Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 12

 

 

ขบวนรถม้าออกเดินทางจากประตูวังหลวงทางทิศเหนือในตอนฟ้ามืด เส้นทางที่ใช้นั้นเลี่ยงออกไปยังชานเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงหมู่บ้านต่างๆ ทำให้ตลอดเส้นทางนั้นมีอุปสรรคเล็กน้อยอย่างพวกธารน้ำ และป่าไม้โปร่งตามแนวแม่น้ำสายหลักของฮานึล

 

ในตอนที่สูรยาทิตย์ส่องสว่างทั่วทั้งผืนนภาบ่งบอกถึงช่วงเวลาอรุณรุ่งของวันใหม่ ขบวนรถม้าซึ่งเดินทางมาหนึ่งชั่วยามเต็มโดยไม่หยุดพักก็ได้มาถึงที่หมาย บริเวณเนินเขาพยอนซูทางทิศตะวันตกคือจุดนัดพบของราชครูแห่งเชินอัน

 

บุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าขบวนรถม้า คือชายหนุ่มร่างสูงสง่าผู้มีนัยน์ตาเรียวคมราวศรเพลิงที่พร้อมจะพุ่งใส่ใครก็ตามที่เผลอสบสายตา กลุ่มผมสีดำยาวที่มัดรวบไว้ขับให้เจ้าตัวน่าเกรงขามมากขึ้นเมื่อความดุดันของสีดำตัดกับเสื้อผ้าสีขาวสว่างตาภายใต้ผ้าคลุมสีแดงเข้ม

 

ชองจีรยง รัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งฮานึลตวัดขาลงจากม้าสีหมอก แววตาเฉียบคมไม่แพ้อีกฝ่ายจ้องสบคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ความเป็นผู้อยู่เหนืออำนาจในทุกสรรพสิ่งแผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถทนกับความกดดันที่เกิดขึ้นนี้ได้ ยกเว้นเพียงชายต่างแคว้นผู้นี้ที่ยังคงสีหน้าและท่าทางไว้เช่นเดิม

 

“ยินดีที่ได้พบท่าน องค์รัชทายาท” แม้คำพูดจะแสดงถึงความเคารพ ทว่าท่าทางของปาร์คยองจูกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม เขาเพียงแต่ยืนมองอีกฝ่ายราวกับไม่ใช่คนพิเศษเท่าใดนัก

 

“ข้าคงบอกไม่ได้ว่าเป็นความยินดี” จีรยงเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ยาถอนพิษ แลกกับวังชอนซา ข้ามาเพื่อสิ่งนี้” นั่นหมายความว่ารัชทายาทหนุ่มไม่ต้องการเสียเวลาพูดอะไรให้มากความ ร่างสูงหันไปบอกให้หมอหลวงจากึนเปิดม่านหน้ารถม้าเพื่อให้เห็นว่าร่างของวังชอนซาอยู่ในนั้นจริง

 

ยองจูมองคนตรงหน้าอย่างหยั่งเชิง ก่อนจะล้วงหยิบขวดยาใบเล็กจากอกเสื้อ “ปล่อยรถม้าไว้ตรงนั้น คนของข้าจะเป็นคนดูแลต่อเอง” จบคำพูดนั้น กลุ่มคนบนหลังม้าจำนวนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากเงาของพุ่มไม้ แล้วตรงไปล้อมวงรถม้าไว้ บังคับให้รัชทายาทหนุ่มและแพทย์หลวงต้องขยับออกมายืนอยู่ที่ฝั่งตรงกันข้าม

 

ยองจูก้าวออกมาด้านหน้า แล้วโยนขวดยาให้หมอหลวงชราที่รีบยื่นมือออกมารับอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ

 

“ข้าแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องให้คนของท่านตรวจสอบ เพราะคนของท่านจะไม่มีวันรู้ว่ามันเป็นยาถอนพิษจริงหรือไม่ ...ข้าขอเสนอให้องค์รัชทายาทรีบเอายากลับไปให้คนของท่านเสียตอนนี้จะดีกว่า เพราะหากช้าไปกว่านี้ แม้แต่ข้าเองก็ช่วยอะไรไม่ได้

 

ร่างสูงของราชครูหนุ่มตวัดตัวขึ้นหลังอาชาสีน้ำตาลเข้ม “การแลกเปลี่ยนเป็นอันสำเร็จ” กล่าวทิ้งไว้เพียงเท่านั้น ยองจูก็ควบม้านำขบวนรถม้าที่มีคนของตัวเองคอยควบคุมอยู่จากไปในทันที

 

หมอหลวงจากึนก้มลงตรวจสอบขวดยาในมือ ก่อนจะพบว่ามันเป็นอย่างที่ราชครูผู้นั้นว่าไว้ ตัวยาพวกนี้ตนไม่รู้จักแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับพิษร้ายกาจในร่างกายของคุณชายฮีอูที่ตนก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน เขาทูลตอบองค์รัชทายาทไปตามความสัตย์จริงเช่นนั้น และโดยไม่มีคำตอบรับของนายเหนือหัว ขวดยาใบเล็กก็ถูกส่งให้กับผู้เป็นนายได้เก็บเอาไว้ ก่อนที่คนทั้งสองและทหารติดตามอีกสองคนที่เป็นคนควบรถม้ามาเมื่อครู่จะรีบมุ่งหน้ากลับไปยังวังหลวงโดยเร็ว

 

จีรยงกำขวดยาในอกเสื้อแน่นขณะที่ควบม้าไปข้างหน้า เขาไม่สงสัยเรื่องยาถอนพิษว่าจะเป็นกลลวงหรือไม่ หลังจากที่ได้เจอกับราชครูผู้นั้นด้วยตนเองแล้ว จีรยงก็ตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่เขาจะประมาทด้วยแม้แต่น้อย ไม่ต้องแสดงฝีมือให้เห็น ก็รู้สึกได้ถึงวรยุทธที่แข็งแกร่ง ความสามารถของคนผู้นั้นตัวเขายังไม่อาจคาดเดาได้ เมื่อมองจากสิ่งเหล่านี้ การยึดคำสัตย์ไม่กลับกลอกของจอมยุทธก็น่าจะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าปาร์คยองจูจะทำตามข้อตกลงที่ได้ตั้งไว้

 

...ปาร์คยองจู สักวัน ข้าต้องได้เจออีกแน่ และคนที่จะแข็งแกร่งกว่าก็คือข้า

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

ครั้งแรกที่ได้เห็นสภาพร่างกายของวังชอนซา ราชครูหนุ่มถึงกับโกรธจนระงับอารมณ์แทบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนตามร่างกาย ก็มีแต่รอยช้ำเต็มไปหมด เนื้อตัวร้อนเป็นไฟด้วยพิษไข้ที่รุมเร้า แต่ที่ทำให้อารมณ์ของปาร์คยองจูแทบจะระเบิดออกมาคือส่วนลับที่ถูกกระทำรุนแรงจนเกิดบาดแผลฉีกขาด

 

วังชอนซาไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป ข้อนี้เขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วจากโหราศาสตร์ที่ได้ศึกษามา ธาตุเย็นและธาตุร้อนในกายถูกทำลายจนเสียสมดุล อันตรายข้อนี้ยองจูคิดไว้แล้วว่าต้องเกิดขึ้นเมื่อลูกศิษย์ของตนตกอยู่ในกำมือศัตรูอย่างชองจีรยง แต่ถึงขนาดทำร้ายร่างกายมากถึงเพียงนี้ เขาคงประเมินเหตุการณ์น้อยเกินไป

 

สำหรับคิมซอนอิน โอรสองค์โตแห่งเชินอันผู้นี้ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อเข้ารับตำแหน่งการเป็นองค์วังชอนซา ในเมื่อคิมซอนอินเป็นบุตรชายโดยตรงของผู้นำชนเผ่าชินซองรุ่นก่อน ซ้ำยังเป็นบุตรชายที่มีสายเลือดโดยตรงจากผู้เฒ่าซังซู ยังผลให้คำจารึกบนแท่นหินเหนือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำของหุบเขาชินซองเป็นไปตามคำทำนายอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เหล่าผู้อาวุโสในชินซอง รวมถึงตัวของยองจูเองนั้นรู้ดีแก่ใจต่อเรื่องสำคัญนี้

 

คิมซอนอิน ไม่ใช่เพียงตัวแทนต่อตำแหน่งของวังชอนซา แต่คิมซอนอินคือผู้ที่ถูกเลือกจากสวรรค์แล้ว

 

ความจริงเหล่านี้ทำให้ราชครูหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยเมื่อพบว่าสิ่งที่ทุกคนหวาดกลัวอาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเกิดความผิดพลาดต่อผู้ที่ถูกเลือก มีเพียงสองทางเท่านั้นที่จะตัดสินเรื่องราวทั้งหมด หากไม่เป็นแสงสว่าง หนทางเดียวที่เหลืออยู่ของวังชอนซาผู้นี้ก็คือความมืดมิดตลอดกาล

 

 

“ท่านราชครู...” เสียงของอูรัม หนึ่งในผู้ฝึกวิชาลับแห่งชนเผ่าชินซองเอ่ยเรียกราชครูหนุ่มผู้มีฐานะสูงกว่า ขณะที่ตนค่อยๆ ประคองร่างอ่อนแรงของวังชอนซาลงอย่างนุ่มนวล

 

ยองจูที่ยืนอยู่หน้ากระโจมพักหลังจากที่ออกเดินทางมาจนพระอาทิตย์ตกดินหันกลับไปมองตามเสียงเรียกของเด็กหนุ่ม เขาเดินกลับเข้าไปในกระโจมขนาดกลาง แล้วหยุดยืนใกล้กับร่างของซอนอินที่ยังคงนอนสลบไสล

 

“อีกสองวันกว่าจะออกจากฮานึล ข้าเกรงว่า ธาตุเย็นอาจจะต้านพลังปรวนแปรต่อไปได้อีกไม่นาน

 

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่จะให้ออกเดินทางโดยไม่หยุดพัก เห็นทีจะเป็นการเร่งให้พลังธาตุทั้งหมดแตกซ่านเสียมากกว่า” ดวงตาคมของผู้พูดจ้องมองแผ่นหลังขาวนวลที่ปรากฏภาพเลืองแสงน่าประหลาด เรียวคิ้วเข้มกดลึกลงอย่างใช้ความคิด ยองจูนั่งลงบนแท่นไม้ เขาลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของร่างบางเบาๆ กระแสอุ่นร้อนแผ่กำจายจากฝ่ามือกว้างสู่ผิวเนื้อร้อนระอุด้วยพิษไข้ ไอควันสีอ่อนหมุนวนปะทะกันภายใต้ฝ่ามือของร่างสูง

 

ระหว่างที่ใช้พลังธาตุประคองความสมดุลให้กับวังชอนซา ความกังวลบางอย่างก็ได้ก่อตัวขึ้นในใจของราชครูหนุ่ม

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

คุณชายฮีอูหายไป

 

เกิดความโกลาหลในตอนรุ่งสางเมื่อนางกำนัลนันโซพบว่าบนเตียงของผู้เป็นนายนั้นว่างเปล่า หลังจากเมื่อวานที่องค์รัชทายาทนำยาถอนพิษมา คุณชายฮีอูยังคงไม่ได้สติ แต่นอกเหนือจากนั้นดูเหมือนว่าจะหายเป็นปลิดทิ้ง ทั้งอาการกระอักเลือด และอาการผิดปกติอื่นๆ หมอหลวงทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับยาถอนพิษที่เป็นราวกับยาวิเศษ เมื่อการรักษาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกนอกจากรอให้คุณชายฮีอูฟื้นสติ ภายในห้องนอนนี้จึงไม่มีใครเข้ามารบกวน ยิ่งองค์รัชทายาทเป็นผู้ดูแลคุณชายฮีอูด้วยพระองค์เอง ยิ่งไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ห้องนอนเลยแม้แต่คนเดียว ทว่าในตอนรุ่งสาง เพียงแค่องค์รัชทายาททรงออกว่าราชกิจได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางกำนัลคนสนิทของคุณชายฮีอูกลับเข้าไปในห้องแล้วพบเพียงความว่างเปล่าไร้ร่างเล็กบางที่น่าจะนอนอยู่บนเตียง

 

นายทหารเวรยามหน้าตำหนักออกตามหาคุณชายฮีอูหลังได้ยินเสียงนางกำนัลสาวร้องบอกในทันที ทั้งด้านในและโดยรอบของตำหนักไม่มีวี่แววของคุณชายฮีอูแม้แต่น้อย รวมถึงสุนัขจิ้งจอกขนฟูที่มักจะนอนคดตัวอยู่ใกล้ๆ ร่างเล็กไม่ห่างก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

 

ความถูกส่งถึงองค์รัชทายาทในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ทหารเกือบทั้งวังถูกสั่งให้ออกตามหาคุณชายฮีอูจนเกิดความวุ่นวายไปหมด หมูบ้านที่อยู่ในเขตเมืองหลวงถูกค้นทุกบ้าน ไม่เว้นแม้แต่กระท่อมไม้ของชาวไร่ชาวสวนตามชานเมือง ทางครอบครัวตระกูลคิมเองก็ได้แต่กระวนกระวายใจ เรื่องยาพิษเพิ่งผ่านพ้นไปไม่เท่าไหร่ ลูกชายคนสำคัญกลับหายตัวไปเสียอีก

 

เป็นเวลากว่าค่อนวันที่ไม่มีความคืบหน้าอะไรที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของฮีอู

 

“ฝ่าบาทจะทรงเสด็จไหนพะย่ะค่ะ?!” โทซองรีบร้อนทูลถามนายเหนือหัวที่กำลังจะขึ้นหลังม้า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มเดาได้ไม่ยากว่าไม่ส่วนใดส่วนหนึ่งต้องเชื่อมโยงกับราชครูหนุ่มจากเชินอันเป็นแน่ ดังนั้นการที่คุณชายฮีอูหายไป ก็อาจจะเป็นกลลวงหลอกล่อให้ฝ่าบาทของตนติดกับก็เป็นได้

 

“อย่าเพิ่งรีบร้อนเลยฝ่าบาท ปล่อยให้พวกกระหม่อมจัดการเองเถิดพะย่ะค่ะ” กึมซองเองก็ช่วยห้ามอย่างไม่สบายใจ ด้วยความกังวลที่มีไม่ต่างจากแฝดผู้พี่

 

“เจ้าหรือข้าที่เป็นผู้ตัดสินใจ!” ร่างสูงบนหลังอาชาสีขาวคู่ใจหันไปตวาดกร้าวกับองครักษ์หนุ่ม “ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะคิดเช่นไร  ในเมื่อข้าสูญเสียฮีอู ราชครูนั่นก็ไม่มีสิทธิ์ได้คิมซอนอินไปเช่นกัน!!

 

“แต่ว่าฝ่าบาท หากเรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเชินอันล่ะพะย่ะค่ะ! หากคุณชายฮีอูหายไปด้วยเหตุผลอื่น ฮานึลกับเชินอันมิต้องขัดแย้งกันเพราะความเข้าใจผิดหรือ?!!

 

“เจ้าคิดว่าข้าสนใจนักหรือไงว่าฮานึลกับเชินอันจะยังเป็นพันธมิตรกันหรือไม่?” ดวงตาคมวาวโรจน์จ้องใบหน้าเรียวคมของโทซองนิ่ง “ข้าไม่เชื่อว่าที่ฮีอูหายไปจะไม่ได้เป็นเพราะราชครูนั่น และข้าก็จะไม่ยอมเสียเวลารอคอยข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น!

 

ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เหลือให้สองแฝดหนุ่มได้รั้งองค์รัชทายาทไว้อีก ทั้งสองคนจำต้องรีบตวัดตัวขึ้นหลังม้าแล้วออกเดินทางตามหลังนายเหนือหัวไปอย่างรวดเร็ว

 

ม่านฟ้ากว้างไกลเริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดของยามค่ำคืนที่เย็นยะเยือก แนวไม้ไหวลู่ลมไปตามแรงพัดผ่านของม้าเร็วทั้งสามตัว สามบุรุษหนุ่มบนหลังอานไม่แม้แต่จะผ่อนแรงลงทั้งที่ออกเดินทางมาตลอดสองชั่วยามโดยไม่หยุดพัก จนกระทั่งเข้ายามหนึ่ง พวกเขาจำเป็นต้องหยุดเพื่อให้ม้าได้พักฝีเท้า

 

จีรยงเลือกที่จะนั่งพักสายตาที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง โดยมีองครักษ์ทั้งสองคนคอยเฝ้ายามอยู่ไม่ไกลนัก

 

อาจจะเป็นเพราะความเครียด อาการล้าของกล้ามเนื้อ หรือความกังวลใจที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ทำให้ร่างสูงรู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ เขาลดเปลือกตาลงจนปิดสนิท

 

 

 

ทั้งที่คิดว่าจะพักสายตาไม่นาน แต่พอรู้สึกตัวอีกที จีรยงกลับเห็นใครบางคนจากความทรงจำในส่วนลึกปรากฏอยู่ตรงหน้า ...ก่อนที่เขาจะทันได้หยุดยั้งความคิดเช่นทุกครั้งที่เคยทำ

 

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเจอ ความรู้สึกที่มีต่อคนตรงหน้านั้นคือคำจำกัดความเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในห้วงความคิด งดงาม นั่นคือความเป็นจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ก็ไม่ได้อยากที่จะยอมรับมัน

 

วังชอนซางดงามเกินกว่าที่เคยได้ยินมา

 

ร่างกายบอบบาง ไร้เดียงสา แววตาเป็นประกายใสซื่อ บริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ทั้งที่เป็นถึงโอรสของกษัตริย์ แต่กลับไม่เอาอ่าวเรื่องวรยุทธ ซ้ำยังมีรูปโฉมงดงามเกินบุรุษเพศ เพียงแค่เห็น ก็อดจะเกิดความหงุดหงิดขึ้นในใจไม่ได้ ...หรือความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิด คือการที่ถูกคนตรงหน้ายั่วอารมณ์โดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ปั่นป่วนความรู้สึกของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามจะไม่สนใจ แต่กลับมีบ่อยครั้งที่กว่าจะรู้ตัวก็พบว่าตนเองปล่อยความรู้สึกให้หลงใหลไปกับร่างบางตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว

 

อดไม่ได้ที่จะแกล้ง รอยยิ้มเล็กๆ ที่ถูกเจ้าตัวซ่อนไว้ยามที่ได้สบตากัน เสียงหวานยามที่เอื้อนเอ่ย น่าฟังแม้จะเป็นน้ำเสียงแข็งกร้าวยามใส่อารมณ์กับเขา แววตาดุดันเต็มไปด้วยประกายสดใส ริมฝีปากบางสีหวานฉ่ำยามที่มันเม้มแน่นเข้าหากัน...

 

คิดถึงตรงนี้ กระแสอุ่นบางอย่างในวันที่ได้ลิ้มลองรสจูบกับริมฝีปากสีหวานครั้งแรกนั้นก็ได้ไหลวนอุ่นซ่านอยู่ในอก เป็นจูบที่ยาวนานและหอมหวานกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยรู้สึก จูบซ้ำๆ อย่างไม่คิดเบื่อ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมนุ่ม รสหวานจางๆ จากริมฝีปากสีสด ร่างบอบบางที่โอบกอดไว้แนบอกยังรู้สึกได้ในวงแขนคู่นี้

 

 

“ไม่เอาแล้ว...หยุด...พอที เจ็บ...ฮึก.....ไม่.......

 

 

จู่ๆ ภาพในคืนวันที่เขาได้ทารุณร่างบอบบางก็ปรากฏแทนที่ความทรงจำแสนหวาน ใบหน้าสวยงามนั้นบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด หยดน้ำตามากมายหลั่งไหลลงตามผิวแก้มราวสายน้ำ เสียงที่เคยอ่อนหวานนั้นแหบแห้งขาดห้วงและสั่นเครือ ร่างกายขาวนวลเรียบลื่นเต็มไปด้วยร่องรอยบอบช้ำ

 

หากไม่ใช่เพราะฮีอูถูกวางยาพิษ เขาคิดไม่ออกเลยว่ายังจะมีเหตุผลใดที่ทำให้เขารู้สึกอยากทำร้ายคนตรงหน้านี้ได้มากถึงเพียงนี้อีก หากไม่ใช่เพราะคนสำคัญของเขาต้องเจ็บ ...หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่ต้องการให้ร่างบางต้องได้รับความทรมานมากขนาดนี้

 

สิ่งที่เขาต้องการคือการที่เชินอันย่อยยับ โดยที่โอรสองค์โตตกเป็นทาสของฮานึล ชัยชนะที่รอคอยดำเนินไปตามแผน ต่อให้เป็นเชลยศึกก็ตามที อย่างมาก...ก็แค่ทำให้ยอมอยู่ใต้อำนาจของเขา เชื่อฟังเขา ต้องการเขา ทำให้คนผู้นั้นขาดเขาไม่ได้ ทำให้คิดเพียงแต่เรื่องของเขา

 

 

ทำให้คิมซอนอิน เป็นคนของชองจีรยงแต่เพียงผู้เดียว...

 

 

ความน่าละอายของเชินอันที่เกิดจากคิมซอนอิน เป็นความสำเร็จที่น่ายินดีไม่น้อย สูญเสียแคว้น สูญเสียบุตรชาย ในแผ่นดินนี้ ความแข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้ชนะ กษัตริย์ที่ไม่คิดจะทำศึกเพื่อเป็นที่หนึ่ง ก็ไม่สมควรจะปกครองผู้ใด การแก่งแย่งชิงดีทางอำนาจ ไม่นานจากแคว้นอื่นที่ห่างไกลก็จะรุกรานมาถึง หากไม่เตรียมพร้อม แม้แต่ประชาชนสักคนก็ไม่มีเหลือให้ได้ปกครอง

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่การใช้เชลยศึกเป็นเครื่องมือการทำสงคราม กลายเป็นความรู้สึกอื่นที่เพิ่มเติมเข้ามา

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่คิมซอนอิน เริ่มมีตัวตนในสายตาของเขา

 

 

จีรยงไม่อาจหาคำตอบให้ตนเองได้...

 

 

 

 

หลังการหยุดพักไม่นาน จีรยงปลุกตัวเองขึ้นจากห้วงนิทราแสนสั้น ทันทีที่ภาพแห่งความเป็นจริงปรากฏอยู่เบื้องหน้า ภาพของหงส์งามได้ถูกฝังลึกลงในหัวใจของมังกรหนุ่ม ปิดผนึกทุกความรู้สึกที่ไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ มีเพียงฮีอูเท่านั้น

 

“ไปต่อ” เสียงทุ้มห้วนสั่งให้องครักษ์แฝดเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง

 

ระหว่างที่ควบม้าฝ่าความมืดของค่ำคืนไปนั้น กึมซองก็ได้เบียดม้าของตนเองไปใกล้ผู้เป็นพี่ แล้วโยกตัวเข้าไปใกล้

 

“เจ้าคิดว่าราชครูของเชินอันผู้นั้นจะพาวังชอนซาออกจากแคว้นเราไปหรือยัง?”

 

“ผ่านมาสองวันแล้ว หากคนพวกนั้นไม่หยุดพัก เพลานี้น่าจะออกจากเขตฮานึลไปไกลพอควร ...กึมซอง! เจ้าอย่าเบียดข้านักได้ไหมเนี่ย!

 

“ขอโทษๆ ก็ข้าเหนื่อยแล้วนี่ ง่วงด้วย! ต่อให้ข้ามีแรงมากแค่ไหนก็ไม่พอหรอกถ้าจะให้ขี่ม้าทั้งวันทั้งคืนอย่างนี้” เด็กหนุ่มโอดครวญเสียงอ่อน แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะชะรอความเร็วลงแม้แต่น้อย และยังไม่หยุดกระซิบกระซาบกับผู้เป็นพี่ “เมื่อครู่เราพักกันยังไม่ทันจะหายเหนื่อยเลย เหตุใดฝ่าบาทถึงได้รีบร้อนนัก จะอย่างไรเราก็ยังไม่แน่ชัดด้วยซ้ำเรื่องของคุณชายฮีอู”

 

โทซองถอนหายใจหนักๆ ไปหนึ่งที ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบหัวของกึมซองเบาๆ โดยที่จังหวะการควบม้านั้นยังคงความเร็วเช่นเดิม “ข้าบอกแล้วว่าเจ้าอ่อนซ้อมเรื่องสมาธิ พอต้องมาทำอะไรนานๆ เข้าหน่อยสติก็เริ่มรวน ...เจ้าก็รู้ดีนี่ ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคุณชายฮีอู ฝ่าบาททรงไม่เคยปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ

 

“มันก็จริงของเจ้า แต่ว่า...ข้าแค่สมมตินะ ถ้าเกิดว่าเราไปเจอขบวนรถม้าของราชครูนั่นแล้ว แต่ไม่มีใครรู้เรื่องที่คุณชายฮีอูหายไป ฝ่าบาทจะยังคงเอาเรื่องคนพวกนั้นอีกหรือไม่?”

 

“สวรรค์เท่านั้นแหละที่รู้ว่าคุณชายฮีอูหายไปเพราะเหตุใด

 

“เจ้าจะบอกว่า ไม่ว่าราชครูปาร์คผู้นั้นจะพูดอะไร ล้วนหาข้อเท็จจริงไม่ได้งั้นหรือ?”

 

“เจ้าคิดเช่นไรล่ะ?” เมื่อโดนคำถามสวนกลับ เด็กหนุ่มก็ถึงกับขมวดคิ้วยุ่งครุ่นคิด จะว่ามีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้มันก็ถูก นอกจากตัวของคุณชายฮีอูแล้ว ใครจะรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด และถ้าหากไปถามความเอากับคนที่เป็นศัตรู ต่อให้ฝ่ายนั้นพูดความจริง ก็ไม่มีหลักฐานอะไรให้เราเชื่อถือได้ เท่ากับว่า จะถามหรือไม่ถาม ตอบหรือไม่ตอบ ก็มีค่าเท่ากัน

 

“เช่นนั้น ฝ่าบาทคงไม่ยอมปล่อยให้วังชอนซากลับเชินอันเป็นแน่ ในเมื่อคุณชายฮีอูหายตัวไป

 

“นั่นเป็นเหตุผลที่เรากำลังไล่ตามขบวนรถม้าอยู่” โทซองต่อประโยคให้น้องชาย ก่อนจะพูดทิ้งท้ายพลางเร่งความเร็วเมื่อร่างสูงของนายเหนือหัวเริ่มห่างจากพวกตนมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

“...และจนกว่าจะพบคุณชายฮีอู เจ้าคิดว่าคิมซอนอินมีสิทธิ์รอดพ้นกำมือของฝ่าบาทไปไหนได้งั้นหรือ?”

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

พ้นป่าไม้โปร่งทางตอนเหนือของฮานึล บริเวณโดยรอบต่อจากนั้นทั้งหมดเป็นพื้นที่ว่างโล่ง ทางฝั่งซ้ายคือเนินภูเขาลูกใหญ่บ่งบอกสัญลักษณ์ของเขตแคว้นฮานึล เมื่อข้ามสะพานไม้ของแม่น้ำหลักตรงหน้าไป ก็จะพ้นจากฮานึลโดยสมบูรณ์

 

ร่างสูงควบม้าไปข้างหน้าเล็กน้อย เรียวคิ้วเข้มกดลึกเมื่อเห็นความผิดปกติเกิดขึ้นที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ กลุ่มควันหนาแน่นอบอวลจนมองไม่เห็นว่าอีกฟากฝั่งของสะพานไม้เกิดอะไรขึ้น

 

“ไฟไหม้หรือ??!!” กึมซองหันไปถามคนข้างตัว อาการงัวเงียที่มีมาตลอดวันแม้จะเข้าช่วงสายของวันแล้วก็ตามพลันหายเป็นปลิดทิ้ง เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่จู่ๆ ก็มืดครึ้มขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

ไม่ใช่ฟ้าที่มืดครึ้มเพราะเมฆฝน แต่เป็นฟ้าที่กำลังก่อพายุขนาดย่อมขึ้นมาอย่างฉับพลัน กลุ่มควันที่ปรากฏเริ่มขยับเคลื่อนเป็นวงกลมคล้ายมังกรตัวใหญ่พุ่งทะยานสู่เบื้องบนเป็นวงกว้าง ลมพายุพัดตีรุนแรงจนสะพานไม้ขยับไหว ผิวน้ำตีระลอกกระทบฝั่ง

 

“พี่ใหญ่ว่าไงล่ะ! มันเกิดอะไรขึ้น?”

 

“ข้าไม่รู้” โทซองเอ่ยตอบน้องชายโดยที่สายตายังจับจ้องความแปลกประหลาดตรงหน้า เขาขยับเชือกให้ม้าเดินหน้าไปอีกสามสี่ก้าว “ฝ่าบาท จะทรงข้ามไปหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

 

รัชทายาทหนุ่มไม่ได้เอ่ยอะไร แต่กลับควบม้าไปยังสะพานไม้แทนคำตอบ

 

โทซองและกึมซองตามหลังผู้เป็นนายไปอย่างใกล้ชิดเพื่อคุ้มกันความปลอดภัย ที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่า หากเป็นภัยธรรมชาติแล้ว จะเอาชนะมันได้อย่างไร

 

น่าแปลก ที่ถึงจะมีพายุรุนแรงเพียงใด หรือเมฆดำพยับก่อตัวมากเท่าไหร่ เพลิงกัลป์ที่โชติช่วงก็ยังคงอยู่ในวงล้อมของกลุ่มพายุลูกใหญ่ไม่ได้ขยายอาณาเขตออกมาเลยแม้แต่น้อย

 

ทั้งสามคนควบม้าไปรอบๆ หมอกควันหนา จีรยงยกท่อนแขนขึ้นป้องเศษฝุ่นที่พัดกระจ่ายออกมา เรียวตาคมหรี่ลงพยายามมองเข้าไปตรงจุดกึ่งกลางของความวุ่นวาย

 

และเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง เสียงทุ้มก้องกังวานก็ตะโกนลั่นสั่งให้องค์รักษ์ทั้งสองถอยห่างออกไปโดยเร็ว

 

 

“ถอยออกมา!!!!!!!!

 

 

สิ้นคำพูดนั้นเพียงลมหายใจ แรงระเบิดที่มีมากจนพื้นดินสะเทือนก็เกิดขึ้น จากจุดกึ่งกลางนั้น เปลวไฟแดงฉานได้พุ่งขึ้นสูงราวกับภูเขาไฟ ก่อนแตกกระจายเป็นวงกว้าง สะเก็ดสีเพลิงตกลงมาราวปุยหิมะ ก่อนที่จะกลายเป็นขนนกสีดำสนิทค่อยๆ ร่วงลงกระทบพื้นดินเชื่องช้า พร้อมกับกลุ่มควัน และเมฆครึ้มมลายหายไปอย่างน่าประหลาด

 

“แค่กๆ! นี่มัน...เรื่องอะไรกันเนี่ย!!” ร่างเล็กที่กลิ้งคลุกๆ ลงมาจากหลังม้าตะเกียดตะกายพยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ใบหน้าเรียวเล็กเปรอะเปื้อนเศษหญ้าทั้งยังสำลักควันไม่หยุด จนคนเป็นพี่ต้องมาตบหลังช่วยอีกแรง

 

“เร็วเข้า ฝ่าบาททรงหายไปไหนแล้ว” โทซองฉุดน้องชายเดินฝ่าควันจางๆ ที่เริ่มสลายตัวเข้าไปยังวงล้อมของกลุ่มควันหนาที่ก่อตัวอยู่เมื่อครู่ สะเปะสะปะไม่นานนัก เด็กหนุ่มทั้งสองก็เห็นเงาตะคุ่มของคนสองคนอยู่ห่างไปไม่ไกล พวกเขาเดินผ่านซากไม้ที่กระจัดกระจ่ายอยู่เกลื่อนพื้น คาดเดาว่าคงเป็นรถม้าที่พังยับไม่เหลือให้ประกอบใหม่ รวมถึงร่างของคนจำนวนหนึ่งที่ทั่วทั้งตัวกลายเป็นสีดำไหม้เกรียมนอนเกลื่อนอยู่โดยรอบ

 

โทซองและกึมซองไม่ได้สนใจศพไร้วิญญาณพวกนั้น เพราะเมื่อม่านตาของเด็กหนุ่มเริ่มมองเห็นภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น สายตาของพวกเขาทั้งสองได้ถูกดึงดูดไปยังภาพที่เกินจะจินตนาการตรงหน้าเข้าเสียก่อน

 

“สวรรค์ ข้าตายไปแล้วหรือไง?” เสียงของกึมซองไม่อาจส่งผ่านถึงพี่ชายที่มีอาการตกตะลึงไม่ต่างกัน

 

 

 

ในที่ตรงนั้น จุดกึ่งกลางของวงล้อมที่ต้นหญ้าทุกต้นมอดไหม้เป็นวงกลมขนาดกว้างใหญ่ ท่ามกลางขนนกสีดำที่ค่อยๆ ร่วงลงมา ท่ามกลางหมอกควันสีจางที่กลืนหายไปในอากาศ ที่ตรงนั้นปรากฏร่างบอบบางของวังชอนซาซึ่งนั่งอ่อนแรงอยู่กับพื้น

 

โดยที่เรือนร่างนั้นถูกปกคลุมไปด้วยปีกสีดำขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มร่างกายภายใต้อาภรณ์ขาวที่ขาดวิ่นเอาไว้

 

 

 

ความตกตะลึงทำให้เด็กหนุ่มฝาแฝดนิ่งค้างอยู่กับที่ ต่างจากร่างสูงอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของวังชอนซา

 

นัยน์ตารัตติกาลลุ่มลึกจ้องมองสภาพร่างกายของผู้ที่เคยเป็นเชลยศึก ปีกสีดำที่งอกออกมาจากกลางแผ่นหลังขาวนวลไม่ได้ทำให้ผู้มองรู้สึกกลัว ไม่ใช่เพราะทำใจยอมรับความผิดแปลกนี้ได้ในทันที แต่เป็นเพราะสภาพของคนตรงหน้านั้นไม่ผิดไปจากคนที่กำลังหวาดกลัวอย่างที่สุด

 

ท่อนแขนผอมบางกอดตัวเองแน่นด้วยอาการสั่นรุนแรง ปลายเล็บแหลมจิกลึกลงกับท่อนเนื้อบนต้นแขนจนเกิดเลือดซิบ ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำขลับแผ่สยายยุ่ง ดวงหน้าสวยขาวซีดแต่กลับยังคงความงดงามราวกับรูปลักษณ์ของเทพสวรรค์ ทว่า...ดวงตาที่เคยเป็นประกายสดใส ในตอนนี้เต็มไปด้วยม่านน้ำตามากมาย รวมถึงแววตาเหม่อลอยไม่จับจุดสิ่งใด ซ้ำริมฝีปากบางยังขยับพึมพำฟังไม่ได้ความราวกับต้องมนต์

 

จีรยงย่อตัวลงนั่งตรงหน้าร่างบาง มือหยาบใหญ่แตะลงเบาๆ ที่ท่อนแขนเล็ก ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะสะดุ้งขนาดที่เงยหน้าขึ้นสบสายตากับเขา ปีกขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยขนนกนุ่มสีดำขยับแผ่ออกกว้าง ทำให้เกิดแรงลมขึ้นวูบหนึ่ง

 

เขาขยับมือออกด้วยความสับสน แต่กลับถูกมือที่เล็กกว่าคว้าแขนเสื้อเอาไว้ด้วยอาการสั่นเทา

 

“เจ้า...” สมองพยายามประมวลผล แต่ก็ยากเกินกว่าจะหาคำพูดใด จีรยงยังไม่อาจเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าได้

 

“ไม่...อย่าทิ้งข้า ...อย่า....ฮึก....อย่าทิ้งข้า ได้โปรด.......” เสียงที่เคยฟังแว่วหวานบัดนี้ให้เพียงแต่ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างหาคำอธิบายไม่ได้

 

มือเล็กพยายามฉุดรั้งไม่ให้ร่างสูงขยับไปไหน สายตาเว้าวอนราวลูกนกหลงทิศ กลีบปากระเรื่อคล้ายสีลูกท้อเม้มแน่นสั่นระริก

 

ซอนอินไม่อาจคิดอะไรได้อีก มีคนที่ตายเพราะเขานอนเกลื่อนอยู่รอบตัว สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาทำให้สมองและร่างกายปฏิเสธการรับรู้ที่มากเกินรับไหว ร่างสูงที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ คือคนคนเดียวที่เขาต้องการมากกว่าสิ่งใด...มากกว่าใครทั้งหมด

 

“ชองจีรยง ถ้าเจ้าไม่ต้องการข้า ก็ฆ่าข้าเสียตอนนี้...ฮึก...ได้โปรดหยุดข้า หยุดลมหายใจของข้า หยุดร่างกายของข้า ...หยุดหัวใจของข้า......ฮึก......” พลันเสียงแหบแห้งที่อ่อนลง ร่างบางก็ทรุดฮวบลงกับอกกว้าง

 

จีรยงประคองไหล่เล็กไว้ เขาสัมผัสได้ถึงผิวเนื้อที่ยังรุ่มร้อน ไม่รู้ว่าเพราะเจ้าตัวมีไข้ หรือเพราะเหตุผลอื่น แต่จะเพราะอะไรก็ช่าง โดยที่ไม่รู้ว่าตนเองต้องการจะทำอะไรกันแน่ แต่วงแขนทั้งสองข้างของเขาก็ได้คว้าร่างตรงหน้าเข้ามากอดไว้แนบอกก่อนได้คิดอะไรอื่นอีก

 

“ฝ่าบาท...” เสียงของโทซองดังอยู่ด้านหลัง

 

“ตรวจสอบศพทั้งหมดว่ามีราชครูปาร์คยองจูหรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยสั่งความ เขาปลดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออกเพื่อนำมาห่อหุ้มร่างบางที่ตอนนี้ปีกทั้งสองข้างได้หุบแนบสนิทกับแผ่นหลังบาง “กึมซอง เจ้าไปจัดหารถม้ามาให้ข้า”

 

“รถม้า? ฝ่าบาทจะทรงพา... กระหม่อมหมายความว่า ฝ่าบาท....” เด็กหนุ่มอธิบายไม่ถูก กึมซองไม่แน่ใจว่านายเหนือหัวของตนจะทรงพาวังชอนซาที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ กลับเข้าวังจริงๆ น่ะหรือ?! ต่อให้เป็นชาวบ้านทั่วไป ก็น่าจะดูออกว่า วังชอนซา ผู้นี้นั้นไม่ใช่คนปกติ!!

 

“ยูกึมซอง” โดนขานชื่อเต็มยศ ความสงสัยที่มีเป็นอันปลิวหายไปในสายลมทันที

 

“กระหม่อมจะจัดหามาโดยเร็วพะย่ะค่ะ!

 

หลังกึมซองควบม้าไปได้ไม่ไกล โทซองก็ได้เอ่ยคำพูดหนึ่งขึ้นมาขณะที่ร่างสูงอีกคนกำลังอุ้มร่างอ่อนแรงขึ้น

 

“ฝ่าบาท ทรงเคยได้ยินคำจารึกของชนเผ่าชินซองไหมพะย่ะค่ะ?”

 

“คำจารึก?”

 

“พะย่ะค่ะ คำจารึกบนแท่นหินศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน กระหม่อมคิดว่า คิมซอนอินผู้นี้อาจเป็นผู้ที่ถูกเลือกจากสวรรค์แล้วก็เป็นได้ ทว่า...มีเพียงสองทางที่สวรรค์เลือกที่จะให้เป็น คือแสงสว่าง กับความมืดมิด นั่นคือ มีคุณสมบัติที่จะอยู่ หรือจากไปด้วยการเสียสละเลือดเนื้อ

 

จีรยงก้มลงมองเสี้ยวหน้าสวยที่แนบชิดอยู่กับอก ก่อนเงยขึ้นมองนายทหารคนสนิท “เจ้าจะบอกว่า คิมซอนอินคือตัวแทนของเทพเจ้าทงซก แต่ไม่ใช่ตัวแทนของการมีอยู่ที่นักบวชพวกนั้นต้องการงั้นหรือ?”

 

“กระหม่อมคิดว่า การที่มีศพคนพวกนี้มากเกินกว่าจะเป็นขบวนรถม้าของราชครูปาร์ค คือสิ่งที่บอกให้รู้ว่ามีคนต้องการสังหารวังชอนซาก่อนที่ปีกสีดำจะปรากฏขึ้น เพราะนักบวชพวกนั้นกลัวว่าพลังอำนาจมืดอาจทำร้ายแสงสว่างบนโลกมนุษย์ ...และจากที่เห็น ดูเหมือนว่าคนกลุ่มนั้นจะต้านพลังของวังชอนซาไม่ได้เลย

 

“หึ ความงมงายของพวกนักบวชช่างน่าสมเพช” จีรยงพ่นเสียงในคออย่างดูแคลน “จะโลกหรือสวรรค์ คนที่เอาตัวเองยังไม่รอดอย่างคิมซอนอินจะมีปัญญาทำอะไรได้?” แววเนตรคมดุจมังกรในสายหมอกทอดลงมองคนในวงแขน

 

 

“จะเป็นเทพเจ้าก็ช่าง เป็นปีศาจก็ดี สุดท้ายแล้ว สิ่งเดียวที่คิมซอนอินจะเป็นได้ คืออยู่ใต้การควบคุมของข้า!

 

 

วาจาของรัชทายาทหนุ่มที่เอ่ยกังวานทั่วทั้งลานกว้างนั้นมาพร้อมกับสายลมแรงวูบหนึ่งที่พัดผ่าน แม้ว่าโทซองจะรู้สึกไม่สบายใจนักกับการตัดสินใจของนายเหนือหัวที่จะพาวังชอนซากลับเข้าวัง แต่อะไรบางอย่างได้บอกกับเด็กหนุ่มว่า การที่คิมซอนอินเกิดมา และการที่องค์รัชทายาทชองจีรยงไม่สนพระทัยการตัดสินของตำนานพวกนี้ นั้นอาจเป็นสิ่งที่สวรรค์ต้องการก็เป็นได้

 

ถึงกระนั้น ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วสวรรค์กำหนดสิ่งใดไว้ หากแต่ หนทางของคิมซอนอินที่มีได้ในตอนนี้ คือการกลับเข้าวังหลวงแห่งแคว้นฮานึลเพียงเท่านั้น

 

ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วว่าในกลุ่มคนที่ถูกไฟเผาไหม้ร่างกายจนเกรียมทั้งหมดนี้ไม่มีร่างของราชครูแห่งเชินอัน ตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้าขณะที่หนึ่งรถม้า และบุรุษหนุ่มทั้งหมดเดินทางกลับไปยังวังหลวง

 

 

หงส์ที่ได้รับบาดเจ็บ ถูกมังกรแห่งฮานึลพากลับมายังดินแดนที่เป็นจุดเริ่มต้นระหว่างพวกเขาอีกครั้ง

 

 

ทว่า การกลับเข้าวังครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นได้อีกตลอดกาล

 

 

.

.

 

 

 

บุรุษหนึ่งผู้เกิดลัคนาสถิตราศีกุมภ์ ธุมเกตุบังเกิดฉายประภาทั่วทิศทิฆัมพร เพลิงพลายส่องสว่างสู่ทุกสรรพสิ่งเหนือธราดล สายโลหิตแห่งผู้นำทิศาดรบูรพาถือกำเนิด ...วังชอนซา

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up