Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 19

 

 

ทันทีที่ลืมตาขึ้น แสงแดดอ่อนๆ ก็สาดเข้ากระทบนัยน์ตาจนต้องปิดเปลือกตาลงรวดเร็ว ตอนที่ลืมตาขึ้นเป็นครั้งที่สองนี่เองที่พบว่าตาข้างหนึ่งของเขายังคงถูกผ้าพันปิดไว้

 

ยองจูขยับลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ บ้านไม้ ทุกอย่างจัดวางเป็นไปตามที่เขาคิดไว้ไม่ผิดเพี้ยน เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกินที่ต้องอยู่แต่ในความมืดมิด เขาสำรวจร่างกายตนเองที่มีผ้าสีขาวพันอยู่รอบลำตัว ที่ท่อนแขนและท่อนขาก็มีผ้าสีขาวพันไว้ไม่ต่างกัน ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นร่างของใครคนหนึ่งนอนซบหน้าอยู่ข้างเตียง

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร ทุกๆ คืน และทุกๆ เช้า เขารู้ว่าฮีอูมักจะมานอนหลับอยู่เช่นนี้เกือบทุกวันตลอดเวลาที่ผ่านมา กลิ่นหอมอ่อนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวกลายเป็นสิ่งที่ประสาทสัมผัสของเขาจดจำมันได้ดีที่สุด

 

คนเจ็บขยับตัวเล็กน้อย เขาดึงผ้าห่มออกจากตัวแล้วยันตัวเองลุกขึ้นจากที่นอนโดยไม่ให้เกิดเสียงและแรงขยับมากที่สุด เมื่อลุกขึ้นยืนได้เขาก็พบว่าร่างกายของตนเองฟื้นฟูมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ตอนที่วิ่งออกไปช่วยฮีอูเมื่อคราวนั้นเขาฝืนร่างกายอย่างที่สุด จนคิดไปว่าอาจจะเจ็บหนักและทรุดลงมากกว่าเดิม โชคยังดีที่เพราะการฝืนร่างกายใช้วรยุทธครั้งนั้นจะเป็นการปลุกธาตุในกายที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาได้

 

อีกไม่นาน สภาพร่างกายของเขาคงจะกลับมาเป็นปกติได้

 

ใบหน้าคมเข้มทอดสายตาลงมองร่างเล็กบอบบางที่นอนฟุบอยู่ที่ข้างเตียง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจนถึงตอนนี้คิมฮีอูยังคงทำเพื่อเขา อยู่ดูแลเขา ยอมกลายเป็นชาวบ้านเดินดินคนธรรมดา ทั้งที่เขาทำร้ายคนคนนี้ไปตั้งมากมายขนาดนั้นแล้วแท้ๆ

 

ราชครูหนุ่มพยายามหาเหตุผลให้ตัวเองได้ปฏิเสธความรู้สึกของคนตรงหน้าที่มีต่อตนเอง แต่ยิ่งควานหามันเท่าไหร่ก็ยิ่งเจอแต่ความว่างเปล่า คำว่ารักที่ฮีอูมอบให้เขานั้นบริสุทธิ์และมากเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะปฏิเสธได้ เช่นนั้นแล้ว เขาควรจะยอมรับความรู้สึกที่ถูกยื่นให้ตรงหน้านี้หรือ?

 

หากว่าตอบรับความรู้สึกนั้นแล้ว คิมฮีอูจะไม่เสียใจที่รักเขาแน่หรือเปล่า

 

เป็นเขาดีแล้วแน่หรือ?

 

 

ยองจูอุ้มคนที่ยังนอนหลับขึ้นวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล จับผ้าขึ้นห่มร่างเล็กๆ ที่บิดกายเล็กน้อยด้วยความสบาย ข้อนิ้วหนาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากขาวให้พ้นไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงแทนคนตัวเล็กเมื่อครู่

 

ร่างสูงนั่งมองดวงหน้าใสที่หลับตาพริ้ม เขาใช้ปลายนิ้วไล้ใบหน้าอ่อนล้านั้นอย่างแผ่วเบา สีหน้าอิดโรยและร่างกายผ่ายผอมลงทำให้เขารู้ว่าฮีอูต้องลำบากแค่ไหนที่ต้องดูแลเขาและจัดการเรื่องอื่นๆ ด้วยตนเอง

 

 

“ทุ่มเทมากมายเสียขนาดนี้ คิดบ้างไหมว่ามันทำให้ข้าลำบากใจ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับที่จรดริมฝีปากลงกับหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเรื่อยไล้แตะสัมผัสลงเข้าหากลีบปากบางสีหวาน แล้วเอ่ยเสียงกระซิบ

 

“ข้าต้องใช้ทั้งชีวิตชดเชยให้เจ้าเลยหรือเปล่า ถึงจะเพียงพอกับที่เจ้ามอบให้ข้า คิมฮีอู

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

อึดอัดจนหายใจไม่ออก ราวกับมีมือของใครบางคนมาบีบรัดปิดกั้นลมหายใจ หน้าอกรู้สึกปวดหนึบ ร่างกายร้อนราวกับมีเปลวเพลิงปะทุร้อนระอุอยู่ภายใน ช่วงเวลาโหยหาลมหายใจช่างยาวนานเหลือเกิน

 

คิดว่าต้องตายแล้วแน่ๆ พลันเปลือกตาก็ลืมขึ้น

 

ฝันอีกแล้ว...

 

ซอนอินลุกขึ้นนั่งหอบหายใจหนักหน่วงจนรู้สึกร้าวไปทั้งหน้าอก มือเรียวบางชื้นเหงื่อไม่ต่างจากผิวกายลูบคลำลำคอตัวเองด้วยอาการสั่นเทา

 

ความฝันซ้ำๆ ที่ชักจะถี่ขึ้นทุกวันทำให้คนร่างบางอดรู้สึกกลัวขึ้นมาไม่ได้ ในฝันที่มีใครอีกคนหน้าตาเหมือนเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน รูปร่างหน้าตา แม้แต่ดวงตาคู่นั้นที่จ้องตรงมาก็ยังเป็นแววตาที่เหมือนกับเขาไม่ผิดเพี้ยน

 

จะผิดก็แต่ คนที่เหมือนกับเขาคนนี้คิดจะฆ่าเขาทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในความฝันซ้ำซากนี้

 

ไม่มีอะไรหรอก เป็นแค่ความฝันไร้สาระเท่านั้น ซอนอินบอกตัวเองในใจ อาจจะเป็นเพราะหลายวันมานี้เขาคิดอะไรหลายเรื่องจนส่งผลไปถึงในความฝัน หลับตาลงก็เหมือนไม่ได้หลับ ทุกชั่วยามที่พ้นผ่านในใจเอาแต่คอยกังวลถึงคนผู้นั้นอยู่ตลอด ดวงหน้าสวยหันมองออกไปยังหน้าต่างที่เผยให้เห็นท้องนภาสีน้ำทะเล คงใกล้จะเข้ายามสามแล้ว ...ครบหนึ่งอาทิตย์แล้วสินะที่ชองจีรยงออกไปทำศึก ผ่านมาหลายวันขนาดนี้แล้ว ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

เป็นเพราะสะดุ้งตื่นเอาตอนใกล้รุ่งสาง ความง่วงที่มีจึงมลายหายไปหมดแล้ว ร่างบอบบางตัดสินใจลุกจากที่นอนโดยไม่เรียกสาวใช้ให้มาคอยปรนนิบัติ เรียวขาบางที่โผล่พ้นทบชายชุดนอนตัวบางยังมีเม็ดเหงื่อเกาะซึม ร่างกายยังรู้สึกถึงความร้อนจนต้องพาตัวเองไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่

 

กว่าที่คนร่างบางจะสวมเสื้อผ้าเสร็จ ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว ซอนอินนั่งลงที่หน้าโต๊ะกระจกแล้วเริ่มสางเส้นผมอย่างเบามือ ขณะที่ก้มหน้าก้มตาแกะปลายเส้นผมที่ขมวดยุ่ง สายตาก็เหลือบเห็นเงาวูบไหวในกระจก เมื่อเงยหน้าขึ้นมองกลับเห็นว่าทุกอย่างปกติดี

 

แต่นั่นไม่ใช่หลังจากที่ซอนอินก้มหน้าลง เพราะเงาสะท้อนในบานกระจกยังคงปรากฏดวงหน้าสะสวยที่เหมือนกับคนร่างบางไม่ผิดเพี้ยนจ้องตอบกลับมาอยู่เช่นเดิม รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากของเงานั้นบ่งบอกถึงความพึ่งพอใจ ก่อนที่จะจางหายไปในชั่วพริบตา

 

 

“องค์วังชอนซาทรงทำเช่นนี้ไม่ดีนะเพคะ เกิดองค์รัชทายาททรงรู้เข้า พวกหม่อมฉันได้โดนลงโทษเป็นแน่” ยอนอาครางเสียงน่าสงสาร ทั้งที่ตัวเองเป็นสาวใช้แท้ๆ แต่กลับตื่นหลังผู้เป็นนายเสียได้ เตรียมตัวมาปรนนิบัติเสียดิบดี ปรากฏว่าเจ้านายคนสวยแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วเสียนี่ น่าละอายนัก น่าละอายจริงๆ!

 

“ไม่หรอกน่า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่มีใครเขาว่าเจ้าหรอก ข้าเองก็ตื่นเร็วด้วย เจ้าไม่ผิดอะไรทั้งนั้นแหละ” ซอนอินบอกปัดไปอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนักเพื่อเพิ่มความเบาใจให้กับสองสาวใช้

 

“กึมซอง เจ้านั่นแหละที่ผิด ตัวยืนเฝ้ายามอยู่แท้ๆ กลับไม่ได้ยินว่าองค์วังชอนซาตื่นได้อย่างไร” ไม่วายหันไปหาผู้ร่วมกระทำผิดที่ยืนทำหน้าเหรอหราเพราะถูกใส่ความเอาดื้อๆ

 

“ชิชะ คิดว่าข้าจะเหมือนเจ้าหรือ ข้าน่ะเอ่ยถามองค์วังชอนซาแล้วหรอกว่าให้ช่วยสิ่งใดหรือไม่ แต่องค์วังชอนซาทรงปฏิเสธต่างหากเล่า” องครักษ์หนุ่มแยกเขี้ยวใส่ยอนอาด้วยท่าทางเหนือกว่า

 

“พอๆ หยุดเลยทั้งสองคน ทะเลาะกันได้ทุกวันสิน่า” เจ้านายคนสวยส่ายศีรษะระอา ใจจริงเขาก็รู้หรอกว่าที่กึมซองและยอนอาโวยวายใส่กันได้ทุกวันแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้ตำหนักเงียบเหงาเกินไป ไม่อยากให้เขาเอาเวลาไปนั่งซึมอยู่คนเดียว แต่นี่ก็มากเกินไปหน่อย ทุกวันเป็นต้องได้ยินเสียงแหลมๆ สูงๆ โต้คารมกันไม่หยุดหย่อน

 

“กึมซอง เจ้าได้ข่าวอะไรคืบหน้าบ้างไหม?” ซอนอินเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พลางเดินไปนั่งลงที่โต๊ะกลางห้องเพื่อทานขนมต้มหลากสีอย่างเสียไม่ได้

 

เห็นเจ้านายยอมทานขนมที่โซยอนตั้งใจทำถวายแต่โดยดีแล้ว นางกำนัลแบยอนอาก็ปิดปากเงียบไม่เอ่ยขัดอะไรอีก อย่างน้อยถ้าไม่ทานข้าว ทานขนมก็ยังดี!

 

“กระหม่อมได้รับสาส์นล่าสุดก็เมื่อสามวันที่แล้ว ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวคืบหน้าเลยพะย่ะค่ะ

 

สาส์นเมื่อสามวันที่แล้วบอกว่ากองกำลังฮานึลและคันเซยังเท่าเทียมกันอยู่ แล้วเพลานี้ผู้ใดกันที่เสียเปรียบ ผู้ใดกันที่ได้เปรียบ ซอนอินอยากจะรู้ให้แน่แก่ใจเหลือเกิน

 

ถึงจะรู้ว่าชองจีรยงเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจก็เถอะ แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้ ไม่มีสักวินาทีใดที่เขาจะเบาใจได้เลย

 

ซอนอินใช้เวลาในตอนบ่ายของวันหมดไปกับการนั่งเล่นในศาลา ฟังสองสาวใช้และกึมซองเล่าเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย มีบ้างในบางช่วงที่จะถูกถามความเห็น ทำให้ซอนอินต้องหยุดพักเรื่องกังวลใจเพื่อตอบคำถามต่างๆ นาๆ ที่สรรหาจะมาเรียกร้องความสนใจจากเขาอยู่ตลอด เรียกได้ว่าไม่ยอมปล่อยให้เขาได้คิดฟุ้งซ่านได้นานเกินอึดใจ

 

“อา...จริงสิ อีกสองวันก็จะถึง วันพยอลดัลนิม แล้ว น่าเสียดายที่ปีนี้องค์รัชทายาทไม่ได้อยู่ร่วมงานด้วย

 

“วันอะไรนะ?” ซอนอินเลิกคิ้วสนใจ โซยอนที่นั่งอยู่ตรงข้ามรีบเอ่ยตอบรวดเร็วด้วยสีหน้าตื่นเต้น

 

“วันพยอลดัลนิม เป็นวันขอบคุณเทพแห่งท้องฟ้าเพคะ เป็นประเพณีของฮานึลที่ทุกคนจะต้องร่วมกันจัดงานขอบคุณต่อเทพแห่งท้องฟ้าผู้ปกปักษ์รักษาแคว้นฮานึลให้สงบร่มเย็นมาโดยตลอด แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านก็จะเรียกงานนี้ว่าวันชมจันทร์ชมดาวเพคะ เพราะว่าพิธีจัดเลี้ยงจะดำเนินในตอนค่ำ”

 

“และที่สำคัญ ขนมจองเจที่พระสนมฮีวอนทรงลงมือทำด้วยพระองค์เองยังอร่อยมากๆ ด้วย!” กึมซองรีบออกความเห็นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สีหน้าของเด็กหนุ่มเริงรื่นเสียจนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา

 

“พูดอย่างนี้หมายความว่าขนมจองเจที่น้องสาวข้าทำไม่อร่อยสินะ? ต่อไปเจ้าไม่ต้องมาขอกินขนมที่ตำหนักโยกันเลยนะกึมซอง!”

 

“ข้าเปล่าพูดว่าขนมที่โซยอนทำไม่อร่อยเสียหน่อย!” เจ้าตัวพูดพร้อมกันส่ายหัวหนักๆ เพื่อยืนยัน คราวนี้สีหน้าที่แสดงออกกลายเป็นตื่นตูมขึ้นมาฉับพลัน ด้วยกลัวว่าจะอดกินขนมอร่อยๆ จากพวกนางอีก “ขนมที่โซยอนทำน่ะอร่อยที่สุดอยู่แล้ว แต่พวกเจ้าก็รู้นี่ ว่าขนมจองเจที่พระสนมทำแม้แต่องค์กษัตริย์ก็ยังชื่นชอบ ใครๆ ก็ลงความเห็นว่าพระนางทำอร่อยที่สุด ...เจ้าก็อย่าได้กลัวว่าจะด้อยฝีมือไปเลย พระสนมทรงทำขนมด้วยองค์เองก็เพื่อวันพยอลดัลนิมเพียงวันเดียวเท่านั้น นอกจากวันนั้นแล้ว เจ้าก็ยังเป็นคนทำขนมที่ข้าชอบมากที่สุดอย่างแน่นอน!” คนพูดยิ้มหน้าบานฉีกปากจนเห็นซี่ฟันขาว

 

“ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าชอบทานเลยเถอะ!” โซยอนงึมงำคล้ายกำลังงอน เด็กสาวสะบัดชายแขนเสื้อใส่อีกฝ่าย

 

ซอนอินมองเด็กสาวสองคนและเด็กหนุ่มอีกหนึ่งคนโต้คารมกันไปมาอยู่สักพักก็มีคนจากตำหนักของพระสนมฮีวอนมาหา คนที่มานี้เป็นสาวใช้รูปร่างหน้าตางดงาม การแต่งกายแตกต่างจากยอนอาและโซยอน บ่งบอกถึงระดับตำแหน่งที่สูงกว่า นางมาพร้อมกับทหารติดตามสองคนเพื่อมารายงานว่าในวันพรุ่งนี้จะมีคนมารับองค์วังชอนซาไปที่ตำหนักของพระสนมฮีวอน เป็นประสงค์ของพระนางที่อยากจะให้แขกคนสำคัญได้ร่วมทำขนมในวันพยอลดัลนิมด้วยกัน

 

“แต่ข้าไม่เคยทำความรู้จักกับพระสนมเลยนะ? ข้าคิดว่า...”

 

ซอนอินยังไม่ทันได้พูดต่อ นางกำนัลตรงหน้าก็เอ่ยต่อประโยคเสียเอง

 

“เรื่องนี้องค์วังชอนซาไม่ต้องกังวลพระทัยเพคะ พระสนมฮีวอนเพียงต้องการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับองค์วังชอนซาให้มากขึ้น ในเมื่อองค์รัชทายาทไม่อยู่ พระสนมจึงประสงค์จะเป็นเพื่อนคุยกับองค์วังชอนซาเพคะ

 

เรียวคิ้วบางขมวดยุ่งอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก หากจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว เท่าที่ซอนอินจำได้ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่ฮานึล เขาไม่เคยได้มีโอกาสพูดคุยกับพระสนมฮีวอนเลยสักครั้ง อย่าว่าแต่คุย เคยพบหน้ากันยังแทบจะนับครั้งได้ จีมุนเองก็ไม่ได้พูดถึงผู้เป็นแม่ให้เขาฟังเลยสักนิดเดียว แล้วอยู่ดีๆ นางคิดอย่างไรถึงได้อยากคุยกับเขากัน?

 

แล้วเขาควรจะตอบรับหรือเปล่านี่สิยังเป็นปัญหา ก็ในเมื่อคนที่จะสั่งเขาให้ทำสิ่งใดได้ก็มีแต่ชองจีรยงเท่านั้น หากเขาตอบรับ แล้วเกิดจีรยงมารู้ทีหลังแล้วไม่พอใจที่เขาไปยุ่งวุ่นวายกับพระญาติขึ้นมา เขามิต้องโดนต่อว่าเละหรอกหรือ?

 

เป็นแค่คนอาศัยนี่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงเลยจริงๆ!

 

“องค์วังชอนซาเตรียมตัวให้พร้อมนะเพคะ วันพรุ่งจะมีคนมารับที่ตำหนักตั้งแต่เช้าตรู่

 

“เอ๋? เดี๋ยวก่อนสิ ข้ายัง...”

 

ข้ายังไม่ได้ตอบตกลง ซอนอินกลืนคำที่เหลือลงคอเมื่อเห็นว่ากลุ่มคนตรงหน้าพากันลากลับโดยไม่คิดจะฟังความเห็นของตนแม้แต่น้อย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่คิดจะรอฟังคำปฏิเสธใดๆ เลยต่างหาก

 

 

ซอนอินยังไม่ทันจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ เช้าวันต่อมาก็มีขบวนสาวใช้มาตั้งแถวรอรับอยู่ที่หน้าตำหนักโยกันเรียบร้อยแล้ว

 

“ให้ยอนอากับโซยอนไปกับข้าด้วยได้ไหม?” คนสวยวอนขอด้วยสีหน้าน่าสงสาร ถึงอย่างไรก็อยากให้มีคนรู้จักไปด้วยกัน อยู่ๆ จะให้เขาเพียงคนเดียวไปอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้ามันก็น่ากลัวเกินไป

 

“ไม่ได้เพคะ การจะเข้าออกตำหนักของพระสนมเป็นเรื่องที่เข้มงวดยิ่งนัก จะให้ใครเข้าๆ ออกๆ ตามอำเภอใจไม่ได้ อย่าได้เสียเวลาไปมากกว่านี้อีกเลย เชิญองค์วังชอนซาทางนี้เพคะ

 

สวยซะเปล่า ทำไมถึงได้ใจร้ายอย่างนี้นะ! ไม่เพียงแต่ซอนอินที่คิดเช่นนี้ แต่ยอนอาและโซยอนก็อดจะคิดต่อว่าไปด้วยไม่ได้ นางกำนัลส่วนพระองค์ของพระสนมนี่เล่นด้วยไม่ได้เลยจริงๆ

 

เสียงหัวใจค่อยๆ ได้ยินชัดมากขึ้นตามย่างก้าวที่เดิน จนกระทั่งมายืนนิ่งอยู่ที่หน้าตำหนักที่มีขนาดใหญ่และสวยงามกว่าตำหนักโยกันหลายเท่าตัว

 

“ยินดีต้อนรับองค์วังชอนซา ข้าคือสนมเอกนามว่าฮีวอน เป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้ต้อนรับท่าน” น้ำเสียงอ่อนหวานเอื้อนเอ่ยราวกับท่วงทำนองของบทเพลง ดวงหน้างดงามเสียจนคนมองรู้สึกแสบตาอย่างไรชอบกล เมื่อได้มามองใกล้ๆ เช่นนี้แล้ว ซอนอินก็ไม่แปลกใจเลยที่คนคนนี้ได้เป็นถึงพระสนมเอก

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ซอนอินก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้ สายตาคมกริบของนางที่จ้องเขานิ่งเช่นนี้มันทำให้เขาเสียวสันหลังวาบแปลกๆ

 

“เป็นเกียรติแกหม่อมฉันเช่นกันที่ได้มาที่ตำหนักของพระสนมฮีวอน” ซอนอินโค้งกายเล็กน้อยอย่างสุภาพ ร่างบอบบางที่ไม่ได้แตกต่างจากอิสตรีอีกคนสักเท่าใดนักถูกพาเข้าไปยังด้านในตำหนักพร้อมกับสาวใช้อีกกว่าสิบคน

 

ขนมจองเจแท้ที่จริงแล้วก็ทำมาจากแป้งที่มีส่วนผสมหลักคือน้ำผึ้งนั่นเอง ซอนอินดูจะสนใจกับขนมของต่างแคว้นจนลืมความประหม่าที่ต้องอยู่กับพระสนมไปเสียสนิท กลิ่นหอมหวานของวัตถุดิบที่จะใช้ทำขนมอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัวขนาดใหญ่ ซอนอินสังเกตว่าการทำแม่พิมพ์และนวดแป้งเป็นหน้าที่ของนางกำนัล ส่วนการผสมจะเป็นหน้าที่ของพระสนมเสียส่วนใหญ่

 

ซอนอินสนุกกับการทำแม่พิมพ์หลังจากที่มีพระสนมเป็นคนสอนด้วยตัวเองอยู่นานกว่าจะทำได้อย่างคล่องแคล่วเช่นนี้ รูปทรงของขนมจองเจคล้ายกับดอกบ๊วย มีขนาดเล็กเท่าตราหยกทั่วไป สีสันที่แตกต่างกันบ่งบอกถึงรสชาติของชิ้นขนม อย่างสีดำก็จะเป็นรสงาดำ บางสีก็จะเป็นรสของผลไม้ชนิดต่างๆ

 

เพลิดเพลินกับการทำขนมที่คนร่างบางบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นครั้งแรกที่เคยเข้าครัวอยู่นานโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว จนจีมุนที่เพิ่งกลับจากการไปเยี่ยมไข้องค์กษัตริย์เดินเข้ามาทักทายคนสวยที่เกือบจะทั่วใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยผงแป้ง

 

“เสด็จแม่บอกว่าเจ้าไม่ยอมทานข้าว เอาแต่จะช่วยนางกำนัลทำขนมไม่หยุด” ก่อนหน้าที่จะมายังห้องครัว จีมุนแวะไปหาเสด็จแม่ในห้องรับรองมาก่อน คิดว่าจะต้องเจอซอนอินอยู่ที่นั่นด้วย เพราะในส่วนของการผสมวัตถุดิบเสร็จหมดแล้ว เหลือแต่การทำพิมพ์และจัดวางเท่านั้น ซึ่งปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนางกำนัลได้

 

“ก็มันสนุกนี่นา ถ้าข้ารู้ว่ามีอะไรที่ทำแล้วสนุกอย่างนี้นะ ข้าไม่เอาแต่นั่งเอ๋ออยู่ทุกวันหรอก” คนสวยหันไปฉีกยิ้มกว้าง พลางเอียงใบหน้าไปตามแรงมือใหญ่ที่จับปลายคางของเขาให้เงยขึ้นเพื่อใช้ชายเสื้อเช็ดผงแป้งให้พ้นผิวแก้มเนียน

 

“ดูท่าเจ้าจะเป็นเจ้าสาวที่ดีได้นะ” พูดแล้วก็หัวเราะลั่น ทำเอาคนสวยหน้าแดงวาบเพราะถูกสายตาของเหล่านางกำนัลแอบมองกันเป็นตาเดียว

 

คนสวยเชิดจมูกขึ้นเล็กน้อยแล้วปั้นหน้าขึงขัง “เจ้าอย่ามั่วนะ ข้าเป็นผู้ชาย จะไปเป็นเจ้าสาวได้ยังไง พอเลย ข้าไม่ทำแล้วก็ได้ขนมเนี่ย” สะบัดหน้าใส่เสียจนคนตัวสูงกว่าต้องรีบขอโทษขอโพยยกใหญ่ จับไหล่เล็กให้หันหน้าเข้าหากันแล้วช่วยเช็ดดวงหน้าขาวจนสะอาด

 

“เดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้าที่ตำหนัก แล้ววันพรุ่งตอนหัวค่ำข้าจะไปรับเจ้ามาที่งานเลี้ยง

 

“ข้าไม่ไปไม่ได้เหรอ?”

 

“ไม่ได้หรอก งานนี้เสด็จพ่อของข้าก็เข้าร่วมพิธีจัดเลี้ยงด้วย ยังไงเจ้าก็ต้องให้เกียรติไปที่งานนะ

 

“แต่ข้าไม่อยากเจอคนคนนั้นเลย เจ้าก็รู้นี่จีมุน ว่านางไม่ชอบข้า แล้วยังรู้ด้วยว่าแท้จริงแล้วข้าอยู่ในฐานะอะไร

 

“ไม่มีใครกล้าทำอะไรเจ้าได้หรอก อย่ากังวลไปเลย ข้าจะอยู่ใกล้ๆ เจ้า

 

ถึงจีมุนจะรับปากอย่างนั้นแล้วก็ตาม แต่เอาเข้าจริง ในวันงานจัดเลี้ยงอันยิ่งใหญ่นั้นกลับพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา เหล่าบรรดาขุนนางน้อยใหญ่มาร่วมงานเลี้ยงวันพยอลดัลนิมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา นับดูจากสายตาคร่าวๆ แล้วก็ร่วมหลายร้อยคน ยังไม่รวมเหล่าบ่าวไพร่ข้ารับใช้และทหารภายในวัง ทั้งยังจะมีคนที่มาทำการแสดงถวายอีกหลายคณะ ความวุ่นวายและความเอิกเกริกครึกครื้นเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่โอรสองค์รองอย่างชองจีมุนจะอยู่นิ่งกับที่ได้

 

“องค์ชายรอง ท่านหญิงคิมต้องการพูดคุยกับองค์ชายเกี่ยวกับเรื่องของคุณชายคิมฮีอู นางรออยู่ตรงปีกซ้ายทางด้านนั้นพะย่ะค่ะ” จีมุนเพิ่งจะกลับมานั่งข้างซอนอินได้ไม่นานก็มีข้ารับใช้หนุ่มมาเรียกตัว

 

“เจ้าไปเถอะ” ซอนอินพูดขึ้นทันทีที่เห็นว่าจีมุนหันมามองเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ เกือบจะตลอดเวลาที่เริ่มงานมาที่จีมุนต้องผละจากไปหาคนอื่นด้วยฐานะองค์ชายรองแห่งฮานึล ซ้ำในตอนนี้องค์รัชทายาทไม่อยู่ หน้าที่หลักในการดูแลคนสำคัญในงานจึงเป็นของจีมุนเต็มๆ

 

“เดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา

 

ซอนอินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเล็กๆ เพื่อบอกให้อีกฝ่ายไม่ต้องกังวล เขาไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับใครอยู่แล้วเพราะถือเป็นแขกคนสำคัญ ซ้ำยังมีตำแหน่งวังชอนซาเป็นเกราะช่วยไว้จากการทักทายอย่างผิวเผินกับคนอื่นๆ เพราะยังไงซะ ตำแหน่งที่เป็นถึงตัวแทนเทพเจ้าก็ย่อมมีหลายคนที่ยำเกรงการเข้าหา อีกทั้งคนในวังต่างก็รู้ว่าองค์รัชทายาททรงให้ความสำคัญต่อวังชอนซามากเป็นพิเศษ เกิดผู้ใดถือวิสาสะตอนที่องค์ชายใหญ่ไม่อยู่เข้าหาแขกผู้นี้ อาจจะโดนลงทัณฑ์เอาง่ายๆ ตำแหน่งที่ซอนอินนั่งอยู่ก็ใกล้กับพระสนมและองค์กษัตริย์อยู่มากจึงไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าเดินเข้าหา

 

แต่นั่นก็ยังเท่ากับว่า ซอนอินได้นั่งใกล้กับแขกคนสำคัญอีกคนหนึ่งเช่นกัน

 

“ไม่รู้ว่าที่ท่านยังอยู่ที่นี่ เป็นเพราะรักองค์ชายจีรยงจนยอมเป็นนางบำเรอได้ หรือเพราะไม่มีที่ไปกันแน่ แต่เอ๊ะ คงเป็นทั้งสองอย่างสินะ

 

ซอนอินไม่ได้หันไปมองคนที่พูดอยู่ทางขวา เพราะเขาก็รู้ดีว่าอีกคนนั้นพูดทั้งๆ ที่ยังหันหน้าไปทางเวที และแย้มยิ้มกับการแสดงได้อย่างแนบเนียน นางก็เพียงต้องการพูดยั่วยุเขาเท่านั้น

 

หุบปากไปสักทีจะได้ไหม!

 

“แต่ข้าว่าท่านควรจะเริ่มเก็บข้าวของได้แล้วนะ ไม่สิ ท่านมาตัวเปล่า ก็ต้องกลับไปตัวเปล่าถึงจะถูก คงไม่ต้องเสียเวลานานนัก

 

“ท่านพูดเรื่องอะไร” คราวนี้ซอนอินหันไปเขม่นมองเด็กสาวอย่างไม่เกรงว่าใครจะจ้องมองมาหรือเปล่า เขาอดทนมานานแล้วที่จะนั่งนิ่งไม่ต่อคำ แต่สิ่งที่เพิ่งได้ยินมันทำให้เขาเหลืออดแล้วจริงๆ เหตุใดเขาต้องไปไหนด้วย!

 

“บอกท่านไปก็ไม่สนุกน่ะสิ คิกๆ” เสแสร้ง! เสแสร้งชัดๆ เลย! ซอนอินอยากจะกรีดร้องเสียเดี๋ยวนั้น ท่าทางน่ารักขององค์หญิงห้าที่หัวเราะคิกคักไปกับการแสดงละครใบ้ทำเอาร่างบางควันออกหู ปากต่อว่าเขาไม่หยุด แต่กลับแสดงท่าทางหลอกตาได้แนบเนียนเสียยิ่งกว่านักแสดงละครเวทีเสียอีก!

 

คิดจะปล่อยให้เขาของขึ้นอยู่คนเดียวหรือไงกัน!

 

“หึ! ท่านจะคิดยังไงข้าก็ไม่สนหรอกนะ ตราบใดที่องค์ชายจีรยงไม่ไล่ข้า ท่านก็ทำอะไรข้าไม่ได้” ดวงหน้าสวยหันกลับไปมองการแสดงตรงหน้าบ้าง พลางเอื้อนเอ่ยตอบโต้ “อ้อ! อีกอย่างหนึ่ง ข้าได้ข่าวว่าท่านถูกปฏิเสธข้อเสนอนี่? เช่นนั้น แม้แต่ตำแหน่งพระสนมขององค์ชายจีรยง เจ้าก็คงไม่ได้ครอบครองสินะ”

 

“ปากดี! แล้วมาดูกันว่าใครกันแน่ที่จะโดนไล่ตะเพิดออกไป!!”

 

“ข้าไม่ว่างมานั่งแย่งผู้ใดกับท่านหรอกนะองค์หญิง ต่อให้องค์ชายจีรยงเลือกท่าน ข้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เอาไว้รอให้ข้าถูกไล่เสียก่อนเถิด ค่อยมาถมน้ำลายใส่ข้า อย่ามัวแต่ตีตนไปก่อนไข้ ข้ารำคาญ!”

 

จบคำของร่างบาง เสียงดนตรีของการแสดงก็สิ้นสุดลง ความเงียบที่มีเพียงเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบถึงการแสดงเมื่อครู่ดังระงมคล้ายเสียงหึ่งๆ ของแมลงมีปีก ทว่า คนสองคนที่เพิ่งโต้คารมกันเมื่อครู่กลับรู้สึกแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง รอบกายเงียบสงบอย่างไม่น่าเชื่อ

 

ไม่มีฝ่ายใดพูดอะไรอีกหลังจากที่การแสดงชุดต่อไปได้เริ่มขึ้น อาหารคาวถูกเปลี่ยนเป็นของหวาน ขนมมากหน้าหลายตาถูกจัดวางลงตรงหน้า ซอนอินก้มลงมองขนมจองเจที่ตนเพิ่งได้ช่วยพระสนมลงมือทำเมื่อวานแล้วก็ให้นึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง เขาหันไปยิ้มให้กับพระสนมฮีวอนที่หันมาทางเขาพอดี อดคิดในใจไม่ได้ว่าพระสนมฮีวอนก็เป็นคนที่ใจดีเหมือนกัน ...แต่ก็อีกนั่นแหละ จะด้วยเพราะคิดไปเองหรืออะไรก็ตาม สายตาที่พระสนมจ้องมองเขาก็ดูน่ากลัวอยู่ดี

 

“เฮ้อ หวังว่าข้าคงหมดหน้าที่แล้วนะ” เสียงทุ้มดังขึ้น ก่อนที่ร่างสูงจะทรุดตัวลงนั่งทางด้านซ้ายของซอนอิน ชายหนุ่มเอื้อมมือหยิบขนมจองเจตรงหน้าคนสวยขึ้นทานแทบจะทันที

 

“แล้วเป็นเช่นไรบ้าง? เรื่องของคุณชายคิมฮีอูน่ะ ข้าเองก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย” คนตัวเล็กสอบปากคำชายหนุ่มทันทีอย่างไม่รีรอ สิ่งที่รู้มาคือการแลกตัวกันระหว่างเขากับคิมฮีอู แต่หลังจากที่เขาถูกลอบฆ่าและถูกพากลับมาที่ฮานึล คิมฮีอูก็ไม่อยู่ที่วังแล้ว ครั้งจะถามความจากชองจีรยง ฝ่ายนั้นก็พูดปัดไปเหมือนไม่อยากจะคุยเรื่องนี้ จึงไม่กล้าถามอีก

 

พอนึกถึงใครอีกคนที่ชองจีรยงให้ความสำคัญขึ้นมา ซอนอินก็รู้สึกปวดหนึบที่ก้อนเนื้อในอก มีคนเพียงคนเดียวที่เขาไม่อาจเอาชนะได้ ก็คือคิมฮีอูผู้นี้ คิมฮีอูคนที่ชองจีรยงโอบกอดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คิมฮีอูที่ชองจีรยงหวงนักหวงหนาจนต้องเก็บไว้ใกล้ตัวมาตั้งแต่เด็ก คิมฮีอูผู้กำหัวใจของมังกรหนุ่มแห่งฮานึลมาโดยตลอด

 

หากจะคิดถึงสถานะปัจจุบันของตัวเอง ซอนอินก็รู้ดีว่าที่เป็นอย่างทุกวันนี้ ที่จีรยงเข้าหาเขาบ่อยขึ้น ใจดีกับเขามากขึ้น อ่อนโยนกับเขาอย่างที่เขาไม่คิดฝัน ก็คงเป็นเพราะในตอนนี้ไม่มีคิมฮีอูอยู่ข้างกายฝ่ายนั้น

 

ของเล่นชั่วครั้งชั่วคราว ตัวแทนที่ว่านอนสอนง่าย...

 

...ความเป็นจริงที่รู้อยู่แก่ใจ ทำได้ดีที่สุดก็เพียงเท่านี้

 

ซอนอินรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว ถึงได้เลิกคิดใส่ใจกับคำพูดขององค์หญิงแฮซู ก็เป็นอย่างที่จีมุนเคยบอก เขาไม่สามารถหยุดรักชองจีรยงได้ แล้วจะสนใจใครอีกทำไม ใครจะว่าอย่างไรเขาก็ไม่สน ตราบใดที่ใจของเขายังเป็นของชองจีรยง เขาจะไม่ฟังใครทั้งนั้นนอกจากผู้ที่เป็นเจ้าของหัวใจดวงนี้

 

“ยังไม่มีข่าวอะไรเลย ทหารยังหาตัวคุณชายฮีอูไม่พบ ข้าเองก็ไม่รู้อะไรมากนัก เรื่องของคิมฮีอูคงมีแต่เสด็จพี่ที่รู้ดีที่สุด

 

“อืม” ซอนอินตอบรับในคอ พยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกโกรธตัวเองที่จู่ๆ ก็ถามเรื่องของคิมฮีอูออกไป ...ทำร้ายตัวเองชัดๆ!

 

ยิ่งดึกการแสดงก็ยิ่งคึกคัก ซอนอินเพลิดเพลินไปกับขนมหวานและการแสดงตรงหน้า สลับกับการพูดคุยกับจีมุนอย่างออกรส จนใกล้ๆ เวลาสำคัญของพิธีที่ต้องจุดพลุขึ้นฟ้า ซอนอินก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มันผิดปกติไป ร่างกายรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เรี่ยวแรงเหมือนจะหายไปเสียดื้อๆ ดวงหน้าขาวพลันซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก

 

“เป็นอะไรซอนอิน!” จีมุนที่เห็นว่าคนร่างบางมีอาการแปลกๆ รีบเอ่ยถามพลางยื่นมือออกไปโอบไหล่บางไว้

 

“กลับ...จีมุน อยากกลับ....” มือเล็กจับยึดท่อนแขนใหญ่แน่น ร่างทั้งร่างสั่นกึกกัก สีหน้าแสดงออกถึงความทรมานบางอย่าง จีมุนไม่รีรออะไรอีก รีบโอบประคองคนตัวเล็กออกไปจากงานทันที

 

“เป็นอะไรไปซอนอิน เกิดอะไรขึ้น?” จีมุนถามอย่างเป็นห่วงขณะที่ก้าวย่างไประหว่างทางเดินที่เชื่อมกันของตำหนักแต่ละตำหนัก

 

ศีรษะเล็กส่ายไปมา ร่างกายเริ่มสั่นรุนแรงมากขึ้นอย่างไม่เข้าใจ จู่ๆ ก็เหมือนมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ภายในร่างกาย ร้อนจนต้องหอบหายใจหนักหน่วง

 

“จีมุน ร้อน...” ซอนอินไม่รู้จะทำอย่างไรเมื่อร่างกายสั่งให้เกาะยึดคนตัวสูงไว้แน่น ดวงหน้าสวยเชื่อมแสงหยาดเยิ้มเชิญชวนอย่างที่เจ้าตัวไม่อาจหยุดความต้องการที่พุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจได้

 

จีมุนหยุดชะงักด้วยความตกใจ เขาก้มลงมองร่างบางที่พยายามเบียดร่างกายเข้าหาเขา ทั้งสีหน้าและท่าทางที่ซอนอินแสดงออกสร้างความมึนงงให้แก่จีมุนอย่างที่สุด จีมุนจับประคองสองข้างแก้มของซอนอินให้เงยขึ้นสบตา “อย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำนะซอนอิน ข้าจะรีบพาเจ้ากลับตำหนัก!” โดยไม่ต้องคิดให้มากความ มือใหญ่โอบเอวเล็กและท่อนขาเรียวยกขึ้นอุ้ม พร้อมกับก้าวเดินอย่างรวดเร็ว

 

ทันทีที่ถึงตำหนักโยกัน จีมุนตะโกนสั่งให้นางกำนัลรีบเตรียมน้ำเย็นเพื่อให้ซอนอินได้แช่ตัว ยอนอาและโซยอนไม่ได้ถามอะไรให้เสียเวลา พอเห็นสภาพของคนเป็นนายแล้วก็รีบช่วยเหลือตามคำสั่งขององค์ชายรองทันที

 

“พยายามใช้น้ำเย็นราดหัวไปเรื่อยๆ เดี๋ยวข้าจะกลับมา” จีมุนเอ่ยบอกนางกำนัลที่ช่วยกันปลดชุดทรงออกจากร่างขาวผ่องที่แดงจัด ก่อนจะพลุนพลันวิ่งออกไป

 

สภาพของซอนอินที่แปลกไปเช่นนี้ เป็นผลมาจากยาปลุกอารมณ์ไม่ผิดแน่ จีมุนไตร่ตรองขณะก้าวย่างออกไปอย่างโกรธจัด คนที่จะทำเรื่องเช่นนี้ได้จะต้องเป็นคนที่ใกล้ตัว คนที่นั่งข้างซอนอินนอกจากเขาแล้วก็มีแต่องค์หญิงห้า!!

 

“ท่านมีหลักฐานอะไรหรือเปล่า? อย่ามาใส่ความข้านะ!!” เป็นอย่างที่จีมุนคาดไว้ว่านางไม่มีทางยอมรับแน่

 

“องค์หญิงแฮซู ท่านก็รู้ว่าเสด็จพี่ทรงให้ความสำคัญกับวังชอนซามากเพียงไร หากเสด็จพี่รู้เข้า ข้าไม่คิดว่าท่านจะได้อยู่เป็นสุขแน่ ข้าคิดว่าท่านส่งยาถอนมาให้ข้าจะดีกว่า

 

“ยาถอน? หลักฐานก็ยังไม่มี อย่ามาทำขู่ข้าหน่อยเลย ...จริงสิ ไหนๆ ท่านก็ชอบคิมซอนอินอยู่แล้ว ไยไม่ช่วยเสียเองล่ะ?” เด็กสาวยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ปลายนิ้วของหล่อนลากไล่ไปที่แผ่นอกของคนตัวสูงคล้ายต้องการยั่วเย้า “ถือเป็นโอกาสของท่านนะองค์ชายรอง พี่ชายท่านไม่อยู่เช่นนี้ ใครกันจะช่วยปลอบโยนหัวใจของคิมซอนอินล่ะ?”

 

“ข้าไม่คิดอะไรต่ำๆ หรอกนะ!” จีมุนปัดมือเด็กสาวอย่างไม่เกรงใจ

 

“งั้นก็เชิญท่านทำตัวเป็นสุภาพบุรุษต่อไปเถอะ!” แฮซูตะคอกเสียงแข่งกับเสียงวงดนตรีของคณะนางรำ แล้วสะบัดตัวเดินตึงตังกลับไปนั่งที่เดิมอย่างไม่สนใจอะไรคนตัวสูงอีกเลย

 

จีมุนกำมือแน่นเมื่อไม่อาจทำอะไรได้อีก ถ้าไม่ได้ยาถอนมา ซอนอินจะต้องทรมานเป็นอย่างมาก จนกว่ายาจะหมดฤทธิ์ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เลวร้ายที่สุดก็คงเป็นตอนฟ้าสาง แล้วระหว่างนั้นซอนอินจะทนได้อย่างไรกัน!

 

 

“ทำอย่างไรดีเพคะองค์ชายรอง องค์วังชอนซาทรงทรมานถึงเพียงนี้ ยอนอาสุดปัญญาจะคิดแล้วจริงๆ ฮึก!” ยอนอาร้องไห้น้ำตาท่วม แม้ว่าจะจับร่างบางลงแช่ในอ่างน้ำเย็นแล้วก็ตาม เปลี่ยนน้ำอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้อุณหภูมิต่ำอยู่เสมอแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ผู้เป็นนายยังคงทรมานต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

 

“พวกเจ้าออกไปให้หมด แล้วไปตามกึมซองออกมาจากงานจัดเลี้ยง บอกว่าข้าเรียกตัวให้มาโดยเร็ว

 

จีมุนหันกลับไปมองร่างเปลือยเปล่าที่กอดเข่าตัวสั่นอยู่ในอ่างไม้ เขาเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่แตะมือลงกับช่วงเนินไหล่เนียน ร่างบางก็โผเข้ากอดเขาจนน้ำในอ่างกระเซ็นเปียกไปหมด

 

“ซอนอิน อดทนอีกหน่อยได้ไหม อีกไม่ถึงสองชั่วยามยาก็น่าจะหมดฤทธิ์แล้ว” จีมุนโอบวงแขนตอบอย่างอ่อนโยน เขาลูบลงกับเส้นผมสีดำเปียกชื้น ใบหน้าสวยซบแนบอยู่กับซอกคอของเขา

 

“จีมุน...ได้โปรด ทรมาน ไม่ไหวแล้ว... ข้าทนไม่ไหว.....” แม้ดวงหน้าที่เงยขึ้นสบสายตาจะเต็มไปด้วยความต้องการ แต่จีมุนรู้ดีว่าในตอนนี้ซอนอินไม่อาจบังคับตัวเองได้ ทั้งคำพูดและร่างกายเป็นไปตามอารมณ์ที่เจ้าตัวคงไม่ได้สติแล้วในเวลานี้ สัญชาตญาณแห่งความต้องการในราคะครอบงำสติสัมปชัญญะไปจนหมดแล้ว

 

ริมฝีปากบางกัดแน่นจนน่ากลัวว่าจะแตก จีมุนใช้นิ้วของตนพยายามแยกริมฝีปากนั้นออกจากกันก่อนที่คนร่างบางจะได้เลือด แต่กลับเป็นการกระทำที่ผิดพลาด คนที่หลงมัวเมาในไฟตัณหาใช้ปลายลิ้นไล้เลียเรียวนิ้วของชายหนุ่มราวกับโหยหามานานแสนนาน ซอนอินไม่ยอมให้จีมุนชักปลายนิ้วกลับ มือเล็กทั้งสองยึดข้อมือหนาไว้แล้วระดมดูดดึงโลมเลียมากกว่าเดิม

 

“ซอนอิน อย่าทำแบบนี้....” จีมุนกัดฟันพูด แค่เห็นว่าคนที่หลงรักเปลือยกายอยู่ต่อหน้าก็เกินจะทนแล้ว นับประสาอะไรกับทวงท่าเชิญชวนจากฤทธิ์ปลุกกำหนัดเช่นนี้!

 

ได้โปรดซอนอิน หากมากกว่านี้ข้าจะหยุดตัวเองไม่ได้

 

จีมุนตัดสินใจบีบข้างแก้มของซอนอินให้อ้าปาก ถึงจะกลัวว่าซอนอินจะเจ็บ แต่ถ้าไม่หยุด เขาคงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

 

“อ่า...” เสียงหวานครางขัดใจเมื่อโดนดันให้จมลงกับอ่างน้ำอีกครั้ง ดวงหน้าสวยเชื่อมแสงช้อนสายตาขึ้นมองคนตัวสูงที่ตกลงมาอยู่ในอ่างด้วยกันเพื่อที่จะกดร่างบางไม่ให้ลุกขึ้นจากน้ำได้อีก

 

ดวงตาคู่สวยที่จ้องมองมาทำให้จีมุนเกิดความหวั่นไหว ยากที่จะต่อต้าน เหมือนเวลาหยุดเดิน และโลกใบนี้มีเพียงแค่เขาและคนตรงหน้าเท่านั้น

 

วงแขนบอบบางขาวนวลยกขึ้นคล้องลำคอคนที่คร่อมตนอยู่ให้ก้มหน้าลงมาใกล้ เหมือนสมองหยุดทำงานชั่วคราว จีมุนไม่รู้สึกตัวเลยจนกระทั่งริมฝีปากของพวกเขาแนบสัมผัสกัน ลิ้นเล็กไร้เดียงสาที่พยายามล่วงล้ำเข้ามาฉุดอารมณ์ของชายหนุ่มให้ดิ่งวูบ สติที่ใกล้จะกลับมาถูกพัดปลิวออกไปไกลมากกว่าเดิม

 

“อือ....อืม.......” เสียงหวานครางเครือพอใจกับรสจูบที่อีกฝ่ายตอบสนองกลับมา ริมฝีปากของคนทั้งคู่บดเบียดแนบสนิทครั้งแล้วครั้งเล่า จูบดูดดื่มที่ทั้งชีวิตของจีมุนยังไม่เคยได้ลิ้มรสรุนแรงและหอมหวานมากเช่นนี้มาก่อน

 

เคลิบเคลิ้มจนยากจะหยุดยั้ง มัวเมาลุ่มหลงจนร่างกายไม่ยอมเชื่อฟัง

 

 

“...จีมุนอ่า......

 

 

ชั่ววินาทีหนึ่งที่ได้สบตากับคนร่างบาง อะไรบางอย่างบอกกับเขาว่าให้ทิ้งทุกอย่างไป ช่างเรื่องของพี่ชาย ช่างเรื่องของความถูกต้อง ช่างคนทั้งแผ่นดิน จะเพราะฤทธิ์ยาหรืออะไรก็ตามแต่ ช่างปะไรหากซอนอินต้องการเขาถึงเพียงนี้

 

 

แค่ครั้งเดียวที่อยากให้คนคนนี้ต้องการเขาบ้าง

 

 

แค่ครั้งเดียวเท่านั้น...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up