Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 8

 

 

 

เป็นเวลากว่าครึ่งวันที่คนสวยบนเตียงเอาแต่นั่งบิดแพรพกในมือไปมา สลับกับการบ่นงึมงำคล้ายกำลังสวดมนต์ดำสาปแช่งเจ้าของผืนผ้าแพรพกเนื้อดีที่มีลวดลายการปักบรรจงประณีตบ่งบอกสถานะของเจ้าของผู้สูงส่ง

 

เป็นใครจะทนได้? ถูกดูหมิ่นว่าเป็นผู้หญิงเช่นนี้น่ะ!!

 

ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องมองผืนผ้าในมือแล้วก็ให้หงุดหงิดจนต้องก้มลงกัดทึ้งเสียเต็มแรง ภาพของหงส์ตัวเล็กที่กำลังฟัดนัวเนียกับผ้าแพรในมืออยู่บนเตียงนั้น ยังผลให้ข้ารับใช้ทั้งสองคนที่ยืนชะเง้อคอมองอยู่ที่ขอบประตูห้องต้องปิดปากหัวเราะคิกอย่างควบคุมไม่อยู่

 

จะไม่ให้นางกำนัลสาวทั้งสองหัวเราะได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อตั้งแต่เย็นวานที่นายของพวกเธอตื่นขึ้นมาพบว่าถูกองค์รัชทายาทถักเปียให้นั้นหงุดหงิดจนหน้าแดงหูแดงเสียขนาดนั้น ทั้งยังโกรธจัดจนไม่ยอมทานข้าว เอาแต่นั่งสะบัดแพรพกที่องค์รัชทายาทหยิบออกจากอกเสื้อของพระองค์มาใช้มัดปลายผมให้กับองค์วังชอนซา ทันทีที่แกะเปียออกได้ เจ้านายคนสวยก็นั่งวุ่นวายอยู่กับของสิ่งนั้นมาตลอด โชคยังดีที่เมื่อตอนเช้าทรงหิวจนยอมทานข้าวแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นจากเรื่องสนุก คงได้กลายเป็นเรื่องทุกข์เป็นแน่

 

“พี่ว่าวันนี้องค์รัชทายาทจะเสด็จมาหรือเปล่า?” เสียงของโซยอนกระซิบเบา

 

“มีแต่สวรรค์เท่านั้นแหละที่รู้

 

เนื่องจากวันนี้โทซองและกึมซองมีภารกิจที่ต้องออกนอกวัง ทำให้ไม่มีผู้ใดมาพูดขัดสองสาวให้เสียอารมณ์ ขณะที่กำนัลสองพี่น้องยังคงยืนซุบซิบกันอยู่นั้นเอง เสียงของนายทหารเวรยามหน้าตำหนักโยกันก็ดังขึ้น ร้องบอกว่าองค์รัชทายาทกำลังเสด็จมา

 

“ถวายพระพรเพคะองค์รัชทายาท

 

จีรยงเพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปในตัวตำหนัก

 

“วังชอนซาทานอาหารกลางวันหรือยัง?”

 

“ทูลฝ่าบาท องค์วังชอนซาทรงยังไม่ได้เสวยเลยเพคะ

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี พวกเจ้าไปเตรียมสำรับให้พร้อม ข้าจะทานที่ตำหนักโยกัน” คนพูดจุดยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ก่อนจะรีบสาวเท้าพาร่างสูงสง่าของตนเองเข้าไปในห้องนอนตามที่สาวใช้ทั้งสองบอกว่าคนร่างบางอยู่ในนั้น

 

เมื่อก้าวพ้นประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือภาพของคนตัวเล็กนั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียงสี่เสา สองมือจับขยุ้มอะไรบางอย่าง ดวงตากลมโตเป็นประกายนั้นก็จ้องมองของในมือราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเสียให้ได้ ซ้ำริมฝีปากบางสีสดยังเอาแต่ขยับพึมพำ บ้างก็ขบเม้มเป็นเส้นตรง ชวนมองไม่น้อย

 

ดูท่าคนบนเตียงจะหมกมุ่นอยู่กับแพรพกในมือมากเกินไป ถึงเพิ่งมารู้สึกตัวว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้องก็ตอนที่ฝ่ายนั้นทิ้งตัวลงนั่งที่ขอบเตียง ทั้งยังยกยิ้มน่าโมโหให้อีก!

 

“เจ้า! มาที่นี่ได้ยังไง!!” ดวงตากลมโตยิ่งเบิกกว้างมากขึ้นราวกับตุ๊กตา

 

“ที่นี่วังหลวงของข้า

 

คำตอบง่ายๆ บวกกับท่าทางสบายๆ อย่างไม่สะทกสะท้านกับการมานั่งที่เตียงผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นทำเอาคนสวยยิ่งเกิดอาการเดือดจัด

 

แต่ที่ยิ่งทำให้เดือดจนเส้นเลือดแทบจะปุดๆ ออกมาอยู่รอมร่อคือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นี่ต่างหาก!

 

ริมฝีปากสีแดงเม้มแน่น ดวงหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อย “เจ้ามาก็ดี! ข้ามีเรื่องที่ต้องจัดการกับเจ้าอยู่พอดี” ร่างบางขยับถอยไปติดกับหัวเตียงเล็กน้อยแล้วยืดแผ่นหลังตั้งตรง มือขาวหยิบแพรพกขึ้นชูต่อหน้าองค์รัชทายาทแห่งฮานึล “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่งวุ่นวายกับผมของข้า?! ข้าไม่ยักรู้ว่า องค์รัชทายาทแห่งฮานึล จะไร้มารยาทได้เช่นนี้!!!”

 

ไหล่กว้างยักขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข จีรยงเอื้อมมือขึ้นหมายจะคว้าแพรพกของตนคืน แต่พอเห็นท่าทางของร่างบางที่สะดุ้งถดกายหนีไปสองคืบก็นึกสนุก เขาละมือลงต่ำแล้วคว้าข้อมือขาวไว้แทน ก่อนออกแรงกระชากร่างบางที่ไม่ทันได้ขัดขืนให้ขยับเข้ามาใกล้

 

“ปล่อยข้านะ!!”

 

เห็นมือบางอีกข้างเตรียมยกฟาดลงมา จีรยงก็รีบรวบมือข้างนั้นมากำไว้รวมกันด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขา

 

“อ่ะ! ข้าบอกให้ปล่อยไงล่ะ!! ปล่อยข้านะเจ้าคนไร้มารยาท!!”

 

นอกจากจะไม่ปล่อยแล้ว คนร่างสูงยังสอดวงแขนตวัดรอบเอวเล็กให้เจ้าของร่างลอยตุบมานั่งดิ้นขลุกขลักอยู่บนตักได้อย่างไม่ยากเย็น

 

เมื่อตกอยู่ในอ้อมแขนและอ้อมอกของรัชทายาทหนุ่มอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้เป็นเชลยต่างแคว้นก็ยิ่งดีดดิ้นอย่างเอาตัวรอดมากขึ้นเป็นเท่าตัวโดยไร้ความหมาย เพราะนอกจะไม่เกิดผลอันใดแล้ว ยังส่งผลให้วงแขนกว้างกอดรัดตนมากขึ้นเท่านั้น

 

“ปล่อยข้า!! อย่าเห็นว่าข้าเป็นเชลยแล้วเจ้าจะมาทำแบบนี้กับข้าได้นะ!!! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เจ้าคนไร้สำนึก!!!!”

 

“ชู่ว์” ใบหน้าคมก้มลงกระซิบใกล้ใบหูเล็ก ลมหายใจอุ่นร้อนตกกระทบซอกคอขาวยามที่คนด้านหลังเอื้อนเอ่ยราวกระซิบ ทำให้ร่างเล็กกว่าแข็งทื่อขึ้นมาอย่างฉับพลัน “ข้าย่อมต้องเห็นว่าเจ้าเป็นเชลยของข้า และสิทธิ์ของข้าย่อมมีในตัวเจ้าทุกประการ”

 

จีรยงเกี่ยวข้อนิ้วเข้ากับเรือนผมนุ่มที่คลอเคลียลำคอเพรียวระหงของคนที่ยังนั่งนิ่งตัวแข็งอยู่บนตัก “ไหนเจ้าลองบอกข้าสิว่า คนที่เป็นเชลย มีสิทธิ์เรียกร้องสิ่งใดได้?” สิ้นคำพูดนั้น สันจมูกโด่งก็ขยับเข้าใกล้ซอกคอขาวเนียน ก่อนจะสูดดมผิวเนื้อนุ่มหอมบริเวณนั้นอย่างถือวิสาสะ

 

ร่างที่นิ่งค้างอยู่เมื่อครู่พลันสะดุ้งเฮือก ซอนอินขืนแรงอีกครั้งราวกับเพิ่งได้สติ “เจ้าจะทำอะไร! หยุดนะ!!” สองแขนไม่อาจขยับได้ ศีรษะเล็กจึงทำได้เพียงเอียงหลบไปด้านข้างอย่างสุดกำลัง เพื่อหลีกหนีริมฝีปากอุ่นที่เริ่มคลอเคลียแตะผะแผ่วสัมผัสเน้นย้ำลงมามากขึ้น

 

“หยุดนะ!! ปล่อยข้า! ปล่อยข้าสิ!!”

 

ริมฝีปากหยักผละออก หลังมือใหญ่ข้างหนึ่งแนบลงกับผิวแก้มสีแดงปลั่งจากอารมณ์ของเจ้าตัว น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเรียบเรื่อย “เจ้าอย่าดิ้นให้มากนักเลย เจ้าชอบให้ข้าสัมผัสไม่ใช่หรือไง?”

 

ดวงหน้าสวยแดงวาบยิ่งกว่าเดิม ศีรษะเล็กหันขวับไปหาคนพูดอย่างรวดเร็ว “ข้าไม่……..!!!” คำปฏิเสธที่เหลือดูเหมือนจะกลืนหายลงไปในลำคออย่างช่วยไม่ได้ เมื่อดวงตาคมกริบที่แสนเย็นชาแต่กลับแฝงไว้ด้วยความน่าหลงใหลจ้องตอบกลับมาในระยะที่มีเพียงลมหายใจกั้น

 

ซอนอินรู้สึกได้ว่าก้อนเนื้อในอกกำลังเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมา เสียงหัวใจดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทจนน่ากลัวว่าอีกคนจะได้ยิน

 

“เจ้าไม่สิ่งใด?” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา แต่กระนั้นเมื่อระยะห่างมีเพียงแค่อากาศกั้น คนสวยจึงได้ยินชัดเจน แต่ทว่า กลับให้คำตอบแก่องค์รัชทายาทแห่งฮานึลไม่ได้แม้แต่น้อย

 

ข้าไม่สิ่งใดล่ะ? ...ซอนอินทวนคำถามนั้นในใจซ้ำไปซ้ำมา ตัวเขาไม่ต้องการสิ่งใดจากคนตรงหน้านี้งั้นหรือ?

 

ไม่ต้องการแม้แต่สัมผัสที่แสนอบอุ่นนี้หรือ?...

 

ไม่ใช่ ต่อให้รู้ว่าเป็นแค่เรื่องสนุกของอีกฝ่าย ...ซอนอินก็ต้องการ

 

มือที่ลูบไล้ผิวแก้มนุ่มเลื่อนลงที่ริมฝีปากสีสด ปลายนิ้วหนากดน้ำหนักลงบนกลีบปากบางเล็กน้อย “หากเจ้าไม่ตอบ ข้าจะถือว่าเจ้ายอมรับสิ่งที่ข้าพูดไป

 

จีรยงเคลื่อนหน้าเข้าใกล้มากขึ้น ริมฝีปากบางที่เม้มแน่นเป็นเส้นตรงที่เห็นอยู่นี้ดึงดูดให้เขาอยากสัมผัสจนทนแทบทนไม่ไหว หากแต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงหวานก็เอ่ยขึ้น

 

“ข้าไม่ชอบที่เจ้าสัมผัสข้า ปล่อยข้าได้หรือยัง องค์รัชทายาท?”

 

เรียวคิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยขององค์รัชทายาทหนุ่มไม่ได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่จับยึดปลายคางมนของคนที่ก้มหน้าให้เงยขึ้นสบสายตา

 

“ผู้ใดสนว่าเจ้าจะคิดเช่นไร?” วาจาที่เอ่ยออกมาจากคนที่กำลังจะได้เป็นกษัตริย์นั้นทรงพลังไปด้วยอำนาจ แม้น้ำเสียงนั้นจะไม่ได้ฟังดูคุกคามบังคับแต่อย่างใด แต่ซอนอินกลับรู้สึกว่าทุกคำพูดที่เอ่ยออกจากปากของบุรุษผู้นี้นั้นมีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนฟังไม่อาจปฏิเสธหรือต่อต้านสิ่งใดได้เลย

 

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าเจ้าเป็นของข้า ตราบใดที่เจ้าอยู่ในฮานึล ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้า เป็นของข้า

 

ในเวลานี้ ต่อให้มือทั้งสองไม่ได้ถูกพันธนาการด้วยมือใหญ่ ซอนอินก็ไม่อาจผลักไสหรือต่อต้านได้อีกต่อไป ทันทีที่ริมฝีปากถูกครอบครองด้วยรสจูบอุ่นร้อนที่มาพร้อมกับความหอมหวานนั้นได้ฉุดดึงอารมณ์ของเขาให้หวั่นไหวคล้อยตาม ยากจะปฏิเสธ แต่กลับง่ายที่จะทำให้ร่างทั้งร่างรวมถึงหัวใจโอนอ่อนอย่างว่าง่าย

 

ครั้งแรกที่ซอนอินรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจูบจากคนตรงหน้านั้นเป็นเพียงความทรงจำที่ลางเลือน ในเวลานี้เขาได้รับรู้อย่างชัดเจนแล้วว่าครั้งนั้นมันไม่ใช่ การแตะสัมผัสเพียงผิวเผินไม่อาจเรียกว่าจูบได้อย่างเช่นในตอนนี้

 

ริมฝีปากที่บดเบียดเข้าหาอย่างรุกเร้าทำให้คนร่างบางยิ่งทำอะไรไม่ถูก ร่างกายสั่นสะท้านน้อยๆ อยู่บนตักกว้าง ลมหายใจสะดุดขาดห้วงเมื่อในที่สุดโพลงปากก็ถูกรุกล้ำเข้ามา

 

“อื้อ...อือ........

 

แนวฟันขาวถูกเรียวลิ้นหนาสำรวจซอนเซาะจนทั่ว เสียงอื้ออึงในลำคออย่างคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการถูกช่วงชิงลมหายใจไปเช่นนี้ยิ่งกระตุ้นให้ร่างสูงอยากเสพสุขความหอมหวานจากคนตรงหน้ามากยิ่งขึ้น จีรยงดูดคลึงลิ้นเล็กที่คอยแต่จะหลีกหนี ไล่ต้อนด้วยความเพลิดเพลินราวกับราชสีห์ที่ต้องการจะเล่นไล่จับกับเหยื่อตัวน้อย ที่พอเหนื่อยเมื่อใด กรงเล็บแหลมคมทั้งหมดก็พร้อมที่จะขย้ำเหยื่อให้ยอมสิโรราบอยู่ภายใต้ร่างกายของตนได้อย่างไม่ยากเย็น

 

และก็เป็นเช่นนั้น ไม่นานนัก จากคนที่เป็นฝ่ายหลีกหนีกลับเป็นฝ่ายไล่หา องค์รัชทายาทหนุ่มนั้นเป็นผู้เจนจัดในเรื่องเล้าโลมเป็นอย่างดี ดังนั้นวิธีการที่ใช้กับคนตรงหน้าจึงได้ผลแทบจะในทันที การปลุกอารมณ์ให้อีกฝ่ายเคลิบเคลิ้มนั้นยังผลให้ไม่อาจต่อต้าน และยิ่งไม่อาจยอมให้หยุดได้ เพียงแค่เขาดึงลิ้นกลับแล้วขบกัดริมฝีปากบางนุ่มทั้งบนล่างอย่างหยอกเย้าเล่นอยู่เพียงครู่ ลิ้นเล็กกลับเป็นฝ่ายหาโอกาสเรียกร้องเชิญชวนให้เข้าหาอีกครั้ง

 

ครั้งที่สองของการแลกจูบที่ยาวนานได้เริ่มขึ้น ทว่าคราวนี้ต่างจากครั้งแรก ร่างบางยอมไล่ตามคนที่มีอำนาจมากกว่าแต่โดยดี ซ้ำยังตอบรับได้หวานล้ำจนนัยน์ตาเรียวคมดุจรัตติกาลที่เฉยชาปรากฏประกายแววตาที่แปลกไป หากซอนอินไม่ได้หลับตาอย่างในตอนนี้ เขาคงได้เห็นรอยยิ้มในดวงตาคมคู่นั้นขององค์รัชทายาทหนุ่ม

 

“อือ อือ...อึ...อืออออ

 

ผลพวงจากการจูบดูดดื่มอย่างไม่เว้นจังหวะ คือปอดเล็กของคนที่ไม่เคยจูบใครเริ่มโหยหาอากาศจนเสียงหวานร้องครางเครือด้วยความทรมานที่แฝงไว้ด้วยความสุขสม เรือนกายบอบบางที่เกร็งขึ้นทำให้เจ้าของอ้อมกอดรู้ว่าเวลาของอาหารเรียกน้ำย่อยได้หมดลงแล้ว

 

จีรยงผละจูบจากคนตรงหน้าอย่างแสนเสียดาย หยาดน้ำใสที่เชื่อมโยงกันถูกริมฝีปากอุ่นแนบซับตามมุมปากให้คนที่นั่งหอบหายใจหนักหน่วงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะละใบหน้าออกมาจ้องมองดวงหน้าหวานที่ซับสีเลือดจนทั่ว ดวงตากลมโตคู่นั้นเล่าก็เชื่อมแสงเสียจนไม่อยากจะคลาดสายตาไปไหน

 

ขณะที่นั่งมองคนที่ยังจับจังหวะหายใจไม่ได้ ริมฝีปากหยักก็เกิดแห้งผากจนต้องส่งลิ้นเข้าช่วยเลีย แต่ไม่ว่าอย่างไร ดูเหมือนว่าเขายังต้องการความชุ่มชื้นจากริมฝีปากหวานฉ่ำนั้นอีกครั้ง

 

ร่างสูงไม่รอให้ความคิดแล่นไปไหนอีก เขาก้มลงมอบจูบให้ร่างบางอีกครั้ง จูบซ้ำๆ โดยไม่ฟังความเห็นอื่นใด ไม่สนมือเล็กที่เริ่มบิดไปมาอย่างต้องการปฏิเสธ ไม่สนเสียงอื้ออึงร้องขออากาศจนน้ำตาเม็ดใสคลอปริ่มอยู่ในดวงตาคู่สวย เขาเพียงแต่เน้นย้ำจูบหนักๆ ดูดคลึง ขบกัด แนบสัมผัสเข้าหาแล้วผละออกไม่ถึงอึดใจ ก่อนจะเริ่มจูบลึกล้ำอีกครั้ง...และอีกครั้ง

 

ภายในห้องที่เงียบสงบ เสียงจูบเร่าร้อนดังสะท้อนอยู่ภายในห้องที่มีไอแดดอุ่นๆ ส่องไล่เข้ามา ย้อมร่างสองร่างที่นั่งอยู่บนเตียงให้กลายเป็นสีทองสว่างไสวเป็นประกายระยิบ ขับให้มวลอากาศโดยรอบดูอ่อนโยนและอบอุ่น เฉกเช่นอากาศในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

 

จวบจนกระทั่งหนำพระทัยขององค์รัชทายาทแห่งฮานึลในจูบครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้นั่นแหละ คนร่างเล็กถึงได้เริ่มหายใจได้อย่างเป็นอิสระ

 

ปากสีแดงสดบวมเจ่อเพราะถูกฟันคมขบกัดไปไม่รู้กี่ครั้ง น่ากลัวว่าริมฝีปากล่างจะแตกด้วยซ้ำ แต่เพราะจูบที่ไม่รู้จักพอของร่างสูงถึงได้ทำให้เลือดหยุดไหลไปนานแล้ว

 

“ปล่อย...ปล่อยข้าได้หรือยัง?” หลังจากที่นิ่งเงียบจ้องตากันอยู่นาน เสียงหวานก็เอ่ยอึกอักทำตัวไม่ถูก

 

“เหตุใดข้าต้องฟังเจ้า?” วงแขนกว้างกอดแน่นขึ้น

 

ซอนอินก้มหน้าหลบทุกความรู้สึกจากคนตรงหน้าและของตัวเอง ริมฝีปากสีสวยเม้มแน่นอย่างเคยชิน ทว่าก็ต้องร้อง ‘อ่ะ’ ออกมาทันทีที่ทำเช่นนั้น ด้วยเพราะความเจ็บจากการถูกขบกัดอย่างไม่ปราณีเมื่อครู่

 

“ให้ข้าดูหน่อย” จีรยงจับปลายคางมนให้เงยขึ้น แต่อีกฝ่ายขืนแรง พร้อมส่ายศีรษะรัวจนเรือนผมดำขลับขยับเป็นลอนคลื่นสวย

 

ใครจะยอมให้ดูกัน? ...ซอนอินนึกฉุนในใจ แค่นี้ก็อายจะแย่อยู่แล้ว จูบเมื่อครู่เขาต้องทำอะไรหน้าไม่อายไปนับไม่ถ้วนแน่ๆ วิธีการต่อกรอะไรก็ไม่มี เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เคยจูบกับใคร คิดแล้วก็น่าขายหน้านัก!

 

“จะเงยหน้าขึ้นดีๆ หรือจะให้ข้ากดเจ้าลงบนเตียง?” คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ซอนอินรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันที่จีรยงจะได้ตรวจดูริมฝีปากบาง เสียงของยอนอาที่เดินก้มหน้าก้มตาอย่างนอบน้อมเข้ามาในห้องก็ดังขึ้น

 

“ทูลฝ่าบาท สำรับเตรียมพร้อมแล้วเพคะ....อ่ะ...” เด็กสาวเกือบสะดุดคำพูดตนเองเมื่อเงยหน้าขึ้นพบว่าวังชอนซาคนสวยของเธอนั่งอยู่บนตักขององค์รัชทายาท ซ้ำยังอยู่ในวงแขนของพระองค์เสียแนบแน่น

 

จีรยงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมองคนบนตัก ที่ตอนนี้ก้มหน้างุดหลบสาวใช้ด้วยความเขินอาย เขาคลายวงแขนออกจากเรือนร่างหอมกรุ่น เพราะหากเขายังยึดร่างนั้นไว้นานกว่านี้ จากทานอาหารกลางวัน คงได้ทานหงส์แสนงามตัวนี้เป็นแน่

 

ซอนอินรีบลุกขึ้นยืนทันทีที่เป็นอิสระ และโดยไม่พูดอะไร ร่างบางก็รีบเดินปุบปับออกไปจากห้องโดยไม่เงยหน้าสบตาใครทั้งนั้น

 

 

 

ตามความเห็นของนางกำนัลสาวแห่งตำหนักโยกันแล้ว การที่อาหารกลางวันมื้อนี้มีองค์รัชทายาทมาเป็นแขกของตำหนัก ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งหมดในวังหลวง แต่ทว่า ที่น่าแปลกมากกว่านั้น คือบรรยากาศแปลกๆ ระหว่าง องค์รัชทายาท กับ องค์วังชอนซา นี่สิที่พวกเธอเดาไม่ออกเลยว่า ท่าทางเคอะเขินของเชลยคนสวย กับท่าทางนิ่งเฉยเรียบสนิทของนายเหนือหัว จะเรียกว่า ‘อบอุ่น’ หรือ ‘อบอ้าว’ กันแน่?

 

 

 

ทว่า นางกำนัลทั้งสองกลับพบว่ายังมีเรื่องแปลกประหลาดมากกว่านั้น เพราะในวันต่อมา องค์รัชทายาทก็ยังทรงเสด็จมาที่ตำหนักโยกันอีกครั้งเพื่อร่วมทานอาหารกลางวันกับองค์วังชอนซา และอีกครั้งในตอนเย็น...

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

ผ้าสะอาดสีขาวถูกพันรอบหัวเข่าที่มีไม้ดามยาวจนถึงหน้าแข้งจนแน่นสนิท มือเล็กจัดแจงเก็บอุปกรณ์รักษาบาดแผลลงในกล่องไม้อย่างคล่องแคล่ว

 

“เป็นอะไรไป วันนี้เจ้าดูเงียบๆ นะฮีอู

 

ดวงหน้าเล็กเงยขึ้นสบสายตาคม ก่อนจะเลื่อนลงมองตามบาดแผลบนเรือนร่างสูงที่ตนเพิ่งทำความสะอาดให้ ถึงจะผ่านมาร่วม 10 วันแล้ว แต่บาดแผลก็ยังไม่หายเสียที ฮีอูไม่เข้าใจเลยว่าทำไม

 

“ยองจู อีกไม่กี่วันเราคงมารักษาให้ท่านไม่ได้อีกแล้ว

 

“ทำไมล่ะ?” คนบนเตียงแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน

 

“ข้าต้องกลับเข้าวังหลวง

 

“วัง?”

 

ฮีอูพยักหน้ารับช้าๆ เขาไม่เคยบอกยองจูว่าตนเองเป็นใคร มีฐานะอะไร แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เขาไม่ได้คิดจะไม่บอก แต่เพราะมันไม่สำคัญอะไร เขาจะเป็นใครก็ช่าง แค่ยองจูรู้ว่า คิมฮีอู คนนี้มีความรู้สึกเช่นไรต่อฝ่ายนั้นก็เพียงพอแล้ว แต่ที่เป็นปัญหา คือเรื่องอื่นต่างหาก

 

“รู้ไหมยองจู เราไม่สบายใจเลยที่ต้องทิ้งท่านไว้คนเดียวทั้งที่ท่านยังไม่หายดี

 

สีหน้าเศร้าหมองของร่างเล็ก ทำให้คนบนเตียงต้องเอื้อมมือเข้าลูบแผ่วเบาอย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้าดูแลตัวเองได้ ข้าแค่อยากอ้อนเจ้าถึงได้ทำตัวเสาะแสะไม่ยอมทำแผลเอง

 

คำสารภาพทำเอาผิวแก้มคนฟังแดงระเรื่อ แต่ก็ยิ่งทำให้ดวงหน้าสวยเศร้าหมองลงถนัดตา

 

“มานี่มา” มือใหญ่ยกขึ้นเป็นเชิงเรียกให้ร่างเล็กลุกจากเก้าอี้ข้างเตียงมานั่งลงบนที่นอนใกล้กัน ซึ่งฮีอูก็ไม่อิดออด เขาทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย วงแขนใหญ่โอบร่างเล็กบางเข้าแนบตัว ก่อนจะจูบลงบนหน้าผากมน

 

“เจ้าไม่ได้ไปแล้วจะไม่กลับมาใช่ไหม?”

 

“เราจะกลับมาหาท่านแน่นอนยองจู” แม้จะไม่มั่นใจกับอิสระที่ต้องการ แต่ศีรษะเล็กก็พยักขึ้นลงหนักแน่น

 

“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนี้อีกเลย ข้าเองก็จะรอเจ้า ...รออย่างใจจดจ่อเลยล่ะ” พูดแล้วก็ฉีกยิ้มกว้างให้คนในวงแขน “แต่ก่อนที่เจ้าจะเข้าวัง เจ้าห้ามทำหน้าเศร้าอีกนะ เจ้าต้องยิ้มมากๆ เพราะข้าชอบรอยยิ้มของเจ้าที่สุด”

 

“ได้ ข้าจะยิ้ม” ริมฝีปากระบายยิ้มกว้างทันที ก่อนที่ร่างเล็กจะพลิกกายหันไปโผเข้ากอดรอบคอคนตัวสูง ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่แกร่ง “ยองจู....”

 

“หืม?” ขานรับพร้อมกับโอบกอดเอวเล็กคอดไว้หลวมๆ

 

“ท่าน.......” เสียงเล็กกลืนหายไปกับบรรยากาศอ่อนหวานนุ่มนวล ฮีอูสูดกลิ่นกายของคนร่างสูงราวกับต้องการที่จะจดจำตัวตนของคนผู้นี้ไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“...มีอะไร ฮีอู?”

 

“....อือ เปล่า ...ขออยู่อย่างนี้อีกสักพักได้ไหม?”

 

“ได้สิ อยู่อย่างนี้นานๆ ก็ได้

 

ขณะที่มอบอ้อมกอดให้กันและกัน ในใจของฮีอูนั้นกลับไม่ได้รู้สึกอบอุ่นเท่าใดนัก เรื่องบางอย่างกำลังทำให้ก้อนเนื้อในอกรู้สึกหนาวเยือกจนแทบจะชาด้านไร้ความรู้สึก

 

แน่นอน ใจของเขามีความรู้สึกในคำว่ารักกับยองจู แต่อีกด้าน กลับไม่อาจเชื่อสนิทใจได้ว่าสิ่งที่ตนรู้สึกจากอีกฝ่ายนั้น จะเป็นเหมือนกันหรือไม่

 

“ยองจู...เราชอบท่าน” จู่ๆ เสียงเล็กก็เอ่ยผ่านไหล่กว้าง มือขาวจับยึดเสื้อของร่างสูงแน่นขึ้นยามที่เอ่ยประโยคต่อมา “เราชอบท่านทันทีที่ได้เจอครั้งแรก เรารู้ว่าท่านไม่เหมือนคนอื่น ไม่ใช่ใครที่จะเข้าหาได้ง่ายๆ ดังนั้น...”

 

ดวงหน้าหวานละออกมาเพื่อมองให้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดถนัด

 

“...เรามีโอกาสที่จะเสียท่านไปใช่หรือไม่?”

 

คำถามและสีหน้าแสนบริสุทธิ์นั้นตรึงสายตาคมให้จ้องมองนิ่งค้าง เขาไม่อาจเอ่ยตอบอะไรได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ยองจูไม่อาจบอกความจริงที่จะทำให้ร่างเล็กเสียใจ และไม่อาจบอกคำโกหกที่จะทำคนตรงหน้าต้องพบกับความผิดหวังได้

 

“หลับตาเสีย ฮีอู” เสียงทุ้มที่เอ่ยไม่ใช่คำสั่งจริงจัง แต่คนร่างเล็กก็ทำตามแต่โดยดี

 

เมื่อไม่อาจบอกสิ่งใดได้ ยองจูจึงเลือกใช้จูบตอบคำถามนั้นแทน

 

 

 

...ราชครูหนุ่มไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ความรู้สึกของคิมฮีอูมีผลกับเขาถึงขนาดนี้?...

 

 

 

 

 

ทันทีที่ร่างเล็กหายลับไปจากบานประตูในตอนเย็น ร่างสูงบนเตียงก็ถลกผ้าห่มออกจากตัว แล้วหยัดกายลุกขึ้นนั่ง เปลือกตาหนาปิดลง ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้งเผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงฉานที่ไม่มีเค้าแววตาคมยามรัตติกาลเช่นเดิมให้เห็นแม้แต่น้อย

 

ไอควันสีจางแผ่ขยายออกจากร่างของชายหนุ่มเป็นวงกว้าง มือเรียวยาวข้างหนึ่งแตะลงบนขาข้างที่หัก ก่อนจะผละออก แล้วปล่อยให้หมอกควันโอบล้อมรอบกายจนมิด และเมื่อกลุ่มควันเหล่านั้นหายไป รวมถึงเนตรสีเพลิง ร่างสูงโปร่งก็ลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินไปนั่งลงบนโต๊ะกลางห้องราวกับอาการขาหักไม่เคยเกิดขึ้น และตามร่างกายก็ไม่เคยมีบาดแผลใดๆ ทั้งสิ้น

 

ยองจูล้วงหยิบแผ่นกระดาษในอกเสื้อขึ้นมากางลงบนโต๊ะ เขากวาดสายตามองข้อความที่เพิ่งได้รับจากชนเผ่าชินซองอย่างละเอียดอีกครั้งหลังจากที่ได้ดูไปเมื่อตอนเช้า ก่อนที่ฮีอูจะมา

 

ใช้เวลาทำความเข้าใจกับจดหมายไม่นาน ก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษนั้นขึ้น แล้วปล่อยให้เปลวเพลิงบนฝ่ามือเผาไหม้แผ่นกระดาษนั้นจนเหลือแต่เศษเถ้าธุลี

 

ร่างสูงลุกขึ้นจากโต๊ะตัวเดิมแล้วเดินไปหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง เขาเหม่อมองออกไปยังท้องนภาที่กว้างใหญ่ไพศาล ทุกสรรพสิ่งภายใต้ผืนอัมพรนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกต้องอย่างบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับไม่มีสิ่งใดบนผืนแผ่นดินนี้ที่คงอยู่อย่างยั่งยืน

 

 

 

ปาร์คยองจู ไม่เคยรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนตัดสินใจทำลงไปแม้สักครั้ง

 

 

 

...ทว่า ครั้งนี้กลับไม่ใช่

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

 

“กำลังนั่งนับเงินเดือนอยู่หรือไง ยอนอา?” เสียงเจ้าเล่ห์ดังขึ้นอยู่เหนือศีรษะเจ้าของชื่อที่กำลังนั่งซักผ้าอยู่ที่ด้านหลังของตำหนัก

 

“นับเงินบ้าอะไรล่ะ!” เด็กสาวตวาดแว้ด ก่อนจะรีบตักน้ำล้างมือแล้วลุกขึ้นยืนจ้องมองเด็กหนุ่มร่างเล็กบาง “นี่กึมซอง เจ้ารู้หรือเปล่าตอนที่พวกเจ้าไม่อยู่ องค์รัชทายาททรงมาที่นี่ได้สี่วันแล้ว มาทั้งกลางวันทั้งตอนเย็นเลยด้วย ข้าลองมานั่งนับดู ก็ประมาณ 7-8 ครั้งแหน่ะ!!”

 

คนฟังขมวดคิ้วมุ่น “ทรงมาทำสิ่งใด?” หากเป็นการเย้าแหย่องค์วังชอนซา ก็ไม่น่าจะมาทุกวันเช่นนี้?

 

“ทรงมาเสวยอาหารกลางวัน และอาหารเย็น

 

“กับวังชอนซา?”

 

“แล้วยังจะมีผู้ใด? ฝ่าบาทคงนั่งร่วมโต๊ะกับข้าหรอกนะ”

 

“เหอๆ” กึมซองหัวเราะฝืดในคอที่โดนย้อนกลับ

 

“นี่ เจ้าว่าเป็นเพราะเหตุใด?...เจ้ารู้เหรอ?!” เห็นหน้าตาเด็กหนุ่มฉายชัดว่ารู้ดี ยอนอาก็รีบรบเร้า “ว่าอย่างไร? เจ้ารู้อะไรก็พูดมาสิ!!”

 

“ก็เพราะ......” กึมซองเว้นจังหวะ ทำให้เด็กสาวยิ่งตื่นเต้น เธอกระตุกชายแขนเสื้อเด็กหนุ่มรุนแรงให้บอกเสียที “เฮ้อ~ เจ้านี่นะ ว่าแต่ข้าชอบสอดรู้ เจ้าเองก็ไม่ต่างจากข้าหรอก ...ข้าจะบอกให้ก็ได้ เรื่องนี้น่ะนะ ต่อให้เป็นคนทื่อๆ อย่างโทซองยังรู้เลย”

 

แม้คิดอยากจะเถียงว่าคนที่ทื่อจนซื่อบื้อน่ะไม่ใช่โทซอง แต่เป็นกึมซองนั่นแหละที่ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของแฝดผู้พี่เลยสักนิด แต่นางก็กลืนคำโต้เถียงลงคอ เพราะตอนนี้สิ่งที่อยากรู้สมควรต้องได้รับความกระจ่างโดยเร็ว “อย่ามาเล่นลิ้นมากนัก บอกข้าเสียทีสิ!!”

 

“ก็ฝ่าบาททรงสนใจวังชอนซาอย่างไรเล่า

 

ยอนอาย่นคิ้ว “แต่ฝ่าบาททรงมีคุณชายฮีอู?”

 

“ไม่เห็นจะแปลก ก็เพราะคุณชายฮีอูผู้น่ารักอยู่นอกวังตั้งหลายวัน

 

“.........................”

 

ประโยคของเด็กหนุ่มไหลเข้าสู่กระบวนการคิดของนางกำนัลน้อย ยอนอาขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทางผิดหวังอย่างไม่ปิดบัง “ถ้าเช่นนั้น หากคุณชายฮีอูกลับมา ฝ่าบาทก็จะทรงเลิกสนใจองค์วังชอนซาของข้างั้นหรือ?” คำว่า ‘ของข้า’ ที่เอ่ยออกจากปากนางนั้น เปรียบราวกับนางให้ความภักดีต่อวังชอนซาอย่างจริงใจ

 

“แล้วเจ้ามีปัญหาอะไรหรือไง?”

 

“ข้าก็แค่เสียดาย องค์วังชอนซาทรงงดงามถึงขนาดนี้ ข้าไม่อยากให้คนผู้นั้นต้องเศร้าใจ” เพียงแค่ดูก็รู้ ว่านายของเธอนั้นหลงรักองค์รัชทายาทเข้าให้แล้ว ในทีแรก เธอนึกสนับสนุนองค์ชายรอง แต่ดูจากปฏิกิริยาแล้ว ทุกครั้งที่องค์รัชทายาททรงมาเยี่ยม องค์วังชอนซาจะดูมีความสุขมากกว่า แม้ว่าตอนอยู่กับองค์ชายรองจะทรงยิ้มและหัวเราะมากกว่าก็ตาม แต่บรรยากาศมันต่างกัน ต่อหน้าฝ่าบาท ผิวแก้มขององค์วังชอนซาจะขึ้นสีระเรื่อชวนมอง ดวงตาเป็นประกายสดใส ดูแล้ว ก็ราวกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรักนั่นแหละ!

 

“แต่ช่างเถอะ ยังไงตอนนี้คุณชายฮีอูก็ยังไม่กลับมา

 

“ใครบอกเจ้า ข้าเพิ่งไปรับคุณชายกลับมาหลังเสร็จภารกิจที่นอกวังเมื่อครู่เอง

 

 

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

จบตอน

 

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up