Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 24

 

 

 

ราชครูปาร์คยองจูหายไปแล้ว

 

สีหน้าโกรธเกรี้ยวของนักบวชอีซังโฮฉายชัดขึ้นมาทันทีเมื่อพบว่าภายในคุกนั้นว่างเปล่า ร่างที่ควรจะถูกโซ่ตรวนจนหนีไปไหนไม่ได้กลับหายไปอย่างง่ายดาย

 

“แยกย้ายกันออกตามหาให้ทั่ว ราชครูปาร์คต้องวางแผนอะไรอยู่เป็นแน่!”

 

และแผนนั้นก็หนีไม่พ้นเรื่องของวังชอนซา! อีซังโฮไม่รอช้ารีบไปแจ้งให้นักบวชชั้นผู้ใหญ่ได้ทราบเรื่อง ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกไปดังใจคิด สายฟ้าก็ได้ฟาดเปรี้ยงลงมาอย่างรุนแรงจนแผ่นดินสะเทือน พายุลูกใหญ่ก่อตัวขึ้นฉับพลัน ความโกลาหลก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่วินาทีนั้นทันที

 

 

 

...สิ่งที่ถูกจารึกไว้มานมนาน ถ้อยอักษรที่บรรจงอยู่ในคัมภีร์ลึกลับ บัดนี้ ความเร้นลับอันทรงพลังอำนาจได้ปรากฏแก่สายตาของทุกผู้แล้ว

 

 

วังชอนซาถูกพิพากษาจากสวรรค์ในที่สุด...

 

.

.

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

เสียงกัมปนาทของแตรทัพดังกระหึ่มก้องสะท้อนทั่วทุกสารทิศ กระบี่เงินฟาดฟันต้องวัตถุโลหะสลับกับเสียงของของมีคมทะลุผ่านผิวเนื้อคนแล้วคนเล่า ทหารศึกกว่าสี่แสนนายปะทะกันอย่างไม่มีใครคิดถอย ที่ด้านบนเหนือเหล่ากองพลทหารศึก ศรเงินนับหมื่นพุ่งทะยานจากกองกำลังพลธนูจนพรายตา เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดถูกกลืนหายไปด้วยเสียงของอาวุธรบ

 

ท่ามกลางความวุ่นวายอลหม่านที่ดำเนินไปได้เพียงแค่สองชั่วยาม พลันผืนอัมพรที่เปิดกว้างกลับถูกเมฆพยับหมอกทะมึนเคลื่อนเข้าปกคลุมน่านฟ้า ความมืดมิดโรยตัวลงทอดเงาอาบไล่เหล่าทหารศึกที่ต่างหยุดมือแล้วแหงนเงยมองปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติอย่างพร้อมเพรียง

 

เสียงอึกทึกพลันเงียบสงบ ได้ยินแต่เพียงเสียงหอบหายใจ เสียงอ่อนระโรยรินของช่วงชีวิตสุดท้าย และเสียงลมอ่อนๆ ที่พัดต้องพฤกษานานาพรรณ

 

จวบจนความมืดมิดครอบคลุมทั่วทั้งหมดของพื้นที่ที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาซางซา ชายชราในชุดขาวก็ได้ปรากฏกายขึ้นที่ด้านข้างของแม่ทัพกองพลที่เจ็ดแห่งฮานึลอย่างไม่ทันได้มีใครสังเกตเห็น

 

“สั่งทหารของเจ้ากลับค่ายเสีย!”

 

พร้อมกับที่ผู้เฒ่าลีซางเอ่ยนั้น ความโกลาหลก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง จีรยงสังเกตเห็นว่าทหารฝ่ายศัตรูในชุดสีน้ำเงินสดได้พากันก้าวถอยหลัง แล้วรีบวิ่งกรูกันกลับไปยังทิศทางเดิมก่อนที่จะเคลื่อนพลลงมายังจุดล่างสุดของหุบเขา เสียงสวดบทหนึ่งที่ฟังไม่เข้าใจดังมาจากกลุ่มทหารของเชินอันที่ต่างก็วิ่งไปและพึมพำบทสวดไป

 

ยูโทซองวิ่งฝ่ากลุ่มคนเข้ามาใกล้นายของตน เขากระหวัดกระบี่หนึ่งครั้งเพื่อกำจัดศัตรูที่หมายจะลอบแทงข้างหลัง ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูง สภาพของเด็กหนุ่มนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดเกือบจะทั่วทั้งตัว ทว่าไม่ใช่เลือดของตนเองแม้แต่หยดเดียว

 

“ท่านแม่ทัพ! แย่แล้วขอรับ ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับวังชอนซาเป็นแน่! อ่ะ ท่านผู้เฒ่าลีซาง...”

 

“เรื่องนั้นค่อยพูดเถิด ชองจีรยง เจ้ารีบออกคำสั่งให้คนของเจ้ากลับไปยังค่ายพักเร็วเข้า!!” ลีซางตัดบทสนทนาของทุกคน “พวกเจ้ากลับไปยังค่ายพักกันก่อน เดี๋ยวข้าจะตามไป” เมื่อพูดจบ เพียงพริบตาเดียว ชายชราผู้มีเส้นผมสีขาวก็ได้หายตัวไป

 

จีรยงกำกระบี่ในมือแน่น เขาละสายตาจากเมฆดำแล้วตะโกนออกคำสั่งให้เหล่าทหารศึกสลายตัวกลับไปยังค่ายพักที่ซ่อนอยู่ในแนวเทือกเขาซางซา

 

โทซองและกึมซองพบกันอีกครั้งหลังจากที่ส่งข่าวให้ทหารถอยทัพจนเกือบครบหมดแล้ว ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถูกพาไปปฐมพยาบาลอย่างทุลักทุเล เวลานี้ลมที่พัดเอื่อยอยู่เมื่อครู่เริ่มเพิ่มกำลังแรงมากขึ้นจนต้นไม้พากันสั่นไหวน่ากลัว

 

เหล่าบรรดานายพลนายกองยศสูงต่างมายืนรอผู้เป็นนายอยู่ภายในกระโจมพักขนาดใหญ่ที่สุดของแม่ทัพที่เจ็ด แม้ว่าตามร่างกายจะยังคงมีคราบเลือด และความเหนื่อยล้ายังไม่จางหายไปจากสีหน้า คนทั้งหมดก็ไม่เสียเวลาที่จะรีบเข้ามารอฟังสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้

 

ทันทีที่ม่านกระโจมเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดรบสีดำก็ได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับองครักษ์ยูโทซองและยูกึมซอง ตามด้วยนักบวชชราลีซางแห่งชนเผ่าชินซอง

 

“ท่านแม่ทัพ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย!” นายพลซูวอนก้าวออกมายืนด้านหน้า คำถามประโยคนี้ตรงกับใจทุกคนที่เฝ้ารอคำตอบ ภายในกระโจมจึงเงียบกริบ

 

ฮีอูที่ยืนกระวนกระวายใจอยู่ที่มุมหนึ่งของกระโจมก็รอคำตอบข้อนี้อยู่เช่นกัน ด้วยเพราะใจนั้นนึกประหวั่นห่วงร่างสูงของคนที่รักอย่างสุดแสน

 

“ข้าเองก็อยากจะรู้ ...ผู้เฒ่าลีซาง ท่านจะบอกข้าได้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้น!” ผ้าคลุมตัวนอกถูกดึงกระชากออกเขวี้ยงลงกับพื้นเต็มแรง เห็นได้ชัดว่าร่างสูงนั้นอดทนรอฟังคำตอบมานานไม่ต่างจากคนอื่นแม้แต่น้อย และอาจจะอยากได้คำตอบมากกว่าใครด้วยซ้ำ

 

ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเกี่ยวข้องกับคนสำคัญของเขา

 

สีหน้าลำบากใจที่จะเอ่ยตอบของลีซางทำเอาเลือดในกายของมังกรหนุ่มแล่นพล่าน เขาเกือบจะก้าวเข้าไปกระชากชายแก่ตรงหน้าอยู่รอมร่อหากไม่ถูกเสียงของใครมาขัดจังหวะเสียก่อน

 

“ท่านผู้เฒ่าลีซาง พวกข้าร่ายมนต์รอบค่ายพักนี้เรียบร้อยแล้วขอรับ

 

เด็กหนุ่มในชุดนักบวชชินซองคนหนึ่งตะโกนอยู่หน้ากระโจม เมื่อเห็นสัญญาณตอบรับจากอีกฝ่ายเป็นการพยักหน้าแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นก็ได้ก้าวออกจากกระโจมไป

 

มือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบเคราเงินที่ยาวเกือบถึงเอวขณะหลับตาลงเชื่องช้า เสียงสวดเบาๆ ที่ลอดออกมาจากริมฝีปากหยาบกร้านนั้นทำให้ทุกคนไม่พูดอะไรออกมา รอจนดวงตาสีเทาอ่อนเผยขึ้นอีกครั้ง

 

“นักบวชพวกนั้นไม่อาจต้านพลังของวังชอนซาได้ บัดนี้ทั่วทั้งเชินอันคงเกิดภัยพิบัติขึ้นแล้ว

 

“ไม่อาจต้านได้หรือ ท่านหมายความเช่นไร อะไรคือต้านไม่ได้!!” เสียงทุ้มคำรามตวาดก้อง “ไหนท่านบอกว่าซอนอินถูกกักบริเวณอยู่ในข่ายอาคมไม่ใช่หรืออย่างไร!”

 

“ข่ายอาคมถูกร่ายไว้โดยผู้มีพลังเวทย์สูงก็จริง แต่ก็อย่างที่ข้าเคยเปรยไว้แต่แรก วังชอนซาผู้นี้ไม่ใช่เพียงผู้ที่รับตำแหน่งตัวแทนเทพเจ้าทงซกแค่นาม แต่เป็นผู้ที่ถูกสวรรค์เลือกแล้ว ข้าเองก็คิดไว้อยู่แล้วว่าการจำกัดพื้นที่ให้ข้ามพ้นวันที่เจ็ดนี้ไปไม่มีทางสำเร็จได้ การจะต่อต้านพลังของสายเลือดแห่งเทพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ตัวข้าเองผู้ซึ่งเป็นทวดของคิมซอนอินยังไม่อาจฝืนลิขิตได้...

 

ลีซางถลกชายแขนเสื้อข้างซ้ายของตนขึ้น เมื่อทุกสายตาได้เห็นความน่ากลัวบนท่อนแขนของชายชราบางคนก็ถึงกับอุทานออกมาเบาๆ

 

บริเวณท่อนแขนก่อนถึงข้อศอกหนึ่งคืบ ผิวเนื้อที่ควรจะเป็นปกตินั้น กลับกลายเป็นสีดำสนิท ซ้ำร่องรอยของแผลยังดูคล้ายฝ่ามือที่กุมแขนของลีซางไว้

 

ราวกับเป็นมือของปีศาจก็ไม่ปาน

 

“สิบกว่าปีก่อน คำทำนายบนแท่นหินศักดิ์สิทธิ์ทำให้ข้ามั่นใจว่าองค์ชายคิมซอนอินคือผู้ที่ถูกสวรรค์เลือก ข้าจึงพาองค์ชายมาที่สระน้ำภายในถ้ำของเผ่าชินซองเพื่อทำพิธีเปิดตาสวรรค์ ตอนนั้นเองที่นักบวชทุกคนในที่นั้นได้เห็นกับตาว่าองค์ชายซอนอินเป็นตัวแทนของเทพทั้งสองภพ นักบวชกว่าครึ่งลงความเห็นให้สังหารองค์ชายซอนอินเสียตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เทพด้านมืดได้ฟื้นชีพขึ้นในร่างของเจ้าตัว แม้ว่าความเป็นไปได้ที่เทพด้านสว่างจะเป็นฝ่ายฟื้นคืนชีพจะมีเท่ากันก็ตามที แต่เพื่อความปลอดภัยแล้วจึงจำเป็นต้องสังหาร ...แต่ก็อย่างที่พวกเจ้าเห็น แผลบนแขนของข้า มาจากมือของเด็กวัยสี่ขวบเศษที่พยายามปกป้องตัวเองอย่างสุดความสามารถ และหากจะให้ข้าบอกตามตรง เด็กที่อยู่ต่อหน้าข้าในตอนนั้น ...ไม่ใช่คิมซอนอิน

 

“ไม่ใช่คิมซอนอิน?” ฮีอูทวนคำออกมาอย่างลืมตัว ผู้เฒ่าลีซางจึงหันไปมองเด็กหนุ่มแล้วพยักหน้ารับ

 

“เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ที่ข้าได้เห็นร่างเร้นลับอีกร่างหนึ่งภายในตัวขององค์ชายซอนอิน

 

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่แรกเริ่มถือกำเนิด ส่วนหนึ่งของคิมซอนอินยังมีจิตวิญญาณอีกหนึ่งดวงที่ซ่อนเร้นหลับใหลอยู่เช่นนั้นหรือ? คำถามนี้ประกฎชัดในสีหน้าของแม่ทัพที่เจ็ด

 

“ชองจีรยง ข้าขอบอกตามตรง ถึงแม้ว่าข้าเคยคิดทำร้ายวังชอนซาเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว ความผิดชอบชั่วดีก็ทำให้ข้าไม่อาจปลิดลมหายใจของวังชอนซาได้ จริงอยู่ว่าร่างปีศาจอาจครอบครองกายของวังชอนซาไว้ได้ แต่กับตัวของวังชอนซาเองเล่าจะเป็นเช่นไร คิมซอนอินก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่มีสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ไม่ต่างจากใครอื่น สำหรับข้าแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการกำจัดด้านมืดให้พ้นไปต่างหาก

 

เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้ว กึมซองก็รีบเอ่ยเสริมขึ้นมาทันทีอย่างไม่เข้าใจ

 

“แต่ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่า ‘ไม่อาจต้านได้’ ขนาดตัวท่านเองยังรับมือไม่ไหว แล้วจะมีหนทางใดอีกเล่า?”

 

“แน่นอนว่าลำพังเพียงข้า หรือต่อให้นักบวชนับสิบก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ เพราะถึงอย่างไรปีศาจก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว หากแต่เดิมทีคิมซอนอินนั้นเป็นเทพแห่งสวรรค์โดยกำเนิด สายโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในกายไม่มีทางถูกสลายได้โดยง่าย ดังนั้นโอกาสที่จะขจัดเงาปีศาจให้พ้นไปจึงมีมากทีเดียว เพียงแต่ว่า วิธีการนั้นข้าเองก็ไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าจะสำเร็จหรือไม่

 

“ท่านรีบบอกมาเสียทีว่าต้องทำอย่างไร เรื่องอื่นจะเป็นเช่นไรข้าไม่สนทั้งนั้น ศึกก็หยุดชะงักเพราะเกิดวาตภัย และข้าเองก็รู้ว่าเชินอันไม่ได้คิดจะสู้กับฮานึลอย่างเต็มกำลัง ดูแค่จากกษัตริย์อุนเซไม่ได้ร่วมทัพด้วยก็เพียงพอแล้ว หึ! เห็นกองกำลังทัพของข้าเป็นเรื่องล้อเล่นถึงเพียงนี้ ข้าเองก็จะไม่เกรงใจที่จะบุกเข้าเมืองหลวงเชินอันเช่นกัน!!” น้ำเสียงของจีรยงนั้นเฉียบขาดแสดงออกถึงความมุ่งมั่นแน่วแน่ต่อสิ่งที่ตั้งใจจะทำ

 

“เจ้าจะทำอะไรวู่วามไม่ได้ ชาวบ้านไม่รู้เรื่องราว หากยกกองกำลังไปจริง ไม่เพียงจะวุ่นวายจนควบคุมไม่ได้ แต่เกรงว่าเรื่องของวังชอนซาจะยืดเยื้อเกินแก้ไข” ลีซางท้วงขึ้นเตือนสติชายหนุ่ม ท้ายประโยคที่เอ่ยนั้นทำให้ชายหนุ่มระงับอารมณ์ไว้ได้

 

...ศึกชิงแคว้นไม่สำคัญเท่าวังชอนซา

 

แม้จะเป็นเสียงที่ก้องบอกอยู่ในใจของตนเอง แต่ชายหนุ่มก็ยังอดทึ่งในความรู้สึกที่ท่วมท้นขึ้นมานี้ไม่ได้ แต่ไรมาปณิธานสูงสุดของเขาคือการรวมแคว้นใหญ่ทั้งตะวันออกนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อกรกับรัฐแคว้นอื่น ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าบ้านเมืองและการสู้รบ

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คิมซอนอินมีอิทธิพลต่อเขาถึงเพียงนี้...

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่หัวใจของเขาถูกคนผู้นั้นควบคุมเอาไว้จนหมดสิ้น

 

...ช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจนัก

 

“เช่นนั้นท่านก็บอกมาว่าข้าต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยซอนอิน เรื่องศึกข้าจะหยุดไว้เพียงเท่านี้ก่อน” ถึงอย่างไรแล้วตอนนี้ก็ออกทำสงครามไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อท้องฟ้ายังแปรปรวนอยู่เช่นนี้

 

แม้ว่าภายในกระโจมและบริเวณโดยรอบของค่ายพักทหารฮานึลนี้จะอยู่ในความสงบ ทว่ารอบนอกของข่ายเขตอาคมกลับยังมีพายุโหมกระหน่ำไม่หยุด เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องทั่วน่านฟ้า

 

“เรื่องนี้ข้าได้ปรึกษากับราชครูปาร์คมาก่อนแล้ว แม้ว่าจะหาผลสำเร็จที่แน่นอนไม่ได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะช่วยกำจัดเงาร้ายออกจากร่างของวังชอนซาได้...” นักบวชชราหยุดคำพูดไว้เล็กน้อย “มีประโยคหนึ่งที่บรรพบุรุษชินซองเคยกล่าวไว้ในคัมภีร์  ‘ร่างหนึ่งหากแบ่งเป็นสองจักต้องสละวิญญาณเสียก่อนจะถูกยึดครอง’ ประโยคนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยยี่สิบปีที่แล้วในครั้งที่วังชอนซาในเวลานั้นตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับองค์ชายซอนอิน”

 

“ท่านหมายความเช่นไร” เรียวคิ้วเข้มกดลึก ดวงตาคมจ้องคนตรงหน้านิ่ง

 

“แทงกระบี่เพียงครั้งเดียวให้ทะลุถึงขั้วหัวใจ นั่นคือหนทางเดียวที่ข้าคิดออก

 

ราวกับคนทั้งกระโจมพากันหยุดหายใจพร้อมกัน ...ทำอย่างนั้นไม่เท่ากับฆ่าองค์วังชอนซาหรอกหรือ?!

 

“เหลวไหล! เพียงแค่อักษรไม่กี่ตัวใช่ว่าจะเชื่อถือได้ ข้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดแตะต้องซอนอินเป็นแน่!!”

 

“เดี๋ยวก่อนนะขอรับท่านแม่ทัพ” โทซองก้าวขาออกมาครึ่งก้าว สีหน้าขององครักษ์หนุ่มนั้นครุ่นคิดหนัก ก่อนเอ่ยออกมาด้วยแววตาเป็นประกาย “ข้าจำได้! เมื่อตอนเด็กท่านแม่เคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องของวังชอนซาที่ถูกเลือกจากสวรรค์องค์ก่อนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะแทงกระบี่เข้ากลางอกของวังชอนซา แต่ต้องเป็นบุคคลที่มีดวงจิตสื่อถึงกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะการจะเรียกให้ดวงวิญญาณเดิมกลับมานั้นต้องอาศัยภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก่อนจะสิ้นลม ...ท่านแม่ทัพ ข้าคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นไปได้นะขอรับ ไม่เช่นนั้นข้ากับกึมซองคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้แน่!!”

 

ที่แท้แล้ว ต้นสายของตระกูลยูนั้นก็มาจากวังชอนซาองค์นั้นนั่นเอง

 

เมื่อเห็นถึงความกระจ่างนี้ จีรยงจึงจำยอมต่อแผนการ ใช้เวลาในการเตรียมตัวเพื่อออกเดินทางไม่นาน กลุ่มนักบวชจำนวนห้าคนก็ได้นำทางข้าศึกต่างแคว้นผู้ซึ่งเป็นคนรักของวังชอนซาเดินทางไปยังหุบเชาชินซองด้วยเส้นทางลับของอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งทำให้สามารถหลบเลี่ยงสายฟ้าและแรงพายุจากภายนอกได้

 

เทือกเขาซางซาอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงเชินอันถึงสองวัน แต่เมื่อใช้เส้นทางลับนี้ก็สามารถร่นระยะเวลาได้ถึงเท่าตัว เมื่อร่างสูงได้ก้าวออกมายืนอยู่กลางแสงแดดอีกครั้งก็เข้าสู่วันใหม่แล้ว

 

ลมพัดวูบหนึ่งพัดต้องกลุ่มคนทั้งหมด แม้น่านฟ้าจะมืดมัว แต่ราวกับมีเกราะที่มองไม่เห็นครอบคลุมหุบเขาชินซองไว้ไม่ให้ลมพายุร้ายกาจทำลายล้างได้

 

“พี่ใหญ่ นั่นมันอะไร?!” กึมซองที่เดินทางติดตามมาพร้อมแฝดผู้พี่นั้นตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น เด็กหนุ่มก้าวออกมาจากหลังพุ่มไม้เล็กน้อยเพื่อมองภาพตรงหน้าให้ชัดเจนขึ้น

 

ตรงสุดสายตานั้น ปากถ้ำด้านหนึ่งของหุบเขาซางซาถูกปิดสนิทด้วยหินนับหมื่นก้อนจนมิด โดยที่บริเวณด้านนอกกลางลานกว้างด้านหน้านั้นเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดที่ถูกสาดลงบนผืนหญ้าแห้งเป็นวงกว้าง ซากนกนางแอ่นกว่าร้อยตัวกระจัดกระจายทั่วพื้น ถัดมาไม่ไกลนัก นักบวชราวห้าสิบคนกำลังคุกเข่าสวดทำพิธี

 

“พวกนั้น...ถึงกับต้องใช้ศาสตร์ต้องห้ามกันเลยหรือ!!” ลีซางเอ่ยอย่างเคืองแค้น พิธีที่นักบวชพวกนั้นกำลังทำกันอยู่นี้นั้นเป็นศาสตร์ต้องห้ามของชนเผ่า นี่คงเห็นว่าไม่สามารถหยุดยั้งพลังของวังชอนซาได้ถึงได้ทำการบวงสรวงปีศาจเพื่อกักกันให้อยู่แต่เพียงในถ้ำ

 

ผ่านมาหนึ่งวันกว่าแล้ว หากไม่ทำเช่นนี้ก็คงขังวังชอนซาไว้ไม่ได้ ชายชรารู้ดีว่าพลังอำนาจของวังชอนซาเวลานี้นั้นร้ายกาจเพียงไร แต่การปล่อยทิ้งให้อยู่ในถ้ำเพียงลำพัง ซ้ำยังถูกตรวนโซ่อยู่กลางสระน้ำภายในถ้ำอย่างนี้ก็เท่ากับทรมานร่างกายของคิมซอนอินไปด้วย แม้จะไม่ได้สติ แต่ร่างกายก็บอบช้ำเป็นอย่างมาก ผลที่ตามมาย่อมตกอยู่กับคิมซอนอินเท่านั้น

 

สิ่งที่ได้เห็นและได้รับรู้นั้นยังผลให้จีรยงแทบอดรนทนไม่ไหว อยากจะพุ่งตัวออกไปฆ่าทุกคนที่ขังคนสำคัญของเขาไว้ในถ้ำมาทั้งวันทั้งคืน แต่ก็ยังมีสติพอที่จะไม่ทำให้เสียเรื่อง นักบวชชินซองต่อกรด้วยยาก เพราะนอกจากวรยุทธแล้วยังมีวิชาลับอีกมากมาย กำลังคนเพียงเท่านี้ไม่อาจปะทะกันได้

 

กลุ่มคนหลังพุ่มไม้ซุ่มเงียบอยู่ราวครึ่งชั่วยาม นกน้อยตัวหนึ่งก็บินลงมาเกาะบนท่อนแขนของลีซาง

 

“ได้เวลาแล้ว!” ทันคำของลีซาง กลุ่มคนในชุดดำจำนวนกว่าร้อยคนก็พุ่งตัวออกจากที่หลบซ่อนหลังพุ่มไม้มาโอบล้อมนักบวชที่พากันลุกขึ้นตั้งรับตอบโต้

 

จีรยงเห็นว่าผู้นำกลุ่มคนชุดดำนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือราชครูปาร์คยองจูนั่นเอง เขาพยักหน้าให้ฝ่ายนั้นทีหนึ่ง ก่อนที่กลุ่มของตนเองจะวิ่งไปยังปากถ้ำที่ถูกปิดด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ ปล่อยให้ราชครูปาร์คและพวกพ้องนั้นทำหน้าที่ปะทะกับนักบวชทั้งหมด

 

การทำลายหินเปิดทางเข้านั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้เฒ่าลีซางและนักบวชอีกสี่คน ฝุ่นผงฟุ้งกระจายเป็นหมอกควันขาว จีรยงเป็นคนแรกที่มุดตัวเข้าไปในถ้ำก่อน ตามด้วยผู้เฒ่าลีซาง ยูกึมซองและยูโทซอง คนที่เหลือรอดูต้นทางที่ปากถ้ำ

 

ภายในถ้ำนั้นมืดสนิท ยกเว้นแต่เพียงสระน้ำสีฟ้าใสที่ส่องประกายระยิบระยับสะท้อนผนังหินอยู่ที่สุดของปลายถ้ำ ความสวยงามแปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นสะกดสายตาได้ไม่ยากเย็น หากแต่สิ่งที่เรียกสายตาของทุกคนได้ดีกว่าผืนน้ำศักดิ์สิทธิ์ คือร่างบอบบางร่างหนึ่งที่ถูกตรึงร่างกายเกือบจะทุกส่วนอยู่ที่กลางสระ

 

ปลายของโซ่เส้นหนานั้นถูกขึงอยู่บนเพดานถ้ำอย่างแน่นหนา เหล็กเย็นเฉียบรัดแนบผิวเนื้อเนียนละเอียดซึ่งถูกปกปิดด้วยอาภรณ์ขาวบางขาดลุ่ย ปีกสีดำขนาดใหญ่แผ่กว้างอย่างที่โซ่เส้นหนาก็ไม่อาจยึดรั้งไว้ได้ ศีรษะเล็กตกจนปลายคางชิดอก เส้นผมสีดำยาวลู่ลงแผ่สยายยุ่ง ตั้งแต่ช่วงเอวเล็กคอดลงมาจมอยู่ใต้ผืนน้ำที่เย็นยะเยือก ดูแล้วก็ราวกับเจ้าของเรือนร่างสวยสง่านี้ไม่มีพิษภัยอันใด เว้นแต่ไอสีดำเบาบางที่หมุนวนอยู่รอบร่างนั้นที่ทำให้คนมองรู้สึกได้ถึงภัยอันตราย

 

“ถือว่าเป็นเรื่องดี การสวดบวงสรวงปีศาจทำให้เจ้าตัวหมดสติไปชั่วขณะ ชองจีรยง ลงมือตอนนี้ล่ะ!!”

 

แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่การจะใช้กระบี่ปักอกคนแสนสำคัญคนนี้ช่างเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากนัก แต่หากมัวยื้อเวลามากกว่านี้ก็เห็นจะเสียโอกาส ดูจากสภาพโดยรอบที่ถูกเผาไหม้จนผนังหินกลายเป็นสีดำแล้วควรจะรีบลงมือเสียดีกว่า

 

ช่วงขายาวก้าวออกไปด้านหน้า กระชับกระบี่ในมือแน่น พร้อมกับที่กึมซองและโทซองกลั้นหายใจลุ้นอย่างระทึกนั้น ร่างสูงก็ได้ใช้วิชาตัวเบาพุ่งตรงเข้าหาร่างบางกลางสระอย่างรวดเร็ว

 

อีกแค่เพียงคืบเดียวเท่านั้นที่ปลายกระบี่จะแตะโดนเรือนร่างของวังชอนซา จู่ๆ ร่างที่ควรจะอยู่ตรงหน้ากลับสลายหายไปเหลือเพียงอากาศที่ว่างเปล่า ร่างทั้งร่างของจีรยงตกลงสู่สระน้ำสีมรกตโดยฉับพลัน

 

ยังไม่ทันจะได้เรียบเรียงความคิด เสียงกระแทกรุนแรงก็ดังขึ้น

 

“อ๊าคคคคคคคคค!!” เสียงร้องโหยหวนของลีซางดังก้องสะท้อนภายในถ้ำ ร่างของชายแก่ชราถูกอะไรบางอย่างซัดกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินเต็มแรง

 

“ท่านผู้เฒ่าลีซาง!!” สองแฝดรีบวิ่งไปหมายจะช่วยพยุงร่างที่ทรุดฮวบ แต่เพียงแค่ขยับเท้า แรงมหาศาลวูบหนึ่งก็พัดเด็กทั้งสองไปอีกทาง เสียงกระแทกดังไม่แพ้ครั้งแรก ดีที่มือของโทซองรองศีรษะของกึมซองคนน้องไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นแทนที่หลังมือจะแตก จะต้องเป็นหลังศีรษะของกึมซองต่างหากที่แตก

 

 จีรยงรีบพาตัวเองขึ้นมาจากสระน้ำ มองไปยังคนทั้งสามที่ไม่อาจขยับตัวหรือพูดอะไรได้ ทั้งที่ก็ไม่ได้มีสิ่งใดมาพันธนาการไว้

 

“ใจร้ายเสียจริง คิดจะใช้กระบี่ในมือนั่นทำร้ายวังชอนซาได้ลงคอเชียวหรือ ชองจีรยง?” น้ำเสียงหวานชวนฟังไม่ต่างจากคนที่เป็นห่วงสุดหัวใจดังขึ้นจากมุมมืดด้านหนึ่ง ร่างสูงหมุนตัวกลับไปมองทันที แล้วก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น

 

ซอนอินอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว!

 

“ซอนอิน!!” ความรู้สึกแรกคืออุ่นใจอย่างที่สุดที่เห็นว่าร่างบางนั้นปลอดภัยดีไม่มีบุบสลาย ผิวนวลเนียนภายใต้เสื้อผ้าสีขาวบางนั้นไม่มีร่องรอยใดๆ แม้แต่น้อย สีหน้าก็ผ่องใสสวยงามไม่เปลี่ยนแปลง ริมฝีปากสีแดงสด ดวงตาสีดำสุกสกาว...

 

ไม่ใช่...

 

จีรยงที่กำลังจะเดินเข้าไปประชิดตัวร่างบางหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน สายเนตรรัตติกาลจ้องลึกลงไปในแววตาของซอนอินอย่างไม่เข้าใจ

 

แววตาของซอนอินที่เขารู้จักไม่ใช่แบบนี้...

 

คนคนนี้ ไม่ใช่คิมซอนอิน!!!

 

รู้ตัวก็ช้าไปแล้ว ร่างทั้งร่างเหมือนถูกโซ่ที่มองไม่เห็นตรึงไว้จนขยับไม่ได้ มือเรียวเล็กได้รูปไม่ผิดแผกจากคิมซอนอินที่ร่างสูงคุ้นเคยนั้นนาบลงที่ข้างแก้มของชายหนุ่ม ริมฝีปากสีสดขยับเข้าใกล้ใบหู ก่อนเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแฝงความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบัง

 

“ในที่สุดข้าก็ได้สัมผัสเจ้าเสียที ชองจีรยง” ร่างบางหยอกเย้าด้วยการใช้ปลายลิ้นแตะลงที่ใบหูเบาๆ

 

“เจ้าเป็นใคร!!”

 

“อย่าขึ้นเสียงใส่ข้าสิ” เรียวนิ้วขาวแตะลงบนริมฝีปากหนา รอยยิ้มเล็กที่ระบายกว้างยิ่งยั่วยุอารมณ์โกรธให้ร่างสูงมากขึ้นอีกเท่าตัว “ซอนอินอยู่ที่ไหน! เจ้าทำอะไรกับซอนอิน!!!”

 

“ซอนอินก็อยู่ตรงหน้าเจ้านี่อย่างไรเล่า

 

“ไม่ใช่! เจ้าไม่ใช่ซอนอิน!!”

 

“ตรงไหนกันที่บอกว่าข้าไม่ใช่ซอนอิน? ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิ”

 

จีรยงจ้องสายตาตอบร่างบาง นอกจากแววตาแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดเลยที่บอกว่าคนตรงหน้านี้ไม่ใช่คิมซอนอิน

 

“เจ้าเอาซอนอินไปไว้ที่ไหน บอกข้ามา! ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้า........”

 

“เจ้าจะทำไม? ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้อีกหรือ เอาเถอะๆ ข้าเองก็ยังไม่ชิน แต่อีกสักพักก็คงเข้ากันได้ดี” คนตัวเล็กกว่าโบกมือไปมาในอากาศ ก่อนจะคลายจุดให้ชายหนุ่มได้ขยับเป็นปกติ

 

แน่นอนว่าจีรยงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปง่ายๆ เขารวบต้นคอเล็กไว้ทันที มือที่ถือกระบี่เตรียมง้างขึ้นจ่อลำคอขาว

 

“คราวนี้เจ้าจะบอกข้าได้หรือยัง ว่าซอนอินอยู่ที่ไหน!!!”

 

ร่างบางไม่ได้ขืนแรง ไม่ขยับถอย ซ้ำยังระบายยิ้มท้าสายตาคม

 

“ชองจีรยง สิ่งแรกที่เจ้าควรเรียนรู้ในตัวข้า คือข้าไม่ชอบถูกบังคับ หากข้าไม่อยากตอบ ก็อย่าได้คาดคั้นซักถาม

 

“เจ้าเป็นใครถึงมาต่อรองกับข้า? คิดว่าข้าจะสนงั้นหรือ!!”

 

“สนหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า รู้ไว้ก็แล้วกัน ว่าคิมซอนอินจะเป็นหรือตาย ก็ขึ้นอยู่กับข้า

 

ปลายกระบี่ที่จ่อชิดติดลำคอเพรียวระหงสั่นกึกเมื่อได้ฟัง

 

“อ้อ! อีกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะเก่งกาจสักเพียงใด...” ร่างบางที่สมอ้างเป็นซอนอินใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่ปลายกระบี่ “...ก็ไม่มีทางเอาชนะพลังของข้าได้!!”

 

เคร้ง!!!

 

เร็วกว่าชั่วพริบตา รุนแรงเกินกว่าจะตั้งรับได้ทัน กระบี่เงินคู่ใจกลิ้งขลุกลงกับพื้นภายในเสี้ยววินาที

 

จีรยงจ้องตอบดวงหน้างดงามด้วยสายตาที่ราวกับจะเผาคนตรงหน้าให้มอดไหม้

 

...ปีศาจตนนี้ ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะได้เลย!

 

สายตาที่จ้องมองมานั้นแฝงความหมายไว้ชัดเจน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่คนร่างบางจะทำความเข้าใจ

 

ฝ่ามือนุ่มที่จีรยงมักกอบกุมเล่นด้วยความเพลิดเพลินยกขึ้นลูบข้างแก้มของเขาราวกับจะหยอกล้อ

 

“สัมผัสด้วยตัวเองดีกว่าจริงๆ เจ้ารู้ไหม ทุกครั้งที่ข้ามองผ่านสายตาของคิมซอนอินไปยังเจ้า ข้ารู้สึกอิจฉามากเพียงไร หึ...เจ้าอาจจะไม่รู้ตัว แต่คนที่ปลุกให้ข้าตื่นขึ้นมาในร่างนี้ ก็คือเจ้า ชองจีรยง

 

“ข้า....

 

“หากจะโทษก็ต้องโทษตัวเจ้าเองที่ทำให้ข้าได้เป็นเจ้าของร่างนี้แทนคิมซอนอินคนของเจ้า” มือเล็กวนไล้ผิวแก้มสากอย่างถือสิทธิ์ “จำได้หรือไม่ ครั้งแรกที่เจ้าขืนใจคิมซอนอิน เจ้ารุนแรงกับเขามากเพียงไร ภายในใจที่แสนเปราะบางจนน่าสมเพชนั้นเกิดช่องว่างที่แสนเจ็บร้าว ความอ่อนแอที่ข้าแสนรังเกียจ จิตใจที่หวั่นไหวจนน่ารำคาญ เมื่อทุกอย่างถูกสั่นคลอน การมีตัวตนของข้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุด ข้าก็ได้ร่างนี้มาเป็นของตัวเอง ...คิมซอนอินที่เสียความบริสุทธิ์ก่อนถึงวันตัดสินชะตา ทำให้ข้าครอบครองร่างกายนี้ได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก็เพราะเจ้า

 

ริมฝีปากเล็กขยับเข้าใกล้อีกฝ่าย จีรยงก้าวถอยอย่างไม่ลังเล ทว่าสายตาของปีศาจตนนี้ก็ฉายแววบ่งบอกว่าอย่าได้ขัดขืน ริมฝีปากของทั้งคู่จึงประกบเข้าหากันในที่สุด

 

และเพราะมันเป็นริมฝีปากของซอนอินที่แสนคุ้นเคย ชายหนุ่มจึงเผลอไผลล้วงล้ำลึกซึ้งตามการนำแสนยวนใจจากอีกฝ่ายอย่างลืมตัว

 

จวบจนกระทั้งผละออกจากกัน และประโยคต่อมาของคนตรงหน้านั้นเองที่ทำให้มังกรหนุ่มได้เห็นความเป็นจริงที่ยากจะรับมือปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

 

 

“ชีวิตของคิมซอนอินขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของข้า อย่าทำให้ข้าหมดสนุกเสียก่อนล่ะ ชองจีรยง

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up