแรกที่ได้เห็น สายตาที่พร้อมจะขย้ำเหยื่ออย่างเขาให้แหลกละเอียด

 

ซอนอินมองผ่านผ้าผืนบางไปยังหญิงสูงวัยตรงหน้า เครื่องประดับและอาภรณ์ที่สวมใส่เป็นสีดำตัดกับสีแดง ยิ่งทำให้เจ้าของร่างดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ทั้งน่ากลัวทั้งมีพลังอำนาจ ...พระแม่เจ้าที่ใครๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ชองโยฮวา...

 

อึก... ซอนอินรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก รู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆ ที่หยดซึมตามฝ่ามือทั้งที่อากาศเย็นจนหายใจออกมาเป็นควันสีขาว

 

คิมซอนอิน เจ้าจะกลัวอะไรนักหนา ใจเย็นๆ สิ!

 

ภายในใจตะโกนบอกตัวเองไปอย่างนั้น แต่เจ้าตัวก็ยังรู้สึกได้ว่ามือที่กำอยู่ข้างตัวเริ่มสั่นนิดๆ

 

“นั่งลงสิ ชอนอา

 

รับสั่งเรียบง่าย แต่คนฟังกลับหนักใจเป็นที่สุด “...ขอบพระทัยเพคะ” ซอนอินเลือกนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหนึ่งของโต๊ะกลมกลางห้อง

 

ร่างของหญิงชรานั่งลงตรงข้ามกับซอนอิน

 

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก ข้าไม่ได้คิดจะจับเจ้ากิน

 

แต่สายตาท่านบอกว่าอยากกินข้าจะแย่อยู่แล้ว! ซอนอินยิ้มเฝื่อนในใจ

 

“เปิดผ้าออกซะ ข้าอยากเห็นใบหน้าของคนที่จะมาเป็นชายาของรัชทายาท” ซอนอินไม่เคยเจอกับชองโยฮวามาก่อน จึงมั่นใจว่าพระนางไม่รู้จักหน้าตาของตน ตอนที่ถูกจับโยนลงหน้าผาตอนนั้น เขาก็คลุมผ้าผืนบางไว้อย่างที่เคยทำมาตลอดเวลาที่ต้องออกจากวัง เพราะตอนที่อยู่เชินอัน ใบหน้าของวังชอนซาไม่อาจเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้พบเห็นอยู่แล้ว หรือถ้าคนร้ายที่เคยจับตัวเขาไว้จะเห็นใบหน้าของเขาตอนที่เขาสลบไปแล้วละก็ คงไม่สามารถอธิบายได้ละเอียดหรอกว่าเขามีหน้าตาเช่นไร

 

พยายามหาข้ออ้างมากมายให้ตัวเองได้สบายใจ แต่มือเรียวก็ยังสั่นน้อยๆ ยามที่ดึงผ้าบังตานั้นออกให้พ้นจากใบหน้า นึกภาวนาอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าให้พระนางล่วงรู้ตัวตนจริงๆ ของเขาเลย

 

สวรรค์ ข้าหวังว่าข้ารับใช้ในตำหนักนี้จะไม่เคยเห็นหน้าของข้า

 

แต่แล้วคำสวดภาวนานั้นก็ต้องแหลกสลายไปในสายลม เมื่อหญิงสาวในชุดอาภรณ์สีฟ้าก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดอาหารของว่างสีสันสดใส

 

...องค์หญิงอิมยูนา!

 

พระแม่เจ้าไม่ได้มีทีท่าสนใจองค์หญิงที่กำลังจัดวางของว่างลงบนโต๊ะ พระนางเอาแต่จ้องใบหน้าของซอนอินแทบไม่กระพริบตา จ้องจนคนถูกมองกลั้นหายใจไปโดยไม่รู้ตัว

 

“หึ” ชองโยฮวาเปล่งเสียงในคอออกมาครั้งหนึ่ง ทำเอาซอนอินสูดหายใจเข้าไปอย่างไม่ทันระวังจนต้องไอออกมาสามสี่ครั้ง “เป็นอะไรไป ไม่อยากร่วมโต๊ะกับข้างั้นหรือ”

 

“หาใช่ไม่เพคะ หม่อมฉันเพียงแต่...” ซอนอินอึกอัก ทั้งสรรพนามทั้งภาษา ท่วงท่า ทุกอย่างที่อิสตรีควรทำซอนอินไม่เคยรู้เลยว่าต้องทำอย่างไร ตอนนี้เขาทั้งประหม่าทั้งกลัวจนลนลานไปหมดแล้ว

 

“เช่นนั้นก็ดี ทานของว่างกับข้าเสียหน่อยก็แล้วกัน

 

ทั้งที่กินขนมมาแล้วตั้งหลายชิ้น แต่ซอนอินก็ยังหยิบก้อนสีขาวตรงหน้าขึ้นมากัดเข้าปากราวกับว่าอยากทานนักหนา

 

“ยูนา เจ้าเทน้ำชาเสร็จแล้วก็ออกไปได้ ข้ามีเรื่องจะคุยกับชอนอาตามลำพัง

 

ซอนอินรู้มาจากจีรยงแล้วว่ายูนาเป็นคนบอกข่าวเรื่องสายลับของชองโยฮวา เมื่อครู่เขาถึงเบาใจที่เห็นว่าอีกฝ่ายทำเป็นไม่รู้จักตน คิดไว้ว่าอย่างน้อยก็ยังมีใครอีกคนที่อยู่ในที่นี้หากเขาโดนจับเชือดคอขึ้นมาจริงๆ จะตายทั้งทีก็อยากให้ศพถูกพาไปที่ดีๆ หน่อย ไม่ใช่จับโยนลงเหวลงน้ำไปทั้งอย่างนั้น

 

“เพคะเสด็จย่า” ยูนาโค้งกายต่ำ ก่อนเดินออกไปจากห้องไม่แม้แต่จะเหลียวมองสายตาขอความช่วยเหลือของร่างบางที่ใกล้จะถูกสูบวิญญาณออกไปจากร่างอยู่รอมร่อ

 

ช่วยไม่ได้นี่นะ ก็ชองโยฮวาน่ากลัวออกเพียงนี้ ใครจะกล้าขัดขืนกัน

 

เมื่อเหลือกันอยู่สองคนภายในห้อง ซอนอินก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดมากกว่าเมื่อครู่อีกหลายเท่าตัว ร่างบางกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองด้วยการหยิบขนมตรงหน้ากินราวกับตั้งอกตั้งใจเป็นที่สุด

 

“ได้ยินมาว่ารัชทายาทเจอกับเจ้าระหว่างออกเดินทางไปรบ

 

คำถามสายฟ้าแลบทำเอาขนมแป้งพองแทบพุ่งออกมาจากปาก “แค่ก...เพคะ

 

“เจอกันได้ยังไงล่ะ? รัชทายาทไม่น่าจะแวะกลางทางที่ไหนใช่ไหม?”

 

“เอ่อ...หม่อมฉัน หม่อมฉันถูกขบวนม้ารบขององค์รัชทายาทชนระหว่างเดินอยู่ในป่าเพคะ แล้ว แล้วหม่อมฉันก็สลบไป ...ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าองค์รัชทายาทเป็นผู้ดูแลหม่อมฉันเพคะ

 

นิทานก่อนนอนชัดๆ

 

“งั้นหรือ เจ้าเข้าไปทำอะไรในป่าล่ะ

 

“หม่อมฉันไปเก็บ เอ่อ เสบียงอาหารเพคะ พวกเผือก มัน หน่อไม้...” ซอนอินอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายนัก ขืนถูกรุกมากกว่านี้เขาคงตอบออกนอกทะเลเป็นแน่

 

“ผิวพรรณเจ้าไม่เหมือนคนที่ต้องเข้าป่าไปหาเสบียงอาหารเลยสักนิด น่าแปลกนะ

 

“หม่อมฉัน เอ่อ...

 

“เอาเถิด ข้าไม่สนใจนักหรอกว่าเจ้าเจอกับรัชทายาทได้อย่างไร ที่ข้าสนใจก็คือ เหตุใดโอรสของคิมอุนเซถึงมาอยู่ในวังหลวงฮานึลได้ ทั้งยังเปลี่ยนชื่อเป็นชอนอา

 

เหมือนถูกค้อนหินฟาดลงมากลางศีรษะ ซอนอินจนกับคำพูดของตัวเอง สมองประมวลผลสับสนไปหมด อยากจะหาคำพูดมาแก้ตัวแต่ก็คิดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

 

“เจ้าปิดข้าไม่ได้หรอกคิมซอนอิน ข้าเคยเห็นพ่อของเจ้า หน้าตาของเจ้าไม่ต่างจากคิมอุนเซเลยสักนิด แม้ดวงตาของเจ้าจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ได้แม่เจ้ามาก็ตามที แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าย่อมต้องเป็นบุตรของคิมอุนเซ คนที่ทำให้โอรสของข้าหลงผิดเมื่อครั้งก่อน

 

“หลงผิด...?”

 

“ข้าพูดไม่ได้หรอกนะว่าเจ้าหน้าตาไม่ดี ทั้งพ่อเจ้า ทั้งเจ้า ล้วนเป็นบุรุษรูปงามด้วยกันทั้งคู่ ถึงจะดูแตกต่างกันไปคนละแบบ เจ้าดูอ่อนต่อโลกและบอบบางกว่ามากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นบุรุษที่ทำให้คนพบเห็นหลงใหลได้ไม่ยากเย็น หึ...คราวนี้อุนเซส่งเจ้ามาทำลายชองจีรยงสินะ ตายไปแล้วแต่ก็ยังร้ายกาจนัก!”

 

แม้จะไม่เข้าใจที่คนตรงหน้าพูดแม้สักนิด แต่ซอนอินก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังให้ร้ายบิดาของตนเองอยู่ ร่างบางพลุนพลันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ความกลัวที่มีแทนที่ด้วยความโกรธ แม้แต่มารยาทซอนอินก็ไม่สนใจอีกแล้ว

 

“เสด็จพ่อของหม่อมฉันไม่เคยคิดร้ายกับจีรยง! หม่อมฉันเองก็ด้วย เหตุใดท่านถึงพูดเช่นนี้!!”

 

“ไม่คิดร้ายงั้นหรือ?” โยฮวาไม่ได้ลุกขึ้นยืน เขาปล่อยให้คนที่เด็กกว่ายืนค้ำหัวอยู่เช่นนั้นขณะเอ่ยต่อไป “รัชทายาทที่ไม่คิดจะมีบุตรถือว่าเป็นกบฏต่อบ้านเมือง ที่เจ้าเข้ามาวุ่นวายกับหลานชายข้าก็เพราะอยากทำลายระบบเชื้อสายของหลานข้าให้หมดไปไม่ใช่หรืออย่างไร ข้าเคยบอกกับจีรยงแล้วว่าจะมีนางบำเรออีกสักกี่ร้อยคนก็ย่อมได้ จะเป็นหญิงหรือชายข้าไม่ว่า แต่ชายาต้องเป็นคนที่ข้าเลือกให้เท่านั้น แต่นี่อะไร นอกจากจะเอาเจ้ามาตบตาแล้ว ยังไม่คิดจะมีสนมอีก ฮานึลไม่พินาศไปแล้วหรืออย่างไรที่มีผู้นำเช่นนี้!!!”

 

ข้าไม่ได้จะทำลายจีรยง ข้าเพียงแต่รักจีรยง...ไม่ได้หรือ แค่ข้ารักจีรยง แค่เราสองคนมีกันและกันเท่านั้นไม่ได้หรือ

 

ซอนอินรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆ ที่คลอหน่วงบดบังสายตา เขาปฏิเสธคำพูดของพระนางไม่ได้ เพราะเขาเองก็หวังให้จีรยงมีแค่ตนเพียงคนเดียว การที่จะมีเขาเท่านั้นคือการทำลายจีรยงงั้นหรือ แค่ความรักที่มีให้กันไม่ใช่สิ่งที่พระนางต้องการใช่ไหม

 

“คิมซอนอิน ข้ายอมให้เจ้าเป็นคนรักของรัชทายาทได้ แต่ข้าขอร้องให้เจ้าเกลี่ยกล่อมให้รัชทายาทยอมแต่งตั้งยูนาเป็นชายา ถ้าเจ้ายอม ข้าเองก็ยอมให้เจ้าอยู่กับรัชทายาทต่อไป

 

เสียงหัวใจที่เต้นรุนแรงอยู่นี้ทำให้ซอนอินรู้สึกเจ็บหน้าอกอย่างที่สุด มือเรียวเล็กกำแน่นเข้าหากันจนรู้สึกเจ็บถึงปลายเล็บที่ทิ่มแทงผิวเนื้อบนฝ่ามือ

 

ชองจีรยง ข้าตัดสินใจแล้ว เป็นตายอย่างไรข้าจะเชื่อในความรักที่เรามีให้กัน

 

“หม่อมฉันยอมไม่ได้ ถึงอย่างไรจีรยงก็ไม่คิดฟังความคิดเห็นของหม่อมฉันอยู่แล้ว ไยหม่อมฉันต้องบากหน้าไปบอกให้จีรยงแต่งตั้งผู้หญิงอื่นเป็นชายานอกจากหม่อมฉัน ถึงหม่อมฉันจะไร้ประโยชน์ ถึงหม่อมฉันจะเป็นคนไม่ดี แต่หม่อมฉันก็รู้ตัวดีว่าหม่อมฉันเป็นคนที่รักชองจีรยงมากกว่าใครทั้งหมด ...นอกจากหม่อมฉันแล้ว บนแผ่นดินนี้ไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับชองจีรยงอีกแล้ว

 

จีรยงรักเขา ซอนอินเชื่ออย่างนั้น เป็นครั้งแรกที่ซอนอินอยากจะเชื่อทุกคำพูดของจีรยงมากกว่าคำพูดของใครทั้งหมด เป็นครั้งแรกที่เขาซื่อสัตย์ต่อเสียงภายในใจของตัวเอง

 

ใช่แล้ว บนแผ่นดินนี้ ข้าเองก็เห็นแต่เพียงเจ้าเท่านั้น ชองจีรยง

 

ในเมื่อเราเห็นแค่กันและกัน ยังจะมีใครคนไหนอีกที่จะเหมาะสมไปกว่าพวกเราสองคน

 

ชะตาชีวิตของเขาถูกขีดเส้นให้บรรจบกับกรงเล็บของมังกรหนุ่มแห่งฮานึลมาตั้งนานแล้ว ในเมื่อจะต้องตกเป็นเหยื่อของใครสักคน ซอนอินก็ยินดีที่จะเป็นเหยื่อของชองจีรยงแต่เพียงผู้เดียว

 

สีหน้าและแววตาจริงจังของวิหคแสนงามทำให้โยฮวานึกทึ่งอยู่ภายในใจ พระนางขยับตัวลุกขึ้นยืนเชื่องช้า ท่วงท่าที่เปลี่ยนไปทำให้ซอนอินเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว

 

“กล้าพูดดีนี่ เจ้าบอกว่าเจ้าเหมาะสมกับชองจีรยงมากที่สุดใช่ไหม

 

ซอนอินไม่ได้เอ่ยตอบรับ ใช้เพียงสายตาจ้องตอบกลับไปแทนความหมาย

 

“หยิบช้อนเงินตรงนั้นขึ้นมา” คำสั่งที่แปลกไปจากบทสนทนาทำให้ร่างบางต้องใช้เวลาคิดนานกว่าปกติ

 

มือเรียวหยิบช้อนเงินข้างจานกระเบื้องขึ้นมาตามคำสั่งอย่างไม่ค่อยเข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย

 

“น้ำซุปตรงหน้านั้น เจ้าตักขึ้นมาครึ่งช้อน

 

ซอนอินทำตาม และทันทีที่ช้อนเงินแตะเข้ากับน้ำซุปนั้น ปลายช้อนก็กลายเป็นสีม่วงอ่อนราวกับกระแสน้ำที่ค่อยๆ พัดขึ้นฝั่ง

 

“นี่มัน...” ซอนอินรู้สึกถึงเสียงของตัวเองที่หายลงคอไปอย่างน่าประหลาด

 

“น้ำซุปนี้มียาพิษ หากเจ้าคิดว่าตนเองเหมาะสมกับชองจีรยงจริงละก็ เจ้ากล้าที่จะทานของสิ่งนี้แทนจีรยงหรือไม่ เพราะถ้าเจ้าไม่ทาน เห็นทีว่าข้าจะต้องกำจัดหลานชายแท้ๆ ของข้าเอง ข้าไม่ยอมให้ฮานึลมีผู้นำที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้แน่

 

ความหมายของพระนาง ก็คือให้เขาหายไปจากชีวิตของจีรยงใช่ไหม

 

พระนางไม่ยอมรับเขา หากเขาไม่ทาน จีรยงก็ต้องตาย เพราะถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าพระแม่เจ้าพูดอะไรจีรยงก็ไม่มีทางยอมรับฟังเด็ดขาด

 

แต่หากว่าเขาตายไปล่ะก็ สักวันจีรยงก็จะทำใจลืมเลือนเขาไปได้ และก้าวไปข้างหน้าตามเส้นทางที่ชองโยฮวาต้องการ...

 

“ว่าอย่างไรล่ะคิมซอนอิน เจ้ายินดีจะสละชีวิตเพื่อคนที่เจ้ารักหรือไม่

 

 

แน่นอนอยู่แล้ว ว่าเขายินดีทำทุกอย่างเพื่อชองจีรยง

 

อย่างน้อย ชีวิตนี้เขาก็ได้รักชองจีรยงอย่างสุดหัวใจแล้ว

 

 

ชองจีรยง ชีวิตของข้านับตั้งแต่ที่ถูกเจ้าช่วงชิงตัวไปในวันนั้น ข้าก็รู้แล้วว่าตัวเองจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนอย่างเดิมได้อีก

 

หัวใจของข้าหวั่นไหวไปตั้งแต่ที่เจ้าทำร้ายร่างกายของข้า

 

หัวใจของข้าถูกคว้าไปทั้งดวงตั้งแต่ที่เจ้าอ่อนโยนกับข้า

 

หัวใจของข้าไม่อาจเต้นอยู่ได้หากไม่มีเจ้าตั้งแต่ที่ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นทุกอย่างในชีวิตของข้า

 

 

ข้าอ่อนแออีกแล้วล่ะชองจีรยง

 

ข้าอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้า ข้าทนรับไม่ได้หากเจ้าจะต้องจากข้าไปตลอดกาล

 

ข้าขอโทษที่ไม่เข้มแข็งอย่างที่เจ้าต้องการ

 

 

...ข้ารักเจ้าชองจีรยง

 

 

รักเจ้ามากเหลือเกิน...

 

.

.

.

 

เคร้ง!

 

 

ช้อนเงินที่ว่างเปล่าตกลงสู่พื้น ก่อนที่ร่างบอบบางจะทรุดฮวบตามลงไป

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

 จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up