Skip to menu

XEDITION

두근두근 In Seoul

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

두근두근 In Seoul

(ทูกึนทูกึน อิน โซล)

ตึกตัก ไม่ได้ตั้งใจจะรัก...จริงๆ นะ

 

Chapter 12

 

 

 

ปับ

 

ปับ

 

ปับ

 

ปับ

 

ปับ

 

“โอเค!  พี่แพท หยุดทำอย่างนั้นสักที ไซน์ง่วงจะแย่แล้ว” เด็กสาวที่พยายามจะหลับมาตั้งแต่รถไฟ KTX เริ่มออกจากคยองจูยกสองมือขึ้นปิดหูพลางบ่นพี่ชายที่เปิดปิดโทรศัพท์เกาหลีแบบพับไม่หยุกเสียที

 

คนโดนดุรีบเอ่ยขอโทษ หากยังอดไม่ได้ที่จะเปิดโทรศัพท์ดูอีกครั้งเผื่อว่าใครบางคนที่รอการติดต่ออยู่จะโทรมา ทว่าหน้าจอก็ยังเงียบสนิท

 

ดีไซน์เปิดเปลือกตาข้างหนึ่งขึ้นมอง เธอขยับพลิกตัวหันเข้าหาพี่ชายที่นั่งริมหน้าต่าง “ไม่เบื่อหรือไงพี่แพท เปิดดูโทรศัพท์มาทั้งวันแล้วเนี่ย ถ้าคิมซึงฮวานจะโทรมาเดี๋ยวมันก็ดังเองแหละ”

 

ก็อย่างที่น้องสาวว่า เขากำลังรอโทรศัพท์จากคิมซึงฮวานอยู่ ตั้งแต่เมื่อวานที่วางระเบิดไว้แล้วจากไปจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อ ไม่อยากโทรไปขอเบอร์ฝ่ายนั้นจากคุณลุงลีหรือคุณอลิสเพราะจะต้องโดนถามแน่ว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า แค่น้องสาวมารู้เห็นแค่นี้เขาก็จะบ้าตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคิมฮงชาน

 

แค่นึกถึงเมื่อวานที่น้องสาวถามเรื่องคิมซึงฮวานไม่หยุดก็สยองแล้ว ซักไซ้คำถามล้านแปดจนเขางงว่าจะเอาอะไรไปตอบ ในเมื่อเขาเพิ่งเจอฝ่ายนั้นแค่ไม่กี่ครั้ง จนคนยิงคำถามยอมเลิกราไปเอง

 

แพทเทิร์นสะบัดศีรษะพยายามปัดเรื่องคิมซึงฮวานออกจากความคิด ตอนนี้สามทุ่มแล้วแต่เขายังไม่รู้สึกง่วง ทั้งที่ออกเดินทางไปคยองจูตั้งแต่ตีห้า พอถึงก็เที่ยวกับดีไซน์ก่อนจะไปร่วมงานแต่งงานที่โรงแรมในช่วงบ่าย เขาหยิบกล้องออกมาไล่ดูภาพที่ถ่ายวันนี้

 

เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นงานแต่งงานของคนเกาหลี ห้องที่จัดงานเป็นโบสถ์ในโรงแรมที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาวชมพู ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับแพทเทิร์นคือชุดของเจ้าสาว เขาเคยหาข้อมูลเกี่ยวกับชุดเจ้าสาวของเกาหลีมาก่อนหน้านี้แล้ว พอได้มาเห็นจริงๆ ต้องยอมรับเลยว่าสวยงามมาก ไม่ต่างจากเจ้าหญิงในนิยายเลยสักนิด แต่ที่ทำเอาเขากับน้องสาวงงคือเวลาจัดงานทั้งหมดรวมๆ แล้วประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง หากเป็นประเทศไทยนี่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างจนฟ้ามืดนั่นแหละกว่างานจะเลิก

 

หลังเสร็จงานแต่งแล้วพวกเขาถูกเจ้าสาวซึ่งก็คือเพื่อนของแม่พาไปทานอาหารเย็นด้วยกัน คุณแนนเป็นคนไทยที่มาแต่งงานกับสามีคนเกาหลี เธอเล่าให้ฟังว่าต้องทำงานเจอหน้ากันสองปี แรกๆ ก็ไม่ได้สนใจกันมากมายคุยกันแต่เรื่องงาน แต่ไม่รู้ทำไมคุยงานไปคุยงานมาดันกลายเป็นเดทไปซะงั้น แล้วก็ได้แต่งงานกันในปีที่สามนี้แหละ

 

นิ้วที่กดไล่ดูภาพหยุดลงที่รูปคู่บ่าวสาวตอนสวมแหวน อะไรบางอย่างภายในอกบีบรัดจนรู้สึกเจ็บ ความคิดที่ว่าความสุขอย่างนี้คงเกิดขึ้นได้แค่เฉพาะผู้หญิงกับผู้ชายเท่านั้นก่อตัวขึ้น ความรักต่อให้เขามีมากเท่าไหร่ก็ไร้ความหมายในเมื่อเขาไม่ใช่ผู้หญิง ...โอ้ย จะคิดอย่างนี้ทำไมเนี่ยแพทเทิร์น! สักวัน มันต้องมีสักวันที่เขาจะได้เจอคนที่รักเขาและเขาก็รักสุดหัวใจ ท่องไว้แพทเทิร์น โลกนี้ไม่ได้มีพี่หนึ่งคนเดียว

 

สะบัดหัวแรงๆ แล้วปิดกล้องยัดเก็บใส่กระเป๋า กะว่าจะหลับตากล่อมตัวเองให้นอน โทรศัพท์ที่เงียบมาทั้งวันก็ดังขึ้นจนสะดุ้ง รีบควานหามากดรับด้วยกลัวว่าเสียงเรียกเข้าจะไปรบกวนผู้โดยสารคนอื่น

 

“...คิมซึงฮวาน?” เพราะไม่ได้ดูว่าใครโทรมาก่อนรับสายเลยตกใจ แต่ถึงดูมันก็ไม่ได้ขึ้นชื่ออยู่ดีนั่นแหละ ซ้ำปลายสายยังพูดภาษาไทยมาซะด้วย เขาตัดสินใจตอบเป็นภาษาไทยกลับไป “ตอนนี้เหรอ ผมอยู่บนรถไฟKTX ...ใช่ครับ ลงที่ Seoul Station ประมาณห้าทุ่ม” คิ้วบางย่นเข้าหากันเมื่อปลายสายบอกว่าจะมารอเจอที่สถานี กำลังจะอ้าปากบอกว่ามันดึกแล้วไม่ต้องมา แต่อีกคนดันตัดสายไปก่อน

 

หรือโทรกลับไปดี? ไม่ดีกว่า ไหนๆ ก็มีเรื่องให้เคลียร์รออยู่ รีบๆ คุยให้จบไปดีกว่า

 

เพิ่งจะเริ่มไหลลงสู่ห่วงนิทราได้ไม่เท่าไหร่ รถไฟความเร็วสูงก็ชะรอตัวพร้อมเสียงประกาศว่าถึงสถานีโซลแล้ว คนเพิ่งได้นอนจึงจำต้องลืมตาอย่างช่วยไม่ได้ หันมาก็เห็นน้องสาวงัวเงียไม่ต่างกัน ตรวจสัมพาระไม่มีอะไรขาดตกแล้วก็พากันออกมาจากรถไฟ ลมที่พัดมาวูบหนึ่งพาเอาเด็กสาวตัวสั่นกึก

 

“อึ๋ย~ หนาวชะมัดเลย”

 

เด็กหนุ่มมองคนตัวสั่น “ก็บอกแล้วให้เอาโค้ชมา เป็นไงล่ะใส่แค่คาร์ดิแกนจะไปหายหนาวอะไร”

 

“บ่นจังเลย” ดีไซน์ย่นจมูกใส่

 

“ก็มันน่าบ่นไหมล่ะ อ่ะ ใส่นี่ทับไป” คนเป็นพี่ส่ายหน้า ก่อนถอดเสื้อฮูดออกส่งให้น้องสาว

 

“พี่แพทไม่หนาวเหรอ? เดี๋ยวก็ไข้กลับอีกหรอก” ถึงพี่ชายเธอจะใส่เสื้อยืดทับด้วยเชิ้ตแต่ก็น่าเป็นห่วง

 

“ใส่ไปเถอะน่า พรุ่งนี้เธอต้องไปเรียน เดี๋ยวจะเอาเรื่องไม่สบายมาอ้าง”

 

โดนดักทางราวรู้ทัน เด็กสาวจึงยอมรับเสื้อฮูดของพี่ชายมาใส่ แต่ยังไม่วายเดินบ่นงุบงิบไปตลอดทาง

 

“เออ พี่ลืมบอก เดี๋ยวคิมซึงฮวานมานะ” ก้มดูนาฬิกา “...น่าจะใกล้มาแล้วล่ะ ไปรอที่ร้านดังกิ้นแล้วกัน”

 

คนเดินตามรีบวิ่งมาขนาบข้าง ทำตาโต “เมเนเจอร์คิมซึงฮวานอ่ะนะ?! นี่เค้าโทรหาพี่แพทแล้วเหรอ? แล้วเค้ากำลังจะมาที่นี่อ่ะนะ? แล้ว...”

 

“หยุดก่อนไซน์ ถามอะไรเยอะแยะเนี่ย”

 

“ก็แหม คนมันตื่นเต้นนี่นา นั่นน่ะเมเนเจอร์ระดับบอสเลยนะ พี่แพทรู้จักกับเค้าแล้วไม่บอกไซน์ ใจร้ายมากกกกก”

 

แพทเทิร์นถอนหายใจ “พี่ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้รู้จักกันอย่างนั้น เฮ้อ เอ้า ถือให้หน่อย เดี๋ยวพี่ไปเข้าห้องน้ำก่อน เจอกันที่ร้านนะ” ยื่นถุงของฝากที่คุณน้าแนนให้มาไปให้น้อง แล้วเดินเลี้ยวไปอีกทาง

 

ดีไซน์มองตามหลังพี่ชายไปพลางย่นคิ้วมุ่น เธอเพิ่งคิดได้ถึงดวงของพี่ชายที่บอกว่าจะได้เจอผู้ชายสองคนที่เข้ามาในชีวิต เธอยอมพนันด้วยการ์ดพรีเมี่ยมของยูมินเลยว่าผู้ชายอีกคนนอกจากไลม์ก็คือคิมซึงฮวานคนนี้อย่างแน่นอน

 

หูย จะมีสักกี่คนเนี่ยที่ดวงมันฟินได้ขนาดนี้!

 

ครึ้มอกครึ้มใจให้กับชะตาของพี่ชายที่ดูจะสดใสเสียจนน่าอิจฉา พี่แพทต้องอกหักจากพี่หนึ่งคงทำใจไม่ได้ง่ายๆ ดีแล้วที่มีเรื่องสองหนุ่มมาป่วนหัวใจ อย่างน้อยก็จะได้ลืมเรื่องของพี่หนึ่งไปได้บ้าง

 

โอ้ย นี่ถ้าเป็นเธอนะ จะไม่รอให้พี่หนึ่งบอกเลิก แต่เธอจะบอกเลิกเองเลยล่ะ ...ก็ดูผู้ชายคนนี้สิ!!

 

ดีไซน์ที่เพิ่งจะหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ เงยหน้ามาก็เห็นคิมซึงฮวานยืนอยู่ไม่ไกลจากร้านโดนัท แทบจะอ้าปากค้างเพราะฝ่ายนั้นไม่ได้มาในชุดสูทเหมือนที่เคยเห็นบ่อยๆ แต่มาในชุดลำลองที่บอกได้ไม่เต็มปากว่าลำลอง ก็คนใส่ทั้งหล่อทั้งหุ่นดีซะขนาดนี้ ถึงจะเป็นแค่เสื้อยืดแขนยาวกับยีนส์สีดำเข้ารูปก็บอกได้คำเดียวว่าหล่อขั้นเทพ

 

ยังหาสติไม่เจอ เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อฮูดของพี่ชายก็ดังเรียกให้หลุดจากภวังค์ ควานหาเครื่องแล้วรีบกดรับ เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายก็หันไปมองคนพูดถึงเห็นว่าเมเนเจอร์หนุ่มกำลังโทรศัพท์อยู่ ดีไซน์โบกมือให้พลางบอกใส่โทรศัพท์ว่าเธออยู่ตรงไหน

 

พิณนภาอยากจะถ่ายวีดีโอเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกเหลือเกิน จะมีสักกี่ครั้งกันที่เธอได้นั่งกับคนหน้าตาดีอย่างนี้ ดูเอาเหอะว่าผู้หญิงในร้านแทบจะมองกันเหลียวหลังอยู่แล้ว

หล่อเกิ๊น!

 

 

 

“น้องแพทเทิร์น?”

 

แผ่นหลังบางสะดุ้งเฮือก รีบหันไปมองคนที่เรียกชื่อด้วยสีหน้าตกตื่น ไม่จำเป็นต้องดูให้แน่ใจเขาก็รู้ว่าเป็นใคร จะก้าวหนีก็ไม่ทันแล้วเมื่อฝ่ายนั้นเดินตรงเข้ามาคว้าข้อมือเขาเอาไว้

 

“พี่เดย์...” แพทเทิร์นเงยหน้ามองรุ่นพี่สมัยมัธยม ไม่ได้เจอมาสองปีคนตรงหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปจากในความทรงจำเลย รวมถึงแววตาที่มองมานี้ด้วยที่ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

 

“น้องแพทจริงๆ ด้วย ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอที่นี่”

 

แพทเทิร์นไม่มีอะไรจะพูดกับอีกฝ่าย อันที่จริงเขาคิดอะไรไม่ออกเลยด้วยช้ำ สายตามัวแต่มองมือที่กุมข้อมือตัวเองอยู่ ความกลัวจากอดีตแล่นริ้วขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างกายเกิดอาการสั่นจนต้องรีบชักมือกลับมา

 

“แพท? เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ?”

 

มือขาวรีบยกขึ้นดันอกคนที่ก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น ส่ายหน้าปฏิเสธ “ผมสบายดี ผมขอตัวก่อนนะครับ”

 

“เดี๋ยวสิแพท” ท่อนแขนเล็กถูกคว้าให้หันกลับมาอีกครั้ง “พี่อยากคุยกับแพท เราไปคุยกันข้างนอกเถอะ”

 

“แต่ผมไม่อยาก...อึก” ท่อนแขนพลันเจ็บขึ้นมาด้วยแรงบีบของอีกฝ่าย “พี่เดย์ แพทเจ็บ”

 

“พี่ไม่ได้อยากทำให้แพทเจ็บ ...นะครับ พี่แค่อยากคุยกับแพท”

 

ไม่ใช่ว่าเชื่อในคำพูดของรุ่นพี่ถึงได้ยอมเดินตามออกมา หากแต่เป็นเพราะความกลัวทำให้ไม่กล้าขัดขืน ความกลัวจากเหตุการณ์ในคืนนั้นกำลังย้อนกลับมาในห้วงแห่งความทรงจำ

 

เดย์พาแพทเทิร์นออกมาที่ด้านนอกตัวตึก ตรงเสาด้านหนึ่งที่ปลอดคนในเวลากลางดึกพวกเขาหยุดอยู่ตรงนั้น ร่างเล็กถูกกักให้ยืนติดกับเสาต้นใหญ่

 

“พี่เดย์จะคุยอะไรครับ” แพทเทิร์นพยายามสะกดความกลัว

 

คนตัวสูงใหญ่อย่างนักกีฬาไม่ได้ตอบในทันที แววตากร้าวพินิจมองใบหน้าของรุ่นน้องที่ตนหลงใหลราวรอคอยโอกาสมานาน อดไม่ได้ที่จะละปลายนิ้วไปบนรูปหน้าเรียวเล็ก

 

แพทเทิร์นกำมือแน่น สัมผัสร้อนผ่าวจากปลายนิ้วหยาบทำให้ภาพในอดีตชัดเจนขึ้น

 

“แพท พี่รู้เรื่องไอ้หนึ่งแล้วนะ แพทเลิกกับมันน่ะดีแล้ว มันเจ้าชู้แค่ไหนใครๆ ก็รู้ พี่เห็นแพทเสียใจเพราะมันมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง รู้ไหมว่าพี่ปวดใจมากที่เห็นแพทอย่างนั้น ไอ้หนึ่งมันโง่ที่ไม่รู้จักดูแลคนที่มีค่า ...ถ้าเป็นพี่ พี่จะไม่ทำให้แพทต้องเสียใจเลย”

 

คนฟังอยากหัวเราะเรื่องตลกร้าย กล้าพูดได้ยังไงในเมื่อปาร์ตี้วันเกิดพี่หนึ่งคืนนั้น พี่เดย์เกือบจะข่มขืนเขาอยู่แล้วหากพี่หนึ่งไม่มาช่วยไว้ได้ทัน รู้ทั้งรู้ว่าเขากำลังคบกับพี่หนึ่งก็ยังมอมเหล้าเขาแล้วพาขึ้นเตียง ถ้าพี่หนึ่งไม่นึกเอะใจแล้ววนรถที่จะไปส่งเพื่อนกลับมาก็คงช่วยเขาไว้ไม่ทัน จากวันนั้นพี่หนึ่งกับพี่เดย์ก็เลิกคบกัน เขายังจำได้ว่าพี่เดย์โดนพี่หนึ่งต่อยจนต้องเข้าโรงพยาบาล และตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่เจอพี่เดย์อีกเลย ...จนวันนี้

 

ใบหน้าเล็กหันหลบสัมผัสหยาบ พูดทั้งที่ไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ถ้าพี่เดย์จะพูดเรื่องพี่หนึ่ง ผมไม่มีอะไรจะคุยด้วย ไม่ว่ายังไงผมก็รักพี่หนึ่งและไม่ต้องการต่อว่าหรือคร่ำครวญถึงพี่หนึ่ง”

 

เดย์กดไหล่เล็กไปติดกับเสา เจ็บจนเจ้าตัวร้องออกมาเบาๆ หากเขาไม่สนใจ โทสะที่สุมมานานใกล้ปะทุกับสิ่งที่ได้ยินจากริมฝีปากบางคู่นี้ “ไอ้หนึ่งมันทิ้งแพทไม่ไยดี มันทำกับแพทถึงขนาดนี้แพทยังรักมันอีกงั้นเหรอ”

 

“ครับ ผมรักพี่หนึ่ง ถึงมันจะเป็นอดีตผมก็ยังรักพี่หนึ่ง อึก! พี่เดย์ แพทเจ็บ!!” น้ำหนักบนไหล่เพิ่มมากขึ้น เขาเห็นสายตาของรุ่นพี่ที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความโกรธ ฝ่ายนั้นหยิบโทรศัพท์ออกมาพลางจับเขาลากไปอีกทาง

 

“พวกมึงมานี่ให้หมด เดินออกประตูหน้าแล้วเลี้ยวมาทางซ้าย”

 

ได้ยินอย่างนั้นแล้วแพทเทิร์นก็ยิ่งเพิ่มแรงขืน หากมือทั้งสองข้างถูกจับไพล่หลังด้วยมือแค่ข้างเดียวของนักกีฬาอย่างไม่ยากเย็นอะไร

 

“พี่เดย์ปล่อยแพทนะ!” กระทุ้งมือใส่คนด้านหลัง แต่กลับถูกมืออีกข้างของฝ่ายนั้นอ้อมมาปิดปากแน่น แน่นเสียจนรู้สึกได้ว่ากรามถูกบดไปพร้อมกัน

 

เดย์ก้มลงกระซิบ “รู้ไหมว่าพี่อยากเจอแพทแค่ไหน ถ้าไอ้หนึ่งมันไม่ขู่ไว้พี่คงได้เจอแพทตั้งนานแล้ว แล้วคิดหรือว่าพี่จะยอมปล่อยแพทไปง่ายๆ หึ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะได้มาเจอแพทไกลถึงนี่ แบบนี้เค้าเรียกว่าพรหมลิขิตนะรู้ไหม”

 

พรหมลิขิตอะไรล่ะ ดวงซวยต่างหาก! เด็กหนุ่มเถียงในใจ

 

“ตอนนี้ไอ้หนึ่งมันคงไม่มาสนใจอะไรแพทอีกแล้ว พี่ไม่ปล่อยโอกาสดีๆ แบบนี้ไปหรอก”

 

เดย์ยังพูดพล่ามอะไรต่อมิอะไรต่อไป หากคนฟังนั้นเริ่มไม่ได้ยินเสียงรอบตัว ยิ่งเห็นว่ามีคนอีกสามคนเดินตรงมาสมองก็ยิ่งตื้อ กลไกในร่างกายเกิดอาการรวนกับอดีตที่เคยประสบมา

 

ภาพความทรงจำผุดขึ้นมา ทั้งมือที่ถูกขึง ข้อเท้าที่ถูกยึด ผู้ชายสามคนที่ร่วมมือกันตรึงเค้าไว้กับเตียง กระชากเสื้อผ้าเขาขาดรุ่ย กลิ่นเหล้าตลบอบอวล สายตาที่โลมเลีย มือหยาบกร้านที่ลูบไล้ เขาในตอนนั้นที่ไม่เคยนอนกับใครกลัวถึงขนาดร้องไห้วอนขอให้หยุด ความกลัวทั้งหมดในตอนนั้นไหลย้อนมาตามกระแสธารในร่างกายจนเกิดอาการสั่น ปลายเท้ารู้สึกชาคล้ายเรี่ยวแรงหายไป

 

“มีอะไรวะเดย์ บอกไปเข้าห้องน้ำแล้วหายหัวไปเลย รถไฟจะออกแล้วนะเว้ยมาทำห่าไรตรงนี้ เอ๊ะ นี่มันน้องแพทเทิร์นของมึงนี่หว่า ไปเจอได้ไงวะเนี่ย” หนึ่งในสามคนที่เพิ่งเดินมาถึงขยับเข้าไปดูแพทเทิร์นใกล้ๆ

 

“บอล มึงไปเรียกแท็กซี่ให้หน่อย กูจะกลับโรงแรม” เดย์บอกจุดประสงค์ แล้วเพื่อนที่แพทเทิร์นพอจะจำได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นของรุ่นพี่สมัยมัธยมเหมือนกันก็คลี่ยิ้มร้าย พยักหน้าเข้าใจโดยไม่จำเป็นต้องถามต่อ

 

หากแต่ยังไม่มีใครได้ก้าวเท้า เสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

 

“ขอโทษนะ แต่ผมคงปล่อยให้คุณพาเด็กคนนั้นไปด้วยไม่ได้”

 

ทุกคนหันมามอง เดย์เป็นคนเดียวที่ไม่ได้ตกใจเมื่อเห็นชายแปลกหน้า ซ้ำยังสวนกลับ “ไม่เกี่ยวอย่ายุ่ง!”

 

คิมซึงฮวานเพียงแค่จุดยิ้มบาง ยามเอ่ยภาษาไทยเรียบเรื่อย “อ้อ ต้องเกี่ยวอยู่แล้ว” พลางก้าวเท้าเข้าไปใกล้กลุ่มเด็กต่างชาติ เขาหยุดยืนตรงหน้าแพทเทิร์น หากสายตาจ้องเดย์ไม่ละ “Back off! He’s mine”

 

”ว่าไงนะ?!”

 

ซึงฮวานหุบยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนไป “ผมจะพูดอีกแค่ครั้งเดียว ...ปล่อย”

 

เดย์ยังไม่ปล่อย แต่เพื่อนต่างก็ก้าวถอยหลังไปยืนข้างๆ “ไอ้เดย์ กูว่าปล่อยน้องเค้าไปเหอะ มึงดูนู้น มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ พวกกูยังไม่อยากเป็นผู้ร้ายข้ามชาตินะเว้ย”

ซึงฮวานหันไปยกยิ้มมุมปากให้คนที่พูด “ฉลาดหนิ” ก่อนจะวกสายตากลับมา “ตกลงว่าเราจะเคลียร์กันตรงนี้หรือไปที่สถานีตำรวจดีครับ?”

 

 

 

ก็อย่างที่คิมซึงฮวานว่า เป็นใครก็ยอมปล่อยเหยื่อกันทั้งนั้น ดังนั้นสิบห้านาทีต่อมาแพทเทิร์นจึงได้มานั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ในรถ Lexus สีขาวคันเดิมคันเดียวนี้

 

ภายในรถเงียบกริบ แม้แต่ดีไซน์ที่ช่างจ้อยังไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา แค่เธอนั่งมองบรรยากาศของทั้งสองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็รู้สึกอึดอัดจะแย่แล้ว จากที่เธอเคยคิดว่าคิมซึงฮวานโหดแล้วเวลาไปตามยูมิน ตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าสีหน้าในตอนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับเวลานี้

 

โคตรจะน่ากลัวอ่ะ!

 

แล้วนี่พี่ชายของเธอยังไม่หายตกใจเลยด้วยซ้ำ มือที่กุมกันอยู่บนตักนั่นยังสั่นอยู่เลย แต่แทนที่คิมซึงฮวานจะปลอบกลับเงียบไม่พูดอะไรสักคำ ตอนที่เธอนั่งรออยู่หลังจากที่คิมซึงฮวานบอกว่าจะไปตามพี่แพทเพราะเห็นว่าหายไปนานเกินไป พักใหญ่กว่าจะเห็นพี่ชายเธอเดินกลับมาด้วยสภาพน้ำตาซึม โดยมีร่างสูงเดินหน้าถมึงทึงตามมา เธองี้ตกใจแทบแย่ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ชายก็ตอบมาแค่สั้นๆ ว่าเจอพี่เดย์แค่นั้น แต่เธอพอจะเดาเอาต่อเองได้ว่า พี่เดย์ เป็นคนประเภทไหนที่สามารถทำให้พี่ชายเธอกลัวจนตัวสั่นได้ขนาดนี้

 

ก็เพราะรู้นี่แหละ เธอถึงไม่เคยบอกเบอร์พี่แพทให้พวกนักเรียนชายที่มาตามขอทุกวี่วัน

 

รูปร่างหน้าตาอย่างพี่แพท มีแต่คนอยากได้ทั้งนั้นแหละ!

 

ดีไซน์เอนหลังพิงเบาะ มองคนทางซ้ายสลับคนทางขวาเบื้องหน้าแล้วอดคิดไม่ได้ว่าที่คิมซึงฮวานโกรธขนาดนี้อาจเป็นเพราะกลัวว่าถ้าไปช่วยพี่แพทไม่ทันจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น แบบนี้มันไม่ต่างอะไรจากคนที่เป็นห่วงคนรักเลยไม่ใช่หรือไง งั้นก็แสดงว่าที่คิมซึงฮวานพูดเมื่อวานก็เป็นความจริงน่ะสิ

 

คิมซึงฮวานตกหลุมรักพี่แพทจริงๆ

 

แต่เดี๋ยวก่อน พี่แพทบอกว่าคิมซึงฮวานแต่งงานแล้วนี่?

 

อืม...มันยังไงกันนะ?

 

คิดไปคิดมารถก็หยุดลงที่หน้าทางเข้าคอนโด ดีไซน์รีบคว้าสมบัติโดยไว ขืนอยู่ต่อต้องจิตตกตามบรรยากาศไปด้วยแน่

 

“ขอบคุณครับ” แพทเทิร์นปลดเบลท์

 

“ผมไม่รับคำขอบคุณนั้นหรอกนะ”

 

มือที่เปิดประตูหยุดค้าง เด็กหนุ่มหันไปมองคนพูดที่หันมาสบตาเขาพอดี

 

“คุณโง่หรือเปล่า รู้ทั้งรู้ว่าเค้าเป็นใครยังจะตามไปง่ายๆ อีก”

 

ถูกว่ามาซึ่งๆ หน้าทั้งที่ยังไม่หายตกใจ เป็นใครก็อารมณ์ขึ้นกันทั้งนั้นแม้แต่แพทเทิร์นเองก็ตาม เขากำมือแน่น “ผมไม่คิดว่าเค้ามากันหลายคนนี่?!”

 

“ต่อให้เป็นแค่หมอนั่นคนเดียว คุณก็น่าจะรู้แล้วว่ากำลังมันต่างกันแค่ไหน คิดบ้างหรือเปล่าว่าถ้าผมไปช่วยไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น!”

 

คิมซึงฮวานมีสิทธิ์อะไร แพทเทิร์นไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมาถูกต่อว่าอย่างนี้ด้วย และคงเป็นเพราะเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่หวาดกลัวมา ความรู้สึกน้อยใจจึงก่อตัวขึ้นอย่างไร้เหตุผล ส่งผลให้พูดจาประชดประชันกลับไป “ผมไม่ได้ขอให้คุณมาช่วยนี่ จะเกิดอะไรขึ้นมันก็เรื่องของผม ถึงโดนพี่เดย์ลากไปไหนมันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของคุณ!”

 

“พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า!” คราวนี้ซึงฮวานเองก็อารมณ์ขึ้นเช่นกัน เขาเอื้อมไปคว้าสองแขนเล็กขึ้นมา บังคับให้มองตา “ผมถามว่าคุณพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า!!” แต่คนตัวเล็กเลือกที่จะก้มหน้าหนี

 

“คนอย่างคุณจะไปเข้าใจอะไร! เรื่องของผมคุณจะไปรู้อะไร!! ฮึก ...แค่เห็นสายตาน่ากลัวนั่นผมยังจะคิดอะไรได้อีก อยากจะหนีแต่ขามันไม่ยอมขยับจะให้ทำยังไง! ฮึก คุณไม่รู้อะไรเลยสักอย่างแล้วมาว่าผมได้ยังไง!! ฮึก ฮือ........”

 

เหมือนเขื่อนที่ทนกักเก็บน้ำเอาไว้ไม่ไหว ร่างเล็กหลุดเสียงสะอื้นออกมา เนื้อตัวที่สั่นอยู่แล้วสั่นหนักมากขึ้นไปอีก สองมือพยายามสะบัดให้หลุด แต่อีกคนกลับยึดแน่นขึ้น ซ้ำยังฉุดให้ขยับเข้ามาใกล้ ...ใกล้พอที่จะกดศีรษะเล็กลงกับอก ใกล้พอที่สองแขนเล็กจะทุบไหล่กว้างได้ ก่อนที่สองมือนั้นจะเปลี่ยนเป็นเกาะยึดไหล่นั้นไว้อย่างต้องการที่พึ่งพิง

 

“กลัวมากใช่ไหม?” เสียงที่ถามนั้นอ่อนลงจนแทบจะเรียกว่านุ่มนวล

 

แพทเทิร์นทำได้แค่พยักหน้ากับอก พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ

 

ซึงฮวานถอนหายใจเบา ลูบผมนุ่ม มืออีกข้างก็ลูบแผ่นหลังบางด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะหันไปหาเด็กสาวที่นั่งตาค้างอยู่ที่เบาะหลัง

 

“ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับพี่ชายของคุณ เดี๋ยวผมพาเขามาส่งนะครับ”

 

เด็กสาวที่ขาก้าวค้างอยู่นอกตัวรถไปแล้วข้างหนึ่งรีบพยักหน้ารับรัวๆ จัดการหอบของลงจากรถอย่างว่องไว ปิดประตูให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัดสินใจหมุนตัวเดินเข้าไปในที่พักทั้งที่อยากจะยืนดูฉากต่อไปจะแย่

 

เมื่อกี้มันซีนในซีรี่ส์เกาหลีหรือเปล่าค๊า~~~?

 

 

_______________________________

 

 

 

สวนสาธารณะริมแม่น้ำฮันในเวลานี้แทบไม่มีใคร จากตรงนี้มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำที่มีน้ำพุพุ่งออกมาด้านข้างพร้อมแสงไฟหลากสีตลอดแนว แพทเทิร์นเคยเห็นครั้งหนึ่งจากรูปถ่ายในเว็บไซท์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แต่การได้มาเห็นของจริงด้วยตาตัวเองนั้นสวยกว่าในรูปภาพหลายเท่า

 

“สงบสติอารมณ์ได้หรือยัง?”

 

ขวดนมอุ่นๆ ถูกส่งมาตรงหน้า เขารับมันมากุมไว้ มองคนตัวสูงนั่งลงบนขั้นบันไดข้างๆ แสงจันทร์ที่ดูสว่างกว่าเมืองไทยเพราะเกาหลีอยู่ใกล้กับดวงจันทร์มากกว่านั้นส่องกระทบนัยน์ตาสีเขียวให้ดูสวยกว่าที่เป็น

 

“คุณไปเรียนภาษาไทยมาจากที่ไหน?” จากที่เถียงกันในรถเมื่อกี้ แพทเทิร์นคิดว่าไม่ใช่แค่คิมซึงฮวานพูดภาษาไทยได้ในระดับคนต่างชาติ แต่พูดได้อย่างกับเป็นคนไทยเลยด้วยซ้ำ

 

ชายหนุ่มไม่ได้หันมามองหน้าคนถาม เขายกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม สายตามองไปยังแม่น้ำและสะพานเบื้องหน้า “แม่ผมเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ตอนเด็กๆ ผมเคยเรียนที่ไทยถึงเกรดหก ก่อนย้ายไปเรียนที่อังกฤษต่อจนจบโท แต่ก็มีโอกาสกลับไทยบ่อยๆ เพราะพ่อผมเป็นทูตอยู่ที่ไทย ธุรกิจของแม่ผมก็อยู่ที่ไทย ให้นับจริงๆ แล้วผมอยู่เกาหลีน้อยกว่าไทยด้วยซ้ำ”

 

อ้อ เป็นลูกเสี้ยว! แพทเทิร์นพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหันขวับไปมองหน้าคนหล่อคุณสมบัติเป็นเลิศ “ที่ผ่านมาคุณก็รู้หมดเลยน่ะสิว่าผมพูดอะไรไปบ้าง?”

 

ซึงฮวานยักไหล่ หันมามองคนตื่นตัว “ก็นะ”

 

นัยน์ตาคู่สวยที่ยังหลงเหลือร่องรอยการร้องไห้กระพริบปริบ ถ้าอย่างนั้น วันนั้น วันที่เขาเมาอยู่ที่ห้องของคิมซึงฮวาน หมอนี่ก็รู้หมดเลยน่ะสิว่าเขาคุยโทรศัพท์กับพี่หนึ่งว่าอะไรบ้าง

 

มิน่าล่ะถึงหาเหล้ามาให้เขาดื่มได้ตรงจังหวะขนาดนั้น

 

“แล้วทำไมไม่บอกกันแต่แรก”

 

“บอกก็ไม่สนุกสิ”

 

นี่เขาฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า แพทเทิร์นอ้าปากพะงาบๆ “คุณนี่นะ ดูแต่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ”

 

“คุณต่างหาก ดูแต่ภายนอกไม่รู้เลยว่าจะดื้อขนาดนี้”

 

“ผมเนี่ยนะดื้อ?”

 

ซึงฮวานเท้าศอกลงกับเข่า วางคางเกยลงบนมือ จ้องคนตัวเล็ก “ผมคิดอยู่แล้วว่าคุณคงจำผมไม่ได้”

 

“.......????”

 

“ผมเคยเจอคุณมาก่อน หลายครั้งแล้วด้วย ...เมื่อสองปีที่แล้ว”

 

“หา?!”

 

ซึงฮวานมองหน้าเอ๋อๆ ของเด็กหนุ่มด้วยท่าทางนิ่งๆ อย่างที่อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ความคิดของเขาได้เลย “ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วผมต้องกลับมาเริ่มทำงานที่เกาหลี และวันที่ผมได้เจอคุณอีกครั้งคือวันที่คุณล้มใส่ผมที่สุวรรณภูมิ”

 

แพทเทิร์นคิดตามไปถึงวันนั้น เขาจำได้แม่นเลยว่าคิมซึงฮวานยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าแบบไหน แล้วก็เลยอดคิดเอาตอนนี้เมื่อได้ฟังแล้วไม่ได้ ว่าคิมซึงฮวานอาจจะดีใจที่ได้เจอเขาในวันนั้นก็เป็นได้

 

แหม ก็ฟังดูหลงตัวเองไปหน่อยเนอะ

 

ว่าแต่คิมซึงฮวานเจอเขาได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนไหน แล้วทำไมถึงจำเขาได้ นี่แสดงว่าต้องเจอเขามาหลายครั้งจริงๆ น่ะสิ อืม......มันยังไงกันนะ?

 

ชายหนุ่มเห็นสีหน้าแพทเทิร์นที่เต็มไปด้วยคำถามและความสงสัย เขาก็พูดต่อ “คุณกับเพื่อนที่ตัวสูงๆ ชอบไปผับที่ทองหล่อบ่อยๆ ใช่ไหมล่ะ ร้านนั้นน่ะ น้องชายของแม่ผมเป็นเจ้าของ ผมไปที่นั่นบ่อยเหมือนกัน เห็นคุณครั้งแรกวันคริสต์มาสเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นเด็กแอบเข้ามาเที่ยวเสียอีก แต่พนักงานบอกว่าคุณเป็นเด็กมหาลัยแล้ว หลังจากนั้นเวลาที่ผมไปที่นั่นผมก็มักจะมองหาคุณ ครั้งหนึ่งผมเคยทำคอกเทลให้คุณด้วยนะ แต่คิดว่าคุณคงเมาแล้วเลยไม่ได้จำ”

 

แพทเทิร์นมุ่นคิ้วจนคาดว่าน่าจะผูกกันได้หลายโบแล้ว พลางเห็นด้วยว่าเขาคงเมา ไม่ใช่เมาธรรมดา คงต้องเรียกว่าเมาหัวทิ่ม ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางลืมพนักงานหน้าตาดีขนาดนี้ไปได้หรอก

 

แล้วนี่คิมซึงฮวานรู้เรื่องของเขามากแค่ไหนล่ะเนี่ย?

 

เด็กหนุ่มอยากจะทึ้งหัว เขาเองก็พอจะรู้ว่าเวลาไปเที่ยวผับกับเบสท์นั้นตัวเองเละเทะแค่ไหน เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ไปก็เพราะเสียใจเรื่องพี่หนึ่ง ไม่มีทางไม่เมาอย่างแน่นอน

 

“ก็อย่างนั้นแหละ ผมมีโอกาสเห็นคุณที่นั่นประมาณสิบกว่าครั้งในช่วงหนึ่งปีก่อนผมมาเกาหลี เห็นคุณมาผับทีไรก็เมาทุกที เพื่อนคุณก็บอกให้คุณเลิกกับแฟนทุกครั้ง แต่คุณก็ไม่ยอมเลิก ผมก็เลยได้แต่มองคุณเฉยๆ”

 

“งั้นที่คุณบอกว่าตกหลุมรักผมนั่นมัน...”

 

“คิดว่าผมพูดเล่นหรือไง?”

 

เอ่อ... ไม่ต้องทำหน้าดุก็ได้ แหม ใครจะไปรู้ล่ะว่าพูดเล่นหรือจริง คนเพิ่งเคยเจอกันนี่ ไม่นับที่ฝ่ายนั้นเจอเขามานานแล้วนะ

 

“แต่คุณแต่งงานแล้ว”

 

“ที่ผมมาหาคุณวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้” ซึงฮวานลุกขึ้นยืน ก้าวลงบันไดไปขั้นล่างสุด สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กหนุ่มที่ยังนั่งอยู่

 

“คุณจะไปบอกภรรยาผมได้ไหม ว่าเรารักกัน”

 

“.................”

 

ติดสตั้นทำหน้าเหวอไปสามวินาที แล้วเลือกแก้ความเข้าใจผิด “แต่เราไม่ได้รักกัน”

 

“เดี๋ยวเราก็รักกัน”

 

“...........................ยังไง”

 

“ผมจะจีบคุณ” ซึงฮวานตอบหน้าตาย

 

“บ้าเรอะ! คุณแต่งงานแล้วนะ จะมาจีบผมได้ยังไง”

 

“คุณไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นหรอก มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร แค่เรารักกันก็พอแล้ว”

 

พอพ่องสิครับ นั้นน่ะประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องสนใจเลยเหอะ!!

 

ซึงฮวานเดินขึ้นบันไดไปนั่งยองๆ ตรงหน้าเด็กหนุ่มที่ยังมึนงงและอาจถึงขั้นมึนเมากับสิ่งที่ได้ฟัง เขายิ้มมุมปากตอนที่เอ่ย “มีคนมารักน่ะดีออก คุณน่าจะลองเปิดใจบ้างนะ”

ก็อยากจะเปิดใจอ่ะนะ แต่ไม่ใช่กับคนที่แต่งงานแล้วอย่างนี้!

 

อยากจะเถียงออกไปเป็นคำพูด แต่ติดตรงที่อีกคนยื่นหน้าเข้ามาใกล้เสียจนแทบจะรู้สึกถึงลมหายใจ รวมถึงสายตาที่จ้องมาราวกับจะสะกดจิตนี้ด้วยที่ทำเอาสมองไม่สั่งการ ปากจึงไม่อาจขยับอย่างใจคิด

 

“แพท...”

 

ตึกตัก...

 

ตึกตัก...

 

ตึกตัก...

 

“อะ...อะไร” พยายามบอกตัวเองว่าหัวใจที่เต้นแทบทะลุอกออกมากระแทกอกอีกฝ่ายนี้ไม่ใช่เพราะคิมซึงฮวานเรียกชื่อเขาเป็นครั้งแรก แต่เป็นเพราะสาเหตุอื่นที่เขาก็ยังสรรหามาแก้ต่างให้ไม่ได้

 

 

“ผมจีบคุณแน่ เตรียมตัวเป็นคนรักของผมไว้ได้เลย”

 

 

_______________________________

TBC

Subject Author
Chapter 00 - จุดเริ่มต้น KimYoonBe
Chapter 01 - การเดิมพันครั้งสุดท้าย KimYoonBe
Chapter 02 - เดินทางไปเกาหลีใต้ KimYoonBe
Chapter 03 - เพราะดวงสมพงษ์กัน? KimYoonBe
Chapter 04 - ถ้าเมเนเจอร์จะโหดขนาดนี้...! KimYoonBe
Chapter 05 - แลกเบอร์กัน...โอป้า? KimYoonBe
Chapter 06 - คิมซึงฮวาน กับเด็กขี้เมา KimYoonBe
Chapter 07 - มันต้องเป็นเพราะความเมาแน่ๆ KimYoonBe
Chapter 08 - อะไรนะ? เดทกับไอดอล?! KimYoonBe
Chapter 09 - จูบนี้มันอะไรกันครับ?! KimYoonBe
Chapter 10 - เป็นไงล่ะ จูบคืนแบบนี้ตกใจล่ะสิ?...! KimYoonBe
Chapter 11 - เขาเนี่ยนะเป็นชู้กับคิมซึงฮวาน?! KimYoonBe
Chapter 12 - ผมตกหลุมรักคุณมาสองปีแล้ว KimYoonBe
Chapter 13 - จูบเป็นยาแก้ปวดฉุกเฉิน KimYoonBe
Chapter 14 - คนที่ 'ชอบ' ก็มีอยู่คนนึง KimYoonBe
Chapter 15 - มากกว่าความหลงใหล KimYoonBe
Chapter 16 - ...ที่รัก... KimYoonBe
Chapter 17 - ตกลงเราคบกันแล้วนะ KimYoonBe
Chapter 18 - เรื่องจูบ ถือว่าเจ๊ากัน KimYoonBe
Chapter 19 - สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ KimYoonBe
Chapter 20 - เพราะคุณคือโชคชะตาสำหรับผม KimYoonBe
Up