Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 9

 

 

 

ศาลาเล็กๆ ภายในสวนจำลองของตำหนักโยกันถูกจับจองด้วยสองบุรุษหนุ่ม คนหนึ่งคือโอรสองค์รองแห่งฮานึล ส่วนอีกคน คือโอรสองค์โตแห่งเชินอัน

 

บนโต๊ะไม้กลางศาลานั้นเต็มไปด้วยขนมหวานสีสันมากมาย นางกำนัลโซยอนผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำอาหารได้พิถีพิถันบรรจงทุกชิ้นอย่างตั้งอกตั้งใจ นางรู้ว่าขนมชนิดไหนที่วังชอนซาโปรดและไม่โปรด ดังนั้น บนโต๊ะจึงมีแต่ขนมหวานที่ร่างบางไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ทั้งนั้น

 

ทั้งที่เป็นเช่นนั้น แต่ในวันนี้ดูเหมือนนายของเธอจะไม่ชอบการทานขนมอย่างที่ควรเป็น

 

ไม่ใช่แต่นางกำนัลน้อยทั้งสองที่ดูเป็นกังวลใจ แม้แต่จีมุนเองที่รู้ว่าซอนอินชอบทานขนมมากแค่ไหนยังเห็นถึงความผิดแปลกนี้

 

ร่างสูงโปร่งบอกให้สาวใช้ทั้งสองคนกลับเข้าตำหนัก เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ร่างบางที่ยืนพิงรั้วศาลา ใบหน้าหวานหม่นหมองทำเอาหัวใจของคนมองรู้สึกปวดแปลบตามไปด้วย

 

“ซอนอิน...” คำปลอบใจ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ชายหนุ่มเตรียมจะพูดกับคนตัวเล็กกว่านั้นเงียบหายไป เมื่อร่างบางหันกลับมาหาอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงหวานที่เอ่ยขึ้น

 

“พี่ชายของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่” คนพูดไม่ได้สบตาอีกฝ่าย เขาเพียงแต่เหม่อมองเลยออกไปยังบริเวณด้านข้างของตัวตำหนักที่มีบ่อน้ำตั้งอยู่

 

“แต่ที่ยิ่งกว่านั้น เป็นข้าเองที่ยอมโง่เพื่อคนผู้นั้น ทั้งที่รู้ แต่ข้าก็ไม่สนใจ” น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลแว่วหวาน ในเวลานี้กลับเต็มไปด้วยความเศร้าที่กัดกินหัวใจของคนพูดจนเป็นบาดแผลที่ยากจะรักษา ซอนอินเลื่อนสายตาขึ้นสบกับนัยน์ตาเรียวคมที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของจีมุน “...เจ้าก็คิดว่าข้าโง่สินะ?”

 

“ไม่มีคำว่าโง่สำหรับหัวใจของมนุษย์” มือเรียวยาวเกี่ยวเส้นผมสีดำนุ่มลื่นของคนตรงหน้าอย่างเอ็นดู ยิ่งอยู่ใกล้คนคนนี้มากเท่าไหร่ จีมุนก็เห็นแต่ความเป็นเด็กที่ไร้มลทินของซอนอินมากเท่านั้น “ซอนอิน ข้าไม่อยากเห็นเจ้ามีสีหน้าอย่างนี้เลย หากความรู้สึกของซอนอินที่มีต่อเสด็จพี่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ถ้าเช่นนั้น เจ้าหยุดมันเสียตอนนี้จะได้ไหม?”

 

มือของคนพูดเลื่อนลงกอบกุมมือเล็กทั้งสองไว้ “หยุดความรู้สึกไว้ก่อนที่ซอนอินจะเจ็บไปมากกว่านี้” จีมุนจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของซอนอิน “ตั้งแต่ที่ข้าจำความได้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเสด็จพี่ก็คือ คิมฮีอู ดังนั้น สิ่งที่เสด็จพี่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างที่ผ่านมาสามสี่วันก่อนนั้น มันทำให้ข้ารู้สึกปวดใจทุกครั้ง เพราะข้ารู้ว่า สักวัน เจ้าจะต้องเจ็บเพราะพี่ชายของข้า”

 

จีมุนกระชับมือเล็กที่กอบกุมอยู่ให้แน่นขึ้น

 

“ข้าชอบเจ้าซอนอิน และข้าก็ไม่ได้หวังที่จะเห็นเจ้าเจ็บ...หัวใจของเจ้า ให้เป็นข้าได้ไหม?”

 

คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมาทำเอาร่างบางเบิกตาโตอย่างตะลึง ด้วยไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะมีความรู้สึกเช่นนั้นกับตน ซอนอินไม่เคยมองจีมุนมากไปกว่าเพื่อนที่ถูกใจ และแน่นอน ซอนอินไม่เคยมองชองจีรยงมากไปกว่าคนใจร้ายที่จับตนมาเป็นเชลย ถึงจะมีความรู้สึกพิเศษกับคนผู้นั้นมากแค่ไหน แต่ซอนอินก็ยังไม่เข้าใจมันดีพอ รู้แค่ว่าชอบสัมผัสของคนผู้นั้น และไม่ชอบที่คนผู้นั้นไปสัมผัสใครคนอื่น นั่นเพราะซอนอินไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความรัก

 

ที่รู้สึกเสียใจอยู่ตอนนี้ ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าของเล่นชั่วครั้งชั่วคราว จีรยงเห็นเขาเป็นนางบำเรอหรืออย่างไรกัน ถึงได้คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป ไม่สนใจความรู้สึกของเขาแม้แต่น้อย พอคนคนนั้นไม่อยู่ ก็มายุ่งวุ่นวายกับเขา และพอคนคนนั้นกลับมา ก็ไม่คิดจะมาให้เขาเห็นหน้าเลยสักครั้ง

 

ทว่า สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ซอนอินรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังยอมปล่อยไปตามความต้องการของตัวเอง แต่ไรมา จีรยงไม่เคยชอบหรือสนใจเขาอยู่แล้ว ซ้ำยังเกลียดกันด้วยซ้ำ รุนแรงกับเขา ไม่เคยคิดจะพูดดีด้วยเลย แต่เพราะอย่างนั้น พอจีรยงมาทำดีด้วย อ่อนโยนด้วย เขาถึงได้หลงใหลไปกับสิ่งเหล่านั้น ผลสุดท้ายที่เขาเจ็บเช่นนี้ มันก็สมควรแล้ว

 

หึ คิมซอนอิน เจ้าเป็นเชลยให้ฮานึลไม่พอ เจ้ายังจะเป็นของเล่นยามว่างให้กับชองจีรยงอีกด้วย

 

อาการเงียบไปของร่างเล็กยังผลให้อีกคนจุดรอยยิ้มบาง เห็นสีหน้าว่าไม่เคยคิดอะไรกับเขาถึงขั้นนั้นแล้วก็ได้แต่นึกผิดหวังเล็กๆ ในใจ ยิ่งเห็นว่าซอนอินแสดงออกถึงความไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ดีนัก เขาก็ยิ่งไม่อาจปล่อยซอนอินไปให้ใครอื่นได้มากเท่านั้น หากจะมีใครสักคนที่ได้ครอบครองหัวใจที่ทั้งสวยงามและใสบริสุทธิ์ของคนคนนี้ ก็อยากจะให้เป็นเขาเพียงคนเดียวที่ได้เป็นเจ้าของ

 

“ทานขนมกันดีกว่านะ เดี๋ยวจะชืดไปเสียหมด

 

“อ่ะ อื้อ!” ซอนอินรีบตอบรับทันทีเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องพูด เขานั่งลงตามแรงจูงของจีมุน เสียงพูดคุยเบาๆ และเสียงหัวเราะลอยเอื่อยออกมาจากศาลาตลอดทั้งช่วงบ่าย ระหว่างที่นั่งพูดคุยกันนั้น ซอนอินก็นึกขอบคุณสวรรค์ที่ส่งจีมุนมาอยู่ที่ฮานึล ไม่อย่างนั้นเขาคงได้เหงาตายแน่ อย่างน้อย จีมุนก็ทำให้เขาสบายใจทุกครั้งที่อยู่ด้วย

 

แต่ว่าเรื่องที่จีมุนชอบเขานี่สิ อืม...มันยังไงกันนะ?

 

 

 

หากจะให้นั่งนับวันกันจริงๆ จังๆ แล้วล่ะก็ ซอนอินสามารถตอบได้ทันทีเลยว่าชองจีรยงหายไปจากตำหนักโยกันทั้งที่ก่อนหน้านี้มาบ่อยถึงขนาดนั้นไปแล้วราวๆ 5 วันไม่ขาดไม่เกิน ที่ตอบได้ชัดเจนเช่นนี้ เพราะซอนอินเองนั่นแหละที่คาดหวังอยู่ทุกวี่วันว่าจะได้เจอกับคนผู้นั้น เมื่อตอนบ่ายแก่ๆ หลังจากที่จีมุนกลับไปแล้ว ซอนอินก็มานั่งแหมะอยู่ในห้องนอนริมหน้าต่างเช่นเดิมเพื่อคุยกับเจ้านกตัวน้อย ดูท่าว่า พอกลับไปเชินอันเมื่อใด เขาคงได้ภาษานกมาเพิ่มแน่ๆ

 

นั่งเล่นอยู่ไม่นาน ท้องฟ้าก็เข้ายามสิบ ช่วงหัวค่ำเช่นนี้คือช่วงเวลาที่ตำหนักโยกันเตรียมสำรับอาหารเย็น ซอนอินที่นั่งเอื่อยอยู่ริมหน้าต่างนานสองนานจึงลุกขึ้นบิดกายไล่ความเมื่อยตามร่างกายออกไป เขาเดินออกจากห้องไปด้วยท่วงท่าเรียบเรื่อยอย่างคนที่ไม่มีแก่ใจจะทำอะไรทั้งนั้น

 

“วังชอนซา...

 

เสียงเล็กๆ ที่เอ่ยเรียกนั้นทำเอาดวงหน้าสวยของคนที่ก้มหน้าก้มตาเดินรีบผงกขึ้นมองเจ้าของเสียงทันที ดวงตาสีนิลมองสบกับชายหนุ่มรูปร่างเล็กบาง ส่วนสูงน่าจะไม่ต่างจากเขามากนัก แต่ก็ยังเรียกว่าตัวเล็กกว่าเขา ไม่ต้องใช้เวลาคิดนานนักว่าคนคนนี้เป็นใคร ซอนอินก็รู้ในทันที

 

“คุณชายฮีอู?”

 

รอยยิ้มบางที่ฉายอยู่บนใบหน้าหวานนั้นแทนความหมายว่าคนร่างบางเข้าใจถูกแล้ว ฮีอูเดินเข้าไปใกล้ผู้ที่เป็นเจ้าของตำหนักอยู่ในตอนนี้

 

“ให้หม่อมฉันร่วมโต๊ะกับท่านได้หรือไม่องค์วังชอนซา?”

 

ความตกตื่นและความมึนงงยังไม่ทันจะได้จางหายที่เห็นคนตรงหน้า คำถามแบบสายฟ้าแลบก็พุ่งตรงมาเสียนี่ ซอนอินอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงพร้อมรอยยิ้มสวยที่มีให้ฝ่ายนั้น ทั้งที่ในใจแทบจะยิ้มไม่ออกเลยสักนิด

 

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างเงียบเชียบเสียยิ่งกว่าตอนทานคนเดียว เพราะซอนอินมักจะหาเรื่องชวนนางกำนัลสาวทั้งสองคุยเล่นเสมอ แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคน

 

เนื้อไก่ต้มที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ในถ้วยส่วนตัวของซอนอินยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย เนื่องจากซอนอินเป็นคนชอบทานไก่ต้มมากเป็นพิเศษ นางกำนัลน้อยนั้นรู้ดีว่านายของเธอจะต้องวุ่นวายกับการฉีกไก่ไว้เยอะๆ ก่อนแล้วค่อยทาน นางจึงจัดการไว้ให้เสร็จสรรพเช่นนี้จนเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้นายของเธอไม่ได้สนใจอาหารจานโปรดนั้นแม้แต่น้อย

 

ในขณะที่ซอนอินยังกลืนอะไรไม่ค่อยลง ฮีอูกลับทานอาหารได้อย่างไม่มีสะดุด ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่บนโต๊ะอาหารไม่นานนัก เมื่อเห็นคนตัวเล็กทานเสร็จ ซอนอินก็บอกให้นางกำนัลเก็บสำรับทันที เพราะต่อให้นั่งต่อไป ตนก็ทานอะไรไม่ลงอยู่ดี

 

“ไม่ทราบว่า คุณชายฮีอูมาหาข้า มีเรื่องอะไรกับข้างั้นหรือ?” เป็นซอนอินที่หมดความอดทนต่อบรรยากาศที่แสนอึดอัดก่อน

 

คนถูกถามละสายตาจากเชิงเทียนที่มุมห้องแล้วมองสบนัยน์ตาคู่สวยของคนตรงหน้า “เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันไหม?”

 

ซอนอินย่นคิ้วเข้าหากันทันทีเมื่อถูกชวนไปเดินเล่น “เอ่อ...คือ ข้าออกไปไม่ได้หรอก” ขณะที่เอ่ยตอบ ในใจก็ลุ้นว่าคนตัวเล็กคนนี้จะรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตนบ้างนอกเหนือไปจากการเป็นราชทูตที่ถูกดูแลอย่างดีด้วยการมีทหารเวรยามเฝ้าอยู่รอบรั้วตำหนักอย่างแน่นหนา...จนเกินพอดีเช่นนี้

 

แน่นอนว่าฮีอูรู้ตั้งแต่แรกแล้ว จากตำแหน่งที่เป็นถึงคนสนิทของชองจีรยง ใครเล่าจะกล้าไม่ตอบความจริงเมื่อครั้งที่ฮีอูเอ่ยถามทหารม้าเร็วเมื่อคราวนั้น

 

“แค่ตรงสวนจำลองของตำหนักนี้ก็ได้” ฮีอูไม่ได้แสดงสีหน้าเอะใจต่อคำตอบที่แฝงความนัยไว้ของอีกฝ่าย เขาระบายยิ้มที่ซอนอินคิดว่ามันช่างดูนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เคยเห็นให้ แล้วออกเดินนำหน้าเมื่อเจ้าของตำหนักพยักหน้าน้อยๆ

 

ถึงจะบอกว่าเป็นการเดินเล่น แต่เพราะสวนจำลองในตำหนักโยกันนั้นเล็กนิดเดียว สระบัวนั้นก็เป็นเพียงบ่อน้ำตื้นที่กว้างกว่าศาลาริมสระไม่มากมายนัก แต่ก็ยังมีที่กว้างพอที่ปลาสีส้มตัวใหญ่สองตัวจะแหวกว่ายได้อย่างสบาย ทั้งสองคนจึงลงเอยด้วยการนั่งรับลมเย็นภายในศาลา

 

ซอนอินรู้สึกเกร็งไปทั้งตัวยามที่ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองตนอย่างจงใจ ถึงจะไม่ใช่สายตาคุกคาม ซ้ำยังเป็นสายตาใสซื่อด้วยซ้ำ แต่ซอนอินเดาไม่ออกเลยว่าคนตรงหน้าต้องการสิ่งใด หรือคิดอะไรอยู่

 

“ท่านงดงามจริงๆ องค์วังชอนซา

 

“เอ๋?” ถูกชมเอาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซอนอินถึงกับงงทำตัวไม่ถูก

 

ฮีอูมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มให้กับท่าทางน่ารักนั้น เขาพอจะรู้จากใครหลายคนว่าคิมซอนอิน โอรสองค์โตแห่งเชินอันนั้นมีรูปโฉมงดงามเพียงใด แต่หากจะให้ฟังเพียงอย่างเดียว คงเทียบไม่ได้เลยกับการได้เห็นด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่งดงาม หากแต่ยังสวยราวกับรูปภาพสรรค์สร้างจากจิตรกรฝีมือดีที่มีปณิธานถึงความหมายของภาพเป็นทูตสวรรค์ผู้มีความงามหาใดเปรียบ

 

ดวงตากลมโตราวกับเนตรที่เปล่งประกายของหงส์แสนงามผู้ร่ายรำอยู่บนผืนทิฆัมพรอันกว้างใหญ่ไพศาล รูปร่างบอบบางชวนให้ผู้พบเห็นอยากปกป้องไว้ด้วยชีวิต หรือแม้กระทั่งบอบบางจนอยากจะทำลายลงด้วยมือของผู้ที่พบเจอ เรียกได้ว่า คิมซอนอินผู้นี้ มีความงามอย่างหาใครเปรียบได้จริงๆ

 

ร่างเล็กจ้องมองวังชอนซาด้วยสายตาชื่นชม หากแต่ในใจของเด็กหนุ่มแล้วกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากก้อนเนื้อที่บีบรัดเข้าหากันอย่างสุดแสน

 

...มิน่าเล่า คนผู้นั้นถึงได้ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยคนคนนี้...

 

...ยอมทำแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาจะรู้สึกเช่นไรหากรับรู้ความจริง...

 

 

 

...ยองจู ท่านไม่เคยชอบเราเลยใช่ไหม?...

 

 

 

“เอ่อ...เจ้าทำข้าอายนะ” ซอนอินหัวเราะแก้เก้อ มือเรียวภายใต้ชายเสื้อสีขาวยกขึ้นเกาหัวอย่างวางตัวไม่ถูก “ความจริงแล้วควรจะเป็นข้าที่ต้องชมว่าเจ้าเป็นบุรุษผู้งดงามมากกว่า ข้าไม่เคยเห็นชายคนไหนน่ารักได้เท่าเจ้าเลยนะ!” ซอนอินพูดความจริงอย่างที่สุด จากสายตาของเขา ฮีอูเป็นผู้ชายที่ดูไม่ออกเลยว่าตามจริงแล้วอาจเป็นผู้หญิงก็ได้! ก็ทั้งรูปร่างเล็กบาง เอวเล็กนิดเดียว ซ้ำใบหน้ายังหวานเสียขนาดนี้...ก็ถูกต้องแล้วล่ะที่คนปากร้ายผู้นั้นจะมีเพียงคนผู้นี้ในใจ พอนึกถึงตรงนี้ ในอกของซอนอินก็รู้สึกเหมือนมีอะไรแล่นผ่านให้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา

 

จังหวะที่คนทั้งสองกำลังตกอยู่ในห้วงความรู้สึกของตนเองอย่างไม่รู้ตัวนั้น ร่างสูงของใครคนหนึ่งได้เดินเข้ามาในเขตตำหนักโยกันพร้อมทหารติดตามอีกจำนวนหนึ่ง

 

แสงไฟจากโคมถือของทหารสองนายที่เดินนำหน้าทำให้คนในศาลารู้สึกตัว

 

ซอนอินรีบหันไปมองยังทิศทางนั้นทันทีด้วยรู้ว่าเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามามากมายนั้นเป็นขบวนผู้ติดตามของใคร และก็จริงดั่งใจคิด ชองจีรยงกำลังเดินเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนน่าจะเรียกว่ารีบร้อนเสียมากกว่า

 

“ไม่ยักรู้ว่าเจ้าอยากมาหาวังชอนซา คิมฮีอู” น้ำเสียงทุ้มฟังเรียบนิ่ง เยือกเย็น

 

ร่างสูงหยุดยืนอยู่ห่างจากศาลาไม่มากนัก เขาเหลือบสายตามองซอนอินเพียงแวบเดียว ก่อนจะเดินเข้าไปจับมือของฮีอูให้ลุกขึ้นยืน “ค่ำมืดแล้ว เหตุใดเจ้ายังมานั่งเล่นอยู่ที่นี่

 

ดูเหมือนฮีอูจะรู้อยู่แล้วว่าร่างสูงต้องมาตามหาจึงไม่ได้แสดงท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เขาเงยหน้าขึ้นมององค์รัชทายาทผู้เป็นดั่งทุกสิ่งของชีวิตเสมอมา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส “หม่อมฉันสงสัยว่าผู้ที่องค์รัชทายาทถึงกับแวะเวียนมาหาไม่ขาดในช่วงที่หม่อมฉันไม่อยู่จะเป็นคนเช่นไร จึงได้มาที่ตำหนักนี้ แต่ยังไม่ได้คุยอะไรมากนัก ฝ่าบาทก็มาเสียก่อน

 

จีรยงหันไปมองคนร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ “แล้วเจ้าว่าเป็นเช่นไรล่ะ ฮีอู?”

 

“วังชอนซาเป็นคนสวย” ฮีอูตอบทันทีพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ

 

“แล้วยังไงอีก” ดวงตาคมยังไม่ละไปจากดวงหน้าสวยของหงส์งามที่ตีสีหน้าเรียบนิ่งอย่างไม่สมกับเป็นเจ้าตัว

 

“หากหม่อมฉันเป็นฝ่าบาท หม่อมฉันจะต้องชอบวังชอนซาเป็นแน่

 

“เหลวไหล” ใบหน้าขององค์รัชทายาทหันกลับมามองคนตัวเล็กข้างกาย เขาวาดวงแขนโอบเอวคอดให้เข้ามาใกล้แล้วก้มใบหน้าเข้าประชิดปลายจมูกได้รูป “เหตุใดข้าต้องชอบผู้อื่น ในเมื่อข้ามีเจ้าอยู่แล้วทั้งคน?”

 

ฮีอูไม่ได้เอ่ยอะไรต่อจากนั้น หรืออันที่จริง เพราะเขาไม่สามารถเอ่ยอะไรได้อีกในเมื่อริมฝีปากถูกครอบครองแนบสนิทจากคนตัวสูง

 

ราวกับถูกสาดด้วยน้ำที่เย็นเฉียบ ซอนอินคว้าขอบเก้าอี้ไว้เป็นหลักยึดไม่ให้รู้สึกหน้ามืดไปเสียก่อน เรี่ยวแรงเหมือนจะหายไปอย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่ในใจกำลังรู้สึกหวั่นไหวและสับสน แต่เมื่อดวงหน้าขององค์รัชทายาทผละจากคนข้างกายแล้วหันมาทางเขา ซอนอินก็ตีสีหน้าเรียบนิ่งจ้องสายตาตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังยิ้มให้คนทั้งคู่อีกด้วย

 

“หากพวกเจ้าสองคนอยากจะอยู่ดูดาวบนฟ้าที่นี่ ก็เชิญตามสบายนะ ข้าต้องขอตัวก่อน

 

จีรยงแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ตอนที่ร่างบางเดินกลับเข้าไปในตำหนัก ต่อให้แสร้งตีหน้าเรียบอย่างไร เขาก็ดูออกว่าเชลยของเขากำลังรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ดูจากอาการเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรงนั่นอย่างไรเล่า!

 

ด้วยความที่นึกถึงหน้าสวยๆ นั้นจะดูน่ามองมากแค่ไหนเมื่อเจ้าตัวแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ ทำให้ริมฝีปากหยักเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

 

ขณะที่ฮีอูจ้องมองรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่วางตา ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว ใช่ว่าเขาจะคิดไปเองว่าองค์รัชทายาทจะสนใจวังชอนซา เพราะเขาไม่เคยเห็นว่าคนคนนี้จะให้ความสนใจหญิงงามหรือเด็กหนุ่มคนใดถึงขนาดต้องไปหาติดกันทุกวัน ที่มาที่นี่ก็เพื่อให้ความมั่นใจกับตัวเองเท่านั้น

 

ไม่รู้ว่า องค์รัชทายาท จะทรงรู้สึกตัวไหมนะ ว่าพระองค์กำลังรู้สึกเช่นไรต่อวังชอนซา...

 

 

 

หลังจากที่ได้แกล้งหงส์งามอย่างพออกพอใจแล้ว จีรยงก็พาฮีอูกลับมายังตำหนักของตน

 

ขณะที่โอบกอดร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนด้วยร่างกายเปลือยเปล่าที่แนบสนิทกัน เสียงทุ้มที่ไม่มีเค้าของความเหนื่อยทั้งที่ปลดปล่อยในร่างกายหอมหวานของคนในวงแขนไปแล้วถึงสามครั้งได้เอ่ยผ่านความมืดสลัวภายในห้อง

 

“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้าจะชอบวังชอนซา?”

 

ดวงหน้าหวานเชื่อมแสงยามเหนื่อยอ่อนต่อกิจกรรมเมื่อครู่แนบซบอยู่กับอกหนา โดยมีมือใหญ่ลูบเส้นผมของเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยนเช่นทุกครั้ง “หากฝ่าบาทไม่พอพระทัย หม่อมฉันจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก

 

“เจ้าไม่ได้ตอบคำถามข้า ตอนนี้ข้าอยากฟังความเห็นของเจ้า

 

วงแขนเล็กที่โอบกอดเอวหนาเลื่อนขึ้นมายังบริเวณแผงอกกว้าง ฝ่ามือเล็กวางทาบอยู่ที่ตรงนั้น “พระองค์ชอบพอใครเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะหญิงงามพวกนั้น หรือแม้แต่หม่อมฉันเอง...

 

“เจ้าไม่เหมือนคนพวกนั้น ฮีอู

 

รอยยิ้มบางฝืนระบายในความมืดเมื่อถูกเสียงทุ้มเอ่ยแทรก “...หม่อมฉันอาจไม่เหมือนคนพวกนั้น แต่กับวังชอนซา ฝ่าบาทจะทรงคิดเช่นไร?”

 

“เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่?” เสียงทุ้มฟังห้วนจัด ร่างสูงที่นั่งเอนพิงหัวเตียงอยู่นั้นจับให้คนตัวเล็กลุกขึ้นนั่งหันหน้าเข้าหากัน

 

ฮีอูมองสบสายเนตรคมกร้าวดุจสายตาของมังกรที่น่ากลัว หากแต่สำหรับฮีอู คนตรงหน้านี้มีแต่ความอ่อนโยนและใจดีต่อตนเสมอมาเพียงเท่านั้น “ตั้งแต่เด็ก หม่อมฉันและฝ่าบาทถูกจับให้อยู่ด้วยกันเสมอ ฝ่าบาทเคยคิดบ้างไหมว่า ในวันข้างหน้า ฝ่าบาทจะต้องอภิเษกสมรส หรือเจอคนที่พระองค์อยากจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ให้กับคนผู้นั้น แม้กระทั่งหัวใจของพระองค์ก็ตาม

 

“ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้า คิมฮีอู” จีรยงจ้องร่างเล็กเขม็งด้วยรู้ความหมายถึงสิ่งที่ได้ฟัง ที่พูดออกมาทั้งหมดก็เพราะคนตรงหน้าอยากจะให้เขาปล่อยมืออย่างนั้นสินะ

 

...คิดจะให้ข้าปล่อยเจ้าไปให้คนอื่นที่ไม่ใช่ข้าน่ะหรือ? ข้าไม่มีวันยอม!

 

ร่างสูงใหญ่ดันคนตัวเล็กกว่าลงกับเตียงอีกครั้ง รัชทายาทหนุ่มเคลื่อนกายขึ้นทาบทับเรือนกายบอบบางนั้นอย่างไร้ความอ่อนโยนเช่นเมื่อหัวค่ำ เขากดริมฝีปากฝังรอยขบกัดลงกับลาดไหล่เล็กจนเกิดรอยเลือดซิบ ราวกับจะตอกย้ำตราตรึงให้เจ้าของร่างนั้นได้รู้ว่าใครกันที่เป็นเจ้าของร่างกายนี้ ฝ่ามือหยาบหนาจับข้อเท้าเล็กยกขึ้นพาดบ่าแล้วยัดเหยียดความต้องการเข้าสู่ช่องทางบวมช้ำภายในคราวเดียวโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่

 

“ฮึก!! อ๊า!!!”

 

ฮีอูกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บที่แล่นปราดจากเบื้องล่างไปสู่ทุกเส้นประสาททั่วทั้งกาย ดวงตาหวานเอ่อคลอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเม็ดใส มือเล็กไร้เรี่ยวแรง สมองพร่าเลือนด้วยความปั่นป่วนที่พลุ่งพล่าน ยามที่ร่างกายถูกชักนำไปอย่างไม่สิ้นสุด ก่อนสติจะหลุดลอย เสียงทุ้มประโยคสุดท้ายก็ได้บาดลึกลงไปในหัวใจของเขาเป็นแผลฉกรรจ์ที่ไม่มีทางรักษา

 

 

 

“เจ้าเป็นของข้า คิมฮีอูเกิดมาเพื่อเป็นของของข้า ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองเจ้านอกจากข้า จำเอาไว้!!!”

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

วันรุ่งขึ้น หลังเสร็จว่าราชกิจกับเหล่าขุนนางฝ่ายต่างๆ รัชทายาทหนุ่มก็ได้เรียกให้องครักษ์ยูโทซองมายังห้องทรงอักษรเพื่อรายงานผลของการติดตามสายลับของเชินอัน

 

โทซองเอ่ยถึงสายลับคนหนึ่งที่เข้าเขตฮานึลคนล่าสุด ก่อนหน้านั้นไม่มีเคยหาตัวผู้ที่ลักลอบเข้ามาได้เลย ดังนั้นการจับคนผู้นี้ได้จึงถือเป็นเบาะแสสำคัญที่จะใช้ตามรอยพวกแรกเจอ แต่โทซองกลับไม่ได้ความอะไรจากชายต่างแคว้นผู้นั้นแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจอช้าไป ชายคนนั้นเพียงแค่นำสารมาส่งกับใครคนหนึ่งได้สำเร็จแล้ว เมื่อเขาถามอย่างคาดคั้น คนผู้นั้นก็วิ่งเข้าหาดาบของทหารเพื่อปลิดชีพตัวเองตายไปเสียก่อน

 

“...แต่กระหม่อมยังสงสัย” สีหน้าของเด็กหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย “ตอนที่กระหม่อมกับกึมซองไปรับคุณชายฮีอูที่บ้านตระกูลคิม กระหม่อมได้ไถ่ถามอาการของคิมฮโยซูว่าเป็นเช่นไรบ้างแล้ว ท่านหญิงคิมเธอบอกว่าลูกสาวของนางหายเป็นปกติได้หลายวันแล้ว กระหม่อมไม่เข้าใจว่า เหตุใดคุณชายฮีอูถึงประสงค์กลับวังช้านักจึงเผลอถามนางออกไปตรงๆ ไม่นึกว่าท่านหญิงคิมจะคิดวิตกเรื่องนี้เช่นกัน ทำให้กระหม่อมได้รู้ว่าคุณชายฮีอูถูกปองร้าย และคนที่มาช่วยคุณชายไว้ก็คือสาเหตุที่ทำให้คุณชายปฏิเสธจะกลับเข้าวังตามกำหนดการเดิม”

 

“คนผู้นั้นเป็นใคร

 

“กระหม่อมไม่ทราบพะย่ะค่ะ คุณชายฮีอูไม่ได้บอกอะไรกับท่านหญิงคิมเลย...นอกไปจากรู้ว่า ชายคนนั้นเป็นคนต่างแคว้นพะย่ะค่ะ

 

“เชินอัน” สุรเสียงทุ้มหลุดออกจากริมฝีปากหนาทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าขององครักษ์คนสนิท ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงบานหน้าต่าง ใบหน้าคมเคร่งเครียดขึ้นอย่างใช้ความคิด

 

จากที่เคยสืบรู้มา ราชครูปาร์คยองจูผู้เป็นคนดูแลวังชอนซานั้นแต่เดิมเป็นคนของชนเผ่าชินซองซึ่งอยู่อย่างสันโดษในหุบเขาแทบชายแดนของเชินอัน ถึงจะเรียกไม่ได้ว่าชินซองอยู่ในความปกครองของเชินอันเต็มตัว แต่จากที่องค์ราชินีของเชินอันนั้นเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าชินซอง ทำให้ในตอนนี้ชินซองและเชินอัน ถือเป็นคนแคว้นเดียวกัน กระนั้นแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีใครทราบความเป็นอยู่ของชนเผ่าชินซองมากไปกว่าเรื่องทั่วไปในการดำเนินชีวิต ความลับมากมายของคนในหุบเขาชินซองนั้นยังคงเป็นปริศนาแก่คนภายนอกจนถึงบัดนี้

 

คนที่ลักลอบเข้าฮานึลมา คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากปาร์คยองจู จีรยงให้คำตอบกับตัวเองอย่างมั่นใจ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ความสามารถที่ฝ่ายนั้นถนัดล่ะคืออะไร? เข้าหาฮีอูเพื่ออะไรกัน หากจะใช้วิธีลักพาตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเชลยฝ่ายนั้นก็ย่อมทำได้ แต่อาจต้องเสี่ยงกับข้อตกลงการทำศึก หรือเพราะหนทางการหลบหนีโดยมีอีกคนเป็นภาระนั้นไม่ง่ายดายนักฝ่ายนั้นถึงได้ไม่เลือกใช้วิธีนี้ ...ยิ่งคิด องค์รัชทายาทหนุ่มก็ยิ่งมองไม่เห็นถึงคำตอบ

 

...คนผู้นั้นต้องการจะทำอะไรกันแน่...

 

ไม่สิ ราชครูนั่นต้องทำอะไรบางอย่างกับฮีอูไม่ผิดแน่ แต่มันคืออะไรกัน เพียงแค่คิดว่าคนสำคัญถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ รัชทายาทหนุ่มก็รู้สึกทนไม่ได้ ยิ่งคิดถึงคำพูดของฮีอูเมื่อคืนด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งปล่อยไปไม่ได้!

 

 

 

“คอยให้คนเฝ้าไว้ หากเชินอันส่งใครมาอีก คราวนี้อย่าให้พลาด เจ้าออกไปได้แล้ว” หลังจากที่สั่งความเสร็จ ร่างสูงก็เดินกลับไปตรวจรายงานบนโต๊ะอีกครั้ง คล้อยบ่าย การตรวจรายงานจากเหล่าขุนนางตามสาขาต่างๆ ก็ได้สิ้นสุดลง จีรยงมุ่งหน้าออกจากห้องทรงอักษรโดยมีจุดหมายเป็นตำหนักโยกัน

 

เป็นเพราะชายหนุ่มร่างสูงนั้นห่างหายจากการมาเยี่ยมเยือนเชลยคนสวยเสียหลายวัน พอเขาปรากฏตัว คนในตำหนักจึงแสดงท่าทางไม่คาดคิดมาก่อน นางกำนัลน้อยทั้งสองรีบถวายความเคารพก่อนจะพากันไปจัดเตรียมน้ำชาให้กับแขกคนสำคัญ โดยที่ร่างบางเจ้าของตำหนักในเวลานี้นั้นยังไม่เอ่ยคำทักทายต่อคนตรงหน้าแต่อย่างใด

 

เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยกับท่าทางนิ่งเฉยของอีกฝ่าย จีรยงเดินเข้าใกล้ร่างบางอย่างต้องการดูปฏิกิริยาตอบโต้ แต่ซอนอินก็ไม่ได้ขยับถอยแต่อย่างใด ริมฝีปากหยักยกยิ้มเล็กน้อยอย่างนึกสนุกที่จะได้เห็นว่าคนสวยจะทำอย่างไรหากเขารุกมากกว่านี้

 

“อ่ะ” ซอนอินร้องออกมาอย่างตกใจ ถูกฉุดให้จมอยู่ในอ้อมกอดอย่างกะทันหัน เป็นใครก็คงทนเฉยไม่ได้ ซอนอินพยายามขืนกายออกจากวงแขน ใช้ทั้งหน้าผากทั้งมือพยายามดันอกกว้างให้ออกห่าง

 

ดูแล้วก็เหมือนเด็กขี้งอนที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับคนชอบแกล้งอย่างไรอย่างนั้น

 

จีรยงดูจะพอใจกับการตอบสนองครั้งนี้ของหงส์งามไม่น้อย แต่ก็ยังไม่มากพอ เขารวบเอวบางเข้าแนบมากขึ้นพลางก้มลงกระซิบใกล้ใบหูนุ่มให้ผิวแก้มเนียนแดงปลั่งขึ้นสีจัด

 

“เหตุใดองค์วังชอนซาทรงเย็นชากับหม่อมฉันถึงขนาดนี้เล่า?” จีรยงยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบผิวแก้มแดงของคนที่ก้มหน้าชิดอกของเขาอย่างหยอกเย้า “...หรือที่ผ่านมา หม่อมฉันกับท่านยังสนิทกันไม่มากพอ?” ขณะที่พูด มือข้างที่ลูบผิวแก้มอยู่เมื่อครู่นั้นได้เลื่อนลงยังช่วงเอวคอด วนเวียนอยู่แถวสะโพกมนเพียงครู่ ก่อนที่มือหนาข้างนั้นจะสอดผ่านเข้ารอยแยกของอาภรณ์สีขาวบริเวณต้นขาเนียนลื่น

 

“ปล่อย!” คำแรกที่เอ่ยออกมานั้นเจือไปด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง หากแต่ก็ยังฟังหวานหูคนร่างสูง

 

“แน่ใจนะว่าเจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?” สรรพนามที่ถูกเปลี่ยนมาเรียกเช่นเดิมนั้นมาพร้อมกับน้ำเสียงที่ทรงอำนาจต่างจากการเย้าแหย่ในประโยคแรก ร่างสูงเพิ่มน้ำหนักลงกับต้นขานุ่มมือใต้อาภรณ์นั้นมากขึ้น จนร่างบางสั่นน้อยๆ

 

“เอามือของเจ้าออกไปนะ!” ปลายเสียงหวานสั่นจนรู้สึกได้ มือเล็กกำเสื้อคนตรงหน้าแน่นอย่างต้องการบังคับร่างกายไม่ให้คล้อยตาม แค่จูบธรรมดาก็จะแย่อยู่แล้ว หากจีรยงยังสัมผัสเขามากกว่านี้ไม่พ้นสุดท้ายคงเป็นเขาเองที่ปฏิเสธคนคนนี้ไม่ได้

 

เอาเข้าจริง เวลานี้ซอนอินก็ปฏิเสธชองจีรยงไม่ได้อยู่แล้ว ที่ไม่อยากจะยุ่งด้วยอีกก็เพราะกลัวว่าหากนานวันเข้า ความรู้สึกของเขาจะยิ่งน่ากลัวมากขึ้น หากการโอนอ่อนคล้อยตาม แปรเปลี่ยนเป็นความต้องการจนขาดไม่ได้ วันนั้นคิมซอนอินคงได้เจอความเจ็บปวดครั้งใหญ่แน่

 

ถ้าคิดจะทรมานกัน ขอเป็นแค่ร่างกาย ไม่ใช่หัวใจได้ไหม...

 

“เป็นอะไรไป? นึกกลัวขึ้นมาหรือไง?” จีรยงมองคนที่หยุดขัดขืนในวงแขน เขาละมือออกจากต้นขานุ่มแล้วจับปลายคางมนให้เงยขึ้นสบตา ทว่าดวงตาสวยไม่จ้องมองตอบ “หรือเจ้ากำลังคิดว่าข้าสนใจเจ้าจริงๆ ถึงได้ยอมยืนนิ่งอย่างนี้?”

 

คำพูดนั้นทำให้นัยน์ตาสีนิลตวัดมองอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางเม้มแน่นก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เคยแม้แต่จะชายตาแลเชลยต่างแคว้นอย่างข้า แต่ก็อย่างที่เจ้าเคยบอก ข้าจะทำอะไรได้ในเมื่อมันเป็นความต้องการของเจ้า บอกไว้ก่อนเลยนะชองจีรยง ต่อให้เจ้าทรมานข้าแค่ไหน ข้าก็ไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่เจ้าทำแม้แต่น้อย เพราะข้ารู้ดีว่าคนอย่างเจ้ามันร้ายกาจและต่ำช้าแค่ไหน!!” ออกจะพูดเกินไปสักนิด แต่ตอนนี้ซอนอินไม่สนอะไรทั้งนั้นนอกไปจากความโมโหที่มีต่อคนตรงหน้า

 

จีรยงรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรถึงได้แกล้งกันอย่างนี้ รู้ว่าเขาไม่อาจปฏิเสธมือคู่นั้นได้แต่ก็ยังแกล้งไม่สิ้นสุด อยากจะให้เชลยคนนี้ยอมศิโรราบถึงขั้นไหนกันคนผู้นี้ถึงจะพอใจ? ต้องยกร่างกายและวิญญาณให้เลยไหมถึงจะสมใจอยาก ถ้าอย่างนั้นก็ฆ่ากันไปเลยสิ! จะศึกสงครามหรือเชินอันเขาก็ไม่สนทั้งนั้น ที่ผ่านมาทั้งชีวิตตัวเขาก็ไม่ได้มีความสุขอะไรอยู่แล้ว เสด็จแม่มีน้องชายอยู่แล้วทั้งคน ยังจะต้องการลูกที่ตัวเองขังลืมไว้ที่วังหลังอีกทำไม อย่างไรเสียสุดท้ายแล้วคนที่จะปกครองเชินอันก็ไม่ใช่นักบวชอย่างวังชอนซา ตำแหน่งงี่เง่าที่เขาเป็นอยู่นี่อยู่ดี!

 

ความเสียใจและความโกรธตีกันจนยุ่งไปหมด อดีตและปัจจุบันกำลังทำให้คนที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์ความวุ่นวายจากโลกภายนอกรู้สึกสับสนจนคิดอะไรไม่ออก อยู่ที่เชินอันก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร อยู่ที่ฮานึลก็เป็นแค่เชลยศึกไร้อำนาจ ถูกใครต่อใครกำหนดหนทางชีวิตที่ตนไม่ต้องการแม้แต่น้อย ไม่คิดจะถามความเห็นของเขา ไม่สนใจความต้องการที่แท้จริง ชีวิตที่ไร้อิสระอย่างนี้จะมีค่าให้รักษาไว้อีกทำไม

 

ทุกคนใช้เขาเป็นเครี่องมือในการไขว่คว้าความต้องการของตนเอง เขาเป็นวังชอนซาให้เสด็จแม่ก็เพราะเสด็จแม่อยากให้ชนเผ่ามีผู้สืบทอด เขาถูกจับมาฮานึลก็เพราะชองจีรยงต้องการทำศึกกับเชินอัน

 

ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว มันก็คงไม่ผิดนักหากเขาจะทำลายความต้องการพวกนั้น

 

...พอเสียที ทั้งความเหงาจากครอบครัว ความเจ็บปวดจากชองจีรยง ในตอนนี้ตัวเขาเป็นอะไรไปแล้วกันแน่ ซอนอินยังไม่อาจเข้าใจด้วยซ้ำ รู้เพียงแต่ว่า หากเขายังมีลมหายใจต่อไป วันข้างหน้า หัวใจของเขาจะต้องเจ็บปวดอย่างสุดแสนจากความรู้สึกที่เขาไม่รู้จักพวกนี้เป็นแน่

 

หัวใจของเขากำลังจะถูกครอบงำด้วยผู้ชายคนนี้...

 

 

 

“ไม่รู้สึกรู้สางั้นหรือ? ดี! งั้นเจ้าอย่ามาเสียใจภายหลังแล้วกัน!!” สิ้นเสียงทุ้มที่ตะโกนก้อง ข้อมือบางก็ถูกฉุดกระชากไปทางห้องนอนในทันที ท่ามกลางความตกตื่นของนางกำนัลสาวที่รีบวิ่งเข้ามาดูเพราะสุรเสียงดังกังวานเมื่อครู่ จีรยงก็หันไปตวาดเสียงดังไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง ก่อนจะกระแทกประตูปิดโดยแรง

 

ซอนอินถูกจับโยนลงบนเตียงอย่างรุนแรง จนร่างบอบบางนั้นกระแทกไปด้านข้างชนกับกำแพงห้อง มือเรียวทั้งสองข้างกำผ้าปูเตียงแน่น ขณะที่สายตาฉายแววไหวระริกด้วยความกลัวจ้องมองร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนกายเข้ามาใกล้ จนเงาร่างของคนผู้นั้นทาบทับลงมาบนตัวของเขา ราวกับว่า ไม่มีทางใดที่เขาจะหนีพ้นเงื้อมมือของรัชทายาทแห่งฮานึลได้เลย

 

 

 

“เจ้าว่าง่ายอย่างนี้ก็ดี เพราะข้าต้องการให้เจ้าเจ็บปวดทั้งตัวและหัวใจ ให้ราชครูงี่เง่านั่นได้รู้ว่า กล้าเล่นกับคนของข้า ข้าก็จะเล่นกับคนที่มันเป็นห่วงที่สุดเหมือนกัน!!!”

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

 

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up