Skip to menu

XEDITION

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

 

วังชอนซา ลำนำรักแห่งฮานึล

บทที่ 7

 

 

 

 

“จะออกไปอีกแล้วเหรอฮีอู?”

 

ท่าทีของคนเป็นแม่ที่เอ่ยทักเด็กหนุ่มร่างเล็กนั้นแฝงไว้ด้วยแววกังวลไม่น้อย ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนที่ลูกชายของเธอกลับมาบ้านในตอนค่ำทั้งที่ควรจะกลับมาเร็วกว่านั้น ถามไถ่ถึงได้รู้ว่าถูกโจรเถื่อนทำร้ายร่างกาย และที่กลับช้าก็เป็นเพราะคนที่ช่วยลูกชายของเธอไว้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงต้องอยู่ดูแล แต่นี่มันก็เข้าวันที่สี่เข้าไปแล้ว ทำไมฮีอูยังจะต้องไปดูแลคนผู้นั้นอีก

 

แม้ว่าการตอบแทนบุญคุณในความช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่คิมโฮชอนก็ยังอดรู้สึกกังวลไม่ได้ อะไรบางอย่างเตือนเธอว่าการพบกันระหว่างลูกชายของเธอกับคนผู้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญธรรมดา ฮีอูไม่เคยปฏิเสธการกลับเข้าวังเลยสักครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไป นอกจากจะยังไม่กลับเข้าวังตามกำหนดการเดิมแล้ว ลูกชายของเธอยังส่งคำร้องขอต่อองค์รัชทายาทว่าอยากพักอยู่ที่บ้านอีกสักพัก...นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นว่าฮีอูคิดตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง

 

เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ผิดแปลกไปนี้ เธอก็สมควรที่จะไม่ไว้วางใจชายผู้นั้นไม่ใช่หรือ?

 

“ให้แม่ไปดูอาการเค้าด้วยดีไหม?”

 

คนที่เตรียมจะเดินออกจากประตูหันขวับไปหาผู้พูด “ไม่เป็นไรครับ” ศีรษะเล็กรีบส่ายปฏิเสธทันที มือที่ถือถุงกระดาษกำแน่นขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็นแม่ฉายแววคล้ายการจับผิด “คือ...ผมหมายความว่า แค่ไปรักษาบาดแผลให้เท่านั้น ยังไงก็จะรีบกลับ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

 

“จำเป็นมากเลยหรือที่ลูกต้องไปรักษาให้ด้วยตัวเอง?”

 

“ขา...ขาของเค้าหักเพราะลูก ถ้าจะต้องไปให้หมอรักษาก็ต้องเดินไป ลูกแค่อยากตอบแทนเขาจนกว่าเขาจะหายดี ท่านแม่อย่าเพิ่งซักไซ้ลูกเลยนะครับ เรื่องของชายผู้นั้น ลูกเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก เพียงแต่ลูกเชื่อว่าเค้าไม่ใช่คนไม่ดี อีกทั้ง ตอนที่ลูกสลบไปนั้นเค้าก็คอยดูแลลูกอยู่ตลอดทั้งที่ตัวเองนั้นบาดเจ็บสาหัสกว่าลูกตั้งไม่รู้กี่เท่า” ฮีอูนึกไปถึงตอนที่ตนฟื้นขึ้นมาในกระท่อมไม้เล็กๆ เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงเก่าๆ โดยมีคนร่างสูงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านข้าง ชายคนนั้นมีเลือดเปรอะไปทั่วทั้งตัว ที่ขาซ้ายและตามบาดแผลต่างๆ นั้นพันไว้ด้วยผ้าที่มัดไว้อย่างขอไปที บ่งบอกถึงคนที่ไม่ถนัดการปฐมพยาบาล

 

ฮีอูไม่รู้ว่าคนร่างสูงที่เขาตามหามาตลอดนั้นมาช่วยเขาไว้ได้อย่างไร แต่จะเพราะอะไรก็ช่าง เขาได้เจอกับชายคนนั้นแล้ว ซ้ำยังเป็นการเจอครั้งที่สองด้วยการช่วยชีวิตเขาไว้อีก

 

“แล้วจะรีบกลับมานะครับ” ร่างเล็กก้มหัวให้มารดา แล้วเดินออกจากประตูไปโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรให้มากความมากไปกว่านั้น

 

ถึงจะบอกว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณ แต่ตัวฮีอูนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้วเพราะเขาอยากรู้จักชายร่างสูงคนนั้นให้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้

 

อยากรู้ทุกอย่างของคนผู้นั้น...

 

อยากรู้ ...ว่าเขาจะสามารถเข้าถึงใจของร่างสูงได้หรือไม่

 

 

 

ใช้เวลาในการเดินทางจากบ้านไปยังกระท่อมไม้ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกนานพอสมควร กว่าที่ร่างเล็กจะมายืนอยู่หน้าทางเข้าของป่าไม้ตรงเนินเขา

 

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในกระท่อมไม้ ฮีอูก็พบกับสายตาคมจ้องตอบกลับมาในทันที คนที่นั่งอยู่บนเตียงดูเหมือนจะรอคอยให้ร่างเล็กมาถึงอยู่ทุกวินาที ดังนั้นเมื่อเห็นว่าใครมา ชายหนุ่มจึงยิ้มกว้างตอบกลับไปด้วยสีหน้าแสดงออกถึงความสุข

 

ฮีอูวางห่อยาและข้าวของลงบนโต๊ะไม้กลางห้อง แล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง

 

“วันนี้เจ้ามาช้า” ขณะที่มือเล็กเริ่มทำการเปลี่ยนผ้าพันที่ท่อนแขน เสียงทุ้มก็เอ่ยคล้ายตัดพ้อ

 

เรียวคิ้วบางเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าบาดแผลยังไม่มีทีท่าว่าจะหายเลยแม้แต่น้อย เขาเงยหน้าจ้องมองดวงตาคมอย่างพินิจ ในขณะที่อีกคนก็ยังรอคอยคำตอบด้วยท่าทางไร้พิษภัย

 

สามวันที่ผ่านมาฮีอูใช้ยารักษาตามสูตรเฉพาะของที่บ้าน ซึ่งได้ผลดีเทียบเท่าการรักษาให้เชื้อพระวงศ์ เนื่องจากแม่และพ่อของฮีอูเป็นปรมาจารย์ด้านการปรุงยา ส่วนตัวเขาก็ได้รับการถ่ายทอดวิชานี้มาอย่างเชื้อไม่ทิ้งแถว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการถูกฟันหรืออาการบวมช้ำ เขาก็สามารถรักษาให้หายได้ภายในเวลาไม่นาน แต่นี่ ผ่านมาตั้งสามวันแล้ว นอกจากเลือดจะยังไม่หยุดไหลซึม ปากแผลที่ถูกฟันยังไม่สมานกันเลยด้วยซ้ำ

 

ดวงตากลมโตจ้องลึกลงไปในแก้วตาสีดำสนิท อยากจะมองให้เห็นถึงสิ่งที่คนตรงหน้าเก็บซ่อนไว้ภายใต้แววตาคมกริบคู่นั้น ทว่า ไม่ว่าจะพยายามมองแค่ไหน สิ่งที่ฮีอูได้กลับมาคือความว่างเปล่าแต่เพียงเท่านั้น

 

“เราเห็นว่าร่างกายท่านยังไม่หายดีนัก น่าจะทานซุปไก่สมุนไพรที่ช่วยให้บาดแผลสมานเร็วขึ้น เราก็เลยแวะซื้อของที่ตลาดมา อาหารเที่ยงวันนี้ท่านต้องทานฝีมือเราแล้วล่ะ” ดวงหน้าหวานระบายยิ้มบาง “...หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจนะ?”

 

“ไม่เลย เจ้าทำซุปเพื่อข้า มีหรือที่ข้าจะรังเกียจ?”

 

“เช่นนั้นก็ดี ถ้าอย่างนั้น เราเริ่มทำแผลเลยนะ เสร็จแล้วจะรีบไปทำอาหารให้ท่าน

 

ดวงหน้าใสบริสุทธิ์เริ่มจับจ้องบาดแผลต่างๆ บนร่างกายของคนบนเตียง ยองจูมักแปลกใจเสมอที่เห็นว่าเด็กใสซื่อคนนี้จะมีสีหน้าจริงจังยามที่ทำการรักษาให้กับเขา ดูราวกับว่าเป็นคนละคนกับเวลาปกติโดยสิ้นเชิง

 

เมื่อหัวเข่าถูกเปลี่ยนผ้าที่พันดามคู่กับไม้ไว้เสร็จสิ้น ร่างเล็กก็เก็บอุปกรณ์ไว้ในกล่องดังเดิม ฮีอูจ้องมองท่อนขายาวที่เหยียดตรงนั้นด้วยความรู้สึกสับสน แน่นอนว่าเขารู้สึกซึ้งในบุญคุณครั้งนี้ที่ร่างสูงช่วยเขาไว้จนได้รับบาดเจ็บ แต่ที่ฮีอูไม่เข้าใจ คือวันที่ได้เจอกันครั้งแรก ชายผู้นี้น่าจะเก่งวรยุทธมากไม่ใช่หรือ แล้วทำไมกับแค่โจรเถื่อนพวกนั้นถึงได้พลาดพลั้งขนาดนี้?

 

ความสงสัยมากมายในโลกนี้เกิดขึ้นในใจของฮีอูอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะพยายามหาคำตอบ เพราะเรื่องใดก็ตามที่เกิดขึ้นรอบตัวของเขาล้วนไม่สำคัญเท่าความต้องการขององค์ชายชองจีรยง หากองค์รัชทายาทต้องการให้เขารับรู้ ก็จะทรงตรัสออกมาโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องร้องขอหรือปฏิเสธ หากสิ่งใดไม่ควรรู้ เขาก็จะไม่เอ่ยถามให้อีกฝ่ายเกิดความรำคาญ ตั้งแต่เล็ก ฮีอูนั้นเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังผู้ใหญ่เป็นอย่างดี ท่านพ่อและท่านแม่เฝ้าบอกเขาอยู่เสมอว่าให้เชื่อฟังองค์ชายชองจีรยง ห้ามต่อต้าน ห้ามขัดขืน ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม หากเป็นสิ่งที่องค์ชายชองจีรยงต้องการ คิมฮีอูมีแต่ต้องยินยอมตามรับสั่งแต่เพียงเท่านั้น ตั้งแต่จำความได้ เพื่อนเล่นเพียงคนเดียวที่มีก็คือองค์ชายใหญ่ และเพราะตลอดมาสิ่งที่ได้รับจากเพื่อนผู้สูงศักดิ์คนนี้คือความอบอุ่นอ่อนโยน และความใจดี จิตใจของฮีอูจึงมีแต่จะจงรักภักดีต่อชายผู้นั้นอย่างไม่มีข้อแม้

 

ฮีอูกลายเป็นคนขององค์รัชทายาทชองจีรยงโดยสมบูรณ์ จะไม่มีวันหักหลัง ไม่มีวันคิดทรยศ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยหายไปจากจิตใต้สำนึกของฮีอู เขายอมรับเหตุผลทั้งหมดนี้ด้วยใจบริสุทธิ์มาตั้งนานแล้ว ในชีวิตที่ผ่านมานี้ องค์รัชทายาทมีความหมายต่อเขามากที่สุด ...ฮีอูเชื่ออย่างนั้นมาตลอด 17 ปี

 

แต่ทว่า ครั้งนี้กลับต่างออกไป...

 

เป็นครั้งแรกที่หัวใจของฮีอูมีพื้นที่ไว้ให้ใครอีกคนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ เป็นครั้งแรกที่ฮีอูอยากหาคำตอบในความสงสัยที่เกิดขึ้นมากมายนี้อย่างที่ต้องแลกด้วยอะไรก็ยอมทั้งนั้น

 

“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?” อาการนิ่งเงียบของคนตัวเล็กทำให้ร่างสูงต้องเอ่ยถาม เพราะหากเป็นอย่างวันก่อนๆ ที่ผ่านมา ฮีอูจะชวนคุยมากกว่านี้ ...และยิ้มมากกว่านี้

 

มือเล็กทาบลงบนหัวเข่าซ้ายของชายหนุ่มแผ่วเบา “หากท่านไม่มาช่วยไว้ ป่านนี้เราคงถูกจับไปทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ท่านยอมเจ็บเพื่อเราถึงขนาดนี้ นั่นหมายความว่าเราเป็นหนี้ชีวิตท่าน ...จะเป็นอะไรไหม หากเราอยากรู้จักนามที่แท้จริงของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเราไว้

 

ราชครูหนุ่มในคราบชาวบ้านต่างเมืองจ้องมองดวงหน้าหวานของคนพูดเรียบนิ่ง ความจริงยองจูไม่ได้คิดจะปิดบังชื่อแต่อย่างใด แต่ถ้าไม่รู้ย่อมดีกว่า ดังนั้นเขาจึงเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงชื่อตัวเอง อีกทั้งร่างเล็กไม่เคยเอ่ยปากถามตรงๆ ด้วยเพราะความเกรงใจที่ไม่คิดละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัวของเขา แต่ในเมื่อคราวนี้เจ้าตัวถามออกมาโดยตรง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปิดบังอีก

 

“ยองจู

 

“ยองจู...” ร่างเล็กทวนคำเสียงเบา จดจำคำเพียงสองคำนั้นให้ขึ้นใจ ...ยองจู

 

“เราเรียกท่านว่า ยองจูได้ไหม? เอ่อ...ถ้าไม่สะดวก เราไม่เรียกก็ได้” เมื่อคิดได้ว่าเป็นการก้าวก่ายอีกฝ่ายมากเกินไป เสียงเล็กก็รีบเอ่ยต่อท้ายประโยคด้วยสีหน้าสลดลง

 

“รู้ชื่อของข้าแล้ว ทำไมเจ้าจะเรียกไม่ได้ล่ะ?”

 

ดวงหน้าหวานรีบเงยขึ้นสบสายตาคมอย่างยินดี “เราเรียกท่านว่ายองจูได้จริงหรือ?!”

 

“ได้สิ” ระหว่างที่เอ่ยตอบไปนั้น ยองจูกลับรู้สึกแปลกใจตัวเองที่นึกเป็นสุขเพียงแค่เห็นคนตัวเล็กนั้นยิ้มได้เสียที

 

“ยองจู...ยองจู...” ฮีอูลองเรียกชื่อนั้นสองสามครั้ง แล้วก็รีบหันหน้าไปอีกทางพลางยกมือขึ้นสะบัดไปมาตรงหน้าอย่างต้องการไล่ความร้อนที่แล่นฉิวมาสุมอยู่ที่ผิวแก้มจนน่ากลัวว่าจะแดงเถือกลามไปถึงคอ ทั้งดีใจที่ได้เรียกชื่อของยองจู ทั้งเขินอายเวลาที่เรียกชื่อแล้วอีกฝ่ายก็ขานรับด้วยรอยยิ้ม อ่อย~ ทำไมเขาถึงเป็นไปได้ขนาดนี้เนี่ย!~

 

“อ๊ะ จริงสิ เราเรียกยองจูด้วยชื่อ งั้นยองจูก็เรียกเราว่าฮีอูนะ เราเคยบอกไปแล้วว่าชื่อคิมฮีอู จำได้ไหม?”

 

จำได้สิ จำได้แม่นเลยทั้งหน้าตาและชื่อ ยองจูตอบตนเองในใจ พลางพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มบาง

 

“ตอนนี้แผลก็ทำเสร็จแล้ว งั้นยองจูนอนพักผ่อนก่อนนะ เราจะไปทำอาหารให้ทาน

 

“อืม...

 

เมื่อร่างเล็กเดินออกจากประตูไป เสียงหัวเราะเบาๆ ก็หลุดออกมาจากริมฝีปากหนาได้รูปไม่ดังนัก นานเท่าไหร่แล้วที่ชีวิตของปาร์คยองจูไม่ได้เจอใครที่ร่าเริงเช่นนี้ นอกจากจะต้องมุมานะฝึกวิชาทั้งบุ๋นและบู้มาตั้งแต่ยังเล็ก ที่เหลือจากนั้นคือการเป็นราชครูที่ดีให้กับวังชอนซา อ่า...จริงสิ เขาอยู่กับซอนอินตั้งแต่ที่ฝ่ายนั้นยังเป็นแค่เด็กไร้เดียงสา แต่ทว่า ซอนอินกลับโดนสิ่งแวดล้อมผลักดันให้ไม่มีช่วงเวลาเหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆ ไม่ได้เที่ยวเล่นอย่างที่เด็กในวัยนั้นสมควรได้รับโอกาส แม้ว่าตอนนี้ซอนอินจะอายุย่างเข้าปีที่ 17 แล้ว แต่ความเป็นเด็กยังคงถูกซุกซ่อนอยู่ในตัวไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่พยายามที่จะไม่แสดงมันออกมา โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้ฮีอูและซอนอินที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันมีความแตกต่างทางนิสัยอย่างนี้

 

ยองจูขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขาเหม่อมองออกไปยังกรอบบานหน้าต่างด้านข้าง แหงนมองท้องฟ้าสีครามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หากเป็นคนทั่วไป การเห็นก้อนเมฆที่ลอยเอื่อยอย่างสงบอยู่บนท้องนภาสดใสนี้คงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับปาร์คยองจู ราชครูหนุ่มที่ถูกผู้เป็นพ่อเฝ้าสอนถึงการดูโหราศาสตร์ของเผ่าชินซองอยู่เกือบตลอดชีวิตนั้นเข้าใจดีถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

เดือน 7 กำลังจะใกล้เข้ามา มีเวลาไม่มากแล้ว ก่อนที่ตัวตนที่แท้จริงของวังชอนซาจะถูกเปิดเผย

 

...ไม่สิ ทุกอย่างมันสายไปแล้วตั้งแต่คืนวันที่ซอนอินโดนลักพาตัวไป สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการพาซอนอินออกมาจากฮานึล ก่อนที่ทุกอย่างที่ชินซองพยายามปิดบังมาตลอดจะสูญเปล่า

 

สถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับซอนอินในเวลานี้ มีเพียงหุบเขาของชนเผ่าชินซองเท่านั้น

 

“นายท่าน” เสียงของชายชราเรียกให้ร่างสูงที่กำลังครุ่นคิดต้องหันไปมอง ที่ด้านนอกของตัวกระท่อม เมื่อมองจากบานหน้าต่างก็จะเห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล “...ที่ห้องครัว เด็กคนนั้นมาทำอาหารด้วยตัวเอง ข้าไม่สามารถทำอย่างที่ท่านบอกไว้ได้เหมือนวันก่อนๆ”

 

“อืม ข้ารู้แล้ว นี่ค่าจ้างสำหรับวันนี้ พรุ่งนี้ก็ขอให้มาเวลาเดิม เข้าใจนะ” เหรียญสีทองสองเหรียญถูกส่งให้ชายชราที่รีบยื่นมือออกมารับอย่างกระตือรือร้น “จำเอาไว้ด้วย ว่าเจ้าไม่เคยรู้จักข้า ไม่เคยเห็นอะไรในที่นี้ ...หากเจ้าปากพล่อยเมื่อใด คงรู้นะว่าจะเป็นอย่างไร”

 

“ข้าไม่เคยรู้จักท่าน ไม่เคยเห็นที่แห่งนี้ ข้าสาบาน ขอบคุณท่านมาก ขอบคุณที่ทำให้ข้ามีรายได้ไปรักษาลูกของข้า ขอบคุณ ขอบคุณ

 

“ไปได้แล้ว

 

ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังของชายชราที่ค่อยๆ วิ่งออกไปทางเนินเขา ชายผู้นั้นคือคนที่เขาบอกกับฮีอูว่าเป็นเจ้าของกระท่อม และเป็นคนที่คอยทำอาหารให้กับเขาทุกมื้อ ดังนั้นที่ผ่านมาสามวัน เขาและฮีอูจะได้ทานอาหารเที่ยงด้วยกันจากฝีมือของชายแก่ผู้นั้น

 

มือหยาบใหญ่กำแผ่นหยกที่ฮีอูคืนเขาตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนไว้ในมือแน่น ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปตามแผน เขาจะไม่ยอมให้อะไรมาขวางทางเด็ดขาด

 

 

ครึ่งชั่วยามต่อมา ซุปไก่ร้อนๆ และกับข้าวอีกสองสามอย่างก็วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้กลางห้อง ร่างเล็กยิ้มร่าขณะเดินเข้าไปประคองร่างสูงให้ลุกขึ้นมานั่งที่เก้าอี้

 

วงแขนเล็กกอดรอบเอวของคนที่ตัวสูงกว่า ทุลักทุเลเหมือนอย่างเคยที่ต้องพยายามประคองร่างของยองจูที่ทั้งสูงและหนักกว่าตนให้ก้าวเดินไปพร้อมกัน

 

“อ๊ะ!~”

 

เสียงเล็กอุทานลั่นเมื่อร่างทั้งร่างตกลงไปบนตักของร่างสูงที่เพิ่งจะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ได้สำเร็จ วงแขนกว้างรวบคนตัวเล็กไว้แน่นด้วยกลัวว่าจะตกลงไปบนพื้น ทำให้ใบหน้าหวานจมลงกับอกอุ่นแนบสนิท

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า?”

 

“มะ...ไม่เป็นไร” ฮีอูเอ่ยตอบผ่านแผ่นอกหนาด้วยเสียงอู้อี้ มือขาวยกขึ้นดันอีกฝ่ายไม่แรงนัก เพื่อละตัวเองออกมายืนหน้าแดงหูแดง ซ้ำหัวใจก็ยังเต้นไม่เป็นส่ำ

 

อาการเขินอายของคนตัวเล็กนั้นไม่อาจปิดบังอีกคนได้ ยองจูระบายยิ้มยามที่ยกมือขึ้นลูบผิวแก้มอุ่นร้อนนั้นแผ่วเบา “ข้าว่าวันนี้เจ้าแปลกไปจริงๆ นะ ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมหน้าแดงอย่างนี้?”

 

“ฮีอู?...”

 

“อ่ะ ป่ะ...เปล่า เราไม่ได้เป็นอะไร” ดวงหน้าแดงซ่านส่ายรัวไปมา ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบนั่งลงที่เก้าอี้ถัดจากร่างสูง มือเล็กรีบตักน้ำซุปให้กับคนป่วยทั้งที่ยังก้มหน้าหลบสายตาคม “ยองจูรีบทานดีกว่า เดี๋ยวเย็นหมด”

 

“อืม ฮีอูก็รีบทานเข้าเถิด

 

บรรยากาศอบอุ่นบางเบาค่อยๆ โรยตัวลงมาเชื่องช้า ฮีอูลอบมองยองจูที่ทานอาหารฝีมือตนเองอย่างมีความสุข แอบยิ้มให้กับตัวเองไปก็หลายครั้ง ความรู้สึกของกระแสอุ่นซ่านที่เกิดขึ้นในอกนี้ทำให้เขามีความสุขยิ่งนัก แม้จะเคยรู้สึกดีกับสิ่งที่องค์ชายใหญ่เคยมอบให้ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยทำให้หัวใจของฮีอูปรวนแปรได้เท่ากับชายผู้นี้

 

...ใจของข้ากำลังมีความรักให้กับท่านใช่หรือเปล่า ยองจู...

 

 

“...ฮีอู ข้าวติดปากเจ้าแหนะ

 

“.................”

 

“...ฮีอู” เป็นเพราะคนตัวเล็กเอาแต่นั่งเขี่ยข้าวในถ้วยอย่างคนเหม่อลอย ทำให้เจ้าของเสียงทุ้มต้องยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อเรียกซ้ำอีกครั้ง แต่ก็ยังเป็นเช่นเดิม ดูเหมือนว่าเจ้าตัวกำลังคิดเพลินเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ “ถ้าอย่างนั้น ข้าเอาออกให้นะ” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ใกล้ในระยะประชิด ทำให้ลมร้อนกระทบลงบนผิวแก้มนุ่ม ในจังหวะที่ปลายนิ้วเรียวยาวกำลังจะแตะดวงหน้าขาวนั้นเอง จู่ๆ ฮีอูก็หันขวับมาอย่างเพิ่งรู้สึกตัว

 

“อ่ะ!!”

 

ช่วงเวลาที่สองสายตาได้สบกัน ราวกับมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้ไม่อาจละสายตาไปจากคนตรงหน้าได้ แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ทำให้ร่างสูงหลงใหลอย่างไม่รู้ตัว ในขณะที่ดวงตาคมกริบที่ราวกับเป็นกระบี่ปลายแหลมกำลังฟาดฟันลงมาที่กลางใจคนมองนั้นทำให้เกิดความลุ่มหลงอย่างที่คนตัวเล็กรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตนพ่ายแพ้ให้กับชายผู้นี้อย่างสิ้นเชิง

 

ยามที่สายตายังสอดประสาน ปลายนิ้วอุ่นก็แตะแผ่วเบาเพื่อปัดเม็ดข้าวออกจากมุมปากบางสวย ใช้เวลาไม่นานที่จะปัดเม็ดข้าวเพียงสองเม็ดนั้น แต่กลับใช้เวลาเนิ่นนานที่ฝ่ามือหยาบไล้สัมผัสผิวแก้มนุ่มลื่นตรงหน้าอย่างไม่คิดจะถอยห่าง

 

ความอบอุ่นบนผิวแก้ม และดวงหน้าหล่อเหลาที่โน้มลงมาใกล้เรื่อยๆ ทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า ทันทีที่ความมืดมิดครอบงำลงมา ริมฝีปากสีสดก็ถูกประกบทาบทับแนบสนิท

 

มือเล็กยกขึ้นเกาะเกี่ยวบ่ากว้างขณะที่ริมฝีปากยังคงบดเบียดเข้าหากันราวกับเป็นแม่เหล็กดึงดูดไม่ให้แยกจาก รสจูบเร่าร้อนดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบ ริมฝีปากหนาค่อยๆ สำรวจดูดดึงกลีบปากบางคล้ายต้องการลิ้มรสความหอมหวานให้คุ้มค่ามากที่สุด

 

“อึก...” ข้อนิ้วเล็กที่จับยึดบ่ากว้างเกร็งแน่นขึ้นยามที่ถูกเรียวลิ้นร้อนแทรกลึกเข้ามาในโพรงปาก เสียงหวานครางอื้ออึงในลำคอยามที่ต้องตอบรับการเกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นเข้าหากัน หยาดน้ำใสเอ่อล้นผ่านทางริมฝีปากของกันและกันจนเกิดเสียงเปียกลื่นดังก้องสะท้อนในความเงียบสงบภายในกระท่อมไม้

 

นานเท่าไหร่ไม่อาจล่วงรู้ กว่าที่คนทั้งสองจะผละจูบออกจากกัน เจ้าของกลีบปากบวมช้ำสีสดหอบหายใจรัวถี่จนแผ่นอกกระเพื่อมน้อยๆ ดวงหน้าเล็กยังคงเค้าของความฉ่ำหวานทั้งดวงตาและผิวแก้ม ท่วงท่าที่แสนน่ารักจากร่างเล็กนั้นยังผลให้คนตัวสูงก้มใบหน้าลงใกล้แล้วประทับจูบมุมปากสีสวยนั้นอีกครั้งทิ้งท้าย

 

ในตอนนี้ ร่างสูงโปร่งหันกลับมาจัดการกับอาหารตรงหน้าอีกครั้งแล้ว แต่คนตัวเล็กกลับยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง

 

“หากเจ้าไม่รีบทาน งั้นข้าจะป้อนเจ้าเองด้วยปากของข้านี่แหละ

 

“เห๋?!!!”

 

“รู้สึกตัวเสียที” คนพูดปล่อยเสียงหัวเราะในคอแล้วระบายยิ้มกว้าง “ทานข้าวเถิด เกิดเจ้าเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะช่วยดูแลข้าล่ะ”

 

“อ่ะ...อือ...” ก้มหน้างุดรับคำในคอ ตะเกียบในมือก็วนเขี่ยข้าวในถ้วยอยู่นานสองนานกว่าเจ้าตัวจะจับจังหวะหัวใจให้เป็นปกติได้ ถึงค่อยเริ่มทานข้าวจริงๆ จังๆ เสียที

 

 

แต่ถึงกระนั้น ฮีอูกลับพบว่า การกลืนข้าวให้ลงคอทั้งที่ตัวเองยังยิ้มไม่หุบอยู่แบบนี้ช่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งนัก...

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

เรื่องของนางสนมมากมายภายในวังหลวง เป็นที่รู้กันว่าเหล่าสาวงามแต่ละคนต่างก็ต้องการแก่งแย่งกันให้เป็นที่โปรดปรานขององค์กษัตริย์ ในหลายๆ แคว้นบนแผ่นดินนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุด นางสนมที่ได้รับแต่งตั้งไม่ว่าจะทางการเมืองหรือเป็นการแต่งตั้งเพราะผลประโยชน์ต่างๆ จะได้รับความเอ็นดูจากองค์กษัตริย์หนึ่งคืนเป็นอย่างต่ำ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษผู้ใด หากเป็นเรื่องของหญิงงาม ล้วนหลงมัวเมาในอารมณ์ไม่ต่างกัน

 

ทว่า กลับยังมีกษัทตริย์อยู่พระองค์หนึ่ง ที่ไม่ใคร่การสุขสำราญกับบรรดาสาวงามเท่าใดนัก แต่เป็นเพราะหน้าที่และเพื่อให้คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้ยอมรับสิ่งที่ตนเลือก พระองค์จึงตัดขาดความสัมพันธ์ที่มีต่อคนผู้นั้นแล้วขึ้นครองราชย์ปกครองแคว้นฮานึลอย่างห้าวหาญ

 

...แม้ว่าหัวใจจะอ่อนแอมากเพียงไรก็ตาม

 

การให้กำเนิดโอรสองค์แรก นับเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการมีความสัมพันธ์ทางกายกับผู้อื่น กษัตริย์ชองฮวาจีทรงตั้งใจไว้เช่นนั้น ขอเพียงมีผู้สืบทอดบันลังก์ เรื่องที่เหลือต่อจากนี้ก็เพียงทุ่มเทให้กับบ้านเมืองจนสิ้นลมหายใจแล้วเท่านั้น การร่วมชีวิตกับราชินีที่เพียบพร้อมและจิตใจงดงามอย่างอึนจอง เพียงพอแล้วสำหรับพระองค์ แต่เรื่องทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ในคืนหนึ่งหลังจากที่มีการแต่งตั้งพระสนมชิมฮีวอน พระองค์ได้ให้กำเนิดโอรสองค์รองอีกหนึ่งองค์ด้วยความไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมา ความสงบสุขที่พระองค์ปรารถนามาตลอดกลับไม่เป็นผล ความวุ่นวายภายในวังหลวงมีมากเกินกว่าที่จะควบคุมได้อย่างใจคิด ในคืนที่พระองค์ถูกลอบวางยาจากพิษดอกไม้อังฮวาเมื่อสองปีก่อนนั้นทำให้ทั่วทั้งวังเกิดโกลาหล และที่น่าเศร้าเสียใจที่สุด คือการพบหลักฐานว่าองค์ราชินีของพระองค์เป็นคนลอบวางยา ในวันประหาร ชองฮวาจี ไม่อาจช่วยเหลือภรรยาของตนได้เลย ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบของวังหลวง แม้ตัวของพระองค์จะไม่เชื่อ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันได้

 

นับตั้งแต่นั้น ไม่มีวันใดที่องค์กษัตริย์แห่งฮานึลไม่นึกเสียใจต่อพระมารดาของจีรยง อึนจองดีต่อพระองค์มากนัก ทั้งยังเป็นเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องทุกอย่างของพระองค์ดีที่สุด นางไม่เคยได้รับความรักอย่างชู้สาวจากผู้เป็นพระสวามี แต่กระนั้น นางก็ยังรักและเข้าใจในชองฮวาจีมากกว่าใครทั้งหมด แม้อยากจะตอบแทนความรักที่มีให้นั้นมากเพียงใด ในตอนนี้ พระองค์กลับทำได้เพียงเลี้ยงดูบุตรชายของนางให้ดีที่สุดเท่านั้น

 

และเพราะความรักขององค์กษัตริย์ที่ทุ่มเทให้แต่เพียงโอรสองค์โตอย่างไม่ปิดบังนี้เอง ที่กำลังทำให้เรื่องในวังหลวงยุ่งยากมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

 

 

“เจ้าจะไปไหน จีมุน

 

“เสด็จแม่...” ร่างสูงโปร่งหันกลับไปตามเสียงเรียก เด็กหนุ่มโค้งกายให้ผู้เป็นมารดาอย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพตามนิสัย “ลูกกำลังจะไปที่ตำหนักโยกัน เสด็จแม่มีสิ่งใดจะคุยกับลูกหรือ?”

 

“ตำหนักโยกัน? ที่ที่วังชอนซาพักอยู่น่ะหรือ?”

 

“ใช่พะย่ะค่ะ

 

เรียวคิ้วบางที่ผ่านการดูแลมาอย่างดีเลิกขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสีแดงสดตัดกับผิวหน้าขาวราวหิมะขยับเอ่ยวาจา “เสด็จพ่อตรัสกับแม่ว่า วังชอนซาผู้นี้อยู่ในความดูแลขององค์รัชทายาทไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใด เจ้าถึงไปยุ่งกับคนของพี่ชายเจ้า ทั้งที่แม่เคยบอกตั้งไม่รู้กี่ครั้งว่าอย่าหาเรื่องให้เสด็จพ่อเคืองพระทัย!”

 

จีมุนก้มหน้านิ่ง เขารู้ดีว่าแม่ของเขาต้องการให้เขาเอาอกเอาใจเสด็จพ่อ พยายามทำทุกอย่างให้เสด็จพ่อเชื่อใจเพื่อที่ตนเองจะได้เป็นผู้ถูกเลือกให้ครองบัลลังก์ ทั้งที่ทั้งเขาและแม่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เสด็จพี่มีความสามารถมากกว่าเขามากมายนัก อีกทั้ง ลูกสนมอย่างเขามีหรือจะกล้าเทียบเสด็จพี่ที่เป็นถึงโอรสขององค์ราชินี ไม่ว่าจะมองอย่างไร การที่เสด็จพ่อเอ็นดูเขาอย่างทุกวันนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว

 

สิ่งที่เป็นของเสด็จพี่ ไม่มีวันที่เขาจะแย่งมาได้ จีมุนรู้ดี แต่เฉพาะกับเรื่องของคนคนนี้ ที่เขาทนยอมมองผ่านไปไม่ได้

 

“ลูกไม่สนว่าวังชอนซาจะเป็นคนของใคร ตราบใดที่ลูกสนใจเค้า ลูกก็จะทำตามหัวใจของลูก

 

“ชองจีมุน! เจ้าหมายความเช่นไร!!!!” ดวงตาของสนมเอกเบิกกว้างราวกับได้ยินเรื่องร้ายแรงที่สุดในชีวิต

 

“เสด็จแม่เข้าพระทัยถูกแล้ว ถึงแม้เสด็จพี่จะเป็นคนดูแลวังชอนซาตลอดเวลาที่อยู่ฮานึล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ‘ตัวของวังชอนซา’ เป็นของเสด็จพี่ ดังนั้นลูกย่อมมีสิทธิ์ที่จะเข้าหาวังชอนซาอย่างบริสุทธิ์ใจ”

 

จีมุนโน้มกายลงต่ำกล่าวลาผู้เป็นมารดาแล้วหันกลับเดินต่อไปโดยไม่คิดจะหยุดฟังสิ่งใดอีก

 

“ชองจีมุน!! เจ้า!!....”

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

หลังเสร็จว่าราชกิจ รัชทายาทหนุ่มใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามเพียงเพื่อตัดสินใจว่าจะไปเยี่ยมเยือนเชลยคนสำคัญดีหรือไม่ ใจหนึ่งของชายหนุ่มนั้นอยากเห็นดวงหน้างดงามของวังชอนซาสักเศษเสี้ยวของชั่วยามก็ยังดี หากแต่อีกใจหนึ่งของเขากลับร้องเตือนว่าไม่สมควรทำตามใจตนเองเช่นนี้

 

ทว่า จนแล้วจนรอด จีรยงก็ต้องยอมสิโรราบให้กับความต้องการในส่วนลึกของจิตใจ

 

ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนในห้องโถงที่กว้างใหญ่เงียบสงัด นิ่งค้างอยู่บนแท่นประทับเพียงชั่วครู่ ก่อนจะออกเดินจากโถงว่าราชการ ตรงไปยังสถานที่ที่มีใครบางคนในห้วงความคิดพักอาศัยอยู่

 

...องค์รัชทายาทหนุ่มเพียงหวัง ว่าความหลงใหลนี้ จะเป็นเพียงอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะในเวลานี้พระองค์ไม่มีฮีอูคอยเติมเต็มให้อยู่ข้างพระวรกายดังเช่นที่เคย

 

 

 

“อ่ะ ถวายบัง.....” เสียงถวายความเคารพต่อองค์รัชทายาทยังหลุดออกจากปากข้ารับใช้ได้ไม่ครบประโยค มือใหญ่ก็รีบโบกปัดบอกให้เงียบ แล้วเดินผ่านสาวใช้ทั้งสองคนเข้าไปยังด้านในของตำหนักโยกันอย่างเงียบเสียง

 

 

ยามบ่ายแก่ๆ ซอนอินเลือกที่จะนั่งรับลมเล่นอยู่ริมหน้าต่างในห้องนอน เขาแกะเมล็ดทานตะวันป้อนให้เจ้านกน้อยในกรงไปพลาง แกะยัดเข้าปากตัวเองไปพลาง ฟังเสียงธรรมชาติไปพลาง  รื่นรมย์อะไรอย่างนี้เนี่ย~

 

ก็ไม่ใช่ว่ามีความสุขดีอะไรมากมายหรอกนะ แต่จะให้กระตือรือร้นให้เปลืองแรงไปไย ในเมื่อไม่มีหนทางให้หลบหนีเลยสักนิด อยู่ในวังหลวงฮานึลมาเป็นเดือนแล้ว ยังไม่มีข่าวอะไรคืบหน้าจากภายนอกเลยสักอย่าง ราชครูปาร์คก็หายเข้ากลีบเมฆ ทิ้งไว้แต่เจ้านกในกรงตัวนี้เท่านั้น

 

“ชิชะ เจ้านี่รู้มากจริงนะ รู้แล้วๆ ...โซยอน เจ้าไปเอาเมล็ดทานตะวันมาให้ข้าอีกถุงสิ” กำลังครึ้มอกครึ้มใจ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ปากแหลมๆ ของนกน้อยก็จิกลงมาที่นิ้วเป็นเชิงบอกว่าอยากกินอีก ทำเอาคนสวยต้องขมวดคิ้วยุ่งร้องสั่งสาวใช้ที่นั่งอยู่ด้านนอกตัวห้อง

 

ดวงหน้าเรียวสวยแยกเขี้ยวใส่สิ่งมีชีวิตในกรงคล้ายการเย้าแหย่ “ข้าเป็นนายเจ้า หรือเจ้าเป็นนายข้ากันแน่ หืม!~~~~” ปลายนิ้วเรียวขยี้ปอยขนบนหัวกลมเล็กจ้อยอย่างหมั่นเขี้ยว

 

เฮ้อข้าเริ่มเบื่อจริงๆ แล้วนะ วันๆ คุยแต่กับเจ้า อีกไม่นานข้าต้องเป็นบ้าตายแน่

 

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำยาวสลวยเอนซบท่อนแขนที่ทาบอยู่กับขอบหน้าต่าง ดวงตากลมโตจ้องมองเม็ดตาสุกใสของนกน้อยแล้วให้ถอนหายใจเบา

 

“ข้ารู้น่า เจ้าสงสัยใช่ไหมล่ะว่าทำไมพักนี้ข้าถึงสติแตกต้องมานั่งคุยกับเจ้าบ่อยๆ

 

 

จิ๊บ!~

 

 

“รู้ดีอีกแล้ว เฮ้อ~ ความจริงข้าก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันแหละ รู้แต่ว่าตอนนี้ข้ามีความสุขนิดๆ แหละ หุหุ” พูดไปแล้วก็นึกมึนกับตัวเองว่าคงเข้าขั้นคนเสียสติไม่น้อยที่มานั่งระบายความในใจกับสัตว์มีปีกตัวเท่าฝ่ามือ แต่จะให้เขาไปพูดแบบนี้กับใครได้เล่า จะให้บอกใครได้ว่าที่ยิ้มบ้ายิ้มบอได้ทั้งวันแบบนี้มันเพราะจูบแรกที่ถูกชิงไปในคืนนั้น

 

ในทีแรก ซอนอินไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงลืมรสสัมผัสในตอนนั้นไม่ได้เสียที ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ แถมยังปวดหัวเข้าอีก จนแล้วจนรอด พอลองปล่อยให้ใจตัวเองเป็นผู้คิด ถึงได้รู้ว่า ทุกครั้งยามที่นึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้น หัวใจก็จะเต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ ซ้ำความร้อนในร่างกายยังพุ่งพล่านลามไปทั้งหน้าทั้งคออีก

 

แม้จะไม่รู้ว่าอาการพวกนั้นหมายถึงอะไร แต่ที่แน่ๆ ซอนอินรู้ว่า ยามที่คิดถึงชองจีรยง มันเป็นความรู้สึกที่ดี

 

“นี่เจ้านกน้อย เจ้าว่าเวลาที่ชองจีรยงทำหน้าแบบนี้ ใจจริงแล้วจะเป็นอย่างที่ข้าเห็นหรือเปล่า?” ศีรษะเล็กยกขึ้นจากท่อนแขน ซอนอินทำหน้าเลียนแบบเจ้าของชื่อด้วยการใช้นิ้วดันหางคิ้วให้ชี้สูง แล้วปั้นหน้าเข้มดุน่าเกรงขาม

 

“ฮ่าๆ เจ้ายังกลัวเลยใช่ไหมล่ะ” เสียงหวานใสหัวเราะร่วนเมื่อเห็นนกน้อยตีปีกพับๆ บินว่อนไปทั่วกรง

 

ซอนอินระบายยิ้มบาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเซื่องซึม “...ข้าว่า ชองจีรยงเป็นคนตรงไปตรงมา สิ่งที่ข้าเห็น ย่อมตรงกับใจของคนผู้นั้นไม่ผิดแน่ เค้าเกลียดข้าเช่นไร ย่อมต้องการแกล้งข้ามากเท่านั้น ถ้าใจของข้าไม่คล้อยตามก็ดีสิ ข้าจะได้ไม่ต้องรู้สึกเจ็บอย่างนี้

 

ดวงหน้าหวานเศร้าแนบซบลงกับท่อนแขนอีกครั้ง ปลายนิ้วแตะผะแผ่วบนริมฝีปากตัวเองอย่างเลื่อนลอย “...ข้าอยากกลับบ้านมากเลย ที่นี่มีแต่เรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ คนพวกนั้นต้องการอะไรจากข้า ถ้าแค่เรื่องสงคราม ไม่เห็นจำเป็นต้องสนใจข้าเลย แค่จับข้ามาขังก็น่าจะพอใจแล้ว ทำไมจะต้องเข้ามาทำให้ใจของข้ารู้สึกแปลกประหลาดอย่างนี้ด้วย

 

“...ไม่คิดจะให้ข้าอยู่อย่างเป็นสุขสินะ เชลยย่อมต้องโดนทรมาน ถ้าเช่นนั้น จับข้าไปขังไว้ในคุกเสียก็สิ้นเรื่อง” ซอนอินเอ่ยเสียงแผ่วขณะที่เปลือกตาค่อยๆ หรี่ลง

 

ความรู้สึกที่แจ่มชัดในใจนี้ส่งผลให้ร่างบางรู้ตัวว่าตนเองกำลังถลำลึกไปอย่างไม่ทันได้รู้ตัว จะห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว ในเมื่อทุกอย่างที่เกี่ยวกับชองจีรยงกำลังทำให้ใจของเขาหวั่นไหวจนยากจะเข้าใจ ทั้งคนรักของคนผู้นั้น ทั้งการที่มีหญิงนางโลมล้อมหน้าล้อมหลัง เพียงแค่เห็นก็นึกฉุนนึกอิจฉาคนพวกนั้นไปหมด

 

เหตุผลเดียวที่ชองจีรยงเข้าใกล้เขาอย่างเช่นจูบในวันนั้น มันก็เป็นเพียงการกระทำที่ไม่มีความรู้สึกพิเศษใดๆ ต่อเขา นอกไปเสียจากความชิงชังต่อโอรสของแคว้นศัตรู

 

ทั้งคิมซอนอิน ทั้งวังชอนซา ไม่ว่าจะตำแหน่งใด ก็ไม่อยู่ในสายตาของชองจีรยงแม้แต่น้อย

 

สายลมเย็นยามบ่ายแก่ๆ พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบางเบา ฉุดดึงให้คนร่างบางคล้อยหลับไปอย่างง่ายดายโดยที่เจ้าตัวลืมเรื่องเมล็ดทานตะวันไปเสียสนิท

 

 

จิ๊บๆ!~

 

 

“ชู่ว...” ร่างสูงสง่าในชุดว่าราชการขยับออกจากมุมห้องที่อับแสงหลังจากที่ยืนหลบอยู่นานสองนานแล้ว เขาเดินก้าวไปใกล้บานหน้าต่างแล้วยกนิ้วขึ้นส่งสัญญาณเป็นเชิงบอกให้นกน้อยเงียบเสียงซะ พร้อมทั้งเทเมล็ดทานตะวันกว่าครึ่งถุงลงไปในกระบวยไม้ภายในกรงนก

 

รูปหน้าคมเข้มก้มลงมองสีหน้ายามหลับของเชลยคนสวย ริมฝีปากหยักหนายกยิ้มบางยามที่นึกไปถึงถ้อยคำของคนร่างบางเมื่อครู่ ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่เพราะอีกคนเล่นเอ่ยความในใจออกมาเสียขนาดนั้น ทำให้เขาเกิดความสนใจจึงได้แต่ยืนเงียบหลบอยู่ที่มุมห้อง

 

...หึ ช่างเป็นหงส์แสนงามที่น่าสนใจนัก

 

ข้อนิ้วหนาเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมาให้พ้นดวงหน้าเรียวสวยอย่างเบามือ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผมของร่างบางนั้นยาวเกินพอดี แม้เจ้าตัวจะมัดรวบครึ่งศีรษะไว้จำนวนหนึ่งแล้วก็ตาม

 

จีรยงยกยิ้มที่มุมปากอย่างคนที่เพิ่งนึกเรื่องดีๆ ได้ เขาเดินไปหยิบหวีที่หน้ากระจก แล้วพาตัวเองกลับมายืนที่เดิม มือใหญ่ค่อยๆ คลายปมมวยที่มัดอยู่บนศีรษะเล็กอย่างเบามือ เขาจัดการสางเส้นผมนุ่มลื่นดุจแพรไหมเนื้อดีให้แผ่สยายเรียงตัวยาวลงมาอย่างสวยงาม ก่อนจะเริ่มจับนั่นม้วนนี่อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

 

 

กว่าที่องค์รัชทายาทจะเสด็จกลับ ก็ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น นางกำนัลสาวทั้งสอง และองครักษ์ฝาแฝดน้อมกายต่ำถวายบังคมลาอย่างนอบน้อม แต่ทันทีที่นายเหนือหัวเดินลับหายไปจากประตูทางเข้าของตำหนักโยกัน เด็กหนุ่มตัวเล็กก็โพลงขึ้นเสียงดัง

 

“พวกเจ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นหรือเปล่า?!! อ่ะ!!!!”

 

ก่อนจะตามมาด้วยแรงฝ่ามือใหญ่ที่เสยเข้ากลางหัว

 

“พี่ใหญ่ตบหัวข้าทำไม?!!” ร่างเล็กบางคลำหัวป้อยน้ำตาซึม

 

“ก็เพราะเจ้าเสียงดังน่ะสิ! ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าองค์วังชอนซาทรงบรรทมอยู่น่ะ!” เป็นยอนอาที่ตอบข้อสงสัยให้กับเด็กหนุ่มได้เข้าใจ

 

“อ่าๆ ข้ารู้แล้วๆ ...แต่มันน่าแปลกใจนี่น่า ข้าไม่เคยเห็น พระพักตร์อ่อนโยนเช่นนั้นขององค์รัชทายาทเลยนะ จะให้ถูก ก็ไม่เคยเห็นเลยตั้งแต่ที่องค์ราชินีสิ้นพระชนม์  ...เนาะ พี่ใหญ่” ท้ายประโยค ดวงหน้าใสหันไปขอความเห็นกับแฝดผู้พี่อย่างต้องการหาแนวร่วม แต่ดูจากสีหน้านิ่งเฉยเรียบสนิทแล้ว กึมซองก็ได้คำตอบแบบที่ไม่ต้องเสียเวลาถามซ้ำสอง

 

“กึมซอง ทำไมเจ้าถึงได้ช่างสอดรู้นักนะ เป็นนายทหารต้องรู้จักกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดไม่ใช่หรืออย่างไร ดูอย่างพี่ชายเจ้าสิ นิ่งขรึมสมกับเป็นองครักษ์ขององค์รัชทายาท ส่วนเจ้านี่นะ ข้าไม่เข้าใจเล้ยว่ามาอยู่ตำแหน่งเดียวกับโทซองได้อย่างไร

 

“น้อยๆ หน่อยแม่นางดีเลิศประเสริฐศรีทุกสิ่งอย่าง เห็นข้าเป็นอย่างนี้ ขอบอกว่าเรื่องสอดแนม หลอกล่อ ปล้นสวาทนี่ไม่มีใครเก่งเกินข้า อย่างพี่ใหญ่น่ะ ยังสู้ข้าไม่ได้ครึ่งเลย!! อ่ะ...!!!” ยังอวดสรรพคุณตนเองไม่จบดี คนที่ถูกปรามาสก็รวบเอวเล็กบางของน้องชายขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดาย

 

โทซองถอนหายใจเบาพลางว่า “หากเจ้ามีดีแค่หน้าตา ก็อย่าใช้ให้มันพร่ำเพรื่อนัก หัดรู้ใจคนอื่นเสียบ้าง เอาแต่สอดรู้เรื่องไม่เป็นเรื่อง

 

“อ๊า~ ปล่อยข้าลงนะพี่ใหญ่~ แล้วรู้ใจคนอื่นนี่ใคร? อะไรของเจ้า ทำไมพูดอะไรข้าไม่เห็นเข้าใจ??!~” มือเล็กทุบอักๆ ลงบนแผ่นหลังกว้างขณะที่คนเป็นพี่ก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างเอือมระอา

 

“ฮ่าๆ” สาวใช้สองพี่น้องต่างลอบมองตากัน ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะให้กับคู่ฝาแฝดที่ต่างกันคนละขั้ว

 

“อ่ะ จริงสิ พี่ยอนอา พวกเราลืมทูลองค์รัชทายาทเลย ว่าองค์ชายรองแวะมาที่นี่ตอนที่พระองค์กำลังสางเส้นผมให้กับวังชอนซา

 

ยอนอาหันขวับไปจ้องหน้าน้องสาวทันที ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “เลยตามเลยแล้วกัน” จะมาหรือไม่มาก็มีค่าเท่ากัน ในเมื่อองค์ชายรองเดินเข้าไปในตำหนัก แต่กลับไม่ได้เข้าไปในห้องบรรทม เพียงแต่ยืนมองภาพในห้องนั้นอยู่ชั่วครู่แล้วก็เดินกลับออกมาเสียอย่างนั้น

 

 

 

อาหารมื้อเย็นใกล้จะตั้งโต๊ะ คนที่นอนขดอยู่บนเตียงตั้งแต่ท้องฟ้ายังสว่างเพิ่งจะเริ่มขยับกายบิดไปมาด้วยอาการสะลึมสะลือ เรือนร่างบอบบางพาตัวเองลุกขึ้นนั่งขยี้ตาด้วยสีหน้ามึนงง

 

“ตื่นแล้วหรือเพคะ? ทรงหิวหรือยังเพคะ โซยอนใกล้จะตั้งสำรับแล้ว รอสักครู่นะเพคะ”

 

“อือ~ ยอนอา?...ทำไมข้ามานอนบนเตียงได้ล่ะ?” จำได้ว่าฟุบหลับที่ขอบหน้าต่าง แล้วทำไมถึงตื่นมาบนเตียงละนี่? ขณะที่รับผ้าชุบน้ำจากสาวใช้มาเช็ดหน้าเช็ดตา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่พาดผ่านไหล่มากองอยู่ด้านหน้า

 

“อ้อ ตอนที่องค์วังชอนซาทรงหลับ องค์....” จู่ๆ เสียงหวานของคนบนเตียงก็ร้องดังลั่นกลบเสียงของคนที่กำลังเอ่ยตอบเสียมิด ทำเอานางกำนัลยอนอาถึงกับผงะไปด้านหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจ

 

 

 

“ใครบังอาจมาถักเปียให้ข้า?!!!!!!!!!”

 

 

 

...เป็นเรื่องปกติที่ คิมซอนอิน โอรสองค์โตแห่งเชินอันจะหงุดหงิดเช่นนี้ ในเมื่อ การถักเปียในยุคสมัยนี้ มีแต่พวกผู้หญิงเท่านั้นแหละ!!

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

จบตอน

Subject Author
ปฐมบท : ลักพาตัว KimYoonBe
บทที่ 1 : วิหคเพลิงพลัดถิ่น KimYoonBe
บทที่ 2 : วังหลวงฮานึล KimYoonBe
บทที่ 3 : องค์ชายรอง KimYoonBe
บทที่ 4 : ชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 5 : งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 6 : “นั่นเพราะเจ้าชอบข้าไงล่ะ” KimYoonBe
บทที่ 7 : ...ยองจู KimYoonBe
บทที่ 8 : การมาเยี่ยมขององค์รัชทายาท KimYoonBe
บทที่ 9 : คำสารภาพขององค์ชายจีมุน KimYoonBe
บทที่ 10 : “ความสวยงามของเจ้า ไม่มีค่าอันใดสำหรับข้าแม้แต่น้อย คิมซอนอิน” KimYoonBe
บทที่ 11 : “หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบๆ ทำเสียที...” KimYoonBe
บทที่ 12 : วังชอนซา KimYoonBe
บทที่ 13 : เหตุการณ์พลิกผัน KimYoonBe
บทที่ 14 : ความปราถนาภายในใจ KimYoonBe
บทที่ 15 : องค์หญิงห้า อันแฮซู KimYoonBe
บทที่ 16 : “แค่เจ้าเท่านั้น อย่าเกลียดข้าเลย” KimYoonBe
บทที่ 17 : ลางร้ายจากความฝัน KimYoonBe
บทที่ 18 : ข่าวลือเรื่องอภิเษกสมรส KimYoonBe
บทที่ 19 : ถูกวางยา KimYoonBe
บทที่ 20 : กลับจากศึก KimYoonBe
บทที่ 21 : การตัดสินใจของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 22 : วิหคใต้แสงจันทร์ KimYoonBe
บทที่ 23 : เปิดศึก KimYoonBe
บทที่ 24 : ร่างจำแลง KimYoonBe
บทที่ 25 : คำอ้อนวอนของชองจีรยง KimYoonBe
บทที่ 26 : คำสาบานต่อสวรรค์ KimYoonBe
บทที่ 27 : ยอมจำนนต่อฮานึล KimYoonBe
บทที่ 28 : การแสดงความรักที่แตกต่าง KimYoonBe
บทที่ 29 : ถูกลอบทำร้าย KimYoonBe
บทที่ 30 : แม่นางชอนอา KimYoonBe
บทที่ 31 : “บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า” KimYoonBe
บทที่ 32 : บททดสอบของความรัก KimYoonBe
ปัจฉิมบท : ‘ลำนักรักแห่งฮานึล’ KimYoonBe
Up