Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 20

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเหล่าบรรดาข้ารับใช้ภายในตำหนักโยกันต่างใจคอไม่ดี หลังจากที่ผู้เป็นนายถูกแช่น้ำอยู่หลายชั่วยามทำให้ในตอนนี้มีอาการไข้ขึ้นสูงอย่างน่ากลัว

 

วังชอนซาป่วยเพราะพิษไข้มาหลายครั้งแล้ว และแต่ละครั้งก็ร้ายแรงน่ากลัวทั้งนั้น โชคยังดีที่คราวนี้องค์ชายรองเป็นผู้จัดการด้วยตนเองทั้งหมด หมอหลวงถูกเชิญตัวมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ผลสรุปที่ได้ในเช้านี้คือยาปลุกที่องค์วังชอนซาได้ทานเข้าไปนั้นสลายหมดแล้ว เหลือเพียงแต่พิษไข้เท่านั้น

 

แม้ว่าหมอหลวงจะบอกเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วก็ตาม แต่จีมุนก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ ซอนอินตัวร้อนผิดวิสัยคนทั่วไปถ้าจะเป็นเพียงแค่ไข้หวัด เรียกได้ว่าแค่แตะปลายนิ้วสัมผัสก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นผ่านเข้ามา

 

“เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเลยหรือ?”  จีมุนหันไปถามกึมซองที่ยืนอยู่ไม่ห่างกัน ไม่ใช่แค่เพียงความร้อนในตัวของซอนอินที่ชายหนุ่มเอ่ยถาม แต่เขาหมายรวมถึงแผ่นหลังบางที่ปรากฏร่องรอยเลื่อมแสงแปลกประหลาด

 

“พะย่ะค่ะ แต่ครั้งนี้...ดูจะเด่นชัดกว่าทุกครั้ง” แม้แต่กึมซองเองยังขมวดคิ้วยุ่ง เขารู้มากกว่าใครในห้องนี้ว่าแท้ที่จริงแล้วองค์วังชอนซามีความลับอะไรซ่อนอยู่ ปีกสีดำขนาดใหญ่ที่เขาเคยเห็นมากับตาย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด ตั้งแต่ที่พาคนผู้นี้กลับมายังฮานึลก็ไม่รู้ว่าปีกได้หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หลังจากนั้นที่เขาได้เฝ้าติดตามรับใช้อยู่ที่โยกันมาตลอดก็ไม่เห็นทีท่าว่าปีกสีดำจะปรากฏออกมาให้เห็นอีกเลย

 

ในช่วงที่องค์รัชทายาทไม่อยู่ หากปีกคู่นั้นงอกออกมาแล้วละก็ จะทำอย่างไรกัน!

 

ความกังวลขององครักษ์หนุ่มดำเนินไปได้ถึงแค่ช่วงพลบค่ำ ม้าเร็วก็ได้ส่งสาส์นมาถึงวังหลวงว่ากองทัพของฮานึลเป็นฝ่ายชนะสงครามแล้ว และในตอนนี้ฝ่าบาทก็ได้ควบม้ากลับมาล่วงหน้าก่อนโดยไม่หยุดพัก อีกไม่เกินสองวันก็น่าจะถึงวังหลวง คนส่งสาส์นไม่ได้บอกรายละเอียดของเหตุผล แต่ดูเหมือนว่าจะได้ข่าวเรื่องของคุณชายคิมฮีอู จึงได้ตัดสินใจรีบกลับก่อนที่ทัพจะได้รับชัยชนะเสียอีก แต่ถึงอย่างนั้น ทหารของฮานึลก็ได้ตีค่ายของคันเซแตกย่อยยับไปเยอะแล้ว โดยที่มีฝ่าบาทเป็นผู้วางแผนด้วยพระองค์เอง ตอนที่ฝ่าบาทเสด็จกลับมาก่อนนั้นก็เดาผลแพ้ชนะออกกันแล้ว

 

กึมซองจ้องมองดวงหน้าซีดขาวของคนที่นอนอยู่บนเตียงนิ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นสบพอดีกับคนร่างสูงที่หันมา ความหมายบางอย่างในสายตาของผู้เป็นนายที่ส่งมาทำให้เด็กหนุ่มพยักหน้ารับนิ่งๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรต่อกัน

 

“องค์ชายรองจะอยู่ต่อหรือไม่เพคะ?” โซยอนยกอ่างแก้วบรรจุน้ำเย็นเข้ามาในห้องเอ่ยถาม พลางคุกเข่าลงข้างเตียงแล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเพื่อเช็ดตามตัวคนเป็นไข้

 

“ไม่ล่ะ” หากนางกำนัลน้อยได้หันมามอง จะรู้ได้เลยว่าสีหน้าของคนพูดนั้นดูเจ็บปวดมากเพียงไร จีมุนไม่อาจมาเจอหน้าซอนอินได้อีกแล้ว เขารู้ดีว่าเมื่อใดที่ซอนอินฟื้น ฝ่ายนั้นคงไม่ต้องการพบเขาอีกเป็นครั้งที่สอง ...ไม่ใช่หลังจากที่เกิดเรื่องเมื่อคืนนี้

 

“พวกเจ้าดูแลซอนอินให้ดีล่ะ ข้าจะให้แพทย์หลวงคอยอยู่ที่นี่จนกว่าพิษไข้จะทุเลาลงมากกว่านี้” องค์ชายรองหันไปรับสั่งกับเฒ่าชราสองสามคำ แล้วเดินออกไปจากตำหนัก

 

 

 

สองวันให้หลัง องค์รัชทายาทแห่งฮานึลก็ได้เสด็จกลับถึงวังหลวง

 

พิธีต้อนรับไม่ได้ถูกจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก เพราะเป็นการเดินทางที่เร่งรีบ มีเพียงองค์รัชทายาท องครักษ์ยูโทซองและนายพลซูวอนเท่านั้นที่ร่วมเดินทางอย่างกะทันหันกลับมาพร้อมกัน

 

โถงว่าราชการถูกเปิดใช้เป็นที่ประชุมทันทีที่องค์รัชทายาทเสด็จกลับมาถึง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างวิ่งวุ่นกับการรับราชบัญชาคำสั่งใหม่ ไม่น่าเชื่อว่าเสร็จจากศึกทางคันเซแล้ว ฝ่าบาทจะทรงประกาศสงครามกับเชินอันรวดเร็วเช่นนี้!

 

เสียงพูดคุยกันในโถงราชการดังระงมไปทั่วทุกทิศเมื่อสิ้นสุดการประชุม

 

“เดือนหน้านี้มันอีกแค่อาทิตย์เดียวไม่ใช่หรือ!” ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งออกอาการตกตื่นกับรับสั่งที่ได้ฟังมาเมื่อครู่

 

“เรื่องนั้นน่ะช่างก่อนเถิด เรื่องขององค์วังชอนซาต่างหากที่น่าตกใจ!” เหล่าขุนนางเริ่มตีวงจับกลุ่ม

 

“ข้าเอะใจอยู่แล้วเชียวว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงได้ใช้ทหารมากมายนัก เพื่อให้คุมตัวเชลยนี่เอง!”

 

“เป็นข่าวใหญ่แน่ถ้าชาวบ้านได้รู้ว่าองค์วังชอนซาอยู่ที่แคว้นเราด้วยฐานะของเชลยศึก!!”

 

เสียงเอะอะดังสลับกันไปไม่หยุดถูกปิดกั้นด้วยบานประตูหนาหนักขนาดใหญ่ ร่างสูงในชุดว่าราชการอย่างเรียบง่ายเนื่องจากมีเพียงแค่เสื้อคลุมตัวยาวลวดลายวิจิตรที่สวมทับชุดรบสีดำตัวในไว้ ก้าวเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ใครก็เดาไม่ได้ว่าเจ้าตัวคิดสิ่งใดอยู่ภายในใจ

 

“ฝ่าบาท ทำเช่นนี้ไม่วู่วามเกินไปหน่อยหรือ?” นายพลซูวอนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงแววกังวล สีหน้าของนักรบวัยกลางคนดูอิดโรยเล็กน้อยจากการเดินทางและการรบที่ผ่านมา

 

“ข้าไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่เรียกว่า ‘วู่วาม’ อย่างไรข้าเองก็ตัดสินใจได้นานแล้วที่จะทำศึกกับเชินอัน ครั้งนี้ถือเป็นฤกษ์ดีที่ฝ่ายนั้นเร่งเวลาให้เร็วมากขึ้น ถ้าคิดจะใช้อุบายแลกตัวเชลยแล้วจบกันก็คิดผิดมหันต์” สีหน้าคมเข้มไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ยังคงเรียบนิ่ง ทว่าดวงตาคมลุ่มลึกคู่นั้นกลับทอประกายแวววาวคล้ายดวงตาของมังกรใหญ่ยักษ์ที่พร้อมจะตะปบบดขยี้ผืนแผ่นดินให้ย่อยยับ

 

“คิมฮีอู แลกกับคิมซอนอินงั้นรึ? จะได้ใจเกินไปหน่อยแล้ว!!” ฝ่ามือใหญ่กำแน่น ก่อนจะรีบก้าวเดินให้เร็วมากขึ้นตรงไปยังห้องทรงอักษร ปลายพู่กันบนโต๊ะถูกหยิบขึ้นใช้ทันที หมึกสีดำที่ถูกฝนรอไว้ล่วงหน้าถูกวาดลงบนผืนกระดาษขาวอย่างรวดเร็ว

 

ใจความบนเนื้อกระดาษอ่านได้เพียงแค่ปรายตามองเท่านั้น

 

 

‘แลกเปลี่ยน และ เปิดศึก

 

 

ม้วนกระดาษถูกสอดไว้ในกระบอกสีทองลวดลายมังกรสีมรกต ก่อนจะถูกยื่นส่งให้ทหารส่งสาส์นหนุ่มที่น้อมกายรอรับอย่างรู้หน้าที่

 

“จัดการส่งให้ถึงมือคิมอุนเซ และบอกคนผู้นั้นไปด้วยว่าข้าจะคืนบุตรชายให้ แต่หากมีครั้งที่สอง แม้แต่หน้าตาของคิมซอนอินข้าก็จะไม่มีวันให้ได้เห็น

 

“น้อมรับพระบัญชาพะย่ะค่ะ

 

คล้อยหลังคนนำสาส์นออกไปจากห้อง จีรยงก็เรียกให้ทหารหลวงคนหนึ่งเข้ามาด้านใน เอ่ยถามถึงกระท่อมไม้บนเนินเขาตันซานว่ามีสิ่งใดหลงเหลืออยู่บ้าง นายทหารหนุ่มรีบทรุดกายคุกเข่าถวายรายงานอย่างขยันขันแข็ง

 

“ทูลฝ่าบาท ข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงตัวบ้านถูกเผาไหม้จนเกรียม แทบไม่เหลือซากอันใดเลยพะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเจอเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังอุ้มสุนัขจิ้งจอกของคุณชายคิมฮีอูวิ่งลงเนินเขาอยู่ไม่ไกลจึงตามไปพะย่ะค่ะ

 

“ชาวบ้านแถวนั้นหรือ?”

 

“เป็นลูกของชาวบ้านแถบนั้นพะย่ะค่ะ กระหม่อมได้พูดคุยแล้ว ได้ความว่า คุณชายฮีอูอาศัยอยู่กับจอมยุทธท่านหนึ่งซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส อยู่ดูแลกันเรื่อยมาตั้งแต่ที่ย้ายมาที่เนินเขาแห่งนี้ แต่เมื่อหลายวันก่อน จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งบุกขึ้นไปทำร้ายคนทั้งสอง ประจวบเหมาะกับที่ทางทหารหน่วยพิเศษได้เบาะแสของคุณชายฮีอูพอดีว่าอยู่ที่ไหน พอไปถึงก็พบแต่เพียงซากปรักหักพังแล้วพะย่ะค่ะ

 

ตามรายงานที่บอกมานั้น ดูเหมือนฮีอูจะขายปิ่นปักผมและของมีค่าให้กับโรงรับจำนำในตัวเมืองแถบภูเขาตันซาน แต่เพราะสินค้าเป็นที่สะดุดตาต่อพ่อค้าหากำไรมากนักจึงได้สืบสาวเอาได้ง่ายว่าเป็นเครื่องประดับของคุณชายคิมฮีอู และสืบย้อนขึ้นมาจนได้ความว่าเจ้าของเครื่องประดับนี้มุ่งหน้าเดินทางไปทางไหน

 

แต่ก็ยังช้าไปที่จะพาตัวกลับมา

 

“เจ้าบอกว่ามีกลุ่มคนบุกเข้าไปทำร้ายสองคนนั้น?”

 

“พะย่ะค่ะ ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์บอกตรงกันหมดว่าจอมยุทธที่ได้รับบาดเจ็บพยายามต่อสู้กับกลุ่มคนที่บุกเข้ามาจนแทบจะหมดเรี่ยวแรง หากไม่เพราะคุณชายฮีอูวิ่งเข้าไปห้ามแล้วยอมจำนนแต่โดยดี จอมยุทธท่านนั้นคงสิ้นชีพไปแล้วพะย่ะค่ะ

 

เรียวคิ้วของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทรงอักษรกดลึกยามที่ต้องใช้ความคิด หากว่าราชครูปาร์คยองจูต่อต้านคนของเชินอันเพื่อปกป้องคิมฮีอูไว้ก็น่าแปลก คนผู้นั้นน่าจะเป็นคนที่อยากใช้ฮีอูต่อรองเพื่อให้ได้คิมซอนอินกลับไปมากที่สุดไม่ใช่หรืออย่างไร? อ่า...ไม่สินะ ตอนนี้พวกคนเผ่าชินซองต้องการปลิดชีพวังชอนซาคนปัจจุบัน ทางเชินอันเองก็ร่วมมือกับชินซองในการตัดสินใจที่จะปลิดชีพองค์ชายคนโตแห่งเชินอันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นคงเป็นเหตุผลที่ราชครูผู้นั้นไม่ยอมให้จับฮีอูไปเพื่อทำข้อแลกเปลี่ยน

 

ปาร์คยองจูไม่ต้องการเห็นคิมซอนอินตาย

 

และเขาเอง ก็ไม่ต้องการให้คิมฮีอูตกอยู่ในมือของศัตรู

 

จีรยงโบกมือให้ทหารหนุ่มออกไปจากห้อง พลางครุ่นคิดถึงแผนการ หลังจากการเปลี่ยนตัวเป็นผลสำเร็จ เขาจะประกาศทำศึกในสามวันให้หลังทันที ในเมื่อเชินอันเสนอข้อตกลงมาแล้วเขาก็จะไม่รอช้า แคว้นใหญ่เชินอันมีข้อได้เปรียบที่มีพวกนักบวชเผ่าชินซองเป็นกำลังเสริม นี่คงเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการที่เชินอันช่วยพาคิมซอนอินกลับไป เพราะโดยปกติแล้วเหล่านักบวชชินซองไม่ใคร่ต้องการยุ่งเรื่องบ้านเมืองเท่าใดนัก

 

“โทซอง เจ้าเคยบอกข้าใช่ไหมว่าวังชอนซาที่ถูกเลือกจากสวรรค์หรืออะไรก็ตามแต่ ในวัยที่มีอายุย่างเข้า 17 ปีเต็ม เมื่อถึงวันที่ 7 เดือน 7 จะเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติขึ้น?”

 

องครักษ์หนุ่มก้าวออกมาจากมุมห้องแล้วเอ่ยตอบรับคำ “เป็นเช่นนั้นพะย่ะค่ะ

 

“ในกรณีของคิมซอนอิน อย่างที่เจ้าบอกมาว่าปีกสีดำคือความหายนะสำหรับพวกชินซอง เจ้าคิดว่านักบวชพวกนั้นจะทำอย่างไร? อีกสองอาทิตย์คือเดือน 7 วันที่เราเคลื่อนทัพไปถึงก็น่าจะไม่พ้นวันที่ 7 พอดิบพอดี เจ้าคิดว่าก่อนหน้านั้นสามวัน คิมซอนอินที่ตกไปอยู่บ้านเมืองเกิดแล้วจะถูกปลิดชีพทันทีเลยหรือเปล่า?”

 

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมไม่อาจตอบได้ ชินซองกลัวเกรงการมีชีวิตอยู่ของวังชอนซาองค์ปัจจุบันมากนัก อาจจะปลิดชีพทันทีที่ได้ตัวไปเลยก็เป็นได้ แต่ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง...” โทซองหันไปเรียกแฝดผู้น้องให้เข้ามา ในมือของเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามานั้นมีนกน้อยสีขาวเกาะอยู่ที่ปลายนิ้ว จีรยงจำได้ทันทีว่าเป็นนกเลี้ยงของผู้ใด

 

“ถวายบังคมฝ่าบาท” ยูกึมซองโค้งกายต่ำ ก่อนเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นสัญญาณจากผู้เป็นพี่ว่าให้ถวายรายงานได้เลย

 

“นกน้อยตัวนี้สื่อถึงความคิดของมนุษย์ได้พะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยเรียนวิชาประเภทนี้มาจากท่านแม่...” ไม่ต้องขยายความมากนักจีรยงก็รู้ดีว่าเป็นเช่นไร ยูโทซองและยูกึมซองแท้ที่จริงก็มีเชื้อสายของชินซอง ผู้เป็นมารดาหนีออกจากชนเผ่าเพื่อมาแต่งงานกับนายทหารเอกของฮานึล “...ทันทีที่กระหม่อมรู้ว่านกน้อยตัวนี้มีความสามารถพิเศษก็ได้สื่อเจตจำนงให้เข้าไปสอดแนมในวังหลวง กระหม่อมปล่อยนกให้บินออกจากกรงตอนฟ้ามืด จนถึงเมื่อคืนนี้ที่มันได้บินกลับมา ทำให้กระหม่อมได้รู้ว่าราชินีซองอึนผู้เป็นมาดาขององค์ชายซอนอินเสียพระทัยมากกับการตัดสินให้ชินซองปลิดชีพบุตรชายตนเอง ตอนที่พระนางรู้ว่าบุตรชายยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ต่อรองให้ชินซองกักขังบุตรชายของนางไว้ในถ้ำศักดิ์สิทธิ์แทนที่จะสังหารพะย่ะค่ะ เห็นได้ชัดว่านกตัวนี้ถูกฝึกมาอย่างดีว่าให้จงรักภักดีต่อองค์วังชอนซา และถ้าให้กระหม่อมเดา นกน้อยตัวนี้เป็นนกเลี้ยงของราชครูปาร์คพะย่ะค่ะ”

 

“ใช้วิธีกักขังสินะ” รัชทายาทหนุ่มเปรยเสียงเบา

 

“ฝ่าบาท กระหม่อมอยากให้ฝ่าบาทแน่พระทัยเรื่องของวังชอนซาผู้นี้ให้ดี การที่ฝ่าบาทประกาศออกไปว่าแท้จริงแล้วองค์วังชอนซาคือเชลยศึก กระหม่อมเข้าใจดีว่าฝ่าบาทหมายความเช่นไร” โทซองเอ่ยท้วงขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง เขารู้ว่าเหตุใดนายเหนือหัวของตนถึงได้ยอมเผยความจริงทั้งที่จะทำให้ชาวบ้านแตกตื่นโกลาหล เพราะหากทรงประกาศทำศึกออกไปก็เท่ากับว่าฝ่าบาททรงเห็นองค์วังชอนซาเป็นเพียงคิมซอนอิน บอกอย่างชัดเจนให้ทางเชินอันได้รู้ว่าพระองค์ไม่สนใจว่าฐานะของคิมซอนอินคืออะไร พร้อมกันนั้น ยังเป็นการเปิดเผยความต้องการของฝ่าบาทที่มีในตัวของคิมซอนอินอีกด้วย

 

“เหตุใดข้าต้องเสียเวลาไตร่ตรองอีกครั้ง?” นัยน์ตาคมตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิท

 

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมรู้ดีว่าสิ่งใดที่ฝ่าบาทตัดสินพระทัยแล้วจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่กับวังชอนซาผู้นี้ ฝ่าบาทก็ทรงทอดพระเนตรเห็นแล้วว่าคิมซอนอินไม่ใช่คนที่รับตำแหน่งวังชอนซาแค่เพียงนาม แต่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าอย่างแท้จริง และยังเป็นผู้ที่ถูกเลือกในทางตรงกันข้ามกับแสงสว่าง... ฝ่าบาทอาจไม่ทรงเชื่อ แต่ตามตำนานที่กล่าวสืบทอดกันมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เมื่อพ้นผ่านคืนวันที่ 7 เดือน 7 ปรากฏการณ์บางอย่างจะเกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายแรงเพียงใดก็ตามแต่ กระหม่อมไม่อยากให้ฝ่าบาทเสี่ยงที่จะรับคนคนนี้กลับมายังฮานึล”

 

“เจ้ากลัวว่าข้าจะตกอยู่ในอันตรายเพียงเพราะคิมซอนอินกลายเป็นเทพด้านมืดหรือ?”

 

“ฝ่าบาท...” เสียงของโทซองฟังคล้ายเสียงครางอย่างอ่อนใจ เพราะท่าทางของคนที่พูดด้วยนั้นไม่ใคร่จริงจังสักเท่าใด “เห็นแก่ตำแหน่งองค์รัชทายาทบ้างเถิดพะย่ะค่ะ หากทรงได้รับอันตรายจริง...”

 

“เอาเถิด ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าเป็นห่วงข้าแค่ไหน แต่ก็อย่างที่เจ้าเข้าใจ สิ่งใดที่ข้าตัดสินใจแล้วจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคิมซอนอินจะเป็นอะไร ข้าก็ยังต้องการให้คนผู้นั้นอยู่เคียงข้างข้า

 

“กระหม่อมคิดแล้วว่าฝ่าบาทจะต้องทรงหลงรักองค์วังชอนซาเป็นแน่!!” อยู่ๆ เสียงของกึมซองก็โผลงขึ้นหลังจากที่ยืนเงียบลอบฟังอยู่เป็นนาน เห็นสายตาของแฝดผู้พี่ตวัดดุเข้าให้ก็สะดุ้งโหยงสุดตัว ยิ้มแห้งๆ ยามที่เงยหน้าขึ้นขออภัยโทษต่อนายเหนือหัว

 

จีรยงโบกมือเป็นเชิงให้กึมซองหยุดก้มหัวขออภัยโทษ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดุจสายน้ำที่เย็นเฉียบ แต่เด็กหนุ่มทั้งสองก็ยังคงเห็นริ้วรอยแห่งความอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ “รักงั้นหรือ? ข้าไม่คิดว่ามันจะมากถึงเพียงนั้นได้”

 

“อ้าว! แต่ฝ่าบาททรงต้องการให้องค์วังชอนซาอยู่เคียงข้างพระวรกายนี่พะย่ะค่ะ? ...โอ้ย!” ไม่วายกึมซองก็เสียมารยาทอีกจนได้ แต่คราวนี้มีสันมือของพี่ชายโบกศีรษะเป็นการลงโทษแทนนายเหนือหัวเสียเอง

 

“พวกกระหม่อมอยู่รบกวนมานานแล้ว ฝ่าบาททรงเดินทางมาเหนื่อยๆ ทรงกลับตำหนักเพื่อพักผ่อนเถิดพะย่ะค่ะ กระหม่อมสองคนขอทูลลา” จบคำและการโค้งกายถวายคำนับ โดยที่ใช้มือหนึ่งบังคับกดศีรษะคนที่ตัวเล็กกว่าให้ก้มตาม โทซองก็กึ่งลากกึ่งอุ้มแฝดผู้น้องพาออกไปจากห้องทรงอักษรอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อในห้องเหลือเพียงคนเดียว รัชทายาทหนุ่มก็ได้เท้าคางวางศอกลงกับพนักแขน เปลือกตาหนาเริ่มรู้สึกหนักอึ้งเพราะความอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าจนไม่รู้สึกว่าอยากจะลุกเดินไปไหน ทว่า สีหน้าของชายหนุ่มกลับดูคลายเครียดลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เปลือกตาปิดลงอย่างช้าๆ ความคิดค่อยๆ ไหลเวียนบางเบา ภาพของใครคนหนึ่งปรากฏเด่นชัดในม่านหมอกความมืดมิด ก่อนที่รอยยิ้มจะถูกจุดขึ้นบนริมฝีปากหยักหนา

 

ยอมรับว่าหลงใหลคิมซอนอิน ถึงขนาดไม่อยากปล่อยให้หลุดจากมือคู่นี้ไป

 

แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้จะมากถึงเพียงไหน รัชทายาทหนุ่มทรงประสงค์ทราบให้แน่พระทัยนัก

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ใจหนึ่งก็อยากเจอ อีกใจก็อยากหนีไปให้ไกลๆ

 

ภายในใจของหงส์งามว้าวุ่นไปหมด ตั้งแต่ที่ฟื้นลืมตามาก็ได้ข่าวว่าชองจีรยงกลับจากศึกแล้วเมื่อวานนี้ และเมื่อตอนเช้าฝ่ายนั้นก็ได้มาเยี่ยมเขาที่ยังสลบไสลไม่ค่อยได้สติเพราะพิษไข้แล้วหนหนึ่ง และจะกลับมาอีกครั้งในตอนเย็นตามที่นางกำนัลบอกกับเขา

 

โธ่สวรรค์ ข้าอยากเจอชองจีรยงมากพอๆ กับไม่อยากเจอเลย!

 

คนสวยที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงพลิกกายไปด้านข้างแล้วซุกใบหน้าจมลงกับผืนผ้าผวยที่ยกขึ้นมากอดรัด เสื้อผ้าสีขาวตัวบางยับย่นยามที่เจ้าตัวพยายามมุดตัวเองลงกับเตียง เส้นผมสีดำแผ่สยายเป็นระลอกคลื่น

 

ความทรงจำแรกที่ผุดขึ้นมาตอนที่ลืมตายังผลให้ร่างเล็กหยุดการเคลื่อนไหวแล้วนิ่งคิดทบทวน สัมผัสบางอย่างที่ร้อนรุ่มตามร่างกายเหมือนว่ายังรู้สึกได้แม้ในตอนนี้ ภาพของชองจีมุนที่คร่อมอยู่บนตัวของเขาไม่ค่อยเด่นชัดมากนัก แต่ก็ยังจำได้ว่าเขาทำอะไรลงไป

 

เขาจูบจีมุน!

 

ซอนอินแน่ใจและมั่นใจว่าตนเองทำเช่นนั้น เขายังมีสติแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตามตอนที่รู้สึกว่าร่างกายแปลกไป แต่หลังจากนั้นความร้อนในกายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ความต้องการอันน่ารังเกียจปลุกเร้าอารมณ์ร้อนเร่าจนสมองเริ่มตัดขาดจากสิ่งอื่นใด แล้วเหตุการณ์ต่อจากนั้นก็เหมือนว่ามันขาดหายไปเสียเฉยๆ เขาจำอะไรไม่ได้อีกจนกระทั่งฟื้นขึ้นมาเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนนี้เอง

 

มือเรียวยกขึ้นกดศีรษะ ก้มหน้าบังคับตัวเองให้นึกให้ออก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มองเห็นแต่ความว่างเปล่า ร่างกายของเขาทำเรื่องสกปรกไปมากแค่ไหน เขาจำไม่ได้เลยจริงๆ สิ่งที่รู้ในตอนนี้คือร่างกายที่รู้สึกได้ว่าถูกใครอื่นสัมผัสมา

 

ไม่ใช่แค่สัมผัส แต่ซอนอินรู้ดีว่ามีอะไรที่มากกว่านั้น

 

“ไม่ร้อง...” เสียงหวานสั่งแหบพร่า ทั้งที่ร่างกายสั่นไม่หยุด ริมฝีปากบางถูกขบกัดจนแน่น มือเล็กยกขึ้นทาบใบหน้า ในตอนนี้เองที่ถูกวงแขนปริศนารวบตัวให้ลุกขึ้นนั่ง ...บนตัก

 

“ชองจีรยง! ฮึก!!” ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเจ้าของอ้อมกอดเป็นใคร ตกใจเสียจนหลุดเสียงสะอื้น

 

“ร้องไห้?” เสียงทุ้มเอ่ยถามชิดผิวแก้มเนียน ปลายนิ้วหยาบช่วยเกลี่ยน้ำตาที่ทำท่าจะไหลลงมาราวกับสายน้ำตอนที่ถูกเขาทัก

 

“เห็นหน้าข้าแล้วอยากร้องไห้เลยหรือ? ดีใจหรือเสียใจกันล่ะ หืม?” ถึงจะถามอย่างนั้น แต่เจ้าตัวก็ก้มลงจูบกลีบปากเล็กๆ ที่ทำท่าจะเอื้อนเอ่ยตอบเสียก่อน ริมฝีปากบางที่เผยอค้างถูกเรียวลิ้นหนารุกเข้าหาได้อย่างง่ายดาย จีรยงกวาดต้อนความหวานจนทั่วโพรงปากอุ่น บดเบียดริมฝีปากสีหวานราวกับจะกลืนกิน

 

“อืม....” ซอนอินบีบไหล่หนาแน่นตอนที่ถูกมือใหญ่กดท้ายทอยให้เงยขึ้นรับรสจูบรุนแรงเรียกร้อง เปลือกตาบางที่ยังฉ่ำน้ำปรือปรอยเชื่อมแสงน่ามอง ผิวแก้มขาวระเรื่อสีแดงคล้ายผลไม้สุกปลั่งน่ากัดกิน แน่นอนว่ามังกรหนุ่มนั้นชื่นชอบของหวานชั้นเลิศเช่นนี้นัก เมื่อผละจากกลีบปากบวมช้ำ ปลายลิ้นร้อนก็ไล้เลียจากมุมปากไปยังพวงแก้มนิ่ม ใช้ซี่ฟันหยอกเย้าเบาๆ จนถึงใบหูเล็ก ก่อนจะงับลงไปเบาๆ

 

“คิดถึงข้าหรือเปล่า?”

 

เสียงทุ้มที่ดังชิดริมหูทำให้หัวใจของคนฟังสะท้านวาบ

 

“เจ้าก็น่าจะรู้” คนสวยก้มหน้าหลบซ่อนความอาย ขมุบขมิบปากตอบเสียงเบา

 

“เจ้าไม่บอก ข้าจะรู้ได้อย่างไร?”

 

คนถูกคาดคั้นเอาคำตอบเบี่ยงหน้าหลบไปด้านข้างเมื่อปลายจมูกโด่งเริ่มซุกไซ้เรื่อยลงถึงช่วงลำคอ

 

“ตอบข้าคิมซอนอิน

 

“อึ! อือออ....” ซอนอินกัดฟันแน่น ความเจ็บแปลบที่มาจากการถูกกัดซ้ำรอยสีแดงจางๆ บริเวณลำคอทำให้ซอนอินดูจะตัวเล็กลงภายในวงแขนกว้างใหญ่ขององค์รัชทายาทหนุ่ม หลังจากถูกคนเอาแต่ใจจูบดูดดึงและขบกัดซ้ำรอยแสดงความเป็นเจ้าของจนพอใจแล้ว ซอนอินก็หอบหายใจแรงเอนซบร่างหนาทั้งตัว วงแขนเล็กเกาะเกี่ยวท่อนแขนใหญ่ที่โอบอยู่รอบเอว

 

“...ข้าคิดถึงเจ้า

 

เสียงหวานไม่ได้ดังมากมายนัก ซ้ำยังปะปนกับเสียงหอบหายใจของเจ้าตัว แต่ถึงอย่างนั้นคนตัวสูงก็ยังได้ยินเสียงของหงส์งามในวงแขนอย่างชัดเจน

 

 

 

เนื้อตัวเปลือยเปล่า สัมผัสรุ่มร้อนวนเวียนอยู่ทั่วร่างกาย

 

ซอนอินนอนหอบหายใจหนักหน่วงอยู่ภายใต้ฝ่ามือหยาบใหญ่ ไม่ว่ามือคู่นั้นจะเลื่อนสัมผัสไปที่ใด ก็ล้วนแต่สร้างความรู้สึกโหยหาไปเสียทุกที่ ต้องการสัมผัสจนน่ากลัว อยากให้จูบ อยากให้กอด มากเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ

 

ถ้าเป็นชองจีรยง เขาก็ยิ่งต้องการ

 

“อือ...พะ...พอ...หยุดก่อน อื้อออ!!” เสียงห้ามถูกปัดผ่านไปในอาการ ซอนอินบิดกายเร้าอย่างน่าสงสารเมื่อถูกควบคุมไว้ด้วยปากคู่นั้นที่ไม่ยอมให้เขาได้ปลดปล่อย เรียวนิ้วแทรกลึกลงกับเส้นผมสีน้ำตาลหนา กดขยุ้มอย่างไม่สนใจว่าอีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นถึงว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป

 

“ฮ๊ะ อ้าาาาา!!!!” เรือนกายบอบบางกระตุกเกร็ง ก่อนที่ทุกหยาดหยดจะถูกกลืนลงคอขององค์รัชทายาทหนุ่ม จีรยงไล้เลียริมฝีปากตนเองก่อนจะหยัดกายขึ้นมอบรสจูบดูดดื่มให้คนที่ยังหอบหายใจแรง

 

ซอนอินเกาะเกี่ยวแผ่นหลังกว้างชื้นเหงื่ออย่างสะเปะสะปะ ผละจูบได้ไม่นานก็เป็นคนสวยเองที่ยื่นใบหน้าเข้าหาริมฝีปากอุ่นตรงหน้าซ้ำอีกครั้ง จีรยงเพียงยกยิ้มพึงใจกับความต้องการของอีกฝ่าย เขาสอดวงแขนรองรับแผ่นหลังบางยกขึ้นสูงแล้วก้มลงจูบให้อย่างที่เจ้าตัวต้องการ

 

ปลายลิ้นถูกแลกเปลี่ยนสลับกันจนในหูอื้ออึงไปหมด เสียงเปียกชื้นแฉะของน้ำลายฟังดูน่าอาย แต่ซอนอินกลับปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปอย่างง่ายดาย แล้วคล้องแขนกระชับลำคอคนด้านบนไว้แน่น พร้อมกับตอบสนองจูบของอีกฝ่ายอย่างเร่าร้อนไม่แพ้กัน

 

ผิวกายเปลือยเปล่าแนบสนิทกันและกัน สัดส่วนช่วงล่างของรัชทายาทหนุ่มแสดงความต้องการอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาคู่สวยเสหลบไม่กล้าสบคนที่ขึ้นคร่อมอยู่บนตัว

 

ริมฝีปากหยักยกยิ้มเมื่อเห็นคนสวยหน้าบางเสียเหลือเกิน เขาก้มลงจูบผิวแก้มนุ่ม แล้วกระซิบเสียงเบา

 

“ช่วยข้าหน่อยสิ

 

คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะต้องการการกระทำมากกว่าทำเอาวิหคเพลิงแสนงามหน้าแดงจัดราวกับถูกแดดแผดเผา มือเล็กที่ยังสั่นไม่หยุดถูกจับรวบให้กอบกุมอะไรบางอย่างที่ร้อนรุ่มและขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ข้าคิดถึงเจ้านะซอนอิน

 

คำพูดง่ายๆ ที่ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากมายนักในการเอื้อนเอ่ยออกมา แต่มันมากพอที่จะทำให้คนฟังเป็นสุขจนคิดไปว่าอาจจะหูฝาดด้วยซ้ำตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยย้ำอีกครั้ง

 

“ข้าคิดถึงเจ้า

 

ไม่รู้ว่าทำไปแบบไหน ไม่รู้ว่าข้ามความอายไปได้อย่างไรตอนที่เปลี่ยนจากมือเป็นริมฝีปากขยับเข้าออกตรงส่วนนั้นไม่หยุด ความชื้นแฉะตรงส่วนปลายที่เริ่มเอ่อออกมาตั้งแต่ที่ใช้มือกอบกุม เวลานี้กลับผสมปนเปไปกับน้ำลายของเขาจนมั่วไปหมด

 

เสียงเหนอะหนะขยับเข้าออกดังสะท้อนเข้าโสตประสาท ทว่าเสียงครางในลำคอทุ้มลึกก็แทรกทุกอย่างเข้ามาให้ได้ยินอย่างชัดเจน ยิ่งใกล้ถึงจุดมากเท่าไหร่ เสียงครางราวเสียงหายใจของมังกรตัวใหญ่ก็กระชั้นมากขึ้น

 

“ฮ่ะ อ่า...ซอนอินอ่า.....

 

จีรยงหยัดกายเข้าหาริมฝีปากเล็กบางจนสุด จับให้คนที่ยังนั่งกลืนกินน้ำสีขุ่นไม่หมดให้เอนตัวลงกับเตียงแล้วตามลงไปประกบปากแนบสนิท มอบรางวัลเป็นรสจูบหวานๆ ที่ทั้งนุ่มนวลและอ่อนโยนให้อย่างเนิ่นนานจนแทบจะหมดลมกันไปทั้งคู่

 

“ข้าอยากกอดเจ้าจนแทบบ้า” เสียงทุ้มสั่นพร่าบ่งบอกถึงขีดจำกัดของความอดทนที่ใกล้จะหมดลง มือหยาบใหญ่วนเวียนแถวสะโพกมนกลมกลึง ก่อนจะลูบคลำต้นขาขาวอย่างต้องการปลุกเร้าอารมณ์ในเพศรส

 

ซอนอินสะดุ้งเฮือกอย่างห้ามไม่อยู่ ในตอนนี้นอกจากความหวาดกลัวจากการถูกทารุณครั้งก่อน ยังมีเรื่องของจีมุนปะปนเข้ามาด้วย และก่อนที่จะห้ามตัวเองได้ทัน มือเล็กก็ดันไหล่กว้างให้ออกห่าง

 

“ยังกลัวอยู่หรือ?”

 

“อืม...ขอโทษ” ซอนอินพยักหน้ารับ ทั้งที่ความจริงแล้วในเวลานี้ต่อให้ถูกคนตรงหน้าทำรุนแรงเขาก็ไม่สนใจเลยสักนิด ขอเพียงเป็นชองจีรยงเท่านั้น แต่ที่เขากลัวจากใจจริงตอนนี้ คือร่างกายที่เพิ่งผ่านใครอื่นมา แม้จะไม่มั่นใจว่าร่างกายตนเองได้ทำเรื่องน่าอายอะไรกับจีมุนไปบ้าง แต่เขาก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะเสี่ยงให้จีรยงรู้

 

กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ถ้าได้สัมผัสในส่วนนั้น ...กลัวว่าจะถูกรังเกียจ

 

“กลัวมากขนาดนี้เลยหรือ?” จีรยงเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์สักเท่าใดนัก ในตอนนั้นเองที่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วเสียงสดใสของเด็กสาวก็ดังลอดเข้ามา

 

 

“องค์รัชทายาท ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับท่าน!”

 

 

ซอนอินได้ยินเสียงยอนอาและโซยอนร้องห้ามไม่ดังนัก อาจเพราะกลัวจะเป็นการรบกวนพวกเขา แต่กับองค์หญิงอันแฮซู คิดว่าคงไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนสองคนภายในห้องนี้จะทำสิ่งใดกันอยู่ ถึงได้เคาะประตูและตะโกนเสียงดังเช่นนี้

 

 

ร่างสูงขมวดคิ้วยุ่ง เขากอดร่างบางไว้แนบอก ถอนหายใจยาว “เอาเถิด เจ้าเองก็ยังไม่หายไข้ ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน” จีรยงหันไปคว้าเสื้อที่กองอยู่ข้างตัว แต่ยังไม่ทันได้สวมใส่ มือเล็กก็ดึงรั้งไว้เสียก่อน

 

“ไม่ออกไปหานางได้ไหม?!” ซอนอินรัวคำพูดออกไปจนลิ้นแทบพันกัน องค์หญิงแฮซูเกลียดเขา และเขาก็รู้ว่านางสลับแก้วน้ำของเขาให้ดื่ม ตอนนั้นเขาไม่ได้เอะใจ แต่เมื่อครู่ จู่ๆ ภาพวันงานพยอลดัลนิมก็ย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด แก้วน้ำของเขาควรจะวางอยู่ทางขวา และของนางก็เช่นกัน แต่ตอนที่มีนางกำนัลมาเติมน้ำ แก้วน้ำของนางกลับวางอยู่ทางซ้ายข้างกับแก้วของเขา!

 

นางมาถึงที่นี่ก็เพื่อจะพูดเรื่องคืนนั้นให้จีรยงฟังไม่ผิดแน่!

 

“ทำไม?”

 

“ข้า...ข้าคิดถึงเจ้า อยากให้เจ้าอยู่กับข้าเพียงคนเดียว ...ข้า ...ข้า ฮึก...” ลนลานจนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกว่าผิดแปลกไป สายตาของจีรยงที่จ้องมองมาอย่างจับผิดอยู่นี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะคาดไม่ถึงเลย เขาโกหกไม่เก่ง ปิดบังความรู้สึกไม่ได้ แต่ได้โปรดเถอะ อย่าหยุดรักข้าแม้ว่าข้าจะไม่ใช่คนของเจ้าเพียงคนเดียวอีกแล้วก็ตาม...

 

“แต่งตัวซะ ข้าจะออกไปหาองค์หญิงอันแฮซู” จีรยงไม่เอ่ยถามถึงน้ำตา ไม่เอ่ยถามถึงอาการสั่นสะท้านไปทั้งตัว ชายหนุ่มไม่เอ่ยถามสิ่งใดจนกระทั่งแต่งชุดทรงเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินออกไปจากห้อง

 

 

ทิ้งให้ร่างบอบบางที่มีเพียงผืนผ้าห่มคลุมกายซุกหน้าร้องไห้อยู่บนเตียงเช่นนั้น

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up