Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 16

 

 

โถงว่าราชการในเช้าวันนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศวุ่นวายสับสน เสียงพูดคุยของเหล่าขุนนางดังสลับกันไปไม่หยุดจนกระทั่งนายทหารเวรยามหน้าประตูร้องบอกการเสด็จมาถึงขององค์รัชทายาทชองจีรยง

 

เสียงที่ดังระงมเมื่อครู่พลันเงียบลงในฉับพลัน ทุกสายตาต่างก้มมองผู้เป็นนายเหนือหัวเดินผ่านไปจนถึงที่ประทับด้านหน้า เมื่อร่างสูงสง่ารับสั่งให้ลุกขึ้นได้ เหล่าข้าหลวงก็พากันโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียงก่อนเงยหน้าขึ้น

 

“ฝ่าบาท อาการของพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเช่นไรบ้างพะย่ะค่ะ?” ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เป็นตัวแทนของทุกคนเพื่อจะถามถึงพระอาการของกษัตริย์ชองฮวาจีที่ล้มป่วยหนักเมื่อสามวันก่อน ในตอนนี้ทั่วทั้งวังต่างใจคอไม่ดีกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

 

“ดีขึ้นแล้ว” จีรยงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เช่นเคย ความสุขุมไม่หวั่นเกรงต่อเหตุการณ์ต่างๆ นี้เองที่ทำให้ขุนนางทุกแขนงให้ความเคารพนับถือในว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไปพระองค์นี้

 

นายพลซูวอน หนึ่งในทหารหลวงชั้นสูงขยับเดินออกมาจากแถวแล้วโค้งกายต่ำก่อนเริ่มถวายรายงานสำคัญ เนื่องจากในเวลานี้ทางฮานึลกำลังอยู่ในช่วงประกาศทำศึกอย่างเป็นทางการกับแคว้นคันเซ ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของฮานึล ดังนั้นความเคลื่อนไหวของคันเซจึงอยู่ในสายตาของผู้นำทัพโดยตลอด เพราะหากการปะทะกันครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ อาจก่อให้เกิดการกุมอำนาจของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณช่วงรอยต่อทะเลสาบของทั้งสองแคว้นได้ หากชาวบ้านเหล่านั้นโอนเอียงไปหาอีกพวกแล้วละก็ ผลเสียที่ฮานึลจะได้รับก็อาจเป็นปัญหาในภายภาคหน้าได้มากพอสมควร เพราะบริเวณทะเลสาบตรงนั้นถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีต่อการวางแผนรบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าบริเวณอื่น

 

“ฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าแคว้นเล็กยอฮวาจะให้ความร่วมมือกับคันเซตามสายข่าวที่สืบรู้มาอย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ

 

แคว้นเล็กยอฮวาเป็นแคว้นที่อยู่ถัดจากทะเลสาบเออินชุน เป็นแคว้นที่ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการเมืองใดๆ การปกครองของแคว้นเล็กยอฮวานั้นมีผู้นำราชวงศ์ไม่กี่พระองค์ อาศัยจากการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีกษัตริย์และชาวบ้านที่รักใคร่กัน อยู่อย่างพอเพียง ทว่า แคว้นเล็กๆ แห่งนี้ถือเป็นแคว้นที่มีกำลังการผลิตอาวุธชั้นเลิศที่สุดเท่าที่แคว้นใดจะสามารถทำได้ รายได้หลักที่หมุนเวียนภายในยอฮวาก็มาจากการส่งออกอาวุธเหล่านี้ แม้แต่ทางฮานึลเองยังต้องสั่งลูกธนูเงินจากยอฮวา

 

แล้วเหตุใด แคว้นที่ไม่คิดจะแย่งชิงอำนาจถึงได้ร่วมมือกับคันเซ? ซ้ำหากเป็นจริงดังว่า การรบครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

 

“เป็นไปได้หรือไม่ว่าราชบุตรเขยขององค์หญิงเยอินจะเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้? กระหม่อมมองไม่เห็นเหตุผลอื่นใดเลยที่ยอฮวาจะร่วมมือกับคันเซ ในเวลานี้ องค์หญิงเยอินเป็นราชธิดาเพียงพระองค์เดียว ซ้ำผู้เป็นกษัตริย์ก็เตรียมสละราชบันลังก์แล้วด้วย ...ไม่ผิดแน่ ต้องเป็นราชบุตรเขย องค์ชายสองแห่งแคว้นพกซอแน่!”

 

หลายเสียงเอ่ยพ้องเห็นด้วยกับนายพลซูวอน ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าองค์ชายสองแห่งแคว้นพกซอ อันแจอุค นั้นทะเยอทะยานมากเพียงไร แต่ทว่าความสามารถกลับไม่เป็นที่ประจักษ์ แม้แต่ในพกซอเองยังไม่มีใครสนใจในตัวของอันแจอุคสักเท่าใด ส่วนหนึ่งอาจเพราะองค์ชายสองเป็นบุตรของสนมที่เลื่อนขั้นมาจากนางโลม การศึกษานั้นก็อยู่ในระดับกลาง เป็นบุคคลที่ไม่มีอะไรโดดเด่น เมื่อเห็นหนทางจะผลักดันตนเองให้เป็นผู้นำได้ก็ไม่รอช้า การอภิเษกสมรสกับองค์หญิงแห่งแคว้นเล็กยอฮวาจึงเป็นเหมือนการเบิกทางให้คนผู้นี้ได้คว้าอำนาจมาเป็นของตนเองเท่าที่จะทำได้

 

ร่างสูงยืดตัวขึ้นยืนจากที่ประทับ ท่วงท่าอิริยาบถขององค์รัชทายาทที่เปลี่ยนไปทำให้เสียงของเหล่าขุนนางเงียบลง ดวงเนตรคมกร้าวกวาดมองกลุ่มคนตรงหน้าก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เบื้องหน้า บนโต๊ะขนาดใหญ่มีผังเมืองการรบภูมิศาสตร์ของคันเซอย่างละเอียด

 

เรียวคิ้วเข้มกดลึกลงยามที่เจ้าของรูปหน้าคมเข้มใช้ความคิด ริมฝีปากหยักขยับพึมพำคำนวณผลได้ผลเสียต่อแผนรบกับตนเองไม่นานนัก ก่อนเอ่ยขึ้นกับนายพลทหาร “หากยอฮวาร่วมมือกับคันเซ กองกำลังม้าและพลธนูที่อยู่ทางเชิงเขาเออินชุนต้องเพิ่มอีกห้าพันนาย กระจายให้รอบไม่ให้มีช่องทางออกได้ทั้งด้านข้างและด้านหลัง ออกคำสั่งให้ชัดเจนว่าให้ปะทะแค่กับทหารเท่านั้น ชาวบ้านแม้แต่คนเดียวก็ห้ามแตะต้อง

 

“แต่ฝ่าบาท หากรับสั่งเช่นนี้ เราจะเสียเปรียบนะพะย่ะค่ะ

 

“อย่าได้ห่วงเรื่องนั้นนัก ข้าเห็นสำคัญต่อชาวบ้านริมทะเลสาบมากกว่า ถึงอย่างไรยอฮวาก็เคยเป็นพันธมิตรกับเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าชาวบ้านพวกนั้นจะทนรับให้อันแจอุคเป็นผู้นำบ้านเมืองได้ ดีไม่ดี เราเองเสียอีกที่จะได้เปรียบในการรบครั้งนี้ เพราะหากชาวบ้านต่อต้านอันแจอุคล่ะก็ มีเหลือทางเดียวคือสนับสนุนทหารของเรา แต่ถ้าไม่ เราเองก็มีกำลังมากพอจะเอาชนะได้อยู่แล้ว จะมีก็แต่ว่าใช้เวลามากน้อยแค่ไหนเท่านั้น

 

รับสั่งขององค์รัชทายาทนำพาให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนออกปากชื่นชมยกย่องต่อไหวพริบและความคิดของชายหนุ่ม แม้จะยังมีพระชนมายุเพียง 22 ชันษา แต่ความสามารถไม่เป็นรองกษัตริย์องค์ปัจจุบันแม้แต่น้อย

 

สงครามระหว่างแคว้นของคันเซถูกหยิบยกมาถกปัญหาอย่างต่อเนื่อง แผนการรบที่วางไว้ตอนแรกมีการปรับเปลี่ยนใหม่ให้รองรับกองทหารของฝ่ายศัตรูที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มกองกำลังทัพหลวงที่เจ็ด ซึ่งมีองค์ชายชองจีรยงเป็นแม่ทัพด้วยตนเองร่วมออกรบครั้งนี้ด้วย

 

“ฝ่าบาทจะออกเดินทางทันทีที่มีการปะทะเลยหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

 

“หากรอให้เกิดการปะทะก่อนมิต้องเสียเวลาหรืออย่างไร? ...อีกสองอาทิตย์ข้าจะนำกองทัพที่เจ็ดตามขบวนของเจ้าออกไปตั้งแต่รุ่งสาง เมื่อถึงค่ายทหาร ข้าจะออกคำสั่งโจมตีด้วยตนเอง”

 

“เช่นนั้นกระหม่อมจะรีบจัดการทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่ฝ่าบาทจะเสด็จถึงพะย่ะค่ะ!”

 

หลังสรุปเรื่องของคันเซ ภายในโถงว่าราชการก็เหลือเพียงขุนนางฝ่ายการเมืองการปกครองด้านต่างๆ รายงานเกี่ยวกับความเสียหายของชาวไร่ชาวนาในแถบภูเขาที่เคยเกิดเพลิงกัลป์ครั้งก่อนเป็นไปในทางที่ดีขึ้นจนได้ผลผลิตเทียบเท่าคุณภาพเดิมนั้นยังผลให้รัชทายาทหนุ่มพอใจเป็นอย่างมาก เพราะการฟื้นฟูสภาพพื้นที่บริเวณที่เสียหายนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ยากมากทีเดียว รายได้ที่ขาดหายไปนานหลายเดือนของชาวบ้านจะได้กลับสู่สภาวะปกติเสียที

 

กว่าที่ราชทายาทหนุ่มจะเสร็จสิ้นการประชุมที่โถงว่าราชการ ท้องฟ้าก็คล้อยบ่ายมากแล้ว

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ริมหน้าต่าง กรงนกเปิดอ้าไร้สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ด้านในนั้นเป็นเหตุผลให้คนร่างบางขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคาของตำหนักโยกันในเวลานี้

 

“องค์วังชอนซาเพคะ ทรงลงมาเถิด! นกน้อยตัวนั้นอาจจะบินหายไปแล้วก็ได้นะเพคะ!!”

 

“นั่นสิเพคะ! เชื่อพี่สาวหม่อมฉันเถิดนะเพคะ ทรงลงมาเถิด!!”

 

นางกำนัลสองสาวตะโกนบอกผู้เป็นนายด้วยความกังวล ยิ่งเห็นท่าทางน่าหวาดเสียวไม่ต่างจากครั้งก่อนแล้วก็กลัวจับใจว่าหงส์งามจะพลัดตกลงมาอย่างเมื่อคราวนั้น

 

“เวลานี้กึมซองหายไปไหนของเขากันนะ!” ยอนอาบ่นหงุดหงิดขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้

 

โซยอนเองก็พลอยต่อว่ากึมซองไปด้วย ทั้งที่เด็กหนุ่มนั้นมีหน้าที่คอยคุ้มครององค์วังชอนซาตามรับสั่งของฝ่าบาทไม่ให้คลาดสายตา แต่ตั้งแต่เช้าวันนี้นางยังไม่เห็นเงาของกึมซองเลยแม้แต่น้อย

 

“แย่แน่ๆ โอ้ย! ข้าจะทำอย่างไรดี!!!” ยอนอาเริ่มสงบสติอารมณ์ไม่ได้เมื่อเจ้านายไม่คิดจะลงจากหลังคาง่ายๆ ซ้ำยังดื้อไม่ยอมฟังคำเตือนของพวกนางอีก จะว่าอะไรไปก็ไม่ได้เพราะนางก็เป็นแค่สาวใช้

 

แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นกับองค์วังชอนซา พวกนางมิแย่หรอกหรือ?!

 

“สวรรค์ ขออย่าให้องค์วังชอนซาของหม่อมฉันทรงเป็นอะไรไปเลยเถิด!” ก้มหน้ากุมมืออ้อนวอนได้ไม่ทันไร เสียงหวีดร้องอย่างตกใจของน้องสาวก็ดังแทรกผ่านกลบคำร้องขอต่อสวรรค์ของยอนอาไปเสียสนิท

 

“กรี๊ดดด----

 

“องค์วังชอนซา~!!”

 

 

ซอนอินรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ย้อนกลับไปหาอดีตอย่างไรอย่างนั้น เมื่อลืมตาขึ้นมาพบใบหน้าของคนที่รวบตัวของเขาไว้ได้อย่างฉิวเฉียดก่อนจะตกกระแทกพื้นแบบไม่ตายก็พิการกันไปข้าง

 

“ข้าชักสงสัยแล้วล่ะว่าเจ้าเป็นหงส์ฟ้าหรือเป็นไก่ฟ้ากันแน่?”

 

“ชองจีมุน!!!!”

 

หลังคำเรียกชื่อที่แสนจะสูงปรี๊ดแต่ไม่ระแคะระคายหูคนฟัง ร่างเล็กก็ดิ้นขลุกๆ ในอ้อมแขนใหญ่ลงมายืนหน้ายุ่งหัวยุ่ง แต่ริมฝีปากบางกลับระบายยิ้มกว้างอย่างไม่สนสภาพตัวเองที่ดูไม่ได้เลยสักนิด

 

...แต่กระนั้นจีมุนก็ยังมองเห็นแต่ความน่ารักในตัวของคนตรงหน้าอยู่วันยันค่ำ

 

“เจ้ากลับมาตั้งสามวันแล้วทำไมเพิ่งจะมาหาข้าล่ะ!” เจอหน้าปุ๊บก็ขึ้นเสียงทันที

 

จีมุนหัวเราะในคอกับท่าทางแก้มป่องพองลมจนหน้าอูมของคนตัวเล็กกว่า เขาจับร่างบางให้ขยับเข้ามาใกล้แล้วปัดเศษฝุ่นตามตัวให้ ก่อนจะเช็ดคราบสีดำบนผิวแก้มนุ่มที่คงเปื้อนมาจากฝุ่นบนหลังคาตอนที่กลิ้งตกลงมา

 

ซอนอินเอียงหัวไปด้านข้างตามแรงมืออีกฝ่าย

 

“นี่ ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากลับมาพร้อมองค์หญิงห้าจากแคว้นพกซอเหรอ?”

 

“อืม

 

“แล้ว...เค้าเป็นอย่างไรเหรอ?”

 

“อะไรเป็นอย่างไรล่ะ?”

 

“ก็...” ซอนอินเม้มริมฝีปากทำท่าครุ่นคิด เรียวคิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

 

จีมุนจิ้มนิ้วเข้ากับหว่างคิ้วคนสวย เกือบจะพร้อมๆ กับที่ยอนอาและโซยอนวิ่งเข้ามาถึงที่ด้านข้างของตำหนัก พวกนางพากันตบอกโล่งใจที่เห็นว่าองค์วังชอนซายังปลอดภัยไม่มีอะไรบุบสลาย ก่อนจะก้มหัวให้องค์ชายรองอย่างนอบน้อมแล้วปลีกตัวกลับเข้าไปในตำหนัก

 

“อยากรู้เหรอว่าองค์หญิงสามนางสวยหรือไม่?” คนตัวสูงเอ่ยถามขึ้นเสียเอง และมันก็ตรงใจร่างบางเสียด้วย

 

ซอนอินไม่กล้าเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย จะให้บอกตรงๆ ได้อย่างไรเล่าว่าเขาอยากรู้ว่าแขกต่างเมืองผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงได้ทำให้เกิดข่าวลือในวังว่านางจะได้อภิเษกกับองค์รัชทายาทชองจีรยง

 

ความจริงแล้วเรื่องที่เขาได้ยินมานี้ก็ไม่ได้มีมูลแต่อย่างใด เป็นเพียงเรื่องที่บอกกันปากต่อปากในกลุ่มนางกำนัล ไม่ควรจะเชื่อง่ายๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าข่าวลือนี้จะกลายเป็นจริงขึ้นมาในสักวัน

 

เพราะอย่างไรแล้ว ชองจีรยงก็ต้องมีคู่สมรส และมีทายาทสืบราชวงศ์

 

 

แต่...

 

 

หากเป็นไปได้ ก็ไม่อยากให้ร่างสูงได้คู่กับใครคนอื่น...

 

 

พลันความคิดสะดุดลง ...แย่จริง! ทำไมถึงได้คิดโลภมากอย่างนี้นะคิมซอนอิน

 

ดูเหมือนท่าทางและสีหน้าที่เผยออกมาไม่อาจปิดบังสายตาของอีกฝ่ายที่เฝ้ามองอยู่ได้ จีมุนลูบข้างแก้มเนียนแผ่วเบาอย่างอ่อนโยน จับปลายคางมนให้เงยขึ้นสบสายตา

 

“ใครจะว่าเช่นไรข้าไม่อาจรู้ ในสายตาของข้า ไม่มีผู้ใดงดงามได้เท่าคิมซอนอิน คนตรงหน้าข้าคนนี้อีกแล้ว

 

สายตาสบประสานกันอย่างที่ซอนอินเองก็ไม่อาจละจากอีกฝ่ายได้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่แนบอยู่ข้างผิวแก้ม และวงแขนใหญ่ที่โอบแผ่นหลัง ล้วนเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ราวกับการสัมผัสเหล่านี้กำลังพันธนาการร่างกายและจิตใจให้โอนอ่อนคล้อยตามอย่างยากจะฝืนได้

 

ซอนอินแทบจะหยุดหายใจตอนที่ใบหน้าของร่างสูงขยับเข้ามาใกล้ ถึงแม้อยากจะหลีกหนีไปมากสักเท่าใด แต่ขาก็ไม่อาจขยับได้ แม้แต่มือจะยกขึ้นห้ามยังทำไมได้ เหมือนร่างกายชาหนึบไปหมด

 

ตอนที่รู้สึกถึงแรงกดดันที่ทำให้ต้องหลับตา ลมหายใจร้อนที่ต้องสัมผัสใบหน้าอยู่เมื่อครู่ก็พลันหายไปเสียเฉยๆ รู้สึกตัวอีกทีร่างทั้งร่างก็จมแนบสนิทอยู่กับอกของร่างสูงอีกคนที่ซอนอินเองก็ไม่ทันได้สังเกตว่าเจ้าของมือใหญ่ที่กำรอบแขนเขาเสียแน่นอยู่ตอนนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

“คุยอะไรกันอยู่?”

 

ประโยคแสนธรรมดา แต่ทำไมคนตัวเล็กถึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไรพิกลก็ไม่รู้ได้

 

“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก หม่อมฉันเพียงแวะมาทักทายองค์วังชอนซาก็เท่านั้น” จีมุนเอ่ยตอบด้วยสีหน้าและท่าทางสุภาพอย่างไม่มีอะไรผิดแปลก ผิดจากคนตัวเล็กที่ยังหน้าซีดอยู่ในวงแขนขององค์รัชทายาททั้งที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมต้องนึกกลัวคนตัวสูงเช่นนี้ด้วย

 

“ทักทายกันเสร็จหรือยัง?”

 

“เสด็จพี่มีสิ่งใดรีบร้อนหรือ? ถ้าอย่างไร เรามานั่งคุยกันสามคนน่าจะดี” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นนิสัย ซอนอินเองก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่เคยมีสักครั้งที่ตนจะเห็นพี่น้องสองคนนี้นั่งคุยกัน อย่าว่าแต่พูดคุย เดินด้วยกันเขายังไม่เคยเห็นสักครั้ง!

 

“นั่นสิ! ให้จีมุนอยู่คุยที่ตำหนักโยกันด้วยสิ” ใบหน้าสวยเงยขึ้นมองดวงหน้าคมของคนที่ยังรวบรัดร่างของตนไว้อย่างแน่นหนา ทว่าเรียวคิ้วเข้มที่กดลึกทำให้คนสวยมึนงงที่เห็นสีหน้าไม่พอใจปรากฏบนใบหน้านั้น

 

โกรธอะไรของเขากัน?

 

ซอนอินไม่รู้ว่าจีรยงเป็นอะไร แต่จีมุนรู้ดีว่าผู้เป็นพี่ของตนกำลังไม่พอใจสิ่งใดอยู่ ยิ่งรู้ จีมุนก็ยิ่งอยากทำลายความเย็นชาที่เคลือบคนตรงหน้านี้ไว้ให้มลายหายไป

 

“เสด็จพี่ว่าอย่างไร? หม่อมฉันเองก็อยากอยู่คุยต่อจากเมื่อครู่กับซอนอินเช่นกัน”

 

คำเรียกชื่ออย่างสนิทสนมทำให้มือใหญ่บีบท่อนแขนเล็กแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ทว่าคนที่ถูกรวบรัดกลับเจ็บจนต้องร้อง ‘อ๊ะ’ ออกมาเบาๆ

 

“เสด็จพี่?”

 

“...จะคุยอะไรกันก็เชิญ” จบคำพูดนั้น ซอนอินก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ร่างสูงสะบัดชุดทรงเดินจากไปในทันที

 

ท่ามกลางความมึนงงของคนร่างบางที่มองตามแผ่นหลังกว้างเดินจากไปอย่างไม่เข้าใจ เสียงของจีมุนก็เอ่ยแทรกขึ้นมา

 

“ซอนอิน เราเข้าไปข้างในตำหนักกันเถอะ ตัวเจ้ามอมแมมไปหมดแล้ว ไปเปลี่ยนชุดดีกว่านะ

 

“อ่ะ อือ อืม....” ซอนอินละสายตาจากร่างสูงที่เดินหายไปหลังสวนหย่อมขนาดใหญ่ ร่างบางเดินตามแรงจูงมือของจีมุนกลับเข้าไปในตำหนักทั้งๆ ที่ยังมีคำถามวิ่งวนอยู่ในหัว

 

 

...หรือเขาจะทำอะไรให้จีรยงไม่พอใจหรือเปล่านะ?

 

...คิมซอนอิน เจ้าทำผิดพลาดเรื่องอะไรไปกันแน่?!

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

เลยเวลาอาหารเที่ยงมาได้พักใหญ่แล้ว แต่เสียงหวานที่มักเรียกให้เขาไปทานอาหารยังไม่ดังขึ้นเลย

 

ยองจูขยับผ้าห่มออกให้พ้นตัว เขาคลำมือลงไปที่เสาเตียง โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะค่อยๆ ไล่ไปตามตู้ตามผนังกำแพง ขาที่ไม่ค่อยมีแรงขยับเดินไม่ได้ดังใจคิด แต่ร่างสูงก็พยายามสูดหายใจเข้าลึก แล้วออกก้าวเดินต่อไป

 

จะว่าไปแล้ว เขาแทบไม่ค่อยได้เดินไปไหนไกลนัก วนเวียนอยู่แต่ในบ้านมาตลอด ถือโอกาสนี้ลองออกไปด้านนอกตัวบ้านบ้างท่าจะดี

 

ถึงจะคิดไปอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริงยองจูก็ไม่รู้อยู่ดีว่าประตูทางออกนั้นอยู่ส่วนไหนของตัวบ้าน เดินวนไปวนมาอยู่พักใหญ่จนเผลอเข้าไปในห้องห้องหนึ่งที่ไม่รู้สึกคุ้นเคย กลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นเดียวกับตัวของคนที่คอยดูแลเขาอยู่ข้างกายทำให้เดาได้ว่าห้องนี้คงเป็นห้องส่วนตัวของฮีมิน

 

ยองจูตัดสินใจจะหมุนตัวกลับเพื่อเดินออก เพราะการเข้าห้องคนอื่นโดยพละการไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ทว่าเท้ากลับสะดุดขาตู้เข้าจนทำให้ล้มลงกับพื้นไม่เป็นท่า

 

เจ็บตามตัวจนแทบอยากจะร้อง

 

บาดแผลฟกช้ำตามร่างกายยองจูไม่มีวันได้เห็นว่าน่ากลัวมากเพียงใดเพราะตาที่ยังถูกปิดสนิท แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าคงไม่ใช้สีเนื้อปกติธรรมดาเป็นแน่

 

มือใหญ่ไล่หาเครื่องเรือนข้างตัวเพื่อพยุงกายลุกขึ้น เขาคลำไปจับที่ขอบโต๊ะทางขวาได้ถนัดมือก็ออกแรงลุกขึ้นยืน ในตอนนั้นเองที่ปลายนิ้วของเขาไปจับโดนวัตถุอะไรบางอย่างเข้าโดยบังเอิญ

 

 

“ยองจู ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” เสียงเล็กดังขึ้นที่ด้านหน้าตัวห้อง

 

เห็นร่างสูงไม่ขยับก็เตรียมเดินเข้าไปหา แต่เท้าที่กำลังก้าวเดินได้เพียงสองก้าวก็พลันหยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยผ่านความเงียบขึ้นมา เมื่อเลื่อนสายตาลงมองที่มือของร่างสูงก็เห็นว่าฝ่ายนั้นกำสร้อยข้อมือที่เจ้าตัวเป็นคนทำให้เขาสมัยอยู่ที่กระท่อมไว้ในมือแน่น

 

 

“คิมฮีอู

 

 

 

ราวกับเสียงที่ได้ยินเป็นเหมือนแท่งน้ำแข็งที่แหลมคมทิ่มแทงลงทั่วทุกส่วนของร่างกาย

 

 

...เหตุผลที่หนีออกมา ก็เพราะมีเพียงท่านที่ทำให้เราอยากมีลมหายใจอีกครั้ง

 

...เหตุผลที่ปิดบัง ก็เพราะไม่อยากถูกท่านส่งตัวเรากลับไปเพื่อแลกกับใครอีกคน

 

 

ปาร์คยองจู ...ไม่ว่าท่านจะหลอกเราว่าเป็นใคร จะเป็นเพียงยองจูในกระท่อมไม้คนนั้น หรือจะเป็นราชครูคนสำคัญของวังชอนซา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ท่านก็ยังเป็นเพียงคนเดียวที่หัวใจของเราเรียกร้อง

 

 

ได้โปรด... อย่าส่งเรากลับไปให้ใครอีกเลย

 

อย่าผลักไสเราไปจากท่านเลยนะยองจู...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เข้ายามหนึ่งแล้ว แต่คนร่างบางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเข้านอนแม้แต่น้อย

 

ซอนอินนั่งเท้าคางอยู่ริมหน้าต่าง เรียวนิ้วสวยเขี่ยกรงนกที่ว่างเปล่าตรงหน้าอย่างใจลอย เมื่อหลายชั่วยามก่อนเขายังคิดกังวลเรื่องที่เจ้านกน้อยหลุดหายไปจากกรงอยู่เลย แต่ในตอนนี้ในหัวกลับมีแต่ภาพของร่างสูงที่เดินจากไปเมื่อตอนบ่าย

 

หลังจากที่ได้นั่งคุยกับจีมุนจนเย็น ฝ่ายนั้นก็ขอตัวกลับตำหนัก จากนั้นซอนอินก็เอาแต่นั่งรอว่าเมื่อไหร่ชองจีรยงจะมา ถึงแม้ว่าจีรยงจะไม่ได้มาทานอาหารเย็นที่ตำหนักโยกันทุกวัน แต่ก็อดรอไม่ได้ว่าวันนี้จะมา ทว่า ล่วงเลยมาจนค่ำมืดก็ยังไม่เห็นวี่แววของฝ่ายนั้น

 

ความกังวลใจที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายยังผลให้ซอนอินนอนไม่หลับ อยากจะถามให้รู้เรื่องว่าเป็นอะไร หากเขาทำอะไรให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจก็อยากจะแก้ตัว ไม่ว่าสิ่งไหนก็จะพยายามทำให้ได้

 

ตอนที่ซอนอินรู้สึกถึงสายตาที่เย็นชาของจีรยงเมื่อตอนบ่ายนั้นมันทำให้เขานึกถึงความสัมพันธ์แรกเริ่มระหว่างพวกเขา สายตาที่มองเขาอย่างเฉยชา สายตาที่ไม่มีแม้แต่ความสนใจในตัวตนของเขา ...สายตาที่บอกว่า คิมซอนอินไม่มีความสำคัญใดๆ กับชองจีรยง

 

ไม่เอานะ... ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว...

 

ขอร้องล่ะ อย่าเกลียดข้า...

 

 

“...แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย......

 

.

.

.

 

“ทำไมตำหนักยังสว่างอยู่อีก?”

 

“อ่ะ ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ ...เพลานี้องค์วังชอนซาทรงยังไม่บรรทมเลยเพคะ หม่อมฉันกับโซยอนก็เลยต้องอยู่รอถวายงานที่หน้าห้องเพคะ” ยอนอารีบรายงานบอกนายเหนือหัวที่ไม่รู้ว่าเดินเข้ามาในตำหนักตั้งแต่เมื่อไหร่ ซ้ำยังมาพระองค์เดียว ไม่มีขบวนเดินตาม

 

ร่างสูงยกมือปัดไปในอากาศ “พวกเจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว ดับไฟเสียให้หมด ข้าจะพานายของเจ้าเข้านอนเอง

 

“รับทราบเพคะ

 

จีรยงผลักบานประตูเข้าไปในห้อง ภาพแรกที่เห็นคือร่างบอบบางภายใต้ชุดสีขาวสว่างฟุบหลับอยู่ที่ขอบหน้าต่างซึ่งเปิดอ้าพาเอาลมเย็นเฉียบของค่ำคืนเข้ามาด้านในจนรู้สึกถึงไอเย็นไปทั้งห้อง

 

ร่างสูงอดบ่นในใจไม่ได้ที่เห็นว่าซอนอินมักจะนอนหลับไม่รู้เรื่องที่ริมหน้าต่างเช่นนี้อยู่เป็นประจำ

 

จีรยงสอดวงแขนขึ้นอุ้มคนหลับไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดายคล้ายอุ้มปุยนุ่นอย่างไรอย่างนั้น เมื่อวางร่างบางลงกับที่นอนแล้วเขาก็เดินไปปิดหน้าต่าง ก่อนจะเดินกลับมานั่งลงที่เตียงข้างกายคนหลับ

 

มือหนาเกลี่ยเส้นผมสีดำนุ่มลื่นดุจแพรไหมเนื้อดีให้พ้นดวงหน้าขาว เขาไล้ปลายนิ้วไปตามรูปหน้าของซอนอินราวต้องมนต์สะกด

 

ใช่ ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกมนต์สะกดจากคนตรงหน้านี้ปั่นป่วนความรู้สึก เป็นครั้งแรกที่เขานึกหวงใครได้มากเท่านี้ เพียงแค่เห็นจีมุนแตะต้องซอนอินเขาก็ทนมองไม่ได้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับซอนอินรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด และมันก็ทำให้เขาปฏิเสธที่จะยอมรับมัน

 

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแตกต่างจากที่เขารู้สึกกับฮีอูจนน่ากลัวว่าจะให้ผลที่ต่างกัน ยิ่งนับวันซอนอินก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากขึ้น มาก...จนอาจจะเรียกได้ว่าสร้างความหวั่นไหวให้กับใจของเขาได้เพียงพอต่อคำว่าหลงใหล

 

 

คิมซอนอินทำให้เขาหลงใหล จีรยงไม่อาจปฏิเสธความจริงนี้ได้อีกต่อไป

 

 

จีรยงแนบจูบลงที่หน้าผากมนแผ่วเบา พาตัวเองเข้าใต้ผ้าผวยผืนเดียวกัน สอดแขนช้อนร่างบางเข้าไว้ในอ้อมกอดอย่างหลวมๆ ภายใต้แสงไฟสลัวจากโคมไฟ นัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้ายามหลับของหงส์งามนิ่งค้าง เนิ่นนาน และโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มก็ได้หลับใหลไปพร้อมกับความเงียบงันของค่ำคืน

 

 

ลมหายใจของคนทั้งสองขยับเข้าออกเป็นจังหวะเดียวกันอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนนั้นเอง

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up