Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 15

 

 

สัมผัสเล้าโลมตามร่างกายทำให้มวลอากาศรอบตัวเต็มไปด้วยไอความร้อน หยดเหงื่อไหลซึมตามไรผม โพรงจมูกทำงานไม่ได้อย่างใจยามที่ปอดร้องหาอากาศจนต้องรับเข้าทางริมฝีปากแทน กระนั้นแล้ว ซอนอินก็ยังรู้สึกเหมือนว่าจะขาดใจเสียให้ได้ เพราะเพียงแค่ริมฝีปากหยักหนาผละออกเข้าหาส่วนอื่นของร่างกายได้ไม่นาน ก็วกกลับเข้ามาบดเบียดกลีบปากบางสลับกันอยู่อย่างนั้น

 

เสื้อผ้าสีขาวถูกปลดเปลื้องออกจนหมด สิ่งที่สะท้อนแก่เนตรคมกร้าวคือเรือนร่างบอบบางขาวผ่อง สัดส่วนโค้งเว้าของร่างกายที่ได้เห็นนั้นงดงามราวประติมากรรมสรรค์สร้างของจิตรกรเอก ผิวขาวนุ่มลื่นมือนั่นอีกเล่าที่ไม่ว่าจะสัมผัสสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่าเพียงพอ ยิ่งรู้จักร่างกายนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น ...ไม่มีวันพอ

 

“อึ...อืม หายใจ...ไม่ออก

 

เสียงหวานเอ่ยท้วงผ่านรสจูบเร่าร้อนอย่างยากลำบาก มือเรียวเกาะบ่ากว้างสมส่วนไว้แน่น ทั้งมือหยาบใหญ่ที่ประโลมทั่วเนินอก และเนินสะโพก ทั้งรสจูบที่เรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกอย่างที่ถูกเล้าโลมพร้อมกันนั้นล้วนทำให้ร่างเล็กไขว่คว้าหาอากาศได้ยากเหลือเกิน ยามที่ปลายนิ้วแข็งกดเน้นย้ำบนเรือนกายได้ถูกจุดก็แทบอยากจะร้องออกมา แต่ก็ติดที่ยังถูกปิดปากอยู่เช่นนี้

 

ซอนอินรู้สึกเหมือนว่าร่างกายไม่ใช่ของตัวเอง หัวสมองพร่าเลือน สติหลุดลอย ประสาทสัมผัสที่เหลือดูจะเป็นใจกันอย่างพร้อมเพรียงอยู่ที่ปลายนิ้วของคนร่างสูงที่เอาแต่เคล้าคลึงร่างกายของเขา จับตรงไหนก็ล้วนแต่ทำให้รู้สึกดีไปเสียหมด เหมือนมีกระแสธารแล่นปราดไปตามจุดที่โดนสัมผัสอย่างไรอย่างนั้น

 

“อือ...อืม....” ดวงหน้าหวานเอนซบหมอน ตั้งใจจะหลบปลายลิ้นสากที่ลากไล้ข้างลำคอ แต่กลายเป็นเปิดโอกาสให้คนตัวสูงได้สัมผัสบริเวณนั้นมากยิ่งขึ้น

 

“อ่ะ!....เจ็บ....” ร่างบางครางออกมาด้วยความเจ็บเมื่อถูกกัดเข้าที่ลำคอ

 

ร่องรอยสีกุหลาบที่มีกว่าสามจุดบริเวณลำคอระหงถูกเน้นย้ำซ้ำรอยเดิมจนกลายเป็นสีเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตารัตติกาลจ้องมองรอยแดงที่เด่นชัดขึ้นมาท่ามกลางผิวขาวสว่างตาอย่างพอใจ

 

เห็นสายตาของคนตัวสูงแล้ว ดวงหน้าสวยก็ระเรื่อสีเข้มด้วยความเขินอาย ซอนอินบิดกายน้อยๆ อยู่ภายใต้การทาบทับของร่างสูงใหญ่ พยายามเบือนหน้าหนี แต่ก็ถูกจับปลายคางให้หันมาสบตาจนได้

 

อย่าว่าแต่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นที่ดังโครมครามอยู่ตอนนี้เลย แม้แต่กระพริบตาต้องทำอย่างไรซอนอินก็ลืมไปแล้ว เพียงแค่สบตากันโดยที่ร่างกายยังแนบชิด ซอนอินก็ไม่อาจละสายตาหรือปล่อยให้สมองคิดอะไรอื่นได้เลย สิ่งเดียวที่รับรู้อยู่ตอนนี้คือชองจีรยงเพียงเท่านั้น

 

“ยั่วยวนกันอย่างนี้ คิดจะยอมข้าถึงขั้นไหนกันล่ะ?” ขณะที่เสียงทุ้มเอ่ยถาม ข้อนิ้วหนาก็เกลี่ยเส้นผมนุ่มชื้นเหงื่อให้พ้นพวงแก้มใสที่แดงจัดขึ้นกว่าเมื่อครู่จนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับผลลูกท้อ

 

“ยะ...ยั่วอะไรกัน...” ซอนอินเอ่ยตะกุกตะกัก มือเล็กรีบยกขึ้นดันอกหนาที่ทำท่าจะแนบกายลงมา สีหน้าหวาดหวั่นปรากฏบนดวงหน้าสวยอย่างเป็นกังวล

 

จีรยงจุดรอยยิ้มเล็กๆ แล้วก้มลงกระซิบเสียงเบา “คิดจะทรมานข้าไปจนถึงเมื่อไหร่ หืม? แผลของเจ้าหายดีแล้วแท้ๆ อย่าใจร้ายกับข้านักเลยซอนอิน”

 

ใจร้ายอะไรกัน? คนสวยตัดพ้ออยู่ในใจ อดคิดไม่ได้ว่าคนที่ใจร้ายน่าจะเป็นจีรยงเองเสียมากกว่า จริงอยู่ที่แผลของเขาหายดีแล้ว แต่เขาก็ยังหวาดกลัวกับความเจ็บปวดที่คนตรงหน้าเคยยัดเยียดขืนใจเขาด้วยแท่งหยกบดแป้ง รวมถึงก่อนหน้านี้ด้วยที่ใช้กำลังบังคับเขาให้ยอมจำนน ใช่ว่าซอนอินจะรังเกียจสัมผัสจากจีรยง แต่ทุกครั้งที่จีรยงพยายามล่วงล้ำเข้ามา เขาก็อดไม่ได้ที่จะต่อต้าน ร่างกายปฏิเสธไปเองเนื่องจากยังจำความรู้สึกจากความโหดร้ายที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน

 

ตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาก็ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว หนึ่งเดือนที่ซอนอินว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังจีรยงแต่โดยดี ซอนอินยอมให้จีรยงปลุกเร้าร่างกายตนเองอย่างเต็มใจ เว้นแต่เพียงการกอดอย่างลึกซึ้งเท่านั้นที่ซอนอินกลัวเกินกว่าจะยอมได้

 

“...เจ้าเบื่อข้าแล้วใช่ไหม” อดไม่ได้ที่จะถามออกไป ซอนอินรู้ดีว่าการต่อต้านแบบนี้เป็นการขัดความต้องการของจีรยง ทั้งที่เคยบอกว่ายกร่างกายให้อีกฝ่ายแล้วแท้ๆ แต่กลับทำไม่ได้อย่างที่พูด ...ไม่รุ้ว่าจะโดนทิ้งเมื่อไหร่ แรกๆ ก็อาจจะยังสนุกกับร่างกายของเขาเท่าที่จะสัมผัสได้ แต่ต่อไป ซอนอินไม่แน่ใจเลยว่าจีรยงยังจะทนเขาที่เอาแต่ใจแบบนี้ได้นานสักแค่ไหน

 

ปลายนิ้วหยาบลากลงจากใบหน้าสวย ผ่านช่วงลำคอเพรียว เรื่อยลงแตะเน้นย้ำบนเนินอกสีสวย กดน้ำหนักบดเบียดจนเม็ดสีชมพูแข็งขึงสั่นระริก

 

ซอนอินหลุดเสียงร้องออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

 

“ถ้าข้าบอกว่าเบื่อ เจ้าจะยอมให้ข้ากอดหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยทั้งที่ยังส่งปลายลิ้นดุนดันเนินอกอีกข้างจนได้ยินเสียงเปียกลื่น

 

ร่างบางบิดกายอย่างทรมานเมื่อถูกปลุกเร้าอย่างเร่าร้อน เสียงที่ดังสะท้อนเข้าหูมีแต่จะเพิ่มความอายให้กับคนตัวเล็กกว่า

 

“...ถะ...ถ้าหากเจ้าต้องการ......

 

เปลือกตาบางปิดลงเมื่อมีริมฝีปากอุ่นแนบซับหยาดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ที่พูดออกไปนั้นเต็มไปด้วยความกลัว แต่สิ่งที่ซอนอินกลัวมากที่สุดคือการที่จีรยงไม่ต้องการเขาอีกแล้ว

 

“เอาเถิด ข้าจะรอเจ้าอีกสักหน่อยก็แล้วกัน

 

คำพูดนั้นทำเอาดวงตากลมโตลืมขึ้นจ้องสบอีกฝ่าย ความรู้สึกอุ่นซ่านบางอย่างก่อตัวขึ้นในอกจนแทบจะห้ามรอยยิ้มแห่งความดีใจเอาไว้ไม่อยู่ ความอ่อนโยนที่คนตรงหน้ามอบให้เป็นสิ่งที่ร่างบางฝันถึงมาโดยตลอด การที่ได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตนเช่นนี้เป็นราวกับแสงแห่งความหวังที่สว่างไสวอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

 

ไม่ผิดใช่ไหมที่เขาจะคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าจีรยงเริ่มจะสนใจเขาบ้างแล้ว

 

เศษเสี้ยวของหัวใจ ถึงแม้จะเล็กน้อยสักเพียงไหนก็ตาม...

 

“...แต่เจ้าเตรียมใจไว้ได้เลย เพราะข้าจะคิดรวบยอดเจ้าให้คุ้มกับที่เฝ้ารอ” คนตัวสูงพลิกกายลงนอนแล้วจับร่างเล็กให้ขึ้นมานั่งอยู่บนอกของเขาเอง มือหยาบใหญ่เคล้นคลึงสะโพกบาง ดึงตัวของคนสวยขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะส่งริมฝีปากเข้าปลุกเร้าส่วนไวสัมผัสที่ชื้นแฉะมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว

 

“ฮ่ะ!...อา....”

 

ซอนอินกดมือทั้งสองข้างลงกับหมอนด้วยอาการเกร็ง ส่วนกลางลำตัวที่ถูกปลุกเร้าอย่างช่ำชองทำให้ร่างทั้งร่างสะท้านวาบ ทั้งอาย ทั้งสุขสม ไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไรเมื่อถูกเร่งจังหวะจนแทบหายใจไม่ทัน ร่างกายก็เป็นไปตามแรงอารมณ์ที่ฉุดกระชากขึ้นลงไม่หยุด ไม่ได้ตั้งใจ แต่สะโพกก็แอ่นไปตามการชักนำอย่างว่าง่าย

 

และเพราะเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายต่อการถูกปลุกเร้า ไม่นานนักซอนอินก็ปลดปล่อยออกมาภายในโพรงปากอุ่นร้อนที่ยังครอบครองตัวตนของเขาเอาไว้อยู่

 

“อ๊า!....”

 

“หึ ออกมาเยอะเชียว” ซอนอินได้แต่ก้มหน้าจนปลายคางติดอก ไม่กล้ามองใบหน้าหล่อเหลาที่เปรอะเปื้อนสิ่งที่ตนเพิ่งปลดปล่อยออกไป แต่ก็ทำได้ไม่นานเมื่อถูกฉุดต้นแขนให้ก้มลงจูบแนบสนิท รสชาติของตนเองเป็นอย่างไรซอนอินเพิ่งจะรู้ก็วันนี้เอง

 

“...ถึงตาเจ้าแล้ว

 

“เอ๊ะ?”

 

“เจ้าไม่ยอมให้ข้ากอด ดังนั้นเจ้าก็ต้องช่วยให้ข้าพึงพอใจเป็นการตอบแทนสิ

 

“ตอบแทน...” ศีรษะเล็กเอียงไปด้านข้างด้วยความไม่เข้าใจ

 

“ใช้ปากของเจ้าอย่างไรเล่า

 

 

ไม่แปลกใจเลยที่ตัวเองจะรู้สึกเจ็บถึงเพียงนั้นยามที่โดนกกกอด ซอนอินพยายามกลืนสัดส่วนตรงหน้าอย่างยากลำบาก ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรอีกฝ่ายถึงจะพอใจ ทำได้แค่ขยับเข้าออกอย่างเงอะๆ งะๆ อยู่อย่างนั้น จนได้ยินเสียงทุ้มสั่งว่าให้ใช้ลิ้นด้วย

 

แค่นี้ก็คับจะแย่แล้ว ยังจะให้ขยับลิ้นอีกงั้นเหรอ?

 

เรียวคิ้วบางขมวดยุ่ง ไม่แพ้เส้นผมสีดำยาวที่ถูกมือใหญ่ขยำเสียจนสยายเต็มแผ่นหลังเพื่อกดให้ศีรษะเล็กขยับไปตามความต้องการ ซอนอินไร้เดียงสาต่อเรื่องบนเตียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่จีรยงจะเกิดความขัดใจในบางจังหวะ แต่นับว่าการไม่ประสีประสาของซอนอินก็ช่วยปลุกอารมณ์ให้ชายหนุ่มได้ดีเช่นกัน

 

“อะ...อา...ซอนอินอา...

 

ได้ยินเสียงทุ้มครางอย่างสุขสมเช่นนี้ ซอนอินก็พลอยสุขใจไปด้วย

 

หากสนองความต้องการให้กับจีรยงได้ด้วยวิธีนี้ ซอนอินก็คิดว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรนักทีเดียว

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ไม่รู้สึกถึงอะไรเลย

 

ความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นทำให้ยองจูอยากจะฆ่าตัวตายเสียให้จบเรื่อง ในตอนนี้นอกจากตาจะยังใช้การไม่ได้ สัมผัสอื่นที่เขาเคยร่ำเรียนฝึกวิชามาก็ดูท่าจะหายไปหมดแล้วเช่นกัน ซ้ำธาตุในกายก็ปรวนแปรไร้ระบบระเบียบ ไม่มีเหลือทั้งพลังวรยุทธและพลังพิเศษ ในตอนนี้ ปาร์คยองจูไม่ต่างอะไรจากชาวบ้านที่พิการเลยแม้แต่น้อย

 

น่าสมเพชสิ้นดี!

 

หลังคำสบถในใจนั้น ยองจูก็ทุบกำปั้นลงกับเสาเตียงข้างตัวเต็มแรง ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาทันที แต่ยองจูก็ไม่ได้ร้องออกมา เวลานี้เขาโกรธตัวเองจนอยากจะลงโทษร่างกายที่ไร้ประโยชน์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะสาสมกับความล้มเหลวในหน้าที่

 

หนึ่งเดือนมาแล้วที่เขายังทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนอยู่บนเตียง หนึ่งเดือนที่เขาไม่รู้ว่าซอนอินเป็นอย่างไร ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งเกิดความกังวล แม้จะเห็นเพียงความมืดมิด แต่ยองจูก็ไม่อาจหลับลงได้เลย

 

“ยองจู...” พร้อมเสียงเล็กๆ นั้น มือของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใกล้ก็แตะข้อมือเจ้าของชื่อ “อาหารเย็นเสร็จแล้วนะ ไปทานกันเถอะ”

 

“เอายามาให้ข้าก็พอ

 

“ถ้าเอาแต่ทานยาไม่ทานข้าวก็ไม่มีความหมายหรอกนะ” เสียงกดเข้มขึ้นเพื่อดุคนตัวสูง ฮีอูจับข้อมือของยองจูแน่นขึ้นแล้วออกแรงให้อีกฝ่ายลุกขึ้นตาม “...เรารู้ว่าท่านมีบางสิ่งที่ต้องออกไปหา แต่เชื่อเราเถอะว่าตอนนี้ท่านทำอะไรไม่ได้ ถ้ายังเอาแต่ทำร้ายตัวเองอย่างนี้จะหายได้อย่างไร อะ!”

 

มือเล็กถูกสะบัดออกเต็มแรง “เจ้าจะรู้อะไร! ถ้าไม่พอใจก็ปล่อยข้าเอาไว้เสียสิ! ข้าไม่ได้ขอให้เจ้ามาดูแล ไม่ได้ขอที่จะมีชีวิตอยู่อย่างคนที่ทำอะไรไม่ได้อย่างนี้!!” เสียงทุ้มใหญ่ที่ตะโกนก้องบ่งบอกว่าคนพูดอยู่ในอารมณ์ที่สุดจะทนแล้วจริงๆ

 

ฮีอูมองยองจูที่ทุบมือลงกับหน้าอกตัวเองเป็นการระบายความโกรธจนเลือดสีแดงซึมผ่านผ้าสีขาวที่พันทบไว้ออกมา ไม่รู้หรอกว่ายองจูต้องเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากแค่ไหน ไม่รู้หรอกว่าภายในใจของคนผู้นี้ทรมานมากเพียงไร แต่ที่ฮีอูรับรู้คือความเจ็บแสนสาหัสราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบก้อนเนื้อในอกให้หยุดเต้นทุกครั้งที่เห็นคนตรงหน้าทำร้ายตัวเอง

 

ยองจูเจ็บ ฮีอูก็เจ็บ

 

น้ำตาเม็ดใสไหลรื้นลงจากดวงตาคู่สวย เขาพอจะจินตนาการได้บ้างว่ามันเป็นการสูญเสียที่ร้ายแรงแค่ไหน ยองจูเคยเป็นราชครูผู้เก่งกาจ เป็นคนของเผ่าชินซองที่ฝึกวิชาลับจนบรรลุขั้นสูงเทียบเท่าอาจารย์ผู้สอน ทว่าในตอนนี้กลับไม่หลงเหลือความสามารถพวกนั้นเลยสักอย่างเดียว

 

เขาจะทำอะไรให้ชายที่ตนรักสุดหัวใจได้บ้าง จะมีทางไหนที่ฮีอูช่วยเหลือยองจูได้...

 

ความเจ็บปวดของยองจู หากเป็นไปได้ฮีอูก็อยากจะรับไว้เสียเอง

 

ฮีอูทนมองเห็นยองจูทำร้ายตัวเองนานกว่านี้ไม่ได้ เขาคว้ามือของยองจูไว้ด้วยแรงทั้งหมดเท่าที่มีเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายนั้น

 

“พอเสียที! ท่านคิดว่าเราทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไรกัน! เราจะปล่อยให้ท่านตายอยู่ในป่านั่นก็ย่อมได้ แต่เราก็ไม่ทำ! เราเป็นคนช่วยชีวิตท่านไว้นะยองจู ถ้าไม่เห็นแก่ตัวเอง ก็เห็นแก่คนที่ช่วยชีวิตท่านไว้บ้างเถอะ! หยุดทำร้ายตัวเองเสียที ต่อให้ท่านคิดว่าตายไปเสียยังดีกว่า แต่คิดบ้างไหมว่าคนที่รอท่านอยู่ไม่ว่าจะที่ใดก็ตามจะรู้สึกอย่างไร!!”

 

ยองจูไม่ได้ขืนแรงอีก คำพูดของฮีอูทำให้ยองจูสงบใจลงได้มากทีเดียว ใช่ เขาจะเป็นอะไรไปตอนนี้ไม่ได้ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าซอนอินตกอยู่ในอันตรายหรือไม่

 

คราวนี้ไม่มีการต่อต้านอะไรอีก ฮีอูประคองยองจูให้นั่งลงที่โต๊ะอาหาร เขาจับมือใหญ่ให้สัมผัสกับตะเกียบ ก่อนจะเลื่อนจานข้าวไว้ตรงหน้าชายหนุ่ม

 

“ทางขวาคือผัดผัก ตรงกลางคือซุปไก่ต้ม เราวางช้อนไว้ในจานรองข้างๆ ถ้วยข้าวของท่าน ส่วนทางซ้ายคือกิมจิ แก้วน้ำอยู่ทางขวา

 

หลังจากนั้นก็มีเพียงเสียงตะเกียบ เสียงช้อนที่กะทบภาชนะกระเบื้องดังขึ้นอยู่เป็นระยะภายในกระท่อมไม้หลังเล็กเพียงเท่านั้น

 

เมื่อทานยาและเปลี่ยนผ้าพันแผลเรียบร้อยแล้ว ฮีอูก็เตรียมจะลุกจากที่นอนของร่างสูง แต่ก็ถูกมือใหญ่คว้าเอาไว้ให้นั่งลงตามเดิม

 

“...ขอบคุณ

 

ฮีอูจ้องมองคนพูดนิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่เป็นไร” และทำท่าจะลุกขึ้น

 

“เดี๋ยวก่อน ข้าถามอะไรเจ้าสักอย่างได้ไหม

 

“ว่ามาสิ” ฮีอูวางอุปกรณ์ทำแผลลงข้างตัว แล้วรอให้อีกฝ่ายพูดต่อ

 

ยองจูหยุดคิดไปครู่หนึ่ง “เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า?”

 

รอยยิ้มเล็กดูฝืดฝืนเต็มทนที่ต้องตอบคำถามนั้น “ไม่หรอก เราไม่เคยรู้จักกัน” ฮีอูไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เขาไม่เคยรู้จักยองจู ราชครูปาร์คยองจูไม่ใช่คนที่เขารู้จัก แต่เป็นยองจูในกระท่อมไม้นั้นต่างหากที่เขาเคยรู้จัก แต่มันก็เป็นความสัมพันธ์ที่จบลงไปแล้วในที่แห่งนั้น

 

ร่างสูงตรงหน้านี้ ฮีอูไม่เคยรู้จักเลยสักนิด ทั้งอย่างนั้นแล้ว ฮีอูก็ไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้หยุดรักชายที่หลอกลวงเขาได้เลย

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราขอตัวนะ

 

ยองจูปล่อยข้อมือของฮีอู เขารู้สึกถึงน้ำหนักบนเตียงที่เบาขึ้น ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป ขณะที่ยังครุ่นคิดในคำตอบที่ได้ฟัง กลับมีอะไรบางอย่างที่สะกิดใจของชายหนุ่มว่ามันไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายพูด อะไรบางอย่างที่เขาเองก็หวังจะซ้อนทับภาพของใครคนหนึ่งให้เป็นอย่างใจต้องการ

 

แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน คนผู้นั้นไม่มีทางจะอยู่ที่นี่ได้

 

 

“ฮีอู...

 

 

ยองจูพึมพำชื่อของคนในห้วงความคิดแผ่วเบา ก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นพาให้ความคิดจมลงสู่ห้วงแห่งนิทรารมย์

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

การกลับเข้าวังขององค์ชายรองชองจีมุนนั้นได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เนื่องจากองค์ชายรองไม่ได้กลับมาเพียงพระองค์เดียว แต่กลับมาพร้อมกับราชทูตคนสำคัญแห่งแคว้นพกซอ องค์หญิงห้านามว่าอันแฮซู

 

จีมุนถูกส่งตัวไปตั้งแต่เมื่อเกือบสองเดือนก่อนเพื่อเจรจาการทำสัญญาทางน่านน้ำกับแคว้นพกซอ แต่เพราะในเวลานั้นพกซอกำลังอยู่ในช่วงทำสงครามกับแคว้นทางเหนืออยู่ทำให้การเจรจาล้าช้าไปมาก จนกระทั่งสามอาทิตย์ก่อน ศึกสงครามก็ยังยืดเยื้อไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ องค์ชายสามอันชิลฮยอนซึ่งเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งจึงส่งน้องสาวให้มายังฮานึลเพื่อเป็นผู้ตัดสินใจการทำสัญญาครั้งนี้แทน

 

หากเอ่ยนามถึงองค์หญิงห้าแห่งแคว้นพกซอแล้วล่ะก็ เป็นที่รู้กันว่านางเป็นสตรีที่งดงามเพียงใด เป็นเด็กสาวที่มีความสามารถทางด้านการคำนวณข้อได้เสียในการวางแผนระบบต่างๆ ภายในแคว้นได้อย่างดีเยี่ยมจนเป็นที่ล่ำลือไปหลายแคว้น ความงดงามของเธอเป็นที่หมายปองขององค์ชายแคว้นน้อยใหญ่อยู่มากมาย ทว่า ภายในใจขององค์หญิงห้าผู้นี้นั้นกลับมีตัวเลือกไว้เพียงคนเดียวมาตั้งนานแล้ว

 

คนผู้นั้นก็คือชายตรงหน้านี้อย่างไรเล่า

 

“ยินดีต้อนรับองค์หญิงห้าสู่แคว้นฮานึล” เจ้าของร่างสูงสง่าในชุดว่าราชการสีทองอร่ามโค้งศีรษะให้สตรีตรงหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เกียรติอีกฝ่าย

 

“หากมีสิ่งใดที่ต้องประสงค์ก็ขอให้บอกมาได้เลย อย่าได้เกรงใจ ชองจีรยงยินดีที่จะดูแลองค์หญิงห้าให้ดีที่สุด” รอยยิ้มของบุรุษผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจ้าวแห่งมังกรผู้เกรียงไกรนั้นได้สะกดแววตาของเด็กสาวให้นิ่งค้างจ้องมองอย่างหลงใหล

 

“ถ้าอย่างไรองค์หญิงห้าทรงเข้าที่พักก่อนเถิด ข้าจะให้คนนำทางไป

 

“คนนำทางงั้นหรือ? ข้าไม่ต้องการ องค์รัชทายาทชองจีรยงนำทางให้ข้าได้หรือไม่?” เสียงหวานใสราวเสียงกระดิ่งเอื้อนเอ่ยกับชายตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ สมกับวัยของเจ้าตัว

 

การเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซ้ำยังเป็นการเอาใจผู้ที่อยากจะร่วมทำการค้าด้วยกัน มีหรือที่จีรยงจะปฏิเสธความต้องการของนาง

 

“เช่นนั้น ข้าจะนำทางให้ท่านเอง

 

ขบวนขององค์หญิงห้าที่ประกอบไปด้วยสาวใช้จำนวนสิบคน และองครักษ์อีกสี่นาย รวมถึงข้าวของอีกสองรถม้าค่อยๆ ทยอยผ่านเข้าไปยังด้านในของส่วนตำหนักที่ไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

 

“ข้าว่าองค์หญิงห้าผู้นี้ดูร้ายๆ ยังไงอยู่นะ” กึมซองอดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบกับผู้เป็นพี่ชายขณะเดินตามหลังขบวนคนตรงหน้าไป

 

โทซองเพียงปรายสายตาลงมองน้องชายอย่างหน่ายใจกับนิสัยสอดรู้สอดเห็น

 

“อะไรเล่า! ข้าก็แค่ออกความเห็นเท่านั้นแหละ!!” เสียงเล็กหงุงหงิงตอบโต้แฝดผู้พี่เมื่อเห็นสายตาตำหนิตอบกลับมา ร่างเล็กขมุบขมิบปากพึมพำทำนองว่า ไว้เดี๋ยวไปเล่าให้พวกยอนอากับโซยอนฟังดีกว่า

 

 

เป็นธรรมเนียมของแคว้นทั่วไป ที่เมื่อมีแขกมาก็ต้องมีการจัดเลี้ยงต้อนรับในตอนค่ำ

 

อาหารรสเลิศ รวมถึงการแสดงเล็กๆ น้อยๆ เป็นการต้อนรับแขกนั้นถูกจัดอย่างสมเกียรติให้แก่องค์หญิงห้าแห่งแคว้นพกซอ

 

ระหว่างที่มีการแสดงระบำไฟ จีรยงก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ตอนนี้เป็นช่วงท้ายๆ ของงานแล้วจีรยงจึงเห็นสมควรที่จะขอตัวเสียที

 

“เอ๋? ท่านจะกลับตำหนักแล้วหรือ?” เด็กสาวร้องถามอย่างสงสัย “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะกลับด้วย”

 

“อย่าเพิ่งกลับเลยองค์หญิงห้า งานเลี้ยงนี้เป็นของท่าน หากเจ้าของงานไม่อยู่ งานจะสนุกได้อย่างไร?”

 

“แต่ถ้าท่านไม่อยู่ งานก็ไม่สนุกอยู่ดี

 

น้ำเสียงฟังเอาแต่ใจจะว่าน่าเอ็นดูก็น่าเอ็นดูอยู่เพราะคนพูดก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบห้าสิบหก ซ้ำยังตัวเล็กน่ารักชวนมอง

 

“ตามใจท่านแล้วกัน

 

“ถ้าเช่นนั้น ท่านไปส่งข้าที่ตำหนักด้วยได้ไหม?”

 

“ได้

 

จีรยงไม่เอ่ยอะไรต่ออีก ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากจะไปหาใครอีกคนมากเท่านั้น ชายหนุ่มเดินนำราชทูตคนสำคัญออกจากโถงจัดเลี้ยงโดยมีขบวนทหารตามติดเป็นแถว

 

“โทซอง” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกองครักษ์ให้ขยับเข้ามาเดินใกล้ๆ

 

“พะย่ะค่ะฝ่าบาท?” เด็กหนุ่มก้มศีรษะเล็กน้อย

 

“ไปสั่งความให้นางกำนัลจัดเตรียมชุดวันพรุ่งของข้าไว้ที่ตำหนักโยกัน คืนนี้ข้าจะค้างที่นั่น

 

“พะย่ะค่ะ” หลังตอบรับ เด็กหนุ่มก็ปลีกตัวออกไปจากแถวขบวนทันที จีรยงไม่ได้เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อคิดได้ว่าคืนนี้ยังมีเวลาอยู่กับคนร่างบางทั้งคืน

 

แฮซูลอบมองสีหน้าคมเข้ม คำรับสั่งเมื่อครู่นางได้ยินชัดเจน และนางก็ยังรู้ด้วยว่าที่ตำหนักโยกันมีผู้ใดพักอาศัยอยู่ ตามที่เสด็จพี่ชิลฮยอนเคยบอก ในเวลานี้ทางฮานึลทำการต้อนรับราชทูตคนสำคัญของแคว้นเชินอันอยู่ เป็นที่น่าสงสัยถึงการมาอยู่ที่ฮานึลของราชทูตคนนี้ไม่น้อย แรกเริ่มเพราะเกิดจากเรื่องภัยพิบัติของเพลิงกัลป์ แต่นี่ก็ผ่านมาร่วมสามสี่เดือนแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าฮานึลจะเชิญแขกผู้นี้กลับเลยแม้แต่น้อย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองที่เสด็จพี่เคยพูดถึงอีกเล่าที่น่าสงสัย

 

 

ระหว่างที่เดินเคียงคู่ร่างสูงขององค์รัชทายาทแห่งฮานึลไปนั้น ดวงหน้าสวยของเด็กสาวก็ได้ปรากฏรอยยิ้มเฉียบบางอย่างแฝงเลศนัย

 

...หึ คิมซอนอิน อย่างนั้นหรือ อยากจะพบเหลือเกินว่าคู่แข่งคนนี้จะน่ากลัวเพียงไร

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up