Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 22

 

 

สามวันต่อมา ขบวนรถม้าส่งเชลยได้ถูกจัดเตรียมขึ้นตั้งแต่รุ่งสางที่ด้านหน้าตำหนักโยกัน การเดินทางครั้งนี้มียูกึมซองเป็นผู้ควบคุมขบวนรถม้าทั้งหมด และยังเป็นตัวแทนทำการแลกเปลี่ยนเชลยที่ทางเชินอันจับคิมฮีอูไว้ด้วย

 

นางกำนัลสองพี่น้องร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุดมาตั้งแต่ที่รู้เรื่องการส่งตัวกลับของวังชอนซา

 

“ฮึกๆ ทรงกลับไปแล้ว เดี๋ยวก็เกิดสงครามที่นั่นอีก พวกหม่อมฉันอดเป็นห่วงไม่ได้เลยจริงๆ ฮือ~” โซยอนสะอึกสะอื้นยกแพรพกเช็ดน้ำตาเป็นการใหญ่ ถึงจะไม่ค่อยรู้เรื่องศึกบ้านเมืองนัก แต่นางก็พอจะรู้ว่าการทำสงครามแย่งชิงแคว้นเป็นเรื่องร้ายแรงใหญ่โตเพียงใด

 

“นั่นสิเพคะ เหตุใดฝ่าบาทถึงยอมแลกเปลี่ยนตัวเชลยง่ายๆ ถึงคุณชายคิมฮีอูจะถูกจับไปเป็นข้อต่อรองให้ฝ่าบาทคืนองค์วังชอนซาก็เถอะ แต่น่าจะมีทางอื่นนี่นา! แล้วยัง...ทรงจะทำสงครามกับเชินอันอีก องค์วังชอนซาของหม่อมฉันไม่แย่แล้วหรือเพคะ! โฮ~~~” ยอนอากอดคอน้องสาวนั่งก้มหน้าร้องไห้ฟูมฟายหนัก พาเอาร่างบางที่นั่งรอเวลาออกเดินทางต้องถอนหายใจยาว

 

“พวกเจ้าไม่ต้องร้องไห้ถึงขนาดนี้ข้าก็ซึ้งใจจะแย่แล้ว แต่เดิมทีข้าก็ไม่ใช่คนของฮานึล ซ้ำยังเป็นโอรสแคว้นศัตรูของพวกเจ้าอีก ไยต้องเสียใจให้คนอย่างข้าถึงขนาดนี้ด้วยเล่า?”

 

หากไม่ใช่เพราะอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเป็นระยะเวลานานพอสมควร นางกำนัลน้อยคงดูไม่ออกว่าสีหน้าเรียบนิ่งและรอยยิ้มบนดวงหน้างดงามนั้นเป็นเพราะเจ้าตัวฝืนแสร้งทำ ดังนั้นยิ่งเห็นว่าคนร่างบางทำตัวเข้มแข็งมากเพียงไร ใจของพวกนางก็รู้สึกปวดแปลบตามไปด้วยมากเท่านั้น

 

ถัดจากตำแหน่งสาวใช้ในวังหลังที่ทำงานแต่ในส่วนไม่สำคัญ การได้รับเลือกให้เป็นนางกำนัลในตำหนักโยกันก็คืองานแรกที่สองพี่น้องได้รับใช้ใกล้ชิดกับคนเป็นนายเป็นเจ้า และเจ้านายคนแรกที่พวกนางได้ปรนนิบัติรับใช้ก็คือองค์วังชอนซาผู้นี้

 

เช่นนี้แล้ว จะไม่ให้พวกนางรู้สึกผูกพันกับซอนอินได้อย่างไร?

 

“แต่ว่ายอนอากับน้องสาวเป็นห่วงองค์วังชอนซาจริงๆ นะเพคะ

 

เห็นสีหน้าท่าทางของสาวใช้แล้ว ซอนอินก็ทนปั้นหน้านิ่งต่อไปไม่ไหวอีก หากให้เปรียบเทียบความรู้สึกของยอนอาและโซยอน ซอนอินเองก็รู้สึกผูกพันกับพวกนางไม่ต่างกัน ครั้งที่อยู่เชินอัน ซอนอินถูกตีกรอบให้อยู่เพียงในวังหลัง คนที่จะคุยด้วยเกินสองสามประโยคต่อวันก็มีแต่เพียงราชครูยองจูเท่านั้น นางกำนัลในตำหนักที่คอยปรนนิบัติซอนอินเป็นราวกับตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิต ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจากับองค์ชายซอนอินผู้มีตำแหน่งเป็นวังชอนซา กฎเกณฑ์มากมายที่เหล่านักบวชชินซองกำหนดไว้ทำให้คิมซอนอินเป็นราวกับเทพเจ้าที่อยู่สูงเกินกว่าใครจะกล้าเอื้อม

 

ซอนอินเอื้อมมือลงจับไหล่ของนางกำนัลน้อยทั้งสองซึ่งมีอายุอ่อนกว่าเขาไม่กี่ปี ริมฝีปากเล็กระบายยิ้มบาง

 

“อย่าร้องไห้เลยนะ ข้าอยากให้พวกเจ้าส่งข้าด้วยรอยยิ้ม ยิ้มแบบที่ข้าจะมั่นใจได้ว่าข้ามีความทรงจำดีๆ กับพวกเจ้าตลอดเวลาที่ผ่านมา

 

“ฮึกฮืออออ” แทนที่นางกำนัลน้อยจะยิ้ม กลับยิ่งร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม

 

ซอนอินสุดจะหาวิธีมาปลอบจึงปล่อยให้เด็กสาวร่ำไห้อย่างทำอะไรไม่ได้ ไม่นานนักกึมซองก็เดินเข้ามาตามตัวเขาให้ออกเดินทาง ภาพของยอนอาและโซยอนที่เดินออกมาส่งทั้งน้ำตาถูกม่านหน้าประตูรถม้าค่อยๆ บดบัง ตามด้วยบานไม้ปิดทับอีกชั้นหนึ่ง

 

รู้สึกใจหายเหมือนกันขณะที่รถม้าเคลื่อนที่ออกจากประตูวังหลวงของฮานึล ซอนอินไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตนมาอาศัยอยู่ที่ฮานึลถึงสี่เดือนหรือไม่ แต่แค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ นี้ซอนอินกลับพบช่วงชีวิตที่น่าจดจำมากกว่าครั้งไหน เหตุการณ์มากมายที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมาเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับดวงตาคมของมังกรลึกลับผู้นั้น

 

บุรุษชุดดำที่จับตัวของเขาไว้ในคืนวันก่อนจะได้ทำพิธีดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่น่าเชื่อว่าล่วงเลยมาจนตอนนี้ ชายผู้นั้นจะกลายเป็นผู้กำหัวใจของเขาไว้ด้วย

 

 

ไม่เพียงแค่ลักพาตัว แต่ชองจีรยงยังลักพาหัวใจของเขาไปด้วยตลอดกาล

 

 

ดวงหน้าสวยถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบางยามที่นึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับชองจีรยง แม้ส่วนใหญ่จะมีแต่เรื่องที่น่าเจ็บปวดเสียใจก็ตาม แต่ทั้งหมดนั่นก็มีค่ามากพอที่จะจดจำทุกรายละเอียด ไม่ว่าชองจีรยงจะกระทำต่อเขาเช่นไร ล้วนมีค่าสำหรับคนอย่างเขาที่ได้แต่ใช้ชีวิตตามความต้องการของผู้อื่น

 

ยกเว้นแต่เพียงครั้งนี้ เขาไม่ฟังใครอื่นอีกแล้วนอกจากจีรยง หากจีรยงต้องการแลกตัวเขากับคิมฮีอู เขาก็เต็มใจยอมทำตาม

 

ไม่ใช่เพื่อใครทั้งนั้น แต่เพื่อชองจีรยงเพียงคนเดียว

 

 

 

“ข้าจะส่งเจ้ากลับเชินอันเพื่อแลกตัวกับฮีอู หลังจากนั้นข้าจะเปิดศึกกับแคว้นของเจ้าทันที

 

 

 

คำพูดของร่างสูงในคืนนั้นยังวนเวียนอยู่ในความทรงจำแจ่มชัด เพียงแค่ประโยคเดียวของจีรยงสามารถทำให้หัวใจของซอนอินแทบจะหยุดเต้นได้อย่างน่ากลัว

 

...แม้แต่ในตอนนี้

 

มือบางยกขึ้นกดหน้าอกด้วยสีหน้าทรมานราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดก้อนเนื้อของชีวิตให้แหลกละเอียด จีรยงจะรู้บ้างไหมว่าเขาเสียใจมากเพียงไรกับการที่ต้องถูกส่งตัวกลับไปเช่นนี้ เขาทำได้ทุกอย่างเพื่อจีรยงก็จริง แต่มันก็แลกมาด้วยหัวใจที่แหลกสลายดวงนี้

 

การรักใครสักคน เหตุใดถึงได้ทรมานนัก

 

หรือมีเพียงเขา ที่เจ็บปวดมากขนาดนี้...

 

ไม่ทันไร แก้วตาใสที่ไม่ทันได้หล่อเลี้ยงธารแห่งความเสียใจ หยดน้ำตาเม็ดใสก็ไหลรื้นลงสองข้างแก้มอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

 

ร้องไห้ไม่รู้ตัว เขากลายเป็นคนอ่อนแอได้มากถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

 

ซอนอินได้แต่ยิ้มหยันกับตัวเอง ยังจะต้องตั้งคำถามใดอีกว่าเหตุใดตนเองถึงอ่อนแอเช่นนี้ เขามันคนขี้ขลาดและขี้กลัว ดูเหมือนว่าความกล้าหนึ่งเดียวที่มีคือการรักชองจีรยง

 

มือที่หมายจะยกขึ้นเช็ดหมดแรงเอาเสียดื้อๆ จำยอมต้องปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ต่อไปอย่างช่วยไม่ได้

 

นึกแล้วก็น่าสมเพชตัวเองไม่น้อย จีรยงคงไม่เห็นค่าในตัวของเขาเลยด้วยซ้ำ เอ่ยบอกว่าจะส่งเขากลับเชินอัน หลังจากนั้นก็ผละจากกลับไปที่ตำหนักรัชทายาทตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง จนถึงวันที่เขาออกเดินทางออกจากวังหลวงฮานึลในวันนี้ เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยลาจีรยงเลยสักคำ

 

ไม่แม้แต่จะได้เห็นหน้าคนผู้นั้นเป็นครั้งสุดท้าย

 

“ชองจีรยง เจ้าใจร้ายกับข้าเหลือเกิน” เสียงหวานแหบต่ำเอ่ยย้ำความน้อยใจกับตัวเอง กี่ครั้งแล้วที่ต้องเสียใจเพราะชายที่ชื่อชองจีรยง และกี่ครั้งกันที่เขาพยายามจะตัดใจแต่ก็ไร้ผล

 

รัก... ความรู้สึกนี้ ไม่อาจลบเลือนได้เลย

 

 

 

รถม้าเคลื่อนที่ออกจากเมืองหลวงของฮานึลในตอนบ่าย ก่อนจะเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางของป่าไม้โปร่งตามพื้นที่ชนบท ข้ามลำธารสายสำคัญของฮานึล ผ่านบริเวณที่ซอนอินเคยถูกลอบสังหารครั้งก่อน จนฟ้ามืด รถม้าที่วิ่งอยู่ราวสองวันก็ได้หยุดลงตรงบริเวณกลางป่าไม้ทึบที่เป็นเส้นทางสุดท้ายก่อนจะพาออกจากเขตแดนของฮานึล และเข้าสู่แคว้นเชินอัน

 

ซอนอินนั่งนิ่งอยู่ภายในรถม้า เขาหลับมาได้สักพักเมื่อช่วงบ่ายจึงไม่เกิดอาการง่วงนอน ร่างบางนั่งจับปลายผมเล่นอย่างเหม่อลอยด้วยไม่มีอะไรทำ บานหน้าต่างไม้ไม่สามารถเปิดได้ เป็นเพียงบานหน้าต่างที่ทำจากไม้สานมีช่องว่างเล็กๆ ไว้ให้แสงและอากาศเล็ดลอดเข้ามาเพียงเท่านั้น ข้าวของเครื่องใช้ติดตัวก็ไม่มีสักอย่าง

 

สิ่งเดียวที่ซอนอินได้กลับมาจากฮานึล ก็คือความทรงจำเพียงเท่านั้น

 

เสียงกึกกักที่ด้านหน้าประตูดังลอดเข้ามาให้คนสวยได้หลุดจากห้วงภวังค์ เรียวคิ้วบางขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นว่าบานประตูถูกเปิดออก เงาทะมึนร่างหนึ่งไหววูบผ่านผืนผ้าม่านเข้ามา ก่อนที่ม่านตรงหน้าจะถูกเลิกขึ้น และภาพของคนที่อยู่ในห้วงความคิดทุกวินาทีก็ปรากฏแก่สายตา

 

“ชองจีรยง?!”

 

คิดว่าฝันไปด้วยซ้ำตอนที่ถูกร่างสูงดึงเข้าไปรับจูบเร็วๆ ก่อนจะถูกคนที่มุดลอดเข้ามานั่งในเกวียนจับกอดเสียจนแทบหายใจไม่ออก

 

ดวงตากลมโตยังคงเบิกกว้างอย่างไม่เข้าใจ ริมฝีปากสีสดเผยอขึ้นลงคล้ายหาเสียงของตัวเองไม่เจอ ทำเอาร่างสูงทนไม่ไหวต้องก้มลงกดจูบแบบหนักหน่วงให้อีกครั้งหนึ่ง

 

“อึ อือออ” ดูเหมือนคนสวยจะเรียกเสียงตัวเองกลับมาได้แล้ว มือเล็กบีบไหล่หนาเป็นเชิงบอกว่าหายใจไม่ออก แต่ก็โดนยื้อเรียกร้องให้ตอบรับเรียวลิ้นอีกพักใหญ่กว่าจะได้เป็นอิสระ

 

ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อภายใต้แสงไฟสลัวที่ส่องลอดเข้ามา

 

“ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” จับจังหวะหัวใจตัวเองให้เต้นเป็นปกติได้แล้ว ซอนอินก็เอ่ยถามด้วยความมึนงง

 

รัชทายาทหนุ่มในชุดสีดำแบบที่ซอนอินเคยเห็นครั้งแรกจับคนตัวเล็กให้ลงมานั่งตรงกลางหว่างขาของตนแล้วโอบเอวบางไว้หลวมๆ ปลายจมูกซุกไซ้ซอกคอขาว สูดดมกลิ่นกายหอมหวานที่แสนคิดถึงจนพอใจ ก่อนเอ่ยตอบ

 

“ข้ามาเตรียมเรื่องกองทหารที่จะใช้ออกรบกับเชินอัน

 

คำตอบของร่างสูงนำพาให้คนฟังรู้สึกวูบโหวงในช่องท้อง

 

“เตรียมกองทหารหรือ?...” ซอนอินพึมพำทวนคำของร่างสูง ดวงหน้าเศร้าหมองก้มลงอย่างเซื่องซึม มือเล็กที่กุมกันอยู่บิดไปมาอยู่บนตัก พยายามสั่งไม่ให้ร่างกายสั่นไหวอย่างยากลำบาก ทว่า ก็ไม่อาจสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่ไหลรินไว้ได้

 

จีรยงเห็นแล้วว่าคนในวงแขนร้องไห้ เขาถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง ก่อนจับให้คนตัวเล็กขยับขึ้นมานั่งบนขาข้างหนึ่งของเขา แล้วใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาให้แผ่วเบา

 

“บอกไม่รู้กี่ครั้งว่าอย่าร้องไห้ ทำไมไม่รู้จักจำ รู้ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้หน้าตาตัวเองเป็นเช่นไร นี่คงจะร้องมาตลอดทางเลยสิใช่ไหม?”

 

คนที่นั่งปล่อยให้มือใหญ่ลูบไล้ใบหน้าไม่เอ่ยตอบ เอาแต่เม้มริมฝีปากสะอึกสะอื้นในลำคอ

 

ถูกคนที่รักสั่งให้ออกจากแคว้น เป็นใครจะไม่ร้องไห้กัน? ซอนอินอยากจะเถียง แต่ก็เถียงไม่ออก

 

แต่ถึงอย่างนั้น จีรยงก็เข้าใจดีว่าซอนอินกำลังคิดสิ่งใด เขาใช้ชายแขนเสื้อเช็ดผิวแก้มที่ชื้นน้ำตาจนผิวเนียนกลายเป็นสีแดงเถือก วงแขนข้างหนึ่งที่คล้องเอวคอดไว้กระชับให้แน่นขึ้นเพื่อบังคับให้คนที่นั่งบนขาของเขาได้หันมาสบตา

 

ปลายนิ้วหยาบเกี่ยวเส้นผมที่ปรกข้างแก้มใสให้ทัดหลังใบหูเล็กขณะที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนฟัง

 

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าฮีอูถูกคนของแคว้นเจ้าจับตัวไป?”

 

ซอนอินพยักหน้าหนึ่งที เม้มริมฝีปากแน่นกว่าเดิม

 

...เจ้าก็เลยต้องใช้ข้าแลกตัวคิมฮีอูคืนมา

 

“เพราะอย่างนั้น เพื่อความปลอดภัยของฮีอู ข้าถึงไม่มีทางเลือก ต้องส่งเจ้ากลับไปตามที่เชินอันเรียกร้อง เจ้าเข้าใจเหตุผลของข้าใช่ไหม?”

 

ดวงหน้าสวยพยักขึ้นลงเป็นการตอบรับ มือเล็กที่จับยึดอาภรณ์ไว้เริ่มสั่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

…ไม่ต้องบอกย้ำ ข้าก็เข้าใจสถานะตัวเองดี

 

“ที่ข้าประกาศทำศึกกับแคว้นเจ้าหลังจากที่แลกตัวเชลย ก็เพราะเมื่อข้าได้ตัวฮีอูกลับคืนมา ข้าก็จะไม่มีห่วงใดๆ ให้ต้องกังวลยามที่ส่งทหารเข้าบุกตีเชินอัน...

 

“ฮึก...” พยายามกลั้นแล้วจริงๆ แต่ก็หลุดสะอื้นออกมาจนได้

 

“อย่าเพิ่งร้องไห้ได้ไหม” เสียงทุ้มฟังเหนื่อยหน่ายไม่น้อย ยิ่งทำให้ร่างบางรู้สึกอยากร้องไห้มากขึ้น

 

จีรยงลูบประคองดวงหน้าสวย ใช้ปลายนิ้วลูบเนินแก้มเบาๆ อย่างอ่อนโยนคล้ายต้องการปลอบประโลม บอกให้หยุดร้องไห้ตอนนี้คงไม่มีประโยชน์

 

“เจ้าจะร้องไห้ก็ได้ข้าไม่ห้ามแล้ว แต่ช่วยฟังข้าพูดให้จบก่อนจะได้ไหม ...แล้วนี่ทำไมข้าต้องมานั่งอธิบายให้เด็กขี้แยอย่างเจ้าฟังด้วยนะ” อดจะบ่นออกมาไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็ยังระงับความขัดข้องใจไว้แล้วเอ่ยต่อ โดยที่มือก็ยังลูบใบหน้าของคนฟังไว้อย่างอ่อนโยน

 

“ฐานะวังชอนซาของเจ้าถือเป็นสิทธิ์ขาดของเผ่าชินซองที่มีในตัวเจ้าใช่ไหม? ตอบข้าซอนอิน” จีรยงพยายามให้คนร่างบางได้มีส่วนร่วมในการสนทนา เพื่อที่เจ้าตัวจะได้หยุดสะอื้นไห้แม้จะเล็กน้อยก็ยังดี

 

“ฮึก...ใช่

 

“แล้วเมื่อข้าส่งเจ้าคืนให้เชินอัน เจ้าก็คงหนีไม่พ้นถูกจับไปที่หุบเขาของเผ่าชินซอง ข้าพูดถูกหรือไม่?”

 

ก็คงจะอย่างนั้น ไม่แน่ว่า ทันทีที่เขาถูกส่งคืนให้เชินอัน พวกนักบวชอาจจะพากันจับเขาไปสังหารก็เป็นได้ แล้วต่อจากนี้ไป เขาก็คงไม่ได้พบเจอชองจีรยงอีกตลอดกาล

 

“ตอบข้าซอนอิน อย่าหลบตาข้า

 

“เจ้าพูดถูก” ถึงจะตอบแบบขอไปที แต่จีรยงก็พึงพอใจแล้ว

 

“แล้วเจ้าคิดว่า ข้าควรจะทำอย่างไรเพื่อช่วยคนของข้าให้พ้นอันตรายจากพวกชนเผ่าชินซอง หากไม่ให้ทำสงครามแย่งชิงแคว้นมาเป็นของข้าเอง แล้วเจ้าคิดว่ายังจะมีวิธีใดที่จะล้มล้างอำนาจงมงายของคนพวกนี้ได้อีก ยังจะมีวิธีใดที่ข้าจะได้เป็นเพียงคนเดียวในแผ่นดินนี้ที่มีสิทธิ์ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเจ้า ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิซอนอิน ว่าข้าควรจะทำอย่างไร?”

 

ประโยคยาวตั้งมากมาย แต่ซอนอินกลับเก็บใจความได้เพียงสามคำ ‘คนของข้า’ ฟังไม่ผิดใช่ไหม เข้าใจถูกต้องทุกอย่างใช่หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเขาหูฝาดคิดไปเองหรอกนะ!

 

ความคิดแสดงออกทางสีหน้าชัดเจน ทำให้เรียวคิ้วเข้มกดลึกอย่างจำยอมต่อกระบวนความคิดของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่เคยคิดอะไรในแง่ดีให้กับตัวเองเลยสักครั้ง

 

 

“ต้องให้ข้าพูดซ้ำอีกครั้งไหมว่า ‘คนของข้า’ ที่ข้าพูดถึงนั้นหมายถึงเจ้า คิมซอนอิน”

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เพล้ง!!

 

 

เสียงกระเบื้องแตกดังสะท้อนอยู่ภายในถ้ำที่มืดสลัว ร่างร่างหนึ่งถูกโซ่ตรวนไว้ทั้งข้อมือและข้อเท้า ห่วงโซ่ระโยงระยางจากเพดานถ้ำลงมาถึงข้อมือที่บวมช้ำสีเลือดนั้นสั่นไหวเล็กน้อยเกิดเป็นเสียงของโลหะกระทบกันเบาๆ เปลือกตาหนักอึ้งข้างหนึ่งที่อยู่นอกเหนือผ้าสีขาวที่ชุ่มด้วยเลือดขยับเชื่องช้า ก่อนจะเผยให้เห็นแก้วตาสีแดงฉานไม่ต่างจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วง

 

 

เพล้ง!!

 

 

เสียงกระเบื้องแตกดังขึ้นอีกครั้งสะท้อนไปตามแนวกำแพงหิน ปาร์คยองจูหลับตาลงเพียงครู่ก่อนจะลืมขึ้นเพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืดสลัว เสียงเอะอะโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์ดังมาจากห้องขังภายในถ้ำที่อยู่ห่างไกลจากส่วนลึกที่เขาถูกคุมขังอยู่

 

ไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าตนเองอยู่ที่ใด ยองจูก็รู้ดีว่าที่แห่งนี้คือถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของหุบเขาชินซอง

 

ใบหน้าคมเข้มของราชครูหนุ่มเงยขึ้นมองสำรวจโซ่ตรวนและสถานที่รอบกาย ทุกอย่างล้วนถูกลงคาถาสลายพลังวรยุทธทั้งสิ้น เรื่องคิดจะหนีคงเป็นไปไม่ได้เลย

 

 

แกร็ง!

 

 

ประตูเหล็กเปิดผ่างออกพร้อมกับกลุ่มนักบวชกลุ่มหนึ่งก้าวเข้ามา ดวงเนตรเพลิงจ้องมองร่างเล็กๆ ที่ถูกคุมตัวอยู่กลางกลุ่มนักบวชตรงหน้า มือที่ถูกพันธนาการกระตุกรุนแรงทันทีที่พบว่าร่างมอมแมมนั้นคือคิมฮีอู

 

“ไม่เลวเลยนี่ท่านราชครูปาร์ค ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะมีคนรักแล้ว

 

นักบวชวัยหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนนำอยู่หน้ากลุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน มือสากหยาบใหญ่บีบปลายคางเล็กของฮีอูให้เงยหน้าขึ้นด้วยน้ำหนักมือรุนแรง

 

ยองจูเพิ่งสังเกตเห็นตอนนี้เองว่าบริเวณลำคอของฮีอูมีรอยโดนบาดพาดผ่านทำให้เลือดไหลซึมออกมา ซ้ำดวงหน้ายังมีรอยฟกช้ำประปราย

 

เพียงแค่เห็น ใจของราชครูหนุ่มก็เจ็บปวดแสนสาหัส

 

“อีซังโฮ เจ้าจะทำอะไรกับข้าก็ได้ แต่อย่าแตะต้องคิมฮีอู” เสียงทุ้มต่ำของยองจูปะปนไปด้วยเสียงหอบหายใจหนักหน่วง

 

“ท่านว่าอย่างไรนะท่านราชครู? ท่านได้ดูสภาพตัวเองหรือเปล่า ร่างกายของท่านตอนนี้แค่ข้ากระดิกนิ้วเดียวท่านก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว” นักบวชหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะพอใจ นานมากแล้วที่อีซังโฮคิดอิจฉาริษยาปาร์คยองจู มีอายุมากกว่าตนเพียงสองปี กลับได้รับยกย่องแต่งตั้งสูงส่งเกือบจะเทียบเท่าผู้นำเผ่าต่อหน้าต่อตา!

 

“รู้สถานะตัวท่านไว้เถิดท่านราชครูปาร์ค หากว่าคิมฮีอูไม่หาเรื่องคิดฆ่าตัวตายหากพวกเราสังหารท่าน ป่านนี้ท่านได้ลงไปอยู่ในหลุมแล้ว! ...เจ้านี่ก็ฤทธิ์มากนัก!” ซังโฮหันไปกระชากปลายคางเล็กแล้วบีบแน่น “...คิดจะใช้ชามกระเบื้องกรีดคอเพื่อให้ได้มาอยู่ห้องขังเดียวกับท่าน หึ! รักกันเหลือเกินนะ เมื่อไหร่ที่คิมฮีอูถูกแลกตัวกับวังชอนซาเรียบร้อยแล้วล่ะก็ ข้านี่ล่ะจะเป็นคนจบประวัติศาสตร์ของท่านเอง ราชครูปาร์คยองจู!!”

 

ร่างเล็กบอบช้ำถูกผลักเข้าหาร่างที่ถูกโซ่ตรวนริมผนังอย่างรุนแรง ก่อนที่กลุ่มนักบวชจะพากันออกไปโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูซี่เหล็กด้วยโซ่ขนาดใหญ่ถึงสามชั้น

 

ฮีอูผละจากร่างสูงที่ยืนโงนเงนเพราะแรงกระแทก ก่อนจะทรุดตัวลงไอเอาก้อนเลือดออกมาจนน้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บจุกที่ท้องน้อยเพราะถูกต่อยก่อนจะมาที่ห้องขังของร่างสูง

 

“เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า” ยองจูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน อยากจะเข้าไปโอบประคองดูแล แต่ก็ทำไม่ได้

 

ศีรษะเล็กส่ายไปมา แล้วสะอื้นไห้อย่างห้ามไม่อยู่เมื่อเห็นสภาพของคนที่รักสุดหัวใจว่าสะบักสะบอมมากเพียงไร เลือดสีแดงที่ซึมผ่านผ้าพันรอบตัวมีปริมาณมากจนน่ากลัว ตามเนื้อตัวที่ก่อนหน้านี้ทำท่าว่าจะหายดีแล้วบัดนี้กลับมีร่องรอยของผิวช้ำเลือดอีกครั้ง

 

“ยองจู ฮึกฮือออ ท่านเจ็บมากหรือเปล่า ฮือๆ เป็นเพราะเราทำให้ท่านต้องเจ็บตัวแบบนี้ ฮึกฮือ...” มือเล็กสั่นสะท้านยามที่แตะสัมผัสร่างสูงตรงหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่าหากจับแรงไปจะเป็นการทำให้อีกฝ่ายเจ็บ

 

“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก เจ้าต่างหาก แผลที่คอ หาอะไรมาพันเสียก่อนเถิด

 

“แผลแค่นี้เราไม่สนใจหรอก ฮึก แต่ท่าน...ยองจู เราจะทำอย่างไรดี เราจะช่วยท่านยังไงดี ฮือ...

 

เพิ่งจะรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าตัวเองงี่เง่ามานานแค่ไหนแล้ว ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เข้าไปปลอบโยนคนตรงหน้าตั้งไม่รู้กี่ครั้งเขากลับไม่ทำอะไรเลย ในเวลานี้ แม้อยากจะเช็ดหยาดน้ำตาให้มากแค่ไหน อยากจะโอบกอดปลอบโยนให้แนบแน่นมากเท่าไหร่ เขาก็ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

 

“ฮีอู ขอร้องล่ะ จัดการกับเลือดของเจ้าเสียก่อนได้ไหม

 

น้ำเสียงทุ้มวอนขอทั้งสีหน้า ปิดโอกาสให้คนตัวเล็กเลิกทำเป็นไม่สนใจ ฮีอูฉีกชายเสื้อรุ่ยร่ายของตัวเองออกมาส่วนหนึ่งแล้วกดแนบบริเวณบาดแผล เขากดค้างไว้ไม่นานนักก็เช็ดคราบเลือดออกจากช่วงลำคอ แม้เลือดยังไม่หยุดซึมผ่านรอยแยก แต่ก็ไม่มากเท่าตอนแรก ฮีอูไม่ได้ออกแรงมากนักตอนที่ใช้เศษกระเบื้องทำร้ายตัวเอง

 

คนตัวเล็กมุ่งมั่นกับการดึงชายผ้าส่วนปลายของเสื้อออกเป็นผืนยาวได้ทบหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เอื้อมแขนขึ้นเช็ดใบหน้าเปื้อนเลือดให้ยองจูอย่างเบามือ

 

ขณะที่เช็ดเลือดให้อยู่เงียบๆ นัยน์ตาคมก็จ้องมองดวงหน้าหวานฉ่ำน้ำตาอย่างเพ่งพิศ

 

บางที นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็เป็นได้ ที่เขาจะได้อยู่ใกล้ชิดคิมฮีอูอย่างนี้

 

 

“ข้ารักเจ้า

 

 

มือที่ประคองเช็ดอยู่หยุดค้างกะทันหัน แก้วตาคู่สวยไหววูบกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะหันสบสายตาคมเข้มตรงหน้าอย่างต้องการความมั่นใจ

 

 

“ข้ารักเจ้า คิมฮีอู

 

 

ทำนบน้ำตาพังทลายลงในวินาทีนั้นเอง

 

“ฮึกฮือ! กว่าท่านจะยอมบอกเราได้ ฮึก แล้วตอนนี้เราจะทำอย่างไรล่ะ ฮึกฮือออ...คนรักของเรากำลังจะตาย แล้วเราจะอยู่ต่อไปได้ยังไง ยองจู ฮือๆๆๆ”

 

กำปั้นเล็กๆ ทุบลงบนอกแกร่งแสนบอบช้ำไม่แรงนัก เลือดสีสดเปรอะเปื้อนมือทั้งสองข้างของฮีอู แต่ร่างเล็กก็ไม่สนใจเมื่อใช้หลังมือนั้นปาดไปทั่วใบหน้าของตนเองเพื่อเช็ดม่านน้ำแห่งความเสียใจให้พ้นดวงตา

 

ยองจูจ้องมองดวงหน้าขาวที่มีคราบเลือดของเขาเปรอะไปทั่วด้วยหัวใจที่เจ็บร้าวไม่แพ้กัน เขามันงี่เง่า ทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่างเดียว ดูแลปกป้องใครไม่ได้สักคน ทั้งซอนอิน ทั้งฮีอู มือคู่นี้ไม่สามารถช่วยเหลือคนสำคัญของเขาทั้งสองคนไว้ได้เลย

 

“ฮึก...เราจะไม่กลับฮานึล เราจะไม่แลกตัวอะไรทั้งนั้น ถ้ายองจูต้องตาย เราก็จะตายด้วย!!”

 

“ไม่ได้นะฮีอู เจ้าจะทำอย่างนั้นไม่ได้!”

 

“ทำไมล่ะ ถ้าคิมซอนอินมาที่นี่ก็จะถูกทำร้ายเหมือนท่านไม่ใช่หรือ? ฮึก ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่ต้องให้คิมซอนอินมา ถ้าเราชิงฆ่าตัวตายก่อน เชินอันก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีเชลยให้แลก ฮานึลก็ไม่ต้องส่งคิมซอนอินคืนกลับมา ฮึก แบบนั้น ไม่ดีหรือไง”

 

มือเล็กเกาะชายเสื้อด้านข้างของชายหนุ่มไว้ด้วยอาการสั่นเทา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด

 

“ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายเสียเปล่าหรอกนะฮีอู คิดหรือว่าถ้าเจ้าตายแล้วพวกนักบวชจะบอกความจริงออกไป ถึงอย่างไรพวกผู้เฒ่าก็ต้องหาทางให้ได้วังชอนซาคืนมาอยู่ดี

 

ยองจูไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงดุดันเช่นประโยคก่อนหน้า เขาเอ่ยด้วยระดับเสียงที่นุ่มนวลลง

 

“แต่เราทนทิ้งให้ยองจูตายไม่ได้ เราเสียท่านไปไม่ได้อีกแล้ว ฮึกฮือ...

 

“ฮีอู เงยหน้าขึ้นมาแล้วมองตาข้า

 

“ฮึก ไม่เอา เราไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น...

 

“คิมฮีอู มองตาข้า ได้โปรด เจ้าเป็นดวงใจของข้านะฮีอู ช่วยฟังคำขอร้องจากคนที่รักเจ้าด้วยเถอะ

 

ศีรษะเล็กๆ ยังไม่ยอมเงยขึ้น จนกระทั่งสายตาเหลือบเห็นหยดน้ำที่ร่วงเผาะลงมาบนหลังมือที่เกาะยึดเสื้อคนตรงหน้าไว้แน่น

 

ฮีอูเงยหน้าขึ้น เพื่อพบว่าดวงตาสีแดงฉานที่มักดุดันฉายประกายกร้าวน่ายำเกรง เวลานี้เอ่อคลอไปด้วยม่านน้ำตาจนท่วมท้น

 

“ยองจู...

 

“สัญญากับข้า ว่าเจ้าจะมีชีวิตต่อไปเพื่อข้า ให้ข้าได้จากเจ้าไปพร้อมกับความรู้สึกที่น่าจดจำ อย่าให้ข้ารู้สึกผิดที่ทำให้เจ้าต้องเสียใจ ที่ทำให้เจ้าต้องมารักคนอย่างข้า ได้โปรดฮีอู ฟังคำขอร้องจากข้าสักครั้งเถิด อย่าทิ้งชีวิตเพื่อคนอย่างข้าแบบนี้เลย แค่เจ้ารักข้า เพียงแค่นี้ชีวิตของข้าที่ได้เกิดมาก็คุ้มเหลือเกินแล้ว

 

“ฮึก ท่านพูดอะไร ฮือๆ เราไม่เคยเสียใจที่ได้รักท่านเลยนะยองจู ไม่เคยเลย...

 

ริมฝีปากหยักระบายยิ้มบางกับท่าทางปฏิเสธของร่างเล็ก

 

“เช่นนั้น เจ้าก็ต้องรักข้าให้มากๆ มีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อคนที่เจ้ารัก เพื่อความต้องการของคนที่รักเจ้า

 

“ฮึก ฮืออออออ” คราวนี้ฮีอูไม่เอ่ยปฏิเสธหรือตอบรับ เอาแต่ร้องไห้อยู่เช่นนั้น มือที่เกาะชายหนุ่มไว้อยู่ยิ่งมีอาการสั่นเทามากขึ้น ยองจูปล่อยให้ฮีอูซึมซับความเสียใจเพียงครู่ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

 

“ข้าอยากฟังคำรักจากเจ้าเหลือเกินฮีอู บอกให้ข้าฟังเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม

 

ดวงตาฉ่ำน้ำเงยขึ้นมองคนเอ่ยขอ ริมฝีปากบางกัดเม้มแน่น

 

“ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ฮึก นี่ต้องไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ท่านจะได้ฟังคำว่า เรารักท่าน ปาร์คยองจู

 

ยองจูระบายยิ้มกับถ้อยคำของคนรักที่แสนบริสุทธิ์ใสซื่อ เขาไม่สนใจประโยคอื่นใดนอกไปจากคำบอกรักที่คนตรงหน้ามอบให้เท่านั้น

 

 

“ข้าก็รักเจ้า คิมฮีอู

 

“ข้ารักเจ้ามากเหลือเกิน

 

“ปาร์คยองจูรักคิมฮีอู

 

“รัก รัก...

 

 

“ฮึก พอแล้ว!! ฮือๆๆๆ” คนตัวเล็กตะโกนแทรกคำรักหวานหูที่ตลอดมาเฝ้าฝันว่าอยากได้ยินจากคนตรงหน้าแม้เพียงสักครั้งก็ยังดี แต่ในตอนนี้ ยิ่งอีกฝ่ายบอกรักเขามากเท่าไหร่ ฮีอูก็ยิ่งไม่อยากฟังมากเท่านั้น

 

เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่า ต่อจากนี้ไป เขาจะไม่ได้ฟังคำคำนี้จากยองจูอีกแล้วตลอดกาล

 

“บอกรักตอบรับข้าหน่อยสิฮีอู

 

สีหน้าของยองจูยังคงเจือด้วยรอยยิ้มบาง ดวงตาคมไม่แสดงอาการเศร้าหมองแต่อย่างใด มีแต่ความรักและความอบอุ่นส่งมอบให้คนที่สบสายตาอยู่ตรงหน้าเพียงเท่านั้น แล้วไยเล่าที่อีกฝ่ายจะไม่ยินยอมตอบรับความรู้สึกนั้นแต่โดยดี

 

“ฮือๆ เรารักท่าน ยองจู รัก รัก รัก รักมากที่สุด

 

เพียงเท่านั้น รอยยิ้มกว้างก็ฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลาของราชครูหนุ่ม

 

“ข้าอยากดึงเจ้าเข้ามากอดจูบเหลือเกิน

 

ฮีอูหลุดสะอื้นฮักสองครั้ง ก่อนจะเป็นฝ่ายคล้องวงแขนรอบลำคอร่างสูงที่ถูกโซ่ตรวนข้อมือทั้งสองข้าง แล้วเขย่งปลายเท้ายื่นใบหน้าเข้าหา ส่งมอบจูบนุ่มนวลให้คนเรียกร้องอย่างเต็มใจ

 

ริมฝีปากบางนุ่มแตะจูบเนิ่นนานกับกลีบปากหยักหนา ไม่อยากผละออกเลยสักนิด เพิ่งจะคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าคมก็ขยับยื่นแนบลงมาประกบปากของฮีอูมากขึ้น ลิ้นสากไล้ต้อนให้อีกฝ่ายเปิดทางผ่านให้ จนเรียวลิ้นทั้งสองได้แตะสัมผัสกันในที่สุด

 

จูบลุ่มลึกหนักหน่วง แต่ทว่าหอมหวานเบาบางราวปุยนุ่นที่ล่องลอยในอากาศ

 

ฮีอูโอบวงแขนกดลำคอของคนตัวสูงอย่างลืมตัว เพียงเพื่ออยากจะให้อีกฝ่ายได้ตักตวงความหวานจากโพรงปากของเขาได้มากขึ้น จูบรุ่มร้อนเริ่มเนิบนาบและเชื่องช้า หยาดน้ำใสที่เชื่อมเข้าหากันจนมั่วไปหมดไหลล้นออกทางมุมปากทั้งสองข้าง เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังสะท้อนไปทั่วทั้งห้องขัง ผสมปนเปไปกับเสียงเปียกลื่นของการแลกเปลี่ยนน้ำลายของคนสองคนไม่รู้จบ

 

 

และไม่รู้ว่า พวกเขาจะยังมอบจูบให้กันอีกกี่ครั้ง จนกว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนี้อีก

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

การเดินทางของขบวนรถม้าส่งเชลยล่วงเลยจนเข้าวันที่หนึ่งของเดือนเจ็ด

 

คืนนี้ก็เป็นอีกคืน ที่รัชทายาทหนุ่มแห่งฮานึลใช้เวลายามค่ำคืนในการพักแรมตามค่ายทหารของพระองค์เองกับคนร่างบางแสนสำคัญ

 

ภายในกระโจมผ้าตรงกลางของค่ายกองทหารฮานึลกลางป่าใหญ่ เขตแคว้นเชินอัน

 

ร่างบางในชุดสีขาวบิดกายน้อยๆ อย่างน่ารักอยู่บนตักของร่างสูงที่เอาแต่กลั่นแกล้งด้วยการซุกไซ้ปลายจมูกไปทั่วลำคอขาวที่มีแต่จุดสีแดงแต่งแต้มอยู่ประปราย

 

“ข้าไม่อยากส่งตัวเจ้าให้พวกนักบวชเลย” เสียงทุ้มพึมพำผ่านผิวเนื้อนุ่มลื่นที่กำลังโลมไล้อยู่อย่างเพลิดเพลิน

 

ซอนอินหยุดดิ้นทันทีแล้วก้มมองศีรษะที่ซุกอยู่กับเนินไหล่เปลือยเปล่าเพราะถูกคนตรงหน้าถลกอาภรณ์ลงไปถึงข้อศอกเรียบร้อยแล้ว

 

รอยช้ำสีแดงเหนือจุดเล็กๆ บนเนินอกขาวถูกคมเขี้ยวของมังกรหนุ่มขบกัดจนขึ้นสีชัดถนัดตา

 

“อื้ออออ” เสียงหวานครางด้วยความเจ็บแปลบ

 

“จำได้หรือเปล่าว่าข้าเคยบอกเจ้าว่าอย่างไรซอนอิน

 

ดวงหน้าหวานยังแดงจัด สีผิวบนพวงแก้มยังมีร่องรอยแห่งความลุ่มหลงด้วยถูกปลุกอารมณ์มาแทบจะตลอดทางขณะที่นั่งอยู่บนรถม้าด้วยกัน เห็นจะมากที่สุดก็คงไม่พ้นการประกบปากจูบนั่นแหละ ทำให้ริมฝีปากของหงส์งามในตอนนี้ทั้งฉ่ำสีสดและบวมเจ่อน้อยๆ น่าประทับจูบอีกสักหลายๆ ครั้ง

 

“ตอบข้าสิซอนอิน เร็วเข้า

 

ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่หยุดเล้าโลมผิวกายสั่นสะท้านตรงหน้า ริมฝีปากอุ่นยังคงแตะผะแผ่วทั่วทั้งผิวกายบอบบางอย่างถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ

 

“จำได้  อ่ะ อ่า...เจ้า เจ้าบอกว่า อย่าให้ใครได้แตะต้องข้าอย่างเกินเลย จนกว่า อ่ะ...จนกว่าเจ้าจะพาข้าออกมาจากคนพวกนั้น อื้ม...!”

 

จูบเร็วๆ ถูกส่งให้คนตัวเล็กต้องตอบรับอย่างกะทันหัน

 

“เข้าใจก็ดีแล้ว อย่าให้ข้ารู้เชียวว่าเจ้าถูกใครอื่นแตะต้อง แค่สามวันเท่านั้น ข้าจะต้องได้เจ้ากลับมาอยู่กับข้าเหมือนเดิม

 

มือหยาบใหญ่สอดลึกผ่านผ้าคาดเอวของร่างบางลงสู่เบื้องล่าง แล้วกอบกุมส่วนไวสัมผัสที่เพิ่งเกิดอารมณ์มาได้ไม่นาน แล้วจัดการพาคนสวยส่งให้ถึงสรวงสวรรค์แห่งเพศรสได้อย่างไม่ยากเย็น

 

ซอนอินหอบหายใจจนตัวโยนอยู่บนตักของจีรยง ริมฝีปากบางหอบกระเส่ายามที่หยาดหยดสุดท้ายถูกรีดออกจนเต็มฝ่ามือใหญ่

 

“เจ้าไปรอข้าที่ธารน้ำตก กึมซองจะเป็นคนพาไป อาบน้ำรอข้าอยู่ที่นั่น ข้าคุยเรื่องแผนรบกับนายพลซูวอนเสร็จแล้วจะตามไป” ริมฝีปากอุ่นนาบจูบลงที่ขมับชื้นเหงื่อ

 

ได้ฟังว่าให้อาบน้ำที่ธารน้ำตก คนสวยก็ตาเป็นประกาย ตั้งแต่ออกเดินทางมา ยังไม่ได้ลงแช่น้ำแบบเต็มๆ ตัวเลยสักครั้ง เหนียวตัวจะแย่แล้ว อดคิดไม่ได้ว่าจีรยงหาเศษหาเลยกับร่างกายของเขาทุกวันแบบนี้ได้อย่างไรกัน

 

ตัวเขาน่าจะเหม็นได้ตั้งแต่สองวันแรกที่ไม่ได้อาบน้ำแล้วนะ?

 

 

 

“กระหม่อมรอตรงนี้นะพะย่ะค่ะ” ยูกึมซองโค้งกายให้ร่างบางที่เดินอีกเพียงสิบก้าวก็ถึงธารน้ำตกกลางป่าแล้ว

 

ซอนอินขมวดคิ้วมุ่นมองเด็กหนุ่มที่เลือกยืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

 

“ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องจับตาดูข้าไม่ให้คลาดสายตาอยู่แล้วนี่ ไยต้องไปยืนหลบๆ ซ่อนๆ ตรงนั้นด้วยเล่า?!”

 

กึมซองยิ้มกว้างขณะเอ่ยตอบฉะฉานเต็มปากเต็มคำ “กระหม่อมไม่อยากถูกตัดหัวทิ้งไว้กลางป่าต่างแคว้นพะย่ะค่ะ!”

 

“ใครจะตัดหัวเจ้ากัน? ก็เจ้าต้องคุ้มครองข้าไม่ใช่หรือ?...อ่ะ” เหมือนสมองเพิ่งจะไตร่ตรองเรียบเรียงความคิดได้ เกิดกึมซองมายืนดูเขาอาบน้ำเสียชิดริมลำธาร เจ้าคนบ้าพลังอำนาจนั่นคงควันออกหูออกจมูกเป็นมังกรตกมันเป็นแน่ ขนาดเมื่อคืนก่อนตอนที่เขาจะลงรถม้าแล้วเสียหลัก นายทหารที่อยู่ใกล้ๆ ก็หวังดีรีบเข้ามาประคอง แต่ดันโดนจีรยงสั่งให้เดินเท้าเปล่าตามขบวนรถม้าตั้งครึ่งชั่วยามข้อหามาแตะตัวของเขาเสียอย่างนั้น

 

เหอๆ นี่เขาก็เกือบจะชวนกึมซองลงมาแช่น้ำด้วยกันแล้วนะเนี่ย!

 

ซอนอินพยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจให้เด็กหนุ่ม ก่อนจะหันหลังกลับเดินต่อไปยังริมลำธาร

 

ภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืนส่องกระทบผิวเนื้อละเอียดขาวผุดผ่องของร่างบางจนเกิดประกายระยิบสะท้อนกับผิวแม่น้ำใสสะอาด ร่างเปลือยเปล่าของหงส์แสนงามแหวกว่ายอยู่ในลำธารด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

 

ตั้งแต่ออกเดินทางมาร่วมหนึ่งอาทิตย์ ซอนอินได้รับความสุขมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหวแล้ว จีรยงแสดงความต้องการกับเขาอยู่ตลอด ซ้ำยังอ่อนโยนอย่างที่สุด ถึงจะมีขึ้นเสียงดุเขาบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องไร้สาระน้อยนิดเท่านั้น

 

มีเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ที่รบกวนจิตใจอันเป็นสุขของเขา เรื่องของคิมฮีอู

 

ซอนอินไม่กล้าเอ่ยถามว่าหลังจากที่ได้ตัวคิมฮีอูคืนมาแล้ว อีกฝ่ายจะสานสัมพันธ์กับคนผู้นั้นต่อหรือไม่ แล้วหากพาเขาหนีออกมาได้สำเร็จ จีรยงจะให้เขาอยู่ที่ฮานึลในฐานะอะไร

 

คนรัก หรือแค่คนรองรับอารมณ์เพียงเท่านั้น

 

อ่า...คนรักงั้นหรือ นี่เจ้าคิดสิ่งใดอยู่คิมซอนอิน เจ้าเคยได้ยินชองจีรยงบอกคำรักกับเจ้าแล้วหรืออย่างไร เพ้อฝันไปเองแท้ๆ

 

เรื่องแบบนั้น ฝันเอาคงง่ายกว่ามั้ง!

 

ศีรษะเล็กที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำเงายาวแผ่สยายลอยอยู่เหนือผิวน้ำยามที่เจ้าตัวสั่นหัวปฏิเสธความคิดฟุ่งซ่านที่เกินกว่าจะหาความเป็นจริงได้ยากเสียยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

 

กำลังควบคุมสติอย่างตั้งอกตั้งใจ จู่ๆ แก้วตากลมโตก็เบิกกว้างเมื่อเห็นเงาตนเองสะท้อนผิวน้ำกระทบแก้วตาขึ้นมา

 

ทันความคิด คนตัวเล็กก็รีบหันไปมองกึมซองที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากนักอย่างตกใจ แล้วก็พบว่าเด็กหนุ่มเองก็มีสีหน้าตื่นตะลึงไม่ต่างจากตนเองมากนัก

 

ซอนอินได้แต่ยืนนิ่งค้างอยู่กลางลำธารอย่างทำอะไรไม่ถูก ต่อให้ไม่มีแสงจันทร์ช่วยส่องแสงสว่างลงมา ซอนอินก็ยังรับรู้ได้อยู่ดี ว่าที่แผ่นหลังของเขามีปีกสีขาวขนาดใหญ่แผ่กางออกไม่ต่างจากวิหคเหิรแม้เพียงนิด

 

แล้วที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือเงาของเขาเองที่จ้องตอบกลับมาจากผิวน้ำ โดยที่เงากระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นที่เห็นอยู่นี้ กลับมีปีกสำดำสนิทเฉกเช่นตัวเขาเมื่อครั้งก่อน ซ้ำรอยยิ้มที่ต่างจากของเขาที่ส่งกลับมาให้นี่มัน...หมายความว่าอย่างไรกัน!!

 

 

สวรรค์ ท่านเล่นตลกอันใดกับข้าอีกแล้ว!!

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up