Skip to menu

XEDITION

두근두근 In Seoul

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

두근두근 In Seoul

(ทูกึนทูกึน อิน โซล)

ตึกตัก ไม่ได้ตั้งใจจะรัก...จริงๆ นะ

 

Chapter 10

 

 

ข้อแรก หมอนั่นอาจทำงานจนไม่ได้นอน ร่างกายเลยสั่งให้ทำอะไรอย่างนั้น

 

ข้อสอง บางทีหมอนั่นอาจอยากสกินชิพขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

 

ข้อสาม เขาอาจจะหน้าตาดีเกินไปจนฝ่ายนั้นอดใจไม่อยู่

 

โอเค หยุดแค่นั้นล่ะอณาสรณ์ ยิ่งสันนิธฐานยิ่งไปกันใหญ่ จะเพราะอะไรที่ทำให้คิมซึงฮวานจูบเขา เอ่อ ที่ทำให้เราจูบกันก็ช่างมันเหอะ ถึงยังไงก็จูบกันไปแล้ว ...มากกว่าจูบก็ทำไปแล้วด้วย ไม่เห็นความจำเป็นจะต้องเก็บเอามาคิดให้ยุ่งยากเสียหน่อย โตๆ กันแล้วเรื่องแค่นี้มันเกิดขึ้นได้ไม่เห็นแปลก

 

ใช่ ไม่แปลก จะไม่แปลกเลยถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ผู้ชายที่ยืนกอดอกทำหน้าหล่ออยู่กับกลุ่มศิลปินตรงนั้น

 

แพทเทิร์นยืนกอดกระเป๋าเป้หลังพิงกำแพงบ้านโบราณจำลอง สายตาจ้องมองคนในความคิดผ่านแสงไฟไม่กี่ดวงที่เปิดให้ความสว่างในช่วงเวลาเกือบตีสี่ นับตั้งแต่กลับจากทานอาหารเมื่อหัวค่ำ จนถึงตอนนี้ทุกคนกำลังทำงานกันโดยไม่ได้หยุดพัก ฉากต่อไปจะเริ่มถ่ายกันในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า และจะถ่ายกันจนฟ้าสว่างในช่วงเช้า จากนั้นในตอนเที่ยงจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งเป็นเซ็ทสุดท้าย

 

แน่นอนว่าเด็กหนุ่มไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำอะไรในกองถ่ายนี้ ดังนั้นเขาจึงเป็นคนเดียวที่ว่าง และเนื่องจากว่าเขาว่างมากจนไม่รู้จะทำอะไร เขาจึงเดินดูคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยโดยระวังไม่ให้เข้าไปเกะกะงานของคนเหล่านั้น เท่าที่ดูงานกองถ่าย เขาว่า FD น่าจะเป็นตำแหน่งที่เหนื่อยที่สุด ทั้งวิ่งทั้งเดินทั้งเช็คความพร้อมของทุกฝ่าย เรียกว่าวิ่งไปทั่วทั้งกองแม้จะมีวอไว้สื่อสารก็ตาม

 

วงแขนเล็กกอดกระเป๋าเป้แน่นขึ้นอีก อากาศที่ลดต่ำลงทำให้คนที่ใส่เพียงเสื้อฮูดทับเสื้อยืดตัวเดียวสั่นกึก นึกอยากรู้ว่าคิมซึงฮวานในชุดสูทเรียบๆ นั่นไม่หนาวบ้างหรือยังไง

 

“패턴씨 커피 마실래요?”

 

ภาษาเกาหลีดังมาจากทางซ้าย แพทเทิร์นหันไปมองแล้วพอจะเข้าใจความหมายได้ไม่ยาก ก็ชื่อเขาตามด้วยคำว่ากาแฟ พร้อมยื่นแก้วกาแฟมาให้ตรงหน้า

 

“Thank you”

 

 ได้รับรอยยิ้มกว้างๆ กับตาตี่ๆ แทบจะกลายเป็นขีดเดียวตอบกลับมา ก่อนเจ้าตัวจะเดินจากไป แพทเทิร์นยกแก้วกาแฟร้อนขึ้นจิบไม่รอช้า เพราะนอกจากจะหนาวแล้วเขายังรู้สึกง่วงด้วย เมื่อเช้าก็ตื่นซะเช้าเกือบจะน็อครอบวันอยู่รอมร่อ นับถือคนทำงานวงการนี้จริงๆ

 

แพทเทิร์นชะเง้อคอมองความเป็นไปในกองถ่าย แล้วตัดสินใจเดินออกมา ขืนยังยืนอยู่เฉยๆ เขาต้องหลับมันตรงนั้นแน่ เด็กหนุ่มเดินถือแก้วกาแฟออกมาตามทางเดินหลักของพิพิธภัณฑ์ ตั้งใจว่าจะเดินออกไปข้างนอก แต่เห็นทางเดินมืดๆ กับบ้านโบราณที่ถึงแม้จะไม่ชวนสยองขวัญเท่าบ้านเรือนไทยแต่มันก็ให้อารมณ์ล่าท้าผีอยู่ไม่น้อย ซึ่งเขายังไม่พร้อมจะมาล่าหรือท้าอะไรไกลถึงเกาหลีใต้เสียด้วย

 

หมุนตัวกลับเดินไปยังที่ที่มีแสงไฟสว่างที่สุดในที่แห่งนี้ แล้วเลือกนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหนึ่งของลานโล่ง บริเวณนี้ไม่ได้อยู่ในส่วนของฉากถ่ายทำ มีเพียงอุปกรณ์ที่วางกองรวมกันไว้เท่านั้น

 

แพทเทิร์นหยิบโทรศัพท์ออกมาดู เขาปิดเสียงตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ ล่าสุดที่เช็คคือช่วงหัวค่ำที่ร้านอาหาร มาดูตอนนี้ก็เห็นว่ามีข้อความใหม่หนึ่งข้อความจากน้องสาวส่งมาตอนสี่ทุ่มกว่า นอกจากบอกให้เขาเล่าเรื่องยูมินให้ฟังอย่างละเอียดเมื่อกลับไปแล้ว ยังบอกให้เขาเช็คอีเมลของแม่ด้วย

 

ไอโฟนที่ถูกปิดไปตั้งแต่แรกที่มากองถ่ายถูกเปิดขึ้น เขาลองหาสัญญาณwifi พบว่ามีให้ใช้ฟรีแม้สัญญาณจะต่ำมากก็ตาม ทันทีที่ต่ออินเตอร์เน็ทได้ข้อความจากโปรแกรมแชทก็เด้งรัวขึ้นมาเป็นร้อยข้อความ เขาเลือกเช็คอีเมลของแม่ก่อน

 

“งานแต่ง?” แพทเทิร์นเลิกคิ้วกับคำสั่งที่บอกให้เขาเป็นตัวแทนไปงานแต่งของเพื่อนแม่ที่จะจัดขึ้นที่คยองจูในวันอาทิตย์ที่ 14 นี้ ที่เหลือเป็นรายละเอียดสถานที่และเวลาจัดงาน ซ้ำยังย้ำท้ายเมลด้วยว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้

 

ลองว่าย้ำมาขนาดนี้ มีหรือที่ลูกจะกล้าขัดคำสั่ง

 

แพทเทิร์นตอบเมลกลับไปสั้นๆ ว่าเข้าใจแล้วครับ แล้วค่อยเปิดโปรแกรมแชทขึ้นมาดู ข้อความส่วนใหญ่มาจากกลุ่มนักเรียนห้องดียวกันสมัยมัธยม ตามจริงเขาไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนในห้องสักเท่าไหร่ ถึงจะถูกดึงเข้ามาในกลุ่มก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรมากมายนัก เขามักจะเปิดอ่านความเป็นไปเท่านั้น แต่ดูเหมือนคราวนี้จะมีหัวข้อสนทนาอะไรบางอย่างที่ทำให้เพื่อนในกลุ่มคุยกันเป็นร้อยข้อความ แต่ยิ่งเขาไล่อ่านดูก็ยิ่งไม่อยากรับรู้ จนเมื่อเลื่อนลงมาเจอรูปภาพประกอบคำพูดนั่นล่ะมือที่ถือโทรศัพท์ก็แทบจะหมดแรง

 

งานหมั้นของพี่หนึ่งเพิ่งถูกจัดขึ้นเมื่อตอนเช้าที่ผ่านมานี้เอง

 

เขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าถ้าพี่หนึ่งหมั้น ย่อมต้องมีคนพูดถึงอยู่แล้ว พี่หนึ่งเป็นคนดังในโรงเรียนแม้ว่าจะจบออกมาแล้วก็ตาม แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสนใจในตัวพี่หนึ่งลดน้อยลงไปเลย จะเด็กเก่าเด็กใหม่หรือรุ่นพี่รุ่นน้องย่อมรู้จักชื่อเต็งหนึ่งทั้งนั้น

 

จู่ๆ ภาพที่เห็นก็บิดเบี้ยว ยกหลังมือขึ้นปาดที่ตาก็พบว่าตนเองกำลังร้องไห้

 

ทั้งที่เคยร้องไห้จนไม่เหลือแรงจะร้องอีก คิดว่าน้ำตาคงหมดไปแล้วกับผู้ชายคนนี้ ทว่าเพียงแค่เห็นภาพแค่ภาพเดียวกลับยังร้องไห้ได้อีกครั้งอย่างง่ายดาย

 

ความเสียใจไม่เคยหายไปเลยสักนิดแม้จะหลอกตัวเองอยู่หลายวันว่าทำใจได้แล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ใช่เลย

 

เมื่อไหร่เขาจะยอมรับความจริงนี้ได้สักทีนะ

 

อณาสรณ์ นายจะซ้ำเติมความรู้สึกตัวเองให้ได้อะไรขึ้นมา หยุดร้องไห้สักที บอกกับตัวเองอย่างหนักแน่น แม้มือที่กดปิดเครื่องแล้วยัดมันกลับลงกระเป๋าเป้จะสั่นก็ตาม เขาเงยหน้าขึ้นหวังให้แรงโน้มถ่วงของโลกหยุดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมามากไปกว่านี้ สองมือยกขึ้นปิดหน้าพยายามระงับอาการสะอื้นที่ก่อตัวขึ้น

 

หากความจริงมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ร่างกายมักตอบสนองต่อความรู้สึกเสมอ เขายังคงร้องไห้และสะอื้นแม้ว่าสมองอยากจะสั่งให้หยุดก็ตาม

 

มนุษย์เราก็เป็นเสียอย่างนี้ ที่สุดแล้วก็มีแต่หัวใจเท่านั้นที่ควบคุมทุกอย่าง

 

แพทเทิร์นหลบออกมานั่งคนเดียวที่ลานจอดรถด้านนอกของพิพิธภันฑ์ เขาเพิ่งล้างหน้าที่ห้องน้ำสาธารณะแล้วตัดสินใจหาที่นั่งสงบสติอารมณ์ที่ห่างจากกลุ่มแฟนคลับ ตอนนี้ความมืดไม่ได้น่ากลัวมากไปกว่าอารมณ์ที่อยากอยู่ลำพัง ไม่ใช่ว่าอยากจมตัวเองลงกับเรื่องนี้อย่างไม่รู้จบ แต่เขาต้องการทำใจครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะลบทุกอย่างที่เกี่ยวกับเต็งหนึ่งออกจากชีวิต

 

มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะยังดื้อรั้นฝืนทน พี่หนึ่งหมั้นแล้ว และคงจะแต่งงานกับเธอคนนั้น และที่สำคัญ พี่หนึ่งบอกลาเขาด้วยตัวเองแล้วด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าเขาจะร้องไห้สักกี่ครั้ง อ้อนวอนสักกี่หน มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป เขายังคงอยู่ตรงนี้ อยู่กับหัวใจที่บอบช้ำ ทว่ามันยังคงเต้นต่อไป เหมือนลมหายใจที่ไม่ได้หายไปไหน

 

มือขาวล้วงหยิบไอโฟนในกระเป๋า ทว่านิ้วกลับไปสะดุดอะไรบางอย่างที่ทำให้เจ็บจนต้องรีบชักมือออกมาดู แล้วก็ต้องพ่นลมออกมาก่อนเหยียดยิ้มให้กับเลือดสีแดงสดที่ปลายนิ้ว

 

นี่ไงล่ะ หลักฐานการมีชีวิต

 

ปลายนิ้วที่มีเลือดซึมถูกส่งผ่านริมฝีปากบางเพื่อดูดออก ความเจ็บเล็กๆ ไม่ได้มากมายอะไร หากเด็กหนุ่มกลับรู้สึกได้มากกว่าความเป็นจริง ราวกับว่าการเห็นเลือดที่ไหลออกมาของตนเองนี้เป็นสิ่งที่เตือนสติได้มากกว่าสิ่งใด ความเจ็บที่เกิดขึ้นกับร่างกายตอกย้ำให้รู้ว่าชีวิตไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่นี้

 

ทุกคนย่อมมีการเริ่มต้น มันก็แค่ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้นเอง

 

เบสท์อาจพูดถูก ความรักของเขาที่มีให้พี่หนึ่งอาจเปลี่ยนเป็นความยึดติดอย่างไม่รู้ตัว เพราะความรักไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว หากพี่หนึ่งจะไปก็ต้องปล่อยให้ไป ไม่ใช่เพราะเขาหมดรัก หากแต่เป็นเพราะรักจึงไม่ควรฉุดรั้ง และเป็นเพราะรัก เขาจึงไม่จำเป็นต้องลืม เพียงแต่... ต้องยอมรับความจริงให้ได้ก็เท่านั้น

 

แต่ถึงอย่างนั้นแพทเทิร์นก็ตัดสินใจแล้วว่าจะลบอะไรก็ตามที่เขาลบได้เกี่ยวกับเต็งหนึ่งออกไป ไอโฟนถูกหยิบออกมาอีกครั้ง เขาคิดว่าเคสพลาสติกที่แตกตรงมุมคงทิ่มนิ้วตอนหยิบเมื่อกี้ แพทเทิร์นมองโทรศัพท์ในมือนิ่งพลางคิดถึงคนที่ซื้อเคสนี้ให้ ก่อนจะแกะเคสนั้นออกมา แล้วไม่รอช้าที่จะปลดล็อคเครื่อง ปลายนิ้วปัดหาอัลบั้มรูป ไล่ลบรูปทุกรูปที่มีเต็งหนึ่ง หรือรูปของเขาที่เต็งหนึ่งเป็นคนถ่ายให้ ลบเบอร์ ลบข้อความ ลบทุกอย่างที่เป็นเต็งหนึ่งออกจากเครื่อง

 

เขาจะยอมรับความจริงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

 

 

กว่าแพทเทิร์นจะกลับเข้าไปในพิพิธภันฑ์อีกครั้งก็เริ่มถ่ายทำกันแล้ว เขาเดินอ้อมบ้านโบราณทางซ้ายเพื่อไม่ให้หลุดเข้าไปในฉาก แต่ยังเดินไปไม่ถึงเก้าอี้ประจำตัวก็ถูกใครบางคนวิ่งมายืนขวาง เงยหน้ามองถึงเห็นว่าเป็นลีแจวอน เมเนเจอร์หน้าตี๋นั่นเอง

 

คุณแพท! หายไปไหนมาครับเนี่ย ผมหาตั้งนาน คุณซึงฮวานเป็นห่วงมากเลยนะครับ โทรศัพท์ไปก็ไม่ติด

 

สาดเกาหลีมาเป็นชุดขนาดนี้ มีหรือที่แพทเทิร์นจะเข้าใจ แต่เขาก็พอจะเดาๆ เอาได้ว่าคงตามหาเขาอยู่ เพราะหน้าตาที่แสดงออกมันอ่านได้อย่างนั้น แถมยังพูดชื่อหมอนั่นอีก

 

“Sorry, I…”

 

ไออะไรยังไม่ทันจะได้อธิบาย ข้อมือก็ถูกลากให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งย้อนกลับไปอีกทางเสียก่อน

 

แจวอนพาเขามาที่เต้นท์ของศิลปิน เขาน่าจะเดาได้อยู่แล้วว่าใครรอเขาอยู่ในนั้น

 

คุณหายไปไหนมา!

 

อื้อหือ หน้ากับน้ำเสียงนี่อย่างโหดอ่ะ นึกอยากฝืนแรงผลักเบาๆ จากคนด้านหลังที่พอส่งเขาถึงที่เสร็จก็รีบขอตัวออกไปทันที ...นี่แจวอนไม่คิดบ้างหรือว่าเขาอาจโดนคนตรงหน้าขย้ำตายคาเต้นท์ก็เป็นได้

 

 “ผมไปเดินเล่นมา ขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณ” ช้อนสายตาเล็กน้อย อยากบอกว่ากลัวเลยหวังใช้ความน่าสงสารเข้าสู้ ผมผิดไปแล้วครับ ยกโทษให้ผมเถอะ ผมแค่หายไปชั่วโมงเดียวเอง

 

เหมือนจะได้ผล จากการสังเกตของร่างเล็ก สีหน้าของชายหนุ่มผ่อนคลายลง แล้วค่อยพยักหน้าถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เบาลงมาก “โทรศัพท์คุณเป็นอะไร ทำไมถึงโทรไม่ติด”

 

“อ้อ พอดีแบตจะหมด ผมเลยปิดเครื่องไปก่อน” อยากถามกลับไปว่าแล้วคุณรู้เบอร์ผมได้ยังไง ก็กลัวจะโดนสวนกลับมาว่าเพราะเขาหายไปเลยต้องเที่ยวโทรไปขอเบอร์จากคุณอลิสตอนตีห้า อืม มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ ดีนะยั้งปากไว้ทัน

 

เงียบกันไปอีกหลายอึดใจ แพทเทิร์นเหลียวซ้ายแลขวาแล้วยกนิ้วโป้งชี้ไปด้านหลังซึ่งเป็นทางออก พลางถามคนตัวสูงที่ยังยืนนิ่ง

 

“เอ่อ... คุณไม่ต้องออกไปดูเหรอ?”

 

“ไม่”

 

แพทเทิร์นมองคนที่ตอบสั้นห้วน หน้าก็นิ่งซะน่ากลัวเชียว แล้วนี่เขาจะต่อบทสนทนายังไงเนี่ย คิดไปก็มองหน้าอีกคนไป อืม... ความจริงแล้วถ้าคนคนนี้ยิ้มสักหน่อยนะ ใช่ๆ ยิ้มแบบครั้งแรกที่เจอกันที่สนามบินนั่นน่ะ ดูดีมากที่สุด ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพอมาเจอที่เกาหลีแล้วถึงเอาแต่ทำหน้าน่ากลัว

 

เอ้อ เขาเคยแอบถ่ายคลิปศิลปินของหมอนี่นี่นะ จะให้ยิ้มทำหน้าใจดีได้ยังไง

 

เผลอพยักหน้าขึ้นลงกับความคิดตัวเองเบาๆ ทำให้อีกคนเลิกคิ้วมอง แหม เลิกคิ้วแบบนี้ก็ดูแบดบอยแบบหล่อๆ แฮะ แต่อืม อยากเห็นหน้าหล่อๆ นี่เหวอสักที คงตลกน่าดู อ่ะฮ้า ทำหน้าแบบนี้แปลว่าสงสัยอยู่ล่ะสิว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ลองแกล้งคืนดูบ้างดีกว่า!

 

ความคิดปุบปับที่แล่นเข้ามาทำให้คนตัวเล็กตอบสนองความต้องการของตัวเองทันที ขยับเท้าก้าวเข้าไปสองก้าว เขย่งปลายเท้าเหยียดสุด คว้าคอเสื้อสีขาวแล้วยื่นหน้าแนบริมฝีปากลงไป

 

อย่าคิดว่าจะจบแค่นี้ครับ เคยโดนอะไรมา ขอคืนทั้งหมดเลย!

 

ริมฝีปากเล็กขบเม้มยั่วยวนชวนให้ต้องเปิดทางปล่อยให้เรียวลิ้นนุ่มได้แทรกเข้ามาพัวพันเกี่ยวกระหวัด ยิ่งยอมมากเท่าไหร่คนไม่กลัวตายก็บดเบียบจูบมากขึ้นอย่างไม่รู้จักพอ

 

คิมซึงฮวานยอมรับว่าตกใจกับการจู่โจมของร่างเล็ก เขาก็คิดอยู่แล้วเมื่อกี้ว่าเจ้าตัวต้องคิดจะทำอะไรแน่ แต่ไม่คิดว่าจะออกมาในรูปแบบนี้ ช่างไม่รู้จักระวังเลยจริงๆ

เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ตอบสนองอะไรมากมาย แพทเทิร์นก็คิดเอาเองว่าสงสัยจะตกใจจริงๆ ลอบยิ้มในใจแล้วจบท้ายจูบด้วยการเลียปลายลิ้นลงบนกลีบปากบางที่รับกับใบหน้าหล่อเหลานั้นเป็นอย่างดี ก่อนยักคิ้วพร้อมยิ้มมุมปากให้คนที่ยังทำหน้านิ่ง

 

โหยอะไรอ่ะ ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง?

 

เอ๊ะ หรือว่าช็อค?

 

คิดอย่างนั้นแล้วให้รู้สึกสะใจเล็กๆ ฮ่า ฮ่า...

 

เพิ่งหัวเราะในใจได้สองที เสียงทุ้มก็ถามนิ่ง “คุณทำอะไร?”

 

คนตัวเล็กยักไหล่ ตอบง่ายเลียนแบบ “เอาคืนไง ...ทำไม? ตกใจเลยล่ะสิ?”

 

“ไม่อายหรือไง?”

 

“อาย? อายทำไม ก็อยู่กันแค่สองคน ทีคุณยังทำได้ ทำไมผมจะทำบ้างไม่ได้? ...อะไร?” เห็นคนหล่อพยักเพยิดหน้าให้ก็งง จะพูดอะไรก็พูดมาสิครับ

 

ซึงฮวานถอนหายใจเบา พยักหน้าให้อีกที คราวนี้แพทเทิร์นเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี ค่อยๆ หมุนเท้าหันไปด้านหลังช้าๆ แล้วก็ได้แต่เบิกตากว้าง เผลอก้าวถอยหลังไปชนคนตัวสูงจนเสียหลัก ลำบากวงแขนกว้างต้องคว้าตัวเอาไว้ ตอกย้ำความสัมพันธ์ของทั้งสองที่ดูใกล้ชิดสนิทสนมกันเกินขอบเขตของคำว่าแค่คนรู้จัก

 

ที่หน้าทางเข้าเต้นท์ นอกจากจะมีกลุ่มศิลปินที่ดังคับประเทศทั้งห้าคนแล้ว ยังมีเมเนเจอร์แจวอน สไตล์ลิสต์มินอา และ...ไลม์ เอ้ย คิมฮงชาน?!

 

โผล่มาได้ยังไงเนี่ย?!!

 

 

 

ประมาณว่าเวลาหยุดนิ่งไปหลายอึดใจ กระทั่งคนที่อยู่หลังสุดแหวกมายืนอยู่ข้างหน้าตะโกนดังลั่นเรียกสติของทุกคนให้กลับมาจากฉากชวนตะลึง

 

“แฮมสเตอร์กับพี่ซึงฮวานจูบกันได้ไงอ่ะ!!” นอกจากโวยวายด้วยภาษาเกาหลีแล้วยังเดินดุ่มๆ เข้ามาคว้าแขนคนที่ตนเองเรียกว่าแฮมสเตอร์ด้วย กะว่าจะดึงมาให้อยู่ข้างตัว แต่มืออีกข้างของเหยื่อกลับถูกผู้ชายที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่คว้าเอาไว้

 

“พี่ซึงฮวานปล่อยมือแพทเดี๋ยวนี้นะ”

 

“นายนั่นแหละปล่อย แล้วก็อย่ามาตะโกนเสียงดังในนี้ด้วย” ซึงฮวานกระชับข้อมือเล็กแน่นขึ้น และแม้จะไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงเรียบๆ นิ่งๆ ก็กินขาดอีกคน

 

“ไม่ปล่อย! พี่ซึงฮวานนั่นแหละปล่อย เห็นไหมแพทเจ็บแล้ว!”

 

ครับ เจ็บแล้ว แพทเทิร์นน้ำตาซึม ไม่ใช่ว่าเขาฟังภาษาเกาหลีที่ดังข้ามหัวอยู่นี่ออกแล้วนึกเห็นด้วย แต่เป็นเพราะเขาเจ็บจริงๆ ถูกคนอื่นเห็นฉากจูบไม่พอ ยังมาถูกยื้อข้อมือไปมาอีก ร้องไห้เลยได้ไหม อารมณ์เก่ายังคุกรุ่นอยู่ด้วย นับหนึ่งสองสาม ดีดนิ้วเป๊าะน้ำตาร่วงเผาะได้เลยรับรอง ดารานำตุ๊กตาทองอิมพอร์ตมาจากเมืองไทยอยู่ตรงนี้แล้วครับ

 

“ปล่อย” ซึงฮวานเริ่มกดเสียงต่ำ

 

แต่มีหรือที่ญาติผู้น้องคนนี้จะกลัว “ไม่! อ่ะ! อื้อออ อ่อย อ๊ะ อั๊กออนนน” ลีดเดอร์ของ O-Type ถูกรวบปิดปากในครั้งเดียวด้วยฝีมือของ เอ่อ ถ้าแพทเทิร์นจำไม่ผิด น่าจะเป็นคนที่ชื่อทัคฮยอน หนึ่งในเมมเบอร์ของกลุ่มฮงชาน

 

“ขอโทษครับพี่ซึงฮวาน เดี๋ยวหมอนี่ผมจัดการเองครับ” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จับข้อมือบีบครั้งเดียว ฮงชานก็ยอมปล่อยหนูตัวน้อยให้เป็นอิสระแต่โดยดี ก่อนจะลากคนที่ยังโวยวายออกจากเต้นท์ไป

 

แพทเทิร์นหันกลับมามองคนที่ยังจับข้อมือเขาแน่น กำลังจะอ้าปากบอกให้ปล่อย คนหน้าดุก็หันไปพูดอะไรกับแจวอนก็ไม่รู้ ก่อนจะพาเขาเดินฝ่ากลุ่มนักร้องทั้งห้าคนออกจากเต้นท์มาด้วยกัน

 

คิดว่าออกมาแล้วจะต่างคนต่างไป ที่ไหนได้กลับยังพาเขาเดินดุ่มๆ ไปเรื่อยๆ ซะงั้น

 

“คุณจะพาผมไปไหนเนี่ย กองถ่ายอยู่ทางนู้นนะ” แพทเทิร์นพยายามขืนแรงอย่างไร้ประโยชน์ สุดท้ายก็ยอมถูกลากไปแต่โดยดี บอกตามตรงเลยก็ได้ เขาไม่เหลือแรงอะไรให้ใช้มากมายแล้วในเวลานี้ ไม่ได้นอนแล้วยังไปนั่งร้องไห้โฮเป็นชั่วโมง อากาศก็ไม่รู้จะหนาวไปไหน พระอาทิตย์จะขึ้นอยู่แล้วไม่เห็นอุณหภูมิจะเปลี่ยนเลยสักนิด

 

หลับหูหลับตาเดินตามมาจนหน้าชนเข้ากับแผ่นอกกว้างของคนที่หยุดเดินแล้วหันกลับมา จะหยุดก็ไม่บอก ฮุ่ย!

 

“เข้าไป”

 

“เข้าไปทำไมอ่ะ? จะไปไหนเหรอ?” ทวนคำถามงงๆ เมื่อถูกสั่งให้เข้าไปในรถ แต่เห็นสายตาที่มองมาแทนการตอบแล้วก็จำต้องหมุนตัวมุดเข้าไปนั่ง ก่อนเจ้าของรถจะปิดประตูให้ แล้วอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ แพทเทิร์นมองคนสตาร์ทรถแต่ไม่ยักจะเหยียบคันเร่งไปไหน

 

รถสีขาวยังจอดอยู่ที่เดิม พร้อมกับฮีทเตอร์ที่เปิดสร้างความอบอุ่นให้คนในรถ

 

“เอ่อ...อุบ” อะไรอ่ะ ยังไม่ทันจะได้พูดก็เอามือมาปิดปากแล้ว คนอะไรเผด็จการไม่มีใครเกิน คาดโทษในใจไว้ยังไม่ทันเสร็จ แพทเทิร์นก็ต้องค่อยๆ ถอยไปติดประตูรถ

จะยื่นหน้าเข้ามาทำไมบ่อยๆ ครับเนี่ย

 

เกือบจะหลับตาอยู่แล้วด้วยคิดว่าอาจจะถูกจูบคืนเป็นการแก้แค้น แต่เปล่า ใบหน้าของคิมซึงฮวานหยุดห่างอยู่หนึ่งคืบ เรียวคิ้วบางขมวดยุ่งไม่เข้าใจ เลยได้รอยยิ้มมุมปากจากร่างสูงตอบกลับมา

 

“คิดว่าผมจะทำอะไรเหรอ?”

 

สาบานว่าเขาไม่ได้หูเพี้ยน น้ำเสียงที่ได้ยินเมื่อกี้มันเหมือนจะหัวเราะเลยนี่หว่า!

 

“เปล่าสักหน่อย! คุณขยับมาใกล้ผมทำไมเนี่ย ถอยไป” ขึ้นเสียงกลบเกลื่อน ทั้งที่รู้ว่าหน้าอาจจะแดงเป็นปื้นแล้ว

 

“แค่อยากดูให้แน่ใจ”

 

“?”

 

“คุณร้องไห้มาใช่ไหม”

 

“........................ถ้าใช่ แล้วจะทำไม?”

 

คิมซึงฮวานถอยกลับไปนั่งพิงพนักเบาะ “แค่ถามดู เผื่ออยากให้ปลอบ จะได้ช่วย”

 

ศีรษะเล็กหันไปมองคนพูดงงๆ “หะ?” แล้วส่ายหัวเบาๆ ยิ่งคุยกับผู้ชายคนนี้มากเท่าไหร่แพทเทิร์นก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองโง่ลงเรื่อยๆ อย่างไรชอบกล ต้องทำหน้าเอ๋อทวนคำถามแบบนี้บ่อยๆ มันไม่ตลกนะเฮ้ย

 

“พูดอะไรให้เข้าใจง่ายๆ ไม่เป็นหรือไง” อดบ่นเป็นภาษาบ้านเกิดออกมาไม่ได้

 

ราวกับคนสัญชาติอื่นจะฟังออก “ผมเห็นว่าสีหน้าคุณดูไม่ค่อยดี ถ้าเพิ่งร้องไห้มาก็คงจะเพลียมากใช่ไหมล่ะ ยังไงคุณก็นอนพักในรถนี่ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวเป็นไข้ขึ้นมาจะลำบาก”

 

พูดไปพูดมาก็กลัวลำบากต้องหามคนไข้กลับโซลนี่เอง

 

แต่ก็จริงแหละ รู้สึกเพลียแล้วยังครั้นเนื้อครั้นตัวด้วย หวังว่าไข้คงไม่ได้กำลังถามหาหรอกนะ ไหนๆ เจ้าของรถก็เสนอที่นอนให้แล้ว พักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

 

“งั้นผมขอนอนสักพักแล้วกัน ขอบคุณที่ให้ที่นอนครับ ...แล้วคุณ?”

 

“เดี๋ยวผมกลับเข้าไปดูกองถ่าย คุณนอนไปเถอะ ผมเปิดหน้าต่างเอาไว้นิดนึง คุณก็อย่าปิดล่ะ ตายคารถขึ้นมาผมไม่รับผิดชอบนะ”

 

พยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้วพลางหลับตายกมือปัดๆ เป็นเชิงไล่

 

จะแช่งกันทำไมครับ จะไปไหนก็รีบไปเลยปะ ...เอ้ย!

 

อยู่ๆ ก็โดนโยกหัว ลืมตามาดูอีกทีคนกระทำก็ปิดประตูออกจากรถไปแล้ว

 

เล่นทีเผลอนี่หว่า!

 

 

 

_______________________________

TBC

Subject Author
Chapter 00 - จุดเริ่มต้น KimYoonBe
Chapter 01 - การเดิมพันครั้งสุดท้าย KimYoonBe
Chapter 02 - เดินทางไปเกาหลีใต้ KimYoonBe
Chapter 03 - เพราะดวงสมพงษ์กัน? KimYoonBe
Chapter 04 - ถ้าเมเนเจอร์จะโหดขนาดนี้...! KimYoonBe
Chapter 05 - แลกเบอร์กัน...โอป้า? KimYoonBe
Chapter 06 - คิมซึงฮวาน กับเด็กขี้เมา KimYoonBe
Chapter 07 - มันต้องเป็นเพราะความเมาแน่ๆ KimYoonBe
Chapter 08 - อะไรนะ? เดทกับไอดอล?! KimYoonBe
Chapter 09 - จูบนี้มันอะไรกันครับ?! KimYoonBe
Chapter 10 - เป็นไงล่ะ จูบคืนแบบนี้ตกใจล่ะสิ?...! KimYoonBe
Chapter 11 - เขาเนี่ยนะเป็นชู้กับคิมซึงฮวาน?! KimYoonBe
Chapter 12 - ผมตกหลุมรักคุณมาสองปีแล้ว KimYoonBe
Chapter 13 - จูบเป็นยาแก้ปวดฉุกเฉิน KimYoonBe
Chapter 14 - คนที่ 'ชอบ' ก็มีอยู่คนนึง KimYoonBe
Chapter 15 - มากกว่าความหลงใหล KimYoonBe
Chapter 16 - ...ที่รัก... KimYoonBe
Chapter 17 - ตกลงเราคบกันแล้วนะ KimYoonBe
Chapter 18 - เรื่องจูบ ถือว่าเจ๊ากัน KimYoonBe
Chapter 19 - สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ KimYoonBe
Chapter 20 - เพราะคุณคือโชคชะตาสำหรับผม KimYoonBe
Up