Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 29

 

 

รุ่งสางมาเยือนพร้อมอากาศที่เย็นเหยียบจนต้องคว้าร่างอุ่นนุ่มเข้ามาแนบกันมากกว่าเดิม จีรยงโอบกอดซอนอินไว้ด้วยสองแขน ส่งผ่านความอบอุ่นให้เรือนร่างบางได้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น

 

จีรยงหลับต่ออีกเพียงครึ่งชั่วยาม เปลือกตาหนาก็ได้ขยับเผยดวงตาของมังกรหนุ่มผู้เก่งกล้า แก้วตารัตติกาลจ้องมองดวงหน้าใสที่อิงซบท่อนแขนของเขาเป็นสิ่งแรกของวัน ริมฝีปากอิ่มสวยยังบวมช้ำจากการถูกจูบหนักหน่วงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อคืนนี้ จีรยงลูบกลีบปากสีสดนั้นเบาๆ ก่อนไล่สายตาลงตามช่วงไหล่เนียนไปจนท่อนแขนขาวที่หายลับเข้าไปในผืนผ้าห่ม ทว่าเพียงแค่ส่วนที่โผล่พ้นออกมาจากผวยผ้านี้ก็ทำให้ชายหนุ่มได้เห็นถึงร่องรอยช้ำเป็นจ้ำกระจายอยู่ประปราย

 

เมื่อคืนนี้เขาทำรุนแรงกับซอนอินถึงเพียงนี้เชียวหรือ ความสำนึกผิดเพิ่งได้ก่อตัวขึ้นก็ตอนนี้เอง

 

ข้อนิ้วหนาเกี่ยวเส้นผมสีดำมันเงาที่แผ่สยายให้รวบตกไปยังด้านหลัง หัวไหล่ขาวเนียนดูเป็นประกายต้องสายตามากยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีเส้นผมมาบดบัง จีรยงเลื่อนสายตาวกกลับไปมองดวงหน้าสวยอีกครั้ง เขาเห็นว่าเปลือกตาบางมีอาการบวมเล็กน้อย เมื่อใช้ปลายนิ้วแตะลงที่หางตาก็รู้ได้ว่าซอนอินร้องไห้จนผล็อยหลับไป

 

ร้องไห้อีกแล้ว...

 

จีรยงอยากจะชกปากตัวเองนัก ไม่เพียงแค่ปาก แต่อยากจะชกทุกส่วนของร่างกายที่ทำให้คนสำคัญคนนี้ต้องเสียน้ำตาและทุกข์ใจครั้งแล้วครั้งเล่า ...ชองจีรยง เจ้าจะคาดหวังอะไรกับคนคนนี้นักหนา ทำไมเจ้าจะต้องคาดคั้นซอนอินให้จนมุมด้วย ก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าซอนอินมีนิสัยอย่างไร รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าซอนอินยอมเสียใจดีกว่าที่จะเสียเจ้าไป

 

ซอนอินจะไม่มีวันเรียกร้อง หากเขายังตั้งมั่นที่จะสืบทอดราชบัลลังก์

 

...กษัตริย์ที่ไม่มีชายา ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะปกครองแคว้น

 

ซอนอินรู้ดีถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะรู้ถึงได้ยอมที่จะยืนอยู่เบื้องหลัง ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อเขา...และเพื่อซอนอินเอง

 

ริมฝีปากอุ่นนาบลงกับหน้าผากขาว ก่อนพรมจูบเบาๆ ไล้ลงตามสันจมูกโด่งรั้น

 

“ข้าจะไม่ถามเจ้าให้ช้ำใจอีกว่าเจ้าอยากให้ข้าทำสิ่งใด ข้าจะไม่ฝืนความรู้สึกของเจ้าอีกแล้ว ข้าจะอภิเษกสมรสหรือไม่ ไม่สำคัญอะไรเท่ากับเจ้า หากข้าอภิเษกสมรสเจ้าก็เสียใจ หากข้าทิ้งมงกุฎเจ้าก็เสียใจอีก ...ซอนอินของข้า... ข้าจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเราสองคน เพราะฉะนั้น ระหว่างนี้เจ้าช่วยเข้มแข็งหน่อยจะได้ไหม เข้มแข็งเพื่อข้าและเพื่อตัวเจ้าเอง

 

จีรยงลูบผิวแก้มคนที่ยังอยู่ในห้วงนิทราอย่างแสนรักใคร่

 

 

“เจ้าแค่อยู่ตรงนี้ มองแต่ข้า รักเพียงข้า ที่เหลือนอกจากนี้ให้เป็นข้าเองที่ทำเพื่อเจ้า

.

.

.

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา สาส์นท้ารบฉบับหนึ่งจากแคว้นทางเหนือได้ถูกส่งมายังฮานึล จีรยงตัดสินใจตอบรับทันทีด้วยคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ ทหารกองพลก็ได้จัดเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว การทำศึกครั้งนี้ไม่ใช่สงครามครั้งใหญ่มากมายนัก แต่ก็ไม่อาจละเลยได้ แคว้นทางเหนือยังไม่มีการแก่งแย่งชิงแคว้นกันอย่างจริงจัง ดังนั้นแต่ละแคว้นก็ยังคงรักษาเขตแดนของตนเองอย่างสันโดษ การที่แคว้นใดแคว้นหนึ่งท้ารบกับเมืองอื่นนั้นหากไม่มีศักยภาพจริงคงทำไม่ได้ เพราะนอกจากจะไม่มีใครคอยช่วยหนุนหลังแล้ว ยังต้องใช้ประชากรของตนเองให้คุ้มค่าที่สุดด้วย จีรยงทราบมาว่าแคว้นทางเหนือ ‘แฮอัน’ นั้นมีผู้นำที่เยาว์ชันษากว่าตน แต่กลับเก่งกาจเกินตัวนัก จากที่สืบรู้มา ดูเหมือนว่าผู้นำคนนี้ได้จัดการเรื่องทุพภิกขภัยได้อย่างน่ายกย่อง เพียงครึ่งปีชาวบ้านที่คลาดแคลนอาหารก็ได้ฟื้นตัวระบบการเกษตรใหม่อีกครั้งหลังจากถูกพายุมหาสมุทรทำลายมานานกว่าสองปี เป็นแคว้นที่ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ

 

จีรยงออกตัวว่าจะร่วมศึกครั้งนี้ด้วย ใช้กองทัพที่สามและสี่เป็นแกนนำ ส่วนกองทัพที่เจ็ดของพระองค์นั้นจะคอยหนุนหลังเป็นกองกำลังเสริมอีกที

 

ในการเดินทางครั้งนี้ยังมีอีกผู้หนึ่งที่จะเข้าร่วมด้วย นั่นก็คือราชครูปาร์คยองจู เนื่องจากเป็นน่านน้ำของเชินอันจึงจำเป็นต้องมีกุนซือคอยชี้ทางที่ดีที่สุดในการวางแผนรบ ทันทีที่ฮีอูรู้เรื่องนี้เข้าก็ถึงกับหมกมุ่นปรุงยาให้คนรักเก็บติดตัวไว้เป็นการใหญ่

 

 

“อันนี้แก้ไข้หวัดทั่วไป แต่ถ้าหากท่านเป็นไข้ป่า ท่านต้องทานนี่ กับนี่ แล้วก็นี่ เข้าไปด้วยรู้ไหม” มือเล็กจัดการหยิบกระปุกยานับสิบลงในห่อผ้าที่ดูจะใหญ่เกินกว่าจะนำติดตัวไปออกรบของชายหนุ่ม

 

“แล้วถ้าหากท่านน้ำมูกไหลเพราะอากาศเย็นล่ะก็ ต้องดื่มโสมผสมน้ำผึ้งในขวดนี้นะ” ดวงหน้าขาววุ่นวายอยู่กับการหันซ้ายทีขวาทีจนผมเผ้ายุ่งเหยิงนั้นเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับชูขวดน้ำที่ทำจากไม้เนื้อดี กำลังจะอธิบายสรรพคุณเพิ่มเติม จู่ๆ คนตัวสูงก็ลุกพรวดเดินจ้ำอ้าวเข้ามาคว้าเอวไว้แล้วลากลงมานั่งด้วยกันบนเตียง

 

ฮีอูที่ถูกจับนั่งลงบนตักของร่างสูงเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนรู้ใจยามที่ริมฝีปากอุ่นนั้นแนบลงที่ข้างแก้ม

 

“แล้วถ้าหากข้าเป็นไข้ ‘คิดถึงฮีอู’ ล่ะ จะทำเช่นไร มียาให้ข้าทานหรือเปล่า”

 

เจ้าจิ้งจอกตัวโตนี่นิสัยต่างจากบุคลิกเสียจริง! ฮีอูแอบเหน็บแนมราชครูหนุ่มในใจ นึกจะพูดจาหวานหูก็พูดออกมาดื้อๆ ทั้งที่ปกติออกจะเย็นชานิ่งขรึมเสียขนาดนั้นแท้ๆ ปาร์คยองจูเป็นผู้ชายที่ดูแค่ภายนอกไม่ออกเลยจริงๆ

 

ฮีอูขยับตัวให้หันไปมองหน้าเจ้าของตักได้ถนัดขึ้น “ยาทานไม่มีหรอก มีแต่ยาป้องกัน!” ว่าแล้วคนตัวเล็กก็จัดการยื่นริมฝีปากนุ่มๆ เข้าประทับจูบเป็นการป้อนยาป้องกันโรคหวัดที่ว่านั่นเสียชุดใหญ่ กะเอาให้อีกฝ่ายหมดลมหายใจกันไปข้าง

 

จูบกันไปจูบกันมา ร่างกายที่แนบชิดก็เริ่มอ่อนระทวยต่อบรรยากาศ ขณะที่ปลายลิ้นและริมฝีปากยังแนบสนิทกัน ร่างของคนทั้งสองก็เอนลงกับที่นอนหนา แต่ถึงแม้ว่าระดับการจูบจะเร่งเร้ามากขึ้นเป็นเท่าตัว ทว่าคนตัวสูงก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดตอบสนองนอกไปจากการแทรกปลายนิ้วผ่านเรือนผมเส้นเล็กอยู่แค่นั้น

 

“อืม...” ฮีอูครางทรมานอยู่ในลำคอ อารมณ์ตอนนี้ของร่างเล็กนั้นปั่นป่วนจนเหมือนอะไรในกายจะระเบิดออกมาเสียให้ได้หากไม่ได้รับการปลุกเร้ามากกว่านี้ แน่นอนว่าร่างกายของฮีอูไวต่อการถูกสัมผัสมากเป็นพิเศษ เพราะการขึ้นเตียงครั้งแรกกับองค์ชายใหญ่นั้นเป็นประสบการณ์ที่ถือว่าเริ่มต้นเร็วกว่าวัยนัก ซ้ำฝีมือการฝึกสอนขององค์ชายใหญ่เก่งกาจเสียขนาดนั้น ย่อมทำให้ร่างกายของฮีอูจดจำและอ่อนไหวได้อย่างง่ายดาย

 

ยากเกินจะสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน หากแต่ท่าทีของอีกฝ่ายที่ไม่คิดจะรุกไล่ ฮีอูก็ไม่ด้านพอจะเป็นฝ่ายเริ่ม ร่างเล็กผละจูบออกมาด้วยสีหน้าแดงก่ำ ลมหายใจหอบกระชั้นติดขัด ฮีอูนั่งคร่อมร่างของยองจูอยู่หลายอึดใจเพื่อระงับสติไม่ให้เตลิดไปไกลแล้วถึงค่อยขยับลงมานั่งบนฟูกเตียงข้างๆ คนตัวสูง

 

“พรุ่งนี้ท่านต้องออกเดินทางแต่รุ่งสางเลยใช่ไหม?”

 

“อืม ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน จึงจำเป็นต้องรีบเร่ง

 

ศีรษะเล็กพยักหงึกหงักเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปจัดสัมภาระให้ยองจูต่อ

 

ช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกนั้น คนที่ไม่ได้แวะเวียนมาที่ตำหนักของคุณชายฮีอูมาได้พักใหญ่นั้นกลับเดินทางมาหาถึงที่ พร้อมขบวนทหารติดตามสมตำแหน่ง

 

“องค์ชายจีรยง” ฮีอูออกมายืนตอนรับที่ด้านหน้าตำหนักพร้อมกับยองจู

 

“ไม่ต้องมากพิธี” เขาปัดมือไล่สาวใช้ ก่อนเดินนำเจ้าของตำหนักเข้าไปยังด้านใน ชายหนุ่มสะบัดชายชุดทรงก่อนทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้รับรอง เมื่อคนทั้งสองนั่งลงตามแล้ว เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่รอช้า “ฮีอู ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ เจ้าช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนซอนอินได้ไหม นอนที่ตำหนักนั้นเลยยิ่งดี ข้ากลัวใจของเสด็จย่านัก เวลานี้เห็นแก่ข้าถึงไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับซอนอิน แต่หากข้าไม่อยู่ไม่รู้ว่าพระนางจะไปที่ตำหนักโยกันหรือไม่”

 

ตั้งแต่ที่เริ่มมีการพูดถึงเรื่องอภิเษกสมรส จีรยงก็หาได้นิ่งนอนใจไม่ ชายหนุ่มคัดค้านคำของเสด็จย่าทันที ทว่าอีกฝ่ายเป็นผู้สูงวัยกว่า ซ้ำยังมีศักดิ์เป็นถึงพระมารดาขององค์กษัตริย์ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่อีกฝ่ายจะยอมฟังความของหลานชาย แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้มีการตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะ แต่หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดก็คงค้างคากันไม่มีวันจบแน่ แล้วยิ่งยูนาเองยังเชื่อฟังเสด็จย่าด้วยแล้ว ยากนักที่จะหาเหตุผลดีๆ มายุติความต้องการนี้

 

เมื่ออาทิตย์ก่อน หลังจากที่เขาได้คาดคั้นซอนอินไป สุดท้ายแล้วเขาก็พบว่าตนเองทำอะไรไม่คิด จึงได้ตัดสินใจไปคุยกับเสด็จย่าว่าตนแต่งงานกับใครไม่ได้ทั้งนั้น พอพูดไปอย่างนั้นกลับโดนสวนกลับมาว่าเป็นเพราะคิมซอนอินที่ทำให้เขาต่อต้านพระนาง ได้ฟังเช่นนั้นแล้วจีรยงก็กังวลใจขึ้นมา เสด็จย่ารู้ทันเขา... เขาเอ่ยดักทางฝ่ายนั้นไม่ให้ไปยุ่งกับซอนอิน แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยอมฟังไหม ตอนนี้เขายังเป็นแค่รัชทายาท อำนาจในมือมีแค่เรื่องการเมืองเท่านั้น ถึงอย่างไรพระแม่เจ้าก็เป็นผู้ที่ปกครองอาณาเขตวังหลังไว้ทั้งหมด ใครจะอยู่หรือไป ผู้ใดทำอะไร ล้วนอยู่ในสายพระเนตรของเสด็จย่าทั้งสิ้น

 

“ฝ่าบาทไม่ต้องกังวลพระทัยอันใดเลย หม่อมฉันจะอยู่เป็นเพื่อนองค์วังชอนซาจนกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับ

 

เมื่อได้รับคำมั่นจากฮีอูเช่นนี้ จีรยงก็ค่อยเบาใจ

 

“แต่ว่า...” ฮีอูขมวดคิ้วยุ่ง “ฝ่าบาทไม่คิดจะอยู่รอจนกว่าองค์วังชอนซาจะเดินทางกลับจากมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ก่อนหรือ?”

 

ทุกกลางเดือน เป็นเวลาสี่วัน องค์วังชอนซามีหน้าที่ที่จะต้องไปที่มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ใกล้กับวังหลวงของฮานึลเพื่อทำพิธีสวดสรรเสริญขอพรองค์เทพเจ้าทงซกเป็นประจำ

 

ตอนนี้ซอนอินไปที่มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้สองวันแล้ว

 

“ข้าจะเดินทางไปพร้อมกองพลทหารชุดสุดท้ายในวันพรุ่ง ไปถึงเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หากจบจากศึกนี้แล้วแคว้นเราคงได้อยู่อย่างสงบไปอีกนานพอควร” เป็นอย่างที่จีรยงว่าไว้ไม่ผิด หากศึกนี้ฮานึลชนะอย่างไม่สูญเสียมากนัก แคว้นอื่นๆ ที่อยู่รายล้อมจะเกิดความเกรงกลัวในอำนาจของฮานึล กว่าที่จะมีผู้ใดคิดสู้ขึ้นมาอีกก็คงผ่านไปอีกหลายสิบปีแล้ว

 

จีรยงอยู่คุยกับฮีอู และนัดหมายการเดินทางกับยองจูไม่นานนักก็เดินออกจากตำหนักไป

 

 

 

 

ก่อนจะหมดวัน จีรยงได้แวะไปหาองค์กษัตริย์ฮวาจีผู้เป็นพระบิดาที่ตำหนักหลวง

 

 

แสงสลัวภายในห้องบรรทมขององค์กษัตริย์แห่งฮานึลชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงกาลเวลาที่ต่างออกไปจากเดิม เจ้าของเรือนร่างสูงสง่าภายใต้อาภรณ์สีทองอร่ามซึ่งถูกปักเย็บด้วยเส้นด้ายเนื้อดีลวดลายมังกรตัวใหญ่ก้าวย่างไปยังแท่นบรรทมของผู้เป็นพระบิดา

 

กว่าสองเดือนแล้วที่จีรยงพบว่าเสด็จพ่อของตนเอาแต่นอนซมไม่ทรงประสงค์ทำสิ่งใด ทั้งโอสถและพระกระยาหารไม่ใคร่เสวยสักเท่าใดนัก ร่างกายที่ผ่ายผอมอยู่เป็นนิจเวลานี้ทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ความกังวลก่อตัวขึ้นในจิตใจของรัชทายาทหนุ่มไม่เว้นแต่ละวันยามที่เห็นเสด็จพ่ออ่อนแรงลงทุกครั้งที่มาเยี่ยม

 

เก้าอี้ที่ไม่เคยถูกจับย้ายห่างจากข้างเตียงถูกชายหนุ่มร่างสูงรั้งเข้ามานั่ง

 

“เสด็จพ่อ ทรงทานยาหน่อยเถอะพะย่ะค่ะ อย่าทรงทรมานตนเองเช่นนี้เลย” จีรยงวนช้อนในถ้วยกระเบื้องที่รับมาจากแพทย์หลวงประจำตัวสองสามครั้ง ก่อนเอ่ยแกมวอนขอต่อผู้เป็นพ่อ “จู่ๆ เสด็จพ่อก็ดื้อขึ้นมาอย่างนี้ หม่อมฉันเป็นห่วงนัก เสด็จพ่อทราบหรือไม่ว่าร่างกายของเสด็จพ่ออ่อนแอลงมากเพียงไร เหตุใดถึงไม่เชื่อฟังท่านหมอหลวง พิษจากดอกอังฮวา หากเว้นระยะการรักษาจะทำให้ไม่สามารถรักษาสมดุลของธาตุในกายได้นะพะย่ะค่ะ”

 

เรียวหน้าขาวซูบตอบ ทว่ายังคงเค้าของความเป็นบุรุษรูปงามระบายรอยยิ้มบางคล้ายฝืนทน นัยน์ตาอ่อนแสงไร้แววประกายสุกใสหลุบลงเชื่องช้า ก่อนลืมขึ้นทอดสายตาไปไกลไร้จุดหมาย สุรเสียงแหบแห้งเอื้อนเอ่ยราวกับกำลังพร่ำรำพึงกับตนเอง

 

“ชองฮวาจีมีชีวิตอยู่ได้จนถึงวันนี้นับว่านานเกินกว่าที่คิดไว้นัก

 

“เสด็จพ่อตรัสเช่นนั้นได้อย่างไรกัน...

 

“หึ พ่อจะบอกอะไรให้เจ้าฟังนะจีรยง ความเป็นจริงที่พ่อพยายามปกปิดมาโดยตลอด คือการที่หัวใจและวิญญาณของพ่อได้ตายจากไปตั้งแต่วันที่พ่อได้ขึ้นครองราชย์ สิ่งที่เจ้าและใครๆ ต่างเห็นอยู่นี้ คือชองฮวาจีที่มีแต่เพียงร่างกายและสามัญสำนึกในหน้าที่เท่านั้นเอง ตัวตนจริงๆ ของพ่อได้ตายจากไปนานแล้ว

 

คำพูดเลื่อนลอยไร้เหตุผล เป็นครั้งแรกที่คนเป็นลูกเพิ่งเคยได้รับฟัง

 

“เสด็จพ่อทรงกล่าวไร้สาระ ...ตายจากไปที่ไหนกัน อย่าทรงล้อเล่นกับหม่อมฉันให้มากนักเลย” จีรยงพยายามปลอบใจตัวเองว่าสิ่งที่เพิ่งได้ฟังนี้เป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ

 

ชองฮวาจีหันศีรษะมองลูกชาย เขาวาดรอยยิ้มแบบที่จีรยงเห็นแล้วรู้สึกทรมานหัวใจนัก มือผอมแห้งยกขึ้นวางทาบบนหลังมือของเด็กหนุ่มแล้วกำไว้หลวมๆ

 

“ความหมายของพ่อ สักวันเจ้าจะเข้าใจ

 

มีหลายครั้งที่จีรยงสะกิดใจในคำพูดของผู้เป็นพ่อ หลายครั้งที่เขาเกี่ยวโยงเรื่องราวขององค์กษัตริย์ฮานึลและเชินอันเข้าด้วยกัน ศึกรบระหว่างสองแคว้นเมื่อครั้งก่อนเกิดอะไรขึ้นนั้นชายหนุ่มเริ่มจะจับความอะไรบางอย่างได้บ้างแล้ว เหลือก็แต่รอให้อีกฝ่ายเปิดเผยให้ฟังเท่านั้น ทว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไปเช่นนี้ก็เกรงว่าจนถึงวินาทีสุดท้ายของเส้นชีวิต พ่อของตนอาจจะจบทุกความทรงจำนั้นลงไปพร้อมกับลมหายใจก็เป็นได้

 

จีรยงวางถ้วยยาลงที่โต๊ะเล็กเมื่อไม่เห็นทีท่าว่าคนบนเตียงจะสนใจทาน ชายหนุ่มล้วงหยิบห่ออะไรบางอย่างจากอกเสื้อ

 

“ความหมายของเสด็จพ่อ คือสิ่งนี้ใช่หรือไม่

 

ห่อผ้าแพรลื่นมือสีเหลืองถูกคลี่ออกเผยให้เห็นสร้อยคอที่ทำจากเชือกหนังอย่างดี สิ่งที่สะดุดตาคนมองครั้งแรกคือจี้หยกแบนเรียบไร้ลวดลาย แต่เมื่อมือขาวบางเอื้อมหยิบสร้อยเส้นนั้นจากมือของลูกชายขึ้นมาก็ได้เผยให้เห็นที่ด้านหลังตัวหยกซึ่งมีลายสลักอักษรฮันจาสองคำ มีความหมายตรงกับพระนามขององค์กษัตริย์ฮานึลองค์ปัจจุบัน ‘ฮวาจี

 

ไม่ต้องคิดให้มากความก็รู้ได้ว่าคนทั้งสองนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน จีรยงเห็นสร้อยเส้นนี้นอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของกษัตริย์เชินอันตอนที่เขาวิ่งไปห้ามซอนอินไม่ให้ทำร้ายตัวเอง ร่างไร้วิญญาณนั้นถูกแยกระหว่างกายกับศีรษะ หากแต่รูปแบบการกำสร้อยคอไว้ในอุ้งมือนั้นราวกับว่าเจ้าตัวจงใจให้ใครสักคนได้เห็นถึงวัตถุชิ้นนี้ในฝ่ามือของตน และจีรยงก็ได้เห็นมันก่อนจะเก็บกลับมา

 

ตัดสินใจอยู่นานกว่าจะนำสิ่งนี้มาให้เสด็จพ่อ เพราะถ้าปล่อยให้พูดออกมาเอง เห็นทีคงเป็นไปไม่ได้

 

“เสด็จพ่อ...” แววตาสีอ่อนที่สลดวูบยามจ้องมองจี้หยกทำให้คนเป็นลูกต้องเอ่ยเรียกเบาๆ แต่แล้วจีรยงก็ตัดสินใจเงียบเสียงลง

 

ฮวาจีใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่าที่หยดน้ำตาที่เอ่อคลอม่านตาจะสลายหายไป เหลือเพียงแต่เค้าร่องรอยของความเสียใจในดวงตาที่ขึ้นสีแดงเล็กน้อย

 

“จีรยง เจ้าช่วยใส่ให้พ่อได้ไหม” แม้น้ำเสียงจะยังคงนิ่งเรียบ แต่คนฟังก็ยังรู้สึกได้ว่าเสียงที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากสีซีดคู่บางนี้สั่นเครือเล็กน้อย

 

จีรยงประคองแผ่นหลังแบบบางให้พิงหัวเตียง ก่อนบรรจงสวมสร้อยที่มีเพียงจี้หยกคล้องอยู่ให้กับเสด็จพ่อ

 

“เสด็จพ่อกับกษัตริย์อุนเซ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร บอกลูกได้ไหมพะย่ะค่ะ

 

“หากเจ้าเลือกที่จะเดินอยู่บนเส้นขนานระหว่างกัน วาจาหนึ่งคำที่ข้าให้เจ้าได้ก็มีเพียง ‘เวลา’ เท่านั้น”

 

ประโยคดังกล่าวเรียกให้เรียวคิ้วหนากดลึกอย่างใช้ความคิด ฮวาจีงมองสีหน้าของลูกชาย ก่อนเอ่ยต่อไป “พ่อไม่จำเป็นต้องบอกเจ้าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับอุนเซหรอกใช่ไหม” แน่นอนว่าจีรยงคาดเดาคำตอบได้เองแล้วตั้งแต่เห็นจี้หยก เมื่อเห็นลูกชายพยักหน้ารับ กษัตริย์ฮวาจีก็ยิ้มให้บางๆ “ประโยคเมื่อครู่นี้ เป็นประโยคสุดท้ายที่พ่อได้ฟังจากคนผู้นั้น ในฐานะของคิมอุนเซและชองฮวาจี ไม่ใช่รัชทายาทจากแคว้นใด ...หลังจากนั้นไม่ถึงอาทิตย์ พ่อก็ขึ้นครองราชย์ทันที และมีเจ้าในเวลาต่อมา จนกระทั่งเจ้าอายุได้ห้าขวบเศษ ฮานึลและเชินอันก็ได้ประกาศทำสงครามกันอย่างเป็นทางการ ทั้งพ่อและอุนเซต่างบาดเจ็บสาหัสไม่แพ้กัน ความจริงแล้ว พ่อเองอาจจะต้องจบชีวิตไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้ หากอุนเซไม่ประกาศเลิกทัพกะทันหัน ...นั่นเป็นทั้งหมดที่เจ้าอยากรู้มาตลอด เหตุผลที่พ่อไม่คิดจะทำศึกกับเชินอันอีกก็เพราะหนี้ชีวิตครั้งนั้น”

 

ร่างผ่ายผอมระบายลมหายใจบางเบา ขณะที่สายตาเหลือบขึ้นมองใบหน้าคมเข้มของลูกชาย

 

“แต่มันก็เหมือนเป็นโชคชะตา ที่เจ้าไปลักพาตัวบุตรชายของอุนเซ...

 

“หม่อมฉันไม่รู้ว่าเสด็จพ่อเป็นหนี้ชีวิตกษัตริย์อุนเซ” เมื่อได้ฟังข้อเท็จจริง จีรยงก็รู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ เพราะสาเหตุของเรื่องราวที่เป็นอยู่นี้ ทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นจากวันที่เขาไปลักพาตัวซอนอินมาที่ฮานึล

 

“ถึงเจ้าไม่เริ่มตั้งตัวก่อสงคราม สักวันข้างหน้าฮานึลและเชินอันก็ต้องปะทะกันอยู่ดี จะช้าหรือเร็วเท่านั้น...อย่างที่อุนเซเคยบอกไว้ หากพ่อเลือกหนทางนี้ สิ่งที่กั้นกลางระหว่างพ่อและเขาก็คือเวลา...

 

ฮวาจีนึกย้อนไปถึงช่วงเวลายาวนานที่ผ่านพ้นมา

 

‘เวลา ที่อุนเซเคยบอกนั้นเป็นคำพูดที่กรีดลึกลงในหัวใจของเขาแทบทุกวัน ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มีแต่กาลเวลาเท่านั้นที่ดำเนินไปไม่หยุด เฉกเช่นความรู้สึกของเขาที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะผ่านคืนวันมาเนิ่นนาน รวมถึงความเจ็บปวดเสียใจที่ต้องทนกับช่วงเวลาเหล่านี้อย่างไม่มีสิ้นสุด

 

มือซีดขาวอมโรคยกขึ้นทาบจี้หยก ...ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าเองก็เจ็บปวดไม่แพ้ข้าใช่ไหม คิมอุนเซ...

 

จีรยงหยุดคิดทบทวนคำถามอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจเอ่ยด้วยความสงสัย “ไยเสด็จพ่อถึงเลือกครองราชย์  ในเมื่อเสด็จพ่อเองก็ยังมีใจให้อีกฝ่ายอยู่เช่นนี้

 

“เวลานั้นพ่อเด็กกว่าเจ้านักจีรยง ความสัมพันธ์ที่มากเกินกว่าจะเข้าใจระหว่างพ่อกับอุนเซเหมือนเป็นแค่เรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นเพียงความฝันที่ต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริง ทุกอย่างที่พ่อต้องทำล้วนเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น ภาระหน้าที่ทุกอย่างตกอยู่ที่พ่อทันทีที่เสด็จปู่ของเจ้าสวรรคต สิ่งที่พ่อทำได้และต้องทำก็คือการสืบทอดราชบัลลังก์ให้ฮานึลคงอยู่ต่อไป

 

ภาระหน้าที่ คำคำนี้ช่างบาดลึกลงในหัวใจของจีรยงนัก

 

“พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ว่าแต่เจ้าจะตัดสินใจเช่นไร หืม จีรยง?” คำถามของผู้เป็นพ่อไม่ต้องขยายความให้ยืดเยื้อจีรยงก็รู้ว่าพระองค์ทรงถามถึงสิ่งใด

 

การแต่งตั้งชายา...

 

“เรื่องนั้นลูกตัดสินใจได้แล้ว เพียงแต่หนทางอาจจะยากสักหน่อย

 

ได้ฟังคำตอบจากบุตรชาย คนเป็นพ่อก็ได้แต่ยิ้มฝืดฝืน “พ่อเคยบอกเจ้าแล้วว่าอย่าได้ข้องแวะกับวังชอนซาให้มากนัก พอมาถึงตอนนี้คิดจะถอนตัวเจ้าก็ทำไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่แต่งตั้งชายาเลย หากคิมซอนอินยังอยู่ในตำแหน่งของวังชอนซาเช่นนี้ แม้แต่ตำแหน่งของนางสนมนางบำเรอเจ้าก็แต่งตั้งให้คนผู้นั้นไม่ได้ ความสัมพันธ์ลึกซึ้งของพวกเจ้านั้นเป็นความผิดบาปต่อแรงศรัทธาของผู้คนทั้งแผ่นดิน หากเจ้ายังคิดจะดำเนินความสัมพันธ์เช่นนี้ต่อไป ก็มีแต่จะต้องปกปิดเป็นความลับอยู่อย่างนี้เท่านั้น ...และมันก็อาจจะทำร้ายทั้งเจ้าและคิมซอนอินด้วย

 

ซอนอินเป็นชาย เรื่องนี้เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยกตำแหน่งให้ยืนเคียงข้างเขาได้ ซ้ำคนที่เขาเลือกให้เป็นหนึ่งเดียวคนนี้ยังมีตำแหน่งวังชอนซาที่นักบวชชินซองยัดเยียดให้คล้องคออยู่อย่างแน่นหนาอีก ไม่ต่างจากการถูกล่ามโซ่ไม่ให้ออกไปไหนเลยสักนิดเดียว

 

การหยุดความสัมพันธ์กับซอนอินเป็นเรื่องที่ไม่มีวันเป็นไปได้อย่างแน่นอน และการขึ้นครองราชย์ก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจละทิ้งได้เช่นกัน

 

การแต่งชายาไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา จีรยงมีความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวนางใดก็ให้ได้แค่ความใคร่ทางร่างกายกับเขาเท่านั้น ไม่มีผู้ใดพิเศษไปกว่ากัน ไม่มีคนไหนที่อยู่เหนือคิมซอนอินของเขาได้แม้สักคนเดียว

 

“เสด็จพ่อไม่ต้องกังวลไป ถึงอย่างไรลูกก็จักขึ้นครองราชย์ต่อจากเสด็จพ่อแน่ ส่วนเรื่องนี้ ลูกจะจัดการเอง ไม่ว่าเสด็จย่าจะว่าอย่างไรก็ไม่มีวันบังคับลูกได้

 

ภายในใจลึกๆ ของฮวาจีแล้ว เขาคาดหวังในตัวของบุตรชายคนนี้ไว้มาก ถึงจะเห็นแก่ความสำคัญต่อความรู้สึกของลูกชายมากมายเพียงไร แต่ฮวาจีก็หวังให้ลูกคนนี้ได้เป็นกษัตริย์สืบทอดบัลลังก์ต่อจากเขา เมื่อได้รับคำมั่นจากเด็กหนุ่มว่าจะไม่ทิ้งแคว้นเช่นนี้ฮวาจีก็ค่อยเบาใจ

 

“เจ้าจะทำอะไรก็คิดให้ดีแล้วกัน พ่อเชื่อในการตัดสินใจของเจ้า ถ้าเจ้าเลือกคิมซอนอินแล้ว ก็อย่าได้ทำให้เขาเสียใจเป็นอันขาด ครั้งที่พ่อได้เจอครั้งแรก เด็กคนนั้นน่าสงสารนัก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้า แล้วตอนนี้ยังไม่มีที่ให้อยู่ ซ้ำพ่อก็มาตายจาก จีรยง เจ้าต้องเป็นที่พึ่งให้กับคิมซอนอิน รู้ไหม ...ในเมื่อเลือกเขา ก็จงดูแลให้ดีที่สุด

 

“ลูกทราบแล้ว

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

ไม่มีสมาธิเลย

 

ซอนอินพยายามตั้งใจกับบทสวดที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าคล้ายท่วงทำนองของบทเพลงแห่งสรวงสวรรค์ กว่าสองร้อยยี่สิบหน้าที่ต้องอ่านให้จบก่อนตะวันลาลับฑิฆัมพร แต่สมาธิของซอนอินกลับไม่ได้จดจ่อในตัวอักษรละลานตาเหล่านั้นเลย ทั้งที่ก็รู้ว่ากลับไปตอนนี้ก็ไม่ทันอยู่ดี จีรยงออกเดินทางไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ทั้งอย่างนั้น ซอนอินก็อยากจะรีบกลับไปที่ตำหนัก อยากไปอยู่ในที่ที่จะรับรู้ได้ถึงตัวตนของฝ่ายนั้น แม้จะเป็นเพียงมวลอากาศและภาพความทรงจำก็ตามที

 

สวรรค์ รับฟังคำขอพรทั้งหมดนี้ของข้าเพื่อปกป้องคุ้มครองชองจีรยงด้วยเถิด

 

ถึงแม้จะรู้สึกผิดต่อผู้คนที่เข้าร่วมพิธี แต่ตอนนี้ซอนอินขอเห็นแก่ตัวสักครั้ง ขอให้พรของเขาในคราวนี้ส่งผลให้ชองจีรยงได้รับเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

.

.

.

 

 

“องค์วังชอนซาทรงรักษาวรกายด้วย” กลุ่มนักบวชที่เข้าร่วมการสวดพากันบอกลาร่างบางที่ไม่ต้องเดินทางกลับเผ่าชินซองเหมือนคนอื่นๆ ซอนอินยืนส่งคณะนักบวชจนภายในห้องโถงกว้างของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหลือเพียงเขาคนเดียว

 

บรรยากาศเงียบสงบทำให้ซอนอินเผลอนิ่งคิดอะไรไปคนเดียวอยู่นาน ก่อนที่สายตาจะสังเกตเห็นปุยหิมะแรกของฤดูกาลร่วงหล่นลงจากม่านฟ้าผ่านบานหน้าต่างซึ่งเป็นกระจกหลากสี

 

ต้องเปลี่ยนชุด คำสั่งการดังขึ้นในหัว ซอนอินละสายตาจากรูปสลักองค์เทพทงซกเบื้องหน้าแล้วเดินไปยังประตูด้านข้าง ถัดจากโถงกว้างที่ใช้ทำพิธีออกไปด้านหน้านั้นถูกกั้นด้วยกำแพงหินหนา โทซองและกึมซองรอรับอยู่ในที่ตรงนั้น

 

ซอนอินเปลี่ยนชุดสีเงินสว่างที่ทำจากเส้นไหมคุณลักษณะพิเศษแบบที่เมื่อต้องแสงแล้วจะเกิดประกายเลื่อมสีสันนับเจ็ดสีคล้ายสายรุ้งกลางแดดส่องระยิบระยับ ผลัดเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ขาวประจำตัวอยู่หลายนาทีจนสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ชิ้นสุดท้ายเพื่อกันความหนาวเย็นของอากาศภายนอก

 

ซอนอินเก็บอุปกรณ์ของใช้ทุกอย่างไว้ในหีบที่ตั้งอยู่ชิดผนังห้อง มือเรียวจัดการลงกลอนจนแน่นหนาแล้วจึงหมุนกายเตรียมจะเดินออกจากห้องขนาดเล็ก ตอนที่หันตัวไปนั้นเอง จู่ๆ ก็มีชายสวมผ้าคลุมหน้าสีดำสองคนพุ่งเข้ามาจับตัวของเขาไว้ สติที่ตื่นตัวยังไม่ทันได้ทำงานมากไปกว่าความตกใจก็พลันวูบดับลงเพราะอะไรบางอย่างที่มากับผ้าปิดปาก

 

ร่างของซอนอินทรุดลงในวงแขนของบุรุษลึกลับ

 

“พาตัวไปเร็วเข้า” เสียงทุ้มใหญ่ของชายที่ตัวสูงกว่าเอ่ยสั่งความเร่งผู้ร่วมกระทำ

 

 

 

อีกด้านหนึ่ง โทซองที่จับความผิดปกติระยะเวลาการเปลี่ยนอาภรณ์ของวังชอนซาก็ตัดสินใจเดินเข้าไปที่ด้านในห้องโถง เขาสั่งให้กึมซองวิ่งไปเคาะที่ประตูห้องด้านข้าง เคาะเรียกอยู่สามครั้งจนมั่นใจว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่

 

ประตูไม้เนื้อดีถูกเด็กหนุ่มสองคนช่วยกันพังเข้าไปในเวลาไม่นาน

 

ห้องเล็กๆ ที่ไร้ประตูอื่นใดว่างโล่ง หีบเก็บสัมภาระถูกลงกลอนแน่นหนาบ่งบอกว่าวังชอนซาเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้องค์วังชอนซาอยู่ที่ใดกันเล่า?!

 

“กึมซอง เจ้ารีบออกไปทางประตูหลังวิหารเร็วเข้า ข้าจะวิ่งไปดูที่เนินเขาด้านข้าง

 

“ได้ ข้าจะวิ่งไปดูจนถึงหน้าผาเลย” เด็กหนุ่มรับคำหนักแน่นแล้วรีบพาตัวเองออกมาจากมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งเด่นสง่าอยู่บนเนินภูเขา

 

แต่กว่าที่เด็กหนุ่มทั้งสองคนจะรู้ตัวว่าเกิดเรื่องขึ้นกับวังชอนซา ชายลึกลับในชุดดำก็ได้พาร่างหมดสติของวิหคเพลิงไปถึงปลายหน้าผาแล้ว

 

เสียงสายน้ำที่ไหลเชื่อมต่อมาจากน้ำตกขนาดใหญ่ภายในป่าลึกดังสะท้อนก้องหน้าผาทั้งสองฝั่ง ธารากว้างใหญ่เบื้องล่างไหลเชี่ยวกราดอย่างน่ากลัว

 

ความสูงขนาดนี้หากตกลงไปในน้ำก็คงไม่ตาย หากแต่แม่น้ำเชี่ยวกราดขนาดนี้ก็ยากนักที่จะรอดขึ้นฝั่งไปได้ ยิ่งกับคนที่หมดสติเช่นนี้ด้วยแล้ว ไม่มีทางรอดไปได้อย่างแน่นอน

 

“โยนลงไปเร็วเข้า เดี๋ยวยาก็หมดฤทธิ์เสียก่อนหรอก!!!”

 

ชายที่อุ้มร่างบางอยู่พยักหน้ารับ เขาก้าวออกไปจนปลายเท้าแตะเฉียดปลายผา จังหวะที่กำลังจะโยนร่างนั้นลงไปสู่ห้วงเหวมรณะ เปลือกตาบางก็ได้ขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย

 

ด้วยความตกใจ ชายคนนั้นรีบโยนร่างของซอนอินลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คนทั้งสองจะพากันวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้น

 

 

 

เสียงหวีดของอากาศดังแว่วอยู่ข้างหู ซอนอินยังไม่ได้สติดีเท่าใดนัก สมองยังคงมึนงงและสับสนจากฤทธิ์ยาที่ได้รับ ศีรษะเพิ่งจะเกิดอาการปวดหนึบ สัญชาตญาณของร่างกายเพิ่งได้เริ่มทำงาน แรงกระแทกรุนแรงก็เกิดขึ้น

 

 

ซ่า!!!!!!!!!!!

 

 

น้ำเย็นเฉียบในต้นฤดูหนาวบาดลึกตามร่างกาย ปากและจมูกสำลักน้ำอย่างทรมาน สองแขนผอมบางวักน้ำไร้ทิศทางพยายามอย่างที่สุดที่จะพาตัวเองโผล่พ้นผิวน้ำ ทว่าสายน้ำนั้นรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมอะไรได้

 

ราวกับเทพแห่งกระแสสินธุทรงพิโรธอยู่ก็ไม่ปาน

 

 

 

...หายใจไม่ออก

 

...ทรมาน

 

...ช่วยด้วย!

 

...ใครก็ได้!!!

 

...ช่วยข้าด้วย!!

 

 

..จีรยง ช่วยข้าด้วย!!!!....

 

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up