Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 27

 

 

ประวัติศาสตร์หน้าสุดท้ายของเชินอันถูกจารึกไว้ในวันประกาศพ่ายสงครามต่อฮานึล เหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งเภทภัยธรรมชาติและการยกทัพทำศึกยุติลงในเจ็ดวันให้หลัง โดยมีราชินีซองอึนเป็นตัวแทนของเชินอันในการกล่าวคำสัตย์สวามิภักดิ์ต่อฮานึลนับแต่นี้เป็นต้นไป

 

หากแต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น ทันทีที่ไพร่ฟ้าประชาชนของเชินอันรับรู้ถึงชะตากรรมที่ต้องถูกผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองแคว้นต่างพากันแสดงท่าทีต่อต้าน เหตุอันเนื่องมาจากความต้องการขององค์รัชทายาทชองจีรยงที่ว่า คิมซอนอิน หรือ องค์วังชอนซาองค์ปัจจุบัน จะต้องย้ายเข้าวังหลวงของฮานึลอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ประกอบศาสนพิธีของชินซองจะถูกสร้างขึ้นใหม่ในเขตแคว้นของฮานึลใกล้กับวังหลวง ด้วยเพราะแต่เดิมจิตใจของประชากรนั้นแสนบอบช้ำต่อสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลาย รวมถึงการที่แคว้นต้องพ่ายแพ้ต่อศึกสงคราม ความต้องการขององค์รัชทายาทชองจีรยงข้อนี้จึงกระทบจิตใจของชาวเมืองเชินอันเป็นอย่างมาก ราวกับว่าพวกเขาถูกช่วงชิงผู้เป็นที่พึ่งทางใจและความหวังเพียงหนึ่งเดียวไปต่อหน้าต่อตา

 

แต่ไหนแต่ไรมา วังชอนซา เป็นผู้ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเสียยิ่งกว่าองค์กษัตริย์หรือราชนิกูลองค์ใด ตำแหน่งที่เป็นถึงตัวแทนเทพเจ้าทงซก นั้นให้ความหมายของฐานะที่สูงส่งกว่าคนสามัญทั่วไป แม้แต่ผู้ปกครองแคว้นก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวบ้านจะให้ความสำคัญต่อองค์วังชอนซามากถึงเพียงนี้

 

การประท้วงต่อต้านของชาวบ้านนับว่าสร้างปัญหาไม่น้อยเลยทีเดียว ขบวนศึกของฮานึลไม่อาจใช้เส้นทางปกติในการเดินทางกลับได้ เนื่องจากมีกลุ่มคนขวางเส้นทางอย่างไม่คิดถอย รวมถึงคำสั่งของท่านแม่ทัพที่เจ็ดที่ว่าห้ามผู้ใดแตะต้องทำร้ายประชากรของเชินอันแม้แต่ปลายเล็บ จึงทำให้ต้องเลี่ยงเส้นทางอย่างช่วยไม่ได้

 

เช่นเดียวกับที่ประตูวังหลวง ชาวบ้านนับร้อยนับพันต่างพากันปิดทางเข้าออกเพื่อกันไม่ให้ผู้ใดก็ตามพาองค์วังชอนซาออกไปได้ ชาวบ้านเหล่านี้ต่างคุกเข่าอ้อนวอนข้ามวันข้ามคืนถึงสามวัน จนในที่สุดองค์ราชินีต้องออกมากล่าวชี้แจงต่อหน้าประชาชนด้วยองค์เอง

 

พระนางลำบากใจไม่น้อยกับสิ่งที่ต้องเอ่ยบอกกับไพร่ฟ้าถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เป็นธรรมเนียมอยู่แล้วที่เมื่อไหร่ก็ตามบ้านเมืองถูกช่วงชิง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมตกอยู่ในกำมือของผู้ชนะ ไม่เว้นแม้แต่เศษเถ้าธุลีเพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าชินซองจะเป็นเพียงชนเผ่าที่อยู่อย่างสันโดษเพียงลำพัง แต่พื้นที่อาณาเขตก็อยู่บนผืนดินของเชินอัน ความเป็นจริงนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ยังนับว่าดีด้วยซ้ำ ที่ฮานึลไม่คิดควบคุมความเป็นอยู่ของชินซอง ทุกอย่างของชินซองยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีการรุกราน ไม่มีการบังคับให้แตกศาสนาความเชื่อเดิมที่ศรัทธา ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวนั่นก็คือตัวของวังชอนซาที่ต้องย้ายไปยังวังหลวงฮานึล

 

หากจะพูดให้ถูก ยกเว้น คิมซอนอิน เท่านั้นที่ต้องย้ายไปอยู่กับชองจีรยง

 

เพราะความจริงแล้วจีรยงไม่ได้ต้องการผู้ที่เป็นวังชอนซา แต่ต้องการคิมซอนอินต่างหาก ต่อจากนี้ใครจะรับตำแหน่งวังชอนซาชายหนุ่มก็ไม่สนใจทั้งนั้น ใจจริงแล้วชายหนุ่มอยากจะให้ซอนอินเป็นเพียง ‘คิมซอนอิน’ เท่านั้นด้วยซ้ำ แต่เพราะยังไม่มีผู้ใดเหมาะสมจะรับตำแหน่งนี้ต่อจากซอนอิน เขาถึงได้จำยอมให้ร่างบางเป็นวังชอนซาต่อไปเช่นนี้

 

ราชินีซองอึนเอ่ยบอกถึงสถานะที่เปลี่ยนไปของแคว้นเชินอัน พระนางกล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยนกับไพร่ฟ้าว่าถึงแม้แคว้นนี้จะถูกช่วงชิงไปแล้ว แต่พระนางรับรองว่าชาวบ้านจะได้รับการดูแลไม่ต่างจากเดิม ฮานึลเป็นแคว้นใหญ่ที่มีศักยภาพการปกครองที่ดีมาก และการที่วังชอนซาต้องย้ายไปก็เพื่อเป็นหลักฐานการแสดงตนว่าเชินอันยอมอยู่ภายใต้อำนาจของฮานึลอย่างแท้จริง เพื่อสร้างสัมพันธภาพและสานต่อความสัมพันธ์ของสองแคว้นให้เป็นหนึ่งเดียว การเสียสละครั้งนี้แลกมาด้วยความสงบสุขภายในแคว้น ไม่ว่าอย่างไรก็มีแต่ต้องยอมรับเท่านั้น

 

เมื่อพระนางเอ่ยชี้แจ้งเรื่องราวให้ได้เข้าใจแล้ว ชาวบ้านที่นิ่งฟังต่างก็หลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ วันนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง พวกเขาถึงยังทำใจไม่ได้ หากแต่ในอนาคต รุ่นลูกรุ่นหลานก็จะไม่มีการแบ่งแยกประชากรของแคว้นใหญ่ทั้งสองแคว้นอีกต่อไป ศึกสงครามในดินแดนตะวันออกแห่งนี้ก็จะหมดไปด้วย ปณิธานของชองจีรยง แม้แต่ชาวเชินอันเองก็รู้ดีว่าคนผู้นี้นั้นต้องการรวมแคว้นในทิศตะวันออกให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการป้องกันแคว้นใหญ่จากทิศต่างๆ ที่รายล้อม ถึงจะขัดใจกับการโยกย้ายผู้ที่ตนศรัทธาไปยังสถานที่ห่างไกล แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ อย่างที่องค์ราชินี่ตรัสบอก ว่าถึงอย่างไรแล้วก็มีแต่ต้องยอมรับเท่านั้นเอง

 

กลุ่มชาวบ้านที่ยืนประท้วงมาสามวันยอมล่าถอยกลับแต่โดยดีหลังจากที่ราชินีซองอึนได้แถลงชี้แจงด้วยองค์เอง หลังจากนั้นอีกสองวัน วังชอนซาก็ได้เดินทางไปยังมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำพิธีสวดอวยพรให้กับประชาชนของเชินอัน ในวันนั้นมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านหลายพันคนที่ร่วมเข้าฟังสวด ระยะเวลาที่วังชอนซาสวดขอพรนั้นยาวนานถึงห้าวันเต็ม ชาวบ้านเองก็อยู่จนวันสุดท้ายของการสวดเช่นกัน กระทั่งรุ่งสางในวันต่อมา ขบวนรถม้าก็ได้ถูกจัดเตรียมรอรับวังชอนซาให้เดินทางไปยังวังหลวงฮานึล

 

เสียใจที่ต้องแยกจากมารดา โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเจอกันอีกไหม

 

เสียใจที่ไม่อาจอยู่เคารพศพเสด็จพ่อได้มากกว่านี้

 

เสียใจที่ยังไม่ทันได้รู้จักใครก็ต้องพลัดพรากลาจาก นอกจากตำหนักในวังหลังและมหาวิหาร ซอนอินแทบไม่รู้จักสถานที่ใดในเชินอัน แม้แต่ผู้คนก็เช่นกัน

 

ทว่าในความเสียใจเหล่านั้น ซอนอินพูดได้ไม่เต็มปากนัก ว่าในใจลึกๆ แล้วเขาไม่ได้อยากลาจากไปไหน นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งในความเสียใจที่ก่อตัวขึ้นและรู้สึกได้อย่างชัดเจน ซอนอินรู้สึกโกรธที่หัวใจของตนทรยศบ้านเมือง เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เขาต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใดคือการได้อยู่ใกล้ชิดกับชองจีรยง ไม่ว่าคนผู้นั้นอยู่ที่ใด เขาก็อยากติดตามไปในทุกทุกที่ ถึงจะดูผิดบาปที่ตนรู้สึกเช่นนี้ก็ตาม แต่ซอนอินก็หยุดความรู้สึกนี้ไม่ได้

 

นอกจากคอยสวดขอพรให้กับทุกคนแล้ว ซอนอินก็ไม่มีทางอื่นจะทดแทนให้กับเชินอันอีก ต่อจากนี้ไป เขาจะทุ่มเทกับการเป็นวังชอนซาให้มากกว่าเดิม นั่นคือสิ่งที่ซอนอินตั้งมั่นอยู่ในใจตอนที่เดินทางออกมาจากเชินอัน

 

...อย่างน้อย ก็จนกว่าชินซองจะหาใครรับตำแหน่งต่อจากเขา

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

กลิ่นยาหอมจากเทียนหลากสีที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงสร้างความรู้สึกมึนเมาจนยากจะควบคุมสติ สัมผัสรุ่มร้อนที่วนเวียนไม่รู้ห่างจากใบหน้ายิ่งพรากสติของร่างบางให้หลุดลอย

 

ซอนอินปรือตาเชื่อมแสงขึ้นมองเจ้าของจูบที่ยังแนบซับใกล้ชิดอย่างเลื่อนลอย แก้วตาคู่สวยฉายประกายแววของความลุ่มหลงในสัมผัสอย่างไม่ปิดบัง วงแขนเล็กเกาะเกี่ยวไหล่กว้างไว้อย่างอ่อนแรง ดวงหน้าขาวระเรื่อสีแดงจัดลามมาจนถึงลำคอขาวที่แหงนเงยหลีกทางให้ซี่ฟันคมได้ทำสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของ

 

“อ๊ะ! อื้อ!! เจ็บ....”

 

เสียงหวานครางฟังคล้ายลูกแมวตัวเล็กถูกกลั่นแกล้ง ทว่าราชสีห์ตัวใหญ่กลับไม่สำนึกผิดที่ทำให้ลูกแมวตัวน้อยได้เลือดซิบเป็นแนวฟัน ซ้ำยังคำรามเสียงต่ำแสดงความพอใจ ปลายลิ้นร้อนจัดการแลบเลียแผลช้ำเลือดบริเวณนั้นอย่างอ่อนโยน พร้อมกับฝ่ามือหยาบที่ฟ้อนเฟ้นผิวเนื้อนุ่มละเอียดมืออย่างเร่งเร้า

 

ร่างบางบิดกายเล็กน้อยอยู่ภายใต้การทาบทับของคนตัวใหญ่ แผ่นอกเนียนขาวสะท้อนขึ้นลงหนักหน่วง ลมหายใจกระชั้นถี่เมื่ออารมณ์ความใคร่ค่อยๆ พุ่งขึ้นสูงจนยากจะควบคุม

 

ริมฝีปากสีแดงบวมช้ำถูกประกบช่วงชิงลมหายใจอีกครั้ง

 

“อ้าขาให้มากกว่านี้สิซอนอิน

 

คำพูดน่าอายถูกส่งใกล้ใบหูเล็กที่แดงจัด ลมร้อนเป่ารดข้างผิวแก้มให้รู้สึกใจสั่นจนแทบเตลิดไปไกล

 

วิหคงามเสหันหน้าหนีไปด้านข้างเพื่อหลบสายตาคมดุจแววตาของมังกรตัวใหญ่ที่พร้อมจะกลืนกินเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ทว่า ท่อนขาผอมเพรียวกลับยอมแยกออกกว้างตามคำสั่งอย่างว่าง่าย

 

ริ้วรอยความเขินอายพาดผ่านผิวแก้มซ้ายมายังข้างแก้มขวาอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มที่เฝ้ามองทุกอิริยาบถของคนใต้อาณัติมาตั้งแต่เริ่มเล้าโลมจนเนื้อตัวเปลือยเปล่ากันทั้งคู่ยกยิ้มพึงใจ

 

มือใหญ่จับยึดท่อนขาเล็กขึ้นพาดกับไหล่ ร่างกำยำของชายหนุ่มนักรบแนบลงเข้าหาเรือนร่างของทูตสวรรค์แสนงามจนแนบสนิท ความรุ่มร้อนจ่อเข้าช่องทางที่รอคอยการรุกล้ำอย่างโหยหา ในขณะที่การมอบจุมพิตก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งไปพร้อมกัน

 

“อึ อืมมม อ๊ะ อ๊าาาาาา!!!”

 

เรือนกายผอมบางสะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บแม้ว่าจะได้รับการเตรียมพร้อมมาแล้วก็ตาม ซอนอินจิกปลายเล็บลงบนท่อนแขนใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม แก้วตาใสเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา

 

เรียวคิ้วของรัชทายาทหนุ่มขมวดยุ่งเมื่อความคับแคบนั้นส่งผลให้การขยับเป็นไปอย่างติดขัด ยิ่งฝืดฝืนทั้งเขาและซอนอินก็ยิ่งทรมาน เขาจับสะโพกเล็กให้ลอยขึ้นสูงอีกเล็กน้อย หามุมองศาให้พวกเขาเข้ากันได้ดีมากกว่าที่เป็นอยู่

 

ตลับเนื้อยาเหนียวข้นถูกปลายนิ้วหยาบควักออกมาชโลมเพื่อเพิ่มความหล่อลื่นอีกครั้ง ความพยายามครั้งที่สองของชายหนุ่มเป็นผลสำเร็จ เขาก้มลงมอบจูบหนักหน่วงให้คนร่างบางขณะที่กายของพวกเขาค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ความหฤหรรษ์ในเพศรสเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยนัก ทั้งที่เจ็บเจียนจะขาดใจ แต่กลับรู้สึกดีเจียนจะขาดใจด้วยเหมือนกัน ซอนอินรู้สึกเหมือนร่างกายไม่ใช่ของตนเอง ไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย ทั้งความรู้สึกและความต้องการมีแต่จะนำพาตัวตนของเขาไปยังเส้นแสงแห่งความสุขที่ถูกหยิบยื่นจากอีกฝ่าย

 

เสียงสอดประสานของร่างกายและเสียงร้องครางอย่างสุขสมดังเอื่อยอยู่ในบรรยากาศหอมอบอวลของกลิ่นเทียนหอมภายในห้องนอนของตำหนักโยกัน ความสุขมากล้นที่ไหลเวียนอยู่ภายในอกนั้นเต็มตื้นจนแทบจะล้นทะลัก ซอนอินรู้สึกมีความสุขมากจนน่ากลัวว่าความสุขนี้จะมากเกินไปที่คนอย่างเขาจะสมควรได้รับ

 

เพียงแค่ความคิดเล็กๆ นี้ผุดขึ้นมาในสมอง แผ่นหลังก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาจนต้องรีบตวัดแขนกอดรัดคนด้านบนไว้เพื่อไขว่คว้าความอบอุ่นและเพื่อตอกย้ำให้ตนเองได้รู้ว่าทุกอย่างนี้ไม่ใช่ความฝัน

 

“อืม...” จีรยงครางในคอยามที่เร่งจังหวะมากขึ้น เขาก้มลงจูบดวงหน้าสวยซ้ำๆ อย่างไม่รู้เบื่อ

 

“ซอนอินของข้า อ่า...เจ้าเป็นของข้า เป็นของข้าทั้งหมด...

 

ซอนอินได้แต่หวัง หวังว่าคำพูดที่ได้ยินอยู่นี้จะเป็นความจริงตลอดกาล

 

 

ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวที่มี อย่าได้พรากมันไปจากเขาเลย...

 

 

 

 

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างมายังคนที่ยังอยู่ห้วงนิทรารมย์ ร่างบางขยับพลิกกายอยู่ภายใต้ผ้าผวยผืนหนา ไม่นานนักเปลือกตาบางก็ขยับเผยดวงตาสีนิลสุกสกาวให้สาวใช้ได้ระบายยิ้มตอบ

 

“องค์วังชอนซาทรงตื่นบรรทมเถิดเพคะ อาหารเช้าตั้งโต๊ะเสร็จหมดแล้ว

 

“อืม...โซยอน.....” ซอนอินงัวเงียยันกายลุกขึ้นนั่ง อาภรณ์ตัวบางที่สวมหมิ่นเหม่นั้นเผยช่วงไหล่ขาวเนียนที่ถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยฝากรักขององค์รัชทายาท ทำเอาเด็กสาวหน้าแดงวาบขึ้นมาทันที

 

เห็นมานับไม่ถ้วนแล้วแท้ๆ แต่นางก็ยังอดรู้สึกเขินไม่ได้

 

“มาเถิดเพคะองค์วังชอนซา อากาศเริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” เด็กสาวเข้าไปพยุงคนร่างบางให้เดินไปยังห้องอาบน้ำเพื่อล้างตัวและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่

 

ย่างเข้าเดือนสิบแล้วตั้งแต่ที่องค์วังชอนซาถูกพาตัวกลับมายังตำหนักโยกันอีกครั้ง ภูมิอากาศช่วงนี้ที่ฮานึลเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว และยังจะเป็นฤดูนี้ต่อไปอีกถึงสี่เดือนเต็ม

 

ซอนอินออกมานั่งทานอาหารเช้าในครึ่งชั่วยามต่อมา เสียงร้อง ‘จิ๊บๆ ของนกน้อยพาให้ดวงตาสีนิลละจากชามข้าวขึ้นมองอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มแรกของวันฉายชัดบนดวงหน้าสวย

 

“ราชครูปาร์ค!!!” อารามดีใจทำให้คนตัวเล็กลุกพรวดวิ่งถลาไปหาชายผู้เปรียบเสมือนญาติสนิท และเป็นที่แน่นอนว่าคนซุ่มซ่ามอย่างคิมซอนอินมีหรือจะไม่สะดุดขาเก้าอี้ที่ตั้งขวางเส้นทางอยู่ตรงหน้า

 

ยองจูคว้าท่อนแขนเล็กของลูกศิษย์ไว้ได้ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มหน้าทิ่มลงไป

 

“เห็นทีข้าต้องเริ่มสอนเจ้าตั้งแต่หนึ่งใหม่เสียกระมัง

 

คนตัวเล็กย่นหน้ายู่ทันทีเมื่อได้ยินคำว่าสอน ห่างหายจากการเรียนมานานพอควรแล้วก็อดหลงลืมไม่ได้ว่าตนยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก พอนึกว่าต่อไปนี้ราชครูปาร์คจะคอยมาสอนหนังสือเหมือนอย่างแต่ก่อนก็อดรู้สึกขยาดขึ้นมาไม่ได้

 

แต่เมื่อคิดว่าดีกว่าที่จะต้องอยู่คนเดียวแบบนี้ คนตัวเล็กก็ยิ้มกว้าง

 

“ทำไมท่านมาช้าเช่นนี้ล่ะ? ข้ารอท่านตั้งเกือบสามเดือนเชียวนะ มัวทำอะไรอยู่?” ซอนอินถามด้วยความสงสัย พลางพาตัวเองและอาจารย์ประจำตัวไปนั่งลงที่โต๊ะ โดยมีสาวใช้รินน้ำชาให้อย่างรู้งาน

 

ตั้งแต่เดินทางออกจากเชินอัน ซอนอินก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ราชครูปาร์คจะตามมาอยู่ด้วยกัน เพราะราชครูของเขาคนนี้เอ่ยข้อตกลงกับจีรยงไว้อย่างชัดเจนว่าเขาอยู่ที่ใด ราชครูก็จะต้องได้ตามไปคุ้มกันถึงที่นั่นด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดให้มากความ แต่เดิมสิ่งที่เป็นเชินอันต้องถูกฮานึลรวบไว้เป็นของตนอยู่แล้ว แต่ราชครูปาร์คซึ่งเป็นคนของชินซองเป็นข้อยกเว้น จีรยงไม่คิดกดขี่ตำแหน่งของราชครูปาร์คที่เป็นอยู่ ซ้ำยังยกตำหนักของคุณชายฮีอูให้ราชครูของเขาได้อาศัยด้วยกันอีกต่างหาก ที่สำคัญ จีรยงยังเป็นธุระในการเจรจากับพ่อและแม่ของคิมฮีอูด้วยถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ก็เรียกได้ว่าหมดปัญหาล่ะนะ!

 

“หม่อมฉันต้องเดินทางไปดูชายแดนของเชินอันที่ติดกับแคว้นทางเหนือ” ยองจูส่งนกน้อยให้มือขาวรับไป

 

“อ๋อ แคว้นที่ท่านพ่อยกทัพไปขับไล่บ่อยๆ ใช่ไหม?”

 

ซอนอินพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว จีรยงเคยพูดเปรยๆ อยู่เหมือนกันว่าพักนี้คงต้องยุ่งกับการตั้งรับแคว้นที่อยู่โดยรอบของเชินอัน ดูเหมือนว่าแคว้นเหล่านั้นหวังจะใช้ความบอบช้ำของเชินอันเป็นหนทางในการทำลายช่วงชิงแผ่นดินมาจากฮานึล

 

แววตาคู่สวยเหล่มองชายร่างสูง “ท่านราชครูไปตรวจชายแดนตามคำสั่งของจีรยงหรือ? น่าแปลกมากเลย ท่านยอมฟังจีรยงตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

 

ครั้งล่าสุดที่ซอนอินเห็น คืออาจารย์ของเขาที่ขึ้นเสียงอย่างไม่เกรงกลัวต่อหน้าจีรยง ตอนที่จีรยงประกาศจะเอาตัวเขากลับฮานึล ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาญาติดีกันได้เลยแท้ๆ

 

คำถามของลูกศิษย์นำพาให้คิ้วหนากดลึกเข้าหากัน ที่เขาต้องมายอมฟังเจ้าคนบ้าอำนาจที่อายุน้อยกว่าอย่างนี้มันก็เพราะคนตรงหน้าเขาไม่ใช่หรืออย่างไรกัน ยังจะมาทำเป็นพูดดีอีก หากไม่เพราะชองจีรยงเป็นคนดูแลซอนอิน มีหรือที่เขาจะยอมเชื่อฟังใครง่ายๆ เช่นนี้ ต่อให้เชินอันพ่ายต่อฮานึล แต่ชินซองก็ไม่จำเป็นต้องก้มหน้ารับใช้ใคร พูดกันให้ถูกแล้วก็มีเหตุผลเดียวคือคิมซอนอินลูกศิษย์ของเขาคนนี้เท่านั้นแหละ

 

เพราะสำหรับคิมฮีอู เขาไม่คิดคืนให้ใครอยู่แล้ว ทว่าการเดินทางมาอยู่ที่ฮานึลก็ใช่จะเป็นเรื่องร้ายแรง อย่างดีที่สุด ฮีอูก็ยังได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัว และเขาก็ยังได้ดูแลซอนอินไม่ห่างสายตา ก็นับว่าเป็นข้อตกลงที่ลงตัวและน่ายินดีอยู่มาก

 

“องค์วังชอนซาอย่าทรงเบี่ยงประเด็นเลย โต๊ะทรงอักษรเตรียมเครื่องใช้ไว้หมดแล้ว เมื่อเสวยอาหารเสร็จก็เริ่มเรียนกันเสียเลยดีกว่า

 

ดวงหน้าที่ระบายยิ้มพรายอย่างสุขใจที่ได้เอ่ยเย้าแหย่ท่านราชครูผู้เงียบขรึมมีอันต้องสลดลงอย่างฉับพลัน

 

เรียนอีกแล้ว... น่าเบื่อจริงๆ!

 

การเรียนครั้งนี้ซอนอินเพิ่งได้รู้ว่าที่ผ่านมาตนยังไม่มีความรู้พื้นฐานอีกมาก ซ้ำตอนนี้ยังต้องเรียนรู้เรื่องราวของฮานึลเพิ่มเข้าไปอีก ของเก่ายังจำไม่หมด ยังจะมีของใหม่เพิ่มเข้ามาให้ได้ปวดหัวเสียอีก

 

สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งวิหคเพลิงแสนงามนัก

 

ตกเย็น การคัดอักษรอันแสนยาวนานของซอนอินก็สิ้นสุดลง ร่างบางถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะวางพู่กันลงบนแท่นไม้ เรียวคิ้วสวยขมวดยุ่งริมฝีปากเม้มแน่นเมื่อเห็นตัวอักษรโย้เย้ของตนเอง

 

เอาเถอะๆ ไม่สวยมากแต่ก็ใช้ได้แหละ! ซอนอินให้คำตอบกับตัวเองก่อนจะเป่าเบาๆ ให้หมึกตัวสุดท้ายแห้ง แล้วม้วนกระดาษเดินออกไปส่งให้ราชครูปาร์คที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมห้อง

 

“เสร็จแล้ว” มือเล็กยื่นกระดาษส่ง ยืนบิดมือไปมารอฟังคำตัดสินของท่านอาจารย์ว่าเป็นอย่างไร ดวงตากลมโตจ้องมองลุ้นทุกการเลื่อนสายตาของคนตรงหน้าไปยังบรรทัดถัดไปจนสุดหน้ากระดาษ

 

“ลายมือขององค์วังชอนซายังไม่มีการพัฒนาที่ดีขึ้น ห่างหายไปนานอย่างนี้คงต้องเข้มงวดกันหน่อย

 

“อย่าใจร้ายกับข้านักสิท่านราชครู จะให้คัดอีกสักกี่สิบครั้งก็ได้เท่านี้แหละ” ซอนอินโอดครวญ

 

“ให้เราช่วยสอนดีไหม?” เสียงเล็กที่เอ่ยแทรกขึ้นทำให้คนร่างบางหันขวับไปมองพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 

“ฮีอู!~ อ๊ะ อิงอิง!!~” เมื่อเห็นคนตัวเล็กเดินเข้ามา ซอนอินก็ยิ้มหน้าระรื่นทันที พร้อมกับก้มลงอุ้มเจ้าสุนัขจิ้งจอกขึ้นแนบอก “ดีเลยๆ ให้ฮีอูสอนข้าก็ได้ ข้ารู้หรอกว่าท่านกำลังศึกษางานที่จีรยงมอบหมายให้ทำอยู่ ไม่ต้องเสียเวลามาเฝ้าข้าหรอก!”

 

ยองจูปิดหนังสือในมือ เขาปรายสายตามองคนตัวเล็กสองคนที่ยืนชิดสนิทสนมกันอย่างใช้ความคิด เขาเพิ่งเดินทางมาถึงวังหลวงฮานึลเมื่อยามสอง เจอกับชองจีรยงและได้พูดคุยกันนิดหน่อยก่อนจะไปหาฮีอูที่ตำหนัก แต่เพราะเห็นว่าคนตัวเล็กของเขายังหลับอยู่จึงไม่คิดรบกวน จากนั้นก็มาที่ตำหนักโยกัน ถึงจะพอได้ฟังมาจากชองจีรยงมาบ้างแล้วว่าซอนอินกับฮีอูเป็นมิตรที่ดีต่อกัน แต่ไม่คิดว่าจะสนิทกันมากขนาดนี้

 

สงสัยว่าเกือบสามเดือนที่ผ่านมาคงจะเป็นเวลายาวนานเกินกว่าที่เขาคาดคิดกระมัง

 

ในความรู้สึกของยองจูแล้วอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับซอนอิน ในช่วงเวลานั้นทั้งเสียใจและหดหู่กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น การที่ร่างกายถูกใครอื่นควบคุม แต่ตนกลับเห็นทุกสิ่งที่สองมือของตัวเองเป็นผู้กระทำนั้นยากเกินจะทนรับไหว ซอนอินเศร้าซึมมาตลอดการเดินทาง ถึงจะมีจีรยงคอยกอดปลอบประโลมไม่ห่าง แต่ก็ยังช่วยลดความทุกข์ใจของซอนอินไปได้ไม่มากมายนัก แต่เมื่อฮีอูเข้ามาพูดคุยด้วย ซอนอินกลับพบว่าตนเองรู้สึกดีที่ได้ระบายความรู้สึกกับฮีอู อะไรบางอย่างบอกว่าฮีอูนั้นคล้ายกับจีมุน นั่นคือเป็นคนที่มีจิตใจดี อยู่ด้วยแล้วรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ อย่างที่เค้าว่า มิตรสหายสำคัญกว่าเงินทองนั่นแหละ นับๆ ดูแล้ว นอกจากจีมุนก็มีฮีอูนี่แหละที่ซอนอินนับได้ว่าเป็นเพื่อน

 

“สองสามวันนี้หม่อมฉันยังไม่ต้องทำอะไรมาก องค์วังชอนซาไม่ต้องกังวลไป หากหม่อมฉันไม่ว่างเมื่อใดก็คงต้องขอให้คุณชายฮีอูช่วยดูแล

 

“อะไรกัน อย่าทำเหมือนข้าเป็นเด็กได้ไหม อายุของข้าก็พอๆ กับฮีอูเลยนะ” จะต่างกันก็แค่เดือนเกิดเท่านั้นแหละ

 

สองสาวใช้ที่ยกน้ำชามาให้นายทั้งสามลอบส่งสายตายิ้มขำให้กัน ดูจากสายตาของพวกนางแล้ว องค์วังชอนซาดูเป็นเด็กกว่าคุณชายฮีอูตั้งเยอะ ก็อย่างคุณชายฮีอูน่ะ ทั้งเรียบร้อย เรียนเก่งมีความรู้มากมาย รู้จักการวางตัว สุภาพก็ที่หนึ่ง ต่างกับนายของพวกเธอเป็นไหนๆ

 

“ยองจู ท่านอย่าเร่งรัดองค์วังชอนซาให้มากนักเลย มีเวลาเรียนรู้อีกมากนัก ท่านเองก็เถอะ เพิ่งเดินทางมาถึง ไม่รู้จักเหนื่อยบ้างหรืออย่างไร?” ประโยคนั้นฟังดูเผินๆ ก็ไม่มีอะไร แต่ท้ายประโยคนี่สิที่ซอนอินจับเค้าน้ำเสียงได้ความว่าคนตัวเล็กกำลังน้อยใจท่านอาจารย์ของเขาอยู่

 

เดินทางกลับมาทั้งทีไม่คิดจะอยู่พูดคุยกันสักคำ กลับออกมาตำหนักโยกันก่อนเสียนี่!

 

ใช้ไม่ได้! ท่านอาจารย์นี่ใช้ไม่ได้เลย!

 

“เฮ้อออ ข้าง่วงนอนมากๆ เลย! พวกท่านสองคนกลับกันไปก่อนเถอะนะ เรียนมาทั้งวันข้ารู้สึกเพลียสุดๆ อยากจะนอนสักงีบ” มือขาวยกขึ้นปิดปากทำท่าหาววอด “ยอนอา โซยอน ข้าฝากส่งท่านราชครูกับคุณชายฮีอูด้วยนะ” สั่งความเสร็จก็เดินตัวปลิวหลีกหายเข้าห้องนอนไปทันที แต่ยังไม่ทันไรเจ้าตัวก็รีบวิ่งกลับมายื่นส่งอิงอิงคืนให้เจ้าของรับไปแล้วก้าวฉับๆ กลับไปที่ห้องอีกรอบอย่างรวดเร็ว

 

ซอนอินทิ้งตัวนั่งปุลงบนเตียง ยกสองขาขึ้นนั่งขัดสมาธิ ดวงหน้าเรียวได้รูประบายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อนึกถึงภาพของราชครูปาร์คกับคุณชายฮีอูที่มองตากันอยู่เมื่อครู่

 

คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นคนรักของผู้เป็นอาจารย์เสียแล้ว คิก...คุณชายฮีอูนี่แน่จริงๆ จับอาจารย์ของเขาเสียอยู่หมัดเลย!

 

“หัวเราะอะไรอยู่คนเดียว หืม?” กำลังหัวเราะคิกคักกลิ้งตัวเกลือกไปบนเตียงด้วยความสุข จู่ๆ ก็มีวงแขนปริศนารวบตัวเข้าไปนั่งแหมะอยู่บนตักคนด้านหลังเสียชิดแนบสนิท ตามติดมาด้วยริมฝีปากอุ่นที่ฉกความหอมไปจากผิวแก้มนุ่ม

 

“เสร็จราชกิจแล้วหรืออย่างไร? ถึงได้มานั่งนัวเนียข้าอย่างนี้?” ไม่ผิดจากคำพูดนั้นแม้สักน้อย ชองจีรยงกำลัง‘นัวเนีย’ ร่างบางอยู่จริงๆ เผลอหน่อยเดียวอาภรณ์ที่สวมอยู่ก็หลุดลุ่ยติดไปกับมือช่ำชองคู่นั้นอย่างแนบเนียน

 

จีรยงหัวเราะขำในคอกับสีหน้าและวิธีการพูดของคนในวงแขน ซอนอินที่เป็นแบบนี้นี่แหละช่างน่ารักนัก แววตาเป็นประกายสดใสแบบนี้คือตัวตนของคิมซอนอินที่เขาต้องการนักหนา

 

“งานราษฎร์งานหลวงวันนี้เสร็จหมดแล้ว ยกเว้นแต่งานส่วนตัวของข้าที่ยังไม่ได้เริ่มเสียที

 

“งั้นเจ้าก็รีบๆ ไปทำ..อื้อ....เสียสิ” ขณะที่พูด ซอนอินก็ต้องหลับตาแน่นเมื่อยอดอกถูกสะกิดยอกเย้า

 

“ข้าทำคนเดียวไม่ได้หรอก เจ้าต้องช่วยข้าด้วย

 

“ช่วย...อึก...อะไร” อยากจะตอบไปว่า ตอนนี้แม้แต่จะช่วยตัวเองให้พ้นมือเจ้าข้ายังทำไม่ได้ แล้วจะให้ข้าช่วยอะไรได้อีก แต่ยังไม่ทันจะได้ต่อปากต่อคำให้มากความกว่านั้น ร่างสูงก็จัดการกดคนตัวเล็กลงนอนราบไปกับที่นอนหนา ริมฝีปากอุ่นจูบเบาๆ ที่ข้างแก้มใส ก่อนส่งความหมายผ่านวาจาให้เจ้าตัวได้เข้าใจ

 

 

“การครอบครองร่างกายเจ้า ถือเป็นงานส่วนตัวที่สำคัญยิ่งของข้า มา เจ้าต้องให้ความร่วมมือกับข้าแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นคงต้องสะสางงานกันจนถึงรุ่งสางกว่าจะเสร็จเป็นแน่

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

ซอนอินได้ข่าวมาหลายวันแล้วว่าองค์ชายจีมุนเดินทางไปรับเสด็จย่าที่หุบเขาพูซาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใหญ่ที่สุดในการเข้ารับพิธีถือศิลกินเจของฮานึล ดูเหมือนว่าเสด็จย่าของจีรยงจะเข้ารับศีลที่นั่นถึงครึ่งปีเต็มเพื่อทำบุญแผ่ส่วนกุศลในตอนที่เกิดเพลิงกัลป์ร้ายแรงกับฮานึลเมื่อครั้งก่อน และวันนี้ก็เป็นวันที่จะเสด็จกลับวัง

 

“นี่ฮีอู ข้าว่าข้ากลับไปตำหนักโยกันดีกว่านะ อันที่จริงแล้วข้าเป็นแค่คนอาศัย มายืนตอนรับแบบนี้จะดีเหรอ?” ซอนอินกระซิบกระซาบกับร่างเล็กอย่างเป็นกังวล

 

ตอนนี้คนกว่าครึ่งวังต่างมายืนรอต้อนรับเสด็จอยู่ที่ลานโล่งด้านหน้าของประตูวังหลวง พระสนมฮีวอนยืนอยู่หน้าสุดของบรรดาพระสนมนางใน ดูท่าคนมียศถาคงมาอยู่ที่นี่กันครบ ยกเว้นแต่องค์กษัตริย์ที่ยังป่วยจนลุกไม่ได้เท่านั้นเอง

 

“ได้อย่างไรกัน องค์วังชอนซาเป็นคนขององค์รัชทายาท จะเรียกว่าผู้อาศัยธรรมดาได้อย่างไรกัน

 

“แต่ว่าข้า...” แต่ว่าข้าอะไรยังไม่ทันจะได้ฟัง ฮีอูก็รีบคว้าท่อนแขนบางภายใต้อาภรณ์สีขาวให้ค้อมตัวลงอย่างฉับพลัน พร้อมกับเสียงก้องกระหึ่มที่ดังสะท้อนไปทั่วทั้งลานกว้าง

 

 

“ถวายพระพรพระแม่เจ้าชองโยฮวา และองค์หญิงอิมยูนา!!!”

 

 

หืม?...องค์หญิงอิมยูนา? ซอนอินที่ก้มหัวไปตามแรงมือของฮีอูขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ฟังเสียงสรรเสริญของคนรอบข้าง เสด็จย่าของจีรยงเขารู้แล้วว่าชื่อชองโยฮวา แต่ไม่เห็นรู้ว่าฮานึลมีองค์หญิงด้วย?

 

“ฮีอู องค์หญิงอิมยูนาเป็นน้องหรือพี่จีรยงเหรอ?” ขบวนรถม้าที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ยิ่งเพิ่มความดังของเสียงสรรเสริญมากอีกเท่าตัว ซอนอินจึงต้องป้องมือข้างหนึ่งเข้ากับหูซ้ายของฮีอู

 

“องค์หญิงอิมยูนาเป็นบุตรบุญธรรมขององค์กษัตริย์ อายุสิบหกชันษา ก็ถือว่าเป็นน้องขององค์ชายจีรยงและองค์ชายจีมุน

 

“อ๋อ บุตรบุญธรรม” ซอนอินพึมพำไปตามเรื่องราวที่ได้ฟัง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเมื่อเสียงรอบตัวได้พากันเงียบไปหมดแล้ว ตอนนี้ที่ด้านหน้า คือภาพของชองจีรยงที่ยืนรอรับเสด็จย่าก้าวลงมาจากรถม้า ก่อนตามมาด้วยองค์หญิงอิมยูนาที่จับมือของจีรยงก้าวตามลงมา

 

รูปร่างหน้าตาของหญิงสาวนั้นงดงามเสียจนซอนอินยังอดชื่นชมไม่ได้ ดีจริงๆ เลยนะชองจีรยง เจ้ามีน้องสาวน่ารักขนาดนี้ก็ไม่บอกกันสักคำ ภายในใจคิดตำหนิชายหนุ่มไปเรื่อยเปื่อยขณะรอให้กลุ่มคนตรงหน้าเคลื่อนขบวน

 

ทว่าเสียงซุบซิบของสนมที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังกลับวิ่งเข้าหูของซอนอินราวกับพลุที่วิ่งพุ่งขึ้นฟ้า กลบเอาความคิดไปจนหมดสิ้น แล้วแทนที่ด้วยประโยคที่ทำเอาร่างกายชาไปทุกส่วน ราวกับอยู่ดีๆ ก็ถูกโยนลงไปในสระน้ำที่ใกล้จะกลายเป็นน้ำแข็ง

 

 

“ครานี้พระแม่เจ้าต้องได้ฤกษ์วันแต่งขององค์หญิงยูนากับองค์รัชทายาทเป็นแน่!”

 

 

ทันทีที่ประโยคนี้ถูกเอ่ยขึ้น ซอนอินที่ยังไม่เข้าใจความหมายดีนักก็รู้สึกถึงมือที่ถูกบีบเบาๆ จากคนตัวเล็กข้างกาย ก่อนตามมาด้วยแรงกระตุกเพื่อเรียกสติให้เขาได้โค้งกายตอนที่จีรยงเดินนำกลุ่มคนสำคัญผ่านไป

 

ใช้เวลาเดินทางกลับมายังตำหนักโยกันรวดเร็วจนน่ากลัว ซอนอินไม่รอให้เสียเวลา รีบเปิดปากถามถึงสิ่งที่เพิ่งได้ยินมาจากฮีอูทันที

 

“องค์หญิงอิมยูนาเป็นลูกสาวของขุนนางคนสนิทที่ได้เสียชีวิตไปในสนามรบ เสด็จย่าขององค์ชายจีรยงทรงรับเลี้ยงเป็นหลานบุญธรรมด้วยความรักใคร่มาแต่ไหนแต่ไร จุดมุ่งหมายของพระแม่เจ้าก็เพื่อให้เป็นคู่หมั้นคู่หมายขององค์ชายชองจีรยง

 

“คู่หมั้นคู่หมาย?” ซอนอินรู้สึกเหมือนเสียงตัวเองลอยมาจากที่ไหนสักที่ที่ไกลแสนไกล “แต่ว่าก่อนหน้านี้จีรยงชอบเจ้าไม่ใช่หรือ? แล้วจีรยงไปมีคู่หมายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

 

“องค์วังชอนซาทรงทราบดีอยู่แล้วว่าองค์ชายจีรยงเป็นองค์รัชทายาท” ฮีอูเอ่ยตอบคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกเห็นใจไม่น้อย “...ดังนั้นสักวันฝ่าบาทก็จะได้ขึ้นครองราชย์ จากนั้นก็ต้องทรงตกแต่งชายา เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดมานานแล้ว ตัวเราเองก็ทราบดีอยู่ตลอด ถึงองค์ชายจีรยงจะเคยชอบพอเรา แต่นั่นก็เป็นคนละเรื่องกับการแต่งตั้งชายา

 

เสียงหวีดของอะไรบางอย่างแล่นผ่าเข้ากลางสมองจนรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ซอนอินทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะกลางห้อง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าความกลัวที่มักก่อตัวขึ้นในหัวใจอยู่เสมอๆ นั้นคืออะไร ใช่สิ สักวันจีรยงก็จะต้องแต่งชายาและสืบทอดบัลลังก์ มีลูกหลานสืบสกุล หนทางที่ถูกต้องเหล่านี้ไม่มีพื้นที่พอให้เขาเข้าเบียดแทรก

 

 

จุดยืนของเขา สักวันก็จะต้องถูกลบเลือนหายไป

 

 

ความจริงที่ไม่อยากยอมรับและไม่อยากเข้าใจ

 

 

ชองจีรยง ข้าน่ะไม่ได้เข้มแข็งมากมายอะไรเจ้าก็รู้ เพราะอย่างนั้น ได้โปรดบอกข้าที ว่าทุกอย่างที่ข้าได้ยินมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องจริง...

 

 

 

ปิดหูปิดตาของข้าทีเถอะ ชองจีรยง

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up