Skip to menu

XEDITION

두근두근 In Seoul

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

두근두근 In Seoul

(ทูกึนทูกึน อิน โซล)

ตึกตัก ไม่ได้ตั้งใจจะรัก...จริงๆ นะ

 

Chapter 08

 

 

โต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนฝั่งตรงข้าม แพทเทิร์นนั่งอยู่ตรงนั้นในร้านกาแฟมาสี่ชั่วโมงแล้ว เขาเอาแต่หมุนโทรศัพท์เล่นกับพื้นโต๊ะอย่างไม่รู้เบื่อ อันที่จริงเขาหมุนมันโดยไม่รู้ตัว เขาไม่ได้สนใจมองคนที่เดินผ่านไปมา หรือวิวทิวทัศน์ข้างทาง มือข้างหนึ่งของเขาเท้าคาง นัยน์ตาคู่สวยเหม่อลอยไปไกล

 

เช่นเดียวกับความคิดว่างเปล่าที่ล่องลอยไปไกล

 

ก่อนหน้านี้เขามีเรื่องให้คิด คิดมาตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเมื่อตอนเที่ยงของเมื่อวาน หากเมื่อคืนไม่ใช่เพราะยาเขาก็คงจะนอนไม่หลับ เช่นเดียวกับเช้าวันนี้ เขาจมอยู่กับความคิดตัวเองบนเตียงจนถึงบ่ายโมง จนน้องสาวที่ออกไปต่อคิวลงชื่อเข้าไลฟ์อะไรสักอย่างกับเพื่อนกลับมาเอาของถึงได้เห็นว่าเขาหมดอาลัยตายอยาก หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงเขาก็ถูกลากมานั่งที่ร้านกาแฟแถวที่พักแห่งนี้

 

“อย่างน้อยก็ออกมานั่งในที่ที่อากาศมันปลอดโปร่งก็ยังดี”

 

นั่นคือสิ่งที่ดีไซน์บอก เธอเองก็นั่งกับเขาครึ่งชั่วโมงก่อนจะออกไปดูไลฟ์วันอาทิตย์กับเพื่อนที่วันนี้มีพี่ชายเพื่อนขับรถมารับไปส่งให้ถึงที่

 

ดีไซน์รู้เรื่องของเขากับพี่หนึ่งเมื่อวานนี้ มันเป็นตอนที่เขาตื่นมาตอนเที่ยงแล้วเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด เป็นความรู้สึกที่ห้ามไม่ได้เลยจริงๆ พอหายจากอาการแฮงค์ความคิดมันก็กลับเข้ามาชัดเจนในความทรงจำอีกครั้ง ไม่ว่าคืนนั้นเขากับผู้ชายคนนั้นจะทำอะไรกันมันก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้เมื่อต้องตื่นมาพบกับความจริงในที่สุดอยู่ดี

 

แม้จะผ่านพ้นคืนนั้นมาได้ แต่คืนต่อมามันไม่ง่ายเลย หากแต่ในเวลานี้ ความคิดของแพทเทิร์นนั้นว่างเปล่าเหลือเกิน มันว่างจนน่ากลัว เขารู้จักความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกที่เหมือนมีแค่เขายืนอยู่ตรงนี้ มีแค่เขาที่ได้แต่มองคนอื่นในห้องเรียนเล่นกัน ตัวเขาที่น่าเบื่อจนไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนด้วย ความรู้สึกของเขาในตอนนั้นไม่ต่างอะไรจากตอนนี้ เมื่อวันนี้ไม่มีพี่หนึ่งเช่นเดียวกับช่วงเวลาเหล่านั้น

 

ทว่าภายในใจลึกๆ แล้วเขารู้ว่าทุกอย่างไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก อณาสรณ์ที่ไร้ตัวตนไม่มีอีกแล้ว เขาในตอนนี้ไม่ได้เหมือนในอดีตอีกแล้วแม้ว่าจะเลิกกับพี่หนึ่งก็ตาม ให้ร้องไห้เท่าไหร่เขาก็ยังกินได้นอนหลับ ให้เสียใจแค่ไหนเขาก็ยังต้องตื่นขึ้นในอีกวัน ให้ทรมานสักเพียงใดเขาก็ยังหายใจและใช้ชีวิตต่อไปอยู่ดี

 

รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังอยากจมตัวเองลงกับความรู้สึกที่ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนี้อยู่ดี บางทีเขาอาจจะอ่อนแอถึงได้ทำอะไรที่มันงี่เง่าอย่างนี้ก็เป็นได้ ขอให้ได้ร้องไห้ ขอให้ได้เสียใจ ขอให้ได้ตอกย้ำความรู้สึกตัวเองซ้ำๆ เพื่อที่จะได้หนีความจริงให้ได้นานที่สุด

 

หัวใจมันไม่อยากยอมรับความจริง

 

คิด คิด คิดอยู่อย่างนั้นจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความคิดมันกลายเป็นความว่างเปล่า ได้แต่เหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีสิ่งใดอยู่ในหัวเลยแม้แต่อย่างเดียว

 

ร่างเล็กบางที่โต๊ะริมหน้าต่างอาจจะนั่งเหม่ออยู่อย่างนั้นต่อไปอีกสักชั่วโมงหรือนานกว่านั้นก็เป็นได้ หากไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

 

เนื่องจากเขาปิดไอโฟนไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วเพราะไม่อยากติดต่อใคร ดังนั้นเขาจึงจำต้องรับโทรศัพท์เกาหลีเครื่องนี้เพราะอาจเป็นคุณลุงลีที่โทรมา แต่ปรากฏว่าไม่ใช่...

ปลายสายพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้คนซึมเซื่องถึงกับแสดงสีหน้าตกใจออกมา แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงกังวล “แล้วตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน? ...แค่บอกแท็กซี่อย่างนั้นใช่ไหม อืม คุณรอก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผมไปหา

 

หลังจากวางโทรศัพท์แล้ว เด็กหนุ่มก็รีบออกจากร้านทันที นั่งรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงหน้าร้านอาหารทัคคาลบิ แพทเทิร์นผลักประตูร้านเข้าไปแล้วแทบไม่ต้องกวาดสายตาไปรอบร้านเขาก็สังเกตเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งซุกอยู่ริมโซฟาที่โต๊ะด้านในสุด จากที่เห็นเจ้าตัวจัดการอาหารหมดแล้วไม่เหลือซาก และตอนนี้ก็เพิ่งเงยหน้ามาเห็นเขา ฝ่ายนั้นโบกไม้โบกมือแล้วรีบลุกมาหา

 

แพทเทิร์นมองคนที่สวมฮูดใส่แว่นดำแล้วยังใส่มาร์คปิดปากพูดกับพนักงานขายที่แคชเชียร์ ก่อนหันมาบอกเขาให้จ่ายเงิน ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่เขาต้องมาที่นี่นั่นล่ะ

 

“คุณคิดอะไรของคุณเนี่ย ออกมาทั้งที่ไม่มีเงินเนี่ยนะ?”

 

ทันทีที่ออกมาจากร้าน แพทเทิร์นก็ถามคนขอความช่วยเหลือด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ส่วนคนเดือดร้อนกลับตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ (ถ้าไม่ใส่มาร์คก็จะเห็นล่ะว่ายิ้ม) ไม่ทุกข์ร้อน

 

“ตอนรีบออกมา ผมไม่ทันคิด”

 

แพทเทิร์นส่ายหน้า “ดีนะที่ยังพกโทรศัพท์ติดตัว ...ว่าแต่ทำไมคุณโทรหาผมแทนที่จะโทรหาคนอื่นล่ะ?” แล้วแอบคิดต่อในใจว่า เราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่วันเองนะเฮ้ย มีอย่างที่ไหนโทรเรียกคนรู้จักได้ไม่นานมาจ่ายค่าอาหารให้เนี่ย

 

ไอดอลหนุ่มยักไหล่ ตอบง่าย “ก็ผมยังไม่อยากติดต่อใครในกลุ่ม แล้วผมก็คิดถึงคุณขึ้นมาก็เลยโทรไปหา ...ขอบคุณนะครับที่มาช่วย”

 

“ตกลงว่าคุณหนีออกมาจริงๆ เหรอ?” แพทเทิร์นยังไม่อยากเชื่อ ไอดอลเค้าออกนอกลู่นอกทางกันอย่างนี้เนี่ยนะ เอาจริงดิ?

 

“อื้ม พออัดไลฟ์เสร็จก็แว้บออกมาเลย”

 

ทั้งสองคนเดินไปตามถนนในซอยที่เริ่มมีผู้คนพลุกพล่านเนื่องจากเป็นเย็นวันอาทิตย์ และย่านนี้ก็เป็นย่านวัยรุ่นรวมถึงนักธุรกิจนิยมมาสังสรรค์กันด้วย

 

“แล้วจะไม่เป็นอะไรเหรอ?”

 

“ผมบอกทัคฮยอนแล้ว หมอนั่นไว้ใจได้ทุกเรื่องล่ะ”

 

“ทัคฮยอน?” ใครล่ะนั่น?

 

“หืม? คุณไม่รู้จักทัคฮยอนเหรอ?” ร่างสูงหยุดเดินแล้วหันไปลดแว่นตาลงมองหน้าคนตัวเล็ก “คุณไม่ได้เป็นแฟนคลับพวกเราจริงๆ น่ะเหรอ?”

 

แพทเทิร์นส่ายหน้า อยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาไม่รู้จักใครทั้งนั้นแหละ

 

“แล้วทำไมรู้จักชื่อผมล่ะ?”

 

“น้องสาวผมบอก เธอเป็นแฟนคลับกลุ่มที่มีคนชื่อยูมินอยู่น่ะ แต่ถามเรื่องกลุ่มไหนก็เห็นตอบได้หมด”

 

“อ๋อ เข้าใจแล้ว” ฮงชานพยักหน้าแล้วออกเดินต่อ “ทัคฮยอนเป็นสมาชิกในกลุ่ม หมอนั่นอายุเท่าผม ความจริงทัคฮยอนน่าจะเป็นลีดเดอร์มากกว่าผมอีก แค่เพราะผมเกิดก่อนไม่กี่วันกับเป็นเด็กฝึกหัดก่อนหนึ่งปีประธานก็เลยเลือกให้ผมเป็นหัวหน้า ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเลยเนอะ”

 

แพทเทิร์นรับฟังอย่างไม่รู้จะออกความเห็นอะไร เขาไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับไอดอลเกาหลี ไม่รู้ว่าการเป็นลีดเดอร์กลุ่มมันต่างจากสมาชิกยังไง และต้องทำอะไรบ้าง

 

“แพท วันนี้คุณไม่ต้องไปทำธุระอะไรที่ไหนใช่ไหม?”

 

“อืม”

 

“งั้นเราไปเดทกัน!

 

“หา?”

 

ยังไม่ทันจะได้ถาม คนเอาแต่ใจก็คว้าข้อมือให้ออกเดินเร็วๆ จะตะโกนถามก็กลัวเป็นจุดสนใจ จะมัวแต่งงก็กลัวจะก้าวขาไม่ทันคนตัวสูง สิ่งที่ทำได้คือรีบจ้ำเท้าตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปเท่านั้นเอง

 

สิบนาทีต่อมาพวกเขาก็มาอยู่ในห้องคาราโอเกะ ที่แพทเทิร์นก็เพิ่งจะรู้ว่าภาษาเกาหลีเรียกว่าโนแรบัง

 

ตอนนี้ฮงชานไม่ได้ใส่แว่นและมาร์คปิดปากแล้ว พูดให้ถูกก็คือ ตอนนี้คิมฮงชานกลายเป็นไลม์คนเดียวกับที่ยืนอยู่บนสเตจแสดงไลฟ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนั่นเอง ทั้งผมทั้งหน้ายังครบเซ็ทพร้อมออกกล้องทุกเวลา ซึ่งแพทเทิร์นก็คิดว่าปกติหน้าตาไลม์หรือฮงชานคนนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่มาลุคนี้เขาก็เข้าใจได้ถึงสถานะของคำว่าไอดอลอย่างถ่องแท้

 

ออร่ามันต่างกันเห็นๆ

 

“เดี๋ยวผมร้องก่อนละกันเนอะ”

 

ร่างสูงดูคึกคักอย่างเห็นได้ชัด เจ้าตัวนั่งเลือกเพลงไปฮัมเพลงไปอย่างอารมณ์ดี แพทเทิร์นมองท่าทางนั้นแล้วอดสับสนขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้ ไหนบอกอยากออกมาพักดผ่อน แล้วยังจะเลือกมาร้องคาราโอเกะที่ต้องใช้เสียงเนี่ยนะ? มันต่างจากตอนทำงานยังไงไม่เห็นจะเข้าใจ

 

ทว่าเพียงแค่สองเพลงแรกที่ฮงชานร้องพร้อมออกสเต็ปเต้นกระจาย แพทเทิร์นก็เข้าใจแล้วว่าการร้องคาราโอเกะต่างจากการร้องเพลงบนเวทียังไง ก็แบบนี้น่ะมันสนุกกว่า สนุกแบบไม่ต้องคิดอะไร แถมยังทำให้ลืมเรื่องอื่นๆ ไปได้อีกด้วย อ้อ การที่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วยนี่ก็ช่วยให้สนุกขึ้นไปอีกเท่าตัวเลยล่ะ

 

เพลงที่สี่เป็นเพลงสากลที่ติดหูคนฟังเพลงเกือบทั้งโลก ดังนั้นแพทเทิร์นที่ถูกขยั้นคะยอให้ร้องจึงยอมรับไมค์อีกตัวมาถือแต่โดยดี ...แน่นอนว่าหลังจากนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็แหกปากร้องเพลงกันอย่างเมามัน ทั้งกระโดดบนโซฟาหรือแม้กระทั้งขึ้นไปยืนบนโต๊ะ ทั้งกอดคอโยกตอนร้องเพลงฮิปฮอปที่เอาเข้าจริงก็ร้องตามไม่ทันกันทั้งคู่ เน้นแหกปากเอามันกันเป็นหลัก

 

กว่าจะหมดแรงนั่งหอบหาเสียงไม่เจอก็ปาเข้าไปสองชั่วโมงแล้ว เรียกได้ว่าอะไรๆ ที่คั่งค้างอยู่ในใจตอนนี้มันถูกระบายออกมาจากการร้องเพลงจนหมด

 

แพทเทิร์นกระดกกระป๋องเบียร์ขณะมองอีกคนที่ลงไปนอนหมดแรงกลางโซฟา แล้กนึกขำอยู่ในใจ ไอดอลสุดหล่อตอนนี้หมดสภาพซะแล้ว

 

“ฮู่ว! สุดยอดไปเลย!! ฮงชานเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง เขายกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มจนหมดแล้วกระแทกลงกับโต๊ะ ก่อนหันมาหาคนตัวเล็ก “เพลงสุดท้ายให้ผมร้องให้คุณฟังนะ”

“อื้ม” แพทเทิร์นพยักหน้าเห็นด้วย

 

“แพท คุณเคยฟังเพลงกลุ่มผมไหม?”

 

“เคยผ่านๆ”

 

“โอเค งั้นผมจะร้องเพลงนี้ รับรองคุณต้องกลับไปฟังอีกหลายรอบแน่”

 

“โห มั่นใจขนาดนั้นเลย?” แพทเทิร์นยิ้มล้อเลียนคนที่ลุกไปยืนหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ เขากำกระป๋องเบียร์บนโต๊ะหลวมๆ สายตามองคนตรงหน้า ขณะที่เมโลดี้เพลงช้าเริ่มขึ้น

 

บอกตามตรงว่าเขาแปลไม่ออก ไม่อาจเข้าใจความหมายของเพลงได้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเศร้าอย่างนี้ก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะเสียงของคิมฮงชานที่บาดลึกลงมากลางอก และอาจเป็นเพราะสีหน้าของคนร้องที่ถ่ายทอดออกมาแทนความหมายของเพลง และสุดท้าย อาจเป็นเพราะเขากำลังเสียใจ น้ำตาถึงได้ไหลออกมาไม่รู้ตัว

 

เมื่อเพลงสุดท้ายจบลง แพทเทิร์นก็เพิ่งรู้สึกตัว เขารีบปาดหลังมือเช็ดน้ำตารวดเร็ว แล้วยิ้มรับคนที่เงยหน้าขึ้นมามอง

 

“คุณร้องไห้เหรอ?”

 

“เปล่านี่” แพทเทิร์นปฏิเสธ “เหมือนฝุ่นจะเข้าตาน่ะเมื่อกี้ ว่าแต่เพลงนี้มีความหมายยังไงเหรอ คุณร้องดีซะจนผมหดหู่เลย”

 

“เพราะใช่ไหมล่ะ” ฮงชานยิ้มกว้าง ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ “เพลงนี้พูดถึงผู้ชายที่รักผู้หญิงซึ่งกำลังจะแต่งงานกับเพื่อนตัวเอง ผู้ชายคนนี้ยอมหลีกทางให้เพื่อนทั้งสองคนได้รักกัน ไม่เคยพูดถึงความรู้สึกตัวเอง ไม่เคยบอกให้หล่อนรู้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนดี แต่เพราะเขาอ่อนแอเกินกว่าจะรั้งหล่อนไว้ อ่อนแอเกินกว่าจะบอกออกไปให้หล่อนรู้ ว่าเขารักหล่อนมากแค่ไหน”

 

“แล้วผู้หญิงคนนั้นรักผู้ชายคนนี้หรือเปล่า?”

 

“นี่แหละคือจุดประสงค์ของเพลง ในเมื่อไม่พูดออกไป แล้วจะรู้คำตอบได้ยังไง หล่อนอาจจะรัก หรือไม่รัก” ฮงชานโยกตัวมาข้างหน้าเพื่อมองหน้าแพทเทิร์น “คุณคิดว่าไง คิดว่าหล่อนรักผู้ชายคนนี้หรือเปล่า?”

 

แพทเทิร์นไม่ได้มองหน้าตอบ เขาก้มลงมองมือที่กำกระป๋องเบียร์อยู่บนตัก “ถ้ารัก ก็คงไม่แต่งงานกับอีกคนหรอก”

 

“อืม...ก็อาจใช่” ฮงชานหันไปเท้าคางกับโต๊ะ “แต่รู้ไหม บางทีหล่อนอาจจะรักผู้ชายคนนี้ แต่เพราะเขาไม่เคยบอก หล่อนก็เลยไม่เคยรู้ แล้วมันก็ไม่ผิดถ้าหล่อนจะไปแต่งงานกับคนที่บอกว่ารักหล่อน”

 

ริมฝีปากบางเค้นยิ้มเมื่อคิดถึงเรื่องตัวเอง

 

...ต่อให้บอกว่ารักแทบตาย ผู้ชายคนนั้นก็ยังเลือกจะไปอยู่ดี

 

 

 

 

ฮงชานพาแพทเทิร์นมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง มันเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว ทั้งคู่นั่งลงตรงพื้นต่างระดับ มองน้ำพุกลางลานที่เต้นระบำล้อแสงไฟหลากสี ความสวยงามที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีดูงดงามราวอยู่ในเทพนิยาย แม้กระทั่งเสียงน้ำตกกระทบพื้นก็ยังฟังรื่นรมย์ เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ

 

กระนั้นสิ่งที่ดึงดูดสายตาของฮงชานได้มากกว่าน้ำพุ คือใบหน้าของคนข้างๆ เขาลอบมองเด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าสองปีอย่างสนใจ แก้วตาคู่สวยกำลังสะท้อนแสงสีจากน้ำพุ เป็นดวงตาที่น่าหลงใหลอย่างที่ไม่เคยเห็นจากใครมาก่อน ทว่าเขารู้สึกถึงบางสิ่งจากแววตาคู่นั้น บางสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเจ้าตัวกำลังเศร้า

 

โดยไม่รู้ตัว ฮงชานยื่นมือออกไปแตะหางตาของแพทเทิร์นเบาๆ ทำให้ใบหน้าเล็กหันมามองอย่างสงสัย ทั้งยังยกมือขึ้นจับหน้าตัวเองพลางถาม

 

มีอะไรติดหน้าผมเหรอ?

 

ชายหนุ่มละมือออกมาแล้วส่ายหน้า “ไม่มีอะไร

 

แพทเทิร์นมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เขาหันกลับไปสนใจน้ำพุอีกครั้ง พลางนึกเสียดายที่ไม่ได้พกกล้องออกมาด้วย

 

ฮงชานลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนตรงหน้าร่างเล็ก เขายื่นมือออกไปเป็นเชิงบอกให้อีกคนจับมือของเขา ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมลุกตาม

 

คุณจะทำอะไรน่ะ” แพทเทิร์นขืนแรงมือเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้น้ำพุมากเกินไป

 

ไอดอลคนดังฉีกยิ้มกว้าง “เล่นน้ำกัน!

 

หา? เหวอ~~ เดี๋ยวก่อน อ๊ะ!~

 

น้ำเย็นๆ ที่พุ่งขึ้นมาจากพื้น และตกลงมาจากด้านบนทำให้ร่างเล็กเปียกทั้งตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว แพทเทิร์นตะโกนต่อว่าคนที่ลากเขาเข้ามากลางลานน้ำพุ ในขณะที่อีกคนนั้นเอาแต่ขำไม่หยุดแม้ว่าจะต้องวิ่งหนีคนที่ไล่ตีก็ตาม

 

จังหวะที่แพทเทิร์นคิดว่าจับคนตัวสูงได้แล้ว กลับเป็นจังหวะที่ทำให้เขาเสียหลักการทรงตัว มือที่ยึดชายเสื้อของฮงชานได้เป็นเหตุให้ฉุดฝ่ายนั้นล้มลงไปด้วยกัน

 

แผ่นหลังของร่างสูงกระแทกลงพื้น ตามด้วยร่างเล็กที่ล้มลงบนตัว

 

ข...ขอโทษ อ่ะ!!

 

แพทเทิร์นรีบยันมือลงกับพื้นเงยหน้าขึ้นขอโทษ แต่พื้นมันลื่นและเขาก็ไม่มีแรงพอจะฝืน ร่างของแพทเทิร์นตกลงกับตัวของฮงชานอีกครั้ง ทว่าคราวนี้แทนที่ศีรษะจะตกลงกับไหล่กว้างอย่างตอนแรก กลับเปลี่ยนเป็นข้างแก้มของฮงชาน และเมื่อฮงชานหันศีรษะมา ปลายจมูกของพวกเขาก็แตะกัน ระยะห่างที่มีเพียงน้อยนิดตรึงสายตาของพวกเขาไว้ด้วยกัน

 

เพียงแค่อึดใจเดียวที่แพทเทิร์นทำได้แต่มองนิ่ง ก่อนที่คนร่างสูงจะยื่นริมฝีปากขึ้นมาหอมแก้มโดยเร็ว

 

แพทเทิร์นกระพริบตาปริบอย่างตามสถานการณ์ไม่ทัน ทว่ายังไม่หายตกใจฮงชานก็หิ้วปีกตัวลอยให้ลุกขึ้นยืน และเริ่มต้นแกล้งเขาอีกครั้งด้วยการจับข้อมือลากไปทั่วลาน

แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมฮงชานถึงหอมแก้มเขาอย่างนั้น แต่พอเห็นสีหน้ายิ้มและหัวเราะของฝ่ายนั้นเขาก็เลือกที่จะสลัดความสงสัยนั้นทิ้งไป ด้วยคิดว่าก็คงเป็นหนึ่งในวิธีการแกล้งนั่นแหละ พร้อมกับสลัดความรู้สึกหดหู่ในใจทิ้งไปด้วยเช่นกัน เวลาอย่างนี้จะมัวแต่เศร้าให้ได้อะไรขึ้นมา

 

กว่าที่พวกเขาสองคนจะหมดแรงก็หลายนาทีต่อมา แม้สุดท้ายแพทเทิร์นจะสนุกกับการเล่นน้ำพุ แต่ตอนนี้เขากำลังกังวลกับโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง เขาหนีบโทรศัพท์เกาหลีออกมา มันเปียกจนน้ำหยดแหมะๆ เงยหน้ามองอีกคนก็เห็นฝ่ายนั้นหนีบโทรศัพท์เครื่องบางของตัวเองออกมาดูซึ่งมีสภาพไม่ต่างกัน

 

ถ้ามันพังคุณต้องซื้อเครื่องใหม่ให้ผมด้วย

 

ฮงชานยิ้มแห้งๆ ให้คนตัวเล็กอย่างขอโทษ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็รีบวิ่งหาร้านสะดวกซื้อที่ใกล้ที่สุดแล้วซื้อกระดาษทิชชู่มานั่งซับน้ำออกจากโทรศัพท์ที่โต๊ะพลาสติกหน้าร้าน โชคดีที่น้ำไม่ได้เข้าไปข้างในตัวเครื่องอย่างที่กลัว อาจเพราะพวกเขาใส่ยีนส์น้ำเลยไม่ได้ซึมมากนัก จัดการเช็ดเสร็จแล้วก็วางเครื่องตากลมไว้บนโต๊ะ แล้วพากันจัดการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยกระดาษกันอย่างเอร็ดอร่อย

 

เพราะตัวเปียกและอากาศตอนกลางคืนก็เย็นจนขนลุก บะหมี่ร้อนๆ จึงทำให้หายหนาวได้ดีทีเดียว และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่แพทเทิร์นได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลี

 

อร่อยไหม?

 

คนหน้าตาดีแม้จะเพิ่งผ่านการเปียกน้ำมาเท้าคางยิ้มถามคนที่เพิ่งยกซดน้ำจนหมดถ้วย

 

ลิ้นเล็กเลียริมฝีปากสีสดของตนเองปิดท้ายความอร่อย พยักหน้าตอบกลับไป พลางรับขวดน้ำที่คนตรงข้ามยื่นมาให้ แพทเทิร์นมองฮงชานผ่านขวดพลาสติกแล้วอดคิดในใจไม่ได้ว่าตนเองกำลังนั่งกินบะหมี่ถ้วยอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อกับคนที่เป็นนักร้องจริงๆ น่ะเหรอ

 

ภาพแบบนี้มันเห็นกันได้ง่ายๆ หรือเปล่านะ? อืม...แต่ยังไงนักร้องก็คนเหมือนกันนี่เนอะ

 

ฮงชานเองก็มองคนตัวเล็กพลางคิดกับตนเอง ว่าอะไรที่ทำให้เขาสนใจคนคนนี้นัก ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนคนเดียวกับที่เคยเจอในผับที่ประเทศไทย ไม่รู้ว่าเปอร์เซ็นต์มันมีเท่าไหร่ที่ทำให้พวกเขาได้เจอกันอีกครั้งที่เกาหลี พอได้เจอก็อดติดใจไม่ได้ และทุกครั้งที่เจอก็ยิ่งรู้สึกว่าถูกดึงดูดด้วยสายตาคู่นี้มากขึ้นทุกครั้ง

 

และที่สำคัญ ฮงชานรู้สึกถึงเสียงหัวใจตัวเองดังชัดเจนกว่าปกติเมื่อได้อยู่ใกล้เด็กไทยคนนี้

 

เป็นความรู้สึกที่น่าสนใจอย่างที่ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้

 

 

 

ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็น โดยเฉพาะเมื่อเสื้อผ้าที่ใส่ชื้นอย่างนี้ ฮงชานมองคนตัวสั่นกึกแล้วยอมตัดใจจบเดทเพียงเท่านี้ เมื่อเช็คโทรศัพท์แล้วว่าปกติดีทั้งคู่ก็ค่อยเดินมาริมถนน

 

อ๊ะ แท็กซี่มาพอดี คุณไปก่อนนะ” ฮงชานหันมาถาม “...คุณพักที่ไหน?

 

ผมพักใกล้กับสถานีกึมโฮ” แพทเทิร์นเงยหน้าขึ้นมองคนโบกรถ “แล้วคุณจะกลับยังไง จากตรงนี้ไปบ้านคุณเท่าไหร่?

 

ไม่เป็นไร ผมนั่งแท็กซี่กลับหอ เดี๋ยวโทรให้ทัคฮยอนมาจ่าย” ฮงชานตอบ พอดีกับที่รถแท็กซี่มาจอด เขาเปิดประตูด้านหน้าเพื่อบอกปลายทางกับคนขับ แล้วเปิดประตูเบาะหลังให้แพทเทิร์นขึ้นไปนั่ง ก่อนปิดประตูให้ก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ขอบคุณมากนะ วันนี้ผมสนุกมากๆ เลย

 

อื้ม ผมก็สนุกเหมือนกัน

 

ถ้าถึงแล้วบอกผมด้วยนะ

 

แพทเทิร์นพยักหน้าตอบ เขาโบกมือบ๊ายบายขณะที่รถเริ่มเคลื่อนตัว เมื่อมองไม่เห็นคนตัวสูงแล้วเขาก็เอนหลังพิงเบาะอย่างหมดแรง พลังงานแทบไม่เหลือตั้งแต่ในห้องคาราโอเกะ แล้วยังไปวิ่งไล่จับจนตัวเปียกอีก ไม่ใช่เด็กแล้วมันเพลียง่ายจริงๆ เหอะ

 

เขากลับถึงห้องตอนเกือบเที่ยงคืน น้องสาวยังนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ที่ห้องนั่งเล่น แถมยังเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ด้วย ดีไซน์เงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เธอเท้าแขนกับพนักเก้าอี้ หรี่ตาจับผิด

 

“พี่แพทดื่มเหล้ามาหรือเปล่า?”

 

“นิดหน่อย” ตอบแล้วพยักหน้ากลับไป “ว่าแต่เราเถอะ เที่ยงคืนแล้วยังไม่ไปนอนอีก พรุ่งนี้เริ่มเรียนพิเศษแล้วนะ”

 

เด็กสาวทำจมูกย่น “เดี๋ยวนอนแล้วน่า รอรีรันไลฟ์วันนี้จบก่อน”

 

“วันนี้เธอก็ไปดูที่ช่องมาแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องดูในโทรทัศน์อีกล่ะ” แพทเทิร์นเดินมานั่งที่โต๊ะหน้าโทรทัศน์ กำลังจะหยิบรีโมทเปลี่ยนช่องก็ถูกมือเล็กกว่าคว้าไปเสียก่อน

 

“มันคนละฟิล! โห่ พี่แพทนี่ไม่เข้าใจอะไรเล้ย ดูที่ช่องอ่ะก็ได้ฟิลบรรยากาศ แต่ดูในโทรทัศน์มันได้เก็บรายละเอียด! อ๊ะ วง O-Type ขึ้นแล้ว”

 

แพทเทิร์นหันมองที่จอแอลซีดีขนาดใหญ่ นักร้องวงบอยแบนด์หกคนปรากฏอยู่บนจอ คนตรงกลางหน้าสุดที่ร้องเปิดท่อนแรกนั้นคือคนคนเดียวกับที่เขาเพิ่งแยกจากมา ทั้งทรงผมและเมคอัพบนหน้าเป็นแบบเดียวกับคิมฮงชานที่เขาเจอเมื่อหัวค่ำเปี๊ยบ

 

เฮ้อ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนคนนั้นคือไลม์

 

...วิ่งไล่จับกลางลานน้ำพุเนี่ยนะ?!

 

 

_______________________________

TBC

Subject Author
Chapter 00 - จุดเริ่มต้น KimYoonBe
Chapter 01 - การเดิมพันครั้งสุดท้าย KimYoonBe
Chapter 02 - เดินทางไปเกาหลีใต้ KimYoonBe
Chapter 03 - เพราะดวงสมพงษ์กัน? KimYoonBe
Chapter 04 - ถ้าเมเนเจอร์จะโหดขนาดนี้...! KimYoonBe
Chapter 05 - แลกเบอร์กัน...โอป้า? KimYoonBe
Chapter 06 - คิมซึงฮวาน กับเด็กขี้เมา KimYoonBe
Chapter 07 - มันต้องเป็นเพราะความเมาแน่ๆ KimYoonBe
Chapter 08 - อะไรนะ? เดทกับไอดอล?! KimYoonBe
Chapter 09 - จูบนี้มันอะไรกันครับ?! KimYoonBe
Chapter 10 - เป็นไงล่ะ จูบคืนแบบนี้ตกใจล่ะสิ?...! KimYoonBe
Chapter 11 - เขาเนี่ยนะเป็นชู้กับคิมซึงฮวาน?! KimYoonBe
Chapter 12 - ผมตกหลุมรักคุณมาสองปีแล้ว KimYoonBe
Chapter 13 - จูบเป็นยาแก้ปวดฉุกเฉิน KimYoonBe
Chapter 14 - คนที่ 'ชอบ' ก็มีอยู่คนนึง KimYoonBe
Chapter 15 - มากกว่าความหลงใหล KimYoonBe
Chapter 16 - ...ที่รัก... KimYoonBe
Chapter 17 - ตกลงเราคบกันแล้วนะ KimYoonBe
Chapter 18 - เรื่องจูบ ถือว่าเจ๊ากัน KimYoonBe
Chapter 19 - สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ KimYoonBe
Chapter 20 - เพราะคุณคือโชคชะตาสำหรับผม KimYoonBe
Up