Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 17

 

 

 

บรรยากาศอึดอัดกดทับคนทั้งสองจนยากจะสั่งให้ร่างกายควบคุมระดับการหายใจให้เป็นปกติ ที่ด้านหนึ่งของโต๊ะไม้กลางห้อง ฮีอูนั่งก้มหน้านิ่งแม้จะรู้ว่าถึงอย่างไรร่างสูงตรงข้ามไม่สามารถจ้องมองตนได้ก็ตาม

 

หลังจากที่ยองจูเรียกชื่อเขาไปเมื่อตอนบ่าย ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อไปอีก มูฮยอนก็เคาะประตูตะโกนเรียกโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน ทำให้การสนทนาต้องหยุดไป ฮีอูบอกยองจูเพียงว่าต้องออกไปที่ตลาดกับมูฮยอนเพื่อเอาตัวยาที่เพิ่งปรุงเสร็จไปฝากขายที่ตลาดกลางในหมู่บ้าน และโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ ฮีอูก็พูดต่อไปอย่างปกติว่าเตรียมอาหารเสร็จแล้ว จากนั้นก็เดินเข้าไปประคองแขนของยองจูที่ไม่คิดขัดขืนหรือพูดอะไรออกมาไปยังโต๊ะอาหาร จากตอนนั้นก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้วจนฟ้ามืด กว่าที่ฮีอูจะกลับเข้ามาในบ้าน และพบว่ายองจูยังนั่งอยู่ที่เดิม และอาหารก็ยังไม่ลดปริมาณลงเลยแม้แต่น้อย

 

ทุกอย่างวางนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน แม้แต่เม็ดข้าวที่เรียงตัวกันอยู่ในถ้วยชาม

 

ยองจูรับรู้ถึงการมาของฮีอู แต่ก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรออกมา ทางด้านฮีอูเองก็กระอักกระอวนจนรู้สึกจุกแน่นในอกไปหมด ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปเมื่อถูกจับได้แล้วว่าตนเองเป็นใคร

 

ไม่กล้าที่จะร้องขอ เพราะรู้ว่าตนเองไม่มีสิทธิ์

 

แต่ถ้าจะให้เงียบต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ ฮีอูก็รู้สึกได้ว่าตัวเขาเองจะต้องขาดอากาศหายใจตายไปก่อนเพราะความกดดันเป็นแน่

 

“อาหารเย็นหมดแล้ว เราไปทำให้ใหม่แล้วกัน ถึงอย่างไรก็ต้องทำอาหารค่ำอยู่แล้ว

 

เป็นการทำลายความเงียบที่อ้อมค้อมที่สุด แต่ฮีอูก็ไม่รู้จะต้องทำยังไงต่อแล้ว เขาลุกขึ้นเพื่อเตรียมยกจานชามออกไป

 

ไม่รู้ว่าเพราะความเคยชินที่อยู่ดูแลกันมามากกว่าหนึ่งเดือนหรือเปล่าที่ทำให้มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กของคนที่เดินอ้อมโต๊ะมายืนอยู่ด้านข้างได้อย่างแม่นยำ

 

“ทำไมต้องโกหก

 

เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นทำให้คนฟังอยากจะย้อนคำถามกลับไปเหมือนกัน ...ทำไมต้องหลอกกันด้วย?

 

“ไม่สำคัญที่ท่านจำเป็นต้องรู้หรอก” ฮีอูแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดนานนักที่จะตอบสวนกลับไป “ถึงท่านจะไม่พอใจยังไง ตอนนี้เราก็จะทำหน้าที่ดูแลท่านอยู่ดี ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่ปล่อยให้ท่านอยู่ในสภาพเช่นนี้ตามลำพังแน่”

 

ฮีอูบิดข้อมือออกจากการกอบกุม ทว่าขืนแรงไปก็เปล่าประโยชน์เมื่ออีกฝ่ายไม่คิดจะปล่อย

 

“เจ้า...” เสียงทุ้มเอ่ยค้างไว้แค่นั้น ก่อนจะปล่อยข้อมือเล็กให้เป็นอิสระอย่างง่ายดาย เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินกลับไปยังเตียงนอนที่อยู่ไม่ห่างกันด้วยความเคยชิน

 

ร่างเล็กมองยองจูที่ทรุดกายลงนั่งบนเตียงด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อครู่ยองจูอยากจะพูดอะไรกันแน่?

 

คิดไป ...ก็ไม่ได้คำตอบ

 

 

อาหารค่ำผ่านพ้นไปด้วยความเงียบ ยองจูทานยาตามปกติ ในตอนนี้ที่เหลือก็เพียงเปลี่ยนผ้าพันแผลและใส่ยาตามร่างกายให้เท่านั้น

 

ทั้งที่ก็ทำเหมือนเคย แต่มือเล็กกลับสั่นไปหมด ผ้าสีขาวค่อยๆ ถูกปลดออกทีละชั้น จนกระทั่งมองเห็นท่อนแขนที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัวเกือบจะทั่วทั้งแขน แทบไม่มีสีผิวที่เป็นปกติ

 

ฮีอูโปะยาลงไปอย่างเบามือ พยายามหยุดอาการสั่นไม่ให้รุนแรงมากเกินไป แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกินเมื่อความเงียบคอยเป็นแรงกดดันอยู่เช่นนี้ อีกทั้งความคิดในสมองก็ไม่ยอมหยุดเสียที

 

ได้ยินแต่เสียงตัวเองร้องบอกว่าความสัมพันธ์นี้คงยืดต่อไปได้อีกไม่นาน

 

พลันน้ำตาหยดลงอย่างไม่ทันได้รู้ตัว

 

หยดน้ำอุ่นๆ ที่ตกกระทบท่อนแขนทำให้ร่างสูงรับรู้ได้ว่าคนตัวเล็กกำลังร้องไห้ ช่วงเวลาผ่านไปในความเงียบ แม้จะไม่ได้ยินเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาเลย แต่ยองจูก็รู้ว่าคนตรงหน้ายังไม่หยุดร้องไห้

 

เขาเองก็สับสน การที่ได้รู้ว่าฮีมินคือฮีอูมันทำให้เขาเรียงลำดับความคิดยุ่งเหยิงไปหมด คิดมาเสมอว่าจะไม่มีวันพบเจอคนตรงหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง แต่อยู่ๆ กลับเป็นคนที่มาช่วยชีวิตเอาไว้ คอยดูแลอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เป็นอย่างนี้แล้ว ความตั้งใจเดิมที่มีก็สั่นคลอนไปหมด

 

รู้ดีแก่ใจ ว่าหากเจอกันอีกครั้ง หากคิมฮีอูมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง มือคู่นี้ของเขาคงไม่อาจปล่อยให้จากไปได้อีกเป็นครั้งที่สอง

 

กับคิมฮีอูคนนี้ ยองจูไม่อาจหยุดความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นกับหัวใจได้เลย

 

 

และจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ยองจูอยากจะทิ้งทุกอย่างออกไปก่อนชั่วคราว แล้วสนเพียงความรู้สึกของตนเอง และความรู้สึกของคนตรงหน้าแต่เพียงเท่านั้น

 

 

“...ขอโทษ” พร้อมเสียงทุ้มที่เอ่ยนั้น มืออบอุ่นก็เลื่อนขึ้นทาบผิวหน้าของคนตัวเล็กแผ่วเบา ปลายนิ้วหยาบไล้สัมผัสเบาๆ ไปตามดวงหน้าหวาน

 

ฮีอูปล่อยอุปกรณ์ทำแผลในมือลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เสียงสะอื้นที่ทนเก็บกลั้นเอาไว้พังทลายลงพร้อมทำนบน้ำตาที่ไหลรื้นลงสองข้างแก้มอย่างห้ามไม่อยู่

 

เสียงเล็กสะอึกสะอื้นหนักหน่วง ขณะที่มีมือใหญ่ทาบใบหน้าอยู่เช่นนั้น

 

“ฮึก....ฮือออ...

 

“ข้าขอโทษที่ทำร้ายเจ้า

 

ศีรษะเล็กส่ายไปมาทั้งที่ยังร้องไห้ มือขาวทั้งคู่ยึดชายเสื้อคนตัวสูงไว้ด้วยอาการสั่นสะท้าน

 

“ข้าขอโทษที่หลอกเจ้า...

 

ฮีอูยังคงสั่นศีรษะปฏิเสธคำพูดเหล่านั้นแม้ว่าอีกคนจะมองไม่เห็นก็ตาม คำขอโทษใดๆ ฮีอูก็ไม่ต้องการทั้งนั้น ไม่จำเป็นเลยกับวาจาที่เป็นเพียงอากาศธาตุ สิ่งที่ฮีอูต้องการคือคนตรงหน้านี้ต่างหาก

 

“ฮึก...อย่าทิ้งเราไปอีก...ได้ไหมยองจู ฮึก ฮืออ

 

มือเล็กจับยึดชายเสื้อแน่นขึ้น แผ่นอกบางกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง

 

ในตอนนี้ ฮีอูเพียงต้องการรั้งยองจูอย่างไม่สนเหตุผลอื่นใด

 

“ฮึก...ถ้าจะจากเราไปอีก ฮึก ก็ช่วยพาลมหายใจของเราไปด้วย ฮือๆ ...ไม่มีท่าน เราก็อยู่ไม่ได้ ...ยองจู เราทำทุกอย่างเพื่อท่านได้ทั้งนั้น แค่เพียงอย่างเดียวที่เรายอมไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด ฮึกฮือ... แค่เรื่องนี้เท่านั้น....” มือสั่นเทายกขึ้นนาบกับมือใหญ่ที่จับใบหน้าของตนอยู่ให้เลื่อนลงมาที่บริเวณหน้าอก

 

เสียงคลื่นหัวใจบ่งบอกการมีชีวิตอยู่แล่นผ่านจากฝ่ามือใหญ่ที่ทาบทับไปสู่การรับรู้ของร่างสูง

 

“...หากเป็นความต้องการของท่าน จะให้เราไปตายที่ไหนก็ได้ แต่แค่สิ่งนี้เท่านั้นที่เรายอมให้ท่านผลักไสไปไม่ได้ หัวใจของเรา ความรู้สึกของเรา ความรักของเรา... ยองจูอย่าปฏิเสธอีกเลยนะ ฮึก... หากท่านเองก็มีใจ ได้โปรด บอกให้เรารับรู้ด้วยเถิด ปาร์คยองจู

 

อย่าทำเมินเฉยอีกเลย ขอร้องล่ะ ตอบรับความรู้สึกที่ท่วมท้นจนแทบจะหยุดลมหายใจในทุกวินาทีนี้ทีเถิด

 

 

ร่างสูงไม่ได้ใช้คำพูดในการตอบรับความในใจของคนตัวเล็ก เขาเพียงแต่ปล่อยให้ช่วงเวลาดำเนินผ่านไปอย่างเชื่องช้า รับรู้ถึงมือเล็กๆ ที่กอบกุมมือของเขาด้วยอาการสั่นน้อยๆ ซึมซับเสียงหัวใจของคนตรงหน้าที่ร้องบอกว่ารักเขามากเพียงไร

 

รัก... ความรู้สึกที่ยองจูไม่คาดคิดว่าตนเองจะมีวันได้สัมผัส

 

สิ่งที่เรียกว่าความรัก แท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่? ที่ผ่านในชีวิต ยองจูรู้จักเพียงคำว่าหน้าที่ ตั้งแต่เล็ก สิ่งที่ถูกพร่ำสอนมาคือการปกป้องดูแลคิมซอนอิน มีชีวิตอยู่เพื่อคิมซอนอิน และเพราะตลอดมาข้างกายเขามีแต่เพียงลูกศิษย์คนนี้คนเดียวเท่านั้น จึงไม่คิดสนใจเรื่องอื่นใดนอกเหนือจากคนสำคัญคนนี้เลย ด้วยความใกล้ชิดนี้ ยองจูเองเคยคิดด้วยซ้ำว่าคนที่จะทำให้เขารู้สึกดีๆ ได้ก็มีแต่เพียงคิมซอนอินเท่านั้น

 

หากจะรักใครสักคน ก็คงเป็นคนคนนี้

 

ทว่า... คิมฮีอูกลับทำลายทุกอย่างที่เขาเคยเข้าใจมาตลอด

 

เขาหวงและห่วงซอนอิน รักและทะนุถนอมมากกว่าใคร ยอมแลกชีวิตได้อย่างไม่ต้องคิด ความรู้สึกเหล่านั้นเกิดมาจากความรักอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่รักอย่างที่ยองจูเข้าใจมาตลอด เขารักซอนอินเหมือนครอบครัว รักซอนอินเหมือนกับน้องชาย เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต

 

คิมซอนอินสำคัญสำหรับเขามากที่สุด...

 

หากแต่ในตอนนี้ คนอีกคนหนึ่งก็ได้ครอบครองหัวใจของเขาไว้จนหมดแล้วเช่นกัน

 

จะทำอย่างไรกับความรู้สึกนี้ดี เขาควรจะยอมรับใช่ไหม? แล้วหากวันข้างหน้าเขาต้องเลือกระหว่างซอนอินกับฮีอูเล่า เขาจะทำเช่นไร? หากปล่อยให้ความรู้สึกเป็นผู้นำ แล้วที่สุดของทางออกเขาจะฝ่าฟันมันไปได้อย่างไร?

 

ซอนอินเป็นครอบครัวของเขา ส่วนฮีอูก็เป็นคนที่เขาอยากจะตอบรับความรู้สึกที่มี

 

 

หากวันข้างหน้าต้องเลือกแล้วล่ะก็ ยองจูไม่อาจมองเห็นคำตอบได้เลย

 

 

และเพื่อไม่ให้คนตรงหน้านี้ต้องเสียใจมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น ตราบใดที่ยังไม่อาจเลือกคิมฮีอูแทนซอนอินได้โดยไม่สนข้อแม้ เขาก็ไม่ควรสร้างบาดแผลในใจให้กับฮีอูมากไปกว่านี้

 

 

ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ กว่าที่เสียงสะอื้นไห้จะเงียบลง ดูเหมือนฮีอูจะตัดใจที่จะรอฟังคำตอบรับของร่างสูง ร่างเล็กเช็ดน้ำตาด้วยชายแขนเสื้อสองสามที คว้าอุปกรณ์ทำแผลไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะลุกจากเตียงไปโดยไม่พูดอะไรอื่นอีก

 

ฮีอูเก็บข้าวของเข้าที่ เรียงต้นสมุนไพรที่จะใช้ทำยาลงบนโต๊ะไม้อย่างเป็นระเบียบ ดับเตาไฟที่เคี่ยวตัวยาค้างไว้เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน นั่งรอให้ยาที่ต้มหายร้อนอยู่เงียบๆ ภายในห้องครัวที่เหลือเพียงแสงไฟจากโคมสองดวงบนโต๊ะตรงหน้า ใบหน้าหวานดูเหม่อลอยยามที่ต้องแสงสีเหลืองอ่อน ดวงตาคู่สวยไม่สะท้อนประกายสดใส บานหน้าต่างทางซ้ายเปิดโล่งเผยให้เห็นดวงจันทร์สีนวลที่ลอยเด่นอยู่กลางผืนนภาอย่างโดดเดี่ยว บรรยากาศรอบตัวของร่างเล็กนั้นทั้งดูซึมเศร้าและอ้างว้างจับใจ

 

เช้าแล้ว ตัวยาก็เย็นจนชืด แต่ร่างเล็กๆ ที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องครัวกลับยังไม่คิดจะเทยาเหล่านั้นลงในขวดแก้วใบเล็กเพื่อเตรียมขายในตอนฟ้าสาง อีกหนึ่งชั่วยามมูฮยอนก็จะมาตามแล้ว การขายยารักษาโรคนี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่ฮีอูจะหาเงินมาใช้จ่ายได้ ทว่า ตอนนี้ฮีอูไม่ได้สนใจเลยสักนิด ความผิดหวังที่เกาะกินหัวใจของฮีอูนั้นบดบังทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าไปจนหมด

 

 

โบร๋ววววววววววว!!!

 

 

จู่ๆ เสียงหอนของสุนัขจิ้งจอกก็ดังขึ้น ฮีอูกระพริบตาปริบราวกับเพิ่งหลุดออกจากห้วงภวังค์ เสียงหอนของสุนัขจิ้งจอกดังขึ้นอีกสองครั้ง คราวนี้ฮีอูได้ยินอย่างชัดเจน และถึงกับสะดุ้งลุกขึ้นพรวดจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว มือเล็กผลักบานประตูหลังของห้องครัวออกไปที่ลานโล่งข้างตัวบ้าน ดวงตาเรียวเล็กกวาดมองไปยังเพิงไม้เล็กๆ ทันที พร้อมกับเท้าที่ออกวิ่งด้วยความตกตื่น

 

อิงอิง ไม่เคยหอนเสียงดังขนาดนี้!

 

ความตกตื่นและความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นในทันที ฮีอูทำเพิงไม้ล้อมคอกไว้เล็กๆ ให้อิงอิงอยู่ตรงเนินเขาไม่ห่างจากตัวบ้านมากนัก เขากลัวว่าหากเลี้ยงไว้ใกล้ๆ ยองจูจะได้ยินเสียงของอิงอิง

 

เท้าเล็กก้าวกระชั้นถี่มากขึ้น หัวใจก็เต้นโครมครามรุนแรงเมื่อมองเห็นจากที่ไกลๆ ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งรุมล้อมอยู่บริเวณนั้นมากกว่าสามคน และหนึ่งในนั้นกำลังใช้ทวนปลายแหลมแหย่เข้าไปในคอกเพื่อไล่ต้อนสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยให้ออกมา

 

“ถอยออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!!”

 

“เฮ้ย มีคนมา” ชายคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนขึ้นเมื่อเห็นฮีอูวิ่งตรงเข้ามา

 

“สงสัยจะเป็นเจ้าของ กันมันไว้อย่าให้เข้ามา ตอนนี้สุนัขจิ้งจอกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ยังไงก็ต้องจับกลับไปให้ได้!”

 

“ปล่อยน่ะ!! อย่าทำร้ายอิงอิง!!” ทันทีที่ฮีอูวิ่งมาถึง ชายตัวใหญ่สองคนก็พุ่งตัวเข้ายึดแขนทั้งสองข้างของฮีอูไว้แน่น ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุด เพราะแรงและขนาดของร่างกายที่ต่างกันกว่าเท่าตัว

 

“อย่าดิ้นนักสิวะ!”

 

“ปล่อยนะ!! ช่วยด้วยยยย!!!!”

 

 

เพี้ยะ!!!

 

 

“แหกปากอีกคำเดียว ข้าปาดคอเจ้าแน่!” มีดเงินเย็นเฉียบถูกกดแนบลงกับลำคอขาว ฮีอูฝืนดิ้นอย่างไม่ยอม และไม่สนใจว่าที่มุมปากจะมีเลือดซึมออกมาจากการถูกตบเมื่อครู่ จนรู้สึกถึงความเจ็บแสบตรงช่วงลำคอขึ้นมาเมื่อถูกมีดบาดลงกับผิวเนื้อ

 

ดวงตาของฮีอูสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว เสียงของอิงอิงดังก้องสะท้อนไปทั่วทุ่งหญ้า แต่เพราะบ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนเขาเพียงหลังเดียว ผู้คนที่หมู่บ้านตรงเชิงเขาคงไม่มีทางได้ยินเป็นแน่

 

 

ไม่สิ อีกเดี๋ยวมูฮยอนก็จะมาแล้ว ขอให้ทันทีเถิด!

 

 

“ได้ตัวแล้ว!” มือของคนที่ถือหอกอยู่ข้างหนึ่งชูสุนัขจิ้งจอกหิมะตัวเล็กให้คนในกลุ่มเห็น

 

ฮีอูสะอื้นฮักอย่างเจ็บปวดเมื่อเห็นว่าที่ขาของอิงอิงโดนแทงเป็นแผลเหวอะหวะ เลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนขนสีขาวสว่างดูน่ากลัว

 

“ไม่นะ อย่าเอาอิงอิงไป ขอร้องล่ะ!”

 

“หุบปากน่าคุณชายตกยาก ถ้าจนนักก็กลับบ้านไปเสียสิ ชาวบ้านเค้าลือกันว่าแกเป็นลูกคนรวยนี่? แค่สุนัขจิ้งจอกตัวเดียว ยกให้พวกเราเถอะ” ชายคนที่จับอิงอิงแสยะยิ้มชั่วร้าย ทว่ายิ้มนั้นกลับต้องค้างอยู่บนใบหน้าที่ซีดขาวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นสัตว์ร้ายน่ากลัว

 

“ลูกพี่เป็นอะไรไป?!” ชายฉกรรจ์สามคนในกลุ่มมองหัวหน้าของตนเองอย่างมึนงง ก่อนหันสายตาตามอย่างสงสัย และเมื่อคนทั้งหมดหมุนกายหันไปมองด้านหลัง ความตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าโจรทั้งกลุ่ม

 

ที่สุดปลายสายตาของทุกคนนั้น คือร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มที่สวมอย่างรุ่มร่าม ตามเนื้อตัวมีผ้าสีขาวผืนยาวหลายเส้นพันเกือบจะทั่วร่าง ที่ศีรษะก็มีเศษผ้าหลุดลุ่ยที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะกระชากทึ้งออกไปจนเผยให้เห็นนัยน์ตาข้างหนึ่งที่เป็นสีแดงฉานราวกับมีเพลิงกัลป์โชติช่วงอยู่ในดวงตาคมคู่นั้น

 

ทั้งที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งกลุ่มตกตื่นคือมวลสารโดยรอบของร่างสูง ไอควันสีดำสนิทลอยวนอยู่รอบร่างทั้งร่างราวกับเป็นเกราะอีกชั้นหนึ่ง และเพียงแค่คนคนนั้นยกมือที่เต็มไปด้วยร่อยรอยของบาดแผลฟกช้ำขึ้น หอกปลายแหลมในมือของโจรก็ถูกดึงกระชากออกมาอยู่ในมือร่างสูงคล้ายมีเอ็นเบ็ดตวัดเกี่ยวเข้าหาตัว

 

“นั่นมัน... อะไรกัน!!!”

 

โจรคนหนึ่งร้องถามเสียงหลง ในขณะที่ร่างเล็กก็ได้แต่พึมพำชื่อยองจูออกมาเบาๆ อย่างตกใจ

 

“ปล่อยคนของข้า แล้วก็ปล่อยสุนัขจิ้งจอกซะ” เสียงทุ้มไม่ได้ตะโกนดังนัก แต่กลับฟังกดดันอย่างที่สุด

 

“ปล่อยให้โง่! เห้ย ยืนบื้ออะไรอยู่ วิ่งสิวะ!!....อ๊าคคคคค” ยังไม่ทันจะได้ขยับเท้า ขาของคนพูดก็บิดงอไม่เป็นท่า คนที่เหลือเห็นดังนั้นก็รีบก้าวถอยหลังสีหน้าตื่น ปล่อยร่างเล็กลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

 

ฮีอูรีบถลาไปคว้าอิงอิงที่ถูกโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี ร่างกลมๆ ของสัตว์ตัวน้อยสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ดวงตาเม็ดเล็กสีดำหรี่ปรือเคล้าน้ำตาด้วยความเจ็บจากบาดแผล

 

ก่อนที่จะมีใครโดนบิดขาเป็นคนที่สอง กลุ่มคนทั้งหมดก็พากันวิ่งกุลีกุจอลงเนินเขาไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่พ้นสายตาไปเท่านั้น ร่างสูงที่ยืนอยู่ก็ทรุดฮวบลงกับผืนหญ้าทันที

 

 

“ยองจู!!!!”

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เป็นฝันที่วุ่นวายดีพิลึก

 

ซอนอินตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้ายุ่งเหยิง ดวงหน้าสวยงามขมวดยุ่งยับย่นไปหมด จนนางกำนัลสาวแบยอนอาอดไม่ได้ต้องเอ่ยถามขณะสางเส้นผมให้ผู้เป็นนายอย่างเบามือ

 

“เป็นอะไรไปหรือเพคะองค์วังชอนซา?”

 

“ข้าฝันแปลกๆ

 

“ฝัน? ทรงฝันถึงสิ่งใดเพคะ?” โซยอนที่กำลังเปลี่ยนชุดทรงให้เอ่ยถามด้วยความสนใจ

 

ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง คิ้วบางกดลึกอย่างใช้ความคิดนึกย้อนกลับไปหารายละเอียดในความฝัน “ข้าฝันว่าข้าเห็นตัวเอง ไม่สิ ข้าฝันว่าข้ากำลังคุยกับตัวเองที่เป็นอีกคนหนึ่ง อ๊า!~ ข้าจะอธิบายอย่างไรดีนะ เอาเป็นว่า ข้าฝันว่าตัวข้ามีสองคน แบบนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือเปล่า?”

 

สาวใช้ทั้งสองย่นคิ้วตาม “แบบที่เป็นเหมือนฝาแฝด อย่างกึมซอง โทซอง ใช่ไหมเพคะ?”

 

ซอนอินมองยอนอานิ่งคิด ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ “ไม่เหมือน แต่ก็คล้ายๆ มันเหมือนกับว่าข้าส่องกระจกดูตัวเองอย่างไรอย่างนั้นเลยล่ะ ทั้งหน้าตา รูปร่าง เหมือนกันไปหมด

 

“ฝันประหลาดแท้

 

“ทูลให้ฝ่าบาททราบดีไหมเพคะ? จะได้ให้นักโหราศาสตร์มาตีความหมายให้อย่างไรล่ะ!”

 

“ไม่เอาหรอก เรื่องไม่เป็นเรื่อง น่าขายหน้าออกจะตายไป กับแค่ฝัน

 

คนตัวเล็กยู่หน้าเมื่อนึกว่าตนเองต้องเล่าความฝันให้คนตัวสูงฟัง ถ้าไม่โดนหัวเราะเยาะก็แปลกไปล่ะ!

 

ซอนอินถูกสองสาวเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตา สางเส้นผมจนเสร็จ ก่อนจะออกมายังห้องทานอาหาร ร่างบางจัดการกับข้าวต้มตรงหน้าจนหมดในเวลาไม่นาน นั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ที่ศาลาในสวนจำลองจนถึงช่วงสายที่แดดเริ่มแรงจัด

 

อากาศร้อนจนต้องตัดใจที่จะเฝ้ามองท้องฟ้าเผื่อว่าจะได้เห็นเจ้านกน้อยบินกลับมา ร่างบอบบางลุกขึ้นแล้วหมุนตัวเพื่อจะเดินกลับเข้าตำหนัก ทว่าก็ชนเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งเข้าเต็มอกเสียนี่

 

ดวงหน้าสวยจมมิดกับอกของร่างสูง ทั้งเนื้อผ้า และกลิ่นกาย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร

 

“ทำไมไม่ปลุกข้าล่ะ? เมื่อคืนเจ้ามาใช่ไหม?” คนสวยตัดพ้อทันทีที่เงยหน้าขึ้นมอง เอวของเขาถูกรวบไว้ด้วยวงแขนของคนตรงหน้า

 

“ใครกันเล่าที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่ที่ริมหน้าต่าง ขนาดข้าอุ้มยังไม่รู้สึกตัว พอเช้าขึ้นมาเห็นว่ายังนอนหลับตาพริ้มก็ไม่อยากรบกวน” ริมฝีปากอุ่นหยอกเย้าผิวแก้มนุ่มของคนในวงแขน ก่อนจะเริ่มรุกไล่ไปหาริมฝีปากสีสวย

 

ซอนอินหลับตาลงตอบรับจูบแรกของวันอย่างว่าง่าย ยิ่งเห็นว่าท่าทางของร่างสูงในวันนี้ไม่มีเค้าความโกรธเคืองอย่างเมื่อวานก็พลอยโอนอ่อนผ่อนตาม ตอบรับเรียวลิ้นที่ล่วงล้ำเข้ามาด้วยการเกี่ยวกระหวัดเข้าหา อึกอักเล็กน้อยกับการจูบไม่เว้นจังหวะหายใจ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

 

จีรยงก้มลงจูบซับมุมปากฉ่ำหวานให้จนสะอาด

 

“ตัวเจ้าอุ่นไปหมดแล้ว เข้าตำหนักเถิด

 

 

ตำหนักโยกันในตอนสายอบอวลไปด้วยกลิ่นไอแดด มีเพียงแต่ในห้องนอนที่เจือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้สีขาวที่ชวนให้รู้สึกลุ่มหลงไม่ต่างจากกายงดงามของเจ้าของห้อง

 

ซอนอินถูกฉุดลงมาให้นั่งที่ตักขององค์รัชทายาทแห่งฮานึล ร่างผอมบางภายใต้อาภรณ์สีขาวสว่างตาเอนซบอิงกายร่างสูงด้วยท่าทางออดอ้อนเล็กน้อย วงแขนเล็กๆ วาดรอบลำคออีกฝ่ายไว้อย่างหลวมๆ ดวงหน้าใสระเรื่อสีแดงยามที่ถูกมือใหญ่สอดผ่านทบเสื้อเข้าลูบไล้แผ่นอกชื้นเหงื่อ

 

“ข้าเช็ดตัวให้เจ้าดีไหม?” จมูกโด่งซุกซนอยู่แถวบริเวณลำคอขาว ลิ้นสากลากไล้ใบหูของคนตัวเล็กอย่างหยอกเย้า ขณะที่มือยังสำรวจผิวเนียนนุ่มลื่นน่าสัมผัส

 

คนสวยช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองคนพูดอย่างเขินอาย “เจ้ามีเวลาว่างนักหรืออย่างไร องค์รัชทายาทชองจีรยง?” คำถามแฝงนัยของหงส์งามทำเอาจีรยงอดไม่ได้ที่จะก้มลงงับกลีบปากที่ช่างพูดเสียทีหนึ่งอย่างอดใจไม่ไหว

 

นับวันคนสวยของเขาชักจะก้าวหน้าขึ้นมากทีเดียว

 

จีรยงเอ่ยกระซิบ “หม่อมฉันมีเวลาปรนนิบัติองค์วังชอนซาทั้งวัน อยู่ถวายงานให้ถึงยามค่ำยังได้

 

 

 

เพราะองค์รัชทายาทแห่งฮานึลรับสั่งว่าทรงว่างทั้งวัน ดังนั้น ตลอดทั้งวันนางกำนัลสาวของตำหนักโยกันจึงได้ยินเพียงแต่เสียงแว่วหวานหอบกระเส่าเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องบรรทมให้คนฟังได้รู้สึกหน้าร้อนหูร้อนไปตามๆ กัน

 

“องค์รัชทายาทก็ทรงนักเชียว อาหารเที่ยงก็ไม่ทรงเสวย นี่ก็ใกล้พลบค่ำแล้วยังไม่ทรงปล่อยองค์วังชอนซาของพวกเราออกมาอีก” แม้คำพูดของยอนอาจะฟังเหมือนขุ่นใจในการกระทำของนายเหนือหัว  แต่ใบหน้าของนางนั้นยิ้มแก้มแทบปริ

 

ก็แน่ล่ะสิ นางพอใจที่องค์วังชอนซาเป็นที่ต้องการขององค์รัชทายาทมากกว่าใครนี่นา!

 

“เจ้าไม่รู้สิใช่ไหมยอนอา ว่าอีกสองอาทิตย์องค์รัชทายาทจะทรงออกรบ หากไม่ประสงค์จะใช้เวลาส่วนพระองค์กับองค์วังชอนซาให้มากๆ สิพวกเจ้าค่อยโอดครวญ” กึมซองที่นั่งเอนหลังพิงกับผนังเงยหน้าขึ้นมองนางกำนัลสาวด้วยท่าทางสบายอารมณ์ เนื่องจากเด็กหนุ่มเพิ่งกวาดขนมหวานที่ยอนอานำมาทานเล่นกับผู้เป็นน้องอยู่ที่หน้าห้องเพื่อรอถวายงานเสียจนเกลี้ยงชาม

 

“เห๋? องค์รัชทายาทหรือจะทรงออกรบ?!”

 

“กับผู้ใดกัน?”

 

เกี่ยวกับเรื่องศึกสงครามบ้านเมืองแล้วละก็ สำหรับพวกนางกำนัลสาวใช้ก็เหมือนเป็นเรื่องนอกเหนือจากสารบบในชีวิตประจำวันโดยสิ้นเชิง

 

กึมซองยืดตัวขึ้นยืน แล้วเอ่ยตอบสองพี่น้อง “ฝ่าบาททรงวางแผนไว้ว่าจะนำทัพที่เจ็ดออกรบกับแคว้นคันเซด้วยพระองค์เอง โดยมีกองทัพนายพลซูวอนเป็นกำลังหนุนเสริมอีกแรง

 

โซยอนยกมือทาบหน้าอก “ใช้ทหารถึงสองกองทัพเลยหรือ? ทำไมถึงน่ากลัวเช่นนี้” เด็กสาวเป็นประเภทอ่อนไหวง่ายต่อเรื่องน่าหวาดเสียว จึงทำให้อดตื่นกลัวไม่ได้

 

“เพราะคันเซใช้ยอฮวาเป็นอาวุธในครั้งนี้น่ะสิ เฮ้อ ช่างเถิด พูดไปพวกเจ้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ข้าว่า เรามาคุยเรื่องที่พวกเจ้าเข้าใจเป็นอย่างดีกันดีกว่านะ” กึมซองถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นปัดไปมาในอากาศ ก่อนยิ้มทะเล้น “นี่ ข้าขอถามหน่อย ฝ่าบาททรงค้างแรมกับองค์วังชอนซาเกือบทุกวันเลยใช่ไหม?”

 

ยอนอาพยักหน้าตอบ “ใช่สิ องค์วังชอนซาของพวกเรางดงามถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นฝ่าบาทก็เถอะ อดพระทัยไม่ไหวหรอก!”

 

“ถ้าเช่นนั้น ข่าวลือที่ว่าองค์หญิงห้าจะทรงอภิเษกสมรสกับฝ่าบาทก็ไม่น่าจะเป็นจริงน่ะสิ...แค่ตอนนี้น่ะนะ

 

“อะไรกัน เจ้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกันหรือกึมซองแล้วตอนนี้ ของเจ้านี่หมายความว่าอย่างไร”

 

“เค้าพูดกันตั้งแต่ประตูวังหน้าจนสุดกำแพงวังหลังนั่นแหละ” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ “แต่จะว่าก็ว่าเถอะ ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีมูลความจริงเสียเมื่อไหร่ ถึงตอนนี้ฝ่าบาทจะทรงชอบพอองค์วังชอนซาก็เถอะ”

 

“พูดอะไรของเจ้าน่ะกึมซอง!! รู้อะไรก็เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ยอนอาแทบจะพุ่งไปคว้าคอองครักษ์หนุ่มอยู่รอมร่อ

 

กึมซองไอค่อกแค่กเพราะน้ำชาติดคอตอนโดนเด็กสาวพุ่งตัวเข้ามากระชากเสื้อ

 

“เรื่องการเปิดน่านน้ำการค้าจากแคว้นพกซอนั่นแหละ องค์หญิงห้าต้องการใช้การอภิเษกเป็นข้อแลกเปลี่ยน

 

“ร้ายกาจ!” ยอนอากระแทกเสียงอย่างลืมตัว

 

“ฝ่าบาทไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใช่ไหม?” โซยอนรีบแทรกคำถามก่อนที่พี่สาวจะโวยวาย

 

“ข้าไม่รู้หรอก เป็นเรื่องส่วนพระองค์น่ะ ไม่ได้เจรจากันในที่ประชุม ข้าแค่บังเอิญได้ยินมาจากพี่ชายข้า

 

“แล้วเจ้าก็เอามาป่าวประกาศ ข้าควรจะลงโทษเจ้าเสียหน่อยดีไหม ยูกึมซอง” เสียงทุ้มหนักที่ดังแทรกขึ้นทำให้คนทั้งสามสะดุ้งโหยงกับการปรากฏตัวของโทซอง

 

ยอนอาไม่รอช้ารีบรบเร้าขูดรีดความจริงโดยพลัน

 

“อย่าถามข้าเลย เรื่องส่วนพระองค์ข้าไม่อยากสอด อีกอย่าง ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็เป็นผู้ตัดสินพระทัย พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์หรอก” โทซองไม่สนใจสีหน้าขัดใจของเด็กทั้งสาม เขากระแอมไอเล็กน้อยปรับสีหน้าให้เรียบนิ่ง แล้วก้าวเข้าไปยืนชิดบานประตู เคาะลงไปสองสามที

 

“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ กระหม่อมยูโทซอง เพลานี้องค์หญิงอันแฮซูไม่ยอมเสวยอาหารเย็น เรียกร้องให้ตามฝ่าบาทไปหาที่ตำหนักพะย่ะค่ะ

 

.

.

.

 

“พะ...พอ...ฮ่ะ ฮั่ก...โทซอง...มา อื้อ!!” ซอนอินบิดกายทรมานต่อความวูบไหวที่ถูกปลุกเร้า มือขาวจับขยุ้มเส้นผมหนานุ่มที่ซุกอยู่ตรงหว่างขาอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่ที่จะเรียกร้องมากขึ้น

 

จีรยงจับเนินสะโพกเล็กยกขึ้นสูงแล้วส่งปลายลิ้นหยอกเย้า เร่งทวีความพลุ่งพล่านในกายให้กับคนสวยจนหลุดเสียงร้องชวนฟังออกมาอีกครั้ง

 

ดวงหน้าขาวเต็มรื้นไปด้วยน้ำตาจากการถูกกลั่นแกล้งไม่รู้จบมาทั้งวัน ร่างกายเหนื่อยล้าจนแทบสลบแต่คนตัวสูงก็ไม่ยอมให้ได้พัก นอนซบกายกันนิ่งได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกจับพลิกหน้าพลิกหลังโลมเลียตะโบมจูบจนเนื้อตัวมีแต่ร่องรอยน่าอายเต็มไปหมด นับเวลามาจนถึงตอนนี้ซอนอินก็จำไม่ได้ว่าตนเองถูกช่วยจนเสร็จไปสาม หรือสี่ครั้งกันแน่

 

“ฮ๊ะ!! ฮ๊า อื้ออออ....!!!”

 

ดวงหน้าสวยแหงนเงยขึ้นพลางร้องออกมาสุดเสียงยามที่กลั้นเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ความสุขสมในกามารมณ์ถูกปลดปล่อยในช่องปากขององค์รัชทายาทหนุ่มทุกหยาดหยด

 

อายจนไม่เหลือความอายแล้วในเวลานี้ คนสวยได้แต่สมเพชตัวเองในใจ

 

“ปากบอกว่าพอ แต่ร่างกายเจ้าดูอย่างไรก็ไม่คิดว่าพอเลยนะ องค์วังชอนซา” ชายหนุ่มยกยิ้มที่มุมปาก ซ้ำยังใช้ปลายลิ้นเลียคราบขาวข้นที่มุมปากให้คนขี้อายรีบเบือนสายตาหนีเสียอีก

 

ร่างสูงหยัดกายขึ้นนั่งหลังตรงทั้งที่ยังยึดต้นขาเล็กไว้ข้างตัวไม่ให้ได้ปกปิดส่วนที่หน้าอายซึ่งในตอนนี้ก็ยังสั่นระริกหลังการปลดปล่อยไปเมื่อครู่ เมื่อมองจากสายตาขององค์รัชทายาทหนุ่มในตอนนี้แล้ว เรือนร่างขาวผ่องเต็มไปด้วยอารมณ์ในรสเพศของหงส์แสนงามนั้นช่างดูเย้ายวนเสียยิ่งกว่าสาวนางโลมที่มีประสบการณ์เรื่องบนเตียงเสียอีก

 

จีรยงยกต้นขาข้างหนึ่งของซอนอินขึ้นแล้วไล้ริมฝีปากจูบไปตามผิวเนื้อนุ่มหอมเบาๆ ลากปลายลิ้นไปตามท่อนขาเรียวเรื่อยราวกับกำลังเพลิดเพลิน จนกระทั้งไปถึงปลายเท้าเล็ก ที่แม้แต่ตรงส่วนนี้ก็ยังทั้งนุ่มและหอมจนไม่น่าเชื่อ คนที่หันหน้าหนีเมื่อครู่สะดุ้งเล็กน้อยหันกลับมามองอย่างตกใจ

 

ตัวเป็นถึงองค์รัชทายาท เหตุใดถึงได้ใช้ริมฝีปากกับปลายเท้าของเขาเช่นนี้กัน!

 

“เป็นอะไร หืม? ตกใจที่ข้าทำเช่นนี้หรือ?” เห็นคนตัวเล็กเบิกตาโตแล้วชายหนุ่มก็ยกคิ้วขึ้นถาม ก่อนจะก้มลงจูบหนักๆ ที่ปลายนิ้วเท้าของร่างบาง

 

ซอนอินสะดุ้งเตรียมจะชักเท้ากลับ แต่ก็ถูกยึดข้อเท้าไว้เสียแน่น แล้วก็ต้องรีบหลับตาอย่างรวดเร็วด้วยความเสียวซ่านเมื่อปลายนิ้วเท้าข้างนั้นถูกลิ้นอุ่นร้อนดูดดุนหนักหน่วงครบทั้งห้านิ้ว

 

“จำไว้นะ ไม่ว่าจะส่วนไหนของร่างกายเจ้า เป็นของข้าทั้งหมด อย่าได้ทรยศคนที่เป็นเจ้าของร่างกายเจ้าเป็นอันขาด

 

จีรยงก้มลงประกบริมฝีปากบวมช้ำอีกครั้งทิ้งท้าย ก่อนจะลุกจากที่นอน แล้วคว้าเพียงเสื้อคลุมตัวนอกที่ถอดวางไว้ขึ้นสวม เมื่อมองจากสายตาของคนอ่อนแรงบนเตียงแล้ว ก็ให้รู้สึกอายอย่างที่สุด ดูเอาเถิด อีกคนนอนเปลือยเปล่าไม่เหลือเศษผ้าสักชิ้นปกปิดร่างกาย แต่อีกคนยังสวมชุดทรงว่าราชการเสียเรียบร้อย

 

เอาเปรียบกันจริงๆ!

 

ร่างสูงที่สวมเสื้อคลุมตัวนอกเสร็จแล้วก็ก้มลงจูบเบาๆ ที่หน้าผากชื้นเหงื่อของคนสวย เรียวคิ้วเข้มขมวดนิดๆ เมื่อผละริมฝีปากออกมา

 

“บอกว่าจะเช็ดตัวให้เจ้าแท้ๆ กลายเป็นว่าข้าทำให้เจ้าเปียกเยอะกว่าเดิมเสียอีก” พูดจาหน้าไม่อายอีกแล้ว ซอนอินได้แต่ส่งสายตาต่อว่าอย่างหมดแรง จะโวยวายยังไม่มีเสียงเลย รู้สึกแสบคอไปหมด

 

“เฮ้อ ข้าคิดว่าจะว่างแล้วเชียวนะ เอาเถิด หากคืนนี้ข้ามาได้ก็จะมาแล้วกัน เจ้าก็ไม่ต้องรอหรอก หากง่วงก็หลับก่อนได้เลย

 

หลังแผ่นหลังขององค์รัชทายาทแห่งฮานึลก้าวออกไปจากบานประตู ดวงหน้าสวยที่เชื่อมแสงน่ามองอยู่เมื่อครู่ก็พลันเศร้าหมองลง ตั้งแต่ที่โทซองเคาะประตูเรียกเมื่อครู่ เขาก็เอาแต่คิดถึงคำพูดของโทซองที่ว่าองค์หญิงห้าต้องการให้จีรยงไปหาที่ตำหนัก

 

ทั้งสองคนสนิทสนมกันถึงขั้นไหนกัน ถึงได้เรียกหากันง่ายๆ เช่นนี้?

 

แล้วท่าทางของร่างสูงที่คิดจะทิ้งเขาไว้เช่นนี้ก็ทำได้อย่างไม่สนใจนี่อีกเล่า เหมือนตัวเขาเองเป็นแค่คนในหอเริงรมย์ อยากจะมายุ่งวุ่นวายด้วยก็มา อยากจะผละจากก็ไปง่ายๆ ไม่ต่างกันเลยสักนิด

 

ระหว่างที่ถูกนางกำนัลสาวพาไปอาบน้ำ ซอนอินก็ยังไม่หลุดจากห้วงแห่งความคิด

 

 

ที่ว่าตัวของเขาเป็นของจีรยง ก็เพียงแค่ร่างกายจริงๆ ใช่ไหม?

 

ความรู้สึกของเขา วันใดกันจะส่งไปถึงใจของคนผู้นั้นได้

 

 

ซอนอินไม่อาจล่วงรู้คำตอบของตนเองในข้อนี้ได้เลย

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up