Skip to menu

XEDITION

두근두근 In Seoul

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

두근두근 In Seoul

(ทูกึนทูกึน อิน โซล)

ตึกตัก ไม่ได้ตั้งใจจะรัก...จริงๆ นะ

 

Chapter 15

 

 

สามวันมาแล้ว ที่ตอนหกโมงเช้าจะมีพนักงานส่งดอกไม้มากดกริ่งที่หน้าห้อง วันนี้แพทเทิร์นได้รับช่อดอกลิลลี่สีขาวสวยช่อใหญ่ เขาวางมันไว้ข้างๆ ช่อกุหลาบสีขาวกับแดงที่ได้รับมาก่อนหน้า ในการ์ดมีคำสั้นๆ คำเดียวเขียนเหมือนกันหมด และแน่นอนว่าคนที่ส่งมาให้ก็เป็นคนเดียวกัน

 

วันแรกที่ได้ดอกไม้เด็กหนุ่มไม่รอช้าที่จะโทรไปหาคนส่ง และคำตอบที่ได้รับกลับมาจากคิมซึงฮวานคือ ‘อยากจีบคนที่ชอบด้วยดอกไม้ มีปัญหาอะไรไหม?’

 

ปัญหาน่ะไม่มีหรอก แต่วิธีการพูดของคุณน่ะมีปัญหามากถึงมากที่สุด ถามจริงเหอะครับ คนที่จะจีบนี่เค้าต้องพูดอะไรหวานๆ ไม่ใช่เหรอไง? หรือเขาคาดหวังไปเองว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น? อืม แล้วนี่จะไปคาดหวังอะไรกับคิมซึงฮวานกันล่ะ นึกชอบผู้ชายหน้าตายคนนั้นขึ้นมาแล้วหรือไงกัน

 

สะบัดศีรษะไล่ความคิดที่แว้บเข้ามาให้หายไป

 

มีสติหน่อย อย่าไหลตามน้ำ ...ถึงน้ำมันจะน่าลงไปเล่นมากแค่ไหนก็เหอะ

 

แม้จะคิดอย่างนั้น แพทเทิร์นก็ยังอดยิ้มออกมากับช่อดอกไม้ตรงหน้าไม่ได้

 

นั่งๆ นอนๆ อยู่ที่ห้องมาสองวันเต็มเพราะเจ็บขา วันนี้แพทเทิร์นจึงวางแผนว่าจะออกไปเที่ยวให้คุ้ม อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็จะกลับไทยแล้ว มาถึงนี่แล้วต้องเก็บเกี่ยวเรื่องแฟชั่นให้ได้มากที่สุด เป้าหมายวันนี้คือทงแดมุน ตลาดแฟชั่นที่ถือว่าใหญ่มากแห่งหนึ่งในโซล

 

ทันทีที่มาถึงแพทเทิร์นก็ไม่รอช้าเดินสำรวจทั่วทั้งตึก ตั้งแต่ชั้นบนสุดยันชั้นล่างสุด ตึกซ้ายตึกขวาเขาเดินทั่วไปหมดอย่างไม่นึกเหนื่อย แอบถ่ายรูปจนพอใจแล้วค่อยเริ่มต้นช้อปปิ้งเสื้อผ้าที่เล็งไว้ เผลอแป็บเดียวเงินสดก็หมดตัวจนต้องใช้การ์ดรูดแทน ได้รองเท้าผ้าใบมาอีกสองคู่ ไหนๆ ก็ซื้อแล้วแพทเทิร์นเลยคิดว่าอยากได้อะไรก็ซื้อเลยดีกว่า ถ้าไปอั้นไว้วันท้ายๆ เดี๋ยวจะมีเวลาไม่พอ

 

“เบสท์ ไซส์เท้านายอะไรนะ” หลังจากหารองเท้าที่เพื่อนฝากซื้อเจอแล้วก็ดันลืมไซส์เลยต้องโทรข้ามประเทศไปถาม เพราะส่งข้อความไปไม่ตอบ “เบอร์เจ็ดเหรอ ไม่ใช่แปดเหรอ ทำไมเราคุ้นแปดมากกว่า”

 

‘เบอร์แปดนี่ของพี่หนึ่งหรือเปล่า อย่าสับสนครับเพื่อน’

 

“เออเนอะ” เกาหัวเก้อ หันบอกพนักงานพร้อมยื่นบัตรให้ ได้ยินเพื่อนพูดอะไรมาแต่ฟังไม่ถนัด “ว่าไงนะเบสท์”

 

‘ถามว่า กับเมเนเจอร์อะไรนั่น เป็นยังไงแล้ว’

 

“ให้เป็นอะไรยังไงอ่ะ?”

 

‘ก็นายบอกว่าเค้าจะจีบอ่ะ เป็นไง อัพเดตหน่อย’ น้ำเสียงนี่บ่งบอกว่าอยากรู้มาก

 

เกิดอาการอึกอักเล็กน้อย “ก็เอ่อ... ส่งดอกไม้มาให้ที่ห้อง” รู้สึกหน้าร้อนฉ่า พอพูดออกมาแล้วมันน่าอายยังไงบอกไม่ถูก

 

เบสท์ฟังเรื่องของนายอนกับซอนอามาก่อนแล้ว ในกรณีนี้ถือว่าผู้ชายคนนั้นยังโสด เพราะงั้นสามารถจีบเพื่อนเขาได้ ยกธงเขียวให้ผ่าน แล้วแกล้งแซวเพื่อนไปว่า ‘อื้อหือ รุกอีกนิดนายเสร็จเค้าแน่เลยว่ะแพท ฮ่า ฮ่า’

 

“บ้าเหรอ ...เรายังลืมพี่หนึ่งไม่ได้เลย”

 

‘ก็ไม่เห็นแปลก’ ปลายสายสวนกลับทันที ‘ไม่มีใครเค้าลืมคนที่เคยเป็นแฟนได้หรอก แพทไม่ต้องฝืนเรื่องนั้นเลย ปล่อยให้มันเป็นไป แล้วถ้าความรักครั้งใหม่มันจะมาก็ให้มันมา ไม่ต้องปิดกั้น เข้าใจป่าว’

 

“ครับ พ่อนักปราชญ์ ทฤษฎีเยอะขนาดนี้เมื่อไหร่จะมีความรักสักทีล่ะ”

 

‘ความรักของฉันคือเสียงเพลง แฟนของฉันคือดนตรี ...หล่อมะ? ฮ่า ฮ่า’

 

แพทเทิร์นหัวเราะตามไปกับเพื่อน ตั้งแต่รู้จักกับเบสท์เขาก็รู้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเจ้าตัวหลงใหลถึงขั้นคลั่งไคล้ดนตรีมากแค่ไหน อาจเพราะพ่อของเบสท์เป็นนักแต่งเพลงด้วยล่ะมั้งเลยส่งผลมาถึงลูกชาย ความจริงโลกของเขากับเบสท์ไม่เหมือนกันเลย เบสท์เป็นนักดนตรีของโรงเรียนตั้งแต่ยังอยู่แค่ชั้นมัธยมหนึ่ง เรียกได้ว่าเบสท์เป็นคนดังของโรงเรียนและต่างโรงเรียนมากคนหนึ่งเลยล่ะ และเพราะเป็นนักดนตรีเจ้าตัวเลยต้องไปซ้อมบ่อยๆ เพื่อนเพียงคนเดียวของเขาจึงไม่ค่อยมีเวลาว่างนัก ถ้าเบสท์ไม่ได้ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ๆ บ้านเขาล่ะก็ คงไม่ได้เป็นเพื่อนกันแน่ๆ

 

กว่าแพทเทิร์นจะออกมาจากแหล่งช้อปปิ้งก็อีกหลายชั่วโมงต่อมา แวะซัดหมูย่างจนอิ้มแปล้แล้วตัดสินใจจบทริปของวันนี้ แต่ก้มลงดูข้าวของแล้วคิดหนัก ของเต็มไม้เต็มมือขนาดนี้จะให้ลงรถไฟใต้ดินก็คงไม่ไหว

 

คิดไปคิดมาแล้วก็เลือกที่จะเดินหาธนาคารกดเงินสด ถึงดีไซน์จะเคยบอกว่าใช้การ์ดรูดกับแท็กซี่ได้ แต่เพื่อความมั่นใจมีเงินสดติดตัวไว้ก่อนดีที่สุด เดินมั่วไปไม่ไกลนักก็เจอ จำได้ว่าต้องมีสัญลักษณ์ Cirrus ถึงจะใช้บัตรที่มีอยู่ได้ ไล่สายตาดูแล้วก็พบว่ามี ค่อยโล่งอกหน่อย ตามธรรมเนียมแล้วต้องเสียค่ากดด้วย ซึ่งเขาไม่รู้ว่าต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ต่อการกดหนึ่งครั้ง อืม กดมันทีเดียวเยอะๆ ไปเลยแล้วกัน

 

ค่าเงินที่นี่ก็สูงซะ เห็นจำนวนตัวเลขแล้วไม่ชินเสียที

 

เก็บเงินใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็หมุนตัวเตรียมกลับห้อง เพิ่งมารู้สึกเหนื่อยเอาก็ตอนนี้

 

กึก

 

เอิ่ม... ไม่น่าจะเป็นอย่างที่คิด

 

มือเล็กดันประตูอีกครั้ง

 

กึก

 

“เฮ้ย ล็อคได้ไงอ่ะ!” สติแทบแตก คือตู้กดเงินหน้าธนาคารของที่นี่ต่างจากที่ไทยอย่างหนึ่งครับ คือส่วนที่ตู้กดอัตโนมัติเรียงกันนี้ถูกทำเป็นห้องด้วยกระจกใส เราต้องเปิดประตูเข้ามา แต่ที่ไทยคือเปิดโล่งเดินเข้าไปกดได้เลยไม่มีอะไรกั้น คิดว่าคงเป็นเพราะสภาพอากาศส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องทำเป็นห้องแบบนี้ แต่เหตุผลมันคืออะไรก็ช่างมันเถอะ จะเอาตัวเองออกไปจากที่นี่ได้ยังไงนี่น่าห่วงกว่าเยอะ

 

จะตะโกนให้คนข้างนอกช่วยก็เห็นแต่ถนนว่างเปล่า ธนาคารมันจะมาอยู่อะไรในซอยวะเนี่ย สี่ทุ่มแล้วด้วยบริษัทข้างๆ ปิดมืดสนิท หันซ้ายหันขวาก็เห็นแต่กล้อง CCTV ที่น่าจะช่วยได้ ไปยืนกระโดดโบกมือหน้ากล้องเป็นลิงไทย เฮ้ ช่วยด้วยครับ ผมติดอยู่ในนี้ เฮลมี พลีสสส

 

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ตู๊ด ตู๊ด

 

หมดปัญญา หันมาพึ่งสัญญาณโทรศัพท์น่าจะเวิร์คกว่า กดหาคุณลุงลีเลยคนแรก อืม ครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยคเดียวกับที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อครู่นี้แหละครับ แค่เปลี่ยนเวอร์ชั่นเป็นภาษาเกาหลีกับเสียงแอ๊บแบ๊วแค่นั้นเอง

 

คนต่อไปคือดีไซน์ คนนี้มีสัญญาณตอบรับปกติ แต่ดันไม่รับซะงั้น โทรไปห้าครั้งก็ยังไม่รับ เดาได้อย่างเดียวว่าคงเลิกเรียนแล้วไปตามผู้ชายอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็ช่วยได้ยินเสียงโทรศัพท์หน่อยเถอะ พี่ชายจะกลายเป็นปลาในตู้แล้วยังไม่รู้อีก แล้วนี่อะไรสี่ทุ่มแล้วยังไม่กลับห้องอีก คอยดูจะเทศซะให้เข็ดเลย บ่นไปพลางมองลิสต์ลายชื่อในโทรศัพท์แล้วเพลีย ฮงชานตัดไปได้เลย จะให้โทรไปขอความช่วยเหลือจากไอดอลมันดูมากเกินไปหน่อย เพราะเป็นไปได้สูงว่าเจ้าตัวอาจจะทำงานอยู่ เหลือก็แต่ชื่อ คิมซึงฮวาน ที่ต่อให้ทำงานอยู่ก็คงพอจะปลีกเวลามารับสายเขาได้ ...หรือเปล่า

 

กดโทรออกไปแล้ว พอนึกเปลี่ยนใจจะวาง ตื๊ดที่สองปลายสายดันกดรับซะก่อน จำต้องบอกสถานการณ์ฉุกเฉินของตนเองให้ฟัง เริ่มตั้งแต่ติดอยู่ที่ธนาคารอะไรแถวไหน คำตอบที่ได้รับช่วยไขปริศนาลึกลับให้กระจ่างแจ้งคือประตูธนาคารปิดอัตโนมัติสี่ทุ่ม มีแปะบอกไว้ข้างหน้าทำไมไม่อ่าน ประโยคหลังโดนต่อว่ามา ...เว้ย ใครจะไปตรัสรู้ล่ะครับ

 

“แล้วผมต้องทำยังไง” พยายามกดเสียงต่ำ ก็คนไม่รู้จะมาว่าให้เฟลทำไมเนี่ย

 

‘รอตรงนั้นแหละ’

 

รออะไร ยังไม่เข้าใจปลายสายก็วางไปซะงั้น กระพริบตามองโทรศัพท์ในมืออยู่สองอึดใจถึงเพิ่งเข้าใจ อ่อ ให้รอฝ่ายนั้นมาช่วย เออ ก็บอกมายาวๆ ไม่ได้หรือไง ถ้าภาษาไทยมันยากก็สปีคอิ้งมาก็ได้ ชอบเล่นใบ้คำอยู่เรื่อย

 

คิดว่าถ้ามีคนนั่งอยู่ที่จอ CCTV ตอนนี้ คงคิดว่าเขาเป็นเด็กเร่ร่อนไม่มีบ้าน ก็มันเหนื่อยแล้วเลยนั่งมันที่พื้น และมันก็ไม่มีอะไรทำเลยเอาไอโฟนมาเล่นเกม รอนานอีกนิดนี่จะลงไปนอนหนุนกองเสื้อผ้าและ

 

เห็นจากหางตาว่ามีรถมาจอดก็รีบลุกขึ้นยืน เกาะกระจกเป็นปลิง เริ่มเข้าใจความรู้สึกของนางเอกเวลาพระเอกมาช่วยชีวิตอย่างที่เคยเห็นในละครบ่อยๆ เซอร์ไวเวิลด์สุดๆ อ่ะ

 

ถ้าตาไม่ฝาด เหมือนคนที่เพิ่งลงจากรถเดินเข้ามาหานี่กำลังกลั้นยิ้มอยู่ จะขำก็ขำมาเหอะ ไม่ต้องเก็ก เรทติ้งคุณไม่ร่วงง่ายๆ หรอกครับ สงสัยคนข้างนอกคงได้ยินเสียงในความคิด ถึงได้เดินเลยไปทางขวาเฉยเลย

 

“เฮ้ย จะไปไหน ช่วยกันก่อนสิ คิมซึงฮว๊านนนน” แหกปากผันเสียงสูงยังไม่ทันสุด เสียงกลไกปลดล็อคก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง

 

แกร๊ก

 

หันไปมองก็เห็นเจ้าหน้าที่เปิดประตูที่เชื่อมกับสำนักงานธนาคารเข้ามา มีคนร่างสูงที่เห็นเดินผ่านไปเมื่อกี้ยืนอยู่ข้างหลัง ฝ่ายนั้นพูดประมาณว่าขอบคุณนู่นนี่นั่นเท่าที่เขาจะพอเดาได้ ก่อนเดินขายาวๆ เข้ามาแปะเสื้อสูทลงบนตัวให้ โห รู้ได้ไงว่าหนาว ห้องนี้ไม่ได้เปิดฮีทเตอร์เพราะไม่ใช่เวลาบริการลูกค้า

 

อารมณ์เฟลนอยด์แทบจะปลิวหาย งึมงำเสียงอ่อน “ขอบคุณครับ”

 

“รอนานหรือเปล่า”

 

สามสิบนาทีไม่ถือว่านานเนอะ ส่ายหัวให้เป็นคำตอบ สายตาเหลือบไปเห็นเจ้าหน้าที่ยืนชี้ไม้ชี้มืออยู่ข้างประตู พอสบตาฝ่ายนั้นก็พูดเกาหลีอธิบายอะไรสักอย่าง ล่ามส่วนตัวคงเห็นว่าเขาทำหน้าโง่จนทนไม่ได้เลยแปลให้ฟังว่า เครื่องสี่เหลี่ยมแบนๆ ที่มีลำโพงตรงข้างประตูนั่น มีไว้กดแจ้งเหตุขัดข้องให้คนในสำนักงานรู้

 

“เข้าใจแล้วใช่ไหม”

 

แจ่มแจ้งเลย ขอบคุณนะที่เพิ่งมาบอก ทำไมไม่บอกตั้งแต่ในโทรศัพท์ล่ะวะ!

 

อารมณ์พลันตกฮวบอีกรอบ เดินหน้ามุ่ยไปถึงรถ “นี่คุณตั้งใจแกล้งผมใช่ไหม” อดถามออกไปไม่ได้ เอี้ยวตัวไปวางสมบัติที่เบาะหลังส่งๆ แล้วหันกลับมาจ้องเจ้าของรถ “ทำไมไม่บอกผมตอนที่โทรไปหาล่ะ ปล่อยให้ผมรอจนตัวเย็นเลยเนี่ย”

 

“ทำไมผมต้องแกล้งคนที่ ‘ชอบ’ ด้วย”

 

ปี๊ป่อ พูดอะไรไม่ได้ยินครับ เกิดอยากหูหนวกขึ้นมาฉับพลัน กล้าพูดได้ไงเนี่ย ไม่เจอหน้าสามวันสกิลอัพหรือไง มือที่กำลังใส่เบลท์สั่นเล็กน้อย นึกโทษตัวเองที่เกิดหวั่นไหวขึ้นมาง่ายๆ แค่เพียงเพราะได้รู้ว่าความจริงแล้วคิมซึงฮวานยังโสดและยังตกหลุมรักเขามาตั้งเป็นปี คำว่า ชอบ คำเดียวเลยดูจะกระแทกเข้ามากลางอกด้วยความเร็วแรงไม่ต่างจากลูกกระสุน

 

โดยเฉพาะเมื่อข้อความในช่อดอกไม้พร้อมใจกันเรียงแถวเข้ามาให้นึกถึง

 

ซึงฮวานหันมองคนที่เมื่อกี้ยังโวยวาย เห็นร่างเล็กพยายามล็อกเบลท์อย่างเอาเป็นเอาตายก็ยื่นมือไปจับมือเล็กช่วยใส่ล็อก

 

แพทเทิร์นรู้สึกหน้าตัวเองร้อนขึ้นมา งึมงำขอบคุณตะกุกตะกัก แค่มือโดนจับดันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาได้ แล้วนี่ฮีทเตอร์ในรถมันจะสูงไปหรือเปล่า ร้อนจนหน้าเห่อแล้วเนี่ย

 

มือเล็กพยายามบิดออกจากมือใหญ่ แต่อีกฝ่ายเหมือนไม่ต้องการแบบนั้น ซึงฮวานจับมือแพทเทิร์นแน่นขึ้นอีกนิดตอนก้มลงไปพูดใกล้ใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดว่า “ไม่ได้จะแกล้ง แต่ใจมันเรียกร้อง อยากมาเจอหน้าคนที่ชอบ เลยปล่อยให้คุณต้องรอ ขอโทษนะครับ”

 

ยอมรับมาตรงๆ เถอะ ว่าคุณเรียนภาษาไทยมาจากละครหลังข่าว

 

น้ำเน่าโคตร!

 

หลังจากนั้นก็นั่นแหละครับ ถูกจูบไปตามระเบียบ นี่เขาก็ชักจะเริ่มคล้อยตามแล้วนะ อะไรมันจะเก่งปานนั้น จบนอกมาจริงหรือเปล่า ทำไมทำอะไรหวานได้ขนาดนี้ หรือเป็นเพราะพันธุกรรมหลากสัญชาติผสมกันออกมาเป็นคนนิสัยประหลาดอย่างคุณ มองแต่หน้าไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนโรแมนติคได้

 

คนเรานี่มองหน้าไม่รู้ใจจริงๆ นั่นแหละ

 

ถึงหน้าคอนโดมาด้วยบรรยากาศประหลาดๆ ที่ก่อตัวตลบอบอวลอยู่ในรถ จังหวะรถหยุดปุ๊บแพทเทิร์นก็ไม่รอช้ารีบปลดเบลท์ พลางเงยหน้าจะกล่าวคำขอบคุณก็โดนคนหล่อทุกวินาทีขโมยคำพูดนั้นไปจนหมดด้วยการแนบริมฝีปากลงมาปิดสนิท มือไม้ยังพันกับเบลท์ตอนที่ถูกดันไหล่ลงติดพนักเบาะ ตามติดมาด้วยเรียวลิ้นอุ่นนุ่มที่แทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน

 

เดี๋ยวก่อนขอเวลานอก อย่าเพิ่งดูดสูบเอาวิญญาณผมออกทางปาก คาล์มดาวน์ใจเย็นๆ ครับ ดีพคิสน่ะพอเข้าใจ แต่ไอ้มือที่มันวนๆ ลูบๆ คลำๆ อยู่แถวเอว แถวซี่โครงแห้งๆ นี่คืออะไรครับ

 

“อ่ะ อื้ม”

 

หลับหูหลับตาตอบรับจูบรุ่มร้อนอย่างหน้ามืดตามัว ขณะที่มือก็พยายามจะดึงข้อมือที่ประดับด้วยนาฬิกาฝังเพชรพราวระยับสมราคาออกจากการลูบคลำบนตัวแบนๆ ของตนเอง แต่ให้ตายเถอะ แพทเทิร์นยอมรับมาตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่าการจูบกับคิมซึงฮวานมันยากเกินจะต้านทานไหว แล้วจะเหลือแรงที่ไหนไปขัดขืน

 

“ค...คุณซึง...อึก อืม...” พยายามประท้วงมือร้อนที่สอดเข้ามาในเสื้อ แต่เหมือนอีกคนจะรู้ทางได้ไม่ยาก จัดการกับจุดยุทธศาสตร์ด้วยการกดคลึงบดบีบขยี้จนยอดอกชักจะตื่นตกใจอยากสู้ขึ้นมา

 

“เดี๋ยว ค...คุณ...อื้อๆ” ไม่ได้การและ มากกว่านี้ต้องเลยเถิดตะเลิดไปโลกที่สามแน่ รวบรวมแรงเท่าที่จะมีได้แล้วตบรัวลงกลางหลังคนรุกหนัก

 

ก็พอจะรู้ว่าแรงที่ตีไปมันไม่ได้มากมายอะไร หากอีกฝ่ายกลับยอมหยุดแต่โดยดี แต่อย่าคิดว่าจะหยุดไปง่ายๆ ดื้อๆ อย่างการถอนริมฝีปากออกแล้วจบ ครับ มันไม่จบแบบนั้น ตอนที่ได้หายใจหายคออย่างอิสระ ลืมตาขึ้นมาทันเห็นหน้าหล่อๆ นั้นแค่วินาทีเดียว ก่อนความรู้สึกเจ็บตรงต้นคอจะทำเอาเขาแหกปากลั่นน้ำตาซึม

 

“โอ้ย!” ตะปบคอมองค้อนทั้งน้ำตา จะทำคิสมาร์คทำไมครับ

 

คนกระทำไม่ได้เอ่ยขอโทษอะไรนอกจากจัดเสื้อผ้าให้คนตัวเล็กด้วยสีหน้าที่ เอ่อ... แพทเทิร์นถึงกับต้องเอียงคอมองอย่างห้ามไม่ได้ คือปกติคิมซึงฮวานก็ชอบทำหน้านิ่งๆ แบบนี้อยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมเวลานี้เขาถึงเห็นอะไรบางอย่างจากสีหน้าเฉยๆ นั้น อะไรบางอย่างที่ทำให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างไม่น่าให้อภัย และอะไรบางอย่างที่ว่านั่นก็กำลังทำเอาใจเขาเต้นกระตุกรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ

 

คิมซึงฮวาน... เขินเหรอ?

 

เพิ่งจะคิดได้ คนในสายตาก็ดันบีบจมูกเขาซะเฉยเลย

 

“มองอะไรนักหนา” ชายหนุ่มถามเมื่อจัดการเสื้อผ้าให้คนหน้ามึนเสร็จเรียบร้อยแล้ว มือข้างหนึ่งของเขายังวางคร่อมเบาะกักร่างเล็กเอาไว้ในวงแขน

 

แพทเทิร์นกระพริบตาปริบ เหมือนไม่เข้าใจภาษาไทย ก็แหม คนมันกำลังตะลึงกับความคิดตัวเองเมื่อกี้อยู่จะให้ทำไงได้ นี่คิมซึงฮวานต้องไม่รู้ตัวแน่ๆ ว่าตัวเองหน้าแดง ถึงมันจะแดงแบบเขาอาจคิดไปเองก็เหอะ แต่มันไม่ใช่สีหน้าแบบที่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน นึกแล้วก็เผลอยิ้มออกมา

 

ซึงฮวานเลิกคิ้วเมื่อเห็นเด็กหนุ่มอมยิ้มมองเขาเสียตาเยิ้ม นัยน์ตาดุเขม็งขึ้นมา “คิดอะไรอยู่”

 

แหมทำเป็นกดเสียงดุ เขินล่ะสิ “เปล่าครับ” ส่ายหน้าพั่บๆ

 

เมเนเจอร์หนุ่มทำหน้าคล้ายจะปลงกับอะไรสักอย่างแล้วถอยกลับมานั่งเท้าแขนกับพวงมาลัย พยักหน้าไปทางแพทเทิร์นทีหนึ่งพลางว่า “อยากจะต่อก็ได้นะ”

 

อารมณ์เคลิ้มๆ ถูกกระชากกลับมารวดเร็ว ส่ายหน้าพั่บแล้วรีบหันไปคว้าสมบัติทั้งหลายแหล่ที่เบาะหลังจนหน้าเกือบทิ่ม เดือดร้อนเจ้าของรถต้องช่วยคว้าหลังคอเสื้อไว้แทบไม่ทัน

 

ซึงฮวานช่วยหยิบสองถุงสุดท้ายส่งให้เด็กหนุ่มรับไปถือ

 

“ขอบคุณครับ” แพทเทิร์นเกือบได้ไถลตัวออกมาจากรถได้สำเร็จแล้ว ถ้าไม่ติดว่ามีมือมารั้งต้นแขนให้หันกลับไปหาเสียก่อน ตกลงจะให้กลับขึ้นห้องไหมครับพ่อคนหล่อ

 

“ผมดีใจนะ ที่คุณโทรมาขอความช่วยเหลือจากผม” พูดด้วยสีหน้านิ่งๆ อย่างนั้น ก่อนจะขยับเข้ามาหอมแก้มทีหนึ่ง กระซิบเสียงทุ้มชวนฟังข้างหู “กู๊ดไนท์ครับ” แล้วก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มเสียการทรงตัวเกือบหน้าทิ่มลงจากรถไปในที่สุด

 

ตอนเดินกลับขึ้นห้องยังรู้สึกโหวงๆ เหมือนตัวมันลอยๆ สติสตังกระจัดกระจาย สมองเบลออย่างกับฟองสบู่ใสแจ๋ว ร่างกายกำลังจะกลายเป็นสสารไร้น้ำหนัก ทิ้งตัวลงบนเตียงพร้อมข้าวของกองใหญ่ ยกมือขึ้นทาบอก แม้สายตาจะมองขึ้นไปยังเพดาน แต่แพทเทิร์นกลับเห็นแต่ใบหน้าของคิมซึงฮวาน

 

 

ตึกตัก...

 

ตึกตัก...

 

ตึกตัก...

 

 

แพทเทิร์นรู้ตัวว่านี่เป็นครั้งที่สองในชีวิต ...ที่จังหวะหัวใจเต้นแบบนี้

 

_______________________________

 

 

ข้อดีของประเทศที่มีอากาศอุณหภูมิต่ำคือทำให้การกินไอศครีมไม่เสียอรรถรถ เราสามารถละเลียดรสชาติหวานนุ่มลิ้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะละลายหกเลอะเทอะเละเทะเต็มมือ เพราะแบบนั้นแพทเทิร์นจึงกินไอสครีมรสมิ้นท์อย่างมีความสุข

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ นั่นหมายความว่ายัยน้องสาวตัวแสบของเขาไปดูไลฟ์ของยูมินที่รายการเพลง ทิ้งพี่ชายให้ต้องมาเดินเล่นคนเดียวเปลี่ยวใจ ภาษาเกาหลีก็พูดไม่ได้อ่านไม่ออก อยากจะไปเที่ยวที่แปลกๆ ก็กลัวจะหลงทางไปกันใหญ่ ช่วงนี้อากาศลดต่ำเร็วมากด้วยเขายังไม่อยากหลงทางจนต้องหนาวตายอยู่นอกประเทศ

 

จากที่เดินวนมันรอบมยองดงจนตอนนี้เขาคิดว่าสามารถวาดแผนผังสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว แพทเทิร์นก็เลือกที่จะหยุดนั่งพักที่ขั้นบันไดหน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นด้านหนึ่งของถนน

 

เลียไอสครีมอย่างเพลิดเพลินพลางมองผู้คนเดินผ่านไปมา เงยหน้าขึ้นก็เห็นโปสเตอร์ขนาดใหญ่ของแบรนด์เครื่องสำอางค์ชื่อดังบนตึกตรงข้าม ลองไล่สายตามองหาชื่อก็พบว่าเป็นอย่างที่คิด พรีเซนเตอร์สาวหน้าสวยที่เห็นอยู่นี้คือซอซอนอา แฟนสาวของลีนายอนไม่ผิดแน่

 

อื้อหือ เป็นดารานางแบบจริงๆ ด้วย

 

ชื่นชมภาพโปรโมทได้นาทีเดียว คิดอยู่ว่าจะเข้าไปหาผลิตภัณฑ์มาลองใช้สักชิ้นสองชิ้นดีไหม ภาพสามมิติก็มาปรากฎให้เห็นในระยะที่ม่านสายตาปรับโฟกัสแทบไม่ทัน

"เฮ้ย คุณซอนอา! ผมตกใจหมดเลย" ยกมือเช็ดคราบไอศครีมที่ปลายจมูกแล้วลุกขึ้นยืน

 

อืม ขนาดยืนบนบันได้สูงกว่าหนึ่งขั้น ส่วนสูงยังพอกันกับฝ่ายหญิงเลยอ่ะ

 

“ขอโทษที พอดีไม่แน่ใจว่าใช่แพทหรือเปล่า” ซอนอาขอโทษที่ก้มหน้าลงไปใกล้เด็กหนุ่มมากเกินไป เธอหันซ้ายหันขวาแล้วถาม “แพทอยู่คนเดียวเหรอ?”

 

“ครับ” แพทเทิร์นเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่าหลายคนเริ่มมองมาที่ซอซอนอา เขาจึงเตือนหญิงสาวที่ถือแว่นตาดำไว้ตอนทักเขาขึ้นใส่ แล้วถามกลับ “คุณซอนอามาทำงานหรือครับ?” ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่แล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

 

“เปล่าหรอก ฉันมางานเลี้ยงน่ะ แต่ยังไม่อยากไปที่งาน” ท่าทางของซอนอาไม่ได้สนใจว่าตนเองตกเป็นเป้าสายตาสักเท่าไหร่ อาจเพราะชินแล้วหรือไม่ก็เป็นเพราะเธอปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ แพทเทิร์นก็ได้แต่เดา

 

“แพทจะไปไหนต่อเหรอ?”

 

“ยังไม่ได้คิดครับ คงเดินเล่นอีกสักพักก็กลับแล้วล่ะ”

 

“ไม่มีธุระอะไรที่ไหนเหรอ?”

 

“อื้ม วันนี้ผมว่างครับ” ตอบหนักแน่น ก็เขาน่ะว่างเสียจนสติสตังไม่ค่อยอยากจะอยู่กับตัว สมองว่างนิดว่างหน่อยก็เผลอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน อะไรใครไม่รู้วางยาพิษเขาด้วยจูบตั้งไม่รู้กี่รอบ เล่นเอานอนซมไข้เกือบขึ้น จนในที่สุดก็ทนอยู่แต่ในห้องไม่ได้เลยต้องออกมาเดินเล่นคนเดียวอย่างที่เห็น ขืนยังปล่อยให้ตัวเองคิดถึงผู้ชายคนนั้นมากกว่านี้มีหวังเรื่องยาวแน่ เอ้ย แล้วนี่จะนึกขึ้นมาอีกทำไมล่ะเนี่ย!

 

“ว่าแต่คุณซอนอามาคนเดียวหรือครับ?” รีบกลบเกลื่อนความคิดตัวเองด้วยการชวนคุยกับอีกฝ่าย

 

“อืม ...นี่แพท ถ้าคุณไม่ได้มีธุระที่ไหน ช่วยไปงานเลี้ยงกับฉันได้ไหม?”

 

เท่าที่แพทเทิร์นจำได้จากการเจอกันครั้งก่อน ซอซอนอาที่เขาเห็นเป็นหญิงสาวมาดมั่น นัยน์ตาแน่วแน่ แต่ไม่รู้ทำไมในวันนี้เธอถึงดูเศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก

 

และเพราะอย่างนั้นเด็กหนุ่มจึงไม่อยากปฏิเสธคำชวนนี้ “ก็ได้ครับ”

 

เอาวะ ไหนๆ ก็ว่างแล้ว ไปดูงานเลี้ยงของคนเกาหลีเค้าสักครั้งก็ไม่เสียหายอะไร

 

“จริงเหรอ ขอบคุณนะ ถ้ามีแพทไปด้วยฉันค่อยโล่งใจหน่อย” ซอนอาระบายยิ้ม สีหน้าของเธอดูโล่งใจจริงๆ

 

แต่เด็กหนุ่มนี่สิเกิดหวั่นใจขึ้นมาอย่างไรชอบกล “เอ่อ... คุณซอนอาบอกผมได้ไหมว่างานเลี้ยงนี้เป็นงานเลี้ยงอะไร”

 

ซอนอามองเด็กหนุ่มขึ้นลงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วพยักหน้า “ได้สิ แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องหาชุดใหม่ให้คุณก่อน”

 

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แพทเทิร์นที่อยู่ในชุดสูทหล่อเนี๊ยบกับซอนอาในชุดราตรีสวยก็มายืนอยู่ที่หน้าทางเข้าห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมชื่อดังระดับสากล บานประตูคู่ใหญ่ที่เห็นอยู่เบื้องหน้าให้บรรยากาศกดดันอย่างบอกไม่ถูก

 

สาเหตุคืออะไรทั้งสองคนรู้ดี งานเลี้ยงหลังประตูนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อวงสังคมนักธุรกิจรายใหญ่ นักธุรกิจทั้งผู้ใหญ่และเหล่าเด็กรุ่นใหม่รวมตัวกันอยู่ในที่แห่งนี้ ซึ่งรวมถึงครอบครัวของคิมซึงฮวานและลีนายอน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ซอซอนอาไม่อยากมาร่วมงานเลี้ยงนี้เท่าใดนัก การที่เห็นคนรักต้องยืนคู่อยู่กับเพื่อนสนิทนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัด หากแต่การที่จะต้องได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดคุยกันถึงความสัมพันของทั้งสองคนนั้นต่างหากที่ทำให้ซอนอาปวดใจ

 

แพทเทิร์นเพิ่งได้รู้ว่าครอบครัวของซอซอนอาสนับสนุนทุกเรื่องของทางบ้านคิมซึงฮวาน พ่อของเธอเคยได้รับความช่วยเหลือจากปู่ของซึงฮวานเมื่อสมัยที่ธุระกิจเพิ่งเริ่มต้น ดังนั้นความจริงที่ว่าลูกสาวของตนแท้จริงแล้วคือคู่รักของลีนายอน จึงเป็นเรื่องที่ขัดกับความต้องการของพวกผู้ใหญ่มากที่สุด

 

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ทั้งซึงฮวาน นายอน และซอนอาต้องจัดการ หากทั้งสามคนกลับดันเรื่องนี้ไว้ทีหลัง อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีการหย่าเกิดขึ้น

 

แวดวงสังคมไม่ว่าจะประเทศไหน ความจริงแล้วมันก็แคบเหมือนกันหมด แพทเทิร์นเข้าใจเอาก็วันนี้

 

เฮ้อ ทำไมมันดูวกวนเชื่อมโยงกันไปหมดขนาดนี้ก็ไม่รู้

 

เด็กหนุ่มหันมองสีหน้าของหญิงสาว ประกายในดวงตาของเธอไม่ได้ดูเศร้าหมองเท่าเมื่อครู่ หากก็ยังไม่สดใสเท่าในวันนั้นที่ได้เจอครั้งก่อน

 

“เข้าไปกันเถอะ” ซอนอาหันมาสบตากับแพทเทิร์น เธอระบายยิ้มบางๆ ที่มีความหมายว่าขอบคุณมาให้

 

แพทเทิร์นยกแขนขึ้นงอเล็กน้อยให้หญิงสาวสอดมือควง เขาเองก็พอจะรู้ว่าการเข้างานสังคมมันน่าอึดอัดมากพออยู่แล้ว นี่ยังมีเรื่องความสัมพันซับซ้อนมาเกี่ยวข้องด้วยอีก ไม่แปลกที่ซอซอนอาจะไม่อยากมาที่นี่

 

เมื่อประตูถูกเปิดออก งานเลี้ยงระดับไฮคลาสอย่างที่แพทเทิร์นเคยไปกับครอบครัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ยังตาพร่ากับภาพพราวระยับภายในห้องบอลรูมไม่หาย แรงบีบเบาๆ ที่ต้นแขนก็ทำให้สายตาต้องหันมองตามหญิงสาวไปยังอีกฟากหนึ่งของห้อง ที่ตรงนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งยืนคุยกันอยู่ และไม่ต้องเพ่งมองให้เสียเวลาเขาก็รู้ว่าผู้ชายที่ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนผู้มีอำนาจนั้นคือคิมซึงฮวาน ทว่าคนที่ควงแขนฝ่ายนั้นอยู่กลับไม่ใช่ลีนายอน

 

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอครับ?” อดสงสัยไม่ได้จนหลุดถามออกไปโดยไม่รู้ตัว

 

“ใคร? อ๋อ ผู้หญิงที่อยู่กับซึงฮวานน่ะเหรอ หล่อนเป็นน้องสาวของซึงยุน เพื่อนสนิทของซึงฮวานตั้งแต่เด็กๆ น่ะ ชื่อฮันนา”

 

น้องสาวเพื่อนสนิท? ทำไมต้องรู้สึกแปลกๆ กับความสัมพันเบสิคแบบนี้ด้วยวะ?

 

แพทเทิร์นขมวดคิ้วงงกับความคิดตัวเอง ก่อนจะส่ายหัวรัวๆ แล้วหันซ้ายหันขวา “ว่าแต่ผมไม่เห็นคุณนายอนเลย”

 

“คงอยู่กับพ่อของเธอตรงไหนสักที่ในนี้แหละ ...เราไปหาอะไรดื่มกันเถอะ” ซอนอาล็อคแขนเด็กหนุ่มเดินไปอีกทาง

 

“แล้วคุณไม่ต้องเข้าไปหาครอบครัวก่อนเหรอครับ?”

 

“ไม่ล่ะ ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะมางานนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แค่พวกท่านเห็นฉันมาก็มากพอแล้วล่ะ”

 

เดาเอาว่าคงไม่ใช่ธุระกงการอะไรที่เขาต้องถามต่อไปอีก แพทเทิร์นจึงหันไปสนใจน้ำสีหวานชวนชิมเบื้องหน้าแทน โหย ไวน์ขาวสีเหลืองนวลน่าดื่มมากมาย

 

อืม อร่อยจริงๆ

 

เวลาน่าจะผ่านไปได้ราวๆ สิบหรือยี่สิบนาที ที่แพทเทิร์นกับซอนอาดื่มด่ำกับรสชาติของไวน์ชั้นดี ก่อนจะถูกขัดด้วยชายหนุ่มนิรนามในสายตาของเด็กไทย

 

“สวัสดีซอนอา มากับใครเนี่ย? เพื่อนเหรอ? แนะนำให้รู้จักหน่อยสิ”

 

คำทักทายบวกคำถามมาจากชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาคมคาย ดูแล้วก็รู้ว่าเจ้าชู้ไม่ใช่เล่น

 

“แพคซึงยุน ไม่ยักรู้ว่านายก็มางานแบบนี้เป็นกับเขาด้วย”

 

คนถูกแขวะแค่ยักไหล่ หากสายตายังจับจ้องเด็กหนุ่มไม่ไปไหน “ว่าไงซอนอา เธอจะบอกได้หรือยังว่าเด็กคนนี้เป็นใคร”

 

ซอนอากรอกสายตาเนือย ยกมือที่ถือแก้วไวน์ขึ้นดันหน้าเพื่อน “อย่าแม้แต่จะคิด เด็กคนนี้เป็นคนพิเศษของซึงฮวาน ถ้าไม่อยากตายก็ถอยไปไกลๆ”

 

ได้ยินอย่างนั้นแล้วชายหนุ่มก็หันควับไปหาเพื่อนสาว เบิกตาโต “อย่าบอกนะว่าเด็กคนนี้คือคนที่ซึงฮวานเคยพูดถึง”

 

“ใช่ คนนี้แหละ” ซอนอาหันมาหาแพทเทิร์นแล้วเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน

 

คนที่งงภาษาเกาหลีของทั้งคู่ยื่นมือออกไปจับมืออีกฝ่ายอย่างมึนๆ “สวัสดีครับ แพทเทิร์นครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

 

“เช่นกันครับ” ซึงยุนยิ้มตาปิด นึกไม่อยากปล่อยมือนุ่มนิ่มที่ได้จับอยู่นี้ขึ้นมาเสียดื้อๆ แกล้งตีหน้าซื่อไม่ปล่อยดีกว่า หากความตั้งใจเป็นอันทลายลงแทบจะในทันทีที่มีเสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง

 

“มาจนได้นะ แพคซึงยุน”

 

จะมีใครหน้านิ่ง แต่แผ่รังสีน่ากลัวออกมาได้เต็มพิกัดมากขนาดนี้ นอกจากคิมซึงฮวาน

 

เพื่อนซี้สองคนทักทายกันสองสามประโยค นัยน์ดุก็ตวัดลงมาหา “แปลกใจจริงๆ ที่เห็นคุณอยู่ที่นี่”

 

อารมณ์ไม่ดีหรือไง แพทเทิร์นแอบคิดในใจ

 

กำลังจะอ้าปากตอบ ซอนอาก็แย่งอธิบายก่อน

 

อืม ดีเหมือนกัน เพราะเขาไม่อยากคุยกับคิมซึงฮวานตอนนี้ สาบานเลยว่าไม่ใช่เพราะฝ่ายนั้นมีเด็กสาวหน้าสวยเกาะแขนแนบชิดอยู่ไม่ปล่อย

 

ยัยเด็กหน้าสวยอกโตนี่ก็แปลก ควงสามีคนอื่นซะอย่างกับเป็นภรรยาซะเอง

 

สาบานอีกครั้งว่าที่หงุดหงิดนี่ก็ไม่ใช่เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้แม้แต่น้อย แค่รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องแค่นั้นเอ๊ง

 

ผันเสียงสูงให้ตัวเองจับไต๋ได้เอง แล้วก็เลือกก้มหน้าก้มตาจิบไวน์ไม่สนใจใครทั้งสิ้น แต่ก็นั่นแหละ เคยมีสักครั้งไหมที่อยู่กับคิมซึงฮวานแล้วเขาสามารถทำอะไรได้อย่างใจต้องการ

 

จังหวะที่กะจะยกแก้วเทน้ำสีเหลืองนวลลงคอทั้งหมดที่เหลือในแก้ว คนตรงข้ามก็ชิงดึงแก้วออกจากมือไปเสียก่อน เล่นเอาคนรอลิ้มรสเงิบค้างอารมณ์สะดุด

 

“เอาคืนมา”

 

“เป็นเด็กเป็นเล็ก ดื่มแอลกอฮอล์ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ”

 

คนถูกหาว่าเด็กกระตุกคิ้วไม่สบอารมณ์ ชิ ทำมาว่าคนอื่นเขา ทีตัวเองควงเด็กอี๋อ๋อไม่เห็นใครจะว่า “ยุ่ง”

 

“ว่าไงนะ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว

 

แพทเทิร์นไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นแปลไม่ออกหรือแค่ทวนคำพูดของเขา แต่จะอะไรก็ช่างไม่อยากจะสน สะบัดหน้าใส่หันไปหยิบแก้วไวน์แก้วใหม่อย่างคนไม่แคร์ ซ้ำยังยักคิ้วตอบกลับขณะยกแก้วขึ้นดื่ม แอบมองผ่านขอบแก้วเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะพูดอะไรอีก แต่เด็กสาวข้างตัวพูดแทรกขึ้น ก่อนจะลากเจ้าตัวเดินไปหากลุ่มผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในงาน

 

ซอนอากระแทกศอกใส่ซึงยุนแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษให้แพทเทิร์นฟังด้วย “ดูแลน้องสาวหน่อยสิ ปล่อยให้ไปเดินควงสามีคนอื่นเขาอย่างนี้ได้ไง”

 

ซึงยุนกุมท้องซี๊ดปาก “อูย ซี่โครงฉันจะหักไหมเนี่ย ยัยโรคจิต” บ่นอุบอิบ แต่เห็นสายตาเพื่อนสาวแล้วก็ยิ้มแหยง “โธ่ เธอก็รู้นี่ว่ายัยฮันนาชอบซึงฮวานมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็เป็นเพราะพวกเธอไม่ใช่หรือไงที่ทำให้ความลับเรื่องความสัมพันแตกน่ะ โทษพี่ชายอย่างฉันคนเดียวไม่ได้นะ”

 

“ก็นั่นแหละ ถึงยังไงหล่อนก็เป็นน้องสาวนายนะ กำราบหน่อยสิ”

 

“ทำได้ที่ไหนล่ะ ยัยนั่นน่ะแสบแค่ไหนเธอก็รู้ แล้วเกิดความลับแตกขึ้นมาจริงๆ ไม่ซวยกันหมดหรือไง พวกเธอสามคนนั่นแหละสร้างเรื่องเองแท้ๆ”

 

ซอนอาแยกเขี้ยวใส่ “ฉันล่ะแปลกใจจริงๆ ว่าคนอย่างซึงฮวานมีเพื่อนอย่างนายได้ยังไง”

 

แพคซึงยุนยิ้มเท่ ยักไหล่ “คนหน้าตาดีเค้าก็ต้องคบกับคนหน้าดีไงล่ะ ไม่เห็นจะแปลก”

 

“ไปที่อื่นกันเหอะแพท” ซอนอาทำหน้าเมินคนหลงตัวเอง ควงแขนเด็กหนุ่มที่ยืนฟังทั้งสองเถียงกันเพลินให้เดินไปอีกทาง แต่ซึงยุนก็ไม่ยอมให้หนีไปง่ายๆ คว้าแก้วไวน์แล้วเดินตามไปติดๆ

 

 

 

ปกติแล้วแพทเทิร์นไม่ได้ดื่มไวน์บ่อยนัก เหตุผลแสนง่ายเพราะไวน์มันเมาช้าซัดไม่ได้ใจ มันดูผู้ดีเกินไปไม่มีใครเค้าซัดโฮกเหมือนกระดกเหล้า แต่ถึงอย่างนั้นการที่เขาดื่มไวน์มาตลอดร่วมสองชั่วโมงก็ทำเอาเบลอได้เหมือนกัน ยิ่งตอนที่ซอนอาต้องไปทักทายคนนู้นคนนี้เขาที่ยืนอยู่คนเดียวไม่มีอะไรทำนอกจากดื่มไวน์แก้เบื่อไปหลายแก้วติดๆ กัน ยังดีที่ตอนหลังซึงยุนมาคุยเล่นทำให้หายเบื่อไปได้มาก

 

แถมยังได้รู้ด้วยว่าแพคซึงยุนกับคิมซึงฮวานเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เกิด แม่ของทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน สนิทกันถึงขั้นว่าเคยคุยกันว่าจะให้ลูกสาวลูกชายแต่งงานกันตอนโต แพคฮันนาจึงฝังความคิดนี้มาตั้งแต่เด็ก รอวันจะได้เป็นเจ้าสาวของเพื่อนพี่ชาย แต่ฝันต้องสลายเมื่อคิมซึงฮวานประกาศแต่งงานกับลีนายอนเมื่อสามปีก่อน

 

ตอนที่ซอนอาเดินกลับมา แพทเทิร์นก็ขอตัวเข้าห้องน้ำ อยากล้างหน้าแก้มึนสักที อืม ดีนะที่ไม่ได้เมา แต่คิดอีกที ถ้าจะให้ดีก็ขอเมาเลยเหอะ ทำไมต้องมาเห็นซึงฮวานกับฮันนาจูบกันหน้าทางเข้าห้องน้ำด้วยวะเนี่ย

 

แพทเทิร์นหยุดยืนห่างจากซึงฮวานและฮันนาไม่มาก แต่ดูเหมือนสองคนนั้นยังไม่รับรู้ว่ามีคนยืนถ่ำมองอยู่ เอ๊ะ ไอ้ฉากแบบนี้มันเหมือนเคยได้ยินมาจากใครนะ อ้อ วันที่เมาในผับกับพาย ที่จำได้ไม่ใช่เพราะนึกเรื่องตอนเมาออก แต่พายเล่าให้ฟังหลังจากนั้นหลายรอบต่างหาก พนันเลยว่าผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นแพคฮันนาคนนี้ชัวส์

 

ทำไมเพิ่งมานึกได้ตอนนี้นะ ฮึ ปากบอกไม่ชอบผู้หญิง แล้วนี่อะไรครับ จูบนัวแบบนี้คืออะไร

 

เกิดอารมณ์หมั่นไส้ขึ้นมาวูบใหญ่ ส่งผลให้ก้าวเท้าออกไปด้วยเสียงตึงตัง เบียดไหล่กระแทกคนทั้งคู่ให้พ้นทางอย่างจงใจ เกะกะคนจะเข้าห้องน้ำครับ หลบหน่อย!

 

“เอ๊ะ อะไรเนี่ย!” ฮันนาที่ถูกไหล่เล็กชนผละจากซึงฮวานหันมาตะโกนใส่ แต่คนกระทำไม่สนใจเดินเลี้ยวเข้าห้องน้ำชายไปไม่ทุกข์ร้อน ขอโทษทีฟังเกาหลีไม่ออกว่ะครับ

หลังจากนั้นเป็นยังไงอีกแพทเทิร์นไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้หน้ามันร้อนจัดยิ่งกว่าตอนมึนไวน์เมื่อกี้หลายเท่า วักน้ำล้างหน้าแรงๆ หลายที รับรู้ได้ว่าแรงเต้นหัวใจถี่รัวพอๆ กับจังหวะหายใจที่เร็วกว่าปกติ จะแอลกอฮอล์มีส่วนแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ตอนนี้หงุดหงิดเป็นบ้าเลย

 

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมหมอนั่นมีวิธีจีบเก่งนัก แถมจูบก็ยังเก่งอีก เห็นหน้าหล่อๆ ทำเป็นซื่อๆ นึกว่าจะเป็นคนดี ที่ไหนได้ “ไอ้คนกะล่อน!!!”

 

แหกปากลั่นห้องน้ำ พอดีกับที่คนถูกกล่าวหาเดินเข้ามา คนหงุดหงิดเลยชักสายตาใส่แล้วหันเข้าหากระจกยกแขนเสื้อเชิ้ตเช็ดหน้าลวกๆ คว้าเสื้อสูทที่วางไว้ขอบอ่างแล้วกะจะเดินสวนออกไป แต่ก็นั่นแหละ มีหรือคนเผด็จการจะปล่อยเด็กหนุ่มอย่างเขาไปได้ง่ายๆ ข้อมือถูกคว้าหมับ ดึงพรืดเดียวก็หมุนทั้งตัวหันมาเผชิญหน้ากัน

 

เบื่อตัวเองจริงๆ จะตัวเตี้ยแรงน้อยไปถึงไหนเนี่ย

 

“ปล่อย”

 

“ไม่”

 

แพทเทิร์นสูดหายใจลึก เขม็งสายตาตอบนัยน์ตาคม คิดว่าตัวเองจ้องเป็นอยู่คนเดียวหรือไง ได้ เดี๋ยวจัดให้ ใครกระพริบตาก่อนแพ้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะหงุดหงิดอะไรขนาดนี้

 

“แพท”

 

“อะไร” ขานรับห้วน

 

“อย่ามองแบบนี้”

 

“ทำมะ?” นอกจากน้ำเสียงกวนตีนแล้ว สีหน้ายังกวนตีนไม่น้อยไปกว่ากัน

 

“มันทำให้ผมอยากจูบคุณน่ะสิ”

 

ขอโทษ อารมณ์นี้ไม่คล้อยตามว่ะครับ

 

“อยากจูบก็ไปจูบกับผู้หญิงสวยๆ สิ ...ปล่อย!”

 

ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งขึ้นเป็นเชิงว่ายอมแพ้ แต่มืออีกข้างยังยึดข้อมือเล็กไว้แน่นไม่ปล่อย “โอเค เรามาคุยกันดีๆ นะ”

 

“ไม่อยากคุย”

 

“แพทเทิร์นครับ”

 

อย่ามาเรียกชื่อเต็มด้วยน้ำเสียงแบบนี้ อย่ามาออกเสียงรอเรือชัดเจน อย่ามาทำตาเชื่อมใส่ อย่าก้มหน้าลงมาใกล้ อย่า...

 

“ขอโทษที่จูบกับฮันนา ผมปฏิเสธเธอแล้ว แต่เธอไม่ยอม ขู่ว่าจะบอกเรื่องผมกับนายอนให้นักข่าวรู้ สาบานเลยว่าผมแค่ปิดปากนิ่งๆ ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว”

 

“ใครอยากรู้ไม่ทราบ? คุณจะจูบหรือไม่จูบกับใครหรือที่ไหนมันก็เรื่องของคุณ” งงดิภาษาไทยวกวน

 

“แต่ผมอยากบอก”

 

“แต่ผมไม่อยากฟัง”

 

“ก็ผมอยากบอก ผมไม่อยากให้คนที่ผมชอบเข้าใจผิด”

 

“อะไรใครเข้าใจผิด ไม่มีอ่ะ”

 

ซึงฮวานก้มหน้าลงไปใกล้คนตัวเล็กมากขึ้นอีก พูดใกล้ๆ ใบหูที่ระเรื่อสีแดง “ขอโทษนะครับ”

 

“ถอยไปไกลๆ อึดอัด”

 

เปล่านะ บอกเลยว่าไม่ได้แสร้งทำหน้ายุ่งกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่มันอยากจะฉีกออกมาอยู่รอมร่อ ก็บอกว่าเปล่าไม่ได้ดีใจที่ฝ่ายนั้นตามมาอธิบาย ไม่สิ จะดีใจทำไมล่ะวะ นี่นายคิดกับผู้ชายคนนี้ถึงขั้นไหนกันแน่ หะ นายอณาสรณ์!

 

“ปล่อยได้แล้ว”

 

“บอกมาก่อนว่าคุณเข้าใจแล้ว”

 

“..............”

 

“หรือผมควรจูบคุณเป็นการขอโทษดี?”

 

“เข้าใจแล้ว!” อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ ไม่เห็นหรือไงว่ามีคนอื่นเข้ามาในห้องน้ำเนี่ย ดีนะที่คุยกันเป็นภาษาไทย ขืนรู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันได้แจ้งเกิดแน่

 

ยุกยิกกันอีกนิดหน่อยชายหนุ่มก็ยอมปล่อยคนตัวเล็กแต่โดยดี เดินตามหลังออกมาติดๆ หากยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูออกมาดี ซอนอาก็กระโจนเข้ามาจนแพทเทิร์นเสียหลักเอนชนอกคนด้านหลังที่ไวพอจะรวบเอวเล็กคอดไว้ได้

 

“แพท! ซึงฮวาน!! แย่แล้วล่ะ” สีหน้าตกตื่นของซอนอาทำเอาคนมองวิตกกังวล

 

“เกิดอะไรขึ้น” ซึงฮวานถามกลับทันที

 

“นายอนกับฮันนามีเรื่องกันในงาน” ฟังแค่นั้น ซึงฮวานก็รีบปล่อยแพทเทิร์นแล้วแทรกตัวเดินนำออกไปไม่รอช้า

 

แพทเทิร์นกับซอนอามองหน้ากันแว๊บนึงก่อนจะรีบวิ่งตามไป

 

ภายในงานเลี้ยงหรูหราระดับไฮคลาสแตกฮือไม่ต่างจากคนมุงทั่วไป ตรงกลางวงนั้นมีสองสาวหน้าตาดีทั้งคู่กำลังแย่งยื้อเสื้อผ้าแสนบอบบางของกันและกันอยู่ นักข่าวที่มีอยู่ห้าหกคนยกกล้องถ่ายรัวไม่หยุด เห็นคนในสูทดำพยายามกันไม่ให้ถ่ายแต่ก็ทำได้ยาก แพทเทิร์นหันมองรอบๆ แล้วไม่เห็นว่ามีกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นครอบครัวของทั้งสองฝ่าย อันที่จริงนี่มันก็ใกล้งานเลี้ยงเลิกแล้วคนในงานที่เหลือก็มีแต่พวกรุ่นใหม่กับระดับรองลงมาทั้งนั้น

 

“คุณซอนอา” แพทเทิร์นรีบคว้าแขนหญิงสาวที่ทนมองไม่ไหวแล้วคิดจะเข้าไปกลางวงนั้นด้วย

 

แพทเทิร์นรู้ว่าที่ซอนอาไม่ได้เข้าไปช่วยนายอนแต่แรกเพราะอาจกลายเป็นประเด็นในข่าวขึ้นมา แม้ว่าทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนสนิทกันในสายตาของคนอื่น แต่เพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่ การไม่ตกเป็นเป้าสายตานั้นดีที่สุด

 

แล้วจะมาทนไม่ไหวเอาตอนนี้มันไม่คุ้มเลย แต่ละคนมีหน้ามีตาในสังคมทั้งนั้น

 

ซอนอาหายใจแรง ยอมหยุดยืนนิ่ง เห็นว่าซึงฮวานกับซึงยุนจัดการแยกสองคนนั้นได้แล้วก็ค่อยโล่งใจ ยอมกุมมือเด็กหนุ่มตอบเป็นเชิงบอกว่ามีสติดีแล้ว

 

“น่าขายหน้าที่สุด!” เสียงตะโกนนั้นมาจากหญิงวัยกลางคน แพทเทิร์นเดาว่าเป็นมารดาของซึงยุนและฮันนา เพราะทันทีที่เธอเดินเข้าไปหาก็จัดการตีเด็กสาวไปหนึ่งทีอย่างแรง แพทเทิร์นไม่รู้ว่าเธอพูดอะไร แต่เขาเดาเอาว่าคงต่อว่าลูกสาวแล้วขอโทษทางฝั่งของนายอนและซึงฮวาน จากนั้นเธอกับซึงยุนก็ลากเด็กสาวออกไปจากงาน โดยมีการ์ดส่วนตัวสองคนเดินตามพลางกันนักข่าวให้พ้นทาง

 

ซึงฮวานถอดสูทสวมให้หญิงสาว โอบไหล่ประคองร่างผอมเพรียวพลางยกมือขึ้นบังใบหน้าของภรรยาไว้ยามเดินผ่านกลุ่มคนออกไปจากงาน

 

แพทเทิร์นมองตามคนสองคนนั้นออกไปแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่าทั้งคู่เหมาะสมกันมากแค่ไหน เขาละสายตากลับมาหาหญิงสาวข้างตัว ในสายตาของซอซอนอานั้นบอกความหมายเดียวกันกับสิ่งที่เขาคิด

 

“คุณซอนอา”

 

เจ้าของชื่อยิ้มฝืนหันกลับมา “กลับกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งคุณเอง”

 

ซอซอนอาไม่ได้ขับรถเอง วันนี้เธอมาด้วยรถของที่บ้านซึ่งมีคนขับส่วนตัว ทั้งสองจึงนั่งคู่กันที่เบาะหลัง แพทเทิร์นลังเลอยู่ว่าจะชวนคุยอะไรดี เพราะบรรยากาศในรถมันเงียบจนชวนอึดอัดไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป จนเกือบจะถึงที่พักของเขาแล้วซอนอาก็พูดขึ้น

 

“วันนี้ขอบคุณมากเลยนะที่มาเป็นเพื่อนฉัน”

 

“ไม่เป็นไรครับ เราเป็นเพื่อนกันแล้วนี่นา” แพทเทิร์นตอบด้วยรอยยิ้ม

 

ซอนอายิ้มกลับ แล้วหรี่ตาลงมองเด็กหนุ่ม “คิดมากหรือเปล่าเรื่องของซึงฮวาน? ฉันบอกได้เลยว่าซึงฮวานสนใจแต่คุณคนเดียวจริงๆ”

 

คนฟังส่ายหน้ารัว “เปล่าครับ ผมไม่ได้ติดใจอะไรเลย”

 

ซอนอาเลิกคิ้วแกล้งทำหน้าไม่เชื่อ

 

“จริงๆ นะครับ แล้วผมก็ไม่ได้เป็นอะไรกับคิมซึงฮวานด้วย อย่าเข้าใจผิดนะครับ”

 

หญิงสาวพยักหน้าขึ้นลง “ไม่คิดก็ไม่คิด ...เฮ้อ วันนี้คุณเลยต้องมาเห็นเรื่องแปลกๆ เลย”

 

คนติดใจสงสัยมานานอดถามต่อไม่ได้ “เอ่อ...ทำไมสองคนนั้นถึงทะเลาะกันล่ะครับ?”

 

“ฮันนาไปหาเรื่องนายอนน่ะ ฉันก็ไม่รู้ว่าเริ่มยังไง รู้แต่ตอนที่สองคนนั้นสู้กันแล้ว นายอนเป็นพวกความอดทนต่ำน่ะ ลองใครมาหยามถึงที่ไม่ทีทางยอมหรอก ก็คงทนฟังคำพูดถากถางของฮันนาไม่ไหวนั่นแหละ”

 

“เกิดเรื่องแบบนี้บ่อยเหรอครับ?”

 

“จะว่าบ่อยก็ไม่เชิงหรอก ถ้ามีพวกผู้ใหญ่อยู่ด้วยฮันนาไม่กล้าทำอะไรหรอก”

 

แพทเทิร์นพยักหน้าเข้าใจ ก็อย่างว่าแหละนะ คนมันมีศัตรูหัวใจให้เห็นอยู่ต่ำตา เด็กแรงๆ อย่างแพคฮันนาคงทนไม่ได้ อื้อหือ ยังกับละครไทย ไม่เห็นจะเหมือนในซีรี่ส์เกาหลีเลย

 

เงียบกันไปอีกหลายนาที จนรถมาจอดที่หน้าคอนโดล็อตเต้ย่านกึมโฮที่แพทเทิร์นพักอยู่ ทันทีที่รถหยุด ซอนอาก็พูดขึ้นทั้งที่สายตายังมองออกไปนอกหน้าต่างข้างตัว

“คุณรู้ไหม บ่อยครั้งที่ฉันคิด ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนายอนในตอนนี้ดีมากเกินพอที่จะให้ฉันเข้าไปแทรก” ประกายตาเศร้ามองสบเด็กหนุ่ม “แปลกเนอะ ทั้งที่ฉันไม่ใช่มือที่สาม แล้วฉันก็รู้ว่าสองคนนั้นเป็นแค่เพื่อนกัน แต่ก็อดรู้สึกแบบนั้นไม่ได้”

 

แพทเทิร์นไม่รู้ว่าจะตอบประโยคเหล่านั้นกลับไปอย่างไร ความรู้สึกของซอซอนอาที่ต้องกลายเป็นคนอื่นในความสัมพันถูกกฎหมายของเพื่อนรักนั้นในความเป็นจริงแล้วคงยากจะทำใจได้ แม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ใครจะรู้ว่าซอซอนอารู้สึกเช่นไร

 

สุดท้ายแพทเทิร์นก็ลงจากรถมาทั้งที่ไม่ได้พูดอะไร เขายืนมองรถของซอนอาเคลื่อนออกไปจนสุดสายตา ก้มลงมองมือตัวเองข้างที่เมื่อชั่วโมงก่อนถูกกุมด้วยมืออบอุ่นของใครบางคน แล้วอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า หากความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นกับผู้ชายคนนั้นเป็นมากกว่าความหลงใหล ถ้าอย่างนั้น ความรู้สึกอึดอัดในอกที่เป็นอยู่นี้ตั้งแต่ออกมาจากงานเลี้ยง คงเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่ซอซอนอารู้สึก

 

 

แล้วเขาก็รู้ดีเสียยิ่งกว่า ว่าการจะพาตัวเองออกมาจากหลุมรักนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ในเมื่อเขาหล่นลงไปแล้วทั้งตัวและหัวใจ

 

 

_______________________________

TBC

Subject Author
Chapter 00 - จุดเริ่มต้น KimYoonBe
Chapter 01 - การเดิมพันครั้งสุดท้าย KimYoonBe
Chapter 02 - เดินทางไปเกาหลีใต้ KimYoonBe
Chapter 03 - เพราะดวงสมพงษ์กัน? KimYoonBe
Chapter 04 - ถ้าเมเนเจอร์จะโหดขนาดนี้...! KimYoonBe
Chapter 05 - แลกเบอร์กัน...โอป้า? KimYoonBe
Chapter 06 - คิมซึงฮวาน กับเด็กขี้เมา KimYoonBe
Chapter 07 - มันต้องเป็นเพราะความเมาแน่ๆ KimYoonBe
Chapter 08 - อะไรนะ? เดทกับไอดอล?! KimYoonBe
Chapter 09 - จูบนี้มันอะไรกันครับ?! KimYoonBe
Chapter 10 - เป็นไงล่ะ จูบคืนแบบนี้ตกใจล่ะสิ?...! KimYoonBe
Chapter 11 - เขาเนี่ยนะเป็นชู้กับคิมซึงฮวาน?! KimYoonBe
Chapter 12 - ผมตกหลุมรักคุณมาสองปีแล้ว KimYoonBe
Chapter 13 - จูบเป็นยาแก้ปวดฉุกเฉิน KimYoonBe
Chapter 14 - คนที่ 'ชอบ' ก็มีอยู่คนนึง KimYoonBe
Chapter 15 - มากกว่าความหลงใหล KimYoonBe
Chapter 16 - ...ที่รัก... KimYoonBe
Chapter 17 - ตกลงเราคบกันแล้วนะ KimYoonBe
Chapter 18 - เรื่องจูบ ถือว่าเจ๊ากัน KimYoonBe
Chapter 19 - สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ KimYoonBe
Chapter 20 - เพราะคุณคือโชคชะตาสำหรับผม KimYoonBe
Up