Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 11

 

 

 

“ฮึก! อึก!!!!

 

“อ้วกออกมาอีกเพคะ!! อย่าฝืนนะเพคะ!!

 

เสียงนางกำนัลน้อยสองคนดังโหวกเหวกอยู่ภายในห้องบรรทมของตำหนักโยกัน กระโถนหินเคลือบลวดลายวิจิตรถูกขยับเข้าจ่อริมฝีปากบางซีดอีกครั้งเมื่อคนร่างบางบนเตียงมีอาการสำรอกของเหลวในท้องรุนแรง

 

ยอนอาซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียงกดน้ำหนักมือลงไปบนแผ่นหลังบางแล้วลูบขึ้นด้วยความกังวล พลางเอ่ยปากบอกคนเป็นนายไม่หยุดว่าให้อ้วกเอาสิ่งที่ตีตื้นขึ้นมาจากช่องท้องออกเสียให้หมด อย่าฝืนทนไว้ ไม่อย่างนั้นทั้งไข้ ทั้งอาการคลื่นไส้ก็จะไม่หายไปเสียที

 

สองวันเต็มมาแล้วตั้งแต่คืนที่องค์รัชทายาทได้ข่มเหงวังชอนซาอย่างทารุณ เป็นสองวันเต็มที่ซอนอินมีไข้หนักรุมเร้า เนื้อตัวร้อนเป็นไฟ คลื่นไส้อยู่ทุกๆ สองชั่วยาม หน้าซีดและเหงื่อผุดตามผิวเนื้อแทบทุกที่ อีกทั้งบาดแผลในส่วนลับก็ยังไม่หายสนิท นางกำนัลทั้งสองพยายามขอร้องกึมซองให้ทูลองค์ชายใหญ่โปรดส่งแพทย์หลวงมาดูอาการบ้างสักคน แต่ก็ไร้ผลเมื่อในเวลานี้ ไม่ว่าจะแพทย์หลวงหรือหมอเกือบทุกคนในเมืองหลวงถูกเรียกตัวให้ไปยังตำหนักรัชทายาทแทบทั้งสิ้น ซ้ำเวลานี้ แม้แต่ตัวกึมซองเองก็ยังเข้าหน้านายเหนือหัวของตนไม่ติดเลยด้วยซ้ำ

 

ว่ากันว่า...คุณชายฮีอูเป็นโรคประหลาด กระอักเลือดจนน่ากลัวว่าจะหมดตัวไปทั้งอย่างนั้น ซ้ำยังไม่ได้สติ รู้สึกตัวทีก็พ่นเลือดเหนียวข้นออกมาอยู่เช่นนั้นแทบทุกครั้ง ไม่ว่าจะหมอเทวดาคนใดก็หาสาเหตุไม่ได้เลยสักคน จนกระทั้งมีชายชราคนหนึ่งซึ่งเป็นนักพรตยาสมุนไพรอาศัยอยู่แทบปลายเขาถูกจับมาที่วังหลวงนั้นได้บอกว่าอาจเป็นพิษชนิดหนึ่งที่ไม่มียารักษาก็เป็นได้ หลังจากนั้นไม่พ้นหนึ่งชั่วยาม นักพรตชราผู้นั้นก็ถูกสั่งประหารทันที

 

...นั่นเป็นตอนที่กึมซองกำลังจะเข้าไปขอร้องนายของตนให้เชิญหมอไปดูอาการวังชอนซาเป็นครั้งที่สองพอดี ได้เห็นอย่างนั้นแล้วก็ไม่กล้า ทั้งสุรเสียง ทั้งสีหน้าและแววตาขององค์รัชทายาทน่าเกรงขามเสียยิ่งกว่าตอนที่พระองค์ออกคำสั่งตีข้าศึกเสียอีก โทซองเองก็ส่ายหน้าว่าไม่ควรเข้าไปตอนนี้ เพราะนอกจากจะไม่ได้ตามที่ร้องขอแล้ว วังชอนซาอาจจะโดนพระอารมณ์ของนายเหนือหัวกริ้วใส่เสียเปล่าๆ

 

ครั้งแรกก็โดนตะวาดใส่ หากขอร้องอีกครั้ง คงไม่ใช่แค่เขาจะได้รับโทษขั้นพื้นฐานแน่ กึมซองเองก็อยากช่วยวังชอนซา แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ที่โทซองบอกมานั่นก็มีส่วนถูก อารมณ์ขององค์รัชทายาทเพลานี้น่ากลัวเกินกว่าที่จะสนใจคนที่เป็นเพียงเชลยศึก แค่ตอนนี้ก็นับว่าดีแล้วที่พระองค์ไม่ไประบายอารมณ์ใส่ร่างกายบอบช้ำนั้นอีกครั้ง ครั้นจะไปหาองค์ชายรองให้หาทางช่วยเหลือ ด้วยตำแหน่งที่เป็นถึงพระเชษฐา แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง องค์กษัตริย์เพิ่งออกรับสั่งให้องค์ชายจีมุนเป็นตัวแทนไปยังแคว้นพกซอเพื่อเจราการค้าทางน่านน้ำทะเลเมื่อวันก่อน

 

สิ่งที่เหลืออยู่สำหรับคนในตำหนักโยกันตอนนี้มีเพียงการประคับประคองร่างกายของวังชอนซาไปอย่างตามมีตามเกิดเท่านั้น

 

ซอนอินโก่งคอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะทรุดฮวบลงกับหมอนใบใหญ่ที่ตั้งพิงหัวเตียงเอาไว้ เขาหอบหายใจหนัก รู้สึกเหมือนอะไรในหัวกำลังจะระเบิดเสียให้ได้ ความร้อนในกายก็เพิ่มขึ้นจนรู้สึกหน้ามืดไปหมด

 

“โซยอนไปเปลี่ยนน้ำมาใหม่ เร็วเข้า” ยอนอาหันไปสั่งความน้องสาว ก่อนจะใช้ผ้าที่พึ่งบิดน้ำหมาดๆ เมื่อครู่เช็ดไปตามใบหน้าชื้นเหงื่อ เรียวคิ้วบางของนางขมวดยุ่งเมื่อพบว่าอุณหภูมิจากตัวของวังชอนซานั้นสูงมากขึ้นจนน่ากลัว ไม่ใช่แค่ร้อนราวกับไฟ แต่นี่ราวกับร่างทั้งร่างของวังชอนซากำลังจะมอดไหม้เสียอย่างนั้น

 

ขณะที่นางกำนัลซับผ้าไปตามใบหน้าซีดขาว ลมหายใจร้อนระอุก็พ่นออกจากริมฝีปากซีดไม่หยุด นัยน์ตาสีสวยปรือปรอยอย่างเหนื่อยอ่อน ตั้งแต่เกิดมา ซอนอินไม่เคยรู้สึกว่าร่างกายตนเองอึดอัดได้เท่านี้มาก่อน อาจจะมีบ้างหากเขาแอบดื่มน้ำจัณฑ์ตอนที่ราชครูยองจูเผลอ แล้วก็เกิดอาการแพ้ หรือจะเป็นตอนที่ถูกองค์ชายสามแห่งพกซอชวนดื่มน้ำจัณฑ์ในงานเลี้ยงนั่น แม้จะรู้สึกว่าแพ้มากกว่าที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกแย่กว่ามากไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

 

เหมือนมีอะไรที่ร้อนมากๆ อยู่ในร่างกาย และมันก็กำลังพยายามขยายตัวระเบิดออกมาอย่างสุดกำลัง

 

...คิดแล้ว ก็อยากอาเจียนอีกรอบ

 

ไม่ทันไร ซอนอินก็ต้องรีบคว้าโถกระเบื้องมาจากโต๊ะข้างเตียงอีกครั้ง

 

 

หลังทำความสะอาดผิวเนียนละเอียดอย่างทะนุถนอมแล้ว นางกำนัลสาวจึงเริ่มแต่งตัวให้ผู้เป็นนายอย่างเบามือที่สุดเพื่อไม่ให้ไปกระทบกระเทือนบาดแผลตามจุดต่างๆ บนเรือนกายขาวที่เต็มไปด้วยผื่นสีแดงเข้ม และร่องรอยของการถูกขบกัดจนได้เลือด ตามข้อมือยังคงมีผิวฟกช้ำให้เห็นสะดุดตา

 

“เอ๋? นี่มัน เหมือนตอนนั้นเลย...” เสียงอุทานลอยๆ ของโซยอนเรียกให้คนเป็นพี่สาวที่กำลังเตรียมเสื้อตัวในสวมให้กับร่างบางต้องอ้อมไปมองตามสายตาของน้องสาว

 

ที่แผ่นหลังบางนั้น ตรงจุดกึ่งกลางของแนวกระดูกสันหลังช่วงบนปรากฏเนื้อผิวคล้ายเกล็ดปลาเรืองแสงสีเงิน เมื่อลองลูบลงไปเบาๆ กลับรู้สึกเพียงผิวเนื้อที่นุ่มลื่นไม่ต่างจากส่วนอื่นๆ สองสาวยิ่งพากันกังวลหนัก

 

“องค์วังชอนซาทรงเจ็บหรือไม่เพคะ?” ยอนอาเอ่ยถามพลางลูบเบาๆ ลงบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่ปรากฏรอยประหลาด

 

ซอนอินเพียงแค่ส่ายศีรษะตอบ เขารู้สึกเหนื่อยจนแม้แต่จะออกเสียงพูดยังต้องหอบหายใจเข้าลึก อีกทั้งตอนนี้เขายังปวดหัวจนนึกอะไรไม่ออกแล้ว ...อยากจะนอนหลับเร็วๆ

 

...หลับไปตลอดกาลได้เลยยิ่งดี

 

ยาสมุนไพรสามัญถูกดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ซอนอินเอนตัวลงนอนหลังจากนั้นแทบจะทันที ปล่อยให้นางกำนัลทั้งสองคอยซับเหงื่อให้อย่างที่เขาก็ห้ามพวกนางไม่ได้ แม้ว่าจะต้องอดหลับอดนอนมาดูแลเขาอย่างนี้อยู่ตลอดคืนก็ตาม

 

 

“ครานี้องค์รัชทายาททรงทำเกินไปจริงๆ” ยอนอาเอ่ยเสียงไม่พอใจเท่าใดนัก คนเป็นน้องก็พยักหน้าหนักๆ อย่างเห็นด้วย พลางว่า “ใช่ แม้แต่จะส่งท่านหมอมาสักคนยังไม่ทรงอนุญาต”

 

“...ไม่รู้ว่าคุณชายฮีอูเป็นอะไรมากหรือเปล่า พระองค์ถึงได้ไม่คิดจะเหลียวแลองค์วังชอนซาของพวกเราเลยแม้แต่น้อย ข้าล่ะอยากจะรู้นัก กับแค่หมอเพียงคนเดียว ไยพระองค์ถึงพระทัยดำได้ลงคอเช่นนี้!” ว่าแล้วยอนอาก็อดจะเกิดความไม่ชอบใจต่อทั้งองค์รัชทายาทและคุณชายฮีอูไม่ได้ แม้เธอจะเข้าใจดีว่าคุณชายฮีอูไม่มีสิทธิ์ตัดสินเรื่องใดก็ตามในความต้องการขององค์รัชทายาท แต่ด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อวังชอนซาที่เธอมีมากกว่า ก็อดจะพาดพิงไปด้วยไม่ได้

 

 

ก็มันน่าไหมเล่า อีกคนมีแพทย์ล้อมหน้าล้อมหลัง ในขณะที่อีกคนได้แต่นอนซมไข้อยู่อย่างนี้น่ะ!

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

สองวันมาแล้วที่อารมณ์ของมังกรหนุ่มแห่งฮานึลร้อนรุ่มราวกับไฟกัลป์ที่ยากจะมอดดับ ทุกอย่างรอบตัวดูจะพร้อมใจกันทำให้อารมณ์ของรัชทายาทชองจีรยงระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

 

หมอหลวงจากึนตรวจดูชีพจรของร่างเล็กบนเตียงที่นอนหมดสติอย่างอับจนหนทาง ตนซึ่งศึกษาศาสตร์ทางการแพทย์มาเป็นเวลายาวนานกว่าค่อนชีวิต ยังไม่เคยพบเห็นอาการที่คุณชายฮีอูเป็นอยู่นี้เลย พิษร้ายกาจที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายนี้รุนแรงและน่ากลัวมาก วิธีรักษานั้นแทบจะไม่มีอยู่ในตำราและความรู้ของเขาแม้แต่น้อย แค่วิธีจะหยุดยั้งยังหาหนทางไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เวลานี้ นอกจากจะคอยตรวจสอบชีพจรอยู่เป็นระยะแล้ว จากึนก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้อย่างสัตย์จริง

 

“เป็นอย่างไรบ้าง?” ทันทีที่เห็นว่าหมอหลวงละมือออกจากแอ่งชีพจรบนข้อมือเล็ก จีรยงซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างร่างบนเตียงก็รีบเอ่ยถาม

 

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมขอตอบตามตรงว่า พิษที่คุณชายฮีอูได้รับเข้าไป เป็นพิษที่กระหม่อมไม่รู้จัก และไม่สามารถหาวิธีหยุดยั้งได้จริงๆ

 

จบประโยคนั้น เครื่องเรือนบนโต๊ะข้างเตียงได้ถูกปัดลงบนพื้นเสียงดังสนั่น เหล่าแพทย์ที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่เกือบสิบคนพากันสะดุ้งตกใจ

 

“ข้าไม่ต้องการคำว่าไม่รู้ของพวกเจ้า!! หากฮีอูเป็นอะไรไป พวกเจ้าทุกคนจะต้องถูกประหารทั้งหมด!!!” สุรเสียงคมกร้าวดังกังวานไปทั่วทั้งห้อง มวลอากาศหนาหนักกดทับหัวใจของคนฟังทุกดวง หมอทุกคนในที่นี้ต่างรู้ว่าไม่มีหนทางใดจะรักษา ดังนั้นสิ่งที่รออยู่ก็มีเพียงความตายของพวกเขาเท่านั้น

 

รัชทายาทหนุ่มสบถเสียงดังเป็นคำรบด้วยความกริ้วโกรธรุนแรง เขาตวาดไล่ทุกคนออกไปจากห้อง สั่งความเสียงดังให้แต่ละคนไปค้นหาวิธีรักษามาให้ได้ก่อนหมดวันพรุ่ง ไม่เช่นนั้นก็เตรียมตัวรับโทษประหาร

 

หลังบานประตูไม้ถูกปิดลง ภายในห้องบรรทมตกอยู่ในความเงียบสงัด

 

จีรยงรู้ดีว่าการทำร้ายตัวเองเป็นเรื่องโง่เขลา เขาจึงเลือกระงับอารมณ์ของตนเองด้วยการต่อยเข้ากับกำแพงเพียงแค่สองสามครั้งให้คลายความโกรธลง เขาเดินกลับมานั่งลงที่ข้างกายร่างเล็กบาง มือหนาลูบไล้ใบหน้าซีดฮีมินวอย่างหวงแหน ฮีอูที่เป็นอย่างนี้ทำให้หัวใจของรัชทายาทหนุ่มเจ็บร้าวไปหมด ตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนที่จู่ๆ ฮีอูก็ล้มลงต่อหน้า หัวใจของเขาก็มีแต่ความรู้สึกวูบโหวงอยู่เช่นนั้นมาโดยตลอด

 

ฮีอูเป็นคนของเขา เป็นเพียงคนเดียวที่เขาจะได้ถือสิทธิ์ครอบครองทุกอย่าง

 

ทั้งร่างกาย หัวใจ และชีวิต ทุกอย่างของคิมฮีอูจะต้องเป็นไปตามที่เขาต้องการเพียงเท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งเหล่านั้นคือทุกอย่างที่รัชทายาทหนุ่มรับรู้

 

จนกระทั้งถึงวินาทีนี้ สิ่งเดียวที่มีอยู่ในความรู้สึกของจีรยงในตอนนี้มีเพียงความรู้สึกที่เรียกได้เพียงอย่างเดียวว่า รัก เท่านั้น ...ฮีอูเป็นมากกว่าคนสนิทขององค์ชายใหญ่ ฮีอูเป็นมากกว่าทุกความรู้สึกของเขา จีรยงเพิ่งได้เข้าใจก็วันนี้

 

มือหนาไล้ข้างแก้มเย็นชืดเบาๆ ก่อนสันจมูกโด่งจะนาบลงในที่ตรงนั้น

 

 

“ข้าไม่มีวันยอมเสียเจ้าไปเด็ดขาด คิมฮีอู

 

 

วาจาที่ดังก้องอยู่ใกล้ใบหูตอกย้ำให้ก้อนเนื้อในอกของร่างเล็กบีบรัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ คำผูกมัดขององค์รัชทายาทส่งผลให้หยาดน้ำใสไหลรื้นลงจากขอบตาบาง แม้ว่าฮีอูจะไม่รู้สึกตัวก็ตาม

 

 

 

ในตอนค่ำของคืนนั้น จีรยงยังคงอยู่ตรวจราชกิจภายในห้องทรงอักษร เนื่องจากในตอนกลางวัน เขามักจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเฝ้าอินอู หากงานที่คั่งค้างก็ยังมีให้จัดการอยู่ตลอด

 

“ฝ่าบาท” โทซองรีบร้อนเดินเข้ามาจนคนเป็นนายต้องหยุดมือวางพู่กันลง แล้วเงยหน้าขึ้นมององครักษ์คนสนิทด้วยเรียวคิ้วกดลึก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดใจของเจ้าตัวที่ถูกขัดเวลาการตรวจราชกิจ

 

“ลุกขึ้น มีอะไรก็รีบว่ามา

 

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ร่างสูงสง่าของนักรบหนุ่มยืดตัวขึ้นตรง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้โต๊ะไม้เนื้อดีตรงหน้าแล้ววางเศษกระดาษที่พับปิดยู่ยี่ลงตรงหน้า

 

“สาส์นจากราชครูปาร์คยองจูพะย่ะค่ะ นายทหารยามหน้าประตูแวซอเป็นคนนำมา บอกว่ากระดาษแผ่นนี้ถูกผูกติดกับลูกศรที่ยิงเข้ามาจากเงามืดทางป่าด้านหลัง บนหน้ากระดาษถูกเขียนถึงฝ่าบาทพะย่ะค่ะ

 

แผ่นกระดาษสีหมอกถูกคลี่ออกพอดีกับที่โทซองเอ่ยจบประโยค แววเนตรคมกวาดมองข้อความบนเนื้อกระดาษ ก่อนจะกำของในมือแน่นด้วยความโกรธอย่างหาที่สุดไม่ได้

 

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว

 

“ฝ่าบาทจะไปที่ใดพะย่ะค่ะ?” โทซองตะโกนถามพลางรีบหมุนกายเดินตามผู้เป็นนายออกจากห้องอังษรโดยไว หนทางที่คนข้างหน้าก้าวเดินไปนั้น เริ่มชี้ชัดให้เด็กหนุ่มหน้าถอดสีขึ้นมาเรื่อยๆ

 

ดึกดื่นเช่นนี้ พระองค์คิดจะไปที่ตำหนักโยกันทำไม?

 

ความสงสัยและความกังวลของโทซองดำเนินไปได้ไม่นาน ประตูตำหนักโยกันก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้ว

 

แสงไฟสว่างจากภายในบอกให้ผู้ที่มาเยือนรู้ว่าคนในตำหนักยังไม่เข้านอน รัชทายาทหนุ่มไม่สนใจที่จะรอให้ใครออกมาต้อนรับ เขาผลักบานประตูไม้เข้าไปด้วยจังหวะที่เร่งรีบเช่นเดียวกับที่พระองค์เดินมา

 

“อ่ะ ถวายพระพรองค์รัชทายาท” โซยอนซึ่งเห็นผู้มาเยือนก่อนรีบโค้งกายถวายอย่างรวดเร็ว ทว่า ร่างสูงไม่แม้แต่จะชายตามองหรือหยุดเดินแม้แต่น้อย เด็กสาวจึงรีบหันไปส่งสายตาถามเอากับเด็กหนุ่มที่เดินตามเข้ามาติดๆ แต่กลับได้เพียงการส่ายหน้าอย่างไร้หนทางอธิบายตอบกลับมา

 

“หลบไป!!!!” เสียงทุ้มที่ดังก้องพาเอาโซยอนสะดุ้งวาบ เด็กสาวรีบวิ่งไปตามทางเดินที่นำพาไปยังห้องบรรทมของวังชอนซาโดยไว ที่หน้าประตูทางเข้าห้องนั้น พี่สาวของเธอกำลังนั่งคุกเข่าแล้วส่ายศีรษะไปมาราวกับเป็นคนไร้สติ

 

“ไม่เพคะ!

 

“เจ้าเป็นใครถึงกล้ามาขัดคำสั่งของข้า!!! ข้าสั่งให้หลบไป!!!!” ในตอนนี้ แม้แต่คำว่ากริ้วคงยังน้อยไปกับท่าทีขององค์รัชทายาท ดูจากอารมณ์ของนายเหนือหัวแล้ว โทซองจึงรีบเข้าไปฉุดให้ยอนอาลุกขึ้นแล้วดึงหลบออกมาด้านข้าง เกือบจะพอดีกับที่พระหัตถ์ของรัชทายาทหนุ่มคว้าจับกระบี่ที่บั้นเอว

 

เมื่อไม่มีใครมานั่งขวางทางอีก จีรยงจึงกระแทกประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้อง พร้อมสั่งความกับโทซองเสียงห้วน “อย่าให้ใครเข้ามา

 

สิ่งแรกที่ลอยแตะจมูกคือกลิ่นยาสมุนไพร และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้สีขาวอย่างที่เขาเคยได้สัมผัสเมื่อครั้งก่อนที่คนร่างบางป่วย รวมถึงไอความร้อนจ่างๆ ที่ตอนนี้มีอุณหภูมิสูงกว่าคราวที่แล้วมากนัก

 

บนเตียงสี่เสา ร่างบางในชุดสีขาวของชนเผ่าชินซองกำลังนอนหอบหายใจหนักหน่วงอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม เปลือกตาบางปิดสนิท แต่เรียวคิ้วโก่งบางนั้นกลับขดเข้าหากันคล้ายกำลังทรมานกับอะไรบางอย่างอยู่

 

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จีรยงถึงได้รู้ว่าความร้อนรอบๆ ห้อง ยังเทียบไม่ได้กับไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวของคนบนเตียงในระยะใกล้เช่นนี้ ตามใบหน้าและไรผมมีเม็ดเหงื่อใสๆ ผุดพรายอยู่ทั่วไปหมด ริมฝีปากที่เคยเป็นสีชมพูสวยตอนนี้ซีดจัดไร้สีเลือด ดวงหน้าก็ขาวซีดไปหมดราวกับกระดาษ

 

แต่ก่อนที่ความรู้สึกเป็นห่วงต่ออาการของคนตรงหน้าที่เป็นไข้หนักกว่าที่ตนคาดไว้จะเกิดขึ้น ข้อความจากแผ่นกระดาษที่เพิ่งได้อ่านมาก็ได้กระตุ้นหยุดทุกความคิดไว้เพียงเท่านั้น

 

จีรยงกำมือแน่น ก่อนจะคลายออกแล้วยื่นเข้าไปกระชากอกเสื้อคนบนเตียงให้รู้สึกตัว

 

“ตื่นเดี๋ยวนี้! ข้าสั่งให้เจ้าตื่น!! ลืมตาขึ้นมาคิมซอนอิน!!!” แรงกระชากบวกกับเสียงทุ้มใหญ่ที่ตะคอกอยู่ตรงหน้าส่งผลให้เปลือกตาบางของคนที่เพิ่งได้นอนพักผ่อนปรือปรอยขึ้นมาเล็กน้อย

 

เสียงเอะอะโวยวายจากหน้าห้อง และภาพร่างสูงใหญ่ของคนที่อยู่เหนือร่างกายในขณะนี้ทำให้สมองของซอนอินทำงานหนักอย่างมึนงง พิษไข้ที่รุมเร้าแต่เดิมนั้นมากพอจะรับไหวอยู่แล้ว ยังจะมีเรื่องอะไรให้ต้องดิ้นรนหลีกหนีอีกหรือ

 

“ชองจีรยง...” พูดได้แค่นั้น ซอนอินก็ต้องหลับตาแน่นเมื่ออาการปวดศีรษะแล่นปราดเข้ามาถึงเส้นประสาทจนรู้สึกเจ็บ

 

ริมฝีปากบางเม้มแน่น หอบหายใจหนัก มือไร้เรียวแรงค่อยๆ เอื้อมขึ้นจับข้อมือหนา ดวงตาสีดำเป็นประกายสวยหรี่ปรือจ้องมองแววเนตรคมเข้มดุจภูติแห่งราตรีด้วยท่าทางอ่อนแรง “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...

 

“คิดว่าข้าไม่กล้าหรือ!!!” จีรยงตะคอกกลับเสียงดัง เขากดกระแทกร่างบางลงกับที่นอนอย่างรุนแรง

 

“อึก” แรงกระแทกทำให้ซอนอินรู้สึกจุกที่หน้าอกไปหมด

 

จีรยงจ้องมองสีหน้าเจ็บปวดของคนใต้ร่าง ลมหายใจร้อนระอุที่อีกฝ่ายหอบหายใจออกมาไม่อาจหยุดยั้งความโกรธของเขาที่ก่อตัวขึ้นได้ แม้ว่าคนตรงหน้านี้จะเจ็บสักเพียงไหน หากแต่ยังเทียบไม่ได้กับใครอีกคนที่กำลังนอนรอความตายอยู่บนเตียงของเขา

 

เพียงแค่นึกถึงใบหน้าที่ซีดฮีมินว และเลือดเหนียวข้นมากมาย แววคมกร้าวก็ฉายชัดขึ้นในม่านตาของรัชทายาทหนุ่ม

 

“บอกข้ามาคิมซอนอิน ปาร์คยองจูอยู่ที่ไหน!” จีรยงกดไหล่บางนาบลงกับที่นอน มืออีกข้างบีบกรามข้างแก้มร้อนให้เงยหน้าขึ้นสบตา

 

ปาร์คยองจู? ...ราชครูปาร์คยองจูน่ะหรือ? คำถามที่ได้ยินทำให้ซอนอินจับต้นชนปลายไม่ถูก ในเมื่อเขาไม่ได้รับการติดต่อจากราชครูปาร์คเลย แล้วเหตุใดชองจีรยงถึงถามหาราชครูปาร์คกับเขา

 

...นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?

 

เห็นสีหน้าไม่เข้าใจของคนใต้ร่าง จีรยงก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น “บอกข้ามาว่าปาร์คยองจูอยู่ที่ไหน!!!” แรงมือที่เพิ่มขึ้นทำให้ซอนอินรู้สึกเจ็บไปทั้งใบหน้า

 

“...ไม่ ไม่รู้ ข้าไม่รู้

 

“อย่ามาต่อเวลากับข้า อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าทำอะไรเจ้านะคิมซอนอิน!!” จีรยงกดน้ำหนักมือบีบให้ดวงหน้าหวานต้องทรมานมากยิ่งขึ้น “เพราะหากฮีอูเป็นอะไรไปล่ะก็ ไม่ใช่แค่เจ้าที่ต้องรับผิดชอบ แต่ข้าจะทำลายทุกอย่างของเชินอันให้พินาศ!

 

เชินอัน...ไม่ใช่สิ่งที่ซอนอินสนใจแม้แต่น้อย แต่กับชื่อของใครอีกคนที่ร่างสูงเอ่ยถึง มันมากพอที่จะทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาไม่หยุด

 

เจ็บ...กับคำพูดที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของตน

 

เจ็บ...กับความเป็นจริงที่ตัวเองเป็นได้แค่เชลยศึก

 

เจ็บ...กับความห่วงใยที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเขาคนนี้

 

นามของ คิมฮีอู มีค่ามากพอที่จะทำให้เขายอมตายเสียยังดีกว่าทนเห็นความรู้สึกของชองจีรยงที่มีต่อคนผู้นั้น

 

ใครจะสนเรื่องศึกสงคราม ใครจะสนเรื่องตำแหน่งของวังชอนซา ใครจะสนว่าคิมซอนอินจะอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่ ...ไม่อีกแล้ว เขาไม่อยากฟังคนทั้งแผ่นดินพูดอะไรอีก ไม่อยากได้ยินเสียงสรรเสริญของคนที่ไม่รู้จัก ไม่อยากสนใจความต้องการของชนเผ่า ไม่อยากรอวันที่แม่จะหันมาสนใจ ...ไม่ว่าตอนนี้ราชครูกำลังจะพยายามช่วยเหลืออะไรเขาอยู่ก็ตามแต่ เขาไม่ต้องการมันอีกแล้ว

 

หลังจากที่รู้ว่าหัวใจตกเป็นทาสของรัชทายาทแห่งฮานึล ซอนอินก็ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ถ้าจะรอดไปโดยไม่มีคนผู้นี้อยู่ข้างกาย สู้เขาตายไปด้วยมือของชองจีรยงเสียตอนนี้ยังดีกว่า

 

เพราะถึงอย่างไร ไม่นาน เขาจะต้องตายเพราะหัวใจของตัวเองเป็นแน่

 

ความรู้สึกที่ก่อตัวถาโถมเข้ามาหนักหน่วงจนทำให้ซอนอินรู้สึกว่าร่างกายเหมือนถูกกดทับด้วยเหล็กหนาหนักที่มองไม่เห็น ลมหายใจที่ยากจะไขว่คว้าแต่แรกก็ยิ่งเหมือนค่อยๆ ห่างไกลออกไปทุกขณะ ความร้อนในกายราวกับใกล้ถึงจุดเดือดที่พร้อมจะปะทุออกมาเผาผลาญทั้งตัวและหัวใจให้หลอมละลายหมดสิ้นทุกความรู้สึกไปเสียสิ้น

 

จะตาย...

 

“...ข้าไม่รู้ว่าราชครูปาร์คอยู่ที่ไหน แต่ถ้าเจ้าไม่เชื่อ จะฆ่าข้าตอนนี้เลยก็ตามใจเจ้า...อึก!........” ลมหายใจพลันถูกปิดกันด้วยมือหยาบใหญ่ที่กดทับลงรอบลำคอ

 

มืออ่อนแรงที่จับยึดข้อมือร่างสูงไว้สั่นน้อยๆ ซอนอินหลับตาแน่น แต่ละเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานเหลือเกินในความรู้สึกของซอนอิน นำหนักที่บีบรัดอยู่รอบคอไม่มีทีท่าว่าจะคลายลงแม้แต่น้อย

 

ในตอนที่คิดว่าจะต้องตายแล้วแน่ๆ มือคู่นั้นก็ผละออก

 

แผ่นอกบางกระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วงทันทีที่หลอดลมได้รับอิสระ ซอนอินไอออกมาไม่หยุด รู้สึกแสบลำคอไปหมด อาการคลื่นไส้ก็เริ่มตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งจนต้องโก่งคอไปด้านข้าง หากแต่ก็มีเพียงน้ำใสเหนียวหนืดออกมาจากริมฝีปากบางซีดเท่านั้น เมื่อตลอดสองวันที่ผ่านมาซอนอินไม่อาจทานอะไรได้เลยสักอย่าง

 

เส้นผมสีดำยาวแผ่สยายยุ่งไปทั่วเตียง ร่างบอบบางขดตัวกอดรอบท้องที่กำลังปั่นป่วนจนปวดไปหมดแน่น ขณะที่ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปยังโต๊ะกระจกอีกมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับแท่งหยกสำหรับบดแป้งผงในมือ

 

โดยไม่พูดอะไร จีรยงจับยึดข้อมือขาวรวบเข้าหากันด้วยปลายผ้าห่ม เขาใช้ที่เหลืออีกด้านผูกมันเข้ากับขื่อด้านบนของเตียง ทำให้ช่วงบนของร่างบางนั้นลอยสูงขึ้นจากที่นอน

 

“จะทำอะไร...” เสียงแหบพร่าเอ่ยถาม ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าอีกคนคงไม่สนใจจะฟัง

 

ซอนอินมองดูผ้าคาดเอวที่ถูกปลดออก อาภรณ์ถูกแหวกออกไปด้านข้าง ขาเปลือยเปล่าทั้งสองข้างของตนถูกแยกออกกว้าง ผ้าม่านหน้าเตียงถูกกระชากหลุดอย่างไม่ยากเย็น ก่อนถูกนำมาสอดเข้าใต้ข้อพับเข่า เมื่อขาถูกงอพับเข้าหาตัว ปลายผ้าใต้เข่าทั้งสองข้างก็ถูกผูกมัดกับขื่อของเตียงไว้เช่นเดียวกับข้อมือ ยกสะโพกบางให้สูงขึ้นเล็กน้อย ในตอนนี้ ร่างอ่อนแรงของซอนอินเกือบจะลอยอยู่รอมร่อ

 

ท่วงท่าที่ถูกจับแยกขาออก รวมถึงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย นำพามาแต่ความอับอายและความสมเพชให้แก่ซอนอินแทบทั้งสิ้น แล้วยิ่งอีกฝ่ายกำลังรุกล้ำช่องทางบอบช้ำด้วยแท่งหยกเย็นเหยียบเช่นนี้...

 

“ฮึก!!” ซอนอินกัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกถึงคาวเลือด ข้อมือที่ถูกมัดรู้สึกเจ็บไปหมดเพราะรอยช้ำเก่ายังไม่หายดี แค่ขยับนิดหน่อยน้ำตาก็ไหลรื้นออกมาแล้ว ซ้ำช่วงล่างยังถูกยัดเยียดวัตถุแปลกปลอมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ อีก ช่องทางคับแคบถูกฝืนบังคับให้เปิดรับอย่างฝืนธรรมชาติ

 

“ฮึก! เฮือก!!! เจ็บ ไม่....ไม่เอา......!!!” ยากจะหยุดร้องขอ ความรุนแรงตรงส่วนลับสายตานั้นเจ็บเกินกว่าที่ซอนอินจะยอมนิ่งเงียบได้ ความหยาบใหญ่ที่เย็นเฉียบนั้นส่งผลให้ผนังอ่อนนุ่มรู้สึกระคายเคือง ช่องทางที่ปริแยกออกจากกันอย่างกะทันหันทำให้บาดแผลเก่าที่ยังไม่หายดีฉีกขาดอีกครั้ง เลือดสีสดไหลซึมออกมา และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่คนร่างสูงดันแท่งหยกในมือให้เข้าไปลึกมากยิ่งขึ้น

 

“ไม่เอาแล้ว...หยุด...พอที เจ็บ...ฮึก.....ไม่.......

 

“ยังหรอก แค่นี้ยังไม่พอ เจ้าจะต้องเจ็บมากกว่านี้คิมซอนอิน!!!” จีรยงกดแท่งหยกไปจนเกือบสุดปลาย

 

ซอนอินกรีดร้องออกมาทันที ท่อนขาเรียวบางที่ถูกพาดห้อยสูงสั่นไม่หยุด ไม่ต่างจากเสียงแหบแห้งที่วอนขออย่างน่าสงสาร ก่อนที่ศีรษะเล็กจะหมดแรงหงายเงยลอยอยู่กลางอากาศอยู่เช่นนั้น ทว่า หยดน้ำตายังคงไหลรินลงมาไม่หยุดราวกับสายน้ำ

 

 

...เจ็บจนทนไม่ไหว ...เขาที่ทำอะไรไม่ได้เลยแบบนี้ ก็มีแต่ความเจ็บปวดรออยู่ตรงหน้าเท่านั้น

 

...บางที เขาอาจจะถูกทรมานจนตายก็ได้

 

นั่นสินะ ชองจีรยงต้องการให้เขาตาย ...นั่นเป็นสิ่งที่เขาควรจะยอมรับ อยู่อย่างไร้ค่าก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว ตายไปทั้งแบบนี้แหละ...

 

...ตายด้วยความต้องการขององค์รัชทายาทแห่งฮานึลอย่างเต็มใจ

 

 

หึ จะว่าน่าขัน หรือน่าสมเพชดีนะ คิมซอนอิน...

 

 

 

เกือบสองชั่วยามที่ร่างสูงของรัชทายาทหนุ่มนั่งมองร่างบอบบางที่ถูกตนจับมัดลอยตัวอยู่บนเตียงเช่นนั้นโดยไม่พูดหรือทำอะไร ...ทั้งน้ำตา หยดเลือด ชายหนุ่มได้แต่นั่งมองมันไหลออกมาจากกายของคนที่เป็นถึงวังชอนซาเพียงเท่านั้น

 

ไม่ได้รู้สึกอยากจะช่วย เพราะสิ่งที่เขาทำลงไปมันสมควรแล้วกับที่ฮีอูได้รับ แต่เพราะอะไร...เพราะอะไรเขาถึงรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เพราะอะไรเขาถึงรู้สึกไม่สบายใจเช่นนี้

 

คิมซอนอินเป็นเพียงเชลยของแคว้นศัตรู ต่อให้เขาทรมานมากกว่านี้ มันก็สมควรแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเคลือบแคลงใจแม้แต้น้อย ต่อให้เขาปล่อยให้คนผู้นี้ตายไปจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใดเลย

 

“หากไม่ใช่เพราะฮีอู ข้าจะต้องฆ่าเจ้าได้อย่างใจต้องการแน่” เสียงทุ้มเอ่ยบอกตัวเองราวกับต้องการหาเหตุผลมาปิดกั้นความรู้สึกบางอย่างของตนเอาไว้ ราวกับจะบอกว่าที่ตนฆ่าคนผู้นี้ไม่ได้ก็เพราะข้อต่อรองจากราชครูปาร์คยองจูที่ต้องการให้เขาแลกตัววังชอนซา กับยาถอนพิษที่ฮีอูได้รับ

 

อรุณรุ่งของวันใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่นาน จีรยงหันไปมองนกตัวน้อยที่ตีปีกบินว่อนอยู่ในกรงราวกับกำลังต่อว่าตนที่ทำร้ายร่างกายเจ้านายคนสำคัญ ก่อนจะหันกลับมายังร่างไร้สติบนเตียงอีกครั้ง

 

แท่งหยกถูกดึงออกจากส่วนลับ ทันทีที่ส่วนปลายหลุดพ้น เลือดสีแดงก็ทะลักไหลลงตามร่องหลืบหยดลงบนผ้าปูสีขาวซ้ำกับรอยเลือดแห้งกรังก่อนหน้า

 

จีรยงปลดสิ่งที่พันธนาการร่างบางออกจนหมด จับอาภรณ์รวบเข้าหากันอย่างขอไปที คว้าผ้าคลุมเตียงที่ผับซ้อนทับกันอยู่บนโต๊ะปลายเตียงขึ้นมาห่อหุ้มร่างของเชลยตลอดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะรวบร่างบางที่ยังหมดสติขึ้นพาดบ่าแล้วก้าวเดินออกจากห้อง

 

ทันทีที่เห็นองค์รัชทายาทออกมาโดยมีร่างของวังชอนซาสลบไสลอยู่บนบ่ากว้างของนายเหนือหัว นางกำนัลสาวทั้งสองก็ได้แต่สะอึกสะอื้นออกมาอย่างทำอะไรไม่ได้

 

“ฝ่าบาท พระองค์ ฮึก พระองค์จะพาองค์วังชอนซาไปที่ใดเพคะ?” ยอนอาสะอึกสะอื้นก้มหน้าถามตัวสั่น

 

“ฝ่าบาท ทรงจะทำสิ่งใดกับวังชอนซาพะย่ะค่ะ?” กึมซองที่ตามพี่ชายมาเมื่อหลายชั่วยามก่อนก็อดจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่ได้ เด็กหนุ่มเหลือบสายตามองร่างใต้ผ้าผืนหนาอย่างเป็นกังวล แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับวังชอนซามากเท่าเด็กสาวทั้งสองคน แต่ก็อดรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้

 

แต่แทนที่จะได้คำตอบ เด็กหนุ่มกลับได้คำสั่งกลับมาแทน

 

“กึมซอง เจ้าไปบอกหมอหลวงจากึนให้มาหาข้าที่นี่ ส่วนโทซอง เจ้าไปจัดเตรียมรถม้ามาให้ข้าเท่าที่จะเร็วได้” ในคราแรก ทุกคนรู้สึกโล่งอกด้วยนึกว่าจะให้หมอจากึนมาดูอาการของวังชอนซา แต่พอรัชทายาทหนุ่มเอ่ยสั่งความเรื่องรถม้า ก็มีแต่ความสงสัยงุนงงแก่ข้ารับใช้กันถ้วนหน้า

 

“ฝ่าบาท...” โทซองเปรยขึ้น ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถาม รัชทายาทหนุ่มก็ตรัสขัดเอาเสียก่อน ทำให้แฝดทั้งสองคนจำยอมที่จะต้องหยุดความสงสัยไว้เพียงเท่านั้น

 

“ได้ยินที่ข้าสั่งหรือไม่?!

 

“น้อมรับพะย่ะค่ะ!

 

 

ภายในเวลาเพียงครึ่งก้านธูป ขบวนรถม้าเล็กๆ ก็ถูดจัดเตรียมพร้อมอยู่ที่ด้านหน้าของตำหนักโยกัน พร้อมกับหมอหลวงจากึนที่ถูกเรียกตัวมาอย่างกะทันหันแต่เช้าตรู่

 

ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน ร่างของวังชอนซาก็ถูกวางลงในรถม้าที่ว่างเปล่า จีรยงปิดบานไม้ตามด้วยผืนผ้าหน้ารถม้าลง ก่อนหันไปหาเหล่าข้ารับใช้

 

 

“ข้าจะแลกตัววังชอนซากับยาถอนพิษที่ฮีอูได้รับ จากึน เจ้าต้องไปกับข้าเพื่อตรวจดูว่ายาถอนพิษเป็นของจริงหรือไม่ ส่วนเจ้า โทซอง กึมซอง ข้าต้องการให้พวกเจ้าคอยตามขบวนรถม้าไปอย่างลับๆ หากเห็นว่าเป็นกับดัก ข้าอนุญาตให้เจ้าออกคำสั่งกับกองทัพส่วนตัวของข้าได้เลย

 

“ฝ่าบาท แต่หากมันเป็นกลลวง หากฝ่าบาททรงนำรถม้าที่มีเพียงพระองค์ ท่านหมอจากึน และวังชอนซาไปเพียงเท่านี้ ต่อให้กระหม่อมเรียกทัพยอดฝีมือมาก็อาจจะไม่ทัน...” โทซองพลันขมวดคิ้วยุ่งทันที เกือบจะพร้อมๆ กับแฝดผู้น้อง เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด สำหรับเด็กหนุ่มทั้งสองแล้ว ระหว่างชีวิตของวังชอนซากับองค์รัชทายาทแห่งฮานึล พวกเขาก็เลือกที่จะอยู่ข้างผู้เป็นนายมาตั้งแต่เกิดเพียงผู้เดียว ชีวิตขององค์รัชทายาทชองจีรยงสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับยูโทซองและยูกึมซอง

 

“...ตราบใดที่คิมซอนอินยังอยู่กับข้า ราชครูนั่นคงไม่ยอมลงมือทำอะไรแน่ แต่จะประมาทไม่ได้ จนกว่าข้าจะแน่ใจเรื่องยาถอนพิษ ชีวิตของโอรสแห่งเชินอันจะต้องอยู่ภายใต้กำมือของข้า

 

“ถ้าเช่นนั้น กระหม่อมจะรีบไปเตรียมตัว ฝ่าบาทจะทรงออกเดินทางเมื่อใดพะย่ะค่ะ?”

 

“ก่อนฟ้าเปิด เราจะต้องไปถึงหุบเขาพยอนซู

 

 

นั่นหมายความว่า ภายในเวลาหนึ่งชั่วยาม พวกเขาทั้งหมดจะต้องไปถึงจุดนัดหมาย ไม่เช่นนั้น ข้อแลกเปลี่ยนที่ราชครูปาร์คยองจูเสนอไว้เป็นอันจบลง และหากยาถอนพิษเป็นกลลวง นั่นก็เท่ากับว่า ฮีอูจะต้องตาย ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม รัชทายาทหนุ่มเหลือหนทางให้เลือกไม่มากนัก

 

 

หากสุดท้ายแล้วฮีอูจะต้องตาย

 

ชองจีรยงก็สาบานได้เลยว่า คิมซอนอินจะต้องตายเช่นกัน...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

 

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up