Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 30

 

 

พระสนมฮีวอนมีความลับเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจได้รับการให้อภัย พระนางปกปิดความลับนี้ไว้กับตัวด้วยความรู้สึกผิดบาปที่ยากจะหาสิ่งใดชดใช้ได้ ทว่าความลับข้อนี้ยังมีอีกผู้หนึ่งที่ล่วงรู้อยู่ด้วยเช่นกัน

 

สิบกว่าปีก่อน สาเหตุการลอบปลงพระชนขององค์กษัตริย์ชองฮวาจีถูกตัดสินว่าราชินีอึนจองเป็นผู้กระทำการลอบวางยาดอกอังฮวา ทว่าความจริงแล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายครั้งนี้คือพระสนมฮีวอน พระนางไม่คิดถึงขั้นว่าอยากให้อีกฝ่ายตายเพื่อหลีกทางให้ลูกชายของนางได้อยู่เหนือกว่าชองจีรยง แต่เพราะขาดความยั้งคิดทำให้นางกระทำการไปเช่นนั้น และผลที่ตามมาก็มากเกินกว่านางจะรับไหว

 

เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่ราชินีอึนจองจากไปตลอดกาล ตำแหน่งพระสนมเอกของพระนางก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยิ่งนานวันเข้าพระนางก็ยิ่งเกิดความรู้สึกจงเกลียดชองจีรยงบุตรของราชินีอึนจองที่ได้รับการดูแลจากองค์กษัตริย์มากขึ้นอีกหลายเท่านัก ส่วนชองจีมุนบุตรชายของพระนางกลับได้รับการเอาใจใส่น้อยเหลือเกิน ความน้อยใจและความอิจฉาริษยานี้เองที่ทำให้นางจ้องแต่จะหาโอกาสผลักชองจีรยงให้พ้นทางของจีมุน

 

แต่สวรรค์ไม่ใจดีอย่างนั้น พระสนมฮีวอนถูกต้อนจนมุมด้วยหลักฐานและพยานเมื่อหลายเดือนก่อน จีรยงเปิดเผยเรื่องจริงต่อหน้าพระนางราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ ในเวลานั้นพระนางคิดว่าตนเองคงถูกจับตัวไปประหารแน่ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด จีรยงไม่คาดโทษที่ทำให้แม่ของเขาต้องตาย พระนางรู้ดีว่าใจจริงแล้วเด็กหนุ่มคงอยากจะฆ่าพระนางด้วยมือตัวเองเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะผลที่ตามมาไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

 

ไฟป่ากำลังรุมเร้าฮานึลอย่างหนัก ภัยแล้งมาเยือนราวกับไม่มีวันสิ้นสุด หากพระสนมเอกถูกกล่าวหาและโดนประหารตอนนั้นล่ะก็ ชาวบ้านจะยิ่งหมดกำลังใจในการดำรงชีวิต ดังนั้นชองจีรยงจึงให้เหตุผลที่จะยอมปล่อยพระนางไปด้วยการบอกให้พระนางเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างนี้ต่อไป แต่นับจากนี้ห้ามข้องเกี่ยววุ่นวายกับการดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มอีก ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามแต่ จะไม่มีการออกเสียงความเห็นชอบใดๆ จากพระนางอย่างเด็ดขาด

 

แม่ที่ถูกใส่ร้ายจนตัวตาย เหตุใดยังยอมทำตามหน้าที่ราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญเช่นนี้อีก? ฮีวอนเคยสงสัยครั้งแล้วครั้งเล่าจนมองไม่เห็นคำตอบอยู่ที่ใด และด้วยการไม่เอาเรื่องครั้งนั้นเองที่ทำให้พระนางสำนึกผิดขึ้นมาได้อีกครั้ง พระนางไม่ขัดขวางทางเดินของจีรยงอีกนับจากนั้น ซ้ำยังรับปากรัชทายาทหนุ่มว่าจะดูแลองค์วังชอนซาตามที่ฝ่ายนั้นต้องการ

 

ที่ผ่านมา พระนางก็ทำตามที่อีกฝ่ายไหว้วานมาอย่างดี กับคิมซอนอิน พระนางไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย พระนางขัดขวางจีมุนให้เลิกยุ่งกับคนของจีรยง สำหรับข้อนี้แล้ว พระนางไม่ปฏิเสธว่าพระนางยินดีทำเป็นอย่างยิ่งนัก เพราะภายในใจลึกๆ แล้ว พระนางก็หวังอยากให้จีมุนมีคู่ครองที่เป็นอิสตรีที่จะสามารถมีบุตรสืบสกุลได้ ในเมื่อรัชทายาททรงคิดที่จะมีเพียงวังชอนซา ดังนั้นผู้หญิงใฝ่สูงอย่างนางก็อดคาดหวังในรุ่นหลานไม่ได้

 

ถึงกระนั้นก็ตาม การเลือกข้างระหว่างรัชทายาทชองจีรยงกับพระแม่เจ้าชองโยฮวานั้นเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยากนัก หากบทสรุปไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ มีสิทธิ์ที่พระนางจะโดนพระแม่เจ้าลงทัณฑ์ได้ ...แต่ที่สุดแล้วจะมีสิ่งได้ร้ายแรงไปกว่าการพรากชีวิตเล่า หากครั้งนั้นองค์ชายจีรยงคาดโทษพระนางละก็ ตอนนี้ก็คงไม่ได้มานั่งคิดตัดสินใจอยู่นี่หรอก

 

 

ฟุบ!

 

 

แรงลมวูบหนึ่งที่พัดกิ่งไม้ทำให้พระสนมเอกหลุดออกจากห้วงภวังค์ความคิด กลางป่ารกทึบแห่งนี้ไม่มีสัตว์ร้ายเพราะเป็นอาณาเขตของพื้นที่หลวง รู้อย่างนั้นแล้วก็ยังอดรู้สึกหวาดระแวงไม่ได้ พระนางขยับปลายท้าวเดินถอยหลังไปอีกเล็กน้อยเพื่อหวังว่าต้นไม้ใหญ่เบื้องหลังจะช่วยเป็นเกราะกำบังจากอะไรก็ตามแต่ได้บ้าง

 

“พระสนม” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้คนถูกเรียกรีบหันกลับไปมองโดยเร็ว

 

ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งยืนหลบอยู่ที่เงาแมกไม้ แม้ไม่เห็นหน้าตาอีกฝ่าย แต่เพียงน้ำเสียงพระนางก็รู้ดีว่าเป็นใคร ชายคนนั้นเอ่ยถามอย่างไม่รอช้า

 

“ได้ตัววังชอนซาหรือไม่

 

พระนางพยักหน้ารับหนึ่งครั้ง

 

“ดี ที่เหลือปล่อยให้คนของข้าจัดการต่อเอง ระหว่างนี้ขอให้พระสนมอยู่แต่ที่ตำหนัก เช้าเย็นไปเยี่ยมเสด็จพ่ออย่างที่เคย อย่าให้มีพิรุธอันใดเด็ดขาด

 

เสียงตอบรับของพระนางเอ่ยอย่างมั่นใจว่าจะไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ก่อนที่ฮีวอนจะหมุนตัวเดินกลับวังไปนั้น เสียงทุ้มก็ได้เอ่ยสั่งความสุดท้าย

 

“องค์หญิงยูนา ฝากเป็นธุระให้ท่านด้วย

 

ลับแผ่นหลังบอบบางของพระสนมเอก ชายหนุ่มร่างสูงในเงาไม้ก็เดินหมุนตัวกลับไปยังทิศทางตรงกันข้าม

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

“พวกเจ้าหมายความว่ายังไง หายตัวไป?!!!!” เสียงแหลมเล็กของฮีอูแหวกลั่นผ่านอากาศอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ด้วยบุคลิกของฮีอูนั้นเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและใจเย็นอย่างที่สุด แต่เวลานี้ห่างไกลจากสิ่งเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

 

คนตัวเล็กคาดคั้นเอาคำตอบเสียงดังลั่นตำหนักโยกันอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้นกันแน่!!”

 

สีหน้าของกึมซองซีดเผือดกับสิ่งที่ต้องเอ่ยตอบ โทซองจึงเป็นฝ่ายเปิดปากอธิบายเอง “หลังจบพิธีสวด องค์วังชอนซาหายตัวไปจากมหาวิหาร กว่าที่เราสองคนจะรู้ตัวก็ตามไปไม่เจอแล้ว พยายามหาจนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม” ตอนนี้ที่ว่าคือยามสิบ

 

“ตามไม่เจอ?!! พวกเจ้าพูดออกมาง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร! คนทั้งคนจะหายไปเฉยๆ ได้ที่ไหน!! ป่าด้านหลังมหาวิหารดูทั่วแล้วหรือยัง หมู่บ้านตรงเชิงเขาล่ะ!!”

 

“พวกเราดูทั่วหมดแล้วขอรับคุณชาย ไม่ว่าที่ใดก็ไม่เจอเลย

 

ได้ฟังอย่างนั้นฮีอูก็แทบจะลมจับ ร่างเล็กรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมาเสียดื้อๆ ยอนอาและโซยอนที่ยืนฟังก็พลอยใจคอไม่ดีไปด้วย แต่ก็ยังพอมีสติประคองฮีอูให้นั่งลงที่เก้าอี้

 

“แล้วจะทำอย่างไรกันดี องค์วังชอนซาหายไปเช่นนี้ ฝ่าบาทจะทรงพิโรธแค่ไหนกัน ...โธ่ องค์วังชอนซาของบ่าว ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง” ยอนอาลูบอกอย่างต้องการปลอบขวัญที่กระเจิดกระเจิงของตนเอง

 

“ขออย่าให้มีเรื่องร้ายแรงเลยเถิด สวรรค์...” โซยอนเองก็ถึงกับนั่งคุกเข่ายกมือประกบขอพรจากสวรรค์

 

“ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่” ฮีอูพึมพำขึ้นมา โทซองที่ได้ยินชัดถนัดหูก็รีบเสริม

 

“คนที่จับตัวองค์วังชอนซาไปต้องมีวรยุทธสูงถึงจะทำได้รวดเร็วและไร้ร่องรอยอย่างนี้ หากไม่ใช่ทหารลับแล้วล่ะก็คงเป็นจอมยุทธรับจ้างจากสำนักใดสำนักหนึ่ง

 

“ข้อมูลกว้างอย่างนี้เราจะไปหาตัวคนร้ายได้ยังไงกันล่ะ ยองจูก็ไม่อยู่ องค์รัชทายาทก็ด้วย โอ้ย แล้วเราจะทำอย่างไรดี!!!”

 

ฮีอูรู้สึกคลื่นไส้แปลกๆ ปัญหานี้มันหนักหนาเกินตัวของเขาอยู่มากโข จู่ๆ องค์วังชอนซาหายไปอย่างนี้จะอธิบายให้องค์ชายจีรยงฟังได้อย่างไร คนสำคัญทั้งคนถูกจับไปเช่นนี้...

 

โอ้ย คิมฮีอู เจ้าจะทำยังไงกันล่ะทีนี้!!!

 

ขณะที่เสียงกรีดร้องในใจของฮีอูยังโหยหวนอยู่นั้น เด็กหนุ่มฝาแฝดผู้เป็นองครักษ์รับหน้าที่ดูแลองค์วังชอนซาก็มีอาการไม่ต่างกัน

 

 

หน้าที่โดยตรงของพวกเขาคือการปกป้ององค์วังชอนซา แต่กลับทำงานพลาดเสียได้!!!

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

คิดว่าจะต้องตายเสียแล้ว

 

ซอนอินสะดุ้งตื่นพร้อมกับปอดที่เรียกร้องอากาศจนต้องสูดหายใจเข้าไปอย่างรุนแรง กำปั้นเล็กทุบอกตามติดแทบจะในทันทีเพราะความรู้สึกที่เหมือนว่าตนเองกำลังจมน้ำนั้นยังคงอยู่ พลันศีรษะก็ปวดแปลบขึ้นมาจนต้องรีบยกมือขึ้นกดหน้าผาก ริมฝีปากสีซีดจากอากาศที่หนาวเย็นเม้มแน่นสนิท

 

รู้สึกร้าวไปทั้งตัว

 

ซอนอินปวดแปลบตามร่างกายไปหมด ปวดจนรู้สึกไปถึงกระดูก ...คงเป็นเพราะอากาศที่หนาวเกินจะทน

 

ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แล้วสติทุกอย่างก็ค่อยคืนกลับมา ซอนอินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อพบว่าตนเองนอนอยู่บนแคร่ไม้ภายในกระโจมหนังสัตว์ขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้นตา ผ้าขนสัตว์ฟูฟ่องตกอยู่ข้างตัว เมื่อมองดูตามตัวก็พบว่าอาภรณ์ที่สวมใส่ไม่ใช่ของตนเอง

 

ทุกอย่างรอบตัวที่แปลกไปทำให้ซอนอินจับต้นชนปลายไม่ถูก ก่อนหน้านี้เขาถูกจับโยนลงหน้าผา จำได้ว่าตอนตกลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบนั้นทรมานอย่างที่สุด หวาดกลัวจนคุมสติไม่ได้ หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท แล้วถึงมารู้สึกตัวเอาตอนนี้

 

ดวงหน้าขาวที่ค่อนไปทางซีดเซียวหันมองไปรอบกระโจม ภายในที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกนอกจากแคร่ไม้ที่เขานั่งอยู่ และเก้าอี้หนึ่งตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ นอกนั้นก็เป็นคบเพลิงที่ตั้งอยู่โดยรอบเพื่อสร้างความอบอุ่น แต่อาจเพราะอุณหภูมิที่ลดต่ำลงมากเกินไปจึงทำให้ร่างบางยังคงรู้สึกหนาวจนตัวสั่น

 

มือผอมเพรียวคว้าผ้าห่มขนสัตว์ขึ้นคลุมตัว ก่อนหย่อนปลายเท้าเปลือยเปล่าลงบนผืนหนังที่ปูแผ่ต่างพื้น ชายชุดที่ถลกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นท่อนขาเรียวงามขาวนวลของผู้เป็นเจ้าของ ซอนอินก้าวเดินไปได้เพียงสองก้าว ม่านกระโจมด้านหน้าก็ถูกแหวกเปิดออก

 

เรียวคิ้วบางขมวดยุ่งทันทีที่เห็นว่าบุคคลที่มายืนอยู่เบื้องหน้าตนเองนั้นคือใคร

 

และแทนด้วยคำอธิบาย จูบอุ่นๆ ก็นาบลงบนกลีบปากเย็นชืดเป็นการทักทาย

 

ซอนอินได้แต่ยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง มือที่กำผ้าห่มไว้สั่นน้อยๆ จนกระทั่งใบหน้าของคนที่แนบชิดกันอยู่เมื่อครู่เคลื่อนถอยห่าง น้ำตาเม็ดใสก็ไหลลงสองข้างแก้มพร้อมกับวงแขนเล็กที่โผเข้ากอดคนตรงหน้า

 

“ฮึก จีรยง!!”

 

เจ้าของชื่อโอบร่างบางเข้าหาไออุ่นของกันและกัน ทั้งโอบกอดทั้งลูบแผ่นหลังจนแทบจะอุ้มร่างบางขึ้นทั้งอย่างนั้น ฝ่ามือใหญ่รั้งไหล่เล็กที่สั่นสะท้านไม่หยุดแน่นขึ้น

 

“ไม่ต้องกลัวนะซอนอิน ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นอะไรหรอก” เสียงทุ้มเอ่ยปลอบโยนคนในวงแขน เขากดริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนุ่มหอม

 

ความหวาดกลัวของซอนอินที่เพิ่งผ่านเรื่องน่ากลัวมาชายหนุ่มเข้าใจได้ดี ต่อให้เป็นทหารที่เก่งกาจแค่ไหนแต่ถ้าต้องถูกจับโยนลงไปในน้ำที่เชี่ยวกราดแบบนั้นย่อมต้องเกิดความกลัวด้วยกันทั้งนั้น

 

“ฮึก ข้าคิดว่าข้าจะต้องตายแน่ๆ ข้าคิดว่าจะไม่ได้เห็นเจ้าอีกแล้ว ฮือๆ” ซอนอินขยุ้มเสื้อของจีรยงแน่น ฝังใบหน้าเปื้อนน้ำตาลงกับอกอุ่น

 

ร่างของซอนอินสั่นน้อยๆ อยู่ในวงแขนของจีรยง

 

“ไม่เชื่อใจข้าเลยหรือไง หืม? ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าข้าจะดูแลชีวิตเจ้า หัดเชื่อใจกันบ้างสิ” ปลายนิ้วอุ่นลูบไล้ดวงหน้าสวยเพื่อซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน แววตาของคนพูดนั้นสะท้อนความจริงใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้

 

“หนาวมากใช่ไหม มาตรงนี้ ข้าจะโอบกอดเจ้าเอง” จีรยงคว้าเอวคอดให้เจ้าของร่างขึ้นมานั่งบนแคร่ด้วยกัน จับให้ร่างเล็กนั่งอิงแอบแนบอกแล้วก็คว้าผ้าห่มขนสัตว์ขึ้นมาคลุม ก่อนที่จะใช้วงแขนโอบร่างเล็กไว้อีกชั้น

 

“อุ่นหรือไม่ รู้ไหมตอนที่ข้าเจอเจ้า ตัวเจ้าเย็นจนแทบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว” ขณะที่พูด วงแขนกว้างใหญ่ไม่ต่างจากผืนนภาบนฟากฟ้าสำหรับซอนอินก็กระชับเข้าหาแน่นขึ้นอีก

 

ซอนอินซุกซบทั้งตัวทั้งใบหน้าเข้าหาอกกว้าง ใช้สองมือกอดคล้องท่อนแขนของคนรักอย่างไม่กระดากอาย “ตอนที่จมน้ำ แม้ว่าร่างกายจะรู้สึกหนาวก็จริง แต่ใจของข้าหนาวเย็นยิ่งกว่าเมื่อคิดว่าจะต้องจากเจ้าไปตลอดกาล

 

คำสารภาพตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อมนั้นทำให้จีรยงต้องก้มลงมอบจุมพิตปลอบขวัญคนที่ยังตื่นกลัว

 

ริมฝีปากของซอนอินแดงระเรื่อน้อยๆ แตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ จีรยงจ้องมองคนสวยของเขาอย่างพึงใจ ริมฝีปากเล็กๆ นี้ยิ่งจูบยิ่งแดงขึ้นทุกวัน

 

“แล้ว...ทำไมเจ้าถึงมาช่วยข้าได้ล่ะ? เจ้าออกไปรบไม่ใช่หรือ อ่ะ!!” ซอนอินร้องเสียงหลงออกมาเมื่อถูกจับให้นอนลงกะทันหัน ท่อนแขนหนาหนักกกกอดร่างบอบบางไม่ให้ขืนหนี จีรยงสอดมืออีกข้างเข้าใต้ร่างเล็กแล้วรวบร่างนั้นเข้ามากอดให้ถนัดขึ้นพลางว่า

 

“เจ้ายังมีไข้อยู่ นอนฟังอย่างนี้จะดีกว่า

 

.

.

.

 

ก่อนจะประกาศตอบรับทำศึกกับแคว้นทางเหนือสามวัน องค์หญิงอิมยูนาได้เข้ามาพบจีรยงที่ห้องทรงงาน สิ่งที่นางบอกเล่าให้จีรยงฟังนั้นคือแผนร้ายที่เสด็จย่าแอบกระทำลับหลังเขา ในเย็นวันก่อนหน้านั้นยูนาได้เข้าไปที่ตำหนักเสด็จย่าเพื่อจะทูลถามเรื่องอาหารของวันพรุ่ง แต่เผอิญไปได้ยินพระนางพูดคุยสั่งความกับชายชุดดำท่าทางลึกลับไม่น่าไว้ใจ แล้วก็เป็นอย่างที่ยูนาคาดไว้ นางได้ยินพระแม่เจ้าสั่งให้จอมยุทธชุดดำไปจับตัวองค์วังชอนซาหลังจบพิธีสวดที่มหาวิหาร ...รับสั่งให้จับโยนลงหน้าผา

 

จีรยงโกรธเคืองจนร่างกายแทบจะลุกเป็นไฟ ในวินาทีนั้นชายหนุ่มไม่รีรอที่จะตรงไปยังตำหนักของเสด็จย่า ทว่าความคิดอย่างหนึ่งก็ได้หยุดเขาไว้เสียก่อน เขาบอกกับยูนาที่ทำสีหน้าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้นางทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องลอบทำร้ายองค์วังชอนซา จีรยงไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรให้ยูนาเข้าใจมากมายนัก รับสั่งแต่เพียงให้เก็บสิ่งที่รู้มานี้ไว้ในใจ แล้วทำเหมือนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

 

จากนั้นจีรยงก็ได้ไปหาพระสนมฮีวอน จีรยงลอบวางแผนซ้อนแผนโดยมีพระสนมเป็นคนคอยช่วยเหลือ เขาสั่งให้พระสนมนำดอกไม้ธูปเทียนไปเปลี่ยนที่สุสานหลังวังซึ่งติดกับป่าหลวงในวันครบรอบทำความสะอาดสุสานทุกสองสัปดาห์ซึ่งตรงกับวันสุดท้ายที่ซอนอินสวดขอพรเทพเจ้าพอดี ในวันนั้นรัชทายาทหนุ่มรับสั่งให้พระนางนำทหารของพระองค์สวมชุดทหารติดตามประจำตัวตามออกไปจากวัง แล้วให้ทหารเหล่านั้นไปดักรอรับร่างของซอนอินที่จะไหลลงมาตามกระแสของแม่น้ำ แม้ใจของเขาจะยังเป็นห่วงกังวลในสวัสดิภาพของซอนอิน แต่เขาก็เชื่อมั่นในฝีมือของทหารลับของตนและเชื่อมั่นในโชคชะตาว่าซอนอินจะไม่เป็นอะไร

 

เรื่องราวทุกอย่างเป็นไปตามที่จีรยงคาดการณ์ไว้ การทำแผนครั้งนี้เขาไม่อาจบอกให้องครักษ์ฝาแฝดคนสนิทให้รู้ได้ เพราะจะดูไม่สมจริงหากมีการลักพาตัวซอนอินไปโดยที่องครักษ์ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ต่อให้วางแผนแล้วก็ตามก็ยากที่จะตบตาเสด็จย่าได้ นอกไปจากพระสนมฮีวอนแล้ว หายากนักที่จะมีคนเล่นละครเก่งได้เท่านาง ซ้ำเสด็จย่ายังมีสายลับปะปนอยู่แทบทุกตำหนักไม่เว้นแม้แต่ตำหนักของฮีอู ที่เขาจงใจสั่งให้ฮีอูไปอยู่เป็นเพื่อนซอนอินก็เพื่อให้ดูสมกับความเป็นห่วงที่เขามีให้ฝ่ายนั้น และก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้เสด็จย่าได้กระทำตามแผนก่อนที่ซอนอินจะกลับเข้าวัง

 

 

เมื่อเล่าถึงตรงนี้ คนฟังก็ได้แต่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

 

ฟังไปฟังมาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ จีรยงบอกว่ารู้เรื่องที่เขาจะต้องจมน้ำ แต่ก็ปล่อยให้เขาถูกลอบทำร้ายก่อนค่อยมาช่วย ...เพื่ออะไรกัน?

 

ข้อนิ้วหนาเกี่ยวผมเส้นเล็กให้พ้นดวงหน้างดงามของคนในอ้อมกอด “ซอนอิน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะถามเจ้า ...เจ้าจะยอมรับไหม หากข้าจะบอกเจ้าว่าวังชอนซาได้เสียชีวิตไปแล้ว

 

พลันดวงตาที่ง่วงงุนอ่อนเพลียขยายกว้างขึ้น แก้วตาสุกใสจ้องมองชายหนุ่มอย่างตกใจ

 

“ข้าเสียชีวิตแล้ว?!”

 

“ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นวังชอนซา

 

จีรยงจูบเบาๆ ลงบนหน้าผากมน “แม่น้ำสายหลักจะกลายเป็นน้ำแข็งในสามสี่วันข้างหน้า ร่างของวังชอนซาจะถูกแช่อยู่ใต้น้ำแข็งอีกหลายอาทิตย์กว่าที่น้ำแข็งจะละลาย จากนั้นอีกหลายวันทีเดียวกว่าที่ร่างของวังชอนซาจะลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นศพปลอมก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

 

ซอนอินรับฟังคำอธิบายนั้นอย่างตั้งตัวไม่ถูก จีรยงจะบอกว่าตัวเขาได้ตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ ถึงจะพูดว่าเป็นวังชอนซาที่ตายไปก็เถอะ แล้วยังศพปลอมอีก แต่นั่นก็หมายถึงตัวของเขานี่? แล้วต่อจากนี้จะทำอย่างไรล่ะ ร่างกายของเขาที่ยังหายใจอยู่นี้จะเป็นยังไง ...จีรยงไม่ต้องการเขาอีกต่อไปแล้วใช่ไหม

 

ทันความคิดของซอนอิน จีรยงก็ช้อนปลายคางเล็กให้สายตาคู่สวยเงยขึ้นสบ “คิดอะไรให้มันดีกว่านี้หน่อยเถอะ นิสัยเจ้าแบบนี้ต่อไปจะเป็นชายาของข้าได้อย่างไรกัน หืม?”

 

“ช...ชายา?”

 

“เจ้าย่อมต้องเป็นชายา

 

“ต...แต่ข้าเป็นผู้ชาย จะเป็นชายาของเจ้าได้ยังไง

 

“ใครบอกกัน เจ้าน่ะเป็นผู้หญิงของข้าต่างหาก

 

ความหมายของคำว่า ‘เป็นผู้หญิงของข้า’ ทำให้ดวงหน้าสวยแดงจัด ต่อให้เป็นคนอ่อนต่อโลกแค่ไหนก็ต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร แน่ล่ะ ก็ตลอดมาเขาเป็นคนที่ถูกกกกอดราวกับเป็นผู้หญิงของจีรยงนี่นา แต่ความจริงแล้วเขาเป็นผู้ชายนะ เหตุใดถึงได้เอามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้เล่า

 

“พูดอะไรของเจ้า ไม่เห็นจะเข้าใจ” คนสวยย่นหน้ายู่ ริมฝีปากเล็กเม้มน้อยๆ

 

เริ่มหัวค่ำ อากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้น ซอนอินเบียดกายเข้าหาจีรยงอีกนิด

 

จีรยงโอบเอวซอนอินให้ขยับตัวได้สะดวกขึ้น ริมฝีปากอุ่นปัดป่ายอยู่กลางศีรษะเล็กที่ซุกหาไออุ่นจากแผ่นอกของเขา จีรยงกดปลายจมูกลงกับกลุ่มผมนุ่มหอมหนักๆ หนึ่งครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มไม่ดังนัก ทว่าก้องกังวานอยู่ในอกของคนฟังราวกับเสียงระฆังจากแดนสวรรค์

 

 

“ข้ารักเจ้า

 

 

เสียงหัวใจดังโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาจากอกเสียให้ได้ น่ากลัวว่าเสียงหัวใจที่เต้นอยู่นี้จะสะท้อนไปถึงอีกคน

 

ซอนอินเผลอหยุดหายใจไปเสียด้วยซ้ำ

 

จู่ๆ ก็พูดออกมาไม่ให้ตั้งตัว ไม่รู้เลยหรือไงว่ามันทำให้หัวใจของเขาเกือบจะหยุดเต้น

 

“ข้ารักเจ้า ซอนอิน ข้ารักเจ้าไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร จะเป็นวังชอนซา จะเป็นเทพหรือปีศาจ หรือจะเป็นเพียงคิมซอนอิน เจ้าก็คือคนที่ชองจีรยงหลงรัก เป็นคนเพียงคนเดียวที่จะได้หัวใจของข้าไป และเป็นคนเพียงคนเดียวที่ข้าต้องการตลอดไป

 

เป็นเพราะคำสารภาพที่เอ่ยออกมาอย่างไม่ให้เวลาได้ทำใจ ซอนอินจึงไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป เขาทำได้เพียงแค่ก้มหน้าฟัง มือที่เกาะเกี่ยวแผ่นหลังไว้สั่นน้อยๆ ไม่ได้อยากร้องไห้แต่ก็หยุดร้องไม่ได้ สิ่งที่ได้ยินอยู่นี้มันทะลุทะลวงเข้าไปตามร่างกายของเขาทุกส่วน กระแสของความสุขแล่นพล่านอยู่ภายในกายจนรู้สึกเจ็บที่หัวใจยามที่มันแตกกระจายออกมา

 

เป็นสุขจนรู้สึกเจ็บ ซอนอินคิดว่าตัวเองคงผิดปกติเป็นแน่

 

“ซอนอิน เงยหน้าขึ้นเร็วเข้า” จีรยงสั่งให้คนสะอึกสะอื้นแหงนศีรษะขึ้น ขณะที่ปาดปลายนิ้วซับน้ำตาให้ เขาก็เอ่ยต่อไป “วังชอนซาตายไปแล้ว นั่นหมายถึงคิมซอนอินก็ได้ตายไปด้วย ...ช่วงที่รัชทายาทออกไปรบกับแคว้นทางเหนือ ได้พบกับหญิงงามนางหนึ่งระหว่างทาง รัชทายาทถูกใจนางเป็นอย่างมากจึงคิดที่จะพานางกลับไปยังวังหลวงหลังจบศึก และยกย่องนางให้เป็นชายาของพระองค์เมื่อรัชทายาทได้รับมงกุฎสืบทอดราชบัลลังก์”

 

“หญิงงาม...” ซอนอินทวนคำอย่างมึนงง “เจ้าหมายถึงข้า?” คนตัวเล็กคาดเดาเอาจากสายตาของคนพูดที่จ้องมองเขาแทบไม่กระพริบตา

 

แม่นางชอนอา เป็นหญิงงามที่ข้าค้นพบเพียงหนึ่งเดียวในแผ่นดินนี้”

 

จีรยงไม่สงสัยกับสีหน้าของคนสวยที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อที่เขาเรียก ‘ชอนอา’ เพราะอดีตชาติที่ผ่านมาของซอนอินนั้นเจ้าตัวไม่เคยรับรู้ ‘ชอนอา’ ที่เคยเป็นเทพบนสวรรค์นั้นเป็นเรื่องราวอีกภพหนึ่งของมนุษย์ ระหว่างรอยต่อของเส้นแบ่งเล็กๆ ในวันที่เขาใช้กระบี่แท่งขั้วหัวใจของซอนอิน หากซอนอินได้ลืมตาขึ้นในร่างของเทพสวรรค์ เจ้าตัวก็จะระลึกชาติก่อนหน้าได้ทุกอย่าง แต่จะถูกสวรรค์ลบเรื่องราวตอนเป็นมนุษย์ออกไปจนหมดสิ้น การจะเป็นใครคนหนึ่งนั้นมีสิทธิ์ได้เห็นเพียงสิ่งที่เลือกแล้วเท่านั้น หากจะให้นับ จีรยงคิดว่าเขาคงเป็นคนจำนวนน้อยหรืออาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่ได้พบเจอกับเทพสวรรค์จริงๆ ต่อหน้า ซ้ำยังได้สนทนากันอีก...

 

พอนึกย้อนกลับไป จีรยงก็พึ่งได้รู้ตัว ว่ากว่าจะได้คนคนนี้มา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว

 

โชคดีที่ก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่เคยได้เห็นใบหน้าของวังชอนซาเท่าใดนัก เพราะซอนอินต้องสวมชุดเวลาออกไปสวดซึ่งมีผ้าคลุมหน้าผืนบางคอยพรางสายตามาตั้งแต่ต้น ส่วนคนในวังหลวงก็มีน้อยคนนักที่จะได้เห็นซอนอิน แต่เรื่องนี้เขาก็คิดไว้แล้วว่าจะจัดการยังไงต่อไป

 

กว่าจะได้เจ้ามา แม้จะยากเย็นแสนเข็ญ แต่ข้าก็ยินดีเพื่อเจ้าซอนอิน ...ขอเพียงเจ้ายอมตอบรับเท่านั้น

 

ฝ่ามือใหญ่ประคองดวงหน้าเล็กที่ยังชื้นน้ำตา เขาทอดมองอย่างอ่อนโยนระคนรักใคร่ในแววตาอย่างแสดงออก “คิมซอนอิน เจ้ายอมทิ้งทุกอย่างเพื่อที่จะเป็น ชอนอา ของข้าได้ไหม หากเจ้าต้องเป็นหญิงในสายตาผู้อื่นยามที่ยืนเคียงข้างข้าในฐานะชายา เจ้าจะยอมหรือเปล่า ...เจ้าจะยอมโกหกคนทั้งแผ่นดินไปพร้อมกับข้าผู้นี้หรือไม่...ซอนอิน

 

แผนการที่จีรยงวางไว้ ก็เพื่อหาช่องทางให้เขาได้เป็นคู่ครองกับอีกฝ่ายงั้นหรือ ซอนอินรู้สึกเหมือนตัวเองรับเรื่องพวกนี้เข้าไปอีกไม่ไหวแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงกระอักความสุขตายเสียก่อนจะได้สมหวังอย่างแน่นอน

 

ซอนอินยันมือลงกับแคร่ไม้แล้วลุกขึ้นนั่ง เส้นผมสีดำยาวที่ไม่ได้มัดรวบไว้ไหลตกลงตามไหล่บอบบาง ผิวกายของซอนอินในตอนนี้ขาวกว่าปกติด้วยอากาศที่หนาวเย็นทำให้เส้นผมนั้นตัดกับสีผิวอย่างชัดเจน เป็นภาพที่สวยงามนักในสายตาของคนมอง

 

นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายสุกใสมองสบสายตาคมเข้มของคนที่นอนอยู่ ฝ่ามือเล็กวางทาบแผ่นอกแกร่ง

 

“ต่อให้ต้องลงนรกไปกับเจ้าข้าก็ยินยอมที่จะคว้าหัวใจดวงนี้ไว้ตลอดไป

 

ริมฝีปากหยักระบายยิ้มกว้าง ชายหนุ่มเอื้อมแขนขึ้นฉุดร่างบางให้นอนทับลงมาที่ตัวของเขา

 

“ซอนอิน ข้าอยากจะกอดเจ้านัก อยากจะกลืนกินเจ้าเสียตอนนี้เลย

 

ถึงปากจะบอกว่าอยาก แต่มือก็ได้นำไปก่อนแล้ว จีรยงลูบไล้เรือนร่างนุ่มนิ่มผ่านอาภรณ์อย่างห้ามใจไม่อยู่ จับพลิกให้ร่างเล็กนอนอยู่ด้านล่างแล้วตามขึ้นคร่อม ตามติดด้วยจูบหนักๆ ที่เน้นย้ำจนคนตอบรับหายใจแทบไม่ทัน

 

“อื้มมมม

 

จีรยงถอนจูบออกมา ดวงหน้าแดงก่ำของซอนอินตอนนี้ทั้งดูสวยทั้งดูน่ารัก

 

“หากข้ากอดเจ้าตอนนี้ มีหวังเป็นไข้กันทั้งคู่แน่ มา คืนนี้ข้าจะนอนกอดเจ้าไว้ทั้งคืน หายไข้เมื่อไหร่ข้าไม่ปล่อยเจ้าแน่

 

ผ้าห่มขนสัตว์ถูกยกขึ้นคลุมตัวพวกเขาอีกครั้ง เช่นเดียวกับอ้อมกอดที่มอบให้คนรักอีกครั้งเช่นกัน

 

เสียงหัวใจและจังหวะการหายใจของจีรยงค่อยๆ ขับกล่อมให้ซอนอินคล้อยหลับ แต่ก่อนที่สติจะจมสู่ห้วงนิทรา เรียวคิ้วบางก็ขมวดยุ่ง เสียงหวานเอ่ยถามผ่านแผ่นอกคนกอด

 

“จีรยง แล้วอย่างนี้ที่วังไม่วุ่นวายกันแย่เหรอ ก็ข้าหายไปทั้งคนนี่?”

 

“ไม่หรอก เสด็จย่าย่อมต้องปิดข่าวทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะพระนางเองเป็นคนสั่งให้จับเจ้าโยนลงหน้าผา ส่วนคนของข้าก็คงไม่กล้าประกาศอะไรออกไปจนกว่าข้าจะกลับเข้าวัง อืม...เห็นจะน่าห่วงก็แต่คนของข้านี่แหละ จะบอกใครก็ไม่ได้ ป่านนี้คงแทบอกแตกตาย นั่งนับวันรอข้ากลับไปอยู่เป็นแน่

 

ทั้งฮีอู โทซอง กึมซอง แล้วยังคนในตำหนักโยกัน เวลานี้คงร้อนใจกันน่าดู

 

น่าสงสารพวกเขานัก!

 

ซอนอินคิดถึงความรู้สึกของฮีอู แล้วยังยอนอากับโซยอนอีก ทั้งสามคนต้องเป็นห่วงเขาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่

 

ส่วนชองโยฮวา ตอนนี้ก็คงจะพออกพอใจที่เขี่ยเขาออกจากหลานชายได้สินะ พระนางจะแค้นข้าไปจนตายหรือเปล่าหากพบว่าข้ายังมีชีวิตอยู่อย่างนี้

 

โอ้ย ทั้งที่ข้าเคยอยู่แต่ในกรอบของศีลธรรมมาตลอด แต่ตอนนี้กลับเลือกทางเดินตรงข้ามเสียได้ คิมซอนอินอยากจะร้องไห้นัก แต่ก็ไม่รู้ว่าที่ร้องไห้นี้เพราะเสียใจหรือยินดีกันแน่ คิดแล้วก็ได้แต่จนกับคำตอบ

 

คงมีเพียงสิ่งเดียวที่ตอบซอนอินจากคำถามนับร้อยเหล่านี้ได้

 

 

...เพราะชองจีรยง

 

 

“ข้าว่าเจ้าเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด ไม่มีแคว้นไหนมีผู้นำร้ายกาจได้เท่าเจ้าอีกแล้วล่ะชองจีรยง

 

“แต่ข้าว่าเจ้าน่ากลัวกว่าใครทั้งหมด ไม่มีผู้ใดทำให้ใจของชองจีรยงหวั่นไหวได้เท่าเจ้าอีกแล้วล่ะคิมซอนอิน

 

“นอกจากจะนิสัยร้ายแล้ว เจ้ายังปากร้ายเกินใครอีกด้วย!”

 

“นอกจากจะน่ากลัวแล้ว เจ้ายังปากหวานจนข้าอยากจะกินมันทั้งคืน!”

 

“.......”

 

ซอนอินกับจีรยงมองตากัน ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ

 

เสียงตอบโต้ของคนทั้งสองค่อยๆ เงียบหายไปในค่ำคืนของต้นฤดูหนาว รสจูบนุ่มนวลหอมหวานดำเนินไปอย่างเชื่องช้าไม่ต่างจากปุยหิมะที่ลอยเอื่อยอยู่ท่ามกลางผืนฟ้ากว้างใหญ่ ความอบอุ่นจากสัมผัสกายที่โอบกอดกันปิดกั้นไม่ให้ความหนาวเย็นได้กร่ำกราย

 

 

ค่ำคืนนี้ วิหคแสนงามได้หลับใหลไปในวงแขนของมังกรหนุ่มผู้เป็นที่รักนั้นเอง

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up