Skip to menu

XEDITION

두근두근 In Seoul

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

두근두근 In Seoul

(ทูกึนทูกึน อิน โซล)

ตึกตัก ไม่ได้ตั้งใจจะรัก...จริงๆ นะ

 

Chapter 06

 

 

ปึง!

 

“เฮ้ย! ไซน์ มายืนมาร์คหน้าอะไรตรงนี้ ตกใจหมดเลย!”

 

เปิดประตูบ้านเข้าไปก็เจอน้องสาวยืนเท้าเอวอยู่ตรงหน้า แถมยังมาร์คหน้าสีดำทมึนเห็นแค่ลูกตากับปาก พาเอาหัวใจหล่นตุบนึกว่าได้เจอของดีเข้าให้แล้ว เอามือลูบอกปลอบขวัญตัวเองพลางถอดรองเท้า ก่อนจะยกศอกขึ้นสำรวจรอยช้ำ เพราะเมื่อกี้ตกใจจนเผลอถอยหลังศอกกระแทกประตูเข้าเต็มแรง

 

“ว่าไง มายืนทำอะไรหน้าประตู แล้วนี่ยังเย็นอยู่เลยนะ รีบมาร์คหน้าทำไม?”

 

“หนูตัวน้อยของฉัน วันนี้ก็น่ารักอีกแล้ว”

 

“หา?”

 

แพทเทิร์นขมวดคิ้วงง ก็ถามไปอย่าง น้องสาวกลับตอบอะไรมาอีกอย่างไม่เห็นจะเข้าใจ เขาเอียงหัวตอบรับคนพูดที่ยังยืนนิ่งบวกด้วยใบหน้าที่มีมาร์คสีดำเกาะหนึบบดบังการแสดงอารมณ์ใดใดทั้งสิ้น

 

และแม้ว่าจะขยับปากพูดได้ลำบากเพราะหน้าตึง แต่เด็กสาวก็ยังสามารถพูดได้ “ก็ยืนรอพี่แพทกลับบ้านนี่แหละ ที่ไซน์พูดเมื่อกี้ ไซน์เอามาจากทวิตเตอร์ที่ไลม์เพิ่งอัพเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว”

 

“อ๋อ” แพทเทิร์นพยักหน้าหงึกหงักเมื่อเข้าใจ ก่อนเดินเข้าไปด้านใน ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นหน้าโทรทัศน์

 

ดีไซน์ตามมานั่งข้างๆ “พี่แพทเล่าเร็วเข้า ไลม์พาพี่แพทไปไหน ไปทำอะไรกัน?”

 

คิดไว้อยู่แล้วว่าน้องสาวจะต้องรบเร้าให้เล่าให้ฟัง แพทเทิร์นจึงหยิบรีโมทขึ้นมาเปลี่ยนช่องรายการโทรทัศน์พลางตอบง่ายๆ ไม่ได้ปิดบังอะไร “ก็ไม่มีอะไรมาก พอดีมีคนที่จำไลม์ได้ เค้าก็เลยลากพี่ไปคุยที่อื่น”

 

“คุยอะไรอ่ะ?” อยากรู้ยิ่งกว่าหัวข้อที่ออกสอบเสียอีก

 

“จะว่าคุยก็ไม่เชิงหรอก แค่แลกเบอร์กันเท่านั้นแหละ” ยักไหล่ปิดท้าย แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเพราะไม่ได้ยินเสียงกรี๊ดตื่นเต้นจากน้องสาวที่ไม่น่าจะสงบสติอารมณ์เอาไว้ได้ แต่พอหันไปมองก็ค่อยเข้าใจ

 

ดีไซน์กำลังอ้าปากเหวอด้วยความช็อค

 

...เออ ถ้าคิดแบบสามัญคนธรรมดาแล้ว การแลกเบอร์มันก็เป็นเรื่องปกตินะ

 

“ที่มาร์คเอาไว้แตกหมดแล้ว ไปล้างออกเถอะไซน์ เดี๋ยวแทนที่หน้าจะเด้งได้ยับยู่กันพอดี ...เฮ้ย!”

 

ร้องลั่นเพราะโดนแทคตัวล้มลงไปนอนแผ่ น้องสาวซึ่งมีขนาดไซส์ร่างกายเกือบจะเท่ากันนั่งคร่อมอยู่ด้านบน ไหล่สองข้างถูกกดไว้กับพื้น

 

“พี่แพท! ไซน์ว่าไลม์นี่แหละต้องเป็นเนื้อคู่พี่แพทแน่ๆ! คิดดูสิ ไซน์กับเพื่อนเดินหาทั่วห้างแต่ไม่มีใครเจอไลม์เลยสักคน เห็นแต่เมมเบอร์คนอื่นเดินเล่นแป็บเดียวเอง ถ้าดวงไม่ได้สมพงษ์กันจริงไม่มีทางเจอกันง่ายๆ หรอก เชื่อไซน์สิ!”

 

หน้าตาและน้ำเสียงจริงจังยืนยันหนักแน่นในทฤษฎีมาก

 

แต่จะอะไรยังไงก็ตามแต่ แพทเทิร์นคิดว่าน้องสาวของเขาเริ่มกู่ไม่กลับแล้ว เขาดันตัวเด็กสาวให้พ้นทางแล้วลุกขึ้นยืน หันไปมองคนที่ยังนั่งพึมพำราวตกอยู่ในภวังค์แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า โยกศีรษะน้องไปเบาๆ แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอน ปิดประตูตัดขาดเสียงงึมงำนั้นทิ้งไป

 

“ไลม์เลยนะ ลีดเดอร์เลยนะ คนคนนั้นเลยนะที่แลกเบอร์กับพี่ชาย พี่ชายของฉันคนนี้ที่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้เลยนะ!.......นั่นน่ะ O-Type เลยนะ นั่นน่ะ ...นั่นน่ะ!”

 

 

หลังจากอาบน้ำกินข้าว โดยที่น้องสาวยังคงมีอาการเหมือนคนทรงเจ้า คือยังพึมพำไม่หยุดแม้ว่าต้องเคี้ยวข้าวไปด้วยก็ตาม แพทเทิร์นก็กลับเข้ามาในห้อง ไอโฟนที่นอนอยู่กลางเตียงขึ้นโชว์ข้อความจากแอพพลิเคชั่นสำหรับแชทฟรี ว่าเพิ่งมีคนส่งเท็กซ์มาหา

 

Best : แพทททททท

 

Pat : อื้อ ว่าไง

 

Best : ตอนนี้ไอ้พายมันอยู่ที่โซลนะ เราเอาเบอร์แพทให้มันไปแล้ว เดี๋ยวมันคงโทรหาแพท

 

Pat : อ้าว พายไม่ได้อยู่ที่อังกฤษเหรอ?

 

Best : มันกลับมาแล้ว เห็นบอกว่าเครื่องต้องเปลี่ยนที่โซล มันเลยซื้อเที่ยวเดียวแวะเที่ยวก่อนกลับไทยอ่ะ

 

Pat : แล้วเบอร์พายอะไรอ่ะ?

 

Best : ไม่รู้ว่ะ พายมันส่งเมลมา เบอร์เก่าไทยมันเลิกใช้ตั้งแต่ก่อนไปอังกฤษเมื่อสองปีก่อนนู่นแล้ว

 

Best : แต่เห็นบอกจะเช่าโทรศัพท์เบอร์เกาหลีที่สนามบิน เดี๋ยวมันคงโทรหาแพทเองแหละ

 

Best : แล้วนี่แพทเป็นยังไงบ้าง

 

Pat : สบายดี นี่เรามายังไม่ถึงอาทิตย์เลยนะ ถามซะอย่างกับเรามาแล้วเป็นเดือน

 

Best : ก็เป็นห่วงนี่นา จะถามอย่างนี้ทุกวันแหละ ห้ามเบื่อ

 

Pat : เพื่อนไม่อยู่ เหงาล่ะสิ

 

Best : ก็ใช่น่ะสิ!

 

 

Best : แพท เราถามจริงๆ พี่หนึ่งทำตัวอย่างนี้ เคยคิดนอกใจมั่งป่ะ?

 

Pat : เคย

 

Best : แค่คิดอย่างเดียว?

 

Pat : อืม

 

Best : ทำไมไม่ลองนอกใจจริงๆ ไปเลยล่ะ

 

Best : อย่างไอ้พี่หนึ่งน่ะต้องโดนซะบ้าง มีคนดีๆ อยู่กับตัวไม่รู้จักดูแลให้ดี

 

Best : เนี่ย ถ้าแพทนอกใจนะ เราจะง้าบข่าวไปบอกไอ้พี่หนึ่งให้เอง

 

Pat : ไม่เอาหรอก

 

Best : ที่ไม่เอานี่เพราะรู้ใช่ไหมว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร

 

Best : เฮ้อ เพื่อนเรานี่น้า รู้ทั้งรู้ก็ยังทน

 

Best : นี่ๆ ไม่ต้องพิมเลยนะ รู้ว่าจะพิมว่า เรารักพี่หนึ่ง ใช่ไหมล่ะ

 

Best : หยุดเลย พลีสสสสส

 

Pat : กวนตีนนะเบส

 

Best : (^____^)+

 

Pat : -*-

 

แพทเทิร์นวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะข้างเตียง ซุกหน้าลงกับหมอน จริงอยู่ว่าเขาเคยคิดเรื่องนอกใจพี่หนึ่ง แต่ที่คิดก็เป็นไปเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากพี่หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เพราะหมดรักแล้วอยากมีคนใหม่หรืออะไรแบบนั้น และเขาก็รู้ดีว่าหากนอกใจจริงๆ พี่หนึ่งก็คงไม่เปลี่ยนไปจากตอนนี้อยู่ดี เขายังคงอยู่ในสถานะที่พี่หนึ่งพร้อมจะปล่อยไปได้ทุกเวลา

 

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าพี่หนึ่งมีความรู้สึกที่เรียกว่ารักให้กับเขาบ้างไหม ถ้าคนเรารักกันจะเป็นอย่างนี้เหรอ ที่พี่หนึ่งขอเป็นแฟนกับเขาในตอนนั้นเพื่ออะไร หรือเห็นว่าเขาน่าสงสารจนทนปล่อยไว้ไม่ได้กันแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ความสงสารที่พี่หนึ่งมีให้นี้ จะสามารถเปลี่ยนเป็นความรักได้หรือเปล่า

 

จะต้องรักมากแค่ไหน ถึงจะได้ความรู้สึกแบบเดียวกันตอบกลับมา

 

รักที่มีให้อยู่ทุกวันนี้ยังไม่พออีกงั้นหรือ?

 

คนอย่างพี่หนึ่ง ขีดเส้นความรักไว้ที่ไหนกันนะ

 

 

_______________________________

 

 

 

Lime : แฮมสเตอร์~ วันนี้ไปเที่ยวที่ไหน ถ่ายรูปมาให้ดูด้วยนะ

 

เสียงริงโทนของข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่เดินผ่านมินิมาร์ท ร่างเล็กจึงหยุดเดินแล้วหยิบไอโฟนขึ้นดู เห็นwifiขึ้นสองขีด และข้อความจากไลม์ที่ขึ้นโชว์ว่าส่งมาเมื่อสิบห้านาทีที่แล้ว

 

แพทเทิร์นยังไม่ชินกับการมีนักร้องมาส่งข้อความหาอย่างนี้ แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่สามที่ได้แลกเบอร์กันแล้วก็ตาม และฝ่ายนั้นก็ส่งข้อความมาหาทุกวัน ทั้งที่เจ้าตัวก็น่าจะยุ่งกับตารางงานที่แน่นเอียด แถมยังมีถ่ายรูปส่งมายืนยันให้ดูอีกว่าทำอะไรอยู่ นี่ถ้าดีไซน์มาเห็นคงกรี๊ดหูชาแน่ ไอดอลคนดังถ่ายเซลฟ์คาเมร่าอย่างนี้น่ะ

 

เป็นใครก็ชินไม่ได้ง่ายๆ เหอะ

 

คนตัวเล็กกดส่งข้อความกลับไป แล้วเก็บโทรศัพท์ออกเดินต่อ

 

สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อในโซลมีหลายที่ หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นพระราชวังคยองบกที่ตั้งอยู่สุดปลายทางของถนนเซจง วันนี้แพทเทิร์นไม่มีนัดอะไรกับคุณลุงลี เขาจึงถือโอกาสสะพายกล้องมาเที่ยวชมวังโบราณให้สมกับที่มาโซลเสียหน่อย เขาเดินถ่ายรูปมาตลอดทางตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน ถ่ายทั้งคน ทั้งน้องหมาตัวน้อยที่มีคนพามาเดินเล่นที่สนามด้านหน้า ทั้งสถานที่ เรียกว่าเห็นอะไรก็ยกกล้องถ่ายด้วยความสนใจทั้งนั้น

 

เวลาที่แพทเทิร์นมาไม่ใช่เวลาที่ทหารออกมาเปลี่ยนเวรจึงพลาดโอกาสนั้นไป ใช้เวลาเดินวนถ่ายรูปอยู่ในพระราชวังจนหนำใจแล้วก็ออกมาเดินเล่นริมถนน ถ่ายรูปไปเรื่อยจนไปถึงซัมชอง ไม่รู้ตัวเลยว่าเดินขึ้นเขามาไกลขนาดนี้แล้ว หรืออันที่จริงบางทีคนเกาหลีอาจมองว่าเป็นการเดินในระยะทางปกติก็ได้

 

แต่ก็เหนื่อยใช่เล่นเลยนะ คิดว่าถ้าอากาศไม่ได้เย็นสบายอย่างนี้ แต่ร้อนเหมือนที่กรุงเทพฯ เขาคงเดินมาไม่ถึงตรงนี้แน่

 

แพทเทิร์นค้นพบว่าย่านซัมชองไม่พลุ่กพล่านเหมือนมยองดงที่ดูวุ่นวายทั้งวัน แถวนี้ร้านค้าแบรนด์เนมไม่เยอะแต่ร้านคาเฟ่และร้านอาหารมีไม่น้อยเลย แต่ละร้านมีสไตล์เป็นของตัวเอง อีกทั้งยังเน้นแต่งร้านให้เป็นธรรมชาติมากกว่าจะใช้สีสันมากมาย อาจเพราะอยู่ใกล้กับพระราชวังด้วยก็เป็นได้

 

ที่เกาหลีนี่มีห้องเสื้อแบรนด์ตัวเองเยอะและน่าสนใจไม่แพ้แบรนด์สากล แพทเทิร์นสังเกตตั้งแต่มาถึงที่นี่แล้ว โดยเฉพาะราคานี่แทบไม่ต่างจากแบรนด์ขึ้นห้างเลยแม้แต่น้อย ดีไม่ดีบางห้องเสื้ออาจแพงกว่าเสียด้วยซ้ำ

 

เขาแวะดูเสื้อผ้าแทบจะทุกร้านที่เดินผ่าน มองหาไอเดียและแรงบันดาลใจให้กับผลงานของตัวเอง คิดว่ากลับไปคงได้แนวคิดใหม่ๆ เยอะพอสมควรเลยล่ะ

 

ระหว่างแวะซื้อน้ำที่ร้านสะดวกซื้อ โทรศัพท์เกาหลีก็ดังขึ้น เบอร์ไม่คุ้นเคยโชว์อยู่ที่หน้าจอ พอรับก็ถึงได้รู้ว่าคนที่โทรมาคือเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมปลายด้วยกัน

 

“...อ้าวพาย เราก็คิดอยู่ว่าเมื่อไหร่จะโทรมา อื้ม เมื่อสองวันก่อนเบสท์บอกเราแล้วล่ะว่าพายมาเกาหลี” แพทเทิร์นยื่นเงินจ่ายที่เค้าท์เตอร์ ก่อนเดินยิ้มออกมาจากร้าน “ได้สิ เราก็อยากเจอพายเหมือนกัน ไม่ได้เห็นหน้ามาตั้งสองปี หืม ที่ไหนนะ? กังนัมเหรอ? โอเค ประตูสิบนะ อื้ม แล้วเจอกัน”

 

สำหรับแพทเทิร์นแล้ว การจะได้เจอเพื่อนคนนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก พายเป็นเพื่อนสมัยมัธยม แต่ถึงจะเรียนโรงเรียนเดียวกันทว่าก็อยู่กันคนละห้อง สิ่งที่ทำให้พวกเขาสนิทกันได้ก็คือพี่หนึ่ง ช่วงที่คบกับพี่หนึ่งทำให้แพทเทิร์นมีโอกาสไปที่ชมรมบาสบ่อยๆ แล้วก็ได้เจอพายที่นั่น พายกับพี่หนึ่งโตมาด้วยกันเพราะบ้านของทั้งสองคนรู้จักสนิทสนมกันมานาน และก็เป็นเพราะพายนี่แหละ ที่ทำให้เขามีภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปในสายตาคนอื่น

 

พายเป็นคนสนุกสนาน เฮไหนเฮนั่น อีกทั้งหน้าตาของพายก็จัดได้ว่าดูดีมาก เคยมีคนมาทาบทามพายให้ไปเป็นดารานายแบบหลายครั้ง แต่พายปฏิเสธหมดทุกราย  ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ไม่ชอบ

 

ไม่ได้ติดต่อกันมาตั้งสองปี ไม่รู้ว่าพายจะเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า

 

 

 

แพทเทิร์นคาดหวังกับการไปเจอเพื่อนตลอดทางที่นั่งรถไฟใต้ดิน เขาโทรบอกน้องสาวที่วันนี้ก็ไปตามดารากับเพื่อนเกาหลีกลุ่มเดิมว่าอาจจะกลับช้า ‘อะไรนะ? พี่พายอยู่เกาหลีเหรอ! โอ้ย ไซน์อยากเจอพี่พาย~~ อ๊ะ พี่แพท แค่นี้ก่อนนะ ต้องเข้าไลฟ์แล้ว เดี๋ยวไซน์โทรหาพี่แพทอีกทีนะ’ แล้วน้องตัวดีก็ตัดสายไป ไม่รอให้เขาได้ตอบรับคำเลยด้วยซ้ำ จากเสียงที่ได้ยินดูเหมือนดีไซน์จะอยู่ที่สถานีโทรทัศน์รายการเพลงที่ไหนสักแห่ง

 

ศีรษะเล็กส่ายเบาๆ เมื่อคิดตามว่าป่านนี้น้องสาวของตัวเองคงกำลังสู้ขาดใจเพื่อให้ได้อยู่แถวหน้า ขณะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าสะพาย เขายืนอยู่หน้าประตูทางออกที่สิบตามที่เพื่อนนัดไว้ รอไม่ถึงห้านาที ร่างคุ้นตาก็เดินตรงมาหา เขาแอบสังเกตเห็นด้วยว่าตอนที่พายเดินมามีผู้หญิงหลายคนพากันเหลียวมองอย่างสนใจ ...อันที่จริงก็ไม่เว้น­ผู้ชายด้วยนั่นแหละ

 

แม้ว่าพายจะสูงร้อยเจ็ดสิบนิดๆ แต่ด้วยรูปร่างที่ผอมบางก็ทำให้เจ้าตัวดูสูงกว่าความเป็นจริง แถมการแต่งตัวของพายก็เข้าขั้นนายแบบมาเองซะอย่างนี้ เป็นใครก็ต้องเหลียวมองกันทั้งนั้นล่ะ

 

“แพท! ไม่เจอตั้งนานยังเตี้ยเหมือนเดิมเลยนะ ฮ่า ฮ่า!”

 

คนหน้าตาดียิ้มอารมณ์ดีมาแต่ไกล โบกไม้โบกมือตะโกนทักทายไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง

 

ส่วนคนถูกกล่าวหาว่าเตี้ยก็รีบเดินเข้าไปปิดปากเพื่อน ทำหน้าตาขู่ใส่ แม้ว่าในสายตาอีกคนจะมองว่าน่ารักมากกว่าน่ากลัวก็ตาม

 

“เบาๆ ก็ได้พาย อายเค้า”

 

“หน้าตาดีจะอายทำไม” พายยักไหล่แบบข้าไม่แคร์ ซึ่งมันไม่ได้ดูหลงตัวเองหรืออะไรแบบนั้นเมื่อคนที่ทำเป็นพาย ไม่ว่าใครมองก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อ

“เออๆ นอกจากเราแล้วก็ไม่มีใครเตี้ยกว่าพายนี่นะ เราเข้าใจ”

 

แพทเทิร์นผงกหัวขึ้นลง ก่อนยิ้มล้อเลียน

 

“โห เดี๋ยวนี้มีย้อนเหรอแพท ใครสอนเนี่ย อย่าบอกนะว่าเบสท์?”

 

“ไม่มีใครสอนทั้งนั้นแหละ ...เราว่าไปหาที่นั่งคุยกันดีๆ เถอะ พายยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม?”

 

“อื้อ ก็กะจะมากินกับแพทนั่นแหละ”

 

เพราะไม่รู้ว่าจะกินอะไร อาหารเกาหลีก็ไม่ค่อยรู้จักกันทั้งคู่ พวกเขาจึงตกลงกันว่าเดินไปเรื่อยๆ เอาแล้วกัน เจอร้านไหนน่ากินก็กินร้านนั้น ระหว่างที่เดินไปตามถนนย่านกังนัมก็แลกเปลี่ยนคำถามกันไปตามประสาคนไม่ได้เจอกันมานาน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็คุยกันได้สนิทใจเหมือนระยะห่างสองปีเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ

 

พายแวะเที่ยวเกาหลีแค่สี่วัน วันนี้เป็นวันที่สามแล้ว เจ้าตัวบอกว่านั่งเครื่องนานแล้วเพลียเลยเล่นนอนยาวไปหนึ่งวันเต็มๆ เมื่อวานถึงค่อยออกไปซื้อของแล้วก็เที่ยวพร้อมกับเพื่อนเกาหลีที่เคยเรียนด้วยกันที่อังกฤษช่วงซัมเมอร์ก่อนเข้ามหาลัย เมาข้ามวันจนเย็นวันนี้ถึงค่อยโทรมาหาเขา

 

“แล้วนี่พายต้องกลับไปเรียนต่อหรือเปล่าเนี่ย?”

 

“ก็ต้องเรียนสิ นี่เรายังไม่ได้ปิดเทอมเลยนะ ลาไว้แค่สองอาทิตย์”

 

“อ้าว แล้วทำไมไม่รอปิดเทอมก่อนค่อยกลับ หรือรอช่วงหยุดปีใหม่ล่ะ?”

 

ทั้งที่คนที่ทำหน้าสงสัยควรจะเป็นแพทเทิร์นคนเดียว แต่อีกคนกลับมีสีหน้าไม่ต่างกัน นัยน์ตาเรียวสวยของพายเต็มไปด้วยแววมึนงงสับสน หัวคิ้วขดเข้าหากัน จ้องหน้าเพื่อนอย่างพิจารณา

 

“นี่แพทไม่รู้เหรอว่าเรากลับมาทำไม?”

 

แพทเทิร์นรู้สึกถึงบางสิ่งแทรกซึมเข้ามาภายในอกเมื่อเห็นแววตาของเพื่อน กระแสไฟเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในอกส่งผลมายังความรู้สึก และกลายเป็นลางสังหรณ์

 

“พายไม่ได้กลับมาเพราะคิดถึงบ้านเหรอ?”

 

ความคิดของแพทเทิร์นเริ่มชัดเจนเมื่ออีกคนส่ายหน้าเป็นการตอบ

 

พายจับไหล่ของแพทเทิร์น บีบเบาๆ ก่อนจะพาเดินเลี้ยวเข้าร้านอาหารที่ใกล้ที่สุด ไม่สนใจว่าร้านนี้ขายอะไรและมันจะอร่อยหรือเปล่า

 

พายเลือกขึ้นไปนั่งที่ชั้นสองของร้าน เมนูที่พนักงานยื่นมาให้แทบจะทันทีที่นั่งลงบอกให้รู้ว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารสากล หลังจากพนักงานรับออร์เดอร์จากไปแล้ว พายก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มด้วยความรู้สึกว่าริมฝีปากมันแห้งกว่าปกติ และลำคอก็ดูเหมือนจะแห้งไปด้วย

 

แพทเทิร์นยังคงนั่งเงียบ ด้วยความรู้สึกหวั่นใจกับอะไรก็ตามที่เพื่อนกำลังจะบอก

 

เมื่อได้น้ำช่วยทำให้คอโล่งแล้ว พายก็เริ่มพูด

 

“แพทกับพี่หนึ่งยังคบกันอยู่หรือเปล่า?”

 

แค่ได้ยินชื่อคนรักเพียงเท่านั้น แพทเทิร์นก็รู้สึกเหมือนเสียงจะหายไปเสียเฉยๆ

 

...แล้วนี่เขาจะตอบอย่างไร เขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคบกันหรือเปล่า วันนั้นถือว่าเลิกกันไหม หรือความจริงมันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบนั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว

 

พายเห็นสีหน้าของเพื่อนแล้วก็ล่วงรู้คำตอบได้เอง เพราะพายเองก็สนิทกับทั้งสองคนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับพี่หนึ่งที่เห็นกันมาตั้งแต่เกิด มาอีหรอบนี้ ไม่พ้นว่าเพื่อนของเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยแน่ๆ พี่หนึ่งก็เหลือเกิน ทำไมเรื่องสำคัญอย่างนี้ถึงไม่เป็นคนบอกด้วยตัวเอง แล้วนี่เขาเป็นคนบอกมันจะดีเหรอ

 

“เราก็พอจะรู้นะว่าพี่หนึ่งเป็นคนยังไง แพทไม่ต้องตอบก็ได้ เอาเป็นว่า เอ่อ...คือที่เราต้องกลับมาไทยเนี่ย เพราะแม่เราสั่งว่ายังไงเราก็ต้องมางานหมั้นของพี่หนึ่งให้ได้ เราก็เลยต้องยอมลาสองอาทิตย์กลับมานี่แหละ”

 

“หมั้น?”

 

จู่ๆ ก็ได้รับรู้เรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนทำเอาแพทเทิร์นตั้งรับไม่ทัน มันเป็นความรู้สึกที่เบาเหมือนสายลมพัดผ่าน หากแต่เมื่อสัมผัสโดนแล้วกลับรุนแรงไม่ต่างจากพายุ

...พี่หนึ่งกำลังจะหมั้น? ภายในสองอาทิตย์นี้น่ะหรือ?

 

แค่คำบอกเลิกพี่หนึ่งยังไม่มีให้ ตัวตนของเขามีค่าแค่ไหนกันในสายตาพี่หนึ่ง คำว่าแฟนสำหรับพี่หนึ่งแล้วไม่มีค่าพอจะเอ่ยคำลาเลยงั้นหรือ

 

ในตอนนี้แพทเทิร์นอยากรู้เหลือเกินว่าที่ผ่านมาตลอดเวลาที่คบกัน เต็งหนึ่งคิดอย่างไรกับตนกันแน่ เต็งหนึ่งไม่เคยเอ่ยคำว่ารักให้ฟัง ไม่มีคำหวานๆ ให้เหมือนคู่รักคู่อื่น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นแพทเทิร์นก็ยังรักอีกฝ่าย เขาเชื่อในความรู้สึกของตนเองยามที่อยู่กับเต็งหนึ่ง เชื่อในความรู้สึกที่ได้รับจากฝ่ายนั้น ทั้งสัมผัส อ้อมกอด สายตา น้ำเสียง ทุกอย่างที่ได้รับจากเต็งหนึ่งล้วนมีความหมายสำหรับแพทเทิร์น

 

ไม่ว่าการกระทำของพี่หนึ่งจะเป็นอย่างไร หัวใจที่ให้ไปแล้วก็ยากที่จะเอากลับคืน

 

มันไม่ง่ายเลยจริงๆ เมื่อพี่หนึ่งคือครั้งแรกสำหรับเขาในทุกอย่าง รักแรก จูบแรก ...เซ็กส์ครั้งแรก

 

แม้แต่การออกไปเดท พี่หนึ่งก็ยังเป็นคนแรกของเขา เพราะฉะนั้นแม้แต่การเดินจับมือกัน แพทเทิร์นก็ทำกับพี่หนึ่งเป็นคนแรก

 

 เหมือนตกอยู่ในภวังค์เมื่อได้นึกย้อนไปถึงช่วงแรกๆ ที่ได้คบกัน ไม่น่าเชื่อว่ามันจะผ่านมาสามปีแล้ว น่าแปลกที่พอได้คิดถึงช่วงเวลานั้น แพทเทิร์นกลับพบว่ายิ่งนานวันเท่าไหร่ ระยะห่างระหว่างเขากับพี่หนึ่งก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงที่พี่หนึ่งเข้ามหาลัย จนมาถึงตอนนี้ที่ต่างก็เรียนกันคนละที่ มาคิดดูแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาห่างเหินกันอย่างนี้ตั้งแต่แรก หากแต่ระยะห่างที่ค่อยๆ เกิดขึ้นนั้นต่างหากที่ทำให้เขาชินกับการมองพี่หนึ่งจากที่ไกลๆ

 

พี่หนึ่งค่อยๆ เพิ่มระยะห่างจากเขามาตลอดสามปี ...อย่างนั้นใช่ไหม?

 

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็หมายความว่าเขาโง่มากจนมองเจตนาของพี่หนึ่งไม่ออกมาตลอด หรือไม่เขาก็คงตาบอดหูหนวกถึงได้ไม่เห็นไม่สนใจสิ่งที่พี่หนึ่งแสดงออก เขายังดันทุรังที่จะตาม ดื้อที่จะคอย ยอมเป็นแค่หนึ่งในบรรดาคู่ควงของพี่หนึ่ง สถานะของคำว่าแฟนเป็นเหมือนปลอกคอที่สามารถล่ามเขาไว้ด้วยหัวใจที่ภัคดี

 

รักอย่างไม่มีเหตุผล

 

...แล้วเขาจะเอาเหตุผลอะไรมาหยุดรักนี้ได้กันล่ะ

 

งี่เง่าชะมัด

 

แพทเทิร์นยกหลังมือปาดน้ำตาที่กว่าจะรู้ตัวว่าไหลก็ตอนที่คนที่นั่งตรงข้ามยื่นกระดาษทิชชู่มาให้ เขารีบก้มหน้าลุกขึ้นยืน

 

“เราไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

 

พายมองตามร่างเล็กของเพื่อน ในฐานะที่เขารู้จักทั้งแพทเทิร์นและพี่หนึ่ง บอกตามตรงว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงๆ ตั้งแต่เด็กจนโตพายไม่เคยเห็นพี่หนึ่งคบกับใครแค่คนเดียว แพทเทิร์นเป็นคนแรกที่พี่หนึ่งแนะนำให้รู้จักด้วยคำว่าแฟน ทว่าแม้จะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน แต่พี่หนึ่งก็ยังควงคนนู้นทีคนนี้ทีไม่เปลี่ยน

 

คิดแล้วก็อยากเตะพี่หนึ่งจริงๆ ให้ตายเถอะ ทำกับแฟนที่น่ารักขนาดนี้ลงได้ยังไงกัน ...เฮ้อ แพทเทิร์นที่น่าสงสาร ซวยจริงๆ ที่มาเจอพี่หนึ่ง สวรรค์ช่างโหดร้าย บันดาลให้วงโคจรของสองคนนั้นมาบรรจบกันได้ยังไง

 

ถ้าจะให้เปรียบเทียบ พี่หนึ่งเหมือนดาวเสาร์ที่มีบริวารหลายล้อมตลอดเวลา ในขณะที่แพทเทิร์นเหมือนดาวพลูโตที่ทั้งเล็กและอยู่แสนไกล ...ต่างกันขนาดนี้เลยนะ โชคชะตาก็ยังทำให้ทั้งสองคนมาคบกันได้

 

ดูเหมือนว่าอาหารมื้อแรกที่ได้มาเจอกันในรอบสองปีจะมีรสชาติจืดชืดอย่างช่วยไม่ได้ พายพยายามชวนคุยไปเรื่องอื่น พยายามหาเรื่องสนุกมาเล่าให้ฟัง กว่าที่แพทจะหัวเราะได้ก็ปาไปเรื่องที่ห้าโน่น พายรู้ว่าแพทเทิร์นพยายามเก็บช่อนอารมณ์ รู้ว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ออกมาจากใบหน้าแสนน่ารักนั่นต้องใช้ความพยายามแค่ไหน ทว่าเขาก็มองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปด้วยรู้ว่าแพทเทิร์นเองก็ไม่อยากอยู่ในอารมณ์เศร้าต่อหน้าเขา

 

“ไปหาร้านเหล้านั่งต่อกันไหม?”

 

เมื่อออกมาจากร้านอาหารก็เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว พายเห็นว่าแถบนี้มีคนเยอะขึ้นจนดูคึกคัก สังเกตดีๆ แล้วถึงเห็นว่ามีร้านเหล้าเยอะทีเดียว เลยลองถามเพื่อนด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าอยากไปมากสุดๆ

 

แน่นอนว่าแพทเทิร์นทำลายความหวังจากใบหน้าที่ดูดีนั้นไม่ลง

 

“อืม ไปก็ได้ อยากดื่มเหมือนกัน”

 

“ต้องอย่างเน้เซ่ะเพื่อน! ป่ะ วันนี้ไม่เช้าไม่กลับ โอเค๊?!”

 

แพทเทิร์นหัวเราะ พยักหน้าให้เพื่อนที่เข้ามากอดคอ พวกเขาเดินไปไม่ไกลจากร้านแรกมากนัก ก็เจอร้านเหล้าน่านั่งบรรยากาศดีไม่วุ่นวาย ร้านอยู่ชั้นสองของตึก ภายในร้านตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูดี มีคนนั่งอยู่ไม่กี่โต๊ะ เสียงพูดคุยไม่ดังเอะอะ เพลงที่เปิดก็เป็นเพลงสากลฟังสบายๆ

 

“ฮ่าๆ พนันเลยว่าเบสท์ต้องอิจฉาแน่ๆ เดี๋ยวเรามาถ่ายรูปแล้วส่งไปแกล้งมันกันเถอะ”

 

พายที่กำลังมีความสุขเดินนำไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง เครื่องดื่มเบียร์สดสองเหยือกที่สั่งมาเสิร์ฟแล้วเจ้าตัวก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาส่งให้พนักงาน สื่อสารกันงงแต่เข้าใจกันได้ว่าขอให้ช่วยถ่ายรูป ก่อนเดินไปนั่งข้างคนตัวเล็ก จับใบหน้าของแพทมาซบที่ไหล่ตัวเอง มืออีกข้างก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นโชว์กล้อง

 

หนึ่งนาทีหลังจากนั้นโทรศัพท์ข้ามประเทศก็ดังขึ้นเมื่อภาพที่ส่งไปมีค่าแก่การเสียตังอย่างที่สุด

 

พายเป็นคนรับสายของเบสท์ เขาหัวเราะขำเสียงดังลั่น “นี่นายคิดว่าเราจะทำอะไรแพทหรือไง? ฮ่าๆ ถึงอยากทำเราก็ไม่ทำหรอกน่า อ๊ะ แพทเมาแล้วเหรอ อ๊า~ แพทตอนเมาน่ารักชะมัดเลย มาๆ เดี๋ยวเรากอดแพทน้า~~” แกล้งทำเสียงยียวนใส่โทรศัพท์แล้วกดตัดสายทิ้งไปดื้อๆ ได้แกล้งเบสท์ถือเป็นเรื่องสนุกชั้นยอดสำหรับพาย

 

แพทเทิร์นยิ้มพลางส่ายหน้า ยกแก้วเบียร์ที่ยังไม่พร่องลงแม้แต่น้อยขึ้นดื่ม

 

“อ๊ะ โทรมาอีกแล้วล่ะ ไม่ต้องรับนะแพท เดี๋ยวเราค่อยกลับไปบอกมันเองว่าเราแค่แกล้งเล่น”

 

พายชะโงกหน้ามาบอก ยักคิ้วแบบคนเจ้าเล่ห์

 

แพทมองโทรศัพท์ในมือแล้วตัดสินใจปิดเครื่องไปเลย เครื่องเกาหลีก็กดส่งข้อความบอกน้องสาวไว้ก่อนปิดเครื่องนั้นด้วย

 

บอกตามตรงว่าตอนนี้เขาเองก็อยากตัดโลกภายนอกเหมือนกัน ไม่อยากคิดไม่อยากนึกถึงอะไรทั้งนั้น แล้วเขาก็รู้ว่าที่พายชวนมาดื่มก็เพราะรู้ว่าเขาต้องการแบบนี้ และเพราะพายเป็นอย่างนี้เขาถึงสนิทกับอีกฝ่ายได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

เรื่องบางอย่างไม่ต้องคิดหาคำพูดอธิบาย ก็สามารถเข้าใจกันได้

 

เพื่อนแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลย

 

“แพทๆ ดูโต๊ะนู้นดิ” คนพูดพยักหน้าผ่านเหยือกเบียร์บนโต๊ะไปยังโต๊ะที่อยู่กลางร้าน ทั้งใบหน้าคนพูดและคนตรงข้ามต่างก็ระเรื่อสีแดงจางด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จากเบียร์สดที่หมดไปแล้วคนละเหยือก

 

แพทเทิร์นเอี้ยวตัวไปมองยังโต๊ะเป้าหมาย นัยน์ตากลมหรี่มองกลุ่มคนที่โต๊ะนั้น เกือบทั้งโต๊ะหันมาทางโต๊ะพวกเขา แล้วยังยกแก้วขึ้นพลางส่งยิ้มให้พวกเขาอีกด้วย

“ที่นี่ก็เกย์เยอะเนอะ” พายทำเสียงกระซิบ แล้วทำทีเป็นยกแก้วเบียร์ตอบกลับไป ดื่มโชว์ด้วยสีหน้าที่ใครเห็นเป็นต้องหลง แล้วปิดท้ายด้วยการเลียริมฝีปากฉ่ำสีสด

 

เอาว่าคู่แฟนหนุ่มสาวโต๊ะข้างๆ เห็นแล้วยังต้องมองตาค้าง

 

“เล่นอะไรน่ะพาย น่ากลัวออก” แพทเทิร์นขมวดคิ้ว

 

“ไม่เห็นต้องกลัวเลย แค่เล่นหูเล่นตานิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกน่า” คนไม่แคร์ยักไหล่แล้วหันกลับไปสนใจหน้าต่างข้างตัว “แพท เราว่าฝั่งตรงข้ามนั้นต้องเจ๋งแน่ๆ” พูดแล้วก็เอานิ้วจิ้มๆ ใส่กระจก

 

“อะไรเจ๋ง?” คนตัวเล็กชะโงกไปมองบ้าง แต่ไม่เห็นอะไรที่เพื่อนว่าเจ๋ง

 

“ก็ผับนั้นไง เห็นป่าว เมื่อกี้เราเห็นคนหล่อโคตรๆ เข้าไปตั้งกลุ่มหนึ่งแหนะ”

 

“หืม ผับเหรอ ...อยากเข้าเหรอไง?” แพทเทิร์นเอามือป้องหน้ากับกระจก อาการที่ลดต่ำทำให้กระจกขึ้นฝ้าบางๆ แต่ก็ยังพอมองเห็นผับตรงข้ามที่ทางเข้าไม่ได้ใหญ่อะไรเลย เหมือนประตูเล็กๆ ที่ตั้งขึ้นมาจากพื้นเท่านั้น เพราะตัวร้านอยู่ใต้ดิน

 

“อือ เดี๋ยวไปต่อที่นั่นกัน!”

 

ห้าทุ่มห้าสิบห้านาทีไม่ขาดไม่เกิน แพทเทิร์นกับพายก็มายืนโยกอยู่กลางฟลอว์ของผับไฮโซชื่อดัง ที่แค่ค่าเข้าก็แพงสุดๆ แล้ว ทว่าเจ้ามืออย่างพายที่เป็นถึงลูกชายคนเล็กของผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังนั้นถือว่าราคาย่อมเยาเป็นกันเองมาก รูดบัตรปื้ดเดียวก็ผ่านฉลุย ...ถ้าไม่ติดว่าโดนตรวจพาสปอร์ตถึงสองรอบล่ะก็นะ

 

“โอ้ยแพท นี่ถ้าเรารู้ว่าผู้ชายเกาหลีหน้าตาดีแบบนี้นะ เรามาเรียนต่อที่นี่ดีกว่า รู้ป่ะ คนอังกฤษถึงจะหล่อแต่แม่งก็ตัวใหญ่เกิ๊นนน” พายเบียดตัวเองผ่านฝูงชนกลับมาที่กลางฟลอว์พร้อมกับไฮเนเก้นขวดเล็กสองขวด เขายื่นขวดนึงให้เพื่อน

 

“เมื่อกี้เราเจอคนคนนึงที่หน้าห้องน้ำ หล่อสุดๆ เลยอ่ะ”

 

แพทเทิร์นพยักหน้าอือออ เขารู้สึกว่าเสียงดนตรีมันเต้นเร้าเข้ามาในหัวมากเกินไปจนหูอื้อ แต่ก็ยังได้ยินสิ่งที่เพื่อนพูด ริมฝีปากบางจรดลงบนปากขวด ส่งผ่านความหวานเย็นเฉียบลงคอ แล้วเม้มริมฝีปากดูดน้ำที่เกาะ ก่อนว่า “แล้วทำไมไม่ชวนเขามาด้วยกันเลยล่ะ?” ถ้าเป็นพายล่ะก็ เจอใครถูกใจมักไม่ปล่อยให้หลุดรอดไปง่ายๆ แพทเทิร์นจึงได้ถามอย่างสงสัย

 

ร่างโปร่งนิ่วหน้า “ก็พอจะเข้าไปทัก ดันมีผู้หญิงมาแทรกก่อนน่ะสิ เราเลยเดินไปสั่งเบียร์ที่บาร์แล้วกลับมาหาแพทนี่แหละ”

 

“อ่อ อ่ะ! Sorry” ผงกศีรษะถี่ไปหน่อยเลยเกิดอาการทรงตัวไม่อยู่ เซไปชนคนข้างหลังเข้าเต็มอก รีบหันไปขอโทษแต่ดันเจอวงแขนของฝ่ายนั้นรวบเอวเข้าหาเสียแนบตัว คนที่ใช้คำว่าเมาได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่มีแรงพอจะดันอีกฝ่ายออก ที่ทำได้ก็แค่เงยหน้าที่เชื่อมแสงของตัวเองมองหน้าอีกฝ่ายเท่านั้น

 

...ทำไมหน้ามันคุ้นจังวะ?

 

คำถามนั้นเกิดขึ้นในใจเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่ตัวเองชน มือข้างที่กำขวดเบียร์ยกขึ้นชี้ไปยังใบหน้านั้น เอียงศีรษะเล็กน้อย เรียวคิ้วกดลึกอย่างใช้ความคิด ที่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

 

ระหว่างนั้นพายที่เห็นตั้งแต่เพื่อนทำท่าว่าจะล้ม และตั้งใจจะเอื้อมมือไปคว้าไว้ก็ได้แต่ยืนค้างไปชั่วขณะ ก็ใครใช้ให้คนโคตรหล่อหน้าห้องน้ำมาโผล่เอาตรงนี้เล่า!

 

“เออ...ขอบคุณครับที่ช่วยเพื่อนผมไว้" ไม่รู้ว่าฟังภาษาอังกฤษออกหรือเปล่า แต่ก็พูดไปก่อน พลางเกี่ยวแขนเพื่อนมายืนข้างตัวเมื่อคนที่ช่วยปล่อยร่างอ่อนปวกเปียกนั้นส่งคืน

 

“ไม่เป็นไร แต่ผมว่าเพื่อนคุณดูท่าจะไม่ไหวแล้วนะ”

 

จากที่ว่าหล่อแล้ว พอพูดภาษาอังกฤษออกมานี่ พายให้คะแนนความหล่อบวกไปอีกร้อยเปอร์เซ็นต์เลย

 

“ครับ ผมก็ว่างั้น” พายพยักหน้าเห็นด้วย “แพท จะกลับเลยไหม” ปากถามเพื่อน แต่ตามองตามคนตัวสูงที่เพิ่งเดินหายไปในกลุ่มคนบนฟลอว์

 

โหย หล่อเป็นบ้า!

 

“ไม่เอาอ่ะ ยังไม่อยากกลับ” เสียงงึมงำเรียกสติคนเคลิ้มให้หันกลับมา

 

“แต่เราว่าแพทเมาแล้วนะ ...เอางี้ เดี๋ยวเราพาขึ้นไปนั่งที่ชั้นลอยละกัน” กำลังจะพาเดินไป แต่คนเมากลับขืนตัว ทำหน้าบึ้งใส่

 

“ไม่เอาชั้นลอย เราอยากดื่มอีก นี่ เห็นไหม เราดื่มหมดแล้ว” พูดพลางคว่ำขวดเปล่าลงให้ดูว่าหมดแล้วจริงๆ

 

พายมองแล้วร้องเฮ้ยออกมา ดีที่เสียงเพลงดังกลบเสียงตกใจของเขา ก็จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง เมื่อกี้เบียร์ในมือแพทยังมีอยู่เกินครึ่ง เผลอมองคนหล่อแป็บเดียวทำไมมันดื่มหมดแล้วเล่า!

 

“เราจะไปนั่งที่บาร์”

 

ยืนคิดกับความต้องการของเพื่อนนิดนึง แล้วคิดได้ว่าวันนี้เพื่อนคงต้องการแอลกอฮอล์มากกว่าทุกที จะขัดใจก็ทำไม่ลง ถ้าเขาเป็นแพทอาจจะเมาเละยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ

 

ตัดสินใจว่าจะตามใจเพื่อนแล้วก็พาไปนั่งที่เค้าท์เตอร์บาร์ โดยตัวเขาก็นั่งดื่มด้วย จะปล่อยให้คนน่ารักน่าฟัดที่ในเวลานี้ยิ่งน่าจับปล้ำไว้ลำพังได้ยังไง สายตาคนที่มองมานี่เยอะไม่ใช่น้อย ขืนปล่อยไว้แค่นาทีเดียวมีหวังถูกหิ้วไปไม่รู้เรื่องรู้ราวแน่

 

“เอ้าแพท อยากดื่มอะไรสั่งไปเลยเต็มที่!” ไหนๆ ก็เมาแล้ว พายเลยคิดว่าถ้าเพื่อนจะเมาก็เมาให้สุดๆ ไปเลยแล้วกัน

 

“สวัสดีครับ” เสียงทักทายดังจากด้านหลัง พายหมุนเก้าอี้ไปหาแล้วจำได้ว่าเป็นคนที่อยู่ในร้านเหล้าเมื่อกี้ เลยตอบทักทายกลับไป

 

“สวัสดี”

 

“พวกคุณมาจากไหนเหรอ?”

 

“ประเทศไทย”

 

“อ้อ ผมรู้จัก! เคยไปสองครั้ง ดีมากๆ เลย”

 

“เหรอครับ”

 

“แล้วพวกคุณมากันแค่สองคนเหรอ?”

 

“ใช่”

 

“อืม สนใจไปต่อกับพวกเราไหม ผมรู้จักร้านดีๆ เยอะนะ”

 

“ไม่เป็นไร ขอบคุณมาก เดี๋ยวพวกผมก็กลับกันแล้ว”

 

“น่า ไปด้วยกันเถอะ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

 

“ไม่เป็นไรจริงๆ ขอบคุณที่ชวน”

 

“แต่ว่า.......”

 

สำเนียงไม่ผ่านก็พอทน หน้าตาสุดจืดก็ว่าไม่ผ่านเกณฑ์ละนะ แต่กิริยาท่าทาง โดยเฉพาะสีหน้านี่ยิ่งแล้วใหญ่ ติดลบไปเลยไม่ต้องคิดให้มากความ พายมองประเมินคู่สนทนาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่ว่าเขาหยิ่งเลยเลือกคุย แต่คนเรามันก็ต้องมีมาตรฐานในการเข้าสังคมบ้าง มาแนวนี้เป็นใครก็ถอยทั้งนั้นแหละ

 

ตอนที่อีกฝ่ายทำท่าจะพูดอะไรอีก พร้อมกับมือที่กำลังจะยื่นมาทางเขา พายก็ตัดสินใจว่าจะหันหนี แต่ยังไม่ทันจะหมุนเก้าอี้ มือยาวๆ ของใครอีกคนก็เข้ามาจับข้อมือผู้ชายหน้าหม้อเอาไว้เสียก่อน

 

“ขอโทษนะ พวกเขามากับผม ช่วยอย่ารบกวนได้ไหม?”

 

ภาษาเกาหลีฟังไม่ออกสักคำ แต่เสียงโคตรเพราะเลยให้ตายเถอะ พายเงยหน้ามองคนพูดแล้วแทบลงไปกองกับพื้น นี่มันต้องอย่างนี้ รูปหล่อหุ่นดี การศึกษาเยี่ยม(เดาเอาเอง) กิริยาท่าทางสุภาพบุรุษหล่อลากขาดใจ แล้วดูช่วงขาที่ยาวเกินฝันนี่สิ โอ่ย ...คุณครับมีแฟนหรือยัง ถ้ายังไม่มีก็ยังไม่สายที่จะเลือกเส้นทางใหม่ให้ชีวิตนะครับ ผมพร้อมจะเป็นคู่มือคนแรกให้คุณ

 

“ขอโทษที่เข้ามาแทรก แต่ผมเห็นแล้วเป็นห่วง คนพวกนั้นดูไม่น่าไว้ใจ ...คุณโอเคนะ?”

 

มัวแต่เคลิ้มเพ้อเจ้อ พอรู้สึกตัวพายก็รีบลงจากเก้าอี้มายืน โค้งศีรษะให้อย่างที่เคยเห็นคนเกาหลีชอบทำ รีบกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณมากเลยครับ ผมก็คิดอยู่ว่าจะทำยังไงดี กลัวมีเรื่องด้วยน่ะครับ เอ้อ แล้วเมื่อสักครู่ที่ช่วยเพื่อนผมไว้ที่ฟลอว์ ต้องขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

 

“ไม่เป็นไรครับ พอดีเห็นคุณท่าทางลำบากก็เลยถือวิสาสะเข้ามาแทรก แล้วเพื่อนคุณก็ดูเมามากด้วยเลยเป็นห่วง”

 

“อ่ะ ให้ผมเลี้ยงคุณเป็นการตอบแทนนะครับ” พายชี้นิ้วโป้งไปด้านหลังที่เป็นเค้าท์เตอร์บาร์

 

“ขอบคุณครับ แต่ต้องขอโทษด้วยที่เสียมารยาท พอดีผมต้องขับรถเลยดื่มไม่ได้”

 

“โห มาเที่ยวทั้งทีแต่ไม่ดื่มเหรอ?”

 

“ผมแค่มาเจอเพื่อนน่ะ”

 

ใช่ผู้หญิงตัวสูงผิวขาวหน้าอกบึ้มที่เจอที่หน้าห้องน้ำหรือเปล่า? ถ้าใช่นี่เกินเพื่อนแล้วมั้ง นัวเนียซะขนาดนั้นน่ะ พายแอบคิดในใจ

 

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ร่างบางพยักหน้าหงึกหงัก แล้วนึกขึ้นได้ “อ้า~ ผมชื่อพายนะครับ ส่วนเพื่อนผมที่นั่งยิ้มใส่แก้วเหล้านั่นชื่อแพทเทิร์นครับ”

 

“ผมคิมซึงฮวาน” เจ้าของเสียงทุ้มยื่นมือออกไปจับมือเล็กที่ยื่นมาก่อน

 

พายยิ้มเคลิ้ม คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกแนะนำตัวแบบนี้ ได้จับมือด้วยอ่ะ!

 

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณคิมซึงฮวาน”

 

“เช่นกันครับ”

 

พายยังยกมือบ๊ายบายค้างแม้คนหน้าตาโคตรดีจะเดินหายเข้าไปในกลุ่มคนบนฟลอร์แล้วก็ตาม ในบรรดาคนทั้งหมดที่เขาเห็นที่เกาหลี บอกได้เลยว่าผู้ชายที่ชื่อคิมซึงฮวานคนนี้ได้อันดับหนึ่งอย่างไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับใคร นี่ถ้าบอกว่าเป็นไอดอลนะจะไม่แปลกใจเลย

 

ร่างโปร่งหันกลับมานั่งดื่มเบียร์ เท้าคางมองเพื่อนตัวเล็กที่ยกซดแอลกอฮอล์อย่างกับน้ำเปล่า ถึงจะเป็นคอคเทลแต่ก็ทำให้เมาได้ไม่ยาก ดีไม่ดีจะทำให้แฮงค์มากกว่าวิสกี้เสียด้วยซ้ำ ก็เล่นดื่มอย่างกับน้ำหวานไม่หยุดอย่างนี้น่ะนะ

 

ประมาณตีสองเกือบตีสามที่เด็กหนุ่มสองคนพากันกอดคอออกมาจากผับ ถึงตอนนี้พายเองก็แทบหาสติตัวเองไม่เจอเหมือนกัน เห็นเพื่อนดื่มก็พลอยอยากดื่มไปด้วย ไปๆ มาๆ ก็เมากันทั้งคู่อย่างที่เห็น ถนนลดเลี้ยวอย่างน่าหงุดหงิดทั้งที่ความจริงมันก็เป็นทางตรงปกติ

 

พายสะบัดหัวแรงๆ ด้วยหวังให้เห็นทางเดินมันน้อยลงสักทางก็ยังดี นี่เล่นซ้อนกันสี่ห้าทางงงไปหมดแล้ว และยังต้องพยุงร่างของเพื่อนไม่ให้ทรุดลงหลับกลางทางอีก คิดไม่ออกเลยว่าจะรอดกลับไปที่พักได้ยังไง

 

“ฮึก...อุบ...”

 

“เฮ้ยแพท อย่าเพิ่งอ้วก!”

 

สองคนเมาเซถลาไปข้างทาง เพิ่งจะเดินเลยผับมาได้ไม่ถึงสิบก้าวดี คนที่ไม่เหลือสติอะไรก็ทำท่าจะอ้วกเสียก่อน พายจับเพื่อนให้นั่งลงข้างกระถางต้นไม้ เวลาอย่างนี้จะหาห้องน้ำก็ไม่ทันแล้ว อ้วกมันทำปุ๋ยตรงนี้นี่แหละนะเพื่อน

 

ทุลักทุเลกันไปจนถึงถนนใหญ่ พายก็ประคองเพื่อนไปโบกรถแท็กซี่ ตัวเขาน่ะพักอยู่โรงแรมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนนี้เอง เขาจึงต้องทำให้แน่ใจว่าเพื่อนขี้เมาจะกลับไปถึงที่พักโดยสมบูรณ์ หลังจากเล็งอยู่นานแท็กซี่สีส้มที่คนขับสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คันนึงก็แล่นผ่านมา หลังจากคุยกับคนขับกันจนเคลียร์แล้วว่าให้ไปส่งที่ไหน พายก็ก้มลงหาเพื่อนที่นั่งตัวเปื่อยอยู่เบาะหลัง ตางี้ปรือปรอยเชียว

 

“แพท นายกลับได้แน่นะ ไม่ใช่ถึงที่พักแล้วนอนสลบอยู่หน้าตึกนะเว้ย”

 

“อื้อ กลับได้น่า~” คนตอบโบกมือว่อนว่าไม่มีปัญหา “เรื่องแค่นี้สบายม๊าก เอิ๊กกก~”

 

“แน่ใจนะ หรือให้ฉันนั่งไปส่ง?”

 

“ไม่ต๊อง ไม่ต้อง เบื่อหน้านายแล้ว(ยื่นมือไปป้ายหน้าพาย) ไปไหนก็ไปเลย ฉานกลับเองด๊าย~” สะบัดมือไล่ชิ่วๆ แล้วเอี้ยวตัวมาดึงประตูปิดเอง ฉีกยิ้มกว้างผ่านกระจกให้เพื่อนแล้วหันไปสั่งคนขับให้ “โก โก โกวววว”

 

แม้จะนึกห่วง แต่รถก็เคลื่อนไปแล้ว พายถอนหายใจแล้วเดินเป๋กลับไปยังโรงแรม ตัวเองก็จะแย่เหมือนกันถ้าไม่ได้นอนในไม่กี่นาทีนี้ ทว่าเพียงแค่พายละสายตา รถแท็กซี่ที่เพื่อนนั่งอยู่ก็จอดกะทันหันที่ข้างทางก่อนจะถึงแยก

 

เสียงโวยวายของคนขับรถแท็กซี่ดังแทบจะพร้อมกับเสียงเบรก แพทเทิร์นไม่สามารถเข้าใจภาษาเกาหลีที่ลุงคนขับกำลังพูดอยู่ แต่เขารู้ว่าคงเป็นคำด่าประมาณว่าไอ้เชี่ยหรืออะไรทำนองนั้น เพราะหากเป็นเขา เขาก็คงด่าเหมือนกันนั่นแหละ ถ้ามีใครสักคนมาอ้วกใส่รถเต็มไปหมดอย่างนี้ และก็คงจะจับโยนลงข้างทางอย่างที่คุณลุงคนขับทำกับเขาเช่นกัน

 

ด้วยสติที่กึ่งจะรู้เรื่องกึ่งจะตัดขาดสิ่งรอบตัว แพทเทิร์นลงไปนั่งพับเพียบไทยแลนด์เรียบร้อยอยู่ที่ทางเท้าข้างถนนนั้นเอง

 

กำลังนั่งกึ่มๆ ว่าจะเอายังไงดี จะอ้วกต่อดี หรือจะคลานไปเรียกแท็กซี่คันใหม่ดี อืม แต่เอาว่าจะตั้งหลักให้นั่งอยู่ได้นี่ก็ใช้ความพยายามมากสุดๆ แล้ว ไอ้จะไปเรียกรถนี่คงเป็นไปได้ยาก ถ้าหากอ้าปากออกมาก็ไม่รู้ว่าอะไรต่อมิอะไรที่กินเข้าไปจะออกมาก่อนคำพูดหรือเปล่า

 

“ฮึก...อึก เอิ๊กกก”

 

เด็กหนุ่มนั่งสะอึกลมในคอ ศีรษะโยกไปโยกมา ขณะกำลังรวบรวมแรงเท่าที่มียันมือลงกับพื้นเพื่อลุกขึ้น รถ Lexus สีขาวคันหนึ่งก็เคลื่อนมาจอดตรงหน้า หรี่สายตาหลบแสงไฟหน้ารถพยายามมองก็เห็นร่างสูงๆ เดินอ้อมรถมาหา

 

อืม หน้าหมอนี่มันคุ้นๆ แฮะ

 

แพทเทิร์นเงยหน้าเกือบเก้าสิบองศาเพื่อมองคนที่ยืนค้ำหัว ยกมือขึ้นชี้อย่างไม่สามารถความคุมทิศทางได้ เรียวคิ้วขมวดยุ่งกดลึก ทำท่าคิดอย่างจริงจังทั้งที่ความจริงแล้วตอนนี้ในหัวมีแต่ความสับสนมึนเบลอจากแอลกอฮอล์

 

คิมซึงฮวานถอนหายใจให้กับเด็กขี้เมา นัยน์ตาเรียวจ้องมองคล้ายตำหนิแพทเทิร์น ก่อนก้มลงช้อนร่างอ่อนปวกเปียกบนพื้นขึ้นมา

 

“อะ ทามอาร๊าย~”

 

คนเมาโวยทันที ทั้งยังดิ้นขัดขืน หากเพียงแค่เสียงทุ้มกดต่ำคำว่า “Shut up” เพียงเท่านั้น ริมฝีปากบางก็งับกึบหยุดดิ้น หรืออันที่จริงรู้สึกคลื่นไส้เลยยอมนิ่งก็เป็นได้

 

แม้จะรู้สึกสบายกับเบาะที่เอนให้นอนและลมเย็นๆ จากแอร์ตรงหน้า แต่ความผะอืดผะอมมันไม่ได้หายไปเลย เหลือบมองเจ้าของรถที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับแล้วก็ให้สงสัยว่าจะพาเขาไปไหน เป็นคนดีหรือคนร้ายก็ไม่รู้ แต่แม่งให้ตายเถอะ ทำไมหน้ามันคุ้นอย่างนี้ฟะ? ยิ่งมองก็ยิ่งคุ้น ยิ่งภาพเบลอๆ เริ่มรวมตัวกันเป็นภาพเดียวก็ยิ่งแน่ใจว่าต้องเคยเจอมาก่อน ทว่าก่อนจะคิดออกว่าเป็นใคร อะไรๆ ที่กินเข้าไปก็เริ่มตีตื้นขึ้นมาอีกแล้ว

 

“อุบ...”

 

มือเล็กกระตุกขึ้นปิดปาก มืออีกข้างก็ตบไร้ทิศทางไปบนตัวคนขับ ส่งสัญญาณฉุกเฉิน

 

ร่างสูงหยุดรถให้ทันทีตามคำขอ รีบปลดเข็มขัดนิรภัยหมายจะช่วยคนเมาลงจากรถ แต่หันมาอีกทีคนตัวเล็กก็เปิดประตูเอี้ยวตัวลงไปครึ่งท่อนแล้วอ้วกออกไปทั้งอย่างนั้น ไม่สนใจว่าข้างทางนั้นคืออะไร

 

แพทเทิร์นไม่รู้ว่าตัวเองอ้วกไปเยอะแค่ไหนไม่อยากมอง รู้แต่ว่าพอได้อ้วกแล้วรู้สึกดีขึ้น ในขณะเดียวกันสติสัมปชัญญะก็มีมากขึ้นด้วย แม้ว่ามันจะน้อยนิดก็ตาม หากแต่ก็สามารถทำให้เหตุผลที่ทำให้อยากดื่มเหล้าแจ่มชัดขึ้นมาในม่านหมอกของความคิดได้ เขาปิดประตูรถแล้วเอนหลังนอนหอบกับแอร์เย็นฉ่ำ กระพริบตาเชื่องช้า ภาพเพดานรถที่เห็นบิดเบี้ยวด้วยน้ำที่กลบนัยน์ตา และอาจด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังไม่หมดไปง่ายๆ

 

ความเสียใจที่พยายามผลักไสย้อนกลับเข้ามาให้รู้สึกเจ็บจนไม่อาจฝืนได้อีก

 

ตอนนี้แพทเทิร์นไม่ได้คิดแล้วว่าตนเองอยู่บนรถของใคร ไม่สนใจเจ้าของรถที่เพิ่งกลับเข้ามานั่งประจำที่คนขับ ไม่เห็นว่าในมือของชายหนุ่มนั้นมีขวดน้ำที่ออกไปซื้อมาให้เขาได้ล้างปาก ไม่แม้แต่จะหันไปมองสายตาของคนข้างๆ ที่ยอมจอดรถอยู่ข้างทางนานหลายนาทีเพียงเพื่อให้เขาได้ร้องไห้เงียบๆ จนผล็อยหลับไป

 

 

_______________________________

 

 

อาการคลื่นไส้ทำให้คนตัวเล็กตะเกียกตะกายลุกขึ้นทั้งที่สติยังมึนเบลอ ภาพเลือนรางที่เห็นพอจะทำให้มองออกว่าตนเองอยู่ในห้องนอนที่ไหนสักที่ แต่นั่นไม่สำคัญ แพทเทิร์นมองซ้ายขวาหรี่สายตาฝ่าแสงไฟสลัวสีส้ม เขารีบยกมือปิดปากพยายามกลั้นอาการคลื่นเหียน ลุกจากเตียงด้วยสภาพที่แทบจะกลิ้งลงไปนอนกับพื้น ล้มลุกคลุกคลานไปได้ครึ่งทางก็ถูกช้อนทั้งตัวลอยขึ้นจากพื้น

 

นัยน์ตากลมเชื่อมแสงฉ่ำเยิ้มมองหน้าเจ้าของวงแขน รูปหน้าเรียวคม สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบาง เรียวคิ้วเฉียงขึ้นเป็นเส้นตรง นัยน์ตาลึกลับมีเสน่ห์... หน้าตาแบบนี้มันคุ้นเกินไปแล้วนะ

 

“อ่ะ! อุ๊บ!!” พอจะอ้าปากพูดก็เกือบจะอ้วกออกมา ได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาจากคนอุ้มที่รีบเดินไปยังห้องน้ำ แล้วก็ถูกจับลงนั่งกอดชักโครกสีขาวสะอาดเป็นมันเงาวาววับสมใจอยาก อืม ก็จัดไปสิครับจะรออะไร

 

“อ้ว--------------ก!

 

อยากขอบคุณคนที่ทรุดลงนั่งลูบหลังให้ แต่ติดที่ของในท้องยังพากันไหลออกมาไม่หยุด เลยจำต้องก้มหน้าก้มตากอดชักโครกต่อไป จนในที่สุดของที่สุดอย่างที่แม้แต่น้ำลายก็ไม่มีเหลือให้ออกอีกแล้ว หมดแรงจนไม่อาจทรงตัวนั่งได้อีกต่อไป ทิ้งตัวลงกับอกคนด้านหลังเสียเลย ไหนๆ ก็ช่วยแล้วช่วยอีกสักหน่อยจะเป็นอะไรไป

 

โอ่ย ได้อ้วกหมดไส้หมดพุงอย่างนี้แล้วค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย สติพอจะกลับเข้าที่เข้าทางบ้าง แต่ขอเวลาปรับลมหายใจอีกนิด อืม...ปอดโล่งขึ้นเยอะเลย เรี่ยวแรงเริ่มฟื้นคืน อืมๆ ไหนขอดูหน้าคนช่วยอีกสักทีดิ๊

 

ใบหน้าเล็กเงยขึ้นกับอกเจ้าของวงแขน นัยน์ตากลมโตสบกับนัยน์ตาเรียวคม

 

แพทเทิร์นหรี่ตาเล็กน้อย ยกแขนอ่อนแรงขึ้นชี้นิ้วใส่ใบหน้าหล่อเหลา คราวนี้เขาใช้เวลาในการนึกแค่ครึ่งนาทีเท่านั้น ก่อนจะร้องเสียงหลงแล้วดันตัวเองออกจากวงแขนกว้าง ลงไปนั่งแผ่หราพิงชักโครกหมดสภาพ

 

“คุณ!

 

คนถูกชี้หน้ายังตีหน้านิ่ง เอ่ยเสียงเรียบอย่างไม่สนใจสีหน้าและอาการตกใจของคนตัวเล็ก

 

“อาบน้ำเองไหวหรือเปล่า? คงไม่คิดจะนอนทั้งๆ ที่อ้วกเต็มเสื้อแบบนั้นหรอกนะ?”

 

มือยังชี้อยู่แม้ตอนที่ก้มลงมองเสื้อตัวเอง แล้วก็แทบอยากจะอ้วกมันอีกสักรอบ

 

อี๋~ สกปรก เหม็นโคตร!

 

 

_______________________________

TBC

Subject Author
Chapter 00 - จุดเริ่มต้น KimYoonBe
Chapter 01 - การเดิมพันครั้งสุดท้าย KimYoonBe
Chapter 02 - เดินทางไปเกาหลีใต้ KimYoonBe
Chapter 03 - เพราะดวงสมพงษ์กัน? KimYoonBe
Chapter 04 - ถ้าเมเนเจอร์จะโหดขนาดนี้...! KimYoonBe
Chapter 05 - แลกเบอร์กัน...โอป้า? KimYoonBe
Chapter 06 - คิมซึงฮวาน กับเด็กขี้เมา KimYoonBe
Chapter 07 - มันต้องเป็นเพราะความเมาแน่ๆ KimYoonBe
Chapter 08 - อะไรนะ? เดทกับไอดอล?! KimYoonBe
Chapter 09 - จูบนี้มันอะไรกันครับ?! KimYoonBe
Chapter 10 - เป็นไงล่ะ จูบคืนแบบนี้ตกใจล่ะสิ?...! KimYoonBe
Chapter 11 - เขาเนี่ยนะเป็นชู้กับคิมซึงฮวาน?! KimYoonBe
Chapter 12 - ผมตกหลุมรักคุณมาสองปีแล้ว KimYoonBe
Chapter 13 - จูบเป็นยาแก้ปวดฉุกเฉิน KimYoonBe
Chapter 14 - คนที่ 'ชอบ' ก็มีอยู่คนนึง KimYoonBe
Chapter 15 - มากกว่าความหลงใหล KimYoonBe
Chapter 16 - ...ที่รัก... KimYoonBe
Chapter 17 - ตกลงเราคบกันแล้วนะ KimYoonBe
Chapter 18 - เรื่องจูบ ถือว่าเจ๊ากัน KimYoonBe
Chapter 19 - สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ KimYoonBe
Chapter 20 - เพราะคุณคือโชคชะตาสำหรับผม KimYoonBe
Up