Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 26

 

 

 

แสงสีขาวสว่างบาดตาทำให้ชายหนุ่มที่นอนฟุบอยู่กับขอบเตียงต้องยกมือขึ้นป้องใบหน้า เปลือกตาหนาขยับสองสามครั้งก่อนที่ลูกแก้วรัตติกาลจะปรากฏให้เห็น

 

ความพร่าเลือนของภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้ต้องหรี่สายตา พร้อมกันนั้นมือหนาก็กระชับมือเล็กที่ตนกอบกุมมาตลอดให้แน่นขึ้น ทว่าสัมผัสผิวเนื้อนุ่มที่หวังจะได้รู้สึกกลับมีเพียงผืนผ้าแพรว่างเปล่า

 

“ซอนอิน!” กว่าที่สายตาจะคุ้นชิน ก็พึ่งตระหนักว่าคนร่างบางที่คอยเฝ้านั้นหายไปจากที่นอนแล้ว

 

ชายหนุ่มพลุนพลันลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้แล้วหันหลังกลับไปยังที่มาของแสงสีขาวบาดตา ร่างร่างหนึ่งปรากฏให้เห็นไม่ชัดนักเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงเหล่านั้น เขาป้องแขนขึ้นพยายามเพ่งสายตามอง ตอนนั้นเองที่ความสว่างค่อยๆ จางสลายหายไป เหลือเพียงร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีขาวปลอดที่อุ้มร่างหมดสติของซอนอินไว้

 

“เจ้าเป็นใครกัน!” ถึงจะเดาได้ไม่ยากนักว่าคนตรงหน้านี้คงเป็นเทพสักองค์หนึ่ง เพราะปีกสีขาวขนาดใหญ่นั่นไม่ใช่ภาพลวงตาแต่อย่างใด แต่ก็ยังไม่อาจเจาะจงได้ว่าเป็นผู้ใดกัน

 

“คืนซอนอินมาให้ข้า!”

 

“ชองจีรยง” เสียงหวานนุ่มนวลนั้นฟังแตกต่างจากน้ำเสียงกระแทกกระทั้นของเจ้าของชื่อที่ถูกเอ่ยนามอย่างที่สุด

 

ชื่อที่ถูกเรียกอย่างไม่ผิดเพี้ยนทำให้ร่างสูงกดเรียวคิ้วลงต่ำ แววตาคมฉายประกายกร้าวจ้องสบสายตาสีชาอย่างไม่เกรงกลัว

 

“ต้องการสิ่งใดก็จงเอาจากข้า ซอนอินไม่ใช่คนที่เจ้าคิดจะแตะต้อง

 

รูปหน้าหล่อเหลาสะอาดหมดจดของชายร่างสูงโปร่งแย้มยิ้มบาง “ผิดแล้ว ผู้ที่ข้าต้องการย่อมเป็นคิมซอนอิน ไม่ใช่มนุษย์เลือดคาวอย่างเจ้า

 

“หมายความเช่นไร! ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์พรากซอนอินไปจากข้า!” จีรยงชักกระบี่ออกจากฝักที่บั้นเอวขึ้นชี้จ่อไปยังคนเบื้องหน้า แก้วตากร้าวฉายแววคุกคามพร้อมสู้

 

ทว่าเพียงแค่อีกฝ่ายใช้สายตาจ้องมอง กระบี่เล่มนั้นก็หงิกงอราวกับถูกบิดด้วยมือที่มองไม่เห็นอย่างง่ายดาย

 

“ใช้กำลังคงเป็นเรื่องถนัดของเจ้าสินะ ชองจีรยง” บุรุษปริศนาเอ่ยดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง แม้น้ำเสียงจะยังคงเรียบเรื่อยชวนฟังไม่ต่างจากท้วงทำนองดนตรีไพเราะก็ตาม

 

“ต้องการสิ่งใด” เสียงทุ้มเอ่ยถามรอดไรฟันอย่างต้องการสะกดอารมณ์ไม่ให้โกรธไปมากกว่านี้ เขาโยนกระบี่ไร้ความหมายลงข้างตัว

 

“ไม่ต้องการสิ่งใด ...แค่คิมซอนอิน

 

“เช่นนั้นก็ข้ามศพข้าไปก่อน!”

 

บุรุษชุดขาวพ่นลมออกทางริมฝีปาก “คิดหรือว่าเจ้ามีโอกาสชนะ?”

 

“ข้าไม่สน แต่ถ้าเจ้าต้องการซอนอินล่ะก็ มีทางเดียวคือต้องข้ามศพข้าเท่านั้น!”

 

“มนุษย์ หนอ มนุษย์ ไยไม่รู้จักเจียมตัว” ชายผู้มีปีกสีขาวส่ายศีรษะเล็กน้อย ท่าทางอย่างนั้นยิ่งทำให้คนฟังไม่สบอารมณ์ จีรยงกัดฟันกรอดเมื่อคิดว่าทำไมตนต้องมาถูกดูหมิ่นจากคนอื่นเช่นนี้ด้วย

 

“ฟังข้าให้ดีชองจีรยง คิมซอนอินมิใช่คนของเจ้า สิทธิ์ของเจ้าที่มีต่อคิมซอนอินนั้นหามีไม่ เจ้าไม่มีความเหมาะสมในทุกประการต่อทูตสวรรค์คนสำคัญของเรา ...เทพชอนอา คือนามที่แท้จริงของคิมซอนอิน ทั้งก่อนหน้าและปัจจุบันที่ที่คนคนนี้ควรค่าดำรงอยู่คือแดนสวรรค์ หาใช่โลกมนุษย์ ความผิดทุกอย่างที่เทพชอนอาเคยก่อไว้ได้ถูกชดใช้หมดสิ้นแล้ว เวลานี้ข้าจึงมารับเขากลับไป ไม่ว่าเจ้าจะขัดขวางเช่นไรก็ไร้ประโยชน์

 

คำบอกเล่านั้นทำให้มังกรหนุ่มรู้สึกว่าในหัวตื้อตัน

 

เทพชอนอา? ชดใช้ความผิด? ...เรื่องบ้าอะไรกัน! คิมซอนอินเป็นคนของเขา เป็นทุกอย่างของเขาเท่าที่ใจเขาต้องการ จะเป็นเทพหรือปีศาจก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ เพราะไม่ว่าอย่างไรคิมซอนอินก็คือคนที่เขาต้องการมากกว่าใคร

 

เทพชอนอาอะไรนั่น ...ใครจะยอมรับกัน!

 

“คนที่เจ้าอุ้มอยู่คือคิมซอนอิน เป็นคนของข้า ข้าไม่สนว่าเจ้าจะพล่ามอะไร ...อึก!!”

 

พลันลำคอถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น แรงที่บีบรัดเข้ามานั้นมากพอที่จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด ลมหายใจถูกลิดรอนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“อย่าปากกล้าให้มากนัก เจ้าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองสิ่งใดได้” แก้วตาสีชาฉายแววกระด้างจ้องลึกเข้าไปในเนตรรัตติกาล ริมฝีปากบางฉาบรอยยิ้มดูแคลน “หึ จิตใจมนุษย์ช่างโลเลนัก คนที่คิดแค้นอาฆาตอยากได้ชีวิตคิมซอนอินก็คือเจ้ามิใช่หรือ แล้วเหตุใดเพลานี้ถึงต้องการคิมซอนอินเล่า?”

 

หากเป็นเมื่อครั้งแรกที่ได้ตัวคิมซอนอินมาไว้ในกำมือ คำพูดของฝ่ายนั้นก็ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย คราแรกก็เพราะการเมือง แต่กับเรื่องของฮีอูนั้นเองที่ทำให้เขาสติขาดจนอยากจะฆ่าซอนอินเสียเดี๋ยวนั้น ...แต่นั่นมันก่อนที่เขาจะเกิดความต้องการในตัวของซอนอิน ก่อนที่ความรู้สึกของเขาจะเปลี่ยนแปลงไป

 

จะด้วยความจริงจากเหตุผลใดก็ตามแต่ ตอนนี้ ณ เวลานี้ สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือซอนอิน ...หัวใจของวิหคเพลิงที่มีเพื่อเขา หัวใจ...ที่เขาพร้อมจะยอมรับทั้งหมด

 

“ปฏิเสธคำพูดของข้าไม่ได้สิใช่ไหม?”

 

จีรยงสูดหายใจเข้าลึกทันทีเมื่อแรงรัดที่ลำคอคลายลง เขาจ้องสายตาตอบกลับอีกฝ่าย “ข้าไม่ปฏิเสธความจริงที่เจ้าพูด และข้าก็ไม่ปฏิเสธหัวใจของข้าที่ต้องการซอนอิน ...ตกลง ข้ายอมทุกอย่าง ต้องทำเช่นไรเจ้าถึงจะคืนซอนอินให้ข้า

 

บุรุษหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างสนใจ “ข้าคงพูดให้เจ้าฟังไม่เข้าใจ ข้าจะบอกอีกครั้ง คิมซอนอินเป็นคนของสวรรค์ ลิขิตชะตานี้ไม่มีผู้ใดฝืนได้ ทั้งคิมซอนอิน ทั้งเจ้า ทุกอย่างเป็นไปตามเส้นด้ายแห่งชีวิต

 

“ไม่! ข้าไม่ยอมรับเรื่องไร้สาระเช่นนี้! ลิขิตสวรรค์อะไรกัน เกิดมาหนึ่งชีวิตย่อมมีความคิดเป็นของตนเอง เจ้าคิดจะพาซอนอินไปจากข้า เจ้าได้ถามความต้องการของซอนอินหรือไม่!!”

 

ความรู้สึกลึกๆ ของจีรยงเริ่มเกิดความกังวล แน่นอนว่าให้สู้กันจริงๆ เขาไม่มีทางชนะคนตรงหน้าได้ แล้วยังเหตุผลไร้สาระแบบนั้น ...ใครจะยอมรับกัน!

 

“พูดอะไรผิดไปหรือเปล่าชองจีรยง เจ้าเองต่างหากที่เป็นคนแทงกระบี่ใส่คิมซอนอิน ในเมื่อเจ้าฆ่าคิมซอนอินแล้ว ก็อย่าได้ถามหาหัวใจของคิมซอนอินอีก

 

“นั่นมัน....” เป็นเพราะปีศาจที่สิงร่างซอนอินไม่ใช่หรือไง เขาถึงต้องทำเช่นนั้น!!!

 

แก้วตาสีชาหรี่ลง เขามองท่าทางอึกอักของชายหนุ่มอย่างพิจารณา ก่อนเอ่ยต่อเรียบเรื่อย “ลิขิตสวรรค์ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียทีเดียว หากเจ้ายอมทำทุกอย่างจริงล่ะก็ ข้าอาจจะคืนคิมซอนอินให้เจ้า

 

“ทุกอย่าง! ข้าทำได้ทุกอย่าง!!” จีรยงตอบแทบไม่ต้องคิด เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าความรู้สึกมากล้นที่เกิดขึ้นนี้มันเริ่มตั้งแต่เมื่อใด รู้เพียงอย่างเดียวว่าเขาจะปล่อยให้ซอนอินหลุดจากมือของเขาไปไม่ได้เด็ดขาด

 

“อย่างที่เจ้าว่ามา แม้ข้าจะไม่ได้ถามความต้องการของคิมซอนอิน แต่ข้าก็รู้ว่าใจจริงแล้วคิมซอนอินต้องการสิ่งใด การกลับไปเป็นเทพไม่อาจชักจูงหัวใจที่มีเพียงแต่เจ้าได้ เป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย และข้าก็ไม่พอใจที่เห็นคิมซอนอินถูกเจ้ารังแกอย่างร้ายกาจ แค่ถูกลงโทษให้ลงมาเกิดข้าก็ทุกข์ใจเกินจะทนอยู่แล้ว แต่เจ้าก็ยัง...

 

คนพูดหลับตาลงครั้งหนึ่ง ก่อนใช้ดวงตาสีชาจ้องมองชายหนุ่มร่างสูง “ถ้าเจ้ายอมรับความเจ็บปวดจากการเกิดใหม่แทนคิมซอนอินได้ ข้าจะคืนเขาให้กับเจ้า

 

“ข้าจะรับไว้ทั้งหมด” จีรยงตกปากรับคำในทันทีอย่างไม่ลังเล

 

“และเจ้าต้องสาบานต่อหน้าข้าด้วยคำสัตย์ ว่าน้องชายของข้าผู้นี้ จะมีเจ้าคอยดูแลปกป้องตราบชีวิตเจ้าจะหาไม่

 

บุรุษปริศนาที่ยืนโต้คารมกันอยู่นานสองนาน ที่แท้ก็เป็นพี่ชายของซอนอิน! ไม่สิ เป็นพี่ชายของเทพชอนอาต่างหาก

 

จีรยงสลัดความคิดยืดเยื้อนั้นออกจากหัวแล้วรีบคุกเข่าลงทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งทาบลงตรงกลางอก

 

 

“ฟ้าดินเป็นพยาน ข้า ชองจีรยง สาบานว่าจะดูแลปกป้องคิมซอนอินจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ความเจ็บปวดที่ก่อเกิดกับคิมซอนอินให้ตกลงที่ข้าแต่เพียงผู้เดียว!”

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ห้องว่างห้องหนึ่งภายในตำหนักเอกของเชินอัน ร่างเล็กชาวต่างแคว้นได้แต่ลุกๆ นั่งๆ อยู่กับที่ร่วมหนึ่งชั่วยามเต็ม เรียวคิ้วบางขมวดมุ่นด้วยความกังวลจับใจ สายตาคอยเพ่งมองว่าเมื่อไหร่ม่านทางเข้าตรงหน้าจะเปิดออกเสียที

 

ยองจูบาดเจ็บสาหัสมานานหลายเดือนแล้ว ทำท่าว่าจะหายก็ได้แผลใหม่ขึ้นมาอีก ซ้ำยังถูกจับไปทรมานแสนสาหัส แม้ว่าคนผู้นี้จะเก่งกาจสักเพียงใด แต่ร่างกายก็บอบช้ำเกินกว่าจะฝืนไปได้มากกว่านี้ ตอนที่ได้เจอกับยองจูอีกครั้งหลังจากที่ต้องแยกจาก ฮีอูแสนเจ็บปวดหัวใจอย่างที่สุด เพียงแค่เห็น...ก็อยากจะแบ่งเบาความเจ็บมาที่ตนบ้าง

 

“คุณชายคิมฮีอู เชิญข้างในได้แล้ว” ผ้าม่านถูกแหวกเปิดกว้าง นักบวชท่านหนึ่งเอ่ยเรียกเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังคงเค้าของสีหน้ายินดีกับผลที่ได้

 

ฮีอูรีบก้มศีรษะให้ชายตรงหน้าทันที พูดขอบคุณซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปด้านในตัวห้อง

 

บนเตียงที่ตั้งติดชิดริมผนัง ร่างสูงของราชครูหนุ่มกำลังนั่งจัดเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่เข้าทาง ปลายเชือกที่ใช้มัดเส้นที่สองยังไม่ทันจะผูกเป็นปม ร่างเล็กก็ถลาเข้ากอดจนพากันเอนล้มลงไปกับที่นอน

 

“ยองจู! ยองจู! ฮึก ท่านหายแล้ว!! ท่านหายแล้ว!!!”

 

ริมฝีปากของคนถูกสวมกอดวาดรอยยิ้มกว้าง สองแขนโอบกอดร่างเล็กนุ่มไว้หลวมๆ พลางกดปลายจมูกลงกลางกลุ่มผมหอมกรุ่น

 

“ทำไมเจ้ายังดูซีดเซียวเช่นนี้เล่า” เสียงทุ้มเอ่ยติร่างเล็ก ที่ถึงจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แต่สีหน้าก็ยังไม่สดชื่นเท่าที่เขาหวังไว้

 

ฮีอูซุกใบหน้าลงกับไหล่กว้าง “เราเป็นห่วงท่านจนนอนไม่หลับ จะทานอะไรก็ทานไม่ลง ฮึก ยองจู ต่อจากนี้อย่าห่างจากเราอีกเลยนะ อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยได้ไหม

 

ฝ่ามือใหญ่ลูบผมเส้นเล็กเบาๆ “ข้าจะไปไหนได้ ตัวข้ายังจะไปที่ใดได้อีก ในเมื่อหัวใจของข้าติดอยู่กับเจ้าเช่นนี้

 

“ยองจู ฮึก ฮืออออ” ดวงหน้าหวานที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเม็ดใสเงยขึ้นสบสายตาคนพูด ริมฝีปากเล็กขยับเอื้อนเอ่ยยากลำบากเมื่อเสียงสะอื้นคอยแต่จะขัดจังหวะ “เรา ฮึก เรารักท่าน รักท่าน รักท่าน ปาร์คยองจู!!”

 

“ข้าก็รักเจ้า คิมฮีอู” ยองจูประคองสองข้างแก้มชื้นให้ก้มลงมาใกล้ เขาทาบทับแนบจูบริมฝีปากเล็กอย่างอ่อยอิง สัมผัสอย่างนุ่มนวลทะนุถนอม ลิ้มรสความหอมหวานจากปากเล็กเชื่องช้าราวกับไร้ห้วงกาลเวลา

 

วงแขนเล็กคล้องกอดไหล่กว้างกระชับแน่น ตอบรับจูบแสนหวานลึกล้ำชวนให้เกิดความรู้สึกวาบหวาม ความสุขมากมายเอ่อล้นอยู่ในอก ก่อนจะแตกกระจายเป็นอณูเล็กๆ ที่วิ่งพล่านไปทั่วทั้งกาย

 

...รัก รักมากเหลือเกิน...

 

ยองจูเช็ดน้ำตาให้คนบนตัวเมื่อพวกเขาผละจูบออกจากกันได้ในที่สุด

 

ฮีอูปล่อยให้ปลายนิ้วหยาบลูบไล้ใบหน้า ขณะที่ตนสำรวจร่างกายของชายคนรัก มือเล็กจัดการปลดเชือกเส้นบนของเสื้อออกเพื่อดูให้แน่ใจกับตาว่าตามร่างกายของยองจูไม่มีร่องรอยบาดแผลแล้วจริงๆ

 

ฝ่ามือเล็กลูบคลำไปตามผิวกายแกร่ง ทั้งรอยถูกแทง รอยช้ำเลือด แม้แต่รอยขีดข่วนเล็กๆ ก็ไม่มีให้เห็น ครั้นเลื่อนสายตาขึ้นสบดวงตาคมเข้ม ก็ปรากฏเพียงแก้วตาสีน้ำตาลเข้มตอบกลับมา ไม่มีเค้าแววตาสีแดงให้เห็น ทุกอย่างนี้คงบอกได้แล้วว่ายองจูหายเป็นปกติ ชายหนุ่มสามารถควบคุมพลังธาตุในกายได้เหมือนเดิมแล้ว

 

ฮีอูขยับลุกจากตัวของคนรักไปนั่งปุลงข้างๆ ปล่อยให้ยองจูจัดการใส่เสื้อผ้าของตนเองไปจนเสร็จ

 

“เป็นอะไร หืม?” ราชครูปาร์คเลิกคิ้วถาม เขาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้คนที่นั่งทำแก้มพองลม

 

คนตัวเล็กก้มหน้างุด “ท่านคงรู้สึกแย่สิใช่ไหมที่เราเป็นคนดูแลท่านก่อนหน้านี้ การรักษาของเราเทียบกับคนของท่านไม่ได้เลยสักนิดเดียว ท่านคงรู้สึกเสียเวลามากเลยล่ะสินะ

 

ที่แท้ก็น้อยใจหรอกหรือนี่

 

ยองจูจับร่างเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก เขาโอบวงแขนกอดร่างของฮีอูเอาไว้ให้เอนพิงแนบอก

 

“การรักษาของเจ้าเอามาเทียบกับนักบวชชินซองไม่ได้หรอก เจ้าก็รู้ว่าเราใช้วรยุทธต้านวรยุทธ การรักษาก็ต้องใช้วรยุทธเช่นกัน แต่ถ้าตอนนั้นเจ้าไม่พาตัวข้าไปรักษา คิดว่าตอนนี้ข้าคงขึ้นสวรรค์ ไม่ก็ลงนรกไปแล้ว

 

ร่างสูงเลื่อนมือลงกอบกุมมือเล็กทั้งสองข้าง “ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเจ้าไม่ไร้ค่าแม้แต่น้อย ...คิมฮีอู ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้านะ ชีวิตของข้าเป็นของเจ้าฮีอู

 

มือเล็กกระชับตอบมือใหญ่ “เราก็อยากให้ท่านรู้ว่า ชีวิตของเราก็เป็นของท่านเหมือนกัน

 

ดวงหน้าหวานหันมองคนรัก “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านสัญญากับเรานะ ว่าจะไม่ผลักไสเราไปไหน ต่อให้ต้องเจ็บปวดเสียใจก็จะไม่ห่างจากเราไปอีก ...นะยองจู

 

สายตาที่สบประสานมีความหมายมากเกินพอจะเอื้อนเอ่ย ยองจูก้มลงจูบริมฝีปากเล็กนั้นอีกครั้งหนึ่งราวกับต้องการจะตีตราทำสัญญาระหว่างกัน

 

 

 

“ยองจู ท่านจะไปไหนน่ะ?” เมื่อคนทั้งสองดื่มยาสมุนไพรบำรุงร่างกายเรียบร้อยแล้ว เสียงเล็กก็เอ่ยถามคนที่เพิ่งหายบาดเจ็บที่ลุกขึ้นจากเตียง

 

“ผ่านมาหนึ่งวันเต็มแล้ว ข้าจะไปดูวังชอนซา

 

“เราไปด้วย

 

ยองจูและฮีอูพักอยู่ที่ห้องทางปีกซ้ายของตำหนักเอก ดังนั้นไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงทางเข้าห้องกลางขนาดใหญ่ที่ผู้เฒ่าลีซางใช้ในการประกอบพิธีกรรมปลุกองค์วังชอนซาให้ฟื้นคืน

 

 

“อ๊าคคคคคคคคคคคคคค!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

เสียงทุ้มหนักดังแผดลั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ฮีอูยึดชายแขนเสื้อของคนรักแล้วสบสายตาเป็นเชิงถาม ทว่ากลับยังไม่ได้รับคำตอบ คนข้างตัวก็รีบหุนหันวิ่งเข้าไปในห้องเสียก่อน

 

ฮีอูรีบวิ่งตามเข้าไป และภาพที่เห็นก็ทำให้ร่างเล็กมึนงงสับสน

 

เรื่องราวขององค์วังชอนซาฮีอูรับรู้หมดแล้วจากการบอกเล่าของคนรอบตัว เขารู้ว่าตอนนี้องค์รัชทายาทชองจีรยงกำลังอยู่ในช่วงเฝ้าอาการขององค์วังชอนซาอย่างใกล้ชิด การประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ดูเหมือนว่าผู้เฒ่าลีซางจะต้องอันเชิญเทพยดาลงมาเพื่อจุติชุบชีวิตขององค์วังชอนซาอีกครั้ง

 

มันก็น่าจะแค่นั้น แล้วเหตุใด ทุกคนถึงไปรุมล้อมอยู่รอบเตียงอีกหลังหนึ่งที่มีองค์ชายจีรยงนอนอาละวาดอยู่เล่า?!

 

“จับมัดขาไว้!” เสียงของนักบวชคนหนึ่งตะโกนสั่งเมื่อเห็นว่าแรงดิ้นของชายหนุ่มนั้นมีมากจนน่ากลัวว่าจะทำให้เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บ

 

ความโกลาหนวุ่นวาย บวกกับกลิ่นธูปที่ตีตลบอบอวลทำให้ร่างเล็กที่ยังอ่อนเพลียรู้สึกหน้ามืด ทำท่าว่าจะเซจนยืนไม่ไหว ร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้กันจึงรวบเอวไว้ให้พิงกายกัน

 

“จะออกไปก่อนหรือเปล่าฮีอู?”

 

ดูเหมือนว่าตอนนี้คนกว่าสิบคนภายในห้องจะไม่ทันสังเกตเห็นผู้มาใหม่ทั้งสอง เพราะความวุ่นวายนั้นดูเร่งรีบจนพาให้ไม่สนใจสิ่งอื่น

 

ศีรษะเล็กส่ายไปมา “ทำไมองค์ชายจีรยงถึงเป็นอย่างนั้น

 

แววตาคมจ้องมองชายหนุ่มร่างสูงผู้มีสายเลือดนักรบแดนมังกรอย่างยอมรับในความจริงใจที่มีต่อคิมซอนอิน “องค์ชายของเจ้ากำลังรับความเจ็บปวดที่ก่อเกิดจากการฟื้นคืนชีวิตแทนวังชอนซา

 

“รับความเจ็บปวดแทน?”

 

“ใช่ ความเจ็บปวดทั้งหมดที่ต้องแลกกับหัวใจที่แหลกสลาย เพื่อการกลับคืนของเถ้ากระดูกและเลือดเนื้อทั้งหมดอีกครั้ง ...การเกิดใหม่ครั้งที่สองของวังชอนซา

 

“แต่ร่างกายของวังชอนซายังอยู่ครบไม่ใช่หรือ?” ฮีอูถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจ

 

ยองจูยังคงจ้องมองร่างสูงที่อาละวาดอยู่บนเตียงขณะตอบ “แม้ร่างกายจะยังอยู่ แต่ความรู้สึกที่เกิดกับร่างกายนั้นคือการแลกเปลี่ยนของการมีชีวิตใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนคนหนึ่งจะได้มีชีวิตครั้งที่สอง สิ่งที่ต้องแลกมาคือความทรมานทางร่างกายอย่างแสนสาหัส ..ราวกับเนื้อถูกแล่ออกเป็นชิ้นๆ ฉีกกระชากไปทุกส่วนของร่างกาย ความทรมานที่เกิดขึ้นนี้แม้ไม่เห็นได้ด้วยตา แต่คนที่รับความเจ็บปวดนั้นสัมผัสได้ทุกความรู้สึก”

 

ทั้งก้อนเนื้อหัวใจที่ถูกปลายกระบี่เสียบแทง ทั้งการฟื้นคืนของกระดูกทุกตารางนิ้ว ทั้งเลือดเนื้อที่ก่อเกิดเริ่มสร้างขึ้นใหม่ ความเจ็บปวดทั้งหมดที่ชองจีรยงได้รับนั้นแลกมาด้วยการตื่นขึ้นอีกครั้งของคิมซอนอิน

 

หากไม่เป็นคนที่รักอย่างสุดใจ หากไม่ใช่คนสำคัญมากกว่าชีวิตของตนเอง การรับผลกรรมเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ และตอนนี้ ชองจีรยงก็ทำให้เขาเห็นแล้วว่าฝ่ายนั้นให้ความสำคัญกับลูกศิษย์ของเขามากเพียงไร

 

ซอนอิน ต่อจากนี้ข้าเพียงหวังว่าเจ้าจะได้รับความสุขเหมือนคนอื่นๆ...

 

 

ความกดดันภายในห้องนั้นดำเนินต่อไปราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด ฮีอูทนยืนมองได้ไม่นานก็ต้องซบหน้าลงกับอกของยองจู สีหน้าขององค์ชายจีรยงทั้งดูบิดเบี้ยว ทั้งดูเจ็บปวด เสียงทุ้มที่ร้องไม่หยุดยิ่งสร้างความปวดใจให้ร่างเล็กมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ตอนนี้องค์ชายจีรยงกำลังรู้สึกยังไงนะ ร่างกายคงจะเจ็บไปหมดทุกส่วน คงเหมือนว่าร่างกายกำลังถูกฉีกทึ้งทั้งเป็นไม่หยุด ทรมาน... แค่คิดก็ทรมานเหลือเกิน หากเป็นเขาคงทนแบบนี้ไม่ได้แน่

 

ฮีอูละใบหน้าออกจากอกของยองจูแล้วมองไปยังเตียงอีกฝั่งหนึ่งที่มีร่างบอบบางขององค์วังชอนซานอนแน่นิ่ง โดยมีผู้เฒ่าลีซางยืนสวดทำพิธีอยู่ที่ปลายเตียงไม่หยุดพัก

 

น่าเหลือเชื่อนัก องค์ชายชองจีรยงคนนั้น ยอมทำถึงเพียงนี้เพื่อช่วงชิงชีวิตของใครคนหนึ่งกลับมา หากเป็นเมื่อก่อน ชายผู้มีใจแกร่งดั่งหินผาที่แสนเย็นชาผู้นี้ คงไม่มีทางทำอะไรเช่นนี้แน่ ...ในที่สุด องค์ชายจีรยงก็ได้พบกับคนของพระองค์ที่แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องที่น่ายินดีเหลือเกิน

 

 

เข้ายามสิบ เสียงทุ้มที่ดังก้องอย่างเจ็บปวดมาร่วมสองชั่วยามก็ได้เงียบสงบลง ชองจีรยงหมดสติทันทีเมื่อความทรมานนั้นสิ้นสุด ตามร่างกายของชายหนุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬผุดพรายราวกับใครเอาถังน้ำมาสาดใส่

 

ฮีอูรีบเข้าไปช่วยดูแลเรื่องการเช็ดตัวให้กับจีรยงพร้อมกับโทซองและกึมซองที่รอปรนนิบัติถวายอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่แรก ยองจูปลีกตัวออกมาที่เตียงของวังชอนซา

 

“บาดแผลหายไปหมดแล้ว ชีพจรก็เต้นอีกครั้ง” ราชครูปาร์คใช้สองนิ้วทาบข้อมือขาวเพื่อวัดชีพจรหลังจากที่เปิดอาภรณ์ช่วงบนออกเพื่อดูบาดแผลบนเนินอกเนียนละเอียด

 

“คิดว่าคงไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ เหลือเพียงรอให้วังชอนซาฟื้นขึ้นมา” ชายชรามีสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ยองจูประคองผู้เฒ่าลีซางลงนั่งที่เก้าอี้

 

“ต่อจากนี้ให้ข้าดูแลเองเถอะ ท่านควรจะพักผ่อนเสีย

 

มือหยาบย่นกร้านโลกโบกไปมาในอากาศ “ช่างเถิด ข้าไม่เป็นอะไรหรอก เฮ้อ จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่อยากจะเชื่อ คำทำนายทั้งหมดนั่นเป็นความจริงทุกประการไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยเลย ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบกี่ร้อยปี ที่วังชอนซาองค์ต่อไปจะได้รับเลือกให้เป็นร่างที่รองรับเทพสวรรค์ที่ทำผิดกฎอีก

 

“จะกี่สิบกี่ร้อยปี ถึงตอนนั้นชินซองก็ยังคงดำรงอยู่ด้วยประสงค์ของสวรรค์

 

“นั่นสินะ...

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

สองวันหลังจากที่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ผ่านพ้นไป แผงขนตาดำยาวก็ได้ขยับเคลื่อนไหวเชื่องช้า ท่ามกลางสายตาของคนกลุ่มหนึ่งที่รอคอยอย่างคาดหวัง ไม่นานนักแก้วตาคู่สวยที่หลับใหลมานานก็ได้เผยให้เห็นถึงประกายสดใสอีกครั้ง

 

ทว่าทันทีที่ลืมตาขึ้น หยดน้ำตาเม็ดใสก็ได้ไหลรินลงจากหางตาทั้งสองข้าง ก่อนที่แก้วตาคู่นั้นจะเอ่อคลอด้วยม่านน้ำตาจนท่วมท้น

 

แผงขนตาสีดำถูกเม็ดน้ำเกาะเป็นประกายระยิบ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่นจนขึ้นสีจัด ปลายจมูกโด่งรั้นระเรื่อสีแดงเข้ม ผิวหน้าขาวนวลสูบฉีดด้วยเลือดฝาดทั้งสองข้างแก้ม

 

เป็นความสวยงามบนความปวดร้าวที่ยากเกินจะห้ามใจไม่ให้ชื่นชมไม่ได้ นั่นเป็นความคิดของทุกคนในที่แห่งนี้ คิมซอนอินเป็นบุรุษที่งดงามหาใดเปรียบ แม้กระทั่งยามที่มีน้ำตาเช่นนี้...ก็ยังคงงดงามยิ่งกว่าผู้ใด

 

จีรยงทรุดตัวลงนั่งที่ข้างเตียง การเคลื่อนไหวของเขาเรียกสายตาของคนที่นอนลืมตาเหม่อลอยให้หันมองสบ และเมื่อใบหน้าที่แสนคุ้นเคยได้ปรากฏอยู่ต่อหน้าแล้ว ร่างบอบบางที่ยังไร้เรี่ยวแรงก็รีบขยับลุกโถมกายเข้าหาอ้อมกอดที่ผายออกรอรับในทันที ท่อนแขนเล็กสวมกอดกายชายคนรักแนบแน่น ฝังใบหน้าแห่งความเศร้าโศกลงกับอกกว้างที่แสนอบอุ่น

 

“ฮึก เสด็จพ่อ... ข้าฆ่าเสด็จพ่อ!!!! ฮึก ฮือ!!!”

 

เรียวคิ้วเข้มกดลงต่ำ สองแขนตระกองกอดคนที่กำลังอ่อนแออย่างที่สุด ไหล่บอบบางสั่นสะท้านจนทำให้ใจของชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวเหลือแสน ความเสียใจเหล่านี้ เป็นไปได้เขาก็อยากจะรับไว้เอง

 

แต่เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ในตอนนี้ซอนอินได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้ว ความรู้สึกของซอนอินแม้จะสื่อมาถึงเขาได้ราวกับเป็นฝาแฝด แต่เขาก็ไม่อาจบรรเทาความเสียใจเหล่านั้นให้กับซอนอินได้เลย

 

น่าเจ็บใจนัก ที่ทำได้ดีที่สุดก็เพียงแค่โอบกอดปลอบโยนอยู่เช่นนี้

 

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นค่อยๆ จางหายไปตอนที่คนอื่นๆ ที่เหลือพากันเดินออกมาและปิดบานประตูให้คนสองคนภายในห้องนั้นได้อยู่กันตามลำพัง

 

“องค์วังชอนซาทรงฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว ต่อจากนี้จะทำเช่นไรต่อไป ท่านผู้เฒ่าลีซาง ...ตำแหน่งวังชอนซา ยังเป็นขององค์ชายคิมซอนอินอยู่หรือไม่?” นักบวชชั้นผู้ใหญ่เอ่ยถามบุคคลที่เป็นผู้นำอย่างสงสัย

 

“พระอนุชาขององค์ชายคิมซอนอินยังเด็กเกินไปที่จะรับตำแหน่งนี้ คนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ข้ายังไม่เห็นว่ามีผู้ใดเหมาะสม

 

“แล้วเชินอันล่ะจะทำเช่นไร หากองค์ชายไม่ทรงขึ้นครองราชย์ แล้วยังจะมีผู้ใดเล่า?”

 

“เชินอันล่มสลายแล้ว ไยต้องมีกษัตริย์ปกครอง” โทซองเอ่ยขัดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “กองทัพของเรายังอยู่พร้อม หากคนของท่านยังคิดสู้ก็ไม่ขัด”

 

“ใช่ ฝ่าบาทของเราก็พร้อมจะสู้รบอีกครั้งได้ในทันทีด้วย” กึมซองรีบสนับสนุนคำพูดของพี่ชาย ถึงอย่างไรแล้ว ใจของเด็กหนุ่มทั้งสองก็ยังคงจงรักภักดีต่อฮานึลอย่างหาที่สุดไม่ได้

 

“ใจเย็นๆ ก่อน พวกเจ้าจะมาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทำไม ...ยูโทซอง ยูกึมซอง พวกเจ้าสองคนก็มีเลือดครึ่งหนึ่งเป็นชินซอง อย่ามุ่งคิดร้ายนักเลย” ลีซางถอนหายใจยาว เขาพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ “ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี กาลอวสานต้องมาเยือนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ไม่มีเชินอัน แต่ชินซองก็ยังคงอยู่ องค์รัชทายาทชองจีรยงเองก็รับปากกับข้าแล้วว่าจะปกครองแคว้นแห่งนี้อย่างเต็มความสามารถ อีกอย่าง การจะฟื้นระบบเชื้อสายพระวงศ์ที่เหลืออยู่ของเชินอันในตอนนี้ เห็นทีคงจะยากนัก”

 

ปีศาจตนนั้นฆ่าคนไม่เว้นราวกับเห็นเป็นผักปลา สายเลือดเชื้อพระวงศ์ที่เหลืออยู่เห็นจะมีก็แต่โอรสทั้งสองพระองค์ขององค์ราชินีซองอึนเท่านั้นกระมัง

 

ยังไม่นับเรื่องบ้านเมืองที่ถูกเพลิงกัลป์เผาผลาญทำลายจนประเมินค่าความเสียหายไม่ได้นั่นอีก ชาวบ้านล้มตายก็นับไม่ถ้วน บ้านเมืองเสียหายชำรุดขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะฟื้นตัวเองขึ้นมาได้ง่ายแน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ต้องจำยอมสวามิภักดิ์ต่อผู้ปกครองคนใหม่ ชองจีรยง เท่านั้นเอง

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

  

 

ซอนอินร้องไห้จนสลบไปอีกครั้งในอ้อมกอดของจีรยง

 

กลางดึกในคืนนั้น ความอบอุ่นจากกายที่ได้สวมกอดกันกลับว่างเปล่า จีรยงเปิดเปลือกตาขึ้นในทันทีท่ามกลางความมืดสลัวภายในห้อง ตะเกียงข้างเตียงถูกจับยกขึ้นเพื่อส่องหาคนร่างบางที่หวังว่าจะอยู่ไม่ห่างกายมากนัก หากแต่ก็ยังไม่มีแม้เงาของคนที่นึกห่วงสุดใจ

 

เมื่อหัวค่ำก็เพิ่งจะฟื้นตื่นขึ้นมา แล้วยังร้องไห้จนสลบไปอีก ร่างกายอ่อนเพลียขนาดนั้นยังจะมีแรงเดินไปไหนอีก!

 

จีรยงคว้าเสื้อตัวนอกขึ้นสวมรวดเร็ว ก่อนจะเอื้อมจับกระบี่ด้วยความคุ้นเคย ทว่าคราวนี้กระบี่ในมือกลับเบากว่าที่เคยเมื่อมีเพียงแต่ฝักที่เหลืออยู่

 

แน่นอนว่ากระบี่ที่ใช้จ่อเทพสวรรค์ในตอนนั้นเป็นแค่ภาพมายาของความฝัน กระบี่ของเขายังคงสภาพอยู่ดีจนถึงเมื่อตอนที่เขาวางมันก่อนหน้านี้

 

ทันความคิด ร่างสูงสง่าก็รีบผลุนผลันวิ่งออกจากตำหนักไปอย่างรวดเร็ว

 

 

อากาศเย็นเฉียบของค่ำคืนตัดผ่านผิวเนื้อให้รู้สึกหนาวเยือก ริมฝีปากหยักหนาพ่นไอร้อนออกมาขณะที่วิ่งไปยังท้องพระโรงของวังหลวงเชินอัน

 

เหนื่อยจนเหมือนร่างกายจะฉีกขาด ความเจ็บปวดที่ได้รับเมื่อสองวันก่อนยังหลงเหลือให้รู้สึกสะท้านไปทั้งร่างกาย เรี่ยวแรงยังไม่อาจฟื้นคืนได้เต็มที่ แต่จีรยงก็ยังไม่หยุดฝีเท้า เขาผลักบานประตูขนาดใหญ่ที่ห่างไกลจากสภาพเดิมออกให้พ้นทาง

 

ตรงกลางของห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีแต่ซากศพและกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง ร่างบางในอาภรณ์ขาวยืนเด่นอยู่ที่สุดปลายสายตา ในมือเล็กๆ นั้นกำกระบี่ของเขาเอาไว้ด้วย

 

หัวใจของมังกรหนุ่มดิ่งวูบกับการกระทำของคนตรงหน้า

 

 

เคร้ง!

 

 

“ทำบ้าอะไรของเจ้า!” เมื่อเข้าประชิดตัวได้ จีรยงก็รีบปัดกระบี่ออกให้พ้นท่อนแขนขาวที่มีเลือดสีแดงสดไหลอาบอย่างน่ากลัว เขาสบถอีกหลายคำขณะที่ฉีกเสื้อผ้าของตนมามัดปิดปากแผลให้อย่างร้อนรน

 

“อย่าได้คิดทำเช่นนี้อีกนะ! คิดว่าข้าทำทุกอย่างนี้เพื่ออะไรกัน!! ชีวิตของเจ้าจะเอามาทิ้งง่ายๆ ได้ที่ไหน!!!”

 

ซอนอินไม่ได้ตอบโต้คำพูดที่ตะโกนก้องอยู่ข้างหู สายตาที่มีแต่ม่านน้ำใสบดบังมองเห็นแต่เพียงร่างกายของพระบิดาที่นอนไร้วิญญาณอยู่ตรงหน้าเท่านั้น แม้แต่แรงยืนก็ไม่เหลือแล้วหากไม่มีมือของจีรยงคอยจับประคองไว้

 

สภาพของซอนอินในตอนนี้จีรยงเข้าใจดี แต่ก็ยังอดเคืองในการกระทำงี่เง่าไร้ความคิดนี้ไม่ได้ เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์โกรธแล้วจับศีรษะเล็กให้เอนพิงอก ฝ่ามือใหญ่ลูบเบาๆ ที่ข้างแก้มชื้น

 

“เจ้าจะร้องไห้อีกสักเท่าไหร่ข้าไม่ห้ามแล้ว แต่ข้าขอได้ไหม อย่าทำร้ายตัวเองเช่นนี้อีก

 

“ข้าไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงหวานแหบพร่าสั่นเครือ “...จีรยง ข้าไม่อยากมีชีวิตอีกแล้ว”  หยดน้ำตาร่วงหล่นกระทบผิวแก้มราวหยดน้ำฝน

 

จีรยงประคองไหล่เล็กให้คุกเข่าลงนั่ง ใช้ปลายนิ้วค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้พ้นดวงหน้าสวยอย่างเบามือ ก่อนเชยปลายคางมนบังคับให้เงยหน้าขึ้นสบสายตา

 

“ชีวิตที่เจ้าไม่ต้องการ ก็ยกมันให้ข้าเสีย ทั้งปัจจุบันและอนาคต มอบมันให้กับข้า คิมซอนอิน

 

ริมฝีปากอุ่นนาบจูบเข้าหาราวเป็นพยานแลกเปลี่ยนข้อตกลงที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกคนได้ปฏิเสธ จูบนุ่มนวลหอมหวานลึกล้ำมีแต่จะทำให้ใจของซอนอินยอมรับไปอย่างไร้หนทางหลีกหนี

 

ความเป็นจริงที่เห็นอยู่ตำตา เพียงสิ่งเดียวที่ซอนอินไม่อาจตัดทิ้งได้ ก็คือชองจีรยงผู้นี้

 

หากไม่มีจีรยง ชีวิตนี้คงไม่มีค่าพอที่จะดำรงอยู่เป็นแน่

 

แค่ชองจีรยง...

 

“ฮึ อืม...อือออ” เรียวลิ้นเล็กตอบสนองช้ากว่าปกติด้วยสภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่บอบช้ำ ทว่าก็ยังคงสร้างความพึงพอใจในทุกจูบที่มีให้กันระหว่างคนทั้งสองไม่เปลี่ยนแปลง

 

จูบหวานล้ำลึกซึ้งสิ้นสุดลงในที่สุด

 

ริมฝีปากแดงบวมเจ่อเล็กน้อย ซอนอินช้อนสายตาฉ่ำน้ำขึ้นสบสายเนตรรัตติกาล มือข้างที่ไม่ถูกบาดยื่นขึ้นทาบลงกับผิวแก้มของคนที่รักสุดหัวใจเพียงหนึ่งเดียว

 

“หากวันใดที่ข้าไม่มีเจ้า ข้าจะทำเช่นนี้อีก

 

จีรยงจับมือเล็กผอมบางข้างนั้นเลื่อนต่ำลงมายังตำแหน่งของริมฝีปาก เขานาบจูบเบาๆ ลงบนเรียวนิ้วข้างนั้น พร้อมสบสายตาจ้องลึกลงไปในแก้วตาคู่สวยตรงหน้า

 

 

 

“จะไม่มีวันใด ที่เจ้าไม่มีข้า 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up