Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 23

 

 

วังชอนซาจมน้ำ

 

ยังตื่นตะลึงกับความงดงามราวกับได้พบเห็นทวยเทพวิหคเหิรจากสรวงสวรรค์ได้ไม่นาน ภาพของหงส์งามที่ผลุบหายลงไปในชลาสินธุ์ก็ทำให้ดวงเนตรคมเกิดประกายวาววาบเบิกกว้าง ก่อนที่แม่ทัพแห่งฮานึลประจำกองพลที่เจ็ดจะรีบวิ่งลงไปในลำธารตรงหน้าด้วยความว่องไว

 

ร่างปวกเปียกของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนแห่งเทพเจ้าทงซกถูกแม่ทัพหนุ่มนามว่าชองจีรยงอุ้มลอยขึ้นเหนือธารา ปีกสีขาวขนาดใหญ่ไม่ได้แผ่กางออกดังเช่นในคราแรก บัดนี้มันหุบแนบสนิทอยู่บนแผ่นหลังเปลือยเปล่า และแม้ว่าร่างทั้งร่างของวังชอนซาจะจมหายลงไปในแม่น้ำจนมิด แต่ปีกสีขาวสว่างตานี้กลับไม่มีหยดน้ำแม้แต่เพียงหยดเดียว ปุยขนสีอ่อนยังแห้งสนิทและพลิ้วไหวน้อยๆ ยามที่ต้องสายลมเย็น

 

แพทย์หลวงจากึนซึ่งอยู่ประจำในกองทัพถูกตามตัวในเวลาไม่นาน ภายในกระโจมพักขนาดใหญ่ของแม่ทัพที่เจ็ดมีคนเพียงห้าคนเท่านั้น คือตัวแม่ทัพเอง วังชอนซา ยูกึมซอง ยูโทซอง และหมอหลวงจากึน ความเป็นส่วนตัวนี้เองทำให้คนภายในกระโจมพักทำอะไรได้สะดวกขึ้น เพราะการที่วังชอนซามีปีกโผล่ออกมาจากแผ่นหลังเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด

 

หลังจากที่ท่านหมอได้จับชีพจรของร่างบางซึ่งนอนซบไหล่กว้างอยู่บนตักของนายเหนือหัวแล้ว ชายชราก็ได้สรุปผลอาการของวังชอนซาว่าเป็นเพราะความตกใจอย่างกะทันหันทำให้หมดสติไป ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ให้นอนพักสักครู่ก็จะดีขึ้นและจะทรงฟื้นขึ้นมาเอง

 

ส่วนเรื่องที่มาของปีกนั้น จากึนไม่สามารถอธิบายได้

 

“ท่านแม่ทัพ ข้าคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเพลานี้เข้าเดือนเจ็ดแล้วหรือเปล่าขอรับ ถึงทำให้สิ่งแปลกประหลาดเริ่มปรากฏกับองค์วังชอนซาเช่นนี้” โทซองเอ่ยความคิดเห็นออกมาด้วยสีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลใจไม่น้อย จริงอยู่ว่าเรื่องเกี่ยวกับวังชอนซาได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่ แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่อาจยอมรับได้อย่างเต็มที่ ในเมื่อนายเหนือหัวของตนยังคงยืนกรานว่าต้องการองค์วังชอนซาอยู่เช่นนี้ หากเกิดสิ่งใดร้ายแรงขึ้นมาโทซองก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเขาเองจะรับมือได้หรือไม่

 

“แต่นี่แค่เข้าวันที่หนึ่งเองนะ ข้าไม่อยากคิดเลยว่าเมื่อถึงวันที่เจ็ดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?!” สีหน้าของกึมซองไม่ได้ดูวิตกกังวลเหมือนแฝดผู้พี่ แต่เป็นสีหน้าตกตื่นระคนตื่นเต้นกับเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างไม่ปิดบัง

 

“จะเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวก็รู้เอง” เสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบ ทว่ากลับทำให้คนอีกสามคนภายในกระโจมเงียบเสียงทันที ดวงหน้าคมเข้มไม่ได้ละไปจากใบหน้าของหงส์งามยามที่เอื้อนเอ่ยต่อกับหมอหลวง “เจ้ากลับไปที่พักได้แล้ว หากซอนอินมีอาการนอกเหนือจากนี้ข้าจะเรียกอีกที”

 

“ขอรับท่านแม่ทัพ” ชายชราน้อมรับคำสั่งนายเหนือหัวด้วยสรรพนามที่ใช้สำหรับบุคคลซึ่งเป็นแม่ทัพกองพลทหาร เมื่อพ้นจากการกำแพงวังหลวง ชองจีรยงในชุดนักรบก็เปรียบดั่งนายทหารยศสูงผู้หนึ่งเท่านั้น

 

หลังแพทย์หลวงเดินกลับออกไป ร่างสูงก็ได้เงยหน้าขึ้นสั่งความกับองครักษ์ฝาแฝด

 

“กองพลธนูอีกห้าพันนายน่าจะเดินทางมาถึงค่ายนี้ตอนฟ้าสาง โทซอง เจ้าจัดการชี้แจงรายละเอียดการวางแผนรบที่ข้าได้สรุปไปให้พวกทหารที่เพิ่งเดินทางมาถึงให้ครบถ้วน อย่าได้ขาดตกแม้แต่คำเดียว

 

“รับทราบขอรับท่านแม่ทัพ

 

“ส่วนเจ้ากึมซอง จัดเตรียมขบวนรถม้าที่จะใช้แลกเปลี่ยนเชลยให้พร้อม วันพรุ่งข้าจะขึ้นรถม้าไปด้วยจนถึงยามหนึ่ง หลังจากนั้นเจ้าต้องดูแลขบวนรถม้าให้ดีจนเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนตัวเชลย แล้วกลับมาพบข้าที่ค่ายทหารบนเนินเขาซางซา

 

เมื่อเอ่ยถึงภูเขาซางซา กึมซองก็รีบเอ่ยตอบรับคำร่างสูงอย่างกระตือรือร้น ด้วยรู้ดีว่าใกล้ถึงเวลาที่จะต้องทำศึกสงครามอย่างจริงๆ จังๆ แล้ว

 

ภูเขาซางซานั้นเดินทางจากค่ายพักแรม ณ ปัจจุบันนี้เพียงครึ่งวันก็ถึงแล้ว นั่นหมายความว่าหากพ้นเทือกเขาซางซาซึ่งเป็นคล้ายกับกำแพงหน้าด่านของแคว้นเชินอันได้ ก็จะทำให้ศัตรูรับรู้ถึงการเปิดศึกได้ในทันที

 

ตามกำหนดการณ์ของท่านแม่ทัพที่วางไว้คือ เดินทางพาเชลยไปแลกเปลี่ยนที่ประตูหลักเมืองของเชินอันและกลับมายังค่ายทหารที่รวมตัวกันอย่างลับๆ ตรงเนินเขาซางซาภายในเวลาสามวัน เมื่อถึงวันที่ห้าของเดือนเจ็ด ทหารที่แบ่งกระจายซุ่มซ่อนอยู่ตามเนินเขาซางซาจะเริ่มเคลื่อนทัพข้ามภูเขาเพื่อยกธงประกาศสงครามกับเชินอันอย่างเป็นทางการ

 

ศึกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงศึกเล็กๆ ไม่อาจเทียบเท่าการทำศึกกับแคว้นคันเซได้ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เหล่าบรรดาชาวบ้านทั่วทุกสารทิศต่างตกตื่นกับใบติดประกาศท้ารบระหว่างฮานึลและเชินอันได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ดีก็ต้องรีบอพยพย้ายหลักแหล่งเมื่อพบว่าอยู่ในเส้นทางการรบของทหารทั้งสองแคว้น ถึงแม้ว่าการรบครั้งนี้จะรบกันในหุบเขาซางซาเฉกเช่นศึกสงครามเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนของทั้งสองแคว้นก็ตาม แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นไม่อาจคาดเดาจนปล่อยปละละเลยได้ เพราะเพียงแค่แถวขบวนกองทัพวิ่งผ่าน พื้นที่ตรงนั้นก็อาจเกิดความเสียหายได้ไม่มากก็น้อย

 

จำนวนทหารเมื่อรวมกันทั้งสองแคว้นแล้ว ไม่อาจคาดคะเนนับได้เลย

 

เมื่อคิดถึงตรงนี้ กึมซองก็อดรู้สึกขนลุกวูบขึ้นมาไม่ได้ ศึกครั้งนี้ถือเป็นศึกใหญ่ชิงแคว้นเรืองอำนาจครั้งแรกสำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีอย่างเขา ราวกับเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน เด็กหนุ่มน้อมรับคำสั่งอย่างแข็งขึงอีกครั้งก่อนโค้งกายลาท่านแม่ทัพพร้อมกับพี่ชาย

 

ม่านกระโจมถูกปิดลงซ้อนถึงสามชั้น บ่งบอกให้รู้ว่าสิ้นสุดการเจรจากับท่านแม่ทัพชองในราตรีนี้แล้ว

 

กว่าครึ่งชั่วยามเห็นจะได้ ที่แผงขนตาดำยาวขยับเล็กน้อย ก่อนจะเผยให้เห็นแก้วตาสีดำสุกใสล่อแสงเทียนเป็นประกายระยับ

 

เส้นผมสีนิลถูกข้อนิ้วหนาเกี่ยวทัดหลังใบหูเล็กแผ่วเบา ขณะที่เสียงทุ้มเอ่ยถามคนบนตักที่มีเพียงอาภรณ์ตัวเดียวปกปิดร่างกายอย่างหมิ่นเหม่ เนื่องจากปีกคู่ใหญ่ที่ปรากฏอยู่นี้ทำให้ไม่อาจดึงคอเสื้อขึ้นมาได้ ชุดแพรไหมเนื้อดีจึงถูกสวมได้ถึงแค่ข้อศอกขาวเท่านั้น

 

“เป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัวหรือไม่?”

 

วินาทีแรกซอนอินยังไม่อาจเข้าใจคำถามของอีกฝ่ายได้ ด้วยหัวสมองยังมึนงงอยู่เล็กน้อย เมื่อนิ่งคิดจ้องสบสายตารัตติกาลตรงหน้าได้สักพักถึงเพิ่งจำเรื่องราวขึ้นมาได้

 

มีปีกงอกออกมาจากหลังของเขา...

 

ดวงหน้าสวยพลันซีดเซียว แววตาใสจ้องมองชายหนุ่มเจ้าของตักด้วยความกังวล

 

“ข้า...” ริมฝีปากบางเม้มแน่น ดวงตาที่จ้องสบเมื่อครู่หรุบลงต่ำ นำพาให้มือใหญ่ต้องเชยปลายคางเล็กให้เงยหน้าสบสายตากันอีกครั้ง

 

ขืนรอให้เจ้าตัวพูด มีหวังชายหนุ่มคงได้รอเก้อ

 

“เจ้ามีปีกแล้วอย่างไรเล่า? ถึงอย่างไรตัวเจ้าก็เป็นของข้า เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือ หรือคิดจะกลับคำกัน?”

 

“ข้าเป็นของเจ้า! ไม่กลับคำเป็นแน่!!” ดวงหน้าเรียวรีบส่ายปฏิเสธทันควัน เส้นผมที่แห้งหมาดแผ่สยายยุ่งคลอเคลียผิวเนื้ออ่อนนุ่มและขนปีกสีขาวสว่างตา

 

ดวงตาคมกริบของมังกรหนุ่มจ้องมองความสวยงามของคนตรงหน้าราวกับต้องมนต์สะกด แน่ล่ะว่าชายหนุ่มไม่เคยเห็นคนที่เป็นตัวแทนเทพเจ้าเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่เพียงตัวแทน แต่เป็น ‘เทพเจ้า’ จริงๆ เลยต่างหาก คงไม่แปลกนักหากเขาจะยิ่งเกิดความหลงใหลในตัวของคนตรงหน้านี้มากยิ่งขึ้น

 

“เข้าใจแล้วก็ดี ตัวของเจ้าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง รู้ไว้อย่างเดียวก็พอว่าข้าไม่มีทางปล่อยมือจากเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” พูดไป มือใหญ่ก็ลูบไล้พวงแก้มนุ่มไปด้วยอย่างแผ่วเบา

 

ซอนอินรู้สึกได้ว่าทั่วทั้งใบหน้าของตนกำลังร้อนผ่าวด้วยวาจาของคนที่รัก ความรู้สึกสุขล้นมันเต็มตื้นขึ้นมามากมายจนน่ากลัว ยิ่งได้รับความอ่อนโยนจากชองจีรยงมากเท่าไหร่ ซอนอินก็ยิ่งคาดหวังมากเท่านั้น หากมีวันใดที่ความหวังต้องพังทลายลง ซอนอินไม่อาจรู้ได้เลยว่าตนเองจะทนรับได้อย่างไร

 

ยิ่งรักก็ยิ่งต้องการ ...ไม่อาจหยุดได้

 

หากคิดจะไขว่คว้าบุรุษผู้นี้ เขาต้องแลกด้วยอะไรถึงจะได้มาครอบครอง ซอนอินคิดถึงคำถามนี้อยู่เสมอ ชองจีรยงอยู่สูงเกินกว่าคนอย่างเขาจะเอื้อมถึง แม้ตอนนี้ตัวเขาได้ใกล้ชิดชองจีรยงด้วยร่างกาย ทว่าหัวใจกลับห่างไกลนัก ซอนอินไม่เพียงต้องการแค่สัมผัสจับต้อง แต่ยังต้องการสัมผัสถึงความรู้สึกของหัวใจดวงนั้นด้วย

 

อยากให้สายตาคู่นั้นมองแต่เขา มือคู่นั้นโอบกอดเพียงเขา หัวใจดวงนั้น...มีไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียว

 

นับวัน ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นนี้ก็ยิ่งละโมบโลภมากอย่างน่ารังเกียจ

 

...แต่ก็ไม่อาจยับยั้งความรู้สึกได้เลย

 

ซอนอินหลับตาลงเชื่องช้าตอบรับจูบนุ่มนวลที่อีกฝ่ายมอบให้ ริมฝีปากเล็กถูกดูดเม้มไม่แรงนัก ก่อนเผยอออกเล็กน้อยอย่างยินยอมให้อีกฝ่ายได้สอดเรียวลิ้นรุกไล่ควานหาความหวานภายในโพรงปาก หยาดน้ำใสเริ่มทานทนต่อการเกี่ยวกระหวัดลิ้นของคนทั้งสองไม่ไหวจนไหลเยิ้มผ่านทางมุมปากของทั้งคู่ สายน้ำใสเชื่อมต่อพวกเขายามที่ผละออกเนิบนาบ ก่อนจะเริ่มประกบริมฝีปากเข้าหากันอีกครั้ง

 

จูบครั้งที่สองไม่ได้อ่อนหวานนุ่มนวลเช่นในคราแรก ทว่าก็ไม่ได้รุนแรงหยาบโลน ความรุ่มร้อนจากการจูบเมื่อครู่ปลุกกระตุ้นความต้องการที่มากกว่านั้นให้กับพวกเขา มือใหญ่แทรกผ่านเส้นผมสีดำยาวเพื่อรองรับศีรษะเล็กให้เงยรับองศาของการจูบเร่าร้อนดูดดื่มได้มากยิ่งขึ้น เสียงสัมผัสปากของกันและกันฟังคล้ายคลื่นพายุลูกใหญ่ที่โถมเข้าพัดพาอารมณ์ให้หลุดลอยไปไกลกว่าที่เป็น

 

จีรยงจับเอวเล็กด้วยมือทั้งสองข้างเพื่อยกร่างของคนบนตักให้นั่งคร่อมบนตัวของเขา ซอนอินไม่อิดเอือนต่อการถูกจับเปลี่ยนท่านั่ง และไม่ขัดขวางมือที่ปัดป่ายอาภรณ์เพียงตัวเดียวบนร่างของเขาจนหลุดร่วงกองอยู่กับพื้น

 

“อื้อ...!!”

 

เสียงหวานครางเครืออยู่ในลำคอเมื่อถูกปลายนิ้วแกร่งลากไล้แนวสันหลังพร้อมกับกดจูบอย่างหนักหน่วง ปีกสีขาวที่เจ้าตัวไม่อาจควบคุมได้แผ่ออกเล็กน้อยตามอารมณ์วาบหวามของวิหคคนงาม

 

ดวงตาสุกใสดุจอัญมณีใต้ท้องทะเลดูเชื่อมแสงและเป็นประกายมากกว่าที่เคยด้วยหยาดน้ำตาและความปรารถนาที่ฉายชัดบ่งบอกความต้องการ มือเล็กเกาะเกี่ยวไหล่กว้างของคนที่สวมชุดรบหนังสีดำ ริมฝีปากบางบวมช้ำและขึ้นสีจัดยั่วเย้าสายตาคมจนต้องก้มลงกัดเบาๆ เสียทีหนึ่ง

 

จีรยงเกลี่ยเส้นผมชื้นเหงื่อให้พ้นดวงหน้าขาวระเรื่อสีแดงจัด ก่อนส่งริมฝีปากนาบจูบเบาๆ บนหน้าผากมนระเรื่อยลงมาตามโครงหน้าได้รูปผะแผ่ว จากปลายคางลงสู่ลำคอเพรียวระหง ปลายลิ้นรุ่มร้อนตระโบมจูบประทับรอยกลีบกุหลาบจนถึงตุ่มไตสีชมพูสดตัดกับสีผิวขาวผุดผ่อง หยอกเย้าด้วยซี่ฟันและปลายลิ้นจนกระทั่งยอดอกเล็กๆ นั้นตั้งชูชันสั่นระริกสู้ริมฝีปากหยักหนา

 

เหมือนร่างกายคล้ายล่องลอยในอากาศ ซอนอินรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งสรรพางค์กาย ฝ่ามือใหญ่ที่วนเวียนลูบคลำช่วงเอวและเนินสะโพกยิ่งตอกย้ำถึงแรงปรารถนาราวกับไฟราคะที่ใกล้ปะทุ

 

ซอนอินช้อนสายตาเชื่อมแสงขึ้นสบสายตาคมอย่างวอนขอ

 

“ทนไม่ไหวแล้วหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยผ่านรอยยิ้มเล็กๆ อย่างต้องการหยอกเย้าคนบนตัก ซ้ำยังลากปลายนิ้ววนเวียนหน้าท้องแบนราบนุ่มลื่นปัดผ่านความปรารถนาที่เริ่มสั่นระริกโหยหาสัมผัสอย่างจงใจ

 

“อยากให้ข้าทำอย่างไร หืม? บอกข้าสิซอนอิน”

 

ร่างเล็กบางสั่นเทิ้มกับสัมผัสเล้าโลม พวงแก้มใสแดงจัดลามไปถึงใบหู เก็บความกระดากอายไว้ลึกสุดใจแล้วยื่นใบหน้าเข้าใกล้อีกฝ่าย กระซิบเสียงหวานสั่นพร่า แต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวนไม่แพ้หญิงสาวในหอนางโลมแม้แต่น้อย

 

“ช่วยให้ข้าถึง ...ได้ไหมจีรยง

 

 

เพลิงปรารถนาก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้งหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันจนเสร็จไปแล้วครั้งหนึ่ง มือเล็กที่เพิ่งละจากความร้อนรุ่มขนาดใหญ่ที่ได้ปลดปล่อยในฝ่ามือของเขาจนล้นทะลักทุกหยาดหยดถูกเจ้าของตักบังคับจับให้กอบกุมสัดส่วนที่ยังตื่นตัวทั้งของตนเองและของอีกฝ่ายรวบไว้ด้วยกัน แล้วขยับขึ้นลงด้วยมือของพวกเขาที่ซ้อนทับกันอยู่ไปพร้อมกัน

 

“อ่ะ! อะ..อา...”

 

จังหวะของมือที่เร่งเร็วมากขึ้นทำให้ร่างบางไม่อาจทนเก็บเสียงไว้ได้ เสียงเปียกลื่นเหนอะหนะของหยาดหยดครั้งแรกสร้างความอับอายให้แก่คนสวยเท่าทบทวีในทุกการขยับเคลื่อนไหว เพียงไม่นานนักหยาดน้ำสีขาวขุ่นก็ถูกรีดเค้นออกมาอีกครั้ง ทั้งของคนตัวเล็กและของร่างสูงผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก

 

ซอนอินหอบหายใจหนัก ซบใบหน้าลงกับช่วงไหล่กว้างอย่างหมดแรง ทว่า นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ร่างเล็กถูกจับให้ขยับนั่งชิดหน้าท้องอีกฝ่ายมากขึ้น เสียงทุ้มเอ่ยสั่งใกล้ใบหูเล็ก

 

“ยกสะโพกขึ้น

 

แม้ว่าเท้าแทบจะไม่มีแรงยืน แต่ซอนอินก็ยังทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ช่วงขาเรียวเล็กสั่นน้อยๆ ยามที่ยืนพยุงตัวให้อีกฝ่ายได้ใช้ปลายนิ้วล้วงล้ำช่องทางเบื้องล่างเพื่อขยับขยายเตรียมพร้อมต่อการรองรับสิ่งที่ใหญ่กว่า

 

มือเล็กจิกขยำเสื้อหนังสีดำของอีกฝ่ายด้วยมือที่สั่นเทาเมื่อรับรู้ถึงจำนวนนิ้วที่เพิ่มขึ้น หยาดน้ำตาใสไหลรินลงข้างพวงแก้มขาว ริมฝีปากบางเม้มแน่นกัดฟันทนต่อความเจ็บแปลบที่ถูกฝืนความเป็นธรรมชาติต่อการสอดแทรก

 

“ฮ๊ะ! อ๊ะ!! อื้อออ!!!!!”

 

ม่านตาเบิกกว้างเมื่อจู่ๆ ก็ถูกความร้อนและใหญ่กว่าเรียวนิ้วพยายามแทรกผ่านร่างกายเข้ามาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ปีกสีขาวขนาดใหญ่แผ่ออกกว้างจนสุดส่งผลให้ขนนกสีขาวเบาบางลอยละล่องหลุดร่วงออกมาเป็นจำนวนมาก เกือบจะพร้อมๆ กับที่ส่วนปลายได้ผลุบผ่านความคับแคบหายลับเข้าไปในกายของวิหคเพลิงแสนงาม

 

ซอนอินหอบหายใจลำบากด้วยความอึดอัดที่ค้างคา ทั้งยังรู้สึกถึงผิวเนื้อที่ถูกขยายได้อย่างชัดเจน

 

“จ...เจ็บ จี…รยง”

 

เหงื่อกาฬซึมทั่วดวงหน้าสวย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานทำให้ชายหนุ่มต้องจูบปลอบ พร้อมกับใช้สองมือช่วยประคองสะโพกเล็ก

 

“ขยับช้าๆ กดสะโพกเจ้าลงมาบนตัวข้า

 

“ฮึ! อื้อ มันเจ็บ...เจ็บ ฮึก.....จีรยง ข้าเจ็บ...”

 

เจ็บจนต้องร้องไห้กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ศีรษะเล็กเริ่มส่ายปฏิเสธทั้งน้ำตา

 

“ไม่เอาแล้ว ฮึก ข้าเจ็บ จีรยง ฮึก...

 

อาจจะเร็วไปสักหน่อยกับการทำด้วยท่านั่งสำหรับซอนอิน หากจีรยงยังฝืนมีหวังซอนอินคงได้เลือดเป็นแน่ ...แต่ถ้าจะให้หยุด ก็ยากจะยั้งใจนัก

 

จีรยงสอดแขนเข้าใต้ข้อพับขาของซอนอินแล้วยกขึ้น มือเล็กรีบคว้าไหล่หนาคล้องแขนรอบลำคอคนตัวสูงเมื่อร่างกายเสียสมดุล

 

“เกาะข้าไว้นะ ผ่อนลมหายใจช้าๆ ที่เหลือข้าจัดการเอง

 

พูดง่ายแต่ทำยากนักสำหรับคนฟัง ซอนอินหลับตาลงแล้วผ่อนลมหายใจตามที่อีกฝ่ายบอก เขาทิ้งน้ำหนักลงบนท่อนแขนของจีรยงแล้วปล่อยให้ชายหนุ่มเป็นคนจัดการ ‘ส่วนที่เหลือ’ ตามความต้องการ

 

ในคราแรก ซอนอินรู้สึกเหมือนร่างกายจะฉีกออกเป็นสองซีก แต่ในเวลาต่อมาไม่นานนัก ความรู้สึกบางอย่างก็ได้กลบทับความเจ็บไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความเสียวซ่านและเพลิงความปรารถนาในกามารมณ์ที่ลุกโชติ

 

“ฮ่ะ! อ่ะ อื้อ!!.....”

 

สะโพกเล็กถูกจับขยับขึ้นลงรองรับสัดส่วนของร่างสูงครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงหวานหอบครวญครางปะปนไปกับเสียงของความเปียกแฉะของการกระทบผิวเนื้อในส่วนที่เชื่อมถึงกัน ไอร้อนตลบอบอวลไปกับกลิ่นของเพศรสที่แพร่ฟุ้งไปทั่วกระโจมพักแรมของแม่ทัพหนุ่ม

 

“เรียกชื่อข้า คิมซอนอิน” เสียงทุ้มต่ำฟังแหบพร่ากว่าทุกที

 

วงแขนเล็กกอดกระชับลำคอคนตรงหน้า ก่อนหอบหายใจติดขัด

 

“จีรยง...อื้อ...จีรยง จีรยง ...ฮ่ะ ...ชองจีรยง.....

 

“จำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดีคิมซอนอิน ไม่ว่าเมื่อไหร่ เจ้าก็เป็นของข้า” จีรยงกดสะโพกเล็กลงมาจนสุด เรียกเสียงหวานหวีดครางแหลมสูง “...ตรงนี้ของเจ้าจะต้องจดจำเพียงข้าเท่านั้น”

 

“อ๊าาาาาาาาาา!....”

 

จีรยงกระแทกกระทั้นกายเข้าหาช่องทางอุ่นร้อนหนั่นแน่นซ้ำๆ เอวเล็กคอดขยับไหวตามจังหวะการชักนำ เรียวขาขาวทั้งสองข้างเกี่ยวกระหวัดรัดรอบเอวนักรบหนุ่มไว้แนบแน่น ดวงหน้าสวยแหงนเงยหอบกระเส่า ร่างกายกระตุกเหยียดเกร็งเมื่อจุดสูงสุดแห่งอารมณ์มาถึง

 

จีรยงจับเอวเล็กคอดยกขึ้นช่วยอีกฝ่าย ก่อนจับให้นั่งพิงเอนซบหอบหายใจอยู่กับอกของเขา

 

ผิวกายขาวนวลไม่ต่างจากน้ำนมระเรื่อสีแดงเป็นจ้ำด้วยเพราะการสูบฉีดของเลือดภายในร่างกายทำงานหนักต่อกิจกรรมเมื่อครู่ จีรยงไล้จูบเบาๆ ตามไรผมชื้นเหงื่อของคนอ่อนแรง

 

“ปีกของเจ้า...

 

เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมเรียวคิ้วเข้มที่กดลึก ทำเอาคนสวยใจคอไม่ดี ยิ่งกังวลอยู่ว่าจะถูกรังเกียจที่ตัวเขาไม่ปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ทันความคิดของเจ้าตัว ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้ได้ทันจากสีหน้าไร้เดียงสาอย่างไม่อาจปิดบังความนึกคิดของตนเองไว้ได้

 

หน้าผากมนพลันถูกดีดเบาๆ

 

“คิดว่าข้ากอดเจ้าทั้งที่ก็รู้ว่าเจ้ามีปีกลงได้อย่างไร หากข้ารังเกียจเจ้า?”

 

ซอนอินยู่หน้าด้วยความเจ็บตรงตำแหน่งที่ถูกนิ้วแกร่งดีดใส่ ยกมือคลำป้อยๆ ด้วยท่าทางน่าสงสารราวกับสัตว์ตัวเล็กถูกราชสีห์ตัวใหญ่กลั่นแกล้ง อดช้อนสายตาเคืองนิดๆ ใส่อีกฝ่ายไม่ได้ จีรยงเห็นอย่างนั้นก็ต้องถอนหายใจยาว ก่อนยกมือขึ้นลูบหน้าผากเล็กนั้นเบาๆ

 

“ฟังที่ข้าพูดให้จบเสียก่อนสิ อย่าได้เอาแต่คิดไปเอง ข้าเพียงจะบอกว่าปีกของเจ้าน่ะ มันหายไปแล้ว

 

หายไปต่อหน้าต่อตาของจีรยงเลยด้วยซ้ำ เหมือนมีม่านหมอกที่ทำให้ปีกค่อยๆ เลือนหายไป

 

“อ๊ะ?! จริงด้วย! ข้าไม่เห็นรู้สึกตัวเลย” คนตัวเล็กหันซ้ายทีขวาทีเพื่อจะมองหาปีกสีขาวของตนเอง และเพราะเจ้าตัวเอาแต่ขยับยุกยิกไม่หยุด จีรยงเลยต้องอุ้มเอาร่างทั้งร่างของซอนอินลอยหวือขึ้น ก่อนจะวางปุลงบนฟูกต่างเตียงที่ด้านหนึ่งของกระโจมพัก แล้วตามขึ้นคร่อมทาบทับในทันที

 

“จี...จีรยง...?”

 

“เจ้าเริ่มก่อนเองนะซอนอิน” น้ำเสียงทุ้มลึกกดต่ำคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ป่าอย่างไรอย่างนั้น ซอนอินขยับปากพะงาบแต่ก็หาเสียงตัวเองที่จะใช้ร้องห้ามไม่เจอ ดวงตาสุกใสได้แต่จ้องมองคนตัวสูงถอดอาภรณ์ออกจากกายทีละชิ้น จนเหลือเพียงมัดกล้ามของชายหนุ่มนักรบ ที่ค่อยๆ แนบทับผิวกายเปลือยเปล่าขาวเนียนละเอียดของเขาอย่างเชื่องช้า

 

เล้าโลมเพียงไม่นานนัก อารมณ์ที่ยังไม่จางหายก็ได้พัดพาโหมกระหน่ำคลื่นพายุแห่งความปรารถนาให้ปะทุขึ้นอีกครั้งได้ไม่ยากนัก

 

 

ภายใต้ราตรีที่ปกคลุมมืดมิดทั่วทั้งผืนฟ้า แสงไฟสลัวจากคบเพลิงรอบค่ายกองกำลังทหารแห่งฮานึล สองร่างกอดก่ายแนบชิดหลอมรวมกันและกันครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับอรุณรุ่งจะไม่ส่องแสงอีกตลอดกาล

 

นักรบหนุ่มจากแดนมังกรฟ้า และบุรุษรูปงามจากแดนวิหคเพลิง ความสัมพันธ์ของพวกเขานับจากนี้มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่ล่วงรู้ ว่าด้ายสีแดงที่ผูกปลายนิ้วของพวกเขา จะสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งใด

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

“ปล่อยนะ! ฮึก...ปล่อยเรา!!!” ร่างเล็กพยายามสะบัดตัวออกจากมือของนักบวชร่างสูงทั้งสองคน แต่ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจต้านแรงอีกฝ่ายได้เลย ยิ่งดิ้นรนก็เหมือนแรงจะยิ่งหดหาย ขาและแขนเริ่มรู้สึกชา

 

ยองจูรู้ดีว่าเป็นเพราะเหตุใด

 

...นักบวชพวกนี้กำลังใช้ศาสตร์พลังลับของชนเผ่ากับฮีอู

 

ร่างสูงฝืนออกแรงขยับมือให้โซ่ตรวนดังกระทบกันเพื่อเรียกสายตาของฮีอูให้หันมามอง

 

“อย่าต่อต้านพวกเขาอีกเลยฮีอู เจ้าไม่สามารถทำอะไรคนพวกนี้ได้หรอก ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเสียใจ ข้าขอโทษฮีอู.....ข้ารักเจ้า และจะรักตลอดไป ไม่มีวันสุดท้ายสำหรับคำรักที่ข้ามอบให้เจ้า....ข้าสัญญา...

 

เสียงที่กำลังจะเปล่งออกไปพลันกลืนหายลงไปในลำคอ ฮีอูจ้องสบนัยน์ตาของยองจูนิ่งค้างอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหลุดสะอื้นไห้พลางบอกรักกลับไปทั้งน้ำตา ทว่าก็ไม่ได้ขืนแรงนักบวชอีก ฮีอูถูกคุมตัวออกมาจากคุกภายในถ้ำ

 

นานเป็นอาทิตย์ที่ไม่ได้ต้องแสงแดดอย่างนี้

 

“รักกันดีเหลือเกินนะ หึ หลังจากแลกตัวเจ้าเสร็จแล้ว มีสิ่งใดอยากจะฝากบอกราชครูปาร์คก่อนที่ข้าจะกลับมาจัดการลมหายใจของคนผู้นั้นไหมล่ะคิมฮีอู?” อีซังโฮยิ้มเยาะขณะดันร่างเล็กเข้าไปนั่งในรถม้า

 

ฮีอูตวัดสายตามองคนน่ารังเกียจอย่างเคืองแค้น ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นอย่างต้องการควบคุมอารมณ์ เขาไม่ได้ต่อปากต่อคำอันใดแล้วขยับเดินเข้าไปนั่งในรถม้า ตลอดการเดินทาง มีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ในห้วงความคิดของฮีอู

 

คำพูดของยองจูที่ว่า ‘ไม่มีวันสุดท้ายสำหรับคำรักที่ข้ามอบให้เจ้า’ ความหมายในประโยคนั้น ฮีอูไม่ได้เข้าใจผิดแน่ๆ ยองจูต้องการบอกกับเขาให้เชื่อว่ายองจูจะไม่ตาย จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ยองจูได้สัญญากับเขาแล้ว

 

หากคิดจะผิดคำพูดกันล่ะก็ เขาก็จะตายตามยองจูไปอย่างไม่ลังเล!

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เมื่อล้อเกวียนหยุดลงตอนฟ้ามืด ร่างสูงที่โอบกอดคนตัวเล็กอยู่ในวงแขนมาตลอดทางก็ได้ก้มลงจูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ

 

“ข้าส่งเจ้าได้เท่านี้ ที่เหลือจากนี้กึมซองจะเป็นคนดูแลจนกว่าเจ้าจะไปถึงที่หมาย...” จีรยงเอ่ยบอกคนในวงแขน อีกเพียงสองวันก็จะไปถึงประตูหลักเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนตัวกับฮีอู เขามีเวลาไม่มากนักเพื่อจัดเตรียมกองทัพ หากคิดจะทำศึกให้ทันวันที่เจ็ดก่อนที่นักบวชชินซองจะทำร้ายซอนอิน เขาก็ต้องเร่งมือจัดการเสียตั้งแต่ตอนนี้

 

ซอนอินก้มหน้านิ่งจับแขนเสื้อของจีรยงแน่น ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง เรียวคิ้วได้รูปกดลึกอย่างวิตกกังวล เขาไม่ปิดบังว่ากำลังหวาดกลัว กลัวที่จะต้องกลับไปหาคนที่หมายจะฆ่าตนเอง กลัวที่จีรยงจะต้องทำศึกกับพ่อของเขา

 

กลัวว่าเมื่อพ้นจากวันนี้แล้ว เขาอาจไม่ได้พบเจอกับชองจีรยงอีกชั่วนิรันดร์

 

“ซอนอิน เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่?”

 

“ข้าฟังอยู่...” เสียงเล็กตอบแผ่วเบา

 

“กลัวหรือ?” จีรยงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเป็นอย่างมาก แค่เห็นท่าทางของซอนอินว่ากลัวเพียงไร ใจของเขาก็พลอยเป็นห่วงกังวลไปด้วย จีรยงกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีกนิด

 

“เจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือซอนอิน?”

 

“ข้าย่อมต้องเชื่อใจเจ้าแน่อยู่แล้ว เพียงแต่...

 

“เพียงแต่อันใด?”

 

ซอนอินขยับตัวออกห่างจากร่างสูงเล็กน้อยเพื่อเงยหน้าขึ้นสบสายตารัตติกาล ริมฝีปากบางเม้มแน่นยามที่จ้องมองแววตาคมกริบอย่างต้องการจะมองให้เห็นถึงเบื้องหลังสายตาที่แสนเย็นชา

 

 

...เพียงแต่ข้าอยากได้ยินสักครั้ง หากว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา

 

 

ชองจีรยง ...เจ้ารักข้าบ้างหรือไม่

 

ภายในใจเจ้า มีข้าอยู่ในนั้นบ้างหรือเปล่า...

 

 

ความรักของข้าที่มีให้เจ้า มีค่ามากพอที่เจ้าจะตอบรับบ้างไหม...

 

 

 

 

“ท่านแม่ทัพ ได้เวลาออกเดินทางต่อแล้วขอรับ” ยังไม่ทันที่ซอนอินจะได้เอ่ยความในใจ กึมซองก็เปิดม่านหน้าประตูร้องเรียกขึ้นเสียก่อน จีรยงพยักหน้ารับรู้ให้เด็กหนุ่ม ก่อนก้มลงมองคนร่างบางข้างกาย

 

“ซอนอิน เจ้า...

 

“ข้าจะรอเจ้า” ซอนอินรีบพูดแทรกเสียงทุ้ม ดวงหน้าสวยฝืนระบายยิ้มให้ชายหนุ่ม “ข้าจะรอเจ้าไม่ว่าจะนานแค่ไหน แม้ว่าเจ้าอาจจะไม่สนใจข้าอีกแล้ว แต่ข้าก็ยังจะรอเจ้า ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ข้าจะรอเพียงเจ้า ชองจีรยง ข้าจะรอ..........”

 

ไม่รู้ว่าน้ำตาไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของอีกฝ่าย จึงเป็นใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มทั้งน้ำตา เป็นความงดงามของดอกไม้ท่ามกลางสายฝน ...ทั้งสวย และทั้งเศร้าโศก

 

ความเจ็บแปลบบางอย่างเล่นงานนักรบหนุ่มให้รู้สึกปวดหัวใจยามที่เห็นน้ำตาของคิมซอนอิน

 

น้ำตาหยดแล้วหยดเล่า ความเสียใจของเจ้า เหตุใดถึงได้มีมากมายนัก

 

 

ข้าพูดแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไปรับเจ้า

 

ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าต้องการเจ้า

 

ข้าย้ำให้เจ้าฟังตั้งกี่ครั้งว่าข้าไม่คิดจะปล่อยเจ้าไปให้ใครอื่น

 

 

คิมซอนอิน ข้าต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะเชื่อใจข้า?

 

 

จีรยงใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาให้ซอนอินแผ่วเบา ก้มลงจูบแนบซับที่เปลือกตา ก่อนนาบประกบริมฝีปากกันและกัน จูบนุ่มนวลยาวนานราวกับต้องการจะยื้อเวลาไว้ให้มากที่สุด

 

“ข้าต้องไปแล้ว

 

“อืม

 

จีรยงกดจูบเร็วๆ ที่หน้าผากของซอนอิน ก่อนจะพาตัวเองลงจากรถม้า สั่งความกำชับกับกึมซองไม่นานนัก ม่านหน้าประตูก็ถูกปิดลง ตามด้วยบานไม้ปิดทับอีกชั้นหนึ่ง

 

รถม้าเคลื่อนตัวออกเดินทางอีกครั้ง พร้อมกับหัวใจของร่างบางที่ติดตามใครอีกคนห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

 

.

.

 

กลางดึกก่อนถึงวันที่ต้องแลกเปลี่ยนตัวเชลย ภายในรถม้าที่จอดพักแรม ซอนอินสะดุ้งตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความฝัน หยดเหงื่อซึมทั่วทั้งใบหน้า แผ่นอกบางกระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วง

 

เกือบลืมไปแล้วถึงเงาในน้ำนั่น เงาที่มีใบหน้าเหมือนกันกับเขาและมีปีกสีดำ เงาที่เขาเห็นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะฝัน เขาคงลืมไปแล้ว

 

เรียวคิ้วบางขมวดยุ่งเมื่อนึกถึงความฝันซ้ำซาก ที่ไม่ว่าจะเห็นคนที่เหมือนกับเขาในฝันเมื่อไหร่ ก็จะเป็นเหตุการณ์เดิมทุกครั้ง มือเย็นเฉียบคู่นั้นคอยแต่จะบีบรัดคอของเขา แววตาวาวโรจน์ที่จ้องลึกลงมาราวกับจะเผาร่างของเขาให้กลายเป็นจุล

 

ทั้งปีก ทั้งเงา ทั้งความฝัน ทุกอย่างมันเกี่ยวเนื่องกันกับตัวของเขาทั้งสิ้น แต่ซอนอินไม่เข้าใจเลยสักอย่างเดียว ไม่รู้ว่าปีกของเขามันงอกออกมาได้อย่างไร ทำไมครั้งแรกถึงเป็นสีดำ แล้วตอนนี้ถึงเป็นสีขาว แล้วยังความฝันรวมถึงเงานั่นอีก เพราะอย่างนี้ใช่ไหมที่ทำให้คนในชนเผ่าชินซองต้องการฆ่าเขา เพราะเขาเป็นตัวประหลาดใช่ไหม!

 

“ฮึก ถ้าอย่างนั้น ข้ายังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกทำไม ...ข้าไม่เคยทำร้ายใคร ไม่คิดจะทำด้วย แต่ข้าก็ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะถูกตัดสินให้มีชีวิตอยู่ แม้แต่ท่านแม่ก็ยัง.....

 

ซอนอินสะอื้นไห้ออกมาอีกทำนบใหญ่ ยิ่งอยู่คนเดียว และอารมณ์ปรวนแปรเช่นนี้ ยากนักที่ซอนอินจะหยุดคิดฟุ้งซ่านได้ ด้วยนิสัยเดิมที่ชอบคิดแต่ในแง่ลบให้กับตัวเองก็ยิ่งพาให้อารมณ์ของเจ้าตัวเตลิดไปกันใหญ่

 

แต่ไม่นานนักความอ่อนล้าก็ได้รุมเร้าให้ร่างบางผล็อยหลับในที่สุด

 

ทว่า ในวินาทีนั้น ซอนอินมั่นใจว่าเขายังไม่หลับสนิทดี ตอนที่ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังอยู่ใกล้ๆ

 

 

 

“เป็นร่างกายที่น่ากลืนกินนัก คิมซอนอิน ...วังชอนซาของข้า...

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

“องค์ชายจีรยง!” ทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า ฮีอูก็รีบวิ่งเข้าหาร่างสูงในชุดนักรบ ร่างเล็กทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเจ้าของชื่อทั้งน้ำตา

 

“หม่อมฉันผิดไปแล้ว โปรดอภัยโทษให้หม่อมฉันด้วย ฮึก คิมฮีอูทรยศฝ่าบาท....

 

จีรยงเลื่อนสายตาลงมองร่างเล็กในชุดชาวบ้านซอมซ่อ นานทีเดียวที่เขาไม่ได้เจอคิมฮีอู ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะผ่ายผอมได้ขนาดนี้ เนื้อตัวก็เปรอะเปื้อนไม่เหลือเค้าของความเป็นคุณชายให้เห็นแม้แต่น้อย

 

จะมีก็แต่แววตาคู่สวยนั้นที่ส่องสว่างเป็นประกายมีชีวิตชีวาแตกต่างจากเมื่อก่อน

 

“ลุกขึ้นเถิด ข้าไม่เคยคิดโทษเจ้า” จีรยงเอ่ยเสียงราบเรียบ ขณะช่วยประคองร่างเล็กให้ลุกขึ้นยืน

 

อาจเพราะเกือบอาทิตย์เต็มที่ฮีอูไม่ได้ทานอาหาร เมื่อลุกขึ้นในฉับพลัน ร่างกายถึงได้หมดสติเอาเสียดื้อๆ เช่นนี้ จีรยงช้อนวงแขนรองรับร่างเล็กไว้ได้ทันก่อนจะลมลงกับพื้น

 

“ไปตามจากึนมาที่กระโจมของข้า!!”

 

ความร้อนใจของแม่ทัพหนุ่มดำเนินไปนานอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม เปลือกตาบางก็กระพริบถี่ก่อนจะเผยแก้วตาสีอ่อนคู่สวยให้เห็น

 

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ข้อนิ้วหนาเกี่ยวปอยผมชื้นเหงื่อด้วยพิษไข้อย่างอ่อนโยนไม่แพ้น้ำเสียง

 

“หม่อมฉันดีขึ้นแล้วพะย่ะค่ะ

 

“ไม่ต้องใช่วาจาสุภาพนักหรอก ตอนนี้ข้าเป็นแม่ทัพ

 

ฮีอูนิ่งเงียบไป เขาปล่อยให้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ใบหน้าของตนเอง ขณะที่สายตาก็จ้องมองดวงหน้าคมเข้มที่ค่อยๆ โน้มลงมาใกล้ จนกระทั่งริมฝีปากของพวกเขาแตะสัมผัสกัน

 

องค์ชายจีรยงมีใจให้กับเขา ฮีอูรับรู้ได้จากทุกการกระทำและคำพูดของฝ่ายนั้น ...เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้อง เขาก็ควรจะบอกกับองค์ชายเสียตั้งแต่ตอนนี้

 

มือเล็กออกแรงดันอกกว้างให้ออกห่างไม่แรงนัก

 

“องค์ชายจีรยง หม่อมฉันมีเรื่องต้องทูลบอก” แม้ว่าร่างสูงจะให้ใช้คำพูดเป็นกันเอง แต่ฮีอูก็ยังคงเรียกด้วยสรรพนามเช่นเดิมตามความเคยชิน

 

“ในใจเจ้าต่อต้านข้าใช่หรือไม่ ร่างกายของเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อข้าอีกแล้วอย่างนั้นใช่ไหม?” ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากพูด จีรยงก็เอ่ยขึ้นก่อน “ตอบข้ามาตามตรง คิมฮีอู”

 

“หม่อมฉัน...” ร่างเล็กอึกอักที่จะเอ่ยตอบ แต่ก็ตัดสินใจว่าถึงอย่างไรเรื่องมันก็เลยเถิดมาถึงขนาดนี้แล้ว “...ใจของหม่อมฉันเป็นของชายผู้นั้นแล้ว ร่างกายของหม่อมฉันก็เป็นของคนผู้นั้นด้วยเช่นกัน ...ได้โปรด องค์รัชทายาท ทรงลงโทษหม่อมฉันเถิด คิมฮีอูไม่อาจทรยศใจตัวเองได้ ไม่อาจร่วมเตียงกับพระองค์ได้อีกแล้ว....”

 

มีเพียงความเงียบที่ก่อตัวขึ้นหลังคำสารภาพของฮีอู

 

จีรยงขยับตัวนั่งแผ่นหลังตรง เขายกฝ่ามือขึ้นกดศีรษะ

 

“ข้าได้เจ้ากลับมาไว้ในกำมือเช่นเดิม แต่ทำไม ใจของข้าถึงไม่ยินดีอย่างที่คิด

 

“ฝ่าบาท...

 

“แทนที่ข้าจะโกรธเคืองราชครูปาร์คที่แย่งเจ้าไปจากข้า แต่ตอนนี้ข้ากลับรู้สึกเพียงว่าเจ้าสนใจเพื่อนใหม่มากกว่าข้าก็เท่านั้น ...นั่นเป็นเพราะข้าเห็นว่าเจ้าเป็นเหมือนเพื่อนคนสำคัญสำหรับข้าใช่หรือเปล่า?” จีรยงเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นรอยยิ้มหรือไม่ ชายหนุ่มไม่สันทัดเรื่องความรู้สึกละเอียดอ่อนเช่นนี้นัก หากจะให้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง คงยากเกินไปสำหรับบุรุษหนุ่มผู้กรำศึกอย่างชองจีรยง

 

“ฝ่าบาท ...ที่พระองค์ตรัส เป็นความรู้สึกจากใจจริงของพระองค์ใช่ไหมพะย่ะค่ะ?”

 

“เจ้าคิดเช่นไรล่ะฮีอู?”

 

ฮีอูตื่นตะลึงเล็กน้อยกับคำพูดของร่างสูง เขาพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง โดยที่มีมือใหญ่ช่วยประคองไว้ไม่ให้เซล้มลงไป

 

“หม่อมฉันเห็นฝ่าบาทเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าใครอีกคนที่หม่อมฉันรักสุดหัวใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้แตกต่างในความรู้สึกเหล่านี้ คือหัวใจของหม่อมฉัน ...ฝ่าบาทเป็นทั้งเพื่อนและครอบครัว เป็นคนรักแบบที่พี่น้องมีให้กัน แต่กับปาร์คยองจู ความรู้สึกของคำว่ารักมันแตกต่างออกไป หม่อมฉันเองก็อธิบายไม่ได้ รู้แต่ว่าหัวใจของหม่อมฉันเรียกร้องแต่ปาร์คยองจูเท่านั้น ไม่เจอหน้าก็คิดถึง อยู่ห่างกันก็ห่วงหา ...ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

 

“สรุปก็คือ ข้าเข้าใจถูกใช่ไหม?”

 

“หม่อมฉันไม่อาจตอบพระทัยของฝ่าบาทได้หรอกพะย่ะค่ะ ทรงคิดเช่นไร ไยหม่อมฉันจะกล้าบอกว่าถูกหรือผิด

 

“ช่างเถิด เอาเป็นว่า เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว ถึงอย่างไรข้าก็เป็นห่วงเจ้า

 

ฮีอูชั่งใจเพียงครู่เดียวเท่านั้น ก่อนโผลงคำถามออกไป

 

“ฝ่าบาท พระองค์ทรงรักองค์วังชอนซาใช่ไหมพะย่ะค่ะ?”

 

คำถามตรงๆ ทำให้ชายหนุ่มนิ่งค้าง นัยน์คมเลื่อนสบคนถาม เขาไม่ได้เอ่ยตอบรับ และไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ นั่นทำให้ฮีอูเข้าใจได้ในทันที

 

“เช่นนี้เอง...ฝ่าบาทเพียงต้องการลองใจยามที่ได้เจอหม่อมฉัน เพื่อที่พระองค์จะได้ค้นหาคำตอบให้กับความรู้สึกของพระองค์ว่าคิดเช่นไรกันแน่ ...หม่อมฉันพูดถูกหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

 

จีรยงถอนหายใจเสียทีหนึ่ง ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าใกล้ดวงหน้าหวานแล้วจูบเบาๆ ที่กลีบปากเล็กอย่างผิวเผิน พลางเอ่ยว่า “เจ้าช่างรู้ใจข้าเหลือเกิน เสียดายที่เจ้าไม่ใช่คนของข้าอีกต่อไปแล้ว

 

“เอ๋?”

 

“ข้าไม่คิดยื้อเจ้าไว้กับตัวเองอีกแล้ว

 

“ฝ่าบาท...ฮึก...ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ!!” ฮีอูรู้สึกเต็มตื้นในอก เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด สิ่งที่เขาควรจะทำเมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นเพื่อนเล่นกับองค์ชายชองจีรยงคือการเชื่อฟังอีกฝ่ายอย่างไม่คิดปฏิเสธ ต่อให้ถูกทำร้ายก็ไม่อาจต่อต้านได้ เมื่อถูกมอบให้แล้ว ก็ย่อมเป็นสมบัติขององค์ชายชองจีรยงตลอดไป แล้วการที่ตัวของเขาถูกปล่อยเป็นอิสระเช่นนี้ ...ต่อให้ภายภาคหน้าต้องลงนรกเพื่อชดใช้ คิมฮีอูก็ยินยอมแต่โดยดี

 

มือใหญ่ล้วงหยิบเศษกระดาษจากอกเสื้อ แล้วยกให้ฮีอูดู “...ข้าลักลอบติดต่อกับผู้เฒ่าลีซาง อาจารย์ของราชครูปาร์ค ศึกครั้งนี้ข้าเองต้องยอมรับว่าหนักหนามาก คนของเผ่าชินซองต่อกรได้ยากนัก ต่อให้มีคนของผู้เฒ่าลีซางมาช่วยก็ยังน่าหวั่นใจไม่น้อย แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง คนรักของเจ้าจะต้องปลอดภัยแน่ ข้าไม่คิดขัดขวางความรักของเจ้าหรอกฮีอู ...แต่ตอนนี้เจ้ายังต้องฟังข้า นอนพักเสีย ข้ามีภารกิจต้องออกไปจัดการเรื่องทหารอีก

 

เขาพอจะได้ยินมาบ้างแล้วระหว่างทางจากการบอกเล่าของกึมซองถึงแผนรบที่ฝ่าบาทได้วางไว้ ที่ทำให้เขาได้มั่นใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายชองจีรยงกับองค์วังชอนซา ส่วนหนึ่งก็เพราะแผนที่ได้ฟังมานี้เอง

 

หากฝ่าบาทไม่คิดมีใจให้องค์วังชอนซา ไยต้องทรงหาทางรับคนผู้นั้นกลับมาด้วยเล่า?

 

เมื่อคิดถึงการรบ ก็อดคิดถึงใครอีกคนขึ้นมาไม่ได้ ฮีอูขืนแรงมือที่บังคับให้เขาล้มตัวลงนอน แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

 

“ฝ่าบาทแน่พระทัยนะพะย่ะค่ะ ว่ายองจูจะไม่เป็นอะไร

 

“ข้าไม่รับปากว่าราชครูปาร์คจะไม่เป็นอะไร แต่หากเจ้าเชื่อใจคนผู้นั้น คำถามนี้ข้าคิดว่ามันไม่สำคัญอันใดเลย

 

คำพูดขององค์ชายจีรยงทำให้ฮีอูรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย คิดมาตลอดว่าองค์วังชอนซาจะต้องเป็นผู้ที่ทำให้องค์ชายจีรยงเปลี่ยนไปได้แน่ๆ ...ถึงตอนนี้ เขาก็รู้แล้วว่าตนเองคิดถูกมาตั้งแต่ต้น

 

 

หัวใจที่เคยเย็นชาของมังกรหนุ่ม เริ่มละลายลงแล้วอย่างช้าๆ

 

.

.

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

วันที่เจ็ดเดือนเจ็ด

 

ม่านฟ้าในรุ่งอรุณปลอดโปร่ง แสงสีทองอร่ามส่องพาดผ่านผืนนภาลงสู่ทุกสรรพสิ่งบนผืนแผ่นดิน

 

ในที่หนึ่ง หุบเขาแอ่งกระทะอันกว้างใหญ่ไพศาลของเทือกเขาซางซา กองกำลังทหารรบกว่าสองแสนนายแห่งแคว้นฮานึลได้โบกสะบัดธงสัญลักษณ์ขึ้นชูพร้อมกับเสียงเป่าแตรดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วทั้งแนวเขา

 

ที่หน้าสุดของเหล่าทหารมังกร ชายในชุดดำเด่นสง่าอยู่บนหลังอาชาสีขาวเพียงตัวเดียวของม้าศึกทั้งหมด แววเนตรคมกริบดุกร้าวจ้องเขม็งไปยังภาพเบื้องหน้าอีกฝั่งของภูเขา ในที่ที่มีกองกำลังทหารไม่น้อยไปกว่ากันของแคว้นเชินอันที่โห่ร้องดังกึกก้องตอบรับคำท้ากลับมา

 

ฝ่ามือใหญ่ของชายหนุ่มกระชับกระบี่เงินในมือแน่น ขณะตะโกนออกคำสั่งฮึกเหิม

 

“บุก!!!”

 

.

.

 

 

...เป็นครั้งแรกที่จีรยงไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังจะทำศึกเพื่อแย่งชิงแคว้น เพราะครั้งนี้คือการชิงหัวใจของวิหคเพลิงลงมาสู่กำมือของเขาต่างหาก

 

 

หากคิมซอนอินจะโบยบิน ก็จักต้องกางปีกอยู่ภายใต้ร่างกายของเขาคนนี้แต่เพียงผู้เดียว!

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน 

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up