Skip to menu

XEDITION

두근두근 In Seoul

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

두근두근 In Seoul

(ทูกึนทูกึน อิน โซล)

ตึกตัก ไม่ได้ตั้งใจจะรัก...จริงๆ นะ

 

Chapter 13

 

 

‘เค้าพูดงั้นจริงดิ ระวังนะแพทเดี๋ยวโดนหลอก’

 

“รู้แล้วล่ะน่า เราไม่คิดจะยุ่งกับคนมีเจ้าของอยู่แล้ว”

 

‘แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องระวังตัวไว้นะ พวกแต่งงานแล้วน่ะน่ากลัวจะตาย ไม่งั้นจะมีเมียน้อยที่หลงหัวปักหัวปำจนโงหัวไม่ขึ้นให้เห็นเหรอ’

 

“อย่าพูดงั้นดิ เห็นเราเป็นพวกหลงง่ายๆ หรือไง”

 

‘โอ้โหแพท นายนั่นแหละตัวอย่างเลย แค่สลับตำแหน่งแค่นั้นเอง นอกจากจะหลงพี่หนึ่งหัวปักหัวปำแล้ว ยังโงหัวไม่ขึ้นมาตั้งหลายปีเลยด้วย”

 

“เบสท์ อยากตายเร็วใช่ไหม”

 

‘แหม ก็มันจริง กลัวว่าจะกลายเป็นหนีเสือปะจรเข้น่ะสิ นายยิ่งน่ารักน่าหลอกอยู่ด้วย เฮ้อ น่าเป็นห่วงจริงจริ๊ง’

 

“เป็นห่วงตัวเองก่อนเถอะ ตกลงแก้เอฟไปถึงไหนแล้ว”

 

‘อย่าวกเข้าเรื่องเรียนได้ป่ะ ปวดใจจะแย่ อ่ะ พูดถึงเจ๊แกก็มาเลย เราไปเรียนก่อนและ เดี๋ยวไว้คุยกันใหม่’

 

แพทเทิร์นส่ายหัวให้เพื่อนที่เพิ่งออกจากเฟซไทม์ไป

 

เขาตักไอศครีมที่เหลือค่อนถ้วยขึ้นกินต่อ มองผ่านบานกระจกกำแพงร้านจากชั้นสองลงไปยังถนนเบื้องหน้าที่คราคร่ำไปด้วยวัยรุ่น เวลาหกโมงเย็นอย่างนี้นักศึกษาหลายคนเลิกเรียนแล้ว ถนนย่านมหาลัยสตรีแห่งนี้จึงครึกครื้นอย่างที่เห็น เขานั่งรอน้องสาวที่ร้านนี้มาพักใหญ่แล้ว แต่ไม่นึกเบื่อเลยสักนิด เพราะเขาได้สังเกตการแต่งตัวของเด็กแถวนี้ ก่อนมานั่งที่ร้านเขาได้เดินเล่นรอบๆ มาแล้วด้วย ร้านขายเสื้อผ้าแถวนี้แตกต่างจากย่านอัปกูจอง เรียกว่าคนละสไตล์น่าจะได้ แต่ก็ยังคงมีเอกลักษณ์แบบที่ดูก็รู้ว่าเป็นเกาหลี

 

กว่าดีไซน์จะเลิกเรียน แพทเทิร์นก็ใกล้จะหลับคาโต๊ะ

 

“พี่แพท!”

 

เจ้าของชื่อหันไปมองเด็กสาวในชุดวันพีชสีครีมน่ารัก เลื่อนสายตาจากมือที่กำสายกระเป๋าขึ้นไปยังใบหน้าสดใสที่มีเค้าโครงไม่ต่างไปจากเขา

 

“ไม่รู้ทำไม เห็นรอยยิ้มแบบนี้ของเธอทีไร พี่มีลางสังหรณ์แปลกๆ ทุกที”

 

“พูดอะไรอ่ะพี่แพท ไม่เห็นเข้าใจ” คนถูกระแวงทำหน้ายุ่ง ก้มลงไปคล้องแขนพี่ชาย “ปะ ไปกันเถอะ”

 

มยองดงตอนหนึ่งทุ่มคนเยอะมากกว่าปกติ เยอะจนน่าสงสัยว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่อย่างแน่นอน แพทเทิร์นหยุดเดินแล้วหันมามองหน้าน้องตัวแสบที่โทรเรียกเขาให้มาช่วยถือของ แต่นี่เล่นเดินดุ่มๆ เข้ามาไม่เห็นจะแวะมองร้านเสื้อผ้าร้านไหนสักร้าน แล้วยังเอาแต่ดูนาฬิกาเหมือนกลัวจะมาไม่ทัน

 

“พี่แพทหยุดเดินทำไมอ่ะ?” ความจริงแค่เห็นพี่ชายหันมาจ้องหน้าก็รู้แล้วว่าต้องโดนจับผิดได้แน่ แต่ก็แกล้งแอ๊บถามเหมือนไม่รู้

 

ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เนียนเอาซะเลย

 

“จะบอกดีๆ ไหม” เห็นน้องยังเม้มปากก็ถอนหายใจ “บอกมาเถอะ พี่ไม่ลากเรากลับหรอกน่า บอกๆ มาจะได้รู้ว่าต้องเจอกับอะไร ที่เธอให้พี่มาด้วยก็เพราะมีเรื่องให้ช่วยใช่ไหมล่ะ ไม่งั้นเธอคงมาคนเดียวแล้ว”

 

“จริงนะ!” ค่อยยิ้มออก “ความจริงก็ไม่ได้ให้มาช่วยอะไรหรอก แค่อยากให้พี่แพทมาเป็นเพื่อนเฉยๆ”

 

แพทเทิร์นได้แต่คิดว่าให้มันจริงเถอะ ที่ว่าให้มาเป็นเพื่อนเฉยๆ น่ะ เชื่อยากมาก “แล้วตกลงมาทำไม? ใช่เหตุผลที่คนล้นมยองดงนี่หรือเปล่า?”

 

“แฮะๆ ใช่เลย วันนี้มีรายการมาถ่ายที่นี่ แล้วยูมินเป็นแขกรับเชิญ ...นี่แค่ยูมินคนเดียวนะ ถ้ามาทั้งวงนะมยองดงแตกแน่”

 

“แค่ยูมินคนเดียว?”

 

“มีแขกรับเชิญจากวงอื่นอีกสองคนด้วย”

 

เด็กหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ

 

“รีบไปกันเหอะ เพื่อนไซน์กั๊กที่ไว้ให้แล้วเดี๋ยวเข้าไปลำบาก” พูดเสร็จก็ทั้งลากทั้งจูงพี่ชายให้เดินเร็วๆ ในขณะที่คนถูกลากนั้นกำลังทวนคำที่ได้ยิน

 

มีเพื่อนมาอยู่แล้ว แล้วยังจะลากเขามาเพื่อ?

 

เพื่ออะไรแพทเทิร์นก็ได้คำตอบในห้านาทีต่อมา เมื่อเขาและน้องสาวมายืนรวมกลุ่มหน้าสุดกับเพื่อนเกาหลีสองคนที่เขาจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยเจอรอบก่อนๆ นั่นล่ะ แต่คนที่หน้าตาคุ้นแสนคุ้นกว่าใครอื่นคือคำตอบที่ยืนอยู่เบื้องหน้าซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของคลื่นคนในตอนนี้

 

คิมฮงชาน หรือไลม์กำลังยืนหัวเราะก๊ากกับยูมินและพิธีกรวัยกลางคน

 

เห็นอย่างนั้นแล้วแพทเทิร์นก็รีบหันมาตวัดสายตาใส่น้องตัวดีที่รีบแสร้งทำหน้าไม่รู้เรื่อง “แหม บังเอิญจังเลยเนอะพี่แพท ไลม์ก็มาเป็นแขกรับเชิญด้วย ฮะ ฮะ”

 

ฮะ ฮะ แพทเทิร์นทำท่าหัวเราะตามแบบไม่มีเสียง แล้วจ้องเขม็งจนเสียงคนหัวเราะแผ่วลง ก่อนเจ้าตัวรีบหันหนีไปหาเพื่อนตัวเอง

 

ศีรษะเล็กส่ายอย่างเหนื่อยใจ มาถึงนี่แล้วจะทำยังไงได้ หวังแค่ว่าน้องสาวคงไม่ทำอะไรแผลงๆ หรือฮงชานไม่บ้าจี้เห็นเขาแล้วทำอะไรประหลาดๆ ก็พอ

 

ครบทั้งสองอย่างนั่นแหละ

 

“พี่แพ๊ท~ ไลม์ส่งหัวใจให้พี่แพทด้วยอ่ะ~ กรี๊ดดดด” เสียงกรี๊ดดังเป็นระรอกคลื่นเมื่อไลม์ทำมือสัญลักษณ์รูปหัวใจแล้วทำท่าโยนมาให้ เสียงกดชัตเตอร์นี่ถี่เสียจนน่ากลัวว่าอาจจะพังได้

 

ไม่มีใครรู้ว่าหัวหน้าวง O-Type ในวันนี้ทำไมถึงได้คึกคักอารมณ์ดีนัก ขยันแจกยิ้มแจกหัวใจบ่อยซะเหลือเกิน โดยเฉพาะตาสวยๆ คู่นั้นที่ขยิบทีไรพาเอาหัวใจสาวๆ ลอยละลิ่วกันไปหมด เรียกได้ว่าแฟนคลับของเจ้าตัวต้องจดบันทึกเป็นสถิติกันเลยทีเดียว

 

รายการที่ถ่ายทำนี้มีอุปสรรคคือบรรดาแฟนคลับที่มากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุเพราะยูมินเป็นหนึ่งในกลุ่มไอดอลที่ดังระดับประเทศและอาจจะหลายประเทศ ทั้งแฟนเกาหลีและต่างชาติจึงไม่ยอมแพ้ที่จะได้เข้าใกล้หนุ่มคนนี้ รวมถึงแขกรับเชิญอีกสองคนที่ถึงแม้จะเพิ่งเดบิวต์ได้ไม่นานก็ยังเรียกได้ว่ามีแฟนคลับไม่น้อยหน้าไอดอลกลุ่มอื่น ไลม์นั้นได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในเซิชเอนจิ้นเว็บไซท์ชื่อดัง ส่วนแขกรับเชิญสาวสวยอีกคนนั้นก็เป็นหนึ่งในเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังที่เรียกได้ว่าไม่มีวัยรุ่นชายคนไหนไม่รู้จัก และที่เหนือสิ่งอื่นใด แขกรับเชิญทั้งสามคนนี้มาจากค่ายเดียวกัน ซึ่งเป็นค่ายที่ดังที่สุดในวงการเพลง ดังนั้นแฟนคลับของพวกเขาจึงพร้อมใจกันมาให้การสนับสนุนกันอย่างท่วมท้น

 

นี่เป็นครั้งแรกที่แพทเทิร์นได้เห็นแฟนบอย ตามที่ดีไซน์เคยเล่า เมื่อได้มาเห็นเองถึงรู้ว่าของเค้าแรงจริงๆ แฟนบอยต่างจากแฟนเกิร์ลตรงไหน? ตรงเพศนั่นอย่างหนึ่งล่ะ ตรงขนาดตัวก็อีกอย่างล่ะ แต่ที่ต่างกันจริงๆ เห็นจะเป็นระดับความคลั่งที่มันไปกันคนละทางกับพวกผู้หญิง ดูอย่างกล้องที่ใช้นี่สิ จะซูมไปถึงสิวบนหน้าดาราได้อยู่แล้ว แต่ก็ใช่ว่ากล้องแฟนคลับผู้หญิงจะน้อยหน้าไปกว่ากันนะ เพียงแต่แฟนบอยเวลาตะโกนทีนี่กลบหมดทุกเสียงอ่ะพูดจริงๆ

 

หลังจากที่ดาราทั้งกลุ่มยืนสัมพาษณ์พูดคุยกันพักใหญ่แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องพากันไปกินและช็อปปิ้ง กลุ่มคนมหาศาลจึงเริ่มเคลื่อนย้ายตัวตาม แพทเทิร์นแทบจะหน้าทิ่มหลังของการ์ดในชุดสูทไทด์แดงอันเป็นเอกลักษณ์ของการ์ดบริษัทนี้อยู่หลายครั้งจากแรงผลักแรงดัน เขาหันไปคาดโทษน้องสาวอยู่หลายครั้งที่พาเขามาอยู่ในสถานการณ์ที่จะออกก็ออกไม่ได้

 

ดีไซน์ยกมือข้างหนึ่งขึ้นขอโทษ มืออีกข้างเกาะแขนพี่ชายแน่นด้วยกลัวพลัดหลงจากกัน พลางส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้ ก็แหม พอมีพี่แพทอยู่ด้วย เพื่อนของเธอก็ได้ถ่ายรูปช็อตเด็ดตั้งเยอะ แถมไลม์ยังเรียกยูมินให้หันมาเล่นกล้องของกลุ่มพวกเธอด้วย มีแต่ได้กับได้เห็นๆ!

 

ร้านอาหารที่กลุ่มดาราเข้าไปกินนั้นไม่เปิดให้คนอื่นๆ ตามเข้าไป ลูกค้าในร้านที่กินอยู่ก่อนหน้าแล้วจึงโชคดีสุดๆ จากการมองผ่านกระจกจะเห็นได้ว่าคนในร้านแทบทุกโต๊ะยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายกันหมด เพราะนอกจากจะมีไอดอลวัยรุ่นที่เป็นแขกรับเชิญแล้ว พิธีกรยังเป็นดาราชื่อดังที่คนทั้งเกาหลีใต้รู้จักเป็นอย่างดี

 

ต่อจากทานอาหารก็เดินชอปปิ้ง แพทเทิร์นเริ่มอยากจะอ้วกจริงๆ แล้ว คนมันเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเขาแทบไม่เหลือแรงจะฝืน ยอมแพ้เลยจริงๆ แฟนคลับนี่ไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ เขาตรัสรู้แล้วในวันนี้ ยกธงขาวให้เลย

 

“ไซน์ ออกเถอะ” แพทเทิร์นหันไปบอกน้องสาวที่ยังมีแรงสู้ฟัดไม่หวั่นต่ออุปสรรคใดใดทั้งสิ้น

 

เด็กสาวใช้เวลาคำนวนสองอึดใจ แล้วพยักหน้า “โอเค! พี่แพทจำร้านกาแฟใกล้ๆ สถานีมยองดงได้ป่าว ...จำได้ใช่มะ งั้นพี่แพทไปรอที่นั่นนะ เดี๋ยวไซน์ตามไป”

 

คือจะดูให้จบว่างั้นเถอะ

 

แพทเทิร์นสุดจะบังคับน้องสาว หน้าตานี่ไม่พร้อมจะยอมแพ้แม้แต่น้อย บังคับให้กลับไปก็เท่านั้น จะปล่อยให้กลับห้องเองก็น่าห่วงว่าจะยาวทั้งคืน จำต้องตอบตกลงว่าจะรอที่ร้านกาแฟ

 

โฮ่ย คนอะไรจะเยอะแยะมากมายขนาดนี้วะ!

 

กว่าจะหลุดจากฝูงมนุษย์ติ่ง(เคยได้ยินดีไซน์เรียกแฟนคลับว่าอย่างนี้)ออกมาได้แทบกระอักเลือด ก็เวอร์ไป แต่ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ คิดไปว่าอยู่ในหนังกำลังภายใน ลมปราณแต่ละคนนี่แตกซ่านกระจัดกระจาย พรรคไหนเป็นพรรคไหนแทบจะแยกไม่ออก เขามันก็แค่นักบุญพเนจรที่พลัดหลงเข้ามาในค่ายกล จะเอาวิชาที่ไหนไปสู้เค้าได้

 

เด็กหนุ่มทิ้งตัวหมดแรงที่โต๊ะริมหน้าต่าง ดูดชอกโกแลตเย็นรวดเดียวไปครึ่งแก้ว สะบัดศีรษะรัวๆ อย่างต้องการลบภาพสยองให้หลุดไป คารวะเลยจริงๆ ที่เค้าเรียกว่าติ่งเกาหลีเนี่ย ไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ นะครับเขารับรอง

 

คือถ้าสติไม่ผิดปกตินี่ก็ต้องเข้าขั้นบ้ามากๆ อ่ะ ...มันก็ความหมายเดียวกันนี่หว่า? ฮ่า ฮ่า

 

เหมือนพบแดนสงบสุข แพทเทิร์นรู้สึกหายใจหายคอโล่งโปร่ง เสียงเพลงเบาๆ ในร้านช่วยบรรเทาเหตุการณ์ระทึกขวัญให้ผ่อนคลายลง ใกล้และ อีกนิดนึงจะกลับสู่สภาวะปกติได้ละ อืม...ชอกโกแลตร้านนี้อร่อยดีแฮะ

 

“อุบ! แค่ก แค่ก…”

 

ท่าสำลักคงอุบาทว์มากในสายตาของใครบางคนที่อยู่ๆ ก็เดินถือแก้วกาแฟมานั่งลงตรงข้าม

 

แพทเทิร์นตบอกตัวเองแรงๆ น้ำตาซึม ก่อนเงยหน้าขึ้นคาดโทษคนที่ทำเอาเขาตกใจจนหัวใจแทบวาย “อย่าอยู่ดีๆ ก็โผล่มาได้ไหม!”

 

“อยู่ดีๆ อะไร? ผมแค่เดินมานั่ง” เกิดไม่เข้าใจภาษาไทยขึ้นมาซะงั้น “เดี๋ยวผมไปเอาน้ำให้”

 

ร่างเล็กมองเมเนเจอร์หนุ่มรูปงามเดินไปเทน้ำเปล่าที่เค้าท์เตอร์อย่างยังไม่อาจเชื่อสายตาได้ ทำไมคิมซึงฮวานถึงมาโผล่ในร้านกาแฟได้ล่ะเนี่ย?

 

เห็นมือเรียวยื่นแก้วมาให้ตรงหน้าก็รับมาดื่มอึกๆ พลางมองอีกฝ่ายนั่งลงที่เก้าอี้

 

ให้ตายเถอะ แค่ท่าลุกท่านั่งทำไมมันถึงดูดีไปหมดแบบนี้วะ แค่มีช่วงขายาวๆ นั่น อะไรๆ มันก็เท่ไปหมด ไม่ยุติธรรมสักนิด

 

“มองอะไร? คิดถึงหรือถึงได้จ้องตาไม่กระพริบ?”

 

เกือบสำลักน้ำเปล่าอีกรอบ “ใครเขาไปคิดถึงคุณกันไม่ทราบ ...คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

 

“มาดื่มกาแฟ”

 

นี่ตั้งใจจะกวนกันใช่ไหม “คุณไม่ต้องทำงานหรือไงครับ?”

 

“ทำอยู่”

 

“?”

 

“ผมรอยูมินถ่ายรายการอยู่” ซึงฮวานยกขาขึ้นไขว่ห้าง หรี่สายตามองเด็กหนุ่ม “คุณล่ะมาทำอะไรที่นี่ ...อ๋อ ผมรู้แล้ว มาตามยูมินล่ะสิ มิน่าล่ะ สภาพอย่างกับลูกหมาถูกฟัด”

 

ใครมันสอนภาษาไทยพวกนี้ให้วะครับ แพทเทิร์นอยากจะปรี๊ด “ใช่ที่ไหนล่ะ” เอ๊ะ หรือว่าใช่วะ ก็เมื่อกี้เขาตามจริงๆ นี่หว่า ชักสับสน “น้องผมต่างหากที่อยากมา และขอบอกให้รู้ไว้เลยว่าผมไม่ได้เป็นแฟนคลับใครทั้งนั้นแหละ”

 

คนฟังแค่พยักหน้าด้วยสีหน้าที่ไม่ได้บอกให้รู้ว่าเชื่อหรือไม่ แพทเทิร์นจึงมองอย่างคลางแคลงใจว่าควรจะอธิบายมากกว่านี้ไหม ก้มหน้าก้มตาดูดชอกโกแลตเย็นคิดจริงจัง

 

อืม... หรือต้องพิสูจน์? ไม่อ่ะ ทำไมต้องทำอะไรที่มันยุ่งยากอย่างนั้นด้วย

 

“พรุ่งนี้ผมไปรับนะ”

 

อืม... หรือลากดีไซน์มาสาธยายให้ฟังดี? เอ๊ะ เมื่อกี้พูดว่าไงนะ?

 

เห็นหน้าเอ๋อๆ เงยขึ้นมามองแล้วซึงฮวานก็เอาแก้วกาแฟร้อนไปแตะแก้มนุ่มนั้นทีนึง

 

“เฮ้ย! ร้อน!!” เอามือถูกข้างแก้มรัวๆ จนมันแดงเถือก “แกล้งผมทำไมเนี่ย”

 

“ไม่มีเหตุผล” ตอบหน้าหล่อ

 

คนเตรียมโวยเลยไปไม่ถูก ได้ตาอ้าปากค้าง

 

“ตกลงพรุ่งนี้บ่ายโมงเจอกันนะครับ”

 

“เจอกันทำไม พรุ่งนี้ผมมีนัด แล้วต่อให้ไม่มีนัดผมก็ไม่ไปเจอกับคุณหรอก” เรื่องอะไรจะไปเจอกับคนแต่งงานแล้วแต่หวังมาจีบเขากัน ไม่ใช่สาวน้อยสอยเสี่ยนะครับ

 

“คุณลีให้ผมพาคุณไปดูงานแฟชั่นโชว์แทนเพราะติดธุระ งานนี้ถ้าไม่มีบัตรเชิญก็เข้าไม่ได้ และพอดีว่าผมเป็นวีไอพีที่เชิญคนนอกเข้างานด้วยได้ แต่ถ้าคุณไม่อยากไปก็ไม่เป็นไร”

 

จะบ้าเรอะ งานใหญ่ขนาดนั้นใครมันจะไม่อยากไปล่ะวะ! ฮุ่ย ทำไมคุณลุงลีไม่เห็นบอกเขาเลยว่าไม่ว่าง แล้วดันส่งใครมาไม่ส่ง ดันส่งผู้ชายที่คิดจะจับเขาเป็นชู้มาซะงั้น!

“ว่ายังไงครับ? ตกลงจะไปหรือไม่ไป”

 

เสี้ยวหนึ่งของความรู้สึก แพทเทิร์นเกิดสงสัยขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ว่าตกลงผู้ชายคนนี้สนใจเขาจริงๆ หรือแค่พูดเอาฮา เมื่อวานที่บอกว่าให้เตรียมตัวเป็นคนรักอะไรนั่นแค่มุขตลกแหงๆ

 

“กรุณามารับด้วยครับ”

 

คล้ายว่าจะพอใจในคำตอบ แพทเทิร์นสาบานว่าเขาเห็นริมฝีปากบางๆ นั่นยกยิ้มนิดนึง นิดแบบนิ๊ดนิดมากอ่ะ แล้วก็ให้หงุดหงิดอย่างไม่เข้าใจที่เห็นรอยยิ้มชวนมองนั้นแค่เสี้ยววินาทีเดียว

 

บอกได้ไม่เต็มปาก ว่าเขาชอบเวลาคิมซึงฮวานยิ้ม

 

 

_______________________________

 

 

 

อลังการงานสร้างดาวร้อยล้านดวง แฟชั่นโชว์ที่เพิ่งจบไปยังตรึงสายตาให้เด็กหนุ่มผู้กำลังศึกษาในสาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าตกอยู่ในห้วงแห่งมนตรา ของจริงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง นั่นคือคำที่ดังก้องอยู่ในหัวของแพทเทิร์นในเวลานี้ ถึงเขาจะเคยไปงานแฟชั่นโชว์บ่อยๆ แต่ไม่เคยไปงานไหนที่ใหญ่เท่างานนี้เลย แบรนด์ดังระดับโลกอย่างนี้ไม่แปลกที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นแขกวีไอพีที่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการ เป็นความโชคดีมากที่ตัดสินใจมางานนี้ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าแบรนด์นี้จะมาจัดงานแฟชั่นโชว์ที่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่

 

ขนยังลุกไม่หายตอนคนที่นั่งเงียบข้างๆ มาตลอดงานสะกิดเรียก

 

“ครับ?” ใบหน้าน่ารักดูสดใสอย่างกับเพิ่งผ่านสปาบำบัดผิวหน้ามาก็ไม่ปาน แทบจะบลิ๊งปล่อยแสงวิ้งๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวภายในฮอลล์จัดงาน

 

“ไปกันได้แล้ว”

 

ไปไหนอะไรยังไงไม่อยากถาม เรียกได้ว่าอารมณ์ดีสุดๆ ให้ไปไหนก็ไปทั้งนั้น บินได้นี่บินแล้ว ฟิน~

 

ซึงฮวานมองคนตัวเล็กที่เดินอมยิ้มไม่หยุด อันที่จริง เขาก็มองคนตัวเล็กคนนี้มาตลอดตั้งแต่ในงานแล้วนั่นแหละ มองอย่างไม่สามารถละสายตาไปไหนได้ และเขาก็รู้ด้วยว่าทำไมถึงหยุดมองคนคนนี้ไม่ได้

 

หากเขาหยุดได้ เขาคงหยุดตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว

 

ปึก

 

“อุก” แพทเทิร์นบอกได้คำเดียวว่าเจ็บจี๊ดจนต้องลงไปงอตัวที่พื้น น้ำตาซึมขณะตะครุบหน้าแข้งที่เตะโดนขอบกระถางต้นไม้สุดหรูซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้าเข้าเต็มแรง เงยหน้าขึ้นค้อนวงใหญ่ให้คนที่ไม่คิดจะเตือนกันบ้าง รู้บ้างไหมว่ามันเจ็บร้าวไปทั้งกระดูกแล้วเนี่ย! โว้ย ลุกไม่ขึ้นอ่ะ ฮือ ไม่น่าเดินใจลอยเลย

 

สูดน้ำมูกปาดน้ำตา ตั้งใจจะนั่งแปะมันตรงนี้ก็พอดีคนใจร้ายยื่นมือมาให้ตรงหน้า หยั่งเชิงทางสายตาอยู่อึดใจแล้วตรัสรู้ได้ว่าเขามันไม่มีอะไรจะไปสู้ผู้ชายคนนี้ได้ ยักท่าไปก็เท่านั้นเสียเวลาเปล่า

 

สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วแตะลงบนมือของคิมซึงฮวาน แพทเทิร์นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป วินาทีที่แล้วยังรู้สึกเจ็บที่ขาอยู่เลย แต่ตอนนี้ความรู้สึกเจ็บนั้นกลับหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการถูกกุมมือเพียงเท่านั้น

 

อาจเพราะเป็นครั้งแรก ที่ได้จับมืออีกฝ่ายด้วยความตั้งใจ

 

ตึกตัก...

 

ตึกตัก...

 

ตึก...

 

“โอ้ย!” เสียงหวานร้องลั่น พลางทรุดลงไปนั่งตามเดิม ความเจ็บที่ขาย้อนกลับเข้ามาในความรู้สึกทันทีที่ขยับตัว เจ็บแปล๊บจนคิดว่ากระดูกอาจจะร้าวก็เป็นได้ ซึ่งมันคงไม่ถึงขั้นนั้น

 

“เจ็บมากเหรอ”

 

ไม่มากมั้ง! ใช้สายตาตอบ ยังไม่พร้อมจะอ้าปากพูดเพราะกลัวจะกลั้นเสียงร้องไว้ไม่ได้

 

เห็นคนตัวเล็กน้ำตาซึมมากกว่าเดิมก็พอเข้าใจในคำตอบ ซึงฮวานทรุดตัวลงหันหลังให้ “ขึ้นมา”

 

ส่ายหน้าพั่บ “ไม่ขึ้น”

 

“ถ้าไม่ขึ้น ผมจะอุ้ม”

 

“โอเค ขึ้นก็ขึ้น” ตะกายแขนเกาะไหล่กว้าง พยายามใช้แต่ขาข้างที่ปกติดีในการส่งตัวเองขึ้นไปบนหลังบางๆ ของเมเนเจอร์หนุ่ม อย่าว่างั้นงี้เลยนะ แค่เห็นด้วยสายตาก็รู้แล้วว่าคิมซึงฮวานนะผอมบางสูงโปร่งอย่างกับนายแบบ ยังกล้าให้เขาขี่หลังอีก ไม่กลัวหักก็...

 

“คิดจะบีบไหล่ผมอีกนานไหม”

 

“อ๊ะ ขอโทษครับ” สองมือรีบคลายออกจากไหล่ที่ถึงแม้จะดูไม่น่าแข็งแรงอะไร แต่ที่จับไปเมื่อกี้มันกล้ามเนื้อล้วนๆ แข็งปั๊กเลย เชื่อว่ากล้ามเนื้อขาก็คงไม่ต่างกัน หากคิดจะใช้ขาเตะเขา กระดูกเขาก็คงหักได้ไม่ยากเย็นอะไร

 

พอเปลี่ยนมือมาเป็นเกาะไหล่หลวมๆ แล้ว สิ่งต่อมาที่แพทเทิร์นเพิ่งสังเกตได้คือ การที่เขาขี่หลังอย่างนี้มันชวนให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อยเมื่อถูกสายตาคนรอบข้างมองมา ยิ่งเข้าไปในลิฟท์ยิ่งหายใจลำบาก ทั้งเงียบทั้งแคบ อายก็อาย มุดหน้าลงตรงหลังหลังคอหอมกลิ่นน้ำหอมชวนละลายมันตรงนี้เลยละกัน

 

ระยะทางจากประตูลานจอดรถมาที่ตัวรถนั้นไม่ได้ไกลมาก แต่ในใจคนเจ็บกลับอยากให้มันไกลกว่านี้อีกสักหน่อย เขาอยากตีความหมายของเจ้าของแผ่นหลังอุ่นนี้ ว่าทุกอย่างที่ทำนั้นเป็นไปด้วยความจริงใจแน่น่ะหรือ ไม่ใช่ว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่ถึงได้มาเข้าใกล้เขาอย่างนี้หรอกเหรอ ในเมื่อคนดีๆ ที่แต่งงานแล้วที่ไหนจะมาบอกว่าตกหลุมรักคนอื่นได้หน้าตาเฉย

 

คิมซึงฮวาน คุณต้องการอะไรกันแน่

 

“ระวังหัวด้วย” ซึงฮวานค่อยๆ วางแพทเทิร์นลงที่เบาะข้างคนขับ ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาแล้วลงไปนั่งชันเข่าข้างหนึ่งกับพื้น ประคองท่อนขาเล็กพลางถลกขากางเกงขึ้นอย่างระวัง

 

“อ่ะ” ปลายขากางเกงยีนส์แตะโดนจุดที่เจ็บที่สุดจนต้องหลับตาแน่น

 

“ขอโทษครับ” ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยขอโทษก็ค่อยลืมตาอีกครั้ง นึกว่าจะได้สบตากันแต่เห็นฝ่ายนั้นก้มมองสำรวจขาตนเองอยู่จึงก้มลงดูด้วย สิ่งที่เห็นทำเอาอยากจะร้องอีกสักที ขาอันบอบบางแสนขาวของเขาในเวลานี้ปรากฎจุดช้ำม่วงช้ำเขียวเป็นวงกลางหน้าแข้งอย่างเห็นได้ชัด

 

“อย่านะ!” รีบเอามือมากันปกป้องพื้นที่เสี่ยงอันตรายอย่างรวดเร็วเมื่ออีกคนทำท่าจะแตะ จ้องด้วยสายตาว่าถึงอย่างไรก็จะไม่ยอมแน่ๆ หากฝ่ายนั้นไม่สนใจ จับยึดมือเด็กขี้แยทั้งสองข้างไว้ด้วยมือข้างเดียว แล้วไม่รอช้าที่จะกดปลายนิ้วลงใกล้กับบริเวณที่เกิดอาการช้ำเลือด

 

“ตรงนี้เจ็บมากไหม”

 

แพทเทิร์นกัดฟันแน่นตอนตอบว่า “เจ็บมาก...มากๆ ไปทั้งขานั่นแหละ”

 

“กระดูกไม่น่าจะเป็นอะไร คงแค่ช้ำ” คนสวมบทหมอยังคงแตะๆ อยู่อีกสองสามครั้ง “ออกกำลังกายบ้างหรือเปล่าเนี่ย”

 

เรื่องอะไรใครจะบอก เห็นอย่างนี้เขาก็แข็งแรงเหมือนกันนะ

 

“แต่ไปโรงพยาบาลดีกว่า” ซึงฮวานว่าอย่างนั้นพลางลุกขึ้นยืน ทำท่าเหมือนจะเดินไปแต่ก็เอี้ยวตัวกลับมาหาคนที่เงยหน้ามองอยู่ก่อน โดยไม่ทันให้ตั้งตัวชายหนุ่มก้มลงจูบริมฝีปากนุ่มทีหนึ่งเร็วๆ  แล้วกระซิบบอกเสียงเบาว่า “ยาแก้ปวดฉุกเฉิน อดทนหน่อยนะครับ จะรีบพาไปหาหมอ” ด้วยสีหน้านิ่งๆ ตามเคย

 

ให้ตายเหอะ ใครมันสอนภาษาไทยให้อยากจะรู้จริงๆ!

 

 

 

รู้สึกเหมือนเดจาวู ที่ต้องมานั่งแกว่งขารอรับยาอยู่ในโรงพยาบาลอย่างนี้ เอ่อ แต่คราวนี้เขาแกว่งขาได้แค่ข้างเดียว เพราะอีกข้างอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยเท่าใดนัก

“เดินไหวหรือเปล่า?” คนที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาเดินกลับมาพร้อมถุงยา “คุณต้องกินยาแก้ปวด แต่ต้องเป็นหลังอาหาร”

 

จริงๆ แค่ยาทาที่คุณหมอทาให้ตอนตรวจนั้นยังไม่ทำให้หายเจ็บ แต่เขาไม่อยากขี่หลังคิมซึงฮวานแล้ว จึงพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน เซเล็กน้อยเพราะไม่กล้าถ่ายน้ำหนักลงไปที่ขาซ้ายมาก และอีกคนคงรู้ถึงได้ยื่นแขนมาให้เกาะ

 

เออ เกาะก็ดีกว่าขี้หลังล่ะ

 

“วันนี้คุณต้องไปไหนอีกหรือเปล่า?”

 

“ไม่อ่ะ แล้วคุณล่ะ ไม่ต้องไปทำงานหรือครับ?”

 

“วันนี้ไม่มีตารางงานอะไรพิเศษ แจวอนดูแลคนเดียวก็พอ”

 

แพทเทิร์นพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจ ช่างเป็นเมเนเจอร์กิตติมศักดิ์เสียเหลือเกิน ว่าแต่ ทำไมเขายังต้องเดินตามคิมซึงฮวานด้วยล่ะเนี่ย รีบเงยหน้าบอกก่อนจะเดินไปลานจอดรถ “เดี๋ยวผมกลับแท็กซี่ก็ได้”

 

“ไม่ได้”

 

อืม จะย้อนถามก็พอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายคงบอกว่าจะไปส่ง ...แบบนี้เค้าเรียกว่าอะไรนะ รู้จักกันพอจะรู้ใจหรือเปล่า? บ้าน่า ใครเค้าจะไปรู้ใจคนหน้าตาย(ถึงแม้จะหล่อมากก็เหอะ)กันล่ะ แค่เดาทางออกแค่นั้นแหละ และถึงเขาจะปฏิเสธไปมันก็คงไม่มีประโยชน์ ต่อรองกันทีไรเขาเป็นฝ่ายแพ้ทุกที อีกอย่างคิมซึงฮวานก็เรียกได้ว่าเป็นผู้มีอุปการะคุณคนหนึ่ง อย่าไปขัดใจเค้าเลยเนอะ

 

บางทีคิมซึงฮวานอาจจะเป็นคนดีจริงๆ ก็ได้ ถ้าไม่นับเรื่องนั้นล่ะก็นะ

 

“เอ่อ ที่นี่มัน...” แพทเทิร์นชะโงกมองผ่านกระจกหน้ารถไปยังร้านอาหารเบื้องหน้า คิดว่าจะไปส่งที่คอนโดเสียอีก

 

“คุณทานเนื้อได้หรือเปล่า?” ซึงฮวานดับเครื่องยนต์

 

“ได้ครับ”

 

“โอเค เรามีนัดกินข้าวเย็นกันที่นี่”

 

เรา? ใครนัดใคร นี่จะช่วยพูดให้มันเคลียร์ในประโยคเดียวไม่ได้หรือไง

 

เป็นอีกครั้งที่พอจะถามก็ไม่มีโอกาสให้ถาม คิมซึงฮวานลงจากรถไปพร้อมกับกดโทรศัพท์โทรหาใครบางคน แพทเทิร์นได้แต่ถอนหายใจ ค่อยๆ พาตัวเองลงมายืนรอ

 

อย่าถามครับว่าคิมซึงฮวานคุยอะไร ภาษาเกาหลียังคงเป็นภาษาต่างดาวสำหรับเขาอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าเขาจะอยู่ที่เกาหลีมาครึ่งเดือนแล้วก็ตาม นอกจากคำว่าสวัสดี ขอบคุณ และอันนี้เท่าไหร่ แล้วเขาก็ไม่รู้อะไรเพิ่มเติมมากมายนัก

 

“แพท” แอบสะดุ้งเล็กน้อยที่ถูกเรียกชื่อ บอกตามตรงว่ายังไม่ชินเวลาคิมซึงฮวานเรียกชื่อ หันไปมองก็เห็นฝ่ายนั้นเอามือปิดลำโพงโทรศัพท์อยู่ “คุณเข้าไปข้างในก่อนเลย ห้องที่จองไว้ Number Six เดี๋ยวผมตามเข้าไป” พูดเสร็จก็หันกลับไปคุยโทรศัพท์ต่อ คนตัวเล็กจึงทำได้แค่ยกกำปั้นขึ้นต่อยอากาศเป็นการระบาย

 

เดินเข้าไปในร้านด้วยหน้าซื่อๆ ที่ติดไปทางโง่ๆ นิดหน่อย แหม ก็ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องหรือเปล่า แล้วไอ้ห้องเบอร์หกนี่มันอยู่ตรงไหนจะรู้ไหมเนี่ย หันซ้ายหันขวาเห็นพนักงานสาวที่เค้าท์เตอร์ยังติดลูกค้าอยู่ก็เลยลองเดินตรงเข้าไปยังโถงทางเดินไม้ตรงกลางที่ทางซ้ายและขวาเป็นห้องไม้แบบประตูเลื่อนคล้ายของญี่ปุ่น ภายในห้องเป็นโต๊ะที่ต้องนั่งกับพื้น

 

ตัวเลขเหนือบานประตูทำให้รู้ว่าห้องเบอร์หกอยู่ตรงไหน เขาชะเง้อมองก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าคิมวึงฮวานจะเข้ามา

 

เอาวะ เข้าก็เข้า

 

ครืด

 

“อ๊ะ ขอโทษครับ!” แพทเทิร์นรีบเลื่อนประตูปิดโดยเร็วด้วยสีหน้าตกตื่น ก็จะไม่ให้เขาตกใจได้ยังไงในเมื่อในห้องนั้นมีผู้หญิงสองคนกำลังจูบกันอยู่!

 

ใช่ครับ ผู้หญิงสองคนจูบกัน!!

 

กำลังยืนช็อกอยู่ไม่ทันก้าวขาไปไหน ประตูตรงหน้าก็เลื่อนออกเสียก่อน ผู้หญิงผมยาวตรง หน้าตาสะสวยด้วยเมคอัพบางๆ ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 

“คุณคือแพทเทิร์นใช่ไหมคะ? ฉันลีนายอน เป็นภรรยาของคิมซึงฮวานค่ะ” ภาษาอังกฤษจากน้ำเสียงเล็กๆ นั้นชวนฟังไม่แพ้ความสวย มือเรียวขาวบอบบางยื่นมาตรงหน้า “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

 

“ครับ ยินดีที่ได้...”

 

เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้ว่าอะไรนะ? ภรรยาของคิมซึงฮวาน?

 

แล้วจูบที่เห็นนั่นมันอะไรก๊านนนน

 

_______________________________

TBC

Subject Author
Chapter 00 - จุดเริ่มต้น KimYoonBe
Chapter 01 - การเดิมพันครั้งสุดท้าย KimYoonBe
Chapter 02 - เดินทางไปเกาหลีใต้ KimYoonBe
Chapter 03 - เพราะดวงสมพงษ์กัน? KimYoonBe
Chapter 04 - ถ้าเมเนเจอร์จะโหดขนาดนี้...! KimYoonBe
Chapter 05 - แลกเบอร์กัน...โอป้า? KimYoonBe
Chapter 06 - คิมซึงฮวาน กับเด็กขี้เมา KimYoonBe
Chapter 07 - มันต้องเป็นเพราะความเมาแน่ๆ KimYoonBe
Chapter 08 - อะไรนะ? เดทกับไอดอล?! KimYoonBe
Chapter 09 - จูบนี้มันอะไรกันครับ?! KimYoonBe
Chapter 10 - เป็นไงล่ะ จูบคืนแบบนี้ตกใจล่ะสิ?...! KimYoonBe
Chapter 11 - เขาเนี่ยนะเป็นชู้กับคิมซึงฮวาน?! KimYoonBe
Chapter 12 - ผมตกหลุมรักคุณมาสองปีแล้ว KimYoonBe
Chapter 13 - จูบเป็นยาแก้ปวดฉุกเฉิน KimYoonBe
Chapter 14 - คนที่ 'ชอบ' ก็มีอยู่คนนึง KimYoonBe
Chapter 15 - มากกว่าความหลงใหล KimYoonBe
Chapter 16 - ...ที่รัก... KimYoonBe
Chapter 17 - ตกลงเราคบกันแล้วนะ KimYoonBe
Chapter 18 - เรื่องจูบ ถือว่าเจ๊ากัน KimYoonBe
Chapter 19 - สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ KimYoonBe
Chapter 20 - เพราะคุณคือโชคชะตาสำหรับผม KimYoonBe
Up