Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 14

 

 

หงิง~ หงิง~

 

 

“ไม่เอาน่าอิงอิง เจ้าอย่าดิ้นนักจะได้ไหม!” เสียงหวานฟังอ่อนแรง พยายามขึ้นเสียงขู่ให้สุนัขจิ้งจอกหิมะตัวเล็กในวงแขนหยุดดิ้นอย่างสุดความสามารถ

 

แต่ไม่ว่าจะดุ หรือจะตีหน้าโหดเท่าที่จะทำได้มากแค่ไหน เจ้าตัวกลมขนฟูก็ยังไม่ยอมนิ่งเสียที อุ้งเท้าเล็กตวัดใส่ดวงหน้าขาวไม่ให้เจ้าของได้ตั้งตัว ก่อนจะกระโดดปุลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว

 

“อิงอิง! เจ้าจะไปไหน โอ้ย!....อิงอิง!”

 

ศีรษะพลันปวดแปลบขึ้นมา แรงที่มีน้อยยิ่งลดหายเป็นเท่าตัว ฮีอูกัดริมฝีปากแน่นฝืนร่างกายให้ก้าวเดินต่อ มือเล็กกดศีรษะขณะที่พยายามออกเดินให้ทันสัตว์เลี้ยง พิษในร่างกายที่เพิ่งสลายไปได้ไม่นานยังคงส่งผลให้ร่างกายไม่เป็นไปตามที่ต้องการ จะก้าวเดินแต่ละทีก็ติดขัดไปหมด

 

ด้วยหนทางที่เป็นป่าสนโปร่ง ทำให้ร่างเล็กมองเห็นในระยะไกลสายตาว่าสุนัขจิ้งจอกของตนกำลังวิ่งข้ามสะพานไม้ตรงปลายสุดของแนวป่า เมื่อพาร่างกายแสนเหนื่อยล้ามาถึงที่ฟากหนึ่งของแม่น้ำแล้ว ฮีอูก็เห็นร่องรอยของการต่อสู้ในบริเวณว่างโล่งของพื้นที่นั้น มีซากไม้ที่ถูกเผ่าไหม้ และกลิ่นคาวเลือดยังลอยอบอวล บนพื้นหญ้ามีร่องรอยไหม้สีดำเกรียมเป็นวงกลมขนาดกว้างอย่างแปลกประหลาด ร่างเล็กมองไปรอบๆ บริเวณอย่างฉงน ก่อนจะเห็นกกลุ่มทหารจำนวนหนึ่งอยู่ไกลๆ คิดว่าน่าจะเป็นนายทหารที่ได้รับมอบหมายมาจัดการพื้นที่แห่งนี้

 

ร่างเล็กรีบหลบไปหลังพุ่มไม้ใหญ่ ถึงอย่างไรเรื่องที่เขาหลบหนีมาก็น่าจะรู้ถึงทหารทุกคนแล้ว

 

ฮีอูหลบหนีออกมาจากวังทันทีที่สบโอกาส เขาติดสินบนกับนายทหารเฝ้าประตูนายหนึ่ง จะว่าติดสินบนก็ไม่ใช่นัก นายทหารคนนั้นเป็นญาติกับสาวใช้ที่บ้านของเขาเอง เมื่อเห็นความต้องการของเขา ฝ่ายนั้นก็สุดจะคัดค้านได้ เห็นแก่ความเมตตาของตระกูลเขาที่มีให้มาโดยตลอดจึงจำยอมที่จะปล่อยเขาออกมา

 

ไม่รู้ว่าตอนนี้องค์รัชทายาทจะทรงทำเช่นไร จะทรงกริ้วมากแค่ไหนหากรู้ว่าเขาหนีจากพระองค์มา พระองค์ต้องส่งทหารมาตามจับเขากลับไปแน่ ถึงจะรู้สึกผิดมากเพียงไร แต่ฮีอูก็ตัดสินใจในวินาทีที่ลมหายใจของเขาหวนกลับมาอีกครั้งแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในชีวิต ขอเพียงเขาได้ทำตามหัวใจที่เรียกร้องนี้ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะตกนรกหรือถูกสาปแช่งที่ผิดต่อองค์รัชทายาทชองจีรยง ฮีอูก็พร้อมจะยอมรับคำตัดสินเหล่านั้น

 

...ยาถอนพิษมาพร้อมลมหายใจที่กลับคืนมา ยองจูเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ

 

 

หงิง~

 

 

เสียงร้องของอิงอิงดังแว่วลึกเข้าไปด้านหลังของพุ่มไม้ที่ฮีอูหลบอยู่ ร่างเล็กละสายตาจากภาพเบื้องหน้าแล้วก้มตัวต่ำเดินไปตามเสียงร้องของอิงอิง

 

แมกไม้หนาทึบทำให้ต้องเสียเวลาในการปัดกิ่งก้านที่รกตามทางเดิน กว่าจะถึงตัวเจ้าสัตว์เลี้ยง ผิวขาวของคนตัวเล็กก็เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทางยาวมีเลือดซึมเล็กน้อย ปัดใบไม้ตามตัว เงยหน้าขึ้น ภาพร่างสูงของใครคนหนึ่งที่นอนจมกองเลือดก็ปรากฏแก่สายตา

 

“ยองจู!” ฮีอูถลาลงไปนั่งข้างกายเจ้าของชื่อ

 

ความน่ากลัวของบาดแผลที่ถูกแทงด้วยกระบี่ส่งผลให้ดวงตาเรียวเล็กเอ่อคลอด้วยหยดน้ำใส ฮีอูไม่กล้าแม้แต่จะแตะตัวของยองจู ไม่เพียงแต่แผลที่เกิดจากของมีคม ร่องรอยดำไหม้ตามข้อมือและท่อนแขนซ้ายนั้นดูก็รู้ว่าเป็นวรยุทธเก่งกล้าที่เกิดจากการทำลายธาตุในกายให้แปรปรวน

 

ฮีอูเลื่อนสายตาขึ้นมองดวงหน้าคมเข้มที่บัดนี้มองเห็นแต่เพียงเลือดสีแดงสดเปรอะอยู่ทั่ว ดูเหมือนว่าบริเวณเปลือกตาทั้งสองข้างของยองจูจะถูกปลายกระบี่ตวัดผ่าน ฮีอูจับอิงอิงที่เลียข้างแก้มของยองจูให้ออกห่าง เขาแตะข้อมือหนาเพื่อจับชีพจร ยังเต้นอยู่ ...แต่ก็อ่อนแรงนัก

 

...ใครกันที่ทำร้ายท่านถึงเพียงนี้

 

ในเวลานี้ ยองจูแทบจะเรียกไม่ได้ว่ายังมีชีวิต ฮีอูคิดว่าหากไม่ใช่เพราะยองจูฝึกวรยุทธมาจนแกร่งกล้าแล้วละก็ อาจจะสิ้นลมหายใจไปนานแล้ว ไม่รู้ว่ายองจูอยู่ในสภาพนี้นานแค่ไหนแล้ว เมื่อมองจากรอยเลือดตามพื้นหญ้า พอจะทำให้เดาได้ว่ายองจูพยายามที่จะพาตัวเองไปให้ถึงบริเวณลานโล่งที่เขาเห็นเมื่อครู่ แต่เพราะคงจะหมดสติลงเสียก่อน ถึงได้มานอนสลบอยู่ตรงนี้

 

ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตา หรือเพราะอิงอิงมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมหายองจู ถึงทำให้เขาได้มาเจอร่างสูงที่นี่ ...จะเพราะอะไรก็ตามแต่ จากวันนี้เป็นต้นไป เขาจะไม่ห่างจากยองจูอีกเป็นครั้งที่สอง

 

 

 

หลังจากจ่ายเงินให้กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นค่าลากเกวียนมาจนถึงเนินเขาของหมู่บ้านชาวสวน ฮีอูก็ขอร้องให้เด็กคนนั้นช่วยอุ้มร่างหมดสติของยองจูเข้าไปในกระท่อมไม้ที่ตนเพิ่งขอซื้อมาจากหญิงร่างท้วมเจ้าของไร่เมื่อครู่

 

“โห เลือดท่วมขนาดนี้ เขายังไม่ตายอีกหรือ?” เด็กหนุ่มชาวไร่เอ่ยอย่างตกตะลึงเมื่อวางร่างคนเจ็บลงบนเตียง

 

“ยังหรอก นี่ เจ้าช่วยอะไรเราอีกสักอย่างได้ไหม?”

 

“ได้สิ คุณชายมีอะไรให้ข้าช่วยอีกก็บอกมาเถอะ ท่านให้ค่าจ้างข้าเสียเยอะแยะจนไม่ต้องไปทำสวนให้แม่ได้ตั้งสองอาทิตย์เชียวนะ” คนพูดฉีกยิ้มกว้าง ความใสซื่อที่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์อย่างไม่มีพิษมีภัยทำให้ร่างเล็กรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก

 

“เราอยากได้สมุนไพรประมาณสิบอย่าง เจ้าช่วยหาให้เราได้ไหม?”

 

“สมุนไพรเหรอ? ความจริงบ้านข้าปลูกพวกสมุนไพรขายด้วย ยังไงถ้าชนิดไหนไม่มี ข้าจะไปซื้อที่ตัวเมืองมาแทนแล้วกัน”

 

“จริงเหรอ! บ้านเจ้าปลูกสมุนไพรเหรอ? ถ้าเช่นนั้น ให้เราไปเลือกดูได้ไหม? เราจะจ่ายให้สมราคาแน่นอน”

 

เด็กหนุ่มหัวเราะร่วนพลางว่า “ฮ่าๆ แม่ข้าต้องเพิ่มวันหยุดให้ข้ายาวเลย ได้ลูกค้าเงินหนักขนาดนี้” แล้วก็กวักมือเรียกให้ร่างเล็กเดินตามลงเนินเขาไปอย่างอารมณ์ดี “...ไม่ไกลมากหรอก บ้านของข้าอยู่ที่หมู่บ้านตรงเชิงเขา หากคุณชายมีอะไรอยากให้ช่วยก็มาหาได้เลย อ่ะ นั่นไง บ้านข้าเอง...”

 

ร่างเล็กรีบเดินตามเด็กหนุ่มจนเรียกว่าจะเป็นการวิ่งตามเสียมากกว่า พอมองไปยังทางที่เด็กหนุ่มชี้ไป ก็เห็นหญิงวัยกลางคนกำลังตากผ้าอยู่ที่ลานหน้าบ้าน

 

ระหว่างที่วิ่งไล่ตาม เด็กหนุ่มที่เดินนำมาตลอดทางก็หันขวับกลับมาอย่างกะทันหัน

 

“...อ๊ะ ข้าลืมบอก เอามืออุดหูไว้นะ

 

“...ห่ะ...อะไรนะ?...” กำลังหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า ยังไม่ทันเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย เสียงแหลมสูงแบบที่เสียงของระฆังหลักเมืองยังต้องยอมแพ้ก็แผดลั่นขึ้น

 

“คิ-ม-มู-ฮ-ย-อ-น !!!!!!!!” หลังเน้นคำเรียกชื่อ ก็ต่อด้วยประโยคยาวเหยียดที่จับใจความแทบไม่ทัน “แกหายไปไหนมาตั้งแต่เช้าห๊ะ! บอกให้ไปเก็บกะหล่ำปลีกับหัวหอมยังไม่ได้เลยสักอย่าง! แล้วจะเอาอะไรไปขายที่ตลาดห๊ะ ไอ้ลูกคนนี้นี่พึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆ! ดูสิ พระอาทิตย์จะตกดินอยู่รอมร่อเพิ่งจะโผล่หัวกลับบ้าน มันน่านั~ก!!!”

 

ฮีอูเห็นอะไรไหวๆ พุ่งเข้ามา ดูคล้ายท่อนไม้ที่ใช้ตากผ้าก็รีบก้มหลบอย่างตกใจ

 

“แม่ฟังก่อนสิ!” มูฮยอน เด็กหนุ่มที่ฮีอูเพิ่งจะรู้จักชื่อรีบปราดเข้าไปหาผู้เป็นแม่ “เห็นไหมว่าผมมีแขกน่ะ คุณชายคนนี้เค้าจะมาซื้อสมุนไพรของเรานะ!”

 

กว่าจะพูดคุยถามหาสมุนไพรที่ต้องการ ก็เสียเวลาไปมากโขอยู่ เมื่อได้ตัวยาเพียงพอแล้วฮีอูก็กล่าวขอบคุณพร้อมจ่ายเงินก้อนสุดท้ายที่มี ก่อนจะรีบขึ้นเขากลับไปยังกระท่อมไม้โดยเร็ว

 

กระท่อมไม้ที่เขาใช้ปิ่นปักผมและกำไลซึ่งทำจากทองคำแท้แลกเป็นเงินมาซื้อนั้นมีข้าวของพร้อมทุกอย่างที่เขาต้องการ ในครัวมีอุปกรณ์การทำอาหารพร้อมสรรพ ใช้เวลาต้มยา สลับกับเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ร่างสูงพร้อมกับทำแผลอยู่ราว 1 ชั่วยามถึงจะเสร็จ

 

ฮีอูประคองศีรษะของยองจูขึ้นเล็กน้อยเพื่อป้อนยาสมุนไพร ยาในถ้วยครึ่งหนึ่งล้นออกมาจากริมฝีปากหยักหนา ทำให้ฮีอูต้องกลับไปเทมาเพิ่มแล้วป้อนอีกครั้ง

 

หนึ่งอาทิตย์เต็มที่ฮีอูไม่ได้ทำอะไรนอกจากดูแลคนเจ็บอยู่ข้างกายไม่ห่าง มูฮยอนคอยหอบเอาอาหารสดมาให้ทุกสองวัน แม้ว่าฮีอูจะบอกกับเด็กหนุ่มแล้วว่าตนไม่เหลือเงินจะจ่ายให้ แต่มูฮยอนก็บอกเพียงว่าปลาพวกนี้เป็นปลาที่เหลือจากเอาไปขายที่ตลาด ไม่มากเกินไปที่จะแบ่งให้คนรู้จัก

 

“คนผู้นั้นยังไม่ฟื้นอีกเหรอ?” วันนี้เป็นอีกวันที่มูฮยอนเอาหัวกะหล่ำปลีมาฝาก

 

“อืม เราพยายามดูแลอย่างดีที่สุดแล้ว คิดว่าอีกไม่นาน...” จู่ๆ เสียงดังโครมใหญ่ก็ดังขึ้นภายในกระท่อมไม้ ฮีอูและมูฮยอนรีบเข้าไปด้านในก็เห็นว่าร่างสูงล้มอยู่ที่ข้างเตียง ฮีอูรีบปราดเข้าไปช่วยพยุง โดยมีมูฮยอนประคองแขนร่างสูงไว้อีกข้าง

 

“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง อย่าเพิ่งขยับร่างกายตอนนี้นะ” จับคนเจ็บขึ้นนั่งบนเตียงได้สำเร็จ มือเล็กก็ยกปลายผ้าห่มขึ้นคลุมร่างสูงไว้จนถึงอก

 

“ข้า...โอ้ย!!” เสียงทุ้มเอ่ยได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องร้องด้วยความเจ็บ มือหนาที่พันรอบด้วยผ้าสีขาวยกขึ้นสัมผัสใบหน้าของตนเอง ปลายนิ้วเรียวแตะบริเวณดวงตาที่ถูกผ้าพันไว้โดยรอบ “ตา...ตาของข้า...”

 

“ท่านได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา ต้องรักษาอีกสักพักถึงจะหาย” ฮีอูเอ่ยตอบอย่างกังวลเมื่อเห็นท่าทางของยองจูเหมือนกับจะลุกจากเตียงเสียให้ได้ “...รวมถึงร่างกายของท่านด้วย บาดแผลของท่านหากไม่รักษาให้ดีจะทำให้เป็นแผลเรื้อรังได้นะ”

 

“ข้าเสียเวลาไม่ได้...ข้าต้องไป...” ร่างสูงสะบัดผ้าออกจากตัวทั้งที่มองอะไรไม่เห็น แต่ก็ถูกมือเล็กคว้าต้นแขนไว้ให้นอนลงที่เดิม เพียงแค่โดนจับที่แขน ความเจ็บปวดอย่างร้ายกาจก็แล่นปราดไปทั่วกาย จนเสียงทุ้มเผลอร้องออกมา

 

“เห็นหรือเปล่าว่าแม้แต่จะขยับตัว ท่านก็เจ็บร้าวไปหมดเช่นนี้ ท่านยังจะคิดไปที่ใดอีก ...เชื่อเราเถอะ พักรักษาตัวก่อน เพราะต่อให้ท่านอยากจะออกไปจริงๆ ละก็ เราบอกได้เลยว่ายังไม่ทันจะได้ไปถึงไหนท่านก็สลบเหมือดก่อนอย่างแน่นอน” ฮีอูเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วน หงุดหงิดที่เห็นว่ายองจูบาดเจ็บถึงเพียงนี้ยังจะคิดออกไปหาใครอื่นอีก

 

“เชื่อคุณชายเถอะครับ ข้าว่าเจ้าเองก็น่าจะเจ็บจนทนไม่ไหวนะ นอนพักเถอะ” มูฮยอนเอ่ยเสริมทับ

 

“คุณชาย?” ร่างสูงดูสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้ว เขาทวนคำของเด็กหนุ่มเมื่อครู่

 

“ก็คุณชายผู้นี้อย่างไรเล่า อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ เลยที่ท่านไม่ได้สติ คุณชายผู้นี้คอยดูแลมาโดยตลอดเลย

 

หนึ่งอาทิตย์? ...ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้วหรือ? ยองจูทวนคำของเด็กหนุ่มด้วยความกังวล เหตุการณ์ก่อนหน้าหวนเข้ามาในความทรงจำอย่างรวดเร็ว หลังถูกพวกนักบวชเล่นงานใส่เขาพร้อมกันถึงแปดคน กว่าที่เขาจะหยุดพวกนั้นได้ร่างกายของเขาก็แทบจะฉีกออกจากกันเสียทุกส่วน เปลวไฟและหมอกควันที่เห็นเบื้องหลังทำให้เขาฝืนสังขารออกเดินกลับไป เสียงสู้ฟันกันของกลุ่มคนทำให้จิตใจของเขาสั่นไหว ในหัวมีแต่คำสั่งที่ต้องกลับไปช่วยวังชอนซา ทว่า ร่างกายไม่อาจทานทนได้อย่างที่ใจต้องการ เขาหมดสติก่อนจะได้เห็นว่าวังชอนซาปลอดภัยหรือไม่

 

ผ่านอาทิตย์หนึ่งมาแล้ว ซอนอินจะเป็นอย่างไรบ้าง จะปลอดภัยหรือเปล่า หรือถูกพวกนักบวชสังหารไปแล้วกันแน่ หากดวงตายังใช้การได้ เพียงแค่ได้มองผืนฟ้าเขาก็จะรู้ถึงตัวตนของคิมซอนอิน เพราะซอนอินไม่ใช่เพียงโอรสของกษัตริย์ ไม่ใช่เพียงตัวแทนของเทพเจ้าทงซก แต่คิมซอนอินคือส่วนหนึ่งของท้องฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของเทพเจ้าเบื้องบน เป็นเทพวิหคเพลิงแห่งทิศตะวันออกอย่างแท้จริง

 

ดวงตาใช้การไม่ได้ อย่าว่าแต่ร่างกาย พลังธาตุของเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะมีมากถึงกับช่วยชีวิตผู้ใดได้ ...เช่นนั้น เขาควรเชื่อใจในสิ่งที่สวรรค์เป็นผู้ลิขิต

 

“ข้าขอบคุณมากในความช่วยเหลือ ...ไม่ทราบว่า คุณชายชื่ออะไรหรือ?”

 

เห็นได้ชัดว่ายองจูจำน้ำเสียงของฮีอูไม่ได้แม้แต่น้อย ร่างเล็กเองก็หวังให้เป็นเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน

 

“อ๊ะ จริงด้วย! ข้าเองก็ยังไม่รู้เลยว่าคุณชายมีนามว่าอะไร?” มูฮยอนตื่นเต้นขึ้นมาทันที

 

 

“เราชื่อฮีมิน

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ปากกาขนนกถูกวางลงบนแท่นหมึก

 

“รอยเลือดใกล้กับลานโล่ง?” เสียงทุ้มทวนคำจากนายทหารปลายแถวที่คุกเข่าก้มศีรษะอยู่เบื้องหน้าโต๊ะอักษรภายในห้องทรงงานขององค์รัชทายาท

 

“พะ...พะย่ะค่ะ” ความประหม่าของนายทหารนั้นเห็นได้ง่ายนัก น้อยครั้งในชีวิตที่ทหารปลายแถวอย่างชายผู้นี้จะได้มาอยู่ต่อหน้าองค์รัชทายาทชองจีรยง

 

“...กระหม่อมเห็นว่ามันแปลกประหลาด เพราะตรงที่ต่อสู้กันอยู่ห่างจากจุดที่พบรอยเลือด เมื่อตามรอยเลือดไปเรื่อยๆ ก็พบกับร่องรอยของการต่อสู่ที่ห่างออกไปจากจุดแรกพอสมควรพะย่ะค่ะ

 

ดวงตาคมดุจลูกแก้วลึกล้ำของเจ้าแห่งมังกรจ้องมองนายทหารแน่นิ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาสบกับองครักษ์ส่วนพระองค์

 

“เจ้าว่าเช่นไรโทซอง

 

เด็กหนุ่มร่างสูงโค้งกายก่อนตอบรับสั่ง “กระหม่อมได้ไปดูที่เกิดเหตุตามรอยเลือดนั้นแล้ว เป็นการต่อสู้ของราชครูปาร์คยองจูไม่ผิดแน่ มีการใช้วรยุทธที่รุนแรงมาก กระหม่อมคิดว่าการต่อสู้ของนักบวชชินซองแบ่งเป็นสองกลุ่มพะย่ะค่ะ

 

เรียวคิ้วเข้มกดลึกอย่างใช้ความคิด รอยเลือดที่พบหยุดอยู่กับที่ก่อนจะไปถึงที่ที่เขาพบวังชอนซา เช่นนั้นเวลานี้ ราชครูปาร์คยองจูก็น่าจะยังมีชีวิตอยู่ ดูจากสถานการณ์โดยรวมแล้ว ราชครูนั่นคงรู้มาล่วงหน้าว่าจะถูกโจมตีจึงวางแผนแบ่งเป็นสองกลุ่ม แต่คาดการณ์ผิดทำให้ต้องวกกลับมาที่ลานกว้างนั้นอีกครั้งเพื่อช่วยวังชอนซา แต่ก็ช้าไป...

 

มีเรื่องเกี่ยวเนื่องของชนเผ่าและแคว้นตัวเองให้ต้องต่อต้านเช่นนี้ การหายตัวไปของฮีอูไม่น่าที่ราชครูนั่นจะลงมือ ...แต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้

 

“ทางบ้านตระกูลคิมเป็นอย่างไรบ้าง

 

“ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลยพะย่ะค่ะ ท่านหญิงคิมเองก็ได้แต่เศร้าเสียใจ ยังดีที่มีบุตรสาวคนโตคอยปลอบใจอยู่ไม่ห่าง

 

“อืม... นายพลคัง ส่งคนไปบอกท่านหญิงคิมและราชเลขาคิมฮยอนจา ว่าข้าจะพยายามหาตัวของฮีอูให้พบโดยเร็วที่สุด

 

“น้อมรับพะย่ะค่ะ” ชายวัยกลางคนเจ้าของชื่อก้มศีรษะต่ำรับคำสั่ง

 

“พวกเจ้าออกไปได้แล้ว ...โทซอง เจ้าอยู่ก่อน

 

เมื่อภายในห้องทรงงานเหลือเพียงสองคน ร่างสูงสง่าก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “โทซอง เจ้าคอยส่งคนของเราไปสอดแนมที่เชินอันเป็นระยะ การใช้ตัวประกันไม่เป็นผลอีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนว่าทางเชินอันจะไม่ไยดีต่อหงส์ตัวนี้แม้สักนิด สำหรับวังชอนซาข้าไม่คิดคืนพวกมันแน่ เช่นเดียวกับเชินอันที่ต้องตกเป็นของข้า ...สงครามระหว่างเชินอันและฮานึลจะไม่ยืดเยื้อไปมากกว่านี้อีกแล้ว

 

สุรเสียงทุ้มห้าวที่ตรัสนั้นบอกให้เด็กหนุ่มได้รู้ว่านายเหนือหัวของตนไม่มีแม้แต่ความลังเลที่จะดำเนินแผนการนี้ต่อไป ถึงแม้ว่าอาจจะต้องสังหารพระบิดาขององค์วังชอนซาก็ตาม โทซองไม่ใคร่เข้าใจนายของตนมากนัก ตั้งแต่ที่พระองค์ทรงพาองค์วังชอนซากลับมาก็แสดงออกแต่ความห่วงใยแก่ฝ่ายนั้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การทำสงครามครั้งนี้ ไม่เท่ากับทำร้ายจิตใจขององค์วังชอนซาไปด้วยหรือ?

 

“ออกไปได้แล้ว ...เดี๋ยว ผลไม้ที่ข้าสั่งให้เจ้าไปจัดการ หามาได้หรือยัง?”

 

“ผลอิงผิง หากไม่ใช่ที่เชินอันเกรงว่าจะหาที่ดีไม่ได้ ...กระหม่อมจึงฝากให้คนสอดแนมนำกลับมา คิดว่าเย็นนี้น่าจะได้แล้วพะย่ะค่ะ

 

“ดี ถ้าเรียบร้อยแล้วก็นำมาให้ข้าที่ตำหนักโยกัน

 

“พะย่ะค่ะ

 

นั่นอย่างไรเล่า! ขณะที่เดินออกจากห้องทรงอักษร โทซองก็ได้แต่พึมพำอยู่กับตัวเองในใจ ตั้งแต่ที่องค์วังชอนซาฟื้นก็แทบไม่ยอมทานอะไร ตอนที่นางกำนัลยอนอาทูลว่าเคยได้ยินองค์วังชอนซาบอกว่าชอบทานผลไม้อิงผิงมาก เช้าตรู่พระองค์ก็ทรงรับสั่งให้เขาไปหาผลไม้ชนิดนั้น เฮ้อ องค์รัชทายาททรงเป็นห่วงองค์วังชอนซาถึงเพียงนี้ ยังทรงคิดทำศึกต่อไปอีกได้อย่างไรกัน

 

...ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

 

 

 

 

 

วันนี้ภายในตำหนักโยกันก็ยังคงมีแต่เสียงสาวใช้สองคนกำลังเอ่ยอ้อนวอนร่างบางอยู่เช่นเคย

 

“ทานอีกสักหน่อยเถิดเพคะองค์วังชอนซา

 

ช้อนสีทองถูกยกขึ้นใกล้ริมฝีปากบาง “ทานอีกคำเดียวก็ได้เพคะ” นางกำนัลยอนอาพยายามรบเร้าอีกครั้งอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ได้เพียงการส่ายหน้าตอบกลับมา พร้อมมือเรียวที่จับมือของสาวใช้ให้วางช้อนลง

 

“แต่ว่าเพิ่งทรงหายไข้ บาดแผลตามร่างกายก็พึ่งจะฟื้นตัว ทานอีกสักหน่อยเถิดเพคะ

 

“ข้าอิ่มแล้ว

 

ซอนอินไม่รอให้นางกำนัลได้พูดอะไรอีกก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร เขาเดินกลับเข้าไปยังห้องนอนเช่นเคย หากไม่ถูกเรียกให้ออกมาทานอาหาร ซอนอินก็จะเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่างในห้องนอนกับเจ้านกตัวน้อย เป็นเช่นนี้ตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมา ไม่เพียงแต่เก็บตัว นิสัยน่ารักบางอย่างที่นางกำนัลสองสาวเคยรู้จักก็ลดหายไปจนหมด ไม่ช่างคุยเหมือนแต่ก่อน รอยยิ้มที่สวยราวบุบผาแรกแย้มก็ไม่มีให้เห็นอีกเลย

 

นับวันร่างกายของหงส์แสนงามผ่ายผอมลงทุกวันจนยอนอาและโซยอนอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ก็สุดจะฝืนนายของพวกเธอให้ยอมทานอาหาร พวกนางก็ได้แต่ดูแลอยู่ห่างๆ เช่นนี้ ไม่กล้าเข้าไปรบกวนเวลาส่วนตัวของผู้เป็นนายมากจนเกินไป

 

ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ซอนอินลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองมานอนอยู่บนเตียงทั้งที่ก่อนหน้านี้เขานั่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง เมื่อมองผ่านผ้าม่านออกไปก็เห็นว่าท้องฟ้ามืดครึ้มแล้ว

 

ยังง่วงอยู่เลย... เสียงในใจเอ่ยบอกให้หลับตาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้พาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา เสียงทุ้มก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

“จะไม่ทานอาหารเย็นหรือ?”

 

ซอนอินหันไปตามเสียงของคนที่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

 

“...ไม่อยากทาน

 

ดวงหน้าสวยหันหลบสายตาของคนที่เดินเข้ามาใกล้ มือเล็กยกปลายผ้าห่มขึ้นสูงจนชิดปลายคาง

 

เห็นท่าทางปฏิเสธเต็มที่ของร่างบางแล้วก็ให้นึกขัดใจขึ้นมา รัชทายาทหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างเตียง จับปลายผ้าที่มือเล็กพยายามยึดไว้ให้พ้นตัว

 

“อยากหรือไม่อยาก เจ้าก็ต้องทาน

 

“ข้าไม่หิว

 

“เจ้าไม่หิว แต่ร่างกายเจ้าน่ะจะแย่เอา” ว่าพลางถลกผ้าห่มจนพ้นตัวได้ในที่สุด เรือนร่างบอบบางภายใต้อาภรณ์สีขาวดูเปราะบางจนน่ากลัวว่าหากจับแรงเกินไปอาจจะหักเป็นสองท่อน

 

มือหนาจับคนตัวเล็กกว่าให้ลุกขึ้นนั่ง ซอนอินเองก็ไม่มีแก่ใจจะต่อต้านอีกฝ่าย ทำให้เพียงแรงฉุดเดียว ร่างทั้งร่างของซอนอินก็ลอยมานั่งลงบนตักของคนตัวสูงอย่างง่ายดาย

 

จีรยงโอบเอวเล็กไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง เขาใช้อีกมือสอดผ่านทบอาภรณ์เข้าลูบผิวเนื้อนุ่มลื่นบริเวณอกแบบบาง

 

ซอนอินตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย มือทั้งสองยึดชายเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น ดวงหน้าขาวระเรื่อสีจาง

 

“เห็นไหม ตัวเจ้ามีแต่กระดูก จับตรงไหนก็แห้งไปหมด หากคิดว่าจะยกร่างกายเจ้าให้ข้าแล้ว ก็ช่วยทำให้เป็นที่น่าพอใจด้วย ไม่เช่นนั้น เจ้าก็เป็นแค่สิ่งไร้ค่าที่ข้าไม่ต้องการ

 

มือเล็กที่กำชายแขนเสื้อเนื้อดีออกแรงแน่นขึ้น ริมฝีปากบางสีสดเม้มแน่นอย่างที่เจ้าตัวพยายามอดทนต่อความรู้สึกบางอย่างไว้

 

พระพักตร์คมก้มลงมองร่างบางในอ้อมแขน เขาเกี่ยวเส้นผมนุ่มลื่นที่ยุ่งสยายขึ้นทัดใบหูเล็กจนเห็นเนินแก้มสีขาวสว่างถนัดตา ปลายจมูกโด่งแตะสัมผัสผิวหอมนุ่มบริเวณนั้นแผ่วเบา

 

“สองสามวันมานี้เจ้าเอาแต่เงียบ ข้าจะบอกให้รู้ว่าข้าเกลียดการเล่นตุ๊กตามากที่สุด

 

ริมฝีปากหยักกดลงที่หลังใบหูเล็ก ก่อนส่งปลายลิ้นเข้าชิมความหวาน พลางกระซิบเบา “...อย่าทำให้ข้าเบื่อ คิมซอนอิน

 

น้ำเสียงทุ้มที่ได้ฟังทำให้ซอนอินหลุดสะอื้น เสียงหวานเอ่ยสั่นพร่า “...ทานไม่ลง มันจะอ้วก ...ข้าทานไม่ได้ ฮึก... ข้าไม่รู้สึกว่าหิว แล้วข้าก็กลืนของพวกนั้นลงไม่ได้ ข้า...ฮึก ข้าฝืนตัวเองไม่ได้

 

ก็เท่านี้ที่จีรยงต้องการ ซอนอินไม่ได้ร้องไห้ออกมาเลยสักครั้งตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา หากเป็นไปตามปกติแล้ว จีรยงเชื่อว่าซอนอินเป็นคนอ่อนไหวได้ง่าย เจอเรื่องกระทบกระเทือนใจมามีหรือจะไม่ร้อง เจ้าตัวเอาแต่ฝืนอยู่เช่นนี้ถึงได้ทำให้ร่างกายต่อต้าน

 

...คิดจะมาเข้มแข็งเอาตอนนี้ เจ้าทำไม่ได้หรอกซอนอิน

 

จีรยงจับให้คนตัวเล็กนั่งหันหน้าเข้าหากัน แล้วกดศีรษะกลมที่ปกคลุมด้วยเส้นผมบางนุ่มสลวยลงกับอก มือหนากอดกระชับร่างเล็กที่สั่นไม่หยุดไว้แนบกาย

 

“...ฮึก ฮือ...” ซอนอินยิ่งสะอื้นหนักเมื่อถูกความอบอุ่นอ่อนโยนจากคนตรงหน้าส่งผ่านมาให้ “...ฮือ ข้าไร้ประโยชน์ ข้าไร้ความหมาย ฮึก ไม่มีใครต้องการข้าแม้แต่ท่านแม่ ฮือๆ...” ความรู้สึกที่เก็บกดเอาไว้ถาโถมเข้ามาในคราวเดียว ไม่อยากจะยอมรับถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่ก็หนีความจริงไม่พ้น

 

ความจริงที่ว่าวังชอนซาเป็นแค่ความว่างเปล่า คิมซอนอินเป็นแค่อากาศที่ถูกลบเลือน...

 

...ไม่มีเขา ก็ไม่มีผู้ใดเดือดร้อน

 

น่าสมเพช...

 

จีรยงทนปลอบคนร้องไห้ได้ไม่นานก็ผละมือออก เขาไม่ชินกับการดูแลใครอย่างนี้ แม้แต่กับฮีอูเองก็ตาม ฝ่ายนั้นไม่เคยร้องไห้หรือแสดงความอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าเขา เป็นเรื่องยากนักที่คนอย่างเขาจะทนเห็นได้นานนัก

 

“ฟังข้าให้ดีคิมซอนอิน” จีรยงจับไหล่เล็กไว้แน่นทั้งสองข้าง “เงยหน้าขึ้นมา แล้วมองตาข้า”

 

คนตัวเล็กไม่ยอมเงยหน้าแต่โดยดี เอาแต่ก้มหน้าสะอึกสะอื้นไม่สนใจคนตัวสูงแม้แต่น้อย จนกระทั่งมือใหญ่ต้องเป็นฝ่ายเชยคางเล็กให้สบสายตากัน

 

“หยุดคิดถึงคนเหล่านั้น ตอนนี้เจ้าไม่ได้อยู่ที่เชินอันอีกแล้ว สิ่งที่เจ้าต้องคิด คือข้าคนนี้ จะความสุขหรือความทุกข์ ต้องเกิดจากข้าแต่เพียงผู้เดียว ...ไม่มีใครตัดสินเจ้าได้ว่าควรอยู่หรือตาย นอกจากข้า ...เข้าใจหรือเปล่าคิมซอนอิน ลืมคนพวกนั้นไปซะ ลืมเชินอัน และลืมเผ่าชินซองของเจ้าไปเสีย

 

“...แต่สักวัน เจ้าก็ต้องทิ้งข้า” เสียงหวานเอ่ยพลางจ้องสายตาลึกเข้าไปในแววตาอีกฝ่าย

 

“ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจ้าเป็น หากเจ้าไม่ทำให้ข้าเบื่อ ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทิ้งเจ้า

 

ไร้หนทางให้เลือกเดิน ซอนอินมองเห็นแต่เพียงเส้นทางเส้นเดียวตรงหน้า ที่สุดของปลายทางนั้นซอนอินไม่อาจมองเห็นว่าคืออะไร หากก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ จะต้องพบเจอสิ่งใดไม่อาจล่วงรู้ได้เลย แต่จะให้ยืนอยู่กับที่เช่นนี้น่ะหรือ? หากไม่ก้าวเดิน ก็เหลือเพียงเขาตามลำพัง ...ไม่เอาแล้ว พอแล้วกับการถูกลืม เขาไม่ต้องการอยู่คนเดียวอีกแล้ว

 

ในเมื่อหัวใจของเขายกให้ชองจีรยงไปแล้ว จะถอยหลังกลับไม่ได้เด็ดขาด

 

จุดมุ่งหมายของเขาเริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วินาทีที่ฟื้นขึ้นมา การไขว่คว้าหัวใจของคนตรงหน้านี้อย่างไรเล่าที่เขาสมควรจะทำ แม้โอกาสจะน้อยเท่าผงธุลี แต่การได้คาดหวังบางสิ่งบางอย่างก็เป็นดั่งน้ำที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชีวิต

 

“...ข้าเข้าใจแล้ว” หลังมือบางปาดหยาดน้ำตามากมายให้พ้นดวงหน้า มือเล็กเกาะเกี่ยวบ่ากว้างตรงหน้าแล้วซบข้างแก้มลงแนบสนิท “รู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว”

 

ริมฝีปากหยักหนายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นคนตัวเล็กว่าง่าย “งั้นมาทานอาหารเย็นกัน ข้าเอาของที่เจ้าชอบทานมาด้วย” ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียง ฉุดคนสวยให้ลุกตาม แล้วกุมมือเล็กเดินนำออกไปจากตัวห้อง

 

“ของที่ข้าชอบทาน?”

 

“ผลอิงผิงอย่างไรเล่า

 

“เอ๋! จริงเหรอ!! เจ้าหามาให้ข้าเหรอ?”

 

“ไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใคร?”

 

“เช่นนั้นก็ต้องขอบพระทัยฝ่าบาท

 

“เก็บคำพูดของเจ้าไว้ตอบแทนข้าบนเตียงเถอะ

 

 

ระหว่างที่เดินตามแผ่นหลังสูงเบื้องหน้า ซอนอินเอาแต่มองมือของตนที่ยังถูกกุมไว้แน่น ความอบอุ่นที่ถูกถ่ายทอดมาที่ฝ่ามือนั้นเป็นราวกับสิ่งหลอกล่อสำหรับเขา

 

กับดักที่เลือกกระโดดลงไปนี้ จะมีสักหนทางไหมที่เขาจะเอาชนะได้ ความหวังเพียงน้อยนิดที่จะครอบครองหัวใจของมังกรหนุ่มผู้นี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

 

 

ความรักของชองจีรยง เขาจะสามารถคว้ามาได้หรือเปล่านะ?

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up