Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 13

 

 

ตำนานกล่าวขานเกี่ยวกับเรื่องของ ‘เทพเจ้าทงซก’ เทพเจ้าผู้ปกปักษ์รักษาทิศบูรพานั้นถูกพูดกันปากต่อปากมาหลายชั่วอายุคนนัก ทว่า เรื่องราวมากมายที่ใครต่อใครได้ล่วงรู้กลับเป็นเพียงแค่ตำนานของความเชื่อและความศรัทธาเพียงเท่านั้น น้อยคนนักที่จะรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าตำนาน ไม่ใช่เพียงนิทานก่อนนอน หากแต่คำจารึกบนแท่นหินศักดิ์สิทธิ์ เปรียบดั่งคำทำนายที่จะกลายเป็นความจริงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในชั่วอายุคนแต่ละรอบ หนึ่งในลูกหลานผู้สืบเชื้อสายแห่งชินซอง จะกลายเป็นผู้ที่ถูกเลือกจากสวรรค์

 

...ทันทีที่ลมหายใจแรกของทารกน้อยนามว่าคิมซอนอินได้เริ่มต้นขึ้น แม้แต่สวรรค์ผู้ลิขิตชะตา ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเส้นด้ายบางๆ ที่ผูกชีวิตของเด็กคนนี้ได้

 

 

ชะตาชีวิตของคิมซอนอิน ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ชั่วนิจนิรันดร์...

 

.

.

.

 

 

“เกิดอันใดขึ้นหรือท่านราชครูปาร์ค?” เสียงกังวลของอูรัมเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่เห็นว่าร่างสูงของราชครูคนสำคัญได้เผากระดาษจดหมายด้วยเปลวเพลิงจากฝ่ามือจนกลายเป็นผุยผง ยิ่งเห็นว่าสีหน้าคมเข้มนั้นเคร่งเครียดขึ้นมา อูรัมที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเก้าก็ยิ่งเกิดความกังวล

 

“เราจะไม่เดินทางกลับเชินอัน” ยองจูเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียวคิ้วของชายหนุ่มกดลึกเข้าหากัน “...และจะไม่กลับไปยังชินซองด้วย”

 

“เพราะเหตุใด?!” เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสับสน “จดหมายนั่น มาจากราชเลขาแบซองจีไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใด...?”

 

ใจความในจดหมาย อูรัมไม่อาจรู้ แต่เพราะมันมาจากราชเลขาแบซองจี ผู้ซึ่งเป็นคนสนิทของราชินีซองอึน ก็น่าจะเป็นจดหมายที่เกี่ยวกับองค์วังชอนซาไม่ใช่หรือ แล้วจะให้เดา ก็มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น บุตรชายของตนเองถูกจับไปเป็นเชลยศึกนานขนาดนี้ ก็ต้องรู้สึกเป็นห่วง เมื่อรู้ข่าวจากสารน์ที่ราชครูปาร์คส่งไป ...นอกจากจะบอกให้รีบเดินทางกลับเข้าวังแล้ว ยังจะมีเหตุผลใดอีกเล่า?

 

ยองจูไม่เอ่ยตอบเด็กหนุ่มในทันที เขารีบเดินกลับเข้าไปในกระโจมพักแรมไม่รอช้า

 

“ท่านราชครู...” ทันทีที่ร่างสูงปรากฏตัวอยู่หน้าทางเข้า เสียงหวานแหบแห้งของร่างบางก็ร้องขึ้น ท่าทางเหมือนจะพยายามลุกจากที่นอนอย่างอ่อนแรงทำให้ราชครูหนุ่มต้องรีบก้าวเข้าไปช่วยประคอง

 

“ทรงฟื้นนานหรือยัง?” ยองจูเอ่ยถามขณะที่มือก็ประคองให้ร่างบางได้นั่งพิงกับอกของตน

 

ซอนอินทิ้งศีรษะซบอกกว้าง พลางเอ่ยเสียเบา “สักพักแล้ว...ข้า ...ข้าอยู่ที่ไหน แล้วทำไมท่านราชครูถึง..อึก!!” เอ่ยถามได้ไม่กี่คำ อะไรบางอย่างในอกก็บีบรัดแน่นจนรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งกาย มือเล็กรีบยกขึ้นกดทับแผ่นอกด้วยความทรมาน ลมหายใจพลันติดขัด อึดอัดจนน้ำตาซึมคลอหน่วง

 

“อย่าพึ่งคิดอะไรตอนนี้ทั้งนั้น ร่างกายขององค์วังชอนซายังไม่แข็งแรงนัก ธาตุในกายแปรปรวนจนเสียสมดุล” ขณะที่เอ่ยคำพูด ยองจูก็ค่อยๆ ประคองร่างบางขึ้นอุ้มแนบอก “...เรายังต้องออกเดินทางอีกไกล หลับเสียก่อนเถิด ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หม่อมฉันจะถวายด้วยชีวิตเพื่อปกป้องท่านให้ถึงที่สุด”

 

ไม่เข้าใจเลยสักนิด... ซอนอินไม่เข้าใจสิ่งที่คนเป็นอาจารย์เอ่ยบอกแม้สักคำ ในหัวสับสนไปหมด เหตุการณ์ก่อนหน้ายังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดไม่จางหาย ความโหดร้ายที่ชองจีรยงมอบให้ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดกับร่างกาย สายตาคมกร้าวที่ราวกับจะกระชากลมหายใจของเขาเป็นเหมือนมีดที่กรีดลึกลงในหัวใจ

 

เจ็บจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป...

 

ความสับสนที่พบว่าตื่นขึ้นมาก็มีราชครูยองจูอยู่ข้างกายยังผลให้ซอนอินปวดศีรษะเพราะคิดอะไรไม่ออก อีกฝ่ายไม่คิดจะอธิบายอะไรให้ฟัง ซ้ำยังบอกให้เขาไม่ต้องคิดอะไรอีก ...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คิมซอนอินคนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้สิ่งใดเลยอย่างนั้นใช่ไหม ตัวเขาไม่มีความสำคัญกับผู้ใดเลยใช่หรือเปล่า

 

ไร้ค่าเสียจริงคิมซอนอิน เสียงในความคิดตอกย้ำถึงความเป็นจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า ชองจีรยงปล่อยเขาออกมาโดยไม่บอกอะไรกับเขาเลย ทั้งราชครูยองจูที่ทำราวกับว่าเขาไม่ต้องรู้อะไรทั้งนั้น ให้ทำตามคำสั่งเพียงเท่านั้น ...น่าสมเพชจนแม้แต่ตัวเองยังคิดเช่นนั้น

 

ซอนอินซุกกายเข้าหาอกกว้างของคนที่อุ้มตนอยู่มากขึ้น ฝังใบหน้าลงแนบสนิท มือเล็กเกาะยึดเสื้อของร่างสูงไว้แน่นด้วยอาการสั่นน้อยๆ คล้ายลูกแมวที่ถูกเจ้าของทิ้งขว้าง

 

ยองจูกระชับร่างบอบช้ำทั้งตัวและหัวใจไว้แนบอก เขาไม่รู้ว่าตลอดช่วงเวลาที่ซอนอินตกอยู่ในกำมือของชองจีรยงเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเป็นไปในทิศทางใด เหตุใดลูกศิษย์ของเขาถึงได้อ่อนไหวมากเช่นนี้ นอกจากร่างกายสวยงามนี้แล้ว ชองจีรยงยังจะได้หัวใจแสนบริสุทธิ์ดวงนี้ด้วยอีกงั้นหรือ? คำถามนี้ ปาร์คยองจูก็ได้แต่หวัง ว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้น

 

“ท่านราชครู ท่านจะไม่ทิ้งข้าใช่ไหม ...หากข้าหลับ เมื่อลืมตาอีกครั้ง ท่านก็ยังจะอยู่กับข้าใช่หรือเปล่า” เสียงหวานเอ่ยผ่านแผ่นอกหนา คนที่หวังให้ต้องการในตัวเขากลับไม่เคยคิดจะสนใจแม้เพียงนิด เช่นนั้นแล้ว คนที่จะอยู่เคียงข้างเขาก็มีเพียงราชครูปาร์คยองจูเท่านั้น นอกจากอาจารย์คนนี้แล้ว ซอนอินก็ไม่เห็นว่ายังจะมีใครต้องการเขาเลยสักคน

 

เพราะมีเพียงคนเดียว ซอนอินจึงอยากจะมั่นใจ ว่าตนจะไม่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง

 

“หม่อมฉันจะอยู่ตรงหน้า เมื่อทรงลืมตาตื่น

 

 

 

“ท่านราชครู ทำแบบนี้มันจะดีหรือ?” หลังจากที่จัดการเก็บกระโจมพักแรมแล้ว ยองจูได้พาร่างของซอนอินที่นอนหลับด้วยความอ่อนแรงไว้ในรถม้า ร่างสูงจัดการคลุมผ้าให้กับเรือนร่างคนสำคัญจนเรียบร้อย ก่อนจะลงจากตัวรถม้าแล้วหันกลับไปหาเจ้าของเสียงที่เอ่ยถาม

 

“ราชเลขาแบซองจีคิดจะให้ข้าปลิดชีพองค์วังชอนซา เพียงเพราะคำทำนายนั่น” หลายวันก่อนเขาพอจะคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าเรื่องทำนองนี้จะต้องเกิดขึ้น ในเมื่อคิมซอนอินถูกทำลายความบริสุทธิ์ก่อนที่จะถึงเดือนเจ็ด การตัดสินของพระเจ้าจึงเป็นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น การบูชาร่างกายเพื่อเทพเจ้าทงซก หากผิดคำพูดก็มีแต่หายนะของความมืดมิดที่รอคอย ความเชื่อที่ว่าหากผู้ที่ได้รับตำแหน่งเป็นวังชอนซาจะต้องดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขาชินซองเพื่อประกาศตัวการเป็นตัวแทนของเทพเจ้านั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับซอนอินแม้แต่น้อย ชะตาของซอนอินเกิดมาเพื่อเป็นคนที่ถูกเลือกไว้แต่แรกแล้ว คิมซอนอินมีสายเลือดของเทพไหลเวียนอยู่ในกายมาตั้งแต่ต้น

 

“แต่ท่านคิดดีแน่แล้วหรือว่าไม่ใช่กลลวงของผู้ใด แบซองจีเป็นคนสนิทของทั้งองค์กษัตริย์และองค์ราชินี จะเป็นไปได้อย่างไรที่ทั้งสองพระองค์จะคิดฆ่าบุตรชายของตนเองได้?”

 

“ไม่ใช่กลลวงของผู้ใดทั้งนั้น อาทิตย์ก่อนผู้เฒ่าลีซางลอบส่งนกนำสาส์นมาถึงข้า ในตอนนี้คำทำนายบนแท่นหินสร้างความหวาดกลัวแก่เหล่านักบวชในชนเผ่าจนถึงขั้นเรียกชุมนุมกันวุ่นวายไปหมด คำตัดสินสุดท้ายที่ได้คือหยุดวังชอนซาเสียก่อนที่จะถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลง

 

“แต่ถึงอย่างนั้น องค์ราชินีทรงยอมได้หรือ? องค์วังชอนซาเป็นถึงบุตรชายคนโตของพระนางเชียวนะ” อูรัมยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อยู่ในช่วงฝึกฝนวรยุทธให้ก้าวไกล ดังนั้นเรื่องภายในบางอย่างของชินซอง แม้แต่ตนที่เป็นลูกหลานก็ยังล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ไม่ลึกซึ้งพอ

 

“ตั้งแต่ถูกแต่งตั้งให้เป็นวังชอนซา แม้แต่องค์กษัตริย์เองก็ไม่อาจกำหนดอะไรในตัวขององค์ชายซอนอินได้อีกต่อไป การรับหน้าที่เป็นตัวแทนเทพเจ้าทงซกถือเป็นสิทธิ์ขาดของเหล่านักบวชในการตัดสินใจต่อความประสงค์ที่สมควร หากนักบวชเห็นพ้องว่าควรทำเช่นไร ก็ไม่อาจต่อต้านอะไรได้อีก

 

ยองจูสะบัดตัวขึ้นหลังอาชาสีน้ำตาลเข้ม “...และหากจะให้ข้าพูดตรงๆ องค์ราชินีเองก็ทรงคาดการณ์ไว้อยู่แล้วตั้งแต่ที่องค์วังชอนซาถูกลักพาตัวไป ว่าถึงที่สุดแล้ว บุตรชายของพระนางคงไม่มีทางบริสุทธิ์ได้เหมือนเช่นเดิม ...วันที่พระนางสั่งให้ข้าลอบเข้าฮานึลมา พระนางเองก็ไม่มั่นใจว่าจะได้ผล การพาองค์วังชอนซาออกมาจากวังหลวงฮานึลไม่ใช่เรื่องง่าย และคำสั่งสุดท้ายที่ข้าไม่อาจยอมรับได้แม้จะเป็นคำสั่งขององค์ราชินีแห่งเชินอันก็ตาม คือคำสั่งที่บอกให้ข้าทำตามความประสงค์ของเหล่านักบวชพวกนั้น

 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นยามที่ตวัดตัวขึ้นหลังม้าอีกตัว “ถ้าเช่นนั้น ผู้เฒ่าลีซางก็ทำผิดต่อชนเผ่าน่ะสิ!”

 

เรียวตาคมดุจเหยี่ยวกลางเวหาแหงนเงยมองท้องฟ้าสีมืดครึ้มในคำคืน แววตาสีแดงฉานฉายประกายสะท้อนกับแสงจันทร์สีนวล ยามที่เจ้าตัวเอื้อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ข้าเองก็ทรยศต่อชนเผ่า ข้าไม่เห็นพ้องกับนักบวชพวกนั้น ไม่ว่าจะใครก็ตาม ชีวิตของคนคนหนึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับลมปากหรือคำทำนายในตำนาน คิมซอนอินไม่ใช่สิ่งของไร้ชีวิต ลมหายใจของเขามีความสำคัญเทียบเท่าตัวข้าเอง

 

ราชครูหนุ่มเลื่อนสายตาลงจ้องมองเด็กหนุ่ม “...เจ้าจะตัดสินใจเช่นไรข้าไม่คิดบังคับ

 

ศีรษะเล็กรีบสะบัดซ้ายขวารัวๆ ก่อนตอบฉะฉานเสียงดังฟังชัด “องค์วังชอนซาเป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าใครที่ข้าเคยรู้จัก หากจะมีใครไร้มลทินที่สุดในแผ่นดินนี้ ข้าคิดว่าเป็นองค์ชายซอนอินแต่เพียงเท่านั้น การตัดสินของนักบวชเกินไปจริงๆ ไม่มีใครรู้แน่ชัดจริงๆ เสียหน่อยว่าสวรรค์ตัดสินชะตาขององค์ชายซอนอินไว้ว่าอย่างไร บางทีสิ่งที่พวกนักบวชคิดอาจจะไม่ถูกก็ได้...ข้าก็เป็นอีกคนที่จะทรยศชนเผ่าเพื่อปกป้ององค์ชายซอนอินไว้ด้วยเช่นกัน!!”

 

“ข้าดีใจที่เจ้าคิดเช่นนี้” ยองจูระบายยิ้มบางให้กับเด็กหนุ่มที่ถือเป็นลูกศิษย์อีกคน ก่อนจะหันไปหากลุ่มคนติดตามที่ซื่อสัตย์ต่อผู้เฒ่าลีซาง เสียงทุ้มตะโกนก้องภายในป่าที่เงียบสงัด “แบ่งเป็นสองกลุ่ม! พวกเจ้าห้าคนมากับข้า ส่วนอินจอง พูซา ซันแท นัมจา ไปกับอูรัม เราจะแยกไปกันคนละเส้นทาง องค์วังชอนซาจะไปกับกลุ่มของพวกเจ้า กลุ่มของข้าจะเป็นตัวล่อล่วงหน้าไปก่อน ในวันพรุ่งตอนฟ้าสาง นักบวชผู้ฝึกวรยุทธจะต้องดักเข้าโจมตีเป็นแน่ เพื่อให้องค์วังชอนซาปลอดภัย จนกว่าการสู้จะสิ้นสุด พวกเจ้าอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวเด็ดขาด พ้นสะพานที่ข้ามแม่น้ำข้างหน้าก็ให้ปักหลักไว้ก่อน เข้าใจหรือไม่?!”

 

“รับทราบขอรับ!!”

 

ร่างสูงโปร่งชักม้าเข้าใกล้เด็กหนุ่มที่กระตือรือร้นต่อหน้าที่สำคัญ “ข้าไว้ใจเจ้านะอูรัม จงปกป้ององค์วังชอนซาไว้ด้วยชีวิต

 

“ข้าจะปกป้ององค์วังชอนซาจนสิ้นลมหายใจขอรับท่านราชครู!”

 

“ดี! ออกเดินทางได้!!!”

 

 

 

ท่ามกลางเมฆฟ้าครึ้มที่ปกคลุมยามค่ำคืน สายลมเย็นของอากาศพัดต้องกลุ่มคนบนหลังม้าที่เคลื่อนตัวฝ่าความมืดไปอย่างรวดเร็วนั้น จุดเล็กๆ ของดวงดาวบนฟ้าได้ปรากฏขึ้นอยู่ในที่ไกลแสนไกล หมอกหนาที่ลอยตัวต่ำได้บดบังแสงสว่างเล็กๆ นั้นจนทำให้ราชครูผู้เก่งกาจไม่อาจมองเห็นลางร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

 

ไม่มีใครคาดคิด ว่าในตอนที่แสงแรกของอรุณรุ่งได้เริ่มต้น คือความพินาศครั้งใหญ่หลวงที่เกิดกับพวกเขา

 

 

“เร็วเข้าอูรัม! เจ้าต้องตัดสินใจตอนนี้ว่าจะเอายังไง!!!”

 

“ท่านราชครูอาจไม่รอดก็เป็นได้! เราจะเอายังไงกันต่อ!!!”

 

“พูซา! เจ้านำรถม้าขององค์วังชอนซาย้อนกลับไปที่ฮานึลเร็วเข้า ส่วนทางนี้....!!!”

 

“ไม่ทันแล้ว!! เราถูกล้อมแล้ว มันเป็นกับดัก!!!”

 

“ล้อมรถม้าไว้เร็วเข้า! อย่าให้เข้าถึงตัวองค์วังชอนซา!!!!”

 

 

เสียงโหวกเหวกและแรงสั่นสะเทือนของรถม้าปลุกให้คนที่นอนหลับใหลตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา เปลือกตาบางปรือปรอยด้วยความอ่อนล้า ตามร่างกายยังปวดแปลบจากบาดแผลฟกช้ำและบาดแผลฉีกขาดในส่วนลับ

 

หัวสมองยังไม่อาจรับรู้ความเป็นไปรอบด้านที่เกิดขึ้น ในหัวยังมึนงงและปวดหนึบจนแทบระเบิด แรงกระแทกแรงๆ ก็ปะทะเข้าที่ด้านข้างของรถม้าจนศีรษะกระแทกผนังไม้อย่างแรง

 

เกิดอะไรขึ้น?! คำถามเพิ่งจะผุดขึ้นในหัวสมอง ม่านประตูตรงหน้าก็ถูกเลิกขึ้น ก่อนที่ใบหน้าที่แสนคุ้นตาจะปรากฏให้เห็น

 

“ท่านราชเลขาแบซองจี!!” ริมฝีปากบางระบายยิ้มกว้างเมื่อเห็นคนสนิทของผู้เป็นแม่ ร่างบอบบางไร้แรงพยายามลุกขึ้น แต่ก็สะดุดปลายผ้าล้มลงกับพื้นไม้ ความเจ็บแล่นปราดจากส่วนเร้นลับด้านล่างขึ้นมาทันที มือบางสั่นกึกกักกำผืนผ้าแน่น น้ำตาเอ่อซึมในดวงตาคู่สวย ใบหน้าเรียวได้รูปเงยขึ้นมองผู้สูงอายุที่ตนนับถือเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งด้วยสีหน้าเรียกร้องอย่างเด็กคนหนึ่งด้วยความเคยชิน ทว่า นัยน์ตาที่ฉายแววระคนดีใจนั้นค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงนิ่งอยู่เช่นเดิม แววตาที่เคยคุ้นบัดนี้มีแต่ความว่างเปล่าที่ซอนอินไม่รู้จัก

 

“ท่านราชเลขา?” ซอนอินร้องเรียกด้วยความไม่เข้าใจ หากเป็นทุกที เพียงแค่เขามีบาดแผลเท่ารูเข็ม ราชเลขาแบซองจีก็วุ่นวายเดือดร้อนดูแลเขาอย่างกับเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ สายตาที่เคยอบอุ่นยามมองมาที่เขา ในเวลานี้ไม่มีหลงเหลือให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

 

“องค์วังชอนซา ทรงยกโทษให้กระหม่อมด้วยพะย่ะค่ะ

 

“ยกโทษ? ทำไม... อ๊ะ! อื้อ!!!!” มือเล็กรีบตะกายขึ้นจับมือใหญ่หยาบกร้านที่คว้าลำคอของเขาอย่างรุนแรง ลมหายใจที่ถูกปิดกั้นสร้างความหวาดกลัวให้กับเจ้าของร่างบาง

 

“ป...ปล่อย....อื้อ!!!” แรงกระชากจากมือที่คว้าลำคอขาวนั้นยังผลให้ร่างของซอนอินเซถลาไปตามแรงฉุดออกมาจากรถม้า ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงกับผืนหญ้าโดยแรง

 

มือเล็กตะเกียดตะกายพยายามดึงมือของชายสูงวัยให้พ้นจากลำคออย่างทุลักทุเล

 

“อย่าขัดขืนอีกเลยพะย่ะค่ะ ไม่เช่นนั้นจะทรงทรมานมากกว่านี้

 

เสียงทุ้มต่ำของแบซองจีพาเอาซอนอินตัวสั่นไปทั้งกาย ดวงตาคู่สวยจ้องมองราชเลขาตรงหน้าอย่างไม่อาจเข้าใจ ริมฝีปากบางแห้งผากขยับเอื้อนเอ่ยไร้เสียงเพื่อถามถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายทำเช่นนี้กับตน

 

“กระหม่อมไม่อาจฝืนชะตาสวรรค์ได้ องค์วังชอนซาทรงกระทำผิดต่อคำสัตย์ ร่างกายของท่านจะนำพามาแต่ความอัปยศแก่พวกเราทุกคน

 

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยกลุ่มผมสีดำยาวส่ายไปมาทั้งที่ยังถูกบีบรัดที่รอบลำคอด้วยแรงมือที่ไม่ลดลงแม้แต่น้อย ความตื่นกลัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นพร้อมกับคำถามมากมาย อากาศที่ค่อยๆ จะหมดไปทำให้ร่างบางทุ่มกำลังเท่าที่จะมีได้ทั้งหมดจิกเล็บลงไปบนหลังมือหยาบกร้าน

 

...แต่ก็ไร้ผล

 

“ทรงอย่าพยายามอีกเลยพะย่ะค่ะ ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณแก่พระมารดาของพระองค์เถิด

 

ตอบแทนเสด็จแม่? นัยน์ตาสีนิลจ้องมองคนพูดนิ่งค้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน รับสั่งของเสด็จแม่งั้นหรือที่ทำให้ราชเลขาพยายามทำร้ายเขาเช่นนี้?

 

เสด็จแม่ของเขาน่ะหรือที่สั่งให้คนมาฆ่าเขา?

 

ไม่จริงใช่ไหม?

 

สิ่งที่ได้ยินนำพาให้มือบางทั้งสองตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง คำพูดของราชเลขาดังก้องอยู่ในโสตประสาทพร้อมๆ กับหยาดน้ำตามากมายที่ไหลลงจากหางตาเชื่องช้า ในตอนนี้ ซอนอินไม่อาจมีแรงต่อต้านอะไรได้อีกต่อไป เสียงของความวุ่นวายรอบตัวค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ ความเงียบสงัดโรยตัวลงมากดทับทุกสัมผัสของร่างกาย ขณะที่ลมหายใจของเขาก็ใกล้จะสิ้นสุดลง

 

 

“เสด็จแม่จะรักลูกมากกว่าใครใช่หรือเปล่า?”

 

“เจ้าเป็นลูกของแม่ จะไม่รักได้อย่างไร?”

 

“แล้วรักที่สุดหรือเปล่า?”

 

“อ้อนเก่งจริงนะเรา พอหัดพูดได้ไม่เท่าไหร่ก็อ้อนเชียวนะ มาให้แม่กอดหน่อยมา ...ลูกเป็นดวงใจของแม่นะซอนอิน เหตุใดแม่จะไม่รักลูกมากกว่าใครล่ะ หืม?”

 

“ถ้างั้น รักมากกว่าเสด็จพ่อด้วยใช่ไหม??”

 

“รักมากกว่าเสด็จพ่อด้วย

 

“รักมากกว่าท่านปู่ด้วย??”

 

“มากกว่าท่านปู่ด้วย

 

“คิก คิก...ลูกก็รักเสด็จแม่มากกว่าใครเลย!!!”

 

 

...รักงั้นหรือ? มันเป็นอย่างไรนะ ซอนอินได้แต่ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาโดยตลอดเพียงลำพังยามที่อยู่ในตำหนักส่วนวังหลังของเชินอัน สิ่งที่เรียกว่าความรัก แท้จริงแล้ว มันไร้ค่าใช่หรือเปล่า เป็นเพียงแค่ลมปากที่ไร้ความสำคัญเฉกเช่นตัวตนของเขาสินะ

 

ไร้ค่า...

 

ไร้ความหมาย...

 

ชีวิตที่ไม่มีใครต้องการ จะอยู่ต่อไปอีกทำไม?

 

เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ตายไปซะแบบนี้แหละดีแล้ว...

 

 

เปลือกตาบางชื้นน้ำตาหลับลงแนบสนิท ปล่อยให้มือคู่นั้นปลิดลมหายใจของตนเองไปอย่างยอมจำนน ไม่คิดจะขัดขืนเรียกร้องอะไรอีกต่อไป ซอนอินไม่มีแก่ใจจะฝืนอะไรได้อีกแล้วเมื่อรับรู้ว่าคนที่เป็นมารดาคาดหวังให้เขาตาย ...เช่นนั้นเขาก็จะตายตามพระประสงค์ของเสด็จแม่อย่างที่พระนางต้องการ

 

หากแต่ ทันทีที่หลับตาและความมืดมิดบดบังทุกสิ่งทุกอย่าง ใบหน้าของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในม่านหมอกของความนึกคิด เสียงทุ้มห้าวก้องกังวานดังสะท้อนอยู่ในจิตใต้สำนึก ...เสียงของใครบางคนที่ทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวสะท้านเยือกขึ้นมายามที่คิดว่าต่อจากนี้ไปจะไม่ได้พบเจอกับคนผู้นั้นอีกแล้วชั่วนิจนิรันดร์

 

น่าขำเสียจริงคิมซอนอิน แม้แต่วินาทีสุดท้ายของชีวิต เจ้าก็ยังจะคิดถึงชองจีรยงที่ไม่เคยเหลียวมองตนเลยสักครั้ง ที่ผ่านมายังเจ็บไม่พอสินะ การตกเป็นของเล่นให้กับชายผู้นั้นยังสร้างความเสียใจไม่พออย่างนั้นใช่ไหม

 

ไม่เคยพอ...

 

ต่อให้เจ็บมากกว่านี้ก็ตาม ซอนอินรู้ดีว่าตนเองไม่อาจเพียงพอเลยสักครั้งหากเป็นเรื่องของชองจีรยง

 

แต่ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว เขากำลังจะตาย...

 

นับจากนี้จะไม่มีคนที่ชื่อคิมซอนอินอีกแล้ว...

 

หัวใจของเขาที่ร้องหาแต่ชองจีรยงจนวินาทีสุดท้าย ...จะเรียกว่าเป็นความรักได้หรือเปล่า?

 

 

สิ่งที่เรียกว่ารัก คือความรู้สึกแบบนี้ใช่ไหม?

 

 

ก่อนที่สติจะดับวูบ ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ก่อนที่ร่างกายจะไม่เป็นเช่นเดิม ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป คำถามสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในหัวใจ เป็นสิ่งเดียวที่ซอนอินหวังจะได้คำตอบยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด

 

 

ชองจีรยง ...ข้ารักเจ้าใช่หรือเปล่า?

 

.

.

.

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

ภายในตำหนักโยกันซึ่งตั้งอยู่ในเขตของวังหลวงฮานึลเงียบสะงัดในช่วงบ่ายของวัน อากาศอบอ้าวเมื่อใกล้เข้าสู่ฤดูร้อนทำให้นางกำนัลสาวประจำตำหนักต้องผลัดเปลี่ยนกันเช็ดตัวให้กับร่างบางบนเตียงอยู่ตลอดทั้งวัน

 

หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับผู้เป็นนายที่ยังนอนซมไข้ได้ไม่นาน ร่างสูงสง่าขององค์รัชทายาทก็ได้เสด็จมาถึงหน้าประตูตำหนัก นางกำนัลสองสาวรีบออกไปต้อนรับด้วยความเคยชินดั่งเช่นตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

“เป็นอย่างไรบ้าง?” ชองจีรยง องค์รัชทายาทองค์ปัจจุบันแห่งฮานึลเอ่ยถามสาวใช้ พลางเดินเข้าตำหนักอย่างไม่สนใจพิธีรีตองใดๆ ช่วงขายาวก้าวเดินไปจนถึงห้องนอนราวกับพระองค์รอคอยที่จะเข้ามาให้ห้องนี้มาโดยตลอด

 

“ทูลฝ่าบาท องค์วังชอนซายังไม่ฟื้นเลยเพคะ แต่เมื่อตอนสาย หม่อมฉันได้ยินเสียงขององค์วังชอนซาทรงพึมพำคล้ายละเมอเพคะ ...เป็นครั้งแรกเลยเพคะที่องค์วังชอนซาทรงมีปฏิกิริยาอื่นนอกไปจากการนอนหลับใหลเช่นที่ผ่านมา” แบยอนอาก้มศีรษะเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม โดยมีน้องสาวคอยจับปลายผ้าห่มหลบออกเพื่อให้นายเหนือหัวได้นั่งลงบนเตียงข้างกายร่างบอบบาง

 

ร่างสูงโบกมือปัดในอากาศบอกให้นางกำนัลทั้งสองออกไปจากห้อง นัยน์ตาคมเลื่อนสายตาลงมองดวงหน้าขาวไร้ที่ติ ข้อนิ้วหนาเกลี่ยผิวแก้มอุ่นนุ่มแผ่วเบา คล้ายกลัวว่าหากจับต้องแรงไปคนตรงหน้าอาจแหลกสลายได้ในชั่วพริบตา

 

ยิ่งนับวัน จีรยงกลับพบว่าคิมซอนอินเปราะบางมากขึ้นทุกวัน

 

ถึงเจ้าตัวจะยังไม่ฟื้น แม้ไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ทว่า ทุกครั้งที่ดูเหมือนว่าคนคนนี้กำลังฝันร้าย สีหน้าเจ็บปวดแสนทรมานที่ได้เห็นก็ทำให้เขาค้นพบอีกด้านของคนคนนี้ ว่าความจริงแล้ว นอกจากจะปกป้องตัวเองไม่ได้ คิมซอนอินยังอ่อนแอราวกับคนที่ไม่เคยพบเจอสิ่งดีๆ ในชีวิตเลยสักครั้ง

 

หลายวันที่ผ่านมา ยิ่งได้เห็นถึงความอ่อนแอภายใต้เกราะแข็งแกร่งที่เจ้าตัวสร้างขึ้น จีรยงก็ยิ่งอยากรู้เรื่องราวของคนคนนี้มากขึ้น เหตุใดคนที่มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้ที่มีคนเคารพนับถือของใครต่อใครอย่างองค์วังชอนซาผู้นี้ถึงได้เก็บซ่อนความทุกข์ได้มากถึงเพียงนี้

 

ความโกรธมากมายที่สุมอกเกี่ยวกับการหายตัวไปของคิมฮีอูมีมากจนสามารถทำลายร่างตรงหน้านี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ แต่พอได้เห็นร่างบางที่นอนไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วก็คร้านจะคิดแค้นได้อีก ถึงจะยังตะขิดตะขวงใจเกี่ยวกับราชครูปาร์คยองจูผู้นั้น แต่จากสายตาของเขา ต่อให้คิมซอนอินฟื้นขึ้นมาก็คงจะไม่รู้เรื่องอยู่ดี แล้วยังจะปีกสีดำที่เขาเห็นในวันนั้นอีก ...คิดได้เลยว่าแม้แต่เจ้าตัวเองก็คงจะไม่รู้สาเหตุ

 

ภาพของร่างบอบบางที่ถูกปกคลุมด้วยปีกสีดำขนาดใหญ่ดูสับสนจนทำอะไรไม่ถูกยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ สีหน้าหวาดกลัวและท่าทางที่หวาดหวั่นต่อทุกสิ่งรอบกายทำให้หงส์ที่เคยสง่างามกลับกลายเป็นเพียงลูกนกที่ถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง

 

คิมซอนอินที่เป็นเช่นนั้น สร้างความรู้สึกบางอย่างในใจของชายหนุ่มให้เกิดความหวั่นไหว จีรยงไม่อาจหาคำตอบให้กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ รู้เพียงอย่างเดียวว่าไม่อาจปล่อยเชลยคนนี้ให้หลุดมือไปได้ก็เท่านั้น

 

ปีกสีดำ... ขณะที่นึกถึงวันที่แสนวุ่นวายคราวนั้น มือหนาก็เคลื่อนจากผิวแก้มไปเกลี่ยปอยผมนุ่มลื่นอย่างเบามือ ...ในวันนั้น เมื่อเดินทางกลับถึงวังหลวง ตอนที่เขาเปิดประตูเข้าไปในรถม้าเพื่อจะอุ้มร่างที่หมดสตินั้น ปีกสีดำที่เคยปรากฏอยู่บนแผ่นหลังขาวสว่างก่อนหน้านั้นได้หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนถึงวันนี้ ชายหนุ่มยังไม่อาจไขปริศนาเกี่ยวกับร่างบางได้เลย

 

ความลับของชนเผ่าชินซองมีมากมายนักที่ไม่เคยเปิดเผย ...แต่ใครจะสนกัน? ไม่ว่าคิมซอนอินจะเป็นอะไร จีรยงก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าคนคนนี้จะต้องเป็นคนใต้อาณัติขององค์รัชทายาทแห่งฮานึลผู้นี้เท่านั้น

 

 

“ฮึก!”

 

 

จู่ๆ เปลือกตาบางก็เปิดขึ้นกะทันหัน ดวงตากลมโตเหม่อลอยอยู่เพียงครู่ ก่อนจะสบเข้ากับใบหน้าคมเข้มของคนที่นั่งอยู่ข้างกาย

 

“เจ้าฟื้นแล้วหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยพูดกับคนตรงหน้ามาก่อน

 

ลูกแก้วสีนิลจ้องมองคนถามนิ่งค้าง ก่อนที่มือเรียวเล็กจะยกขึ้นทาบแก้มสากของคนเหนือร่าง แววตาที่ฉายออกมานั้นเหมือนกับเจ้าตัวยังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน คล้ายสายตาของคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ได้เห็น

 

จีรยงปล่อยให้คนตัวเล็กลูบใบหน้าของตนโดยไม่เอ่ยอะไรอีก เขากำลังรอคอยว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร

 

 

“...ชองจีรยง

 

เสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบแห้งไม่ต่างจากเด็กที่หัดพูดเป็นครั้งแรก ทั้งยังฟังดูอ่อนแรง น้ำเสียงที่หลุดรอดจากกลีบปากบางนั้นเบาเสียจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลม

 

“ความจำเจ้าไม่ได้เลอะเลือนนี่? ยินดีด้วย” เสียงทุ้มเอ่ยตอบแววตาสงสัยของคนสวย มือข้างขวาของซอนอินยังคงไม่ละไปจากใบหน้าของชายหนุ่ม

 

“ทำไมถึงไม่ฆ่าข้า?”

 

“ไม่มีเหตุผล

 

“การจะฆ่าใครสักคน ในสายตาของเจ้าจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยงั้นหรือ?”

 

“ใครสักคนที่เจ้าว่า ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ยกเว้นแต่คนของข้า” จีรยงกุมมือเล็กที่ทาบแก้มของตนไว้หลวมๆ

 

“แต่ข้าไม่ใช่คนของเจ้า

 

“เจ้าย่อมเป็นคนของข้า ลืมไปแล้วหรืออย่างไร ทุกอย่างของเจ้าเป็นของข้าตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน

 

“ถ้าเช่นนั้น...” ซอนอินกระชับมือตอบมือหนาที่กอบกุมด้วยแรงที่มีน้อยนิด “...หัวใจของข้า เจ้าจะยอมรับด้วยหรือไม่?”

 

ซอนอินใช้สายตาเว้าวอนอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไปแล้วจริงๆ

 

“หากว่าตัวของข้าเป็นของเจ้าแล้ว แล้วหัวใจของข้าจะทำเช่นไร

 

คำถามที่เกินกว่าจะคาดคิดทำให้เจ้าของร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มคล้ายเห็นเรื่องสนุกที่น่าสนใจ ใบหน้าคมเคลื่อนเข้าใกล้ดวงหน้าสวย ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนอย่างนุ่มนวล ก่อนกระซิบใกล้ใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังนัก  แต่กลับดังก้องสะท้อนเข้าไปถึงในอกของคนฟัง

 

 

“หัวใจขององค์วังชอนซา ผู้ใดเลยจะกล้าปฏิเสธ หากทรงยกให้หม่อมฉันแล้ว วันข้างหน้าอย่าได้เสียใจภายหลังก็แล้วกัน

 

 

ขณะที่ริมฝีปากหนาเคลื่อนทับลงมาแนบสนิท เปลือกตาบางก็ได้หลับลงอีกครั้ง รสจูบอ่อนหวานที่ได้รับครั้งนี้เป็นราวกับข้อสัญญาแลกเปลี่ยนของกันและกัน

 

รู้ว่าเป็นกับดัก แต่ซอนอินก็คิดว่าคำหลอกล่อขององค์รัชทายาทแห่งฮานึลช่างเป็นกับดักแสนหวานเสียเหลือเกิน ต่อให้ต้องเจ็บมากเพียงไร หากเป็นชายผู้นี้เขาก็ยอมทั้งนั้น

 

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาขึ้นมา หัวใจของเขาก็ร้องเรียกแต่คนตรงหน้านี้เท่านั้น ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จะต้องเจ็บมากกว่าที่เคยกี่ร้อยพันเท่าเขาก็ไม่สนอีกแล้ว

 

 

เพราะซอนอินรู้แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าความรัก สำหรับเขาก็คือ ชองจีรยง...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up