Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 25

 

 

 

“ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด! ขอร้องล่ะ ไว้ชีวิตพวกเราด้วย!!!”

 

“องค์วังชอนซาโปรดอภัยด้วย พวกเราผิดไปแล้ว ทรงไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!!!”

 

เสียงวอนขอชีวิตกว่าร้อยคนไม่อาจทำให้ร่างบางที่ยืนค้ำอยู่เหนือทุกคนภายในท้องพระโรงแห่งนี้ใจอ่อนลงได้เลย ถัดจากปลิดชีพนักบวชชินซองที่บังอาจกักขังเจ้าตัวไว้จนหมดสิ้นแล้ว สิ่งต่อมาที่องค์วังชอนซาแสนงามได้กระทำต่อ คือการจับเหล่าบรรดาขุนนางและข้าหลวงเชินอันมาในที่แห่งนี้

 

ไม่เว้นแม้แต่องค์กษัตริย์คิมอุนเซ...

 

รอยยิ้มสวยราวบุปผาแรกแย้มระบายอย่างงดงามอยู่บนใบหน้าสะคราญตา ดวงตากลมโตสุกใสกวาดมองคนที่เอ่ยร้องขอชีวิตไล่ไปทีละคน กระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ผู้เป็นบิดาของคิมซอนอิน ซึ่งยังไม่เอ่ยวาจาใดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

 

ร่างบอบบางก้าวเดินไปใกล้กษัตริย์วัยกลางคน ใช้ปลายกระบี่แตะเชยใบหน้านั้นให้เงยขึ้น

 

“ข้าจะถามเจ้าเพียงครั้งเดียว ราชินีซองอึนอยู่ที่ไหน!”

 

แม้ว่ารูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงจะเหมือนกับผู้เป็นบุตรชายราวต้องกระจกเงา แต่คิมอุนเซก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคนตรงหน้านี้หาใช่โอรสของพระองค์ไม่ สายเนตรคมเข้มจ้องตอบปีศาจจำแลงอย่างไม่สะทกสะท้านก่อนเอ่ยวาจาตอบเรียบเรื่อย ทว่าเด็ดเดี่ยวสมคำร่ำลือ

 

“ข้าจะตอบเจ้าเพียงครั้งเดียวเช่นกัน ว่าเจ้าจะไม่มีวันได้รู้คำตอบจากข้า

 

ปลายกระบี่เงินบางเบาเลื่อนลงที่ลำคอของอุนเซโดยฉับพลัน เสียงกลั้นหายใจของเหล่าข้าหลวงแทบจะเป็นไปอย่างพร้อมเพรียง

 

“หึ! เจ้าคิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะช่วยชีวิตคิมซอนอินได้งั้นหรือ? อย่าดูถูกกันให้มากนักนะ!! เจ้าไม่ตอบข้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่เจ้าหวังมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก!!!”

 

เปลือกตาของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเชินอันได้ปิดลงแนบสนิทเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว ก่อนที่ปลายกระบี่ในมือของบุตรชายนั้นจะกระทำการสังหารพระบิดาอย่างรวดเร็ว

 

เลือดสีแดงฉานพุ่งกระจายไปทั่ว เปรอะเปื้อนทั้งคนรอบข้างและมือที่กำกระบี่ ภาพของศีรษะที่ยังคงสวมมงกุฎกษัตริย์ตกหล่นอยู่แทบเท้านั้นเรียกสายตาของคนทั้งท้องพระโรง ยกเว้นก็แต่เพียงคิมซอนอินที่ยืนอยู่ตรงนั้น

 

“ไว้ชีวิตพวกเราด้วย!! ไว้ชีวิตพวกเราด้วย!!!!”

 

ความตกตื่นที่ได้เห็นผู้เป็นกษัตริย์ของตนเองถูกตัดศีรษะนั้นอย่างง่ายดาย ยังผลให้เหล่าขุนนางรีบก้มหัววอนขอชีวิตกับองค์วังชอนซาแทบไม่เป็นคำ

 

“ผักปลาอย่างพวกเจ้า กล้าดียังไงมาร้องขอชีวิตกับข้ากัน!”

 

ลมแรงวูบหนึ่งหมุนวนรอบกลุ่มคนนับร้อยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่หมอกควันสีดำจะค่อยๆ เคลื่อนเข้าครอบคลุมเหล่าขุนนางจนมิด ไม่นานนักเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้น แต่เพียงแค่มือขาวบางของวังชอนซาได้โบกในอากาศสองครั้ง เสียงโหยหวนก็เงียบลง เมื่อหมอกสลายตัว ก็เหลือเพียงซากไร้ชีวิตของคนนับร้อยเท่านั้น

 

ดวงหน้างดงามหันมองร่างของอุนเซอย่างเคืองแค้นที่ตนไม่ได้คำตอบจากสิ่งที่เอ่ยถาม ข้อมือเล็กหักลงเล็กน้อยแล้วใช้กระบี่แทงกลางลำตัวไร้ลมหายใจนั้นจนล้มลงไปกับพื้น ก่อนจะดึงกระบีออกแล้วหมุนตัวเดินออกจากท้องพระโรงไป

.

.

.

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

หลังจากที่หาจังหวะหลบหนีออกมาได้ตอนที่วังชอนซาให้ความสนใจชองจีรยงนั้น ผู้เฒ่าลีซาง โทซอง และกึมซองก็ได้รีบบอกข่าวให้ราชครูปาร์คได้รับรู้ ก่อนจะพากันไปหลบซ่อนตัวได้ทันตอนที่วังชอนซานั้นออกมาตามฆ่าพวกนักบวชฝ่ายตรงข้ามจนหมดสิ้น

 

เพราะลีซางมีอาคมวิเศษที่พร่ำเรียนมาค่อนชีวิต ทำให้ข่ายอาคมที่ปกปิดอุโมงค์ซ่อนตัวสามารถพรางตาของวังชอนซาในคราบของปีศาจได้

 

สมาชิกนักบวชในกลุ่มต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยบรรยากาศตึงเครียด ผ่านไปไม่ถึงสองวันที่จิตด้านมืดตื่นขึ้น แคว้นเชินอันก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว พายุลูกแรกไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้าน แต่ยังพรากชีวิตของคนนับหมื่นแสนอย่างง่ายดาย ป่าเขาที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีเหลืองใกล้เฉา เพลิงกัลป์บังเกิดขึ้นนับร้อยที่ เกรงว่าไม่พ้นเจ็ดวัน แคว้นเชินอันคงเหลือแต่เศษผงธุลีเป็นแน่!

 

ถัดจากนักบวชมาที่หน้าถ้ำ ร่างสูงซึ่งอยู่ในสภาพสะบักสะบอมทั่วทั้งตัวพยายามขืนแรงออกจากมือของกึมซองที่รั้งตัวไว้เพื่อทำแผลจนสำเร็จ แล้วหันไปคาดคั้นเด็กหนุ่ม

 

“ไม่ต้องสนใจแผลของข้า บอกมาว่าค่ายพักทหารของเจ้าอยู่ที่ใด!”

 

“ใจเย็นๆ ก่อนยองจู” ลีซางจับไหล่ของเด็กหนุ่มไว้ “ที่ค่ายพักทหารของฮานึลข้าได้ลงอาคมไว้แล้ว ยังมีคนของเราคอยดูแลอยู่อีก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป”

 

“ถึงอย่างไรข้าก็จะไปดูให้เห็นกับตา!” แค่คำบอกเล่าไม่อาจเพียงพอสำหรับยองจู คิมฮีอูสำคัญกับเขามาก หากไม่ไปดูให้เห็นด้วยตนเองว่าฝ่ายนั้นปลอดภัยหรือไม่ เขาก็ไม่มีวันสงบใจได้

 

ห่างกันด้วยสภาพเช่นนั้น ไม่เพียงยองจูที่กังวลใจ แต่กับฮีอูเองก็คงว้าวุ่นไม่ต่างกัน ยิ่งตอนนี้เภทภัยจากพลังอำนาจของวังชอนซากำลังอาละวาด มีหรือที่ชายหนุ่มจะวางใจได้

 

แต่ยังไม่ทันได้ถกเถียงว่าจะไปหรือไม่ไป นกพิราบตัวใหญ่สีเทาเข้มก็กลิ้งหลุนๆ ผ่านลมพายุเข้ามาในถ้ำ กระดาษข้อความม้วนหนึ่งที่ผูกติดข้อเท้าเล็กนั้นทำให้ผู้เฒ่าลีซางรีบอุ้มนกพิราบขึ้นมา

 

แผ่นกระดาษมีขนาดไม่ใหญ่นัก บนเนื้อกระดาษมีข้อความอัดแน่น ลีซางกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว แล้วก็ได้ค้นพบแผนการบางอย่างจากผู้ที่ส่งมา ชายแก่เงยหน้าขึ้นจ้องสบสายตาของยองจู

 

“จากผู้ใดกัน?”

 

“องค์ราชินีคิมซองอึน...

 

เนื้อความในกระดาษถูกลีซางบอกเล่าออกมาท่ามกลางนักบวชคนอื่นๆ ภายในถ้ำ

 

เดิมทีองค์กษัตริย์คิมอุนเซรับรู้เรื่องการเรียกร้องของนักบวชที่เชื่อเรื่องภัยร้ายของวังชอนซา ในตอนนั้นพระองค์ได้ปรึกษากับราชินีซองอึนว่าควรปล่อยให้เป็นเรื่องของชนเผ่าชินซองหรือไม่ เพราะถึงอย่างไร บุตรชายคนนี้ก็ถือเป็นคนของชินซองโดยสมบูรณ์ตั้งแต่รับหน้าที่เป็นวังชอนซาแล้ว หากคิดจะต่อต้านเกรงว่าชินซองจะเกิดความเคลือบแคลงใจในกฎข้อตกลง และก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างเชินอันและเผ่าชินซองได้ ครั้นเมื่อพระองค์ได้รับคิมซองอึนเป็นพระชายาก็นับว่าเกินกว่าที่ชินซองจะยอมรับได้ง่ายๆ ความต้องการที่จะสังหารบุตรชายของพระองค์จึงยกให้ชินซองตัดสินใจ

 

แต่เมื่อแผนการสังหารล้มเหลว และราชินีซองอึนได้ทราบข่าวก็เกิดความเสียใจอย่างสุดแสนที่นางคิดจะปล่อยให้โอรสของนางตายไปทั้งๆ อย่างนั้นโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว และนางก็ได้คิดไปว่าหากชองจีรยงรับซอนอินไว้ด้วยความต้องการจากใจจริง นางก็จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่คิดหาความเจ็บปวดมาสู่ซอนอินอีก จนเมื่อนักบวชชินซองได้จับคนของชองจีรยงมาใช้แลกเปลี่ยนตัวของวังชอนซานั่นเอง ราชินีซองอึนถึงทนไม่ไหวที่จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อัปยศซ้ำสอง ทว่าการเจรจาให้กักขังซอนอินไว้ในถ้ำแทนการสังหารนั้นไม่อาจเป็นผล ...กว่าจะรู้ว่าบุตรชายคนโตของนางไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์สามัญที่มีร่างทรงของทวยเทพแฝงกายรอวันที่จะถูกตัดสินว่าจะเป็นแสงสว่างหรือความมืดมิด แต่กลับกลายเป็นว่าตัวของซอนอินเองคือเทพแห่งสวรรค์ และจิตอีกหนึ่งดวงคือเทพแห่งปีศาจ พลังอำนาจมากล้นไม่สำแดงผลเข้าสักวันคงเป็นไปไม่ได้

 

‘หนึ่งคือสวรรค์ อีกหนึ่งคือปีศาจ’ ...ชะตาลิขิตที่ไม่อาจหลีกพ้น

 

ใจความที่ราชินีซองอึนกล่าวเริ่มต้นด้วยประโยคนี้ ก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญทันที หลายวันก่อนกษัตริย์อุนเซได้ตัดสินใจพาพระนางและบุตรชายคนเล็กไปหลบซ่อนเพื่อทำพิธีบางอย่าง ที่แม้แต่ผู้เฒ่าลีซางเองก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ การทำพิธีนี้ต้องใช้เลือดของผู้ให้กำเนิดซอนอินเท่านั้นจึงจะสำเร็จ เข็มเงินเล่มเล็กที่แนบมาในซองกระดาษมีอยู่หนึ่งเล่ม เข็มนี้ถูกลงอาคมมาอย่างดีเพื่อปลดปล่อยจิตด้านมืดออกจากร่างของซอนอิน และเพื่อให้การนี้เป็นผลก็จำต้องใช้กระบี่แทงทะลุหัวใจตามหลังจากนั้นด้วย ดังเช่นที่บรรพบุรุษเคยกล่าวไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

 

สิ่งที่พระนางต้องการให้ลีซางดำเนินตามแผน คือหาทางเข้าประชิดวังชอนซา และบอกให้ชองจีรยงได้จัดการปลิดชีพวังชอนซาเสียเมื่อได้ฝังเข็มนี้ลงไปแล้ว

 

แม้ว่าลีซางไม่สามารถทำพิธีกรรมนี้ได้ด้วยตนเองเพราะบารมีไม่ถึง แต่ชายชราก็รู้ดีว่าขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นอย่างไร ผู้ที่มอบเลือดให้กับการทำส่วนผสมของเข็มเล่มนี้จะต้องใช้เลือดกว่าครึ่งในร่างกาย หากไม่มีความสามารถจริง คนที่มอบเลือดอาจจะตายได้ในทันที แต่จากจดหมายที่ส่งมานี้บ่งบอกว่าราชินีซองอึนกำลังพักฟื้นอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าผู้ที่ทำพิธีนี้ให้องค์ราชินีซองอึนก็คือนักพรตกูเจ ผู้ที่ไม่ฝักใฝ่สิ่งใด บำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาสูงตามลำพัง ...ผู้ที่เป็นบิดาของลีซางนั่นเอง

 

 “กษัตริย์คิมอุนเซไม่ได้ทรงออกรบก็เพราะเหตุนี้เองหรอกหรือ!” ยูโทซองเอ่ยขึ้นเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราว แล้วนักบวชคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นต่อ

 

“พระองค์ย้อนกลับไปที่วังหลังจากพาองค์ราชินีซองอึนไปหลบซ่อนแล้ว เช่นนั้น...ตอนนี้พระองค์อาจจะ......” ถ้อยคำต่อจากนั้นเงียบหายไป หลายคนไม่อาจหายใจได้เป็นปกติเมื่อคิดว่าผู้นำแห่งเชินอันอาจจากไปแล้ว

 

แม้แต่กึมซองเองถึงเป็นศัตรูแคว้นก็ยังอดใจหายไม่ได้ เด็กหนุ่มขยับตัวเข้ายืนชิดแฝดผู้พี่ มือหนึ่งเกาะยึดแขนพี่ชายไว้แน่น สำหรับเด็กหนุ่มแล้วความตายไม่ได้น่ากลัวหากเผชิญมันอย่างปกติ ออกรบฆ่าฟันไม่เคยหวั่น แต่กับเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้ ใจของกึมซองก็อดกลัวไม่ได้

 

ลีซางแกะปลายของแผ่นกระดาษออกก็พบเข็มเงินเล่มหนึ่ง

 

“องค์ราชินีซองอึนต้องการดำเนินแผนภายในสองชั่วยาม ข้าคิดว่านี่ก็ผ่านมาชั่วยามกว่าแล้วน่าจะรีบลงมือก่อนจะคลาดกับเวลาที่เหมาะสม” ใบหน้าชราภาพหันมองเหล่านักบวชที่เตรียมตัวลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

 

“ชเวอันยัง ท่านอยู่รอกับคนอื่นๆ ที่นี่ การลักลอบเข้าวังยิ่งจำนวนคนน้อยก็ยิ่งสะดวกรวดเร็ว ข้าจะไปกับนันอีแค่สองคนเท่านั้น...

 

“ไม่ได้! ข้าจะไปกับท่านเอง” ยองจูสวนขึ้นทันที

 

“สภาพเจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้อย่าฝืนนักเลย ข้ารู้ว่าเจ้าห่วงวังชอนซายิ่งกว่าใคร แต่...

 

“ท่านอย่าห้ามข้าให้เสียเวลา ท่านก็รู้ว่าข้าห่วงวังชอนซายิ่งกว่าใคร แล้วท่านคิดว่าข้าจะไม่แอบตามพวกท่านไปทีหลังหรืออย่างไร” ชายหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีแดงฉานกล่าวเสียงเข้ม เขารู้ดีว่านันอีเป็นนักบวชที่เก่งกาจ คนคนนี้เป็นคนช่วยเขาออกจากคุกในถ้ำ แต่การจะให้รอข่าวอยู่ที่นี่เขาทำไม่ได้

 

ยังไงก็ไม่ได้เด็ดขาด!!

 

ความมุ่งมั่นของยองจูทำให้ลีซางยอมแพ้แต่โดยดี สรุปคือไปกันทั้งหมดสามคน ลีซาง นันอี และยองจู

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

วังหลวงเชินอันโอ่อ่าใหญ่โต สถาปัตยกรรมเน้นไปทางศิลปะการวาด ผนังไม้เกือบทั้งหมดเต็มไปด้วยภาพวาดเรื่องราวของเทพสวรรค์เสียส่วนใหญ่ แสดงออกถึงความศรัทธาเคารพนับถือเทพเจ้าทงซกที่มีมาแต่ดั้งเดิม การประดับประดาภายในห้องหับใช้ผ้าม่านผืนบางหลากสีคล้ายสายรุ้ง แตกต่างจากฮานึลที่เน้นเพียงสีแดงและสีขาว การตกแต่งก็เรียบง่ายกว่าเชินอัน หากจะเปรียบเทียบแล้วก็พูดได้ว่าเชินอันเป็นแคว้นเพ้อฝันกาพย์กลอนและศิลปะจิตรกรรม ส่วนฮานึลเป็นแคว้นที่มองแต่ความเป็นจริง ให้ความสนใจกับการเป็นอยู่มากกว่าความสวยงาม

 

ภายในห้องบรรทมอันสูงศักดิ์ขององค์กษัตริย์เชินอันนั้นงดงามไม่แพ้ยศถาบรรดาศักดิ์ของผู้อยู่อาศัย หากแต่ในเวลานี้ผู้ที่กำลังยึดครองห้องบรรทมกลับเป็นบุตรชาย วังชอนซาองค์ปัจจุบัน

 

ร่างสูงของจีรยงถูกจับมัดข้อมือนอนอยู่บนแท่นบรรทมกลางห้อง สายตาคมกวาดมองรอบตัวอย่างหาหนทางหลบหนี แต่ก็พบแต่ทางตันทั้งสิ้น ปีศาจจำแลงตนนั้นใช้พลังสะกดใจให้ทหารวังคุมแน่นหนาทุกประตูทุกบานหน้าต่าง ซ้ำเชือกที่มัดเขาขึงกับเตียงอยู่นี้ก็แน่นหนาราวกับเป็นเหล็กเส้นก็ไม่ปาน

 

จีรยงถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวในห้องนี้มาร่วมสองชั่วยามแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ปีศาจตนนั้นทำสิ่งใดอยู่ แม้จิตใจจะเป็นปีศาจ แต่ร่างกายนั้นเป็นของซอนอิน ไม่ว่าทางใดจีรยงก็เป็นห่วงทุกการกระทำของวังชอนซาในเวลานี้

 

ความกระวนกระวายใจของชายหนุ่มดำเนินต่อไปไม่นานนัก บานประตูก็เปิดผ่างออก ร่างบอบบางของวังชอนซาเดินเข้ามา เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด กระบี่เงินในมือที่เคยเป็นของจีรยงก็มีคราบเลือดมากมายไม่ต่างกัน

 

“เจ้าไปทำอะไรมา!!” ทันทีที่เห็นเลือดจำนวนมากจีรยงก็แทบควบคุมสติไม่อยู่

 

แก้วตากลมโตจ้องสบคนถาม เขาโยนกระบี่ในมือลงบนพื้นหน้าแท่นบรรทม ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งลงข้างกายร่างสูง ใช้ปลายนิ้วลากไล้ใบหน้าของจีรยงเบาๆ

 

พลันสายตาของจีรยงที่มองร่างบางอยู่นั้นสังเกตเห็นอะไรบางอย่างไหววูบอยู่ที่หลังบานประตู เขารีบชักสายตากลับมาจ้องปีศาจจำแลงอีกครั้งด้วยความว่องไว

 

“ตอนนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี ข้าอยากให้เจ้าช่วย

 

“ช่วย...

 

“อย่าทำเป็นอ่อนโลกนักเลยชองจีรยง เจ้ารู้ดีว่าข้าหมายถึงอะไร” ปลายนิ้วเล็กลากลงที่กระดุมเม็ดแรกของคนที่นอนหมดทางหนีอย่างเชื่องช้า จากเม็ดที่หนึ่งลงสู่เม็ดที่สองและเม็ดถัดไป ชุดสีดำถูกปลดออกจนหมดแถว กล้ามเนื้อท้องเป็นมัดกล้ามเรียกสายตาเป็นประกายของร่างบางได้ดีนัก

 

มือนุ่มสัมผัสลงบนร่างแกร่งของจีรยงด้วยสีหน้าไร้ความขัดเขิน

 

จีรยงมองสีหน้านั้นพร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาด หากเป็นซอนอินคนของเขา ไม่มีทางที่จะกล้าทำเรื่องเช่นนี้แน่ ดวงหน้าที่เห็นอยู่นี้จะต้องแดงระเรื่อขึ้นสีจัด ริมฝีปากบางที่เห็นอยู่ตอนนี้จะต้องเม้มแน่นเป็นเส้นตรงด้วยความสะกดกลั้นของเจ้าตัว แววตาคู่สวยที่ฉายประกายจ้องมองเขาจะต้องเต็มไปด้วยความใสซื่อ ...และความรู้สึกที่มีต่อเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ

 

คิมซอนอิน ข้าอยากได้เจ้ากลับมาเหลือเกิน...

 

 

ความรู้สึกที่สื่อออกมาทางสายตาของจีรยงอย่างไม่ปิดบังสร้างความรำคาญใจให้กับคนร่างบางยิ่งนัก ริมฝีปากบางสวยยกยิ้ม ลากไล้ปลายนิ้ววนเวียนบนแผงอกหนา

 

“เจ้าเองก็พึงพอใจในร่างกายนี้ ไยต้องคิดให้มากความ จะเป็นข้าก็ดี เป็นคิมซอนอินก็ช่าง ถึงอย่างไรเจ้าก็ได้เสพสุขอยู่ดีนั่นแหละ

 

จีรยงจ้องมองรอยยิ้มยั่วเย้า ก่อนไล่สายตาไปตามมือขาวที่เริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากกาย กระทั่งผิวสีขาวกระจ่างตาปรากฏให้เห็น ไม่มีตรงไหนบ่งบอกว่าไม่ใช่ร่างกายของซอนอินเลยสักนิดเดียว เรือนร่างที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นร่างกายที่เขารู้จักดีที่สุด

 

สัมผัสตรงไหนเจ้าตัวถึงจะรู้สึกดี จับตรงไหนเจ้าตัวถึงจะเกิดอารมณ์ ...ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว

 

“ว่าอย่างไรเล่าชองจีรยง จะกอดข้าได้หรือยัง?” เมื่อร่างกายเปลือยเปล่า วังชอนซาแสนงามก็ได้ขยับตัวเบียดสะโพกเข้าหาร่างกายของจีรยงด้วยท่วงท่าเชิญชวน มือเล็กลูบคลำกล้ามเนื้อหนาแกร่งอย่างต้องการปลุกเร้าอารมณ์อีกฝ่าย สัมผัสจากฝ่ามือนุ่มเคลื่อนลงสู่ผ้าคาดเอวของร่างสูง ก่อนที่มือข้างนั้นจะลับหายเข้ากอบกุมสัดส่วนที่ตื่นตัวของคนด้านล่าง

 

“ความปรารถนาของข้ากำลังรอคอยให้เจ้าช่วยปลดปล่อยอยู่นะชองจีรยง

 

“อยากจะทำอะไร อึก... ก็เชิญ....ข้าไม่มีทางร่วมมือกับเจ้า” จีรยงกัดฟันแน่นพยายามอดทนต่อความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน ซอนอินคนนี้ชำนาญเรื่องบนเตียงจนน่าเหลือเชื่อ พลิกพลิ้วปลายนิ้วไม่เท่าไหร่ก็สร้างความเกษมศานต์ให้กับเขาจนแทบทนไม่ไหว

 

“ทนได้ก็ลองดู!” เสียงหวานตวาดก้องขัดใจ ก่อนจะก้มลงบังคับจูบอีกฝ่ายอย่างกระหายอยาก ลิ้นเล็กพลิกพลิ้วทำอย่างที่ใจต้องการ เพราะรู้ดีว่าร่างสูงไม่กล้าขัดขืนมากนักด้วยกลัวจะกัดโดนลิ้นของซอนอิน

 

จูบดูดดื่มแทบลืมหายใจดำเนินไปพร้อมกับมือเล็กที่ขยับขึ้นลงจนส่วนนั้นเริ่มชื้นแฉะ ทว่าคนที่มีความอดทนสูงอย่างจีรยงก็สะกดกลั้นไม่ยอมหลั่งออกมาจนแล้วจนรอด

 

กลับกลายเป็นว่าในเวลานี้คนที่ต้องการจนทนไม่ไหวคือร่างบางเอง มือเล็กที่เฉอะแฉะไปด้วยคราบขาวข้นเพียงเล็กน้อยละจากสัดส่วนของอีกฝ่ายแล้วหันมาสนใจกับความต้องการของตนเองแทน

 

จีรยงหอบหายใจหนัก และแทบสำลักอากาศเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่บนตัวของเขากำลังช่วยตัวเองด้วยสภาพเร่าร้อนมากแค่ไหน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นกิริยาของพวกนางโลมที่ร่านจนสุดจะทนได้ด้วยซ้ำไป

 

ริมฝีปากสีสดหอบหายใจหนักหน่วง มือเล็กขยับขึ้นลงเร็วขึ้นอย่างทรมาน ไม่นานนักคนร่างบางก็ไปถึงจุดสูงสุด สายน้ำขาวเหนียวข้นพุ่งลงสู่หน้าท้องแกร่ง เกือบจะทำให้จีรยงปลดปล่อยตามไปอยู่รอมร่อ

 

คิดว่าจะหยุดเพียงเท่านี้ แต่กลับไม่ใช่ ปีศาจแสนสวยเกิดความต้องการมากยิ่งขึ้น จนแม้แต่เจ้าตัวเองแทบระงับสติอารมณ์ไว้ไม่ไหว ปลายเล็บของซอนอินยาวขึ้นเป็นเท่าตัว นัยน์ตาสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหมอก และยังไม่ทันที่จีรยงจะได้ตั้งตัว ปีกสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏ ขนนกรัตติกาลลอยละล่องหลุดร่วงยามที่ปีกคู่นั้นแผ่ออกจนสุดความกว้าง

 

รูปร่างของซอนอินทั้งเล็กและบอบบาง แต่กลับมีแรงมหาศาลที่จะกระฉากเสื้อผ้าอาภรณ์ของร่างสูงจนฉีกขาดภายในครั้งเดียว มองจากสายตาของชายหนุ่มร่างสูงแล้ว ร่างบางในเวลานี้คงถูกแรงอารมณ์บดบังความนึกคิดไปจนหมดสิ้น

 

“มีสติหน่อยสิ!!” ขณะที่ตะโกนบอกนั้น จีรยงก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกปลายเล็บแหลมคมจิกลากตั้งแต่ไหล่ลงมาถึงหน้าท้อง เลือดสีแดงขึ้นเป็นริ้วตามรอย เจ็บแสบราวถูกของมีคมบาดไม่ต่างกัน

 

มือที่ถูกมัดแน่นหนาสร้างความลำบากให้กับจีรยง ขนาดจะเบี่ยงหน้าหลบยังทำไม่ได้ จำต้องตอบรับจูบรุนแรงรุกเร้าอย่างเสียไม่ได้ ปลายลิ้นยังพัวพันไม่รู้เหนือใต้ จีรยงก็รู้สึกถึงมือเล็กที่เลื่อนลงกอบกุมสัดส่วนของเขาอีกครั้ง

 

ใบหน้าเรียวคมพลิกหลบไปด้านข้าง “ไม่ได้นะ! อย่าทำอย่างนั้น!!”

 

“หุบปาก!! ข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า อ่ะ...! ....อ๊าาาาาา” เสียงหวาดหวีดลั่นพร้อมกับเนินเนื้อสีอ่อนที่ค่อยๆ ปรีแยกออกจากกันอย่างฉับพลัน

 

ร่างกายของซอนอินบอบบาง จีรยงรู้ดีจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วยฝีมือของเขาเอง แล้วการที่จะให้ผิวเนื้ออ่อนในส่วนนั้นรองรับของเขาอย่างรวดเร็วกะทันหันเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่ร่างกายของซอนอินรับได้ไหว บวกกับจิตใต้สำนึกที่หวาดกลัวของซอนอินด้วยแล้ว จีรยงไม่รู้เลยจริงๆ ว่าถ้าออกมาในรูปแบบนี้แล้ว ซอนอินจะเป็นอะไรหรือไม่

 

“อึก! ฮ่ะ ฮ่ะ อื้อออ” ริมฝีปากสีสดถูกเจ้าตัวกัดจนเลือดไหล ส่วนล่างที่ถูกฝืนซ้ำๆ โดยไม่มีการเตรียมพร้อมค่อยๆ ฉีกขาดออกจากกัน แล้วเลือดสีแดงก็ไหลซึมออกมาตามร่องหลืบโคนขาขาวเนียนในที่สุด

 

“ขยับ! ขยับเดี๋ยวนี้!!” ร่างบางสั่งเสียงหอบครางปนตวาดลั่น สำหรับปีศาจตนนี้ ถึงจะมีความเจ็บเนื่องด้วยเนื้อกายได้รับบาดแผล แต่ทว่าความสุขสมและความต้องการทางร่างกายนั้นมีมากกว่าหลายเท่านัก และดูท่าว่า ยิ่งเจ็บมากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าสนุกมากเท่านั้น

 

แน่นอนว่าจีรยงไม่อยากให้ร่างกายของซอนอินเป็นอะไรไป ดังนั้นคราวนี้เขาจึงยอมทำตามอีกฝ่ายแต่โดยดี เขาขยับสะโพกขึ้นลงช้าๆ แต่ก็ไม่เป็นที่น่าพอใจของอีกฝ่าย

 

“ขยับให้เร็วกว่านี้ ฮ๊ะ อ่า... เร็ว.... ชองจีรยง เร็วกว่านี้ ทำให้ข้ารู้สึกมากกว่านี้!! ...อ่าา อ่าาาา…!”

 

“ปลดมือข้าออกสิ อึก... แล้วข้าจะทำให้อย่างที่เจ้าต้องการ

 

ภายในร่างกายที่อุ่นร้อนของซอนอินทำให้จีรยงเหมือนจะควบคุมสติได้ยากนัก หากปล่อยไปอย่างนี้น่ากลัวว่าเขาจะเดินตามหมากของปีศาจจำแลงไปจนเสียเรื่อง จีรยงหลับตาลงสูดหายใจลึก ต่อรองอีกฝ่ายด้วยแววตาสัตย์ซื่อ

 

“ข้าเป็นห่วงร่างกายของซอนอินถึงทำไม่ได้อย่างใจ จะขยับก็กลัวจะได้แผลมากขึ้น เพราะงั้น ปลดมือให้ข้า แล้วข้าจะตอบสนองความต้องการของเจ้า

 

ปีศาจที่กำลังถูกความหฤหรรษ์ของเพศรสกามารมณ์ควบคุมสติไว้หยุดฟังเสียงทุ้มที่เอ่ยบอก คงต้องขอบคุณสวรรค์ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้เรื่องราวมาถึงตรงจุดนี้ได้ ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้วังชอนซาหงุดหงิดอารมณ์เสียจนต้องมาปลดปล่อยอารมณ์กับร่างกายของเขาก็ล้วนต้องขอบคุณทั้งสิ้น เพราะดูเหมือนว่าเวลานี้ ปีศาจผู้มีพลังมากมายร้ายกาจกำลังตกอยู่ในห้วงราคะจนมองไม่เห็นสิ่งใดแล้ว

 

ทันทีที่มือถูกปลดออก จีรยงก็จับร่างบอบบางให้ขึ้นมานั่งบนตัก จับแยกขาขาวให้ออกกว้างแล้วกระแทกกระทั้นกายเข้าหาจนเสียงหวานกรีดร้องไม่เป็นคำ เล็บแหลมคมปัดป่ายทั่วแผ่นหลังกว้างสร้างความเจ็บแสบให้ร่างสูงไม่น้อย ปีกสีดำขยับพัดแรงลมจนข้าวของรอบๆ ตกแตกเกลื่อนพื้น กระทั่งจุดสูงสุดครั้งที่สองของร่างบางใกล้มาถึง ดวงหน้างดงามก็แหงนเงยเกร็งร่างหยัดขึ้นตามแรงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ

 

ในจังหวะที่สติของคนบนตักกำลังหลุดลอยนั้นเอง เข็มเงินที่ผู้เฒ่าลีซางหาจังหวะใช้วิชาเงามาวางไว้ให้ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีก็ถูกหยิบขึ้นมาปักลงที่ช่วงเอวคอดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเงาของคนสามคนที่ปรากฏขึ้นในความมืดของมุมมืดด้านหนึ่งภายในห้อง

 

กระบี่เงินถูกโยนส่งให้จีรยงรับอย่างแม่นยำ พร้อมกับที่ร่างบางรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกาย

 

“เจ้า!!! อ๊ากกก เจ้า!!”

 

วังชอนซาผู้เลอโฉมบิดสีหน้าเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ผิวกายที่ขาวผ่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยริ้วรอยสีม่วงที่แผ่กระจายออกมาจากส่วนที่ถูกเข็มทิ่มแทง ท่อนขาอ่อนแรงขยับออกห่างจากร่างสูงจนติดปลายเตียง สองแขนบอบบางจับต้องกอดร่างกายตนเองด้วยสีหน้าหวาดกลัวตื่นตระหนก

 

“พวกเจ้า!...เลือดของคิมซองอึน! ชองจีรยง เจ้าหลอกข้า!!!!”

 

สายตาสีหมอกกวาดมองกลุ่มคนที่ยืนล้อม ก่อนตวัดตามองร่างสูงที่ยังนั่งอยู่ตรงหน้า โดยที่ในมือนั้นถือกระบี่จ่อมาที่ตน

 

“หึ... เอาสิ แทงเลย ถ้าเจ้าคิดว่าแทงข้าแล้วจะได้คิมซอนอินคืนมาละก็ แทงเลย!!!”

 

เสียงหวานที่ตะโกนก้องด้วยสีหน้าไม่เกรงกลัวทำให้จีรยงชะงักมือ

 

“ชองจีรยงอย่าไปฟัง รีบจัดการเร็วเข้า!” เสียงของลีซางตะโกนแทรก แม้จะหวั่นใจในคำพูดของปีศาจแสนสวย แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้ลองเสี่ยงอีกแล้ว

 

“เป็นอะไร? ไม่กล้าแทงข้าหรือ?” แม้ว่าร่างกายหมดเรี่ยวแรง แต่ร่างบางก็ยังตอบโต้อีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน “ใจเสาะเสียจริงนะ เป็นถึงนักรบผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับพ่ายแพ้ให้บุรุษที่ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างอย่างคิมซอนอิน!”

 

มือที่กำกระบี่อยู่กระตุกขึ้นมาหนึ่งครั้ง ก่อนที่นัยน์ตาคมเข้มจะฉายแววเป็นประกายวูบหนึ่ง แล้วมือที่ถือดาบก็พุ่งเข้าหาแผ่นอกบางเปลือยเปล่าเบื้องหน้าตรงตำแหน่งหัวใจพอดิบพอดี

 

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกก!!!”

 

 

จีรยงกดแรงกระแทกปลายกระบี่ในมือให้ลึกขึ้นจนมันทะลุออกแผ่นหลังขาวนวล เลือดสีแดงสดพวยพุ่งออกมาจากบาดแผลและริมฝีปากบาง ปีกสีดำค่อยๆ กลายเป็นผงธุลีจากปลายสู่โคน

 

แก้วตากลมโตสีหมอกค่อยๆ เปลี่ยนคืนเป็นสีดำสนิท

 

ในตอนที่ร่างบางนั้นเอนซบลงมาบนตัวของชายหนุ่ม น้ำตาหยดแรกในชีวิตของชองจีรยงก็ได้ไหลรื้นลงผ่านสองข้างแก้ม มือสั่นเทาของเขาโอบกอดแผ่นหลังเย็นชืดของคนสำคัญไว้อย่างทะนุถนอม

 

 

“คิมซอนอิน เจ้ามีดีทุกอย่างเพียงพอสำหรับข้า เพราะฉะนั้น ได้โปรดกลับมา...

 

 

ความเจ็บปวดต่อจากนี้ ข้าจะรับไว้เอง

 

ความเสียใจต่อจากนี้ ให้เกิดแต่กับข้า

 

 

ได้โปรด กลับมาหาข้าอีกครั้ง กลับมารับสิ่งที่เจ้าต้องการ

 

 

...กลับมารับหัวใจของข้า

 

 

แค่เจ้าเท่านั้นที่หัวใจข้าต้องการ คิมซอนอิน...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up