Skip to menu

XEDITION

두근두근 In Seoul

สถานะ : จบแล้ว

KimYoonBe

두근두근 In Seoul

(ทูกึนทูกึน อิน โซล)

ตึกตัก ไม่ได้ตั้งใจจะรัก...จริงๆ นะ

 

Chapter 03

 

 

อาหารเกาหลีเน้นหนักไปทางเนื้อสัตว์ล้วนๆ ดูจากมื้อค่ำที่คุณลุงลีเพิ่งพาไปเลี้ยง ตอนนี้แพทเทิร์นรู้สึกว่าในท้องตัวเองคงเปิดฟาร์มหมูได้หลายร้อยตัว นี่เขาก็แทบจะรู้สึกว่าหมูมันกำลังเดินแล้วร้องอู๊ดๆ อยู่ในท้องด้วยนะ

 

จินตนาการบรรเจิดมาก!

 

แพทเทิร์นใช้ผ้าขนหนูขยี้ผมเปียกชื้นพลางเดินไปหาน้องสาวที่นั่งรัวคีย์บอร์ดจนน่ากลัวว่าแมคบุ๊คอาจจะช็อคตายคามือเรียวเล็กคู่นั้นได้

 

“ไซน์ เบาๆ มีเครื่องเดียวนะ”

 

“แฮะๆ ขอโทษค่ะ” หันมาแลบลิ้นแล้วก็รีบหันกลับไปสนใจหน้าจอต่อ

 

เด็กหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ หรี่ตามองบทสนทนาของดีไซน์กับเพื่อน อ่านได้คร่าวๆ ว่ากำลังพูดถึงนักร้องที่ชื่อไลม์อยู่ สงสัยคงเป็นเพื่อนที่พากันไปตาม O-Type วันนั้น กำลังจะลุกไปเปิดโทรทัศน์ดู ดีไซน์ก็สลับหน้าจอเป็นหน้าทวิตเตอร์เสียก่อน และถ้าไม่ติดว่าที่ทวิตเตอร์หน้านั้นไม่ได้มีรูปคนหน้าตาดีมองกล้องในระยะโคลสอัพ บวกด้วยความคมชัดของกล้องที่ถ่ายทำให้เห็นร่องรอยช้ำม่วงช้ำเขียวบนหน้าผากขาวๆ ชัดเจน แพทเทิร์นคงจะลุกไปแล้วอย่างไม่ใส่ใจ

 

“นั่น...” พยักพเยิดหน้าไปทางรูป “เขาบอกว่าไงเหรอ?” ใต้รูปภาพมันมีข้อความเกาหลีอยู่ครับ แต่อานิสงส์ผลบุญไม่ถึงจึงไม่อาจเข้าใจได้ จำต้องพึ่งใบบุญน้องบังเกิดเกล้าให้ไขความกระจ่าง

 

ดีไซน์หันไปมองคนถามด้วยปลายคิ้วที่เลิกขึ้น ร้อยวันพันปีพี่ชายไม่เคยสนใจศิลปินเกาหลี แม้ว่าเธอจะพยายามยัดเยียดให้ชอบแค่ไหนก็ตาม

 

“ว่าไง แปลไม่ออกล่ะสิ โถ่เอ้ย!~” แพทเทิร์นกลบเกลื่อนแนบเนียน ทำท่าลุกขึ้นแบบว่าไม่ใส่ใจอะไรมากมาย

 

“ใครบอกว่าแปลไม่ออก” เท่านั้นแพทเทิร์นก็ลอบยิ้ม กลับมานั่งขยี้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เดิม “ไลม์บอกว่า ...เจ็บมากเลยครับ ผมถูกหนูแฮมสเตอร์กลั่นแกล้ง...”

 

“หนูแฮมสเตอร์เนี่ยนะ?!!” ขึ้นสิครับ อะไรกันมาว่าคนอื่นเป็นหนูแฮมสเตอร์ได้ไง ถึงเขาจะสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบพอดีเป๊ะมาตั้งแต่จบมัธยมอย่างน่าหงุดหงิดก็ตาม แต่การเปรียบเทียบว่าเขาเป็นหนูแฮมสเตอร์ตัวอ้วนเตี้ยที่วันๆ เอาแต่กินมันใช้ได้ที่ไหน!

 

ฮึ่ยยย โกรธอ่ะ!

 

“เนี่ย ไซน์กับเพื่อนสงสัยกันอยู่ว่าไลม์เขาเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ตอนไหน” น้องสาวผู้ไม่รู้เรื่องราวความเป็นมาหันมาขมวดคิ้วใส่พี่ชาย อารมณ์ว่านี่คือโจทย์เก็งข้อสอบที่ต้องเร่งหาคำตอบให้ได้ “แต่แฟนเกาหลีเขาบอกว่าไลม์ไม่ได้เลี้ยงหนูแฮมสเตอร์แน่ๆ เลยเดากันว่าน่าจะเป็นคนมากกว่า คิดๆ แล้วก็น่าจะใช่ หนูแฮมสเตอร์ตัวจิ๋วเดียวจะไปทำให้ไลม์หัวช้ำขนาดนั้นได้ยังไง”

 

...มันก็ไม่ได้จิ๋วขนาดนั้นนะหนูแฮมสเตอร์อ่ะ เกิดอยากเข้าข้างขึ้นมาแต่ห้ามปากไว้ได้ทัน แพทเทิร์นพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย

 

“ก็คงงั้น”

 

เหมือนดีไซน์รอจังหวะอยู่ พอพี่เห็นด้วยก็รีบพูดต่อ “เนี่ย แล้วทีนี้นะ แฟนคลับก็เลยสงสัยกันว่า หนูแฮมสเตอร์ ที่ไลม์พูดถึงจะเป็นชื่อเล่นที่ใช่เรียกแฟนหรือเปล่า”

 

โอ้โหแฮะ หนูแฮมสเตอร์ตัวเดียวกลายร่างเป็นคนพร้อมตำแหน่งแฟนไปได้อย่างไรเนี่ย? ลำดับวิธีการคิดของแฟนคลับช่างสลับซับซ้อนและน่าอัศจรรย์ใจโดยแท้

“พี่แพทคิดงั้นป่ะ?”

 

“พี่จะไปรู้ได้ไงล่ะ” แพทเทิร์นเบือนหน้าหนี ลุกขึ้นเดินเลี่ยงไปที่โต๊ะเตี้ยหน้าโทรทัศน์ ไล่เปิดช่องดูว่ามีอะไรที่เขาพอจะรู้เรื่องบ้างไหม แต่บอกตรงๆ เขาดูไม่รู้เรื่องสักช่อง ไอ้ช่องที่พูดภาษาอังกฤษก็ดันเป็นรายการน่าเบื่อ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่นานสุดท้ายก็ไปจบที่ช่องรายการเพลงช่องหนึ่งที่กำลังรีรันไลฟ์ของวันนี้อยู่

 

อืม... นักร้องหญิงนี่จะขายเพลงหรือขายอะไรเนี่ย ทั้งชุดทั้งท่าเต้น ...อ้อ ขายผู้ชายนี่เอง ฮ่าๆ !

 

“ไซน์ๆ วงนี้ใช่ O-Type ป่ะ?” หลังจากเพ่งสายตาอยู่นาน แพทเทิร์นก็ยังไม่แน่ใจ เนื่องจากเพลงมันเร็วและคนร้องก็ขยับไปทางนู้นทีทางนี้ที กล้องก็หมุนตีลังกาบ่อยเกิน

 

“ใช่ ...นั่นไงไลม์ เสื้อแขนกุดอ่ะ” ดีไซน์หันมามอง เท้าแขนกับพนักพิงเก้าอี้ ยื่นมือชี้ๆ “อีกชุดก็คนใส่เสื้อมีเฟอร์” คือไลฟ์มันถ่ายสองรอบ นักร้องเลยใส่สองชุดแล้วค่อยตัดต่อเอาตอนออกอากาศ

 

แพทเทิร์นมองตาม แล้วนึกสงสัยขึ้นมาในใจ ว่าศิลปินเวลาอยู่บนเวทีกับหลังเวทีมันดูต่างกันอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่า? ไลม์ที่เขาเจอในห้องน้ำไม่เห็นจะเท่ห์เหมือนในจอเลยอ่ะ! หรือแสงไฟมีส่วน? หรือเพราะการแสดงไลฟ์ทำให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้น? หรือเพราะเขาง่วงจนตาเบลอคิดไปเองว่าผู้ชายหน้าสวยกลายเป็นคนหล่อขึ้นมาได้?

 

นอนเหอะ แพทเทิร์น!

 

“ไซน์ พี่ไปนอนแล้วนะ ปิดไฟให้หมดด้วยล่ะ ถึงที่พักจะได้อยู่ฟรี แต่ค่าน้ำค่าไฟป๊าจ่ายนะ”

 

“จ้าๆ รู้แล้วๆ ” น้องสาวโบกมือให้ทั้งที่ตายังมองจออยู่

 

 

 

คอนโดที่พวกแพทเทิร์นอยู่เป็นคอนโดในเครือของลอตเต้ ตั้งอยู่ใกล้สถานีกึมโฮ ห้องพักอยู่บนชั้นสิบสอง ขนาดห้องไม่ใหญ่มาก มีสามห้องนอนสองห้องน้ำ โซนครัวเล็กๆ และโถงรับแขกติดระเบียง แพทเทิร์นนอนห้องที่มีระเบียง ห้องนี้เป็นห้องที่ใหญ่สุดและมีห้องน้ำในตัว ตอนแรกเขาตั้งใจให้ดีไซน์นอนห้องนี้ แต่น้องสาวปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าอยากนอนห้องที่ไม่มีหน้าต่างเพราะกลัวผี

 

เด็กหนุ่มยิ้มขำเมื่อคิดถึงผีที่น้องสาวเล่าให้ฟังจากหนังเกาหลีที่เจ้าตัวเคยดู เขาว่าถ้าผีมันจะมาจริงๆ จะมีหน้าต่างหรือไม่มีก็เจออยู่ดี

 

 

ครืด...

 

 

เด็กหนุ่มสะดุ้งเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ครืดที่สองทำให้เขาถอนหายใจโล่งอกแล้วเอื้อมมือไปคว้าไอโฟนบนโต๊ะไม้ข้างเตียงมาเปิดดูข้อความในแอพฯแชทฟรี

 

 

Best : แพท

 

Best : นอนยัง?

 

Pat : ยัง ว่าไง

 

Best : แพทไม่ได้บอกพี่หนึ่งเหรอว่าไปเกาหลี?

 

Pat : อืม

 

Best : พวกนายนี่นะ คบกันประสาอะไรวะ แฟนไปต่างประเทศทั้งคนไม่บอกไม่ถามกัน

 

 

จริงๆ แพทเทิร์นก็อยากบอกคนที่ยังเป็นแฟนเหมือนกัน แต่เพราะตั้งแต่วันนั้นพวกเขายังไม่ได้ติดต่อกันเลย สองอาทิตย์ต่อมาเขาก็มาอยู่เกาหลีแล้ว จะให้เขาโทรไปก่อนก็ไม่กล้า จะทิ้งข้อความไว้ก็ไม่กล้าอีก การที่พี่หนึ่งไม่ได้โทรมานั่นหมายความว่าเขายังไม่ได้ถูกบอกเลิกอย่างเป็นทางการ แต่อีกในความหมายหนึ่ง พี่หนึ่งอาจไม่อยากติดต่อกับเขาอีกแล้วก็เป็นได้ หากแต่ตราบใดที่ยังไม่ได้บอกเลิกกันจริงๆ แพทเทิร์นก็ยังคงเป็นแฟนพี่หนึ่งอยู่เหมือนเดิม

 

พี่หนึ่งถามหาเราเหรอ ...แพทเทิร์นพิมพ์คำถามนั้นแล้ว แต่เปลี่ยนใจลบทิ้งแล้วพิมพ์ใหม่

 

 

Pat : เบสท์เจอพี่หนึ่งเหรอ

 

Best : อืม บังเอิญเจอที่ห้าง เราหมั่นไส้เลยเดินไปทัก บอกว่าเอาเวลามาเที่ยวกับผู้หญิงนี่เองถึงได้ไม่ไปส่งแฟนที่สนามบิน

 

Best : คิดอยู่หรือเปล่าแพท ว่าพี่หนึ่งจะถามเรื่องนายต่อ?

 

Pat : ไม่

 

 

แพทเทิร์นรู้อยู่แล้ว ว่าพี่หนึ่งไม่แปลกใจหรอกว่าเขาจะหายไปไหน บางทีถ้าเขาตาย พี่หนึ่งคงเพิ่งรู้สึกล่ะมั้งว่าตนเองไม่มีแฟนแล้ว

 

 

Best : เออ นอกจากจะไม่ถามแล้ว ยังเมินเราอีก ถ้าไม่เห็นว่าจะถูกแพทโกรธนะ เราต่อยพี่หนึ่งไปแล้ว

 

Pat : พี่หนึ่งไปกับผู้หญิงที่ชื่อแป้ง?

 

Best : ใช่

 

Pat : อืม

 

Best : แพท

 

Pat : ?

 

Best : เลิกกับพี่หนึ่งเถอะ

 

Pat : เรารักพี่หนึ่ง

 

Best : สามปีที่แล้วอาจจะใช่

 

Best : คิดดูให้ดีนะแพท ว่าความรักของแพทที่มีให้พี่หนึ่ง ยังเป็นความรักอยู่หรือเปล่า หรือแพทแค่ยึดติดคนที่เป็นคนแรกของแพทเท่านั้น

 

Best : คนแรก ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนสุดท้ายเสมอไปนะ

 

Best : ลองคิดดูละกัน ว่าแพทสมควรหยุดที่ผู้ชายคนนี้จริงๆ หรือเปล่า

 

Best : อย่าปิดกั้นตัวเองเพื่อคนแบบนั้นเลยแพท

 

 

 

 

_______________________________

 

 

 

 

Best : อย่าปิดกั้นตัวเองเพื่อคนแบบนั้นเลยแพท

 

 

เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปหลังประโยคนั้น ดูเหมือนเบสท์ก็คงเข้าใจดีว่าเพราะอะไร ฝ่ายนั้นถึงเลือกที่จะไม่พิมพ์อะไรมาอีก ต่างคนต่างเงียบไปทั้งอย่างนั้น แต่เบสท์คงไม่รู้ ว่าเขาคิดถึงสิ่งที่เพื่อนบอกมาตั้งแต่เมื่อคืน ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน แต่คงเป็นช่วงใกล้เช้า เพราะเมื่อถูกน้องสาวปลุก เขารู้สึกเหมือนยังไม่ได้นอน

 

บนโต๊ะยาวริมหน้าต่างภายในร้านโดนัทยี่ห้อดังใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินอับกูจอง แพทเทิร์นนั่งดูดชอคโกแลตปั่นพลางจ้องข้อความสุดท้ายของเพื่อนในโทรศัพท์ เขามองมาหลายนาทีแล้ว คิดมานานหลายชั่วโมง

 

ไม่ใช่ว่าปิดกั้นตัวเอง เพียงแต่ยังไม่มีใครทำให้เขารู้สึกได้เท่าพี่หนึ่ง

 

แพทเทิร์นแน่ใจว่าตนเองรักเต็งหนึ่ง ตั้งแต่ก่อนจะคบกัน แพทเทิร์นชอบเต็งหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว อาจเรียกได้ว่าหลงใหลปลาบปลื้มชื่นชมก็ได้ เต็งหนึ่งเหมือนไอดอลของโรงเรียน หน้าตา การเรียน กีฬา ฐานะ ทุกอย่างรวมอยู่ในผู้ชายคนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้แพทเทิร์นหลงรักเต็งหนึ่งจริงๆ คือการกระทำของเต็งหนึ่งที่มีต่อเขา

 

เขา...ที่ตอนนั้นเป็นแค่เพียงเด็กสวมแว่นตาหนาเตอะ ไม่มีใครอยากคุยด้วย หากไม่มีเบสท์ แพทเทิร์นคงไม่มีเพื่อนเลยสักคนเดียว ‘อณาสรณ์ อินทร์ธารา’ คือต้นแบบของความน่าเบื่อที่เพื่อนทุกคนมองเห็น และกลายเป็นของเล่นยามว่างให้พวกที่ชอบแกล้งคนไม่มีทางสู้

 

วันนั้นเบสท์ไม่ได้กลับบ้านพร้อมกันเหมือนทุกที เพราะแพทเทิร์นไม่อยากให้เพื่อนต้องมาอยู่เย็นรอตนจัดเอกสารให้อาจารย์ที่ปรึกษา ทีแรกเบสท์ไม่ยอม แต่พอดีที่บ้านของเบสท์โทรมาให้รีบกลับไปทำธุระกับครอบครัว เบสท์จึงยอมกลับก่อนอย่างไม่เต็มใจ ในตอนนั้นแพทเทิร์นคิดว่าเพื่อนเป็นห่วงตนเองมากเกินไป เขาแค่โดนใครต่อใครแกล้งนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น ไม่เคยถึงขั้นถูกทำร้ายร่างกายจริงๆ จังๆ

 

แต่เขาคิดผิด กว่าที่จะออกมาจากห้องเก็บเอกสาร โรงเรียนก็ตกอยู่ในความเงียบแล้ว หกโมงเย็นแทบไม่เหลือใครในอาคาร ห้องเรียนห้องหนึ่งทางซ้ายมีเด็กนักเรียนสามคนเดินออกมายืนขวางทางเขาไว้ แพทเทิร์นจำชื่อไม่ได้และไม่รู้ว่าเป็นเด็กห้องไหน แค่รู้ว่าอยู่ม.ห้าเหมือนกัน

 

“ได้ยินมาว่านายเป็นเกย์ จริงหรือเปล่า?”

 

นั่นเป็นความลับที่แพทเทิร์นไม่เคยบอกใคร ไม่เคยบอกแม้แต่เบสท์เพื่อนเพียงคนเดียวที่มี คงมีใครสักคนพูดถึงเขาในทางนั้น จะด้วยเพราะอยากทำให้เขาอับอายหรือแค่นึกสนุกก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในตอนนั้น คือการถูกเพื่อนผู้ชายสามคนรุมทึ้งพยายามที่จะถอดเสื้อผ้าของเขาออก

 

มันเป็นช่วงเวลาที่แพทเทิร์นนึกอยากร้องไห้ เมื่อรุ่นพี่ที่เฝ้ามองมาตลอดเดินผ่านมาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขา ทว่ารุ่นพี่คนนั้นไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้มองผ่าน หรือทำสายตารังเกียจอย่างที่นึกกลัว หากแต่กลับกลายเป็นว่าเดินตรงเข้ามาหากลุ่มรุ่นน้องอย่างไม่ลังเล

 

วินาทีที่หัวใจเต้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน คือวินาทีที่พี่หนึ่งคว้าตัวเขาขึ้นมากอดเอาไว้แนบอก มันเป็นอ้อมกอดที่แน่นมาก และอบอุ่นมากเหลือเกิน

 

ไม่มีข่าวลืออะไรหลุดออกมาในวันรุ่งขึ้น แพทเทิร์นรู้ว่าเพื่อนสามคนนั้นกลัวคำขู่ของพี่หนึ่งมากจนยอมเงียบปิดปากเรื่องของเขา และแม้จะมีคนถามถึงรอยฟกช้ำบนใบหน้าจากฝีมือของเต็งหนึ่งก็ไม่มีสักคนยอมบอกว่าถูกใครทำร้ายมา

 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน เขากับพี่หนึ่งก็คบกัน พี่หนึ่งไม่สนใจแม้จะถูกใครนินทาเรื่องที่คบรุ่นน้องซึ่งเป็นผู้ชาย และในขณะเดียวกัน พี่หนึ่งก็ไม่สนใจที่จะปฏิเสธเมื่อมีเด็กสาวมาขอควงด้วย ระหว่างเขากับพี่หนึ่งมีความสัมพันธ์กันแบบนี้มาตลอดสามปี

 

หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปเมื่อได้คบกับพี่หนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเด็กสวมแว่นตาหนาเตอะอีกต่อไป ไม่ไว้ผมม้าปิดหน้าปิดตา การได้อยู่กับพี่หนึ่งทำให้เขามีเพื่อนเพิ่มขึ้น ได้ยิ้มมากขึ้น ได้หัวเราะมากขึ้น โลกของเขาเปลี่ยนไป

 

หากแต่ในความเป็นจริงที่ดำเนินไปเหล่านั้น แพทเทิร์นไม่เคยใจเต้นแรงเหมือนอย่างในตอนนั้นอีกเลย แม้แต่ครั้งแรกที่ได้นอนกับพี่หนึ่ง เขาก็ไม่ตื่นเต้นเท่าอ้อมกอดที่ได้รับในวันนั้น

 

แต่แน่นอน เขายังคงรักพี่หนึ่ง

 

 

เฮ้อ... บางทีเราอาจจะเป็นพวกตายด้านก็ได้

 

 

ร่างเล็กถอนหายใจกับความคิดตัวเอง เป็นความจริงที่เขาไม่เคยใจเต้นได้เหมือนกับวันนั้นอีกเลย ไม่ว่าจะกับพี่หนึ่งหรือกับใคร แล้วแบบนี้เขายังจะไปมีรักครั้งที่สองได้ที่ไหนอีก

 

เบสท์พูดเหมือนง่าย ถึงเขาจะชอบผู้ชาย แต่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้เสียหน่อย ชอบไล่ให้เขาไปมีแฟนใหม่อยู่เรื่อย ถ้ามันหาได้อย่างที่คิดอยากเจอก็เจอก็ดีน่ะสิ เขาจะได้รู้เสียที ว่าหากเจอคนที่ใจเต้นด้วยนอกจากพี่หนึ่งแล้ว เขายังจะเลือกมีแค่พี่หนึ่งอยู่หรือเปล่า ที่เขาไม่ยอมเลิกกับพี่หนึ่งเพราะรักหรือยึดติดกันแน่

 

 

“อยู่เกาหลี จะไปเจอใครได้เล่า” กระแทกหลอดใส่แก้วแรงๆ แล้วถอนหายใจทิ้งท้าย กดดูเวลาในโทรศัพท์แล้วเห็นว่าเลยเวลาที่นัดกับคุณลุงไปห้านาทีแล้ว

 

เมื่อเช้าดีไซน์ไปลงทะเบียนที่โรงเรียนสอนภาษา บอกว่าจะขอเที่ยวต่อเอง เห็นว่ามีเพื่อนเกาหลีผู้หญิงที่คุยกันผ่านเนทเลยนัดเจอกัน รู้สึกจะเป็นแฟนคลับที่ชอบวงเดียวกันด้วยหรือไงนี่แหละ เขาก็เลยมานั่งรอคุณลุงลีที่บอกว่าจะพาไปดูงานอยู่คนเดียว

 

ดีนะที่คุณลุงลีนัดให้เจอร้านที่ติดกับทางออกของสถานี บอกตามตรงว่าเขายังงงกับกรุงโซลอยู่มาก

 

...ก็นี่มันวันที่สองเองนี่นะ

 

 

เสียงโทรศัพท์มือถือแบบพับดังขึ้นจากกระเป๋าเสื้อฮูดที่เจ้าตัวสวมทับเชิ้ตลายสก๊อต มือเล็กล้วงหยิบขึ้นมากดรับอย่างแทบไม่ต้องมองชื่อ เพราะคงมีแต่คุณลุงลีผู้เป็นเจ้าของเครื่องที่โทรมา ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่คิด ทว่าปลายสายไม่ได้โทรมาว่าถึงแล้วหรืออะไร กลับบอกยกเลิกนัดวันนี้กะทันหันเพราะมีงานสำคัญ

 

ไม่เป็นไรครับ ผมกลับถูกครับ ...ครับ เข้าใจครับ” แพทเทิร์นใช้ปลายคางดันฝาพับโทรศัพท์ลงแล้วก้มลงดูดชอคโกแลตปั่นที่เหลือก้นแก้วจนหมด

 

คุณลุงลีโทรมายกเลิกนัดตอนบ่ายสี่ แล้วแบบนี้จะให้กลับห้องไปเลยก็น่าเสียดาย ถึงจะพูดภาษาเกาหลีไม่เป็น แต่ภาษาอังกฤษก็น่าจะพาเอาตัวรอดไปได้แหละน่า สมัยนี้แล้วใครๆ เขาก็พูดกันทั้งนั้น

 

อืม... ลองไปเดินเล่นคนเดียวดูสักทีก็ดีเหมือนกัน

 

คิดแล้วก็ลุกขึ้นทันที คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย เหลียวมองของบนโต๊ะตรวจทานว่าลืมอะไรไว้หรือเปล่าก่อนจะเดินออกมาจากร้าน เด็กหนุ่มหยิบไอโฟนขึ้นหาสัญญาณไวไฟ

 

อื้อหือ ก็ไม่ได้อยากจะเปรียบเทียบหรืออะไรหรอก แต่ที่โซลนี่เขามีไวไฟให้ใช้ฟรีเยอะกว่าที่ไทยอีกนะ อย่างในสถานีรถไฟใต้ดินนี่ใช้ได้เกือบทุกที่เลย

 

“อับกุจอง... อ้าว แถวนี้คือแหล่งเที่ยวคล้ายๆ สยามหรอกเหรอเนี่ย” ศีรษะเล็กหันซ้ายหันขวาแล้วเห็นแต่ร้านอาหาร ก้มลงอ่านกระทู้ในเว็บดังอีกทีแล้วค่อยตรัสรู้ว่ามันต้องเดินไปออกอีกประตูของสถานีอับกุจอง

 

ช้าอยู่ไย ก็ไปสิครับ!

 

แพทเทิร์นเดินออกมาที่ทางออกอีกประตู เขาหันหลังกลับเดินย้อนไปอีกทางตามที่คนโพสเขาบอกไว้ ข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านหรูหราอย่างที่คนโพสบอกไว้ไม่มีผิด แพทเทิร์นลองเดินเข้าไปดูเมนูร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ตั้งอยู่ข้างหน้าร้านแล้วรู้เลยว่าคนแถวนี้ไฮโซไม่น้อย

 

กินแล้วคงขึ้นสวรรค์ ฮ่าๆ

 

หัวเราะขำกับความคิดตัวเอง พลางหยิบกล้องโปรฯขึ้นถ่ายบริเวณโดยรอบ ก่อนจะปรับโฟกัสเน้นไปที่วัยรุ่นที่เดินผ่านไปมา จากที่ได้คุยกับคุณอลิสเมื่อวานเล็กๆ น้อยๆ เธอบอกว่าแฟชั่นแถวอับกุจองส่วนใหญ่วัยรุ่นจะแต่งตัวตามสไตล์ดาราต่างประเทศ อย่างเช่นแฟชั่นในเรื่องกอซซิปเกิร์ล หรือหนังฮอลลีวู้ดวัยรุ่นชั้นนำ คุณอลิสแนะนำมาอีกว่าให้เขาดูแฟชั่นในหลายๆ เขตของโซล เพราะแต่ละพื้นที่จะแต่งตัวตามสไตล์ไม่เหมือนกัน

 

เท่าที่สังเกตดูมาร่วมสองชั่วโมงกับการเดินร่อนไปทั่วย่านช้อปปิ้ง แพทเทิร์นก็คิดได้ว่าถึงแฟชั่นเกาหลีในสายตาคนต่างชาติจะดูฟู่ฟ่าอู้หูมากพอตัวจากการเห็นไอดอลในสื่อ แต่ความจริงแล้วคนประเทศนี้กลับต่างไปจากหลายๆ ประเทศ ตรงที่ว่าฝ่ายที่แต่งตัวเป็นแฟชั่นแม้จะไม่ใช่ดารามากกว่านั้นคือผู้ชาย ส่วนผู้หญิงจะแต่งตัวเรียบกว่า

อย่างสยามบ้านเรา ผู้หญิงจะออพชั่นเยอะกว่าผู้ชายเสียส่วนใหญ่

 

ขอย้ำก่อนว่านี่มองจากสายตาของเขาเท่านั้นนะ

 

ประเทศเมืองหนาวได้เปรียบทางแฟชั่นมากกว่าตรงที่เสื้อผ้าใส่ได้เยอะชิ้นกว่า อยากจะเล่นจะเน้นอะไรก็ไปได้หลากหลาย แต่เสน่ห์จริงๆ มันอยู่ที่ดีไซน์การออกแบบ เยอะชิ้นไปก็เท่านั้นหากแบบที่ออกมาดูแล้วไม่น่าสนใจ บางทีจะมองว่าเยอะเกินไปเสียด้วยซ้ำ

 

อืม... ประเทศไทยเขาว่าผู้หญิงที่แต่งชุดด้วยผ้าโปร่งอย่างเช่นผ้าชีฟองน่ะดูดีมาก อำนวยกับสภาพอากาศเมืองร้อนได้ดีอีกด้วย แล้วยังพวกลูกไม้อีก บวกกับความน่ารักของสาวไทยด้วยแล้ว...กินขาดทุกประเทศล่ะครับ

 

ร่างเล็กทรุดลงนั่งข้างทาง วางกล้องไว้บนตักแล้วก้มหน้าก้มตาจดรายละเอียดต่างๆ ลงบนสมุดคู่ใจ

 

 

ปึก

 

 

“เฮ้ย! ร่างเล็กร้องเสียงหลงพร้อมกับไถลตัวราบไปกับพื้นเพื่อพยุงกล้องอันเป็นที่รักเอาไว้ไม่ให้ตกกระแทกพื้นซีเมนต์

 

ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ 

 

ภาษาเกาหลีดังขึ้นเหนือหัว ใบหน้าน่ารักรีบหันขวับเงยขึ้นมองเจ้าของเสียงทุ้มที่ฟังดูกังวานได้อย่างน่าประหลาด คนที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือจนเตะเขาเข้าอย่างจัง หน้าไม่ทิ่มลงพื้นก็ดีเท่าไหร่แล้ว

 

แว่นตากันแดดยี่ห้อดังปิดใบหน้าคนสวมไปกว่าครึ่ง ถูกปลายนิ้วเรียวยาวสวมแหวนเงินมีสไตล์ดันขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นนัยน์ตาพราวเสน่ห์จ้องมองมา

 

“อ่ะ!”

 

ทั้งแพทเทิร์นและคนเดินชนพร้อมใจกันชี้นิ้วใส่อีกฝ่ายเมื่อได้เห็นใบหน้าของกันและกัน

 

แฮมสเตอร์!

 

แฮมสเตอร์อะไรของคุณ?!!

 

แพทเทิร์นชะเง้อหัวไปมองด้านหลังนักร้องคนดังก็ไม่เห็นมีใครเดินมาด้วยสักคน แต่จากโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือฝ่ายนั้นทำให้พอเดาได้ว่าเมื่อครู่เจ้าตัวคงมัวแต่คุยโทรศัพท์ไม่ได้มองทาง เลยสะดุดเอาสิ่งกีดขวางมีชีวิตอย่างเขาเข้าให้

 

พอหันหน้ากลับมาก็ยังเห็นคนหน้าตาดีจ้องค้างอยู่เหมือนเดิม แถมยังพูดจากวนโมโหเหมือนเดิมอีกด้วย

 

แฮมสเตอร์จริงๆ ด้วย!

 

ผมไม่ใช่แฮมสเตอร์!” ถึงไลม์จะพูดเกาหลีออกมา แต่แพทเทิร์นก็รู้ว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร จึงสวนกลับด้วยภาษาอังกฤษเสียงดัง พร้อมถลึงตาใส่

 

ท่าทางขู่ฟ่อของแพทเทิร์นไม่ได้ต่างอะไรจากหนูในจินตนาการของชายหนุ่มร่างสูงเลยแม้แต่น้อย ไลม์มองคนตัวเล็กที่ทำเสียงฟึดฟัดขณะก้มลงเก็บกล้องใส่กระเป๋าอย่างงุ่นง่าน เขาเห็นว่าสมุดและปากกาตกอยู่ตรงปลายเท้าจึงก้มลงช่วยเก็บ ตอนที่ยื่นคืนเจ้าของก็ถือโอกาสแกล้งไม่ยอมปล่อย นั่งยองๆ ยื้อของกันอยู่อย่างนี้ล่ะ

 

โอเค คุณไม่ใช่แฮมสเตอร์ งั้นช่วยบอกชื่อคุณให้รู้ได้ไหม?

 

ภาษาอังกฤษสำเนียงแม่ชัดเป๊ะ แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย

 

“แพท”

 

แค่ แพท’ ?

 

ใช่ แค่ แพท’ ” เน้นชื่อหนักๆ จะให้บอกชื่อเล่นเต็มๆ ก็ยังไงอยู่ อีกฝ่ายไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่คนรู้จัก บอกแค่นี้ก็เยอะเกินพอแล้ว

 

คนตัวเล็กเลิกคิ้วกับการที่อีกคนไม่ยอมปล่อยสมุดบันทึก มองมือใหญ่ที่จับแน่นไม่ปล่อย ก่อนเงยขึ้นมองหน้าที่แม้จะมีแว่นตากันแดดบังไปค่อนหน้าก็ยังดูรู้ว่าคนสวมหน้าตาดีเข้าขั้นมาก แล้วเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม

 

ได้รอยยิ้มมุมปากกลับมาทีหนึ่ง ก่อนตามด้วยเสียงทุ้มนุ่มๆ

 

รู้ไหมว่าการที่คนเราบังเอิญเจอกันสามครั้ง มันหมายความว่ายังไง?

 

“หะ?” แปลออกนะ แต่ไม่เก็ท

 

ไลม์ยกยิ้มให้กับใบหน้าเอ๋อๆ แล้วก้มลงขยับหน้าเข้าไปใกล้ “หมายความว่า เรามีดวงสมพงศ์กันไงล่ะ ...เจอกันครั้งหน้าผมไม่ปล่อยให้เราเป็นแค่คนแปลกหน้าแน่ๆ” ริมฝีปากของไลม์ขยับไปใกล้ใบหูเล็ก แกล้งทำเสียงกระซิบ “แล้วเจอกันใหม่นะ แฮมสเตอร์

 

แพทเทิร์นยังนั่งยองๆ อยู่ท่าเดิมขณะพยายามไล่เรียงความคิดจากสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ทั้งที่คนพูดเดินผิวปากสองมือล้วงกระเป๋าจากไปไกลแล้ว

 

...ดวงสมพงศ์? คนแปลกหน้า? เจอกันใหม่? แฮมสเตอร์บ้าอะไรล่ะ!!

 

 

 

_______________________________

 

 

 

“อะไรฮักๆ ซาฟารีๆ นะ? โอ้ยไซน์ พี่ไปไม่ถูกหรอก จริงๆ นะ”

 

สามทุ่มยี่สิบสองนาที แพทเทิร์นยังคงอยู่ที่ย่านเดิมในอับกุจอง เขาเดินเล่นแล้วแวะกินข้าวแถวนั้นอยู่นาน ตั้งใจว่านั่งย่อยไก่ทอดในท้องสักหน่อยแล้วจะกลับที่พักเลย แต่ยังไม่ทันจะเดินพ้นประตูร้าน น้องสาวตัวดีก็โทรมางอแงง๊องแง๊งบอกให้เขาไปหา

 

ฮักดงซากอรี! ...เอางี้นะพี่แพท เดี๋ยวพี่แพทโบกแท็กซี่แล้วเอาโทรศัพท์ให้คนขับ ไซน์จะคุยให้เอง’

 

“เอางั้นเหรอ?”

 

...เออ เอางั้นก็เอางั้น ศีรษะเล็กส่ายไปมากับความเอาแต่ใจของน้องสาว เดินไปโบกแท็กซี่อย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

สิบนาทีต่อมาแพทเทิร์นก็มายืนอยู่หน้าผับหรูหราแห่งหนึ่งที่ควบลานโบว์ลิ่งไว้พร้อมสรรพ ขนาดของร้านและยี่ห้อรถที่จอดเรียงรายอยู่ข้างหน้าบ่งบอกฐานะคนเที่ยวเป็นอย่างดี

 

แล้วน้องสาวเขามายืนทำแป๊ะอะไรแถวนี้ดึกๆ ดื่นๆ ?!

 

“ไซน์!” แพทเทิร์นตะโกนเรียกน้องสาวที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดระหว่างรถสองคันที่จอดอยู่ริมฟุตบาท

 

“พี่แพท ชู่ว์! อย่าตะโกนสิ” เด็กสาวรีบวิ่งออกมาดึงตัวพี่ชายหลบไปยังทิศทางที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่

 

มีเด็กสาวอีกสองคนยืนอยู่ด้วย เป็นคนเกาหลีทั้งคู่นั่นแหละ

 

ดีไซน์แนะนำพี่ชายให้เพื่อนของเธอฟังด้วยท่าทางภูมิอกภูมิใจ เพราะเพื่อนออกปากชมทันทีว่าพี่แพทของเธอนั้นน่ารักอย่างที่โม้ไว้จริงๆ ด้วย

 

แพทเทิร์นยืนมึนกับภาษาเกาหลีหงุงหงิงของเด็กผู้หญิงสามคนไม่นานนัก ดีไซน์ก็หันขยับมาหาพร้อมวางมือลงบนไหล่ทั้งสองข้างของพี่ชาย

 

“พี่แพทช่วยไซน์หน่อยนะ”

 

หน้าตาน้องสาวไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด

 

“ช่วยอะไร?”

 

“ช่วยถ่ายคลิปยูมินให้ไซน์หน่อย!”

 

“หา?” งงสิครับ แล้วเขาจะไปถ่ายคลิปยูมินได้ที่ไหนกันเล่า?!

 

แต่ปริศนาของแพทเทิร์นก็ถูกไขกระจ่างในวินาทีต่อมา

 

“เนี่ย วงของยูมินเขามาเล่นโบว์ลิ่งกันที่นี่ พวกไซน์อายุยังไม่ถึงเข้าไปไม่ได้ พี่แพทช่วยไซน์หน่อยนะ”

 

“นี่อย่าบอกนะ ว่าลงทะเบียนเรียนเมื่อเช้าเสร็จแล้วเธอก็มาตามดาราทั้งวัน?”

 

ดีไซน์ยิ้มแผล่ “ก็แค่มาตามๆ เอง เดี๋ยวพอเริ่มเรียนไซน์ก็ไม่มีเวลาตามแล้ว พี่แพทอย่าบอกป๊าน้า~” แถมลูกอ้อนด้วยการช้อนสายตาน่าสงสาร

 

จริงๆ แพทเทิร์นก็ไม่ได้สงสารอะไรหรอก เพียงแต่ดีไซน์ก็ช่วยเขาปิดป๊าเรื่องที่เขามีแฟนเป็นผู้ชายโดยที่เขาไม่ได้ขอให้ช่วยเลยด้วยซ้ำ แล้วยังเรื่องที่รุ่นน้องโรงเรียนมัธยมที่ตามตื้อเขาอีก ...ช่วยน้องตอบแทนแค่นี้จะเป็นไรไปเล่า

 

“...ก็ได้ แค่ถ่ายอย่างเดียวใช่ไหม?”

 

คนทำหน้าหงอยฉีกยิ้มกว้างทันที พยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ๆ แต่พี่แพทต้องแอบๆ หน่อยนะ เกิดถูกจับได้ขึ้นมาเรื่องใหญ่แน่ๆ”

 

“รู้แล้วน่า” หันหลังจะเดินไปหน้าร้านก็ถูกมือเล็กคว้าไหล่ไว้หมับ

 

“เอากระเป๋าเป๋กับกระเป๋ากล้องมาฝากไซน์ก่อน พี่แพทเอากระเป๋าเงินกับโทรศัพท์ไปก็พอแล้ว เอ้ย พาสปอร์ตเอาไปด้วยๆ” จัดการแกะเป้ออกจากไหล่พี่ชายด้วยตัวเองเสร็จสรรพ

 

“เดี๋ยวพี่แพท!”

 

“อะไรอีกล่ะ? เฮ้ย! ทำอะไร...” ถูกน้องสาวยีผมซะยุ่ง ไม่ให้ตกใจได้ยังไง

 

“โอเค แบบนี้แหละ ใช้ได้! ไปได้ละพี่แพท” ยิ้มกว้าง โบกมือไล่อย่างอารมณ์ดี

 

 

 

 

แค่ก้าวพ้นประตู ยังไม่ทันจะเดินเข้าไปถึงเค้าท์เตอร์ บริกรสองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่งก็รีบเดินเข้ามาขอดูพาสปอร์ตเอากลางทาง

 

มองหน้าสลับกับมองพาสปอร์ตถึงสามรอบ กว่าจะปล่อยให้คนตัวเล็กเดินไปที่เค้าท์เตอร์ได้ ระบุเจาะจงว่าต้องการที่นั่งฝั่งลานโบวลิ่งแล้วก็มีบริกรชายเมื่อครู่มาพาไปที่โต๊ะ

 

พอเข้ามาข้างในจริงๆ แล้วแพทเทิร์นถึงได้รู้ว่าผับที่นี่เขาแบ่งเป็นหลายโซน โซนที่เขามานั่งเป็นโซนที่มีกิจกรรมทำระหว่างดื่ม ไม่ได้มีแค่ลานโบว์ลิ่ง แต่ยังมีโต๊ะสนุกด้วย เขาได้นั่งโต๊ะเล็กๆ ริมรั้วกั้นใกล้กับลานโบว์ลิ่ง และใกล้กับโต๊ะสนุกตัวแรก

 

หลังจากสั่งแค่เบียร์ขวดเดียว แพทเทิร์นก็ไม่รอช้ารีบหันไปมองหายูมิน เขาไม่ต้องใช้ความพยายามเลยสักนิดเดียวแม้ไฟในผับจะมืดสลัวก็ตาม เพราะกลุ่มที่ยูมินอยู่นั้นเด่นสะดุดตาที่สุด อาจเพราะจำนวนคนที่มีมากกว่ากลุ่มอื่น หรืออาจจะเพราะความเป็นศิลปินมันทำให้คนพวกนั้นเหมือนจะมีออร่าสะท้อนแสงได้ อย่างไรก็แล้วแต่ ลู่สุดท้ายริมกำแพงนั่นคือกลุ่มศิลปินวงโปรดของน้องสาวเขาแน่นอน

 

...แล้วจะไปตรงนั้นได้ยังไง?

 

ระยะห่างจากจุดที่แพทเทิร์นนั่งอยู่นั้นไม่อำนวยให้กล้องไอโฟนถ่ายเลยสักนิดเดียว อืม...ถ้าทำเป็นเดินไปเข้าห้องน้ำล่ะ? กะสายตาจากห้องน้ำแล้ว ถ้าหากเดินไปก็คงเข้าใกล้กลุ่มยูมินได้มากอยู่ ดีไซน์ไม่ได้บอกนี่ว่าต้องถ่ายให้เห็นหน้า งั้นเขาแค่ถ่ายรวมๆ ไปก็พอ

 

กระดกเบียร์ที่เพิ่งมาเสิร์ฟสองอึกแล้วลุกขึ้นยืน มือจับไอโฟนในกระเป๋าเสื้อฮูดไว้พร้อม

 

อีกไม่กี่ก้าวจะถึงจุดยุทธศาสตร์แล้ว หันหน้าไปถ่ายตอนนี้เลยแล้วค่อยรีบเข้าห้องน้ำ เอาสักสิบวินาทีก็พอ ถ้าไม่มีใครสนใจก็ค่อยทดเวลาต่อ

 

เอาล่ะนะ...

 

คุณ คุณครับ หยุดก่อนครับ!

 

ครับ?” แพทเทิร์นหมุนตัวไปเกือบจะเป็นจังหวะที่ตั้งใจว่าจะหยิบไอโฟนออกมาถ่าย พนักงานชายคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในระยะสายตาโฟกัสเสียก่อน ไม่ใช่คนเดียวสิ ยังมีอีกสามคนเดินลิ่วตรงมาด้วย หน้าตานี่บอกชัดว่าตกใจมาก คงไม่คิดใช่ไหมว่าเขาเป็นเด็กอายุไม่ถึงยี่สิบน่ะ?

 

เพราะแพทเทิร์นรับคำเป็นภาษาอังกฤษ พนักงานจึงถามเป็นภาษาอังกฤษกลับ “รบกวนขอตรวจพาสปอร์ตด้วยครับ

 

...โดนตรวจสองรอบ ควรจะดีใจไหมว่าตนเองหน้าเด็ก?

 

พนักงานสี่คน ตาแปดคู่ เสียงซุบซิบสี่เสียง ต่างมองเขาสลับกับพาสปอร์ตแล้วคุยอะไรกันแพทเทิร์นก็แปลไม่ออก แต่นอกจากพนักงานที่มายืนรุมล้อมแล้ว เขาที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำก็ได้ตกเป็นจุดเด่นไปเรียบร้อยแล้ว

 

รู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็คนที่เดินเข้าเดินออกห้องน้ำหยุดมองเขาน่ะสิ และอ้อ! กลุ่มคนเยอะๆ ตรงริมกำแพงนั่นก็หยุดเล่นโบว์ลิ่งหันมามองกันหมดด้วย!!

 

โอ้ โอเคครับ ขอโทษนะครับที่เรียกไว้ เชิญตามสบายครับ” ตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่ได้หลอกแล้ว คนตัวเล็กก็ถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตตามลำพังเช่นเดิม

 

โดนไปแบบนี้แล้วใครยังจะมีอารมณ์ถ่ายคลิปได้อีก แพทเทิร์นหมุนตัวรีบเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างไม่สนใจศิลปินหน้าไหนทั้งนั้น

 

เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยถ่าย ขอเวลาตั้งหลักสักครู่…

 

อ้อยอิ่งอยู่ในห้องน้ำพอประมาณ แพทเทิร์นก็ค่อยๆ ย่องมาดูลาดเลา อืม...ถ้าถ่ายจากมุมกำแพงทางเข้าห้องน้ำก็พอจะถ่ายเห็นกลุ่มของยูมินได้อยู่นะ แต่ดีไซน์คงด่าแน่ๆ เพราะไอโฟนถ้าซูมมันจะได้ไฟล์ที่แย่บรม

 

แต่ก็ดีกว่าไม่ได้คลิปอะไรเลยล่ะน่า

 

คิดเอาเองเรียบร้อยแล้วก็ไม่รอช้า ถ่ายให้มันเสร็จๆ จบๆ จะได้ออกไปเสียที บอกตามตรงว่าแค่เจอไลม์คนเดียวเข้าไปก็ทำเอาเขามึนจนไม่คิดอยากเจอศิลปินคนไหนอีกเลยจริงๆ

 

 

ปับ!

 

 

“อื้อ!” แพทเทิร์นร้องครางในคอด้วยความเจ็บ ไอโฟนกระแทกเข้าดั้งเต็มๆ อยากจะกรีดร้องด้วยซ้ำแต่ติดตรงที่ถูกมือใหญ่ของใครบางคนปิดปากเขาแน่นสนิท

แล้วแม่ง! ตบไอโฟนกระแทกหน้าเขาเข้ามาได้!!

 

“อื้อๆ !”

 

ถูกจับลากถูลู่ถูกังกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง แพทเทิร์นไม่ทันเห็นว่าคนอื่นมองมาด้วยสายตาแบบไหน เขากำลังพยายามดิ้นต่อสู้คนที่รวบแขนปิดปากเขาจากด้านหลังอย่างเอาเป็นเอาตาย กระทั่งถูกเหวี่ยงลงนั่งบนชักโครกที่ปิดฝา ตามด้วยเสียงกระแทกประตูพร้อมล็อคนั่นล่ะ ถึงได้เป็นอิสระ เงยหน้าขึ้นกระแทกเสียงใส่ทันที

นี่คุณคิดจะทำอะไรเนี่ย! อ๊ะ.......!

 

ตกใจสิครับ ใครเป็นเขาก็ต้องร้องอ๊ะทำหน้าเหวอแบบนี้เหมือนกันนั่นล่ะ

 

...ในเมื่อมีเมเนเจอร์หน้าเข้มมายืนจ้องเสียใกล้ขนาดนี้น่ะ!

 

 

“ส่งโทรศัพท์คุณมา”

 

 

เอ่อ... เวลาคนหล่อทำหน้าดุ น่ากลัวจริงๆ ให้ตายเหอะ!

 

 

 

_______________________________

TBC

Subject Author
Chapter 00 - จุดเริ่มต้น KimYoonBe
Chapter 01 - การเดิมพันครั้งสุดท้าย KimYoonBe
Chapter 02 - เดินทางไปเกาหลีใต้ KimYoonBe
Chapter 03 - เพราะดวงสมพงษ์กัน? KimYoonBe
Chapter 04 - ถ้าเมเนเจอร์จะโหดขนาดนี้...! KimYoonBe
Chapter 05 - แลกเบอร์กัน...โอป้า? KimYoonBe
Chapter 06 - คิมซึงฮวาน กับเด็กขี้เมา KimYoonBe
Chapter 07 - มันต้องเป็นเพราะความเมาแน่ๆ KimYoonBe
Chapter 08 - อะไรนะ? เดทกับไอดอล?! KimYoonBe
Chapter 09 - จูบนี้มันอะไรกันครับ?! KimYoonBe
Chapter 10 - เป็นไงล่ะ จูบคืนแบบนี้ตกใจล่ะสิ?...! KimYoonBe
Chapter 11 - เขาเนี่ยนะเป็นชู้กับคิมซึงฮวาน?! KimYoonBe
Chapter 12 - ผมตกหลุมรักคุณมาสองปีแล้ว KimYoonBe
Chapter 13 - จูบเป็นยาแก้ปวดฉุกเฉิน KimYoonBe
Chapter 14 - คนที่ 'ชอบ' ก็มีอยู่คนนึง KimYoonBe
Chapter 15 - มากกว่าความหลงใหล KimYoonBe
Chapter 16 - ...ที่รัก... KimYoonBe
Chapter 17 - ตกลงเราคบกันแล้วนะ KimYoonBe
Chapter 18 - เรื่องจูบ ถือว่าเจ๊ากัน KimYoonBe
Chapter 19 - สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ KimYoonBe
Chapter 20 - เพราะคุณคือโชคชะตาสำหรับผม KimYoonBe
Up