Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 18

 

 

จริงหรือเปล่า ที่องค์รัชทายาททรงรับสั่งว่าจะอภิเษกสมรสกับองค์หญิงห้าแห่งแคว้นพกซอ

 

ซอนอินอยากจะถามคำถามนี้กับร่างสูงเหลือเกิน แต่เขาก็ไม่กล้าพอ ความกล้าของซอนอินหมดไปแล้วตั้งแต่คืนวันนั้น วันที่ร่างสูงผละจากเขาไปหาองค์หญิงแฮซู นับเวลามาจนถึงวันนี้ก็ร่วมสองอาทิตย์แล้วที่ชองจีรยงไม่ได้มาที่ตำหนักโยกันอีกเลย

 

เป็นสองอาทิตย์ที่ซอนอินรู้ตัวแล้วว่าตนเองไม่สามารถครอบครองหัวใจของมังกรหนุ่มแห่งฮานึลผู้นี้ได้เลย

 

พยายามสักเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่มีวันสำเร็จ ทุ่มเททุกอย่างเท่าที่ตัวเขาจะมีได้ ศักดิ์ศรีและร่างกาย จิตวิญญาณและหัวใจ ตัวตนของคิมซอนอินไม่มีความหมายหรือความสำคัญใดๆ ต่อองค์รัชทายาทแห่งฮานึลแม้แต่น้อย

 

ของเล่น ...ใช่ เขาเป็นเพียงของเล่นในความแปลกใหม่ของร่างสูงเท่านั้น ทั้งก่อนหน้าเขา และถัดจากเขา ชายผู้นั้นยังมีหญิงสาวและเด็กหนุ่มมากมายคอยปรนนิบัติ

 

ยังจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกันทั้งที่อีกฝ่ายนั้นมีแต่กลิ่นกายของใครอีกคนที่เพิ่งได้กกกอดกันมา เขาที่ได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นทั้งเจ็บทั้งทรมาน เหมือนหัวใจถูกบีบขยำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก้อนเนื้อในอกใกล้แหลกสลายเต็มที ตัวเขาที่เป็นเช่นนี้ ไม่อยากจะรับรู้อะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อชองจีรยง เป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากรู้จักมันเลย

 

อยากย้อนทุกอย่างให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

อยากให้เขาเป็นเพียงคิมซอนอินที่มีแต่เรื่องการสวดขอพรต่อเทพเจ้า

 

เป็นวังชอนซาที่อาศัยอยู่แต่ในวังหลัง

 

ไม่ต้องพบเจอใคร ไม่ต้องรู้จักใคร ...ไม่ต้องรักใคร

 

 

แต่ซอนอินก็รู้ดี ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

 

ความรู้สึกของเขาถลำลึกมากเกินกว่าจะถอยกลับ รักจนไม่อาจมองเห็นถึงจุดสิ้นสุด รักจนแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่สามารถบอกได้ว่าทำไม ทำไมเขาถึงรักคนที่ให้แต่ความเจ็บปวดคนนี้นัก ทำไมถึงได้รักคนที่เป็นศัตรูต่อแคว้น ทำไมถึงได้รักผู้ชายที่ไม่เคยเห็นค่าในตัวเขา

 

ทำไมถึงได้รักชองจีรยง...

 

รักจนทรมานไปทั้งหัวใจ

 

น้ำตาที่ควรจะไหล ในเวลานี้กลับเหือดแห้ง ซอนอินนั่งเหม่อมองปลาตัวใหญ่สองตัวแหวกว่ายอยู่ในสวนจำลองเพียงลำพัง เขาปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงร่างสูงของใครอีกคน ขณะที่สายตาก็ทอดมองสระน้ำขนาดย่อมเบื้องหน้า

 

ดวงหน้าขาวหมดจดทอประกายระยิบต้องกับแสงแดดอ่อนๆ ที่กระทบผิวน้ำ ความงดงามของวังชอนซาไม่เคยเป็นที่ครหาต่อผู้พบเห็น แม้แต่คนที่ไม่เคยได้ยลรูปโฉมยังพูดกันปากต่อปากราวกับเป็นนิทานก่อนนอนว่าวังชอนซารูปโฉมงามเพียงใด ทั้งงามและสง่าสมกับที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าทงซก

 

ทว่า ความงดงามที่ชาวบ้านเล่าลือกัน จะมีผู้ใดล่วงรู้ถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความงามนี้บ้าง แม้ว่าดวงหน้าสวยสะคราญตาดวงนี้จะสะกดสายตาของใครต่อใครได้ แต่ความจริงแล้วความสวยนี้ฉาบทับด้วยความเศร้าหมองของเจ้าตัวที่ผู้ใดก็ไม่อาจหยั่งถึง

 

ยิ่งในเวลาที่หัวใจอ่อนแอเช่นนี้ ร่างบอบบางที่นั่งอยู่ภายในศาลาแห่งนี้ช่างดูโดดเดี่ยวยิ่งนัก หากจะให้กล่าวเปรียบเทียบแล้ว ก็ราวกับเป็นนกแสนงามในกรงทองที่ประเมินราคาไม่ได้ ไม่มีผู้ใดยอมทุ่มเงินซื้อของมีราคาที่ทำได้เพียงแค่เชยชม แม้จะสูงค่า แต่ก็ไร้ประโยชน์ ...วังชอนซาที่น่าสงสารจึงเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีแต่ความว้าเหว่โอบล้อมร่างกาย ความสุขและความทุกข์ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก

 

วังชอนซา เป็นบุคคลที่คนทั้งแผ่นดินต้องการ แต่กลับไม่เป็นที่ต้องการของคนที่รัก

 

ดวงหน้าสวยนิ่งเรียบพลันปรากฏรอยยิ้มฝืดฝืน รอยยิ้มที่ราวกับจะเย้ยหยันตัวตนอันไร้ค่าของตัวเอง ซอนอินหัวเราะในลำคอคล้ายเหยียดหยามตัวตนที่เป็นอยู่ แล้วม่านตาที่แห้งสนิทอยู่เมื่อครู่ก็พลันฉ่ำน้ำขึ้นมา ภาพเบื้องหน้าที่เห็นตัวปลาสีส้มกำลังแหวกว่ายหมุนเป็นวงกลมในสระเล็กๆ พร่าเลือนสั่นไหว

ยังจะร้องไห้ได้อีกทั้งที่ก็ร้องอยู่ทุกคืน คิดไปแล้วก็ได้แต่ยิ้มหยันทั้งน้ำตาที่พบว่าตัวเองอ่อนแอเพียงใด

 

...เมื่อไหร่จะสิ้นสุดกันนะ ความรู้สึกแบบนี้

 

 

 

ช่วงหัวค่ำ ที่ตำหนักโยกันมีแขกผู้หนึ่งมาเยี่ยมเยือนอย่างกะทันหัน

 

“ยินดีต้อนรับ องค์หญิงอันแฮซู” ร่างบางเจ้าของตำหนักในเวลานี้เอ่ยต้อนรับเด็กสาวตรงหน้าอย่างสุภาพ มือเรียวผายออกเล็กน้อยเพื่อเชื้อเชิญให้แขกผู้สูงส่งได้นั่งที่เก้าอี้รับรอง

 

“ท่านคือคิมซอนอินสินะ” เด็กสาวไม่สนใจท่าทางเป็นมิตรของคนตรงหน้า ไม่สนใจจะเรียกอีกฝ่ายด้วยตำแหน่งที่คนทั้งแผ่นดินยกย่องด้วยซ้ำ ริมฝีปากสีแดงสดระบายยิ้มน้อยๆ ที่ดูไร้เดียงสา ...หากจะมองอย่างผิวเผิน

 

“พวกเจ้าออกไปให้หมด ไม่ได้เรียกก็อย่าเสนอหน้าเข้ามา ข้าไม่ได้จะมานั่งจิบชาอะไรกับนายของเจ้า” แฮซูตวัดน้ำเสียงใส่นางกำนัลสองพี่น้องที่ช่วยกันรินน้ำชาอย่างไม่ไยดี

 

ไม่ใช่เจ้านาย ไยต้องฟัง? หากจะคิดก็คิดได้อยู่หรอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่อยู่สูงกว่าก็ถือเป็นนายทั้งนั้น คงเพราะยอนอาและโซยอนอาศัยอยู่กับซอนอินมากเกินไป จึงได้เข้าข้างผู้เป็นนายและต่อต้านผู้ที่ไม่ให้เกียรตินายของตนเสียเต็มที่จนเป็นนิสัย

 

ซอนอินละสายตาจากเด็กสาวที่มีอายุห่างจากเขาเพียงปีเศษ แล้ววาดรอยยิ้มบางให้สาวใช้ทั้งสองคน เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด มีอะไรแล้วข้าจะเรียก

 

“เพคะ องค์วังชอนซา” เด็กสาวทั้งสองจำต้องยอมปล่อยให้ผู้เป็นนายอยู่ในห้องตามลำพังกับอสรพิษร้ายกาจที่ยอนอาเพิ่งให้คำเปรียบเทียบได้เมื่อครู่

 

ซอนอินเดินนำไปนั่งลงที่โต๊ะกลางห้อง โดยไม่คิดจะเชิญชวนอีกฝ่ายเป็นครั้งที่สอง อยากจะยืนเขาก็ไม่บังคับ “องค์หญิงอันแฮซูมีสิ่งใดกับหม่อมฉันหรือ?”

 

ว่ากันตามศักดิ์แล้ว คนทั้งสองก็ถือเป็นลูกกษัตริย์เหมือนกัน ดังนั้นท่าทางที่แสดงออกของซอนอินจึงเป็นไปในทางให้เกียรติกันแบบที่บุรุษมีต่อสตรีเท่านั้น

 

อันแฮซู หมุนกายหันไปยังทิศทางตรงข้ามกับร่างบาง นางเดินไปยังโต๊ะเครื่องเรือนรอบห้อง ใช้ปลายนิ้วแตะวัตถุภาชนะเครื่องเคลือบไปเรื่อยๆ ทำราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ซอนอินพูด อันที่จริงแล้ว นางทำราวกับในห้องนี้มีเพียงนางคนเดียวมากกว่า

 

ผ่านไปในความเงียบที่ซอนอินยังนั่งนิ่งรอให้อีกฝ่ายเป็นคนพูด

 

ปลายนิ้วของเด็กสาวหยุดลงที่อ่างแจกันซึ่งวางอยู่ใกล้กับบานหน้าต่าง ในอ่างกระเบื้องเคลือบลวดลายวิจิตรบรรจงนั้นมีดอกไม้สีทองอร่ามลอยเอื่อยอยู่เหนือผิวน้ำ

 

ดอกไม้ที่มีกลีบหกแฉก ซ้อนทับกันสามสี่ชั้น ตัวดอกและรากล้วนเป็นสีทองทั้งสิ้น ความสง่าสูงศักดิ์ของดอกไม้ชนิดนี้จึงเป็นเพียงดอกไม้ชนิดเดียวที่ปลูกขึ้นแต่เพียงในวังหลวงเท่านั้น และเพราะสายพันธุ์ของดอกไม้ชนิดนี้ก่อกำเนิดที่ฮานึล ทั่วทั้งผืนแผ่นดินนี้จึงมี ดอกซากึมฮา เลี้ยงไว้ในสระน้ำรอบตำหนักองค์รัชทายาทและกษัตริย์แห่งฮานึลเพียงเท่านั้น

 

แล้วเหตุใด ในตำหนักโยกันท้ายวังนี่ถึงได้มีดอกซากึมฮา!

 

“องค์หญิงจะทรงทำสิ่งใด!” ซอนอินลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เมื่อเห็นเด็กสาวรวบดอกซากึมฮาขึ้นไว้ในกำมือ

 

ดวงตาสีนิลไหวระริกกับภาพของคนตรงหน้าที่บีบดอกไม้ในมือจนแหลกเละ ก่อนจะโยนมันออกไปนอกหน้าต่าง ซอนอินกำมือแน่นอยู่ข้างตัว นึกไปถึงวันที่เคยเห็นดอกไม้ชนิดนี้ครั้งแรกแล้วรู้สึกถูกใจเป็นที่สุด เป็นดอกไม้ที่องค์รัชทายาททรงประทานให้กับคนของตำหนักโยกันเป็นกรณีพิเศษ

 

แน่นอนที่ความหมายของดอกซากึมฮาจะหมายถึงตัวแทนของผู้นำแห่งฮานึล ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงดู ที่ผ่านมา แม้แต่พระญาติเองยังไม่อาจเอื้อมจะเป็นเจ้าของด้วยซ้ำ

 

เป็นดอกไม้แสนสำคัญถึงเพียงนั้นแท้ๆ กลับถูกผู้หญิงตรงหน้าทำลายจนย่อยยับต่อหน้าต่อตา

 

“ของสิ่งนี้ไม่เหมาะจะอยู่กับคนอย่างท่านหรอก คิมซอนอิน” แฮซูระบายยิ้มเหยียดหยาม ดวงตาเรียวคมจ้องเขม็งคนร่างบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาดูถูกอย่างไม่ปิดบัง

 

“องค์หญิงไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าสิ่งใดเหมาะกับข้าหรือสิ่งใดไม่เหมาะกับข้า” ถึงคราวนี้ แม้แต่มารยาท ซอนอินก็ไม่อยากจะรักษาอีกต่อไปแล้ว

 

“ตัดสินงั้นหรือ? แม้แต่ชาวบ้านยังแทบไม่ต้องคิดว่าคนอย่างท่านไม่สมควรแม้แต่จะอยู่ที่ฮานึลด้วยซ้ำ!” แฮซูไม่ปล่อยช่องว่างให้อีกคนได้สวนคำ นางก้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างบางแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราวกับคุยกับขอทานไม่ต่างกัน

 

“ท่านปิดข้าไม่ได้หรอก ตำแหน่งวังชอนซาของท่านน่ะ ความจริงแล้วตอนนี้มันก็เป็นแค่เปลือกนอก แคว้นของท่านไม่ต้องการให้ท่านมีชีวิตอยู่อีกต่อไปสิใช่ไหม หึ มาทำตัวเป็นหงส์ให้ใครๆ เค้านับหน้าถือตาพากันยกย่อง ทั้งที่คิมซอนอินก็เป็นได้แค่กาฝาก เกาะติดองค์ชายใหญ่แห่งฮานึลไม่ยอมปล่อย ไหนท่านลองบอกข้าสิ ว่าท่านมาอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร?”

 

คำพูดทุกคำของเด็กสาวตีแสกหน้าคนฟังจนแตกละเอียด ไม่รู้ว่าองค์หญิงห้าผู้นี้รู้เรื่องราวของเขามากน้อยแค่ไหน ใช่สิ วังชอนซาอะไรนั่น สำหรับเขามันไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว ไม่มีใครอ้างสิทธิ์เป็นตัวแทนเทพเจ้าได้หากผู้นำชนเผ่าไม่เห็นชอบ แล้วจากการที่เขาถูกลอบฆ่า ตัวเขายังจะเหลือสิทธิ์อะไรในการครองตำแหน่งสูงศักดิ์นี้อีก

 

...เหตุผลเดียวที่เขายังอยู่ที่นี่ ก็เพราะชองจีรยง

 

“ว่าอย่างไรเล่าคิมซอนอิน ท่านเป็นถึงบุตรชายของกษัตริย์ กลับลดศักดิ์ศรียอมอยู่ภายใต้อำนาจของแคว้นศัตรูอย่างว่าง่าย ท่านไม่นึกละอายใจบ้างเลยหรืออย่างไร? หรือความละอายในตัวท่านมันไม่เคยมีแต่แรก? นั่นสินะ ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่ทำตัวเหมือนหญิงสาวในหอนางโลมเช่นนี้หรอก”

 

แฮซูหยุดปลายเท้าตรงหน้าร่างบางที่สูงกว่าตน นางระบายยิ้มคล้ายสนุกเสียเต็มประดา ยิ่งเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วก็ให้นึกสนุกมากขึ้นหลายเท่าตัว “ท่านควรประเมินตัวเองเสียใหม่นะ กับการที่มาอยู่ข้างกายองค์รัชทายาทจีรยงเช่นนี้ มันถูกต้องแล้วหรือ? ข้าเองก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับการที่มีท่านอยู่ที่นี่หรอกนะ แต่บอกตามตรงว่าข้ารู้สึกเกะกะขวางหูขวางตาที่มีท่านเหลือเกิน ที่ข้ามาพูดกับท่านก็เพราะอยากให้ท่านคิดให้ดีๆ ว่าอยากจะเป็นคนที่อยู่อย่างปิดบังเช่นนี้ตลอดไปหรือเปล่า วันข้างหน้า ต่อให้ไม่ใช่ข้าที่เป็นชายาเคียงคู่กับองค์ชายจีรยง แต่แน่นอนว่าข้ายอมเป็นสนมให้คนผู้นั้นได้อย่างเต็มใจ ส่วนท่าน...ก็ยังจะเป็นแค่คนที่อยู่ในตำหนักโยกันในส่วนของวังหลังเช่นนี้ เป็นวังชอนซาที่ถูกลืมเลือนยามที่แคว้นของท่านแต่งตั้งวังชอนซาคนใหม่ขึ้นมา”

 

เด็กสาวลากปลายนิ้วไล้โครงหน้าเรียวได้รูปของซอนอิน “...แล้วสักวัน ข้าแน่ใจเลยว่าองค์รัชทายาทจะต้องทรงเบื่อหน่ายบุรุษรูปงามอย่างท่าน ระหว่างหญิงที่มีบุตรให้ กับชายที่ทำให้ได้ก็แค่ความใคร่ คิดดูให้ดีก็แล้วกันว่าท่านยังสมควรอยู่ที่นี่อีกหรือเปล่า

 

 

องค์หญิงอันแฮซูกลับไปแล้ว

 

ภายในห้องรับรองแขกเหลือเพียงแต่ความเงียบงัน ร่างบางยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สิ่งที่เพิ่งได้ยินมาทำให้ร่างทั้งร่างไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ ทุกประสาทสัมผัสของร่างกายชาด้านไปหมด ในหัวหมุนคว้างราวกับถูกโยนขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า

 

 

ตัวเขาที่ยังยืนอยู่ที่นี่ ...ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องใช่ไหม

หัวใจที่มีเพียงแต่ชองจีรยง ...ไม่สมควรจะเกิดขึ้นใช่หรือเปล่า

 

คนอย่างเขา ไม่สมควรจะรักใครเลยสินะ...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ฮีอูวางตะกร้ากับข้าวลงบนโต๊ะไม้ภายในห้องครัว ตามด้วยไก่อีกสองตัวที่ถูกลอกขนออกไปจนเหลือแต่เนื้อสีชมพูน่าทาน ยกหลังมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อบนใบหน้าด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพักหอบหายใจ

 

เหนื่อย!

 

อดจะโอดครวญไม่ได้ เดินขึ้นเขามาด้วยข้าวของพะรุงพะรังแบบนี้จะให้ทนยิ้มยังไงไหว ดวงตาเรียวสวยหันมองหม้อต้มยาข้างตัว ไฟที่จุดไว้ตั้งแต่เช้าตอนนี้มอดดับไปแล้ว เหนื่อยอีกแล้วไหมละ!

 

ร่างเล็กตบข้างแก้มตัวเองสองสามทีเป็นการเรียกกำลังใจและกำลังกาย เขาลุกขึ้นถลกชายแขนเสื้อ ก่อนหันไปหยิบฟืนเพื่อเตรียมจุดเตาไฟอีกครั้ง

 

ไม่นานนัก ยาในหม้อก็เดือดปุดๆ อย่างน่าพอใจ

 

ยาต้มสามถ้วย ซุปไก่เข้มข้นสองถ้วย ปิดท้ายด้วยน้ำสมุนไพรสีเขียวเข้มที่คนทำเองเห็นแล้วยังอยากจะอ้วกอีกหนึ่งถ้วยใหญ่ ถูกวางลงบนโต๊ะอาหารเรียงเป็นแถวน่ากระดานอย่างเรียบร้อย

 

“ขาดอะไรหรือเปล่านะ” ดวงหน้าน่ารักที่มีเค้าของความเหนื่อยล้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ปลายนิ้วก็ชี้ไปยังถ้วยบนโต๊ะเพื่อนับว่าทุกอย่างครบหรือยัง กำลังไล่นับไปด้วยความตั้งใจ พลันวงแขนปริศนาก็รวบเอวเล็กคอดของเจ้าตัวจากด้านหลังไม่ให้ทันระวังตัว จนเผลอร้อง “อ๊ะ” ออกมาเสียดังลั่น แต่พอหันไปเห็นว่าเป็นใครเท่านั้นแหละ คนตัวเล็กก็จัดการสั่งสอนด้วยการหยิกแรงๆ บนท่อนแขนนั้นอย่างไม่ออมมือ

 

“อ๊ะๆ เจ็บ โอ้ย เจ็บๆ ขอโทษคร๊าบบบบ~”

 

“เล่นอะไรไม่รู้เรื่องเลยนะมูฮยอน!”

 

“แหะๆ ก็เห็นพี่ฮีอูแล้วอยากกอดอ่ะ” เด็กหนุ่มหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกลบเกลื่อน

 

มูฮยอนขอโทษร่างเล็กอีกครั้งแล้วยกถาดไม้มาวางบนโต๊ะ จัดเรียงถ้วยชามทั้งหมดลงไปอย่างระมัดระวัง ระหว่างที่จัดการลำเลียงถ้วยซุปเด็กหนุ่มก็ชวนเจ้าของบ้านคุยเล่นไปเรื่อย ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คนทั้งสองมีความสนิทสนมกันมากขึ้น จากแต่เดิมที่มูฮยอนเรียกร่างเล็กว่าคุณชาย ก็เปลี่ยนมาเรียกว่าพี่ฮีอู

 

“อี๋~ นี่พี่ฮีอูทำอะไรให้คนรักพี่ดื่มอ่ะ” เห็นน้ำเขียวๆ แล้วมูฮยอนก็ต้องหันหน้าหนี

 

“บอกว่าไม่ใช่คนรัก...สมุนไพรนี่จะช่วยให้เลือดที่คั่งอยู่ลดลงเร็วขึ้นน่ะ

 

“อ๊ะๆ ไม่ใช่ก็ไม่ไช่” มูฮยอนพยักหน้าหงึกหงักรับคำ พลางประคองร่างสูงที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นอย่างเบามือเพื่อให้คนตัวเล็กได้ทำการกรอกยาได้ถนัด

 

ตอนเย็นของทุกวัน มูฮยอนจะแวะมาที่บ้านของฮีอูเพื่อช่วยดูแลร่างสูงที่เจ็บหนัก ในวันที่เกิดเรื่องคราวนั้น มูฮยอนมาถึงที่เกิดเหตุตอนที่ร่างสูงสลบไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังสามารถวิ่งลงเนินเขาด้วยทางลัดจนไปบอกกับผู้ดูแลหมู่บ้านได้ทัน ทำให้โจรทั้งหมดถูกรวบตัวจับส่งทางการได้อย่างฉิวเฉียด

 

“อ่ะ จริงสิ พี่ฮีอูมาจากในเมืองหลวงใช่ไหม?” เมื่อวางร่างหมดสติลงนอนตามเดิมแล้ว มูฮยอนก็หันไปหาคนตัวเล็กที่จัดเก็บถ้วยชามอยู่ข้างตัว

 

“อืม มีอะไรหรือ?”

 

“อย่างนี้พี่ฮีอูก็ต้องรู้จักวังชอนซาน่ะสิ! ข้าน่ะเคยได้ยินเค้าเล่าๆ กัน ไม่มีโอกาสไปในเมืองหลวงเลยไม่เคยได้เห็นเลย พี่ฮีอูเคยเห็นไหม?”

 

คำถามของเด็กหนุ่มทำเอาฮีอูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบ “ถึงจะบอกว่ามาจากเมืองหลวงก็เถอะ แต่ผู้ที่เป็นวังชอนซาน่ะ ใช่ว่าจะมาเดินเปิดเผยหน้าตาให้ชาวบ้านได้เห็นกันเสียเมื่อไหร่

 

“ว้า น่าเสียดาย ข้าล่ะอยากเห็นสักครั้ง นี่ก็ไม่รู้เนอะ ว่าองค์รัชทายาทจะส่งตัววังชอนซาคืนเชินอันเมื่อไหร่ ...ข้าได้ยินมานะ ว่าตอนที่วังชอนซามาถึงฮานึลปุ๊บ พายุฝนก็เทกระหน่ำลงมาจนไฟป่าดับไปเลย!”

 

“อยู่ๆ ทำไมเจ้าถึงถามเรื่องของวังชอนซาล่ะ?”

 

“อ้อ พอดีมีชาวบ้านต่างแคว้นที่เพิ่งแวะมาพักแรมที่หมู่บ้านเค้าถามหามาน่ะ ข้าก็เลยเพิ่งคิดได้ว่าที่แคว้นเรากำลังต้อนรับแขกคนสำคัญอย่างวังชอนซาอยู่

 

“ชาวต่างแคว้น?”

 

“ช่าย~ ดูๆ ไปก็เหมือนพวกนักบวชมากกว่าจะเป็นชาวบ้านนะ”

 

คนของเผ่าชินซองหรือ? พลันสีหน้าของฮีอูเป็นกังวลขึ้นมา ตอนที่เขาพบร่างของยองจู ก็ดูเหมือนสถานที่ตรงนั้นมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง วังชอนซาที่น่าจะแลกตัวกับเขาเรียบร้อยแล้วก็ไม่อยู่ในที่ตรงนั้น เป็นไปได้ว่าองค์รัชทายาททรงรับตัววังชอนซากลับเข้าวัง เพราะข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวังชอนซาก็ไม่มีให้ได้ยิน ในเมื่อทางชินซองมาตามหาตัวเช่นนี้ ความเป็นไปได้นี้ก็น่าจะใกล้เคียงที่สุด

 

ถ้าอย่างนั้น ยองจูก็ต้องพยายามพาวังชอนซาออกมาจากวังหลวงน่ะสิ?

 

เขา ...จะถูกแลกตัวอีกครั้งหรือเปล่านะ

 

 

“พี่ฮีอูเป็นอะไร?” เห็นว่าเงียบไปนาน ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มก็ขยับเข้าใกล้พลางถามอย่างเป็นห่วง “ไม่สบายหรือเปล่า หลายวันมานี้ดูพี่เหนื่อยๆ นะ พักผ่อนเยอะๆ หน่อยสิ มีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”

 

“อืม เปล่า คิดอะไรเพลินๆ น่ะ

 

“ข้าว่าพี่น่าจะดื่มยาบำรุงสักหน่อยนะ มัวแต่ดูแลคนรัก เอ้ย ดูแลคนเจ็บอยู่เนี่ย ตัวเองจะแย่เอานะ

 

“เข้าใจแล้วน่า” ร่างเล็กตีหน้าย่นใส่คนรู้ดี ก่อนจะลุกขึ้นยืน “มูฮยอนจะทานอะไรก่อนกลับไหม เดี๋ยวจะทำให้ทาน”

 

“ไม่เป็นไร พอดีแม่บอกว่าจะทำของโปรดของข้าตอนอาหารเย็นน่ะ สักพักข้าก็จะกลับแล้วล่ะ

 

“ตามใจเจ้าละกัน ถ้างั้นจะไปดูอิงอิงก่อนกลับไหมล่ะ ตอนนี้อิงอิงเริ่มเดินได้แล้วนะ

 

“จริงเหรอ! ไปๆๆ” พูดถึงอิงอิงขึ้นมา เด็กหนุ่มก็ยิ้มร่าหน้าบาน ก็ตั้งแต่แรกน่ะ คนที่คอยไปดูแลสุนัขจิ้งจอกที่เพิงไม้อยู่เสมอๆ ก็คือมูฮยอนนี่แหละ

 

พลบค่ำ หลังจากที่มูฮยอนขอตัวกลับบ้านไปแล้ว ฮีอูก็จัดการกับปากท้องของตัวเองภายในห้องครัว จากนั้นจึงเก็บกวาดเครื่องใช้และวัตถุดิบทำยาต่ออีกราวครึ่งชั่วยาม ถึงจะได้มาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งพักหายใจหายคอได้บ้าง

 

อาจเป็นเพราะไม่ค่อยจะได้ทำงานใช้แรงงานหนักอย่างนี้มาก่อน พอทำไปสักพักร่างกายจึงเริ่มประท้วง ปวดไปหมดทั้งตัว คิดแล้วก็เพิ่งจะได้รู้ตัวว่าตนเองอยู่สุขสบายมากแค่ไหนที่ผ่านมา

 

ขณะที่นั่งทุบไหล่ตัวเองสลับไปมาซ้ายขวา เรื่องที่เพิ่งได้คุยกับมูฮยอนก็ไหลเข้าสู่กระบวนการคิดอีกครั้งจนได้ ไม่ต้องพักกันแล้ววันนี้

 

ฮีอูทอดสายตามองไปยังร่างสูงโปร่งที่นอนสลบอยู่บนเตียงอย่างเลื่อนลอย หากว่าเป็นอย่างที่เขาคาดเดาจริง ยองจูจะต้องพยายามหาหนทางพาคิมซอนอินออกมาจากวังหลวงเป็นแน่ เชื่อได้เลยว่า หากฟื้นขึ้นมาแล้วรู้เรื่องนี้เข้า เจ้าตัวคงไม่สนใจร่างกายตัวเองแล้วออกเดินทางทันที

 

จะปิดบังเอาไว้ดีหรือเปล่า ...ความคิดที่แล่นเข้ามาทำให้คนตัวเล็กอยากจะกัดลิ้นตาย เพื่อความรักแล้ว ถึงกับยอมโกหกเชียวหรือ? คิมฮีอู เจ้าจะถลำลึกไปกับความรู้สึกมากเกินไปแล้ว

 

 

เขาจะเสียใจก็ไม่เป็นไร ขอแค่ยองจูไม่เสียใจ ก็พอ...

 

 

“รีบๆ หายเข้าล่ะ คนที่ท่านอยากจะไปหากำลังรอท่านอยู่นะ ยองจู

 

 

ดีที่สุดแล้ว ...เขาที่ทำเพื่อยองจูได้ทุกอย่าง ดีที่สุดแล้วจริงๆ...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ยังเจ็บกับคำพูดของคนผู้นั้นไม่หาย

 

วันทั้งวันซอนอินเอาแต่นั่งเขี่ยไม้ลงในบ่อน้ำอย่างไร้ชีวิตชีวา นางกำนัลสาวสองพี่น้องเอาอกเอาใจสารพัดอย่างแต่ก็ถูกคนสวยปฏิเสธหมด ทั้งขนมทั้งอาหารไม่ยอมแตะ ท่าทีราวกับตุ๊กตาไม่มีลมหายใจของหงส์แสนงามพาเอาใจของนางกำนัลทั้งสองห่อเหี่ยวตามไปด้วย

 

แต่ยังไม่เลวร้ายเกินไปนักเมื่อสวรรค์ส่งเทพบุตรสุดหล่อมาช่วยไว้ในตอนบ่ายของวัน

 

“องค์ชายรองมาได้เสียทีนะเพคะ! ยอนอากับน้องสาวใจคอไม่ดีเลยที่องค์วังชอนซาเป็นเช่นนี้”

 

ร่างสูงโปร่งที่หมายมั่นว่าจะมาพูดคุยหยอกล้อกับเจ้าของตำหนักโยกันเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “มีอะไร? นายของเจ้าเป็นอะไรหรือ?”

 

สาวใช้ทั้งสองรีบถวายรับสั่งอย่างรวดเร็ว

 

“ก็เมื่อวานนี้น่ะสิเพคะ องค์หญิงอันแฮซูมาที่นี่ แล้วก็คุยอะไรกับองค์วังชอนซาก็ไม่รู้ พอองค์หญิงกลับไป องค์วังชอนซาก็ไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย เอาแต่นั่งซึมมาจนถึงตอนนี้"

 

“ข้าจะไปดูเอง พวกเจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงนักหรอก

 

จีมุนโบกมือเป็นเชิงให้สาวใช้ทั้งสองคนหลบไปหลังตำหนัก ส่วนตนก็เดินไปยังสวนจำลองที่มีร่างบางกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ที่ระเบียงศาลาริมน้ำ

 

“ไม่สบายใจหรือ ซอนอิน?” พร้อมน้ำเสียงอ่อนโยน วงแขนกว้างก็รวบเอวเล็กให้ลอยขึ้นจากระเบียงมายืนเผชิญหน้ากัน ฝ่ามือใหญ่อังใบหน้าเล็กเบาๆ พลางขมวดคิ้วถาม “ตัวเจ้าร้อนนะ ไม่สบายหรือเปล่า?”

 

ศีรษะเล็กที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีดำยาวส่ายไปมาทั้งที่ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเจ้าตัวไม่สบายแน่ๆ มือเล็กที่กำไม้ก้านยาวถูกบังคับให้แบออก ร่างสูงจัดการโยนก้านไม้ทิ้งแล้วใช้แพรพกเช็ดมือขาวบางจนสะอาด

 

“เข้าข้างในเถอะ ในใจเจ้าไม่สบายใจเรื่องใด ข้าจะช่วยรับฟังทั้งหมด” จีมุนไม่รอให้อีกคนตอบตกลงหรือปฏิเสธ เขากุมมือเล็กไว้แล้วฉุดด้วยแรงไม่มากนักให้เดินตาม จนเข้าไปถึงในห้องนอนของร่างบาง

 

จับให้คนตัวเล็กนั่งลงที่เตียงได้ ชายหนุ่มก็ลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้าม

 

“แฮซูพูดอะไรกับเจ้า ซอนอิน

 

มือใหญ่รวบมือเล็กทั้งสองข้างไว้ เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นน้อยๆ “ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้าเป็นเพื่อนกับเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะชอบข้าหรือไม่ แต่เจ้าก็ยังจะเป็นเพื่อนคนสำคัญสำหรับข้าตลอดไป

 

ทำนบน้ำตาที่ปิดกั้นค่อยๆ พังทลายลง หยดน้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนมือของคนทั้งคู่ที่กอบกุมกันอยู่

 

“ข้ากำลังคิดว่า ข้าควรจะกลับไปที่เชินอัน” ขณะที่พูด ร่างทั้งร่างก็สั่นกึกกัก จนจีมุนต้องลุกขึ้นแล้วนั่งลงข้างๆ คนร่างบาง ใช้มือหนึ่งโอบร่างที่สั่นสะท้านไว้ อีกมือยังคงกอบกุมมือเล็กๆ ที่เป็นฝ่ายยึดมือของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย คล้ายต้องการที่พึ่งพิง

 

“เชินอัน ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรจะกลับไปไม่ใช่หรือ?” จีมุนรู้เรื่องดีเกี่ยวกับชนเผ่าชินซองที่ต้องการสังหารซอนอิน เรื่องนี้เขาได้ยินจากเสด็จพี่มาส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็จากซอนอินเป็นคนเล่าให้ฟังเอง

 

“แต่ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ ข้าไม่ใช่คนของฮานึล ไม่ใช่ใครเลยด้วยซ้ำ

 

“เจ้าเป็นคนของพี่ชายข้าไม่ใช่หรืออย่างไร เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียว ก็ไม่มีใครสามารถให้เจ้าออกไปจากวังได้ทั้งนั้น ต่อให้เป็นเสด็จพ่อก็เถอะ” ฟังเพียงแค่นี้จีมุนก็พอจะเดาออกแล้วว่าองค์หญิงแฮซูมาพูดอะไรกับซอนอิน อย่างนางก็มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นแหละ ที่เสด็จพี่ไม่ยอมรับเรื่องข้อเสนอให้อภิเษกสมรส หนึ่งในเหตุผลเหล่านั้นหากจะให้เขาตอบแบบไม่ต้องคิดก็เป็นเพราะคิมซอนอินคนนี้นั่นแหละ

 

ไม่รู้หรอกนะว่าพี่ชายของเขาจะรู้ตัวหรือเปล่า แต่สำหรับคนเป็นน้องที่มองจากสายตาของคนนอกแล้ว ก็บอกได้คำเดียวว่าเสด็จพี่ของเขากำลังหลงรักคิมซอนอินอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

 

“แต่ข้า...ฮึก... ข้าทรมานจนเจ็บไปหมดแล้ว บางที หากข้าตัดใจจากชองจีรยง...” เพียงแค่พูดยังเจ็บขนาดนี้ หากจะให้ตัดใจกันจริงๆ แล้วคงเป็นไปไม่ได้ แต่หากไม่ได้อยู่ข้างกันอย่างทุกวันนี้ หากเขาไม่อยู่ในฮานึล ไม่ได้เห็นหน้าชองจีรยงอีกตลอดไป สักวัน ...ซอนอินคาดหวังไว้ว่าสักวัน เขาคงจะตัดใจจากชองจีรยงได้

 

หรือบางที ตัวเขากำลังเห็นแก่ตัวก็เป็นได้ ซอนอินอดคิดไปในทางนี้ไม่ได้ เขาเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เขาทำอย่างที่องค์หญิงอันแฮซูว่าไว้ไม่ได้หรอก ให้เป็นสนมเขาก็เป็นไม่ได้ แล้วยังจะให้เขาที่เป็นราวกับนางบำเรอสนองแต่ความใคร่ให้ชองจีรยง แล้วเฝ้ามองร่างสูงผู้นั้นสร้างครอบครัวกับผู้หญิงอื่นอีกมากมาย ไม่มีทางที่เขาจะทนได้ ถ้าจะหนีจากทุกอย่าง ก็ควรจะเป็นตอนนี้

 

“เจ้ารักพี่ชายข้าจริงหรือเปล่าซอนอิน

 

คำถามเรียบๆ นั้นทำให้ร่างบางหยุดสะอื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนข้างตัว

 

จีมุนใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหยาดน้ำตาให้แผ่วเบา เขาใช้น้ำเสียงที่ฟังนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้น “เจ้าปฏิเสธความรักของข้าเพราะเจ้าเลือกเสด็จพี่ แล้วตอนนี้ เจ้ามาบอกกับข้าว่าจะตัดใจจากเสด็จพี่ รู้บ้างไหมว่ามันทำให้ข้าคิดว่าสุดท้ายแล้วเจ้าก็ไม่ต่างจากคนอื่น เจ้าก็เหมือนกับใครต่อใครที่ดูถูกสิ่งที่เรียกว่าความรัก คิดจะสลัดทิ้งก็ทำได้ง่ายๆ

 

“จีมุน ทำไมเจ้าพูดอย่างนี้ เจ้าก็รู้ว่าข้ารักพี่ชายเจ้า รักจนยอมตายได้ด้วยซ้ำ

 

“แล้วเหตุใดถึงจะเลิกราง่ายๆ เช่นนี้

 

“เพราะพี่ชายเจ้าไม่ได้รักข้าเลยน่ะสิ! ข้ายอมตายได้ก็จริง แต่ข้าทนยอมเห็นพี่ชายเจ้ามีใครคนอื่นอยู่เคียงข้างไม่ได้ ถ้าจะเป็นอย่างนั้น ฮึก ...สู้ข้าเป็นฝ่ายจากไปยังดีเสียกว่า”

 

“ยอมแพ้งั้นหรือ?”

 

ซอนอินร้องไห้หนักขึ้น “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำยังไง...ฮึก ข้าสู้องค์หญิงอันแฮซูไม่ได้ ข้าสู้สาวงามจากหอนางโลมไม่ได้ ข้าสู้กับใครไม่ได้ทั้งนั้นในเมื่อตัวข้าเองไม่มีสิ่งใดจะเหนี่ยวรั้งพี่ชายเจ้าไว้ได้เลยสักอย่างเดียว! ฮึก ฮือออ”

 

จีมุนโอบแผ่นหลังบอบบางเข้ามากอดแนบแน่น เรื่องอภิเษกสมรส เขาเองก็บอกไม่ได้ว่าในอนาคตพี่ชายของเขาจะแต่งตั้งใครเป็นราชินีหรือเปล่า แต่ที่เขามั่นใจในเวลานี้ คือคิมซอนอินที่พี่ชายของเขากำลังหลงรัก

 

“ใครบอกว่าเจ้าไม่มีสิ่งใดจะเหนี่ยวรั้งพี่ชายของข้ากัน” จีมุนประคองดวงหน้าสวยฉ่ำน้ำให้เงยขึ้นสบสายตา “เจ้ามีหัวใจที่สามารถจะรั้งเสด็จพี่ไว้ได้ ขอเพียงแค่เจ้ามั่นใจ ความสุขของเจ้าขึ้นอยู่กับพี่ชายของข้า และความสุขของข้าก็ขึ้นอยู่กับเจ้า ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะเจ็บสักเพียงไหน ก็อย่าได้ยอมแพ้ เมื่อใดที่เจ้ามีความสุข ข้าก็พลอยเป็นสุขไปด้วย อย่าทำให้ข้าผิดหวังเลยนะซอนอิน ข้ายอมปล่อยมือจากเจ้าก็เพราะหัวใจของเจ้าร้องหาแต่เสด็จพี่ ...อย่าดูถูกความรักของข้าที่มีต่อเจ้านะซอนอิน”

 

“แต่...ฮึก แต่ข้าไม่มั่นใจ...ฮึกฮือ ทุกวันนี้ต่อให้ชองจีรยงมานอนกับข้า แต่ฝ่ายนั้นก็ยังมีสาวงามไปหาที่ตำหนักโดยตลอด ข้าไม่มีอะไรแตกต่างจากพวกนางเหล่านั้นเลย เป็นแค่คนที่ให้แต่เรื่องบนเตียงเท่านั้น ฮึกฮือ...

 

“ไม่มีอะไรแตกต่างงั้นหรือ? ซอนอิน ข้าจะบอกให้ ว่านอกจากคิมฮีอูแล้ว เสด็จพี่ไม่เคยนอนกับใครซ้ำเป็นครั้งที่สอง”

 

“เจ้าหมายความว่า ...มีแต่ข้า?” เสียงขาดหายไปตอนท้ายประโยค มือเรียวยกขึ้นชี้ตัวเองที่ยังมีอาการสั่นจากการสะอื้นไห้ ดวงหน้าสวยที่เคล้าน้ำตาแสดงสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยินจนแสดงออกด้วยอาการเหรอหรา เรียกรอยยิ้มคนมองได้ไม่ยากนัก

 

ไร้เดียงสาเสียจนน่าทึ่งจริงๆ คิมซอนอิน!

 

“มีแต่เจ้า

 

“ไม่จริงหรอก

 

“ถามเสด็จพี่ดูก็ได้

 

คนตัวเล็กส่ายหน้าพรืด สูดน้ำหูน้ำตาเป็นการใหญ่ “พี่ชายเจ้าดุ ข้าไม่กล้าถามหรอก

 

จีมุนเห็นท่าทางคนตัวเล็กแล้วอดไม่ได้จริงๆ ที่จะคว้าร่างทั้งร่างมากอดแนบแน่น เสียดายที่สุดท้ายเขาก็ชิงหัวใจของคนคนนี้มาเป็นของตัวเองไม่ได้

 

ในตอนนั้นเอง ที่จู่ๆ บานประตูก็เปิดผ่างออก ตามมาด้วยร่างสูงในชุดว่าราชการ

 

ซอนอินสะดุ้งเฮือก เขาพยายามดันจีมุนให้ปล่อยอ้อมกอด แต่อีกฝ่ายกลับขืนเอาไว้ ในเสี้ยววินาทีนั้น ซอนอินก็ได้ยินจีมุนกระซิบข้างหูของเขาว่า “ทำให้พี่ชายข้าหึงสิ” ก่อนจะปล่อยตัวเขาให้เป็นอิสระ

 

จีมุนลุกขึ้นยืน เขาไม่หันไปมองพี่ชายเลยแม้แต่น้อย กลับก้มลงหอมแก้มคนตัวเล็กบนเตียงเสียฟอดใหญ่ ทำเอาซอนอินเบิกตาค้างตกใจ จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินออกจากประตูไป

 

สาบานได้ว่าซอนอินได้ยินจีมุนกระซิบ ‘ถ้าไม่ดูแลให้ดี ข้าจะขอ...’ อะไรสักอย่างกับจีรยงตอนที่เดินสวนกัน แต่ซอนอินก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ตอนนี้ที่สำคัญคือต้องหยุดร้องไห้ให้ได้เสียก่อน ทว่า ประโยคแรกของคนตรงหน้าที่พูดออกมายังผลให้มือเรียวที่รีบเช็ดน้ำตาต้องหยุดค้าง

 

“พอข้าไม่อยู่ก็ออดอ้อนน้องชายข้า ออเซาะเก่งเหลือเกินนะ คิมซอนอิน

 

ทั้งที่ไม่ได้เจอกันถึงสองอาทิตย์ ทั้งที่อีกไม่กี่ชั่วยามคนตรงหน้าก็จะต้องออกไปรบ ทำไมถึงได้ใจร้ายกับเขาด้วยคำพูดถึงขนาดนี้ด้วย!

 

ชองจีรยง เจ้าเคยสนใจข้าบ้างหรือเปล่า!

 

ซอนอินปาดน้ำตาทิ้งเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนมีอำนาจล้นมือด้วยสายตาแข็งกระด้าง ริมฝีปากบางเม้มแน่นก่อนฮึดสู้ตอบโต้ด้วยคำพูดที่เจ้าตัวเองยังตกใจว่ากล้าพูดออกไปได้อย่างไร

 

“ทำไมข้าจะออดอ้อนน้องชายเจ้าไม่ได้ นอกจากข้าแล้ว ในใจเจ้ายังมีผู้อื่นอีกนับไม่ถ้วน แล้วเหตุใด นอกจากเจ้าแล้ว ในใจข้ายังจะมีผู้อื่นอีกสักคนบ้างไม่ได้?”

 

สวรรค์ อย่าเพิ่งด่วนพรากวิญญาณของข้าไปตอนนี้เลยนะ! ซอนอินได้แต่กรีดร้องในใจ แต่ก็ยังกัดฟันพยายามจ้องคนตรงหน้านิ่ง

 

“เจ้าอย่าได้ใจไปนัก ภายในใจของข้างั้นหรือ? เจ้าสำคัญถึงเพียงนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน คิดว่าข้าสนใจนักหรือไงว่าเจ้าจะมีใจให้ใครต่อใครไปทั่ว ...ที่ข้าสนก็คือตัวเจ้าต่างหาก คนของข้าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง! หึ จีมุนงั้นหรือ? ใช้มารยาหลอกล่อน้องชายข้าให้ลุ่มหลงได้เก่งจนน่ายกย่อง”

 

“ข้าเปล่า!” สุดจะทนกลั้นแล้ว ผู้ชายคนนี้เห็นเขาเป็นคนอย่างไรกัน ถึงได้ดูถูกกันถึงขนาดนี้

 

“เอาเถิด ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ข้าจะอนุญาตให้เจ้าสนุกกับผู้อื่นก็ได้

 

ซอนอินได้แต่คิด จีมุน เจ้าคงคิดผิดไปไกลหลายพันลี้ คนอย่างชองจีรยงไม่มีทางหึงเขาผู้นี้ได้หรอก คนที่มีแต่จะเสียเปรียบก็คือข้าคนเดียวนี่แหละ เสียเปรียบทั้งตัวและหัวใจ รู้สึกไปเอง คิดไปเองอยู่คนเดียวว่าอีกฝ่ายจะมีความรู้สึกดีๆ ให้บ้าง ต่อให้ใจร้ายสักแค่ไหนก็คงไม่ถึงกับรังเกียจกัน แต่จากคำพูดเมื่อครู่นี้ ...เขาคงโดนเกลียดแล้วจริงๆ

 

“....ใจร้าย” ซอนอินเริ่มร้องไห้อีกครั้ง เขาไม่สนใจจะเก็บน้ำตาอีกแล้ว ความอดทนมันพังทลายลงหมดไม่เหลือซาก แม้แต่ยางอายก็ไม่คิดจะเก็บซ่อนไว้อีกต่อไป “...เจ้าก็รู้ว่าใจข้าเป็นของผู้ใด แล้วยังจะมีใจแบ่งไปให้ใครอื่นได้อีก...ฮึก กับคนที่ใจร้ายอย่างเจ้า หากเลือกได้ข้าก็อยากจะเลือกจีมุน แต่เพราะข้าเลือกไม่ได้  ในเมื่อหัวใจข้าไม่ยอมเชื่อฟังอยู่เช่นนี้!”

 

“ฮึก...” ซอนอินใช้ชายแขนเสื้อปาดใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างไม่เบามือ ปลายจมูกโด่งรั้นขึ้นสีจัดจนแดงเข้ม “พอใจเจ้าหรือยัง! จะหาว่าข้าหลายใจก็ดูตัวเองก่อนเถิด เที่ยวนอนกับคนนั้นคนนี้ไปทั่วแล้วยังมาต่อว่าข้าที่ไม่เคยยุ่งอะไรกับใคร ครั้งแรกก็เจ้า! ครั้งที่สองก็เจ้า! ที่ถูกกกกอดก็มีแต่เจ้าทั้งนั้น!! ฮึกฮือ”

 

อายฟ้าอายดินกันไปข้าง คิมซอนอินเหลือจะทนแล้วในตอนนี้

 

ถึงตอนนี้ จีรยงก็ได้แต่ยืนจ้องคนตัวเล็กร้องไห้ฟูมฟาย อยากจะฉุดเข้ามากอดตั้งแต่ที่ด่าว่าเขาใจร้ายแล้ว แต่อยากจะรอดูว่าคนตรงหน้าจะเปิดเผยความรู้สึกอะไรต่อหน้าเขาอีก

 

ไร้เดียงสาไม่เลือกเวลาจริงๆ จีรยงอดจะนึกย้อนไปถึงครั้งที่เคยแอบยืนฟังคนตัวเล็กเผยความในใจกับนกน้อยในกรงไม่ได้ ถึงจะผ่านมานานแล้ว แต่ซอนอินก็ยังคงเหมือนเด็กอ่อนต่อโลกไม่เปลี่ยนแปลง ใสซื่อเสียจนเขายอมให้ตกไปอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนอื่นนอกจากเขาไม่ได้

 

จีรยงขยับเดินเข้าไปใกล้คนที่ยังนั่งร้องไห้อยู่บนเตียง เขาประคองหน้าของซอนอินขึ้นแล้วเป็นฝ่ายเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบาด้วยปลายนิ้วอบอุ่น

 

“หยุดร้องได้แล้ว ถ้าเจ้าจะร้อง ก็ต้องเป็นเพราะโดนข้ารังแกบนเตียง ไม่ใช่เรื่องไร้สาระเช่นนี้

 

ไร้สาระตรงไหนกัน ที่ข้าเสียใจก็เพราะถูกเจ้าดุด่าข้าต่างหาก! ซอนอินอยากจะเถียงสวนกลับไปเดี๋ยวนั้น แต่ติดตรงที่มีอะไรอุ่นๆ มานาบริมฝีปากเสียชิดสนิทปิดลมหายใจ ถูกประกบปากกะทันหันแบบนี้ คนตัวเล็กจะขัดขืนก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

 

“อึ อือออ อืม...” ทั้งไหล่ทั้งตัวถูกดันลงกับเตียง พร้อมกับเรียวลิ้นอุ่นร้อนที่จาบจ้วงซอนเซาะเข้าหาจนอดตอบรับรสจูบหวานล้ำอย่างว่านอนสอนง่ายไม่ได้ ซอนอินจิกปลายเล็บลงกับไหล่กว้างยามที่ถูกกดจูบหนักหน่วงขึ้น ปลายลิ้นดุนดันเข้าหาทั่วทั้งโพรงปาก ดูดกลืนพัวพันกับลิ้นของเขาจนเจ็บไปหมด แต่ก็รู้สึกดีในเวลาเดียวกัน

 

ริมฝีปากบางถูกขบกัดสลับกับถูกแทรกเรียวลิ้นเข้าหาโพรงปากอยู่หลายรอบ เสียงเปียกลื่นของน้ำลายที่แลกให้กันดังสะท้อนทั่วห้องที่เงียบสงัด เกือบจะขาดใจตายแล้วจริงๆ นั่นแหละถึงได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ

 

ซอนอินตบอกตัวเองทันทีพร้อมสูดหายใจเข้าลึก น้ำตาที่เอ่อท่วมท้นอยู่เมื่อครู่เหลือเพียงแต่คราบที่เกาะติดใบหน้า อันที่จริง มันอาจจะเป็นน้ำลายของร่างสูงก็ได้ที่เมื่อครู่ก็ทั้งจูบทั้งเลียหน้าเขาทั่วไปหมด

 

คนสวยช้อนดวงหน้าเชื่อมแสงขึ้นมองคนที่คร่อมทับตนอยู่ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ถึงตาจะแสดงอาการไม่พอใจ แต่สีหน้านั้นช่างหวานเชื่อมเชิญชวนมังกรหนุ่มให้รุกเข้าหาอย่างที่สุด

 

คนตัวสูงหลับตาลงคล้ายพยายามสะกดกลั้นความรู้สึก ก่อนจะลืมตาขึ้นมองคนใต้ร่างเมื่อถูกมือเล็กๆ ดึงชายเสื้อเป็นเชิงเรียก

 

เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม

 

ซอนอินเม้มริมฝีปากแน่นอย่างเคยชิน ก่อนจะสูดหายใจลึก แล้วเอ่ยฉะฉานเต็มปากเต็มคำ “องค์หญิงอันแฮซู เจ้าจะแต่งงานด้วยหรือเปล่า?”

 

กลั้นหายใจรอฟังคำตอบอย่างระทึก ซอนอินไม่รู้หรอกว่าหากได้คำตอบที่ไม่ต้องการตนเองจะทำอย่างไรต่อไป จากที่คุยกับจีมุนก่อนหน้า มันทำให้เขาคิดได้ว่าเขาไม่สามารถตัดใจจากชองจีรยงได้

 

เป็นคำถามตรงๆ ที่เกินความคาดหมายของร่างสูงไปสักหน่อย เขายกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แล้วใช้ปลายนิ้วลูบไล้ดวงหน้าขาวที่ขึ้นสีจัด

 

“คำถามนี้สำคัญกับเจ้าขนาดที่ต้องรู้ให้ได้เชียวหรือ?”

 

“เจ้าแค่ตอบมาก็พอ” แค่นี้ก็เสียหน้าจะแย่อยู่แล้ว อย่ามาทำเป็นเล่นลิ้นให้ยืดเยื้อนักเลย!

 

“ได้ ข้าจะตอบ แต่เป็นหลังจากที่ข้ากอดเจ้าเสียก่อน

 

“กอดข้า?”

 

“กอดเจ้า อย่างลึกซึ้ง

 

พลันผิวแก้มที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงปลั่งขึ้นไปอีก “ม...หมายความเช่นไร ข...ข้ายังไม่พร้อม....” ซอนอินหลับตาแน่นเมื่อใบหน้าคมเคลื่อนลงมาใกล้ ปลายจมูกโด่งซุกเข้าหาซอกคอขาว พร้อมกับสอดมือหายลับเข้าไปในทบเสื้อ ลูบคลำผิวเนื้อเปลือยเปล่าอย่างช่ำชอง

 

“ฮ่ะ! อือ~”

 

สัมผัสเปียกชื้นที่ลำคอทำเอาซอนอินสั่นไปทั้งกาย ร่องรอยสีชมพูจางๆ ถูกขบกัดซ้ำอีกครั้งจนเป็นสีเข้ม อีกเพียงไม่ถึงคืบมือคู่นั้นก็จะเลื่อนลงเข้าหาแถวหว่างขาอยู่แล้ว ร่างกายก็ใกล้จะคล้อยตามอยู่รอมร่อ แต่จู่ๆ คนที่เป็นฝ่ายรุกไล่ก็หยุดเสียอย่างนั้น

 

จีรยงเลื่อนใบหน้าขึ้นประกบจูบคนตัวเล็กอย่างนุ่มนวลยาวนานทิ้งท้าย ก่อนกระซิบเสียงแหบพร่าใกล้ใบหูเล็กที่แดงจัด แล้วผละจากไปทั้งอย่างนั้น

 

 

“เสร็จจากศึกเมื่อไหร่ ข้าจะมาต่อ เตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน

 

 

หัวยังมึน สมองยังเบลอ ร่างกายยังไม่รู้หนาว รู้สึกแต่ร้อนๆ ที่แล่นพล่านไปทั่วกาย เสื้อผ้ายังยับย่น ทุกสิ่งรอบกายดูจะกลายเป็นอากาศธาตุ แต่ที่หน้าอก หัวใจกลับเต้นโครมครามจนน่าหนวกหู

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up