Skip to menu

XEDITION

คำสาปสวรรค์

สถานะ : ยังไม่จบ

KimYoonBe

 

คำสาปสวรรค์

ปฐมบท - หมิงเซียน

 

 

ในวันที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นเปิดโล่ง ดาวนับร้อยพันส่องแสงสว่างกระจ่างตา เสียงเด็กทารกร้องก้องสะท้อนภายในบ้านไม้หลังโทรม แรงลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างวูบหนึ่ง พัดพาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของทารกน้อยกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ แสงจันทร์และแสงตะเกียงส่องกระทบกับร่างเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดมา ย้ำทุกสายตาที่อยู่ในที่นั้นให้เห็นชัดถึงความแปลกประหลาดกับทารกในอ้อมแขนของคนทำคลอด ทั้งเส้นผม คิ้ว และขนตานั้นมีสีขาวพิสุทธิ์ดั่งหิมะ ผิวกายนวลผ่องจนยากจะคิดว่าเป็นผิวของคนธรรมดา ความตกตะลึงเกิดแก่ผู้เป็นบิดาและหญิงชราผู้ทำคลอด ทั้งสองมองหน้ากันสลับกับมองเด็กทารกอย่างต้องการความแน่ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ตาฝาดไป

 

“ลูกข้า...ลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง”

 

เสียงอ่อนแรงของผู้เป็นมารดาร้องถามกังวลกับความเงียบของคนภายในห้อง หญิงวัยกลางคนพยายามจะลุกขึ้นนั่งหากร่างกายไม่อำนวย ร้อนถึงสามีต้องรีบขยับไปช่วยประคอง พร้อมบอกว่าลูกชายของพวกเขานั้นปลอดภัยดีและมีอวัยวะครบสามสิบสอง ทว่าปากที่กำลังจะเอ่ยต่อนั้นกลับค้างอยู่นานหลายอึดใจจนฝ่ายภรรยามีสีหน้ากังวล เธอเอื้อมมือไปบีบมือหยาบของคนรัก

 

“เจ้าจะบอกสิ่งใด? ลูกของเรามีอะไรผิดปกติหรือ? เร็วเข้า ส่งลูกมาให้ข้าดู”

 

ผู้เป็นสามีรวบมือของภรรยามากุมไว้แน่น “โถ่ ฉิงเหมย จะดีจะร้ายอย่างไรเขาก็เป็นลูกของเรา ขอเจ้าอย่าตกใจไปเลย”

 

ยิ่งฟังสิ่งที่สามีบอก ฉิงเหมยก็ยิ่งเป็นกังวล กระทั่งสามีอุ้มลูกชายมาหานาง อาการเจ็บแผลคลอดไม่ได้มีผลอันใดเลยในเวลานี้ เมื่อลูกชายตัวน้อยที่เธอได้เห็นมาอยู่ตรงหน้านั้นมีสภาพอย่างไร

 

“ลูกแม่...” ฉิงเหมยเอื้อมมือออกไปรับลูกชายมาไว้ในอ้อมแขน ไม่มีเลยสักนิดที่เธอจะหวาดกลัวลูกชายตนเอง สิ่งที่เธอเห็นคือลูกชายของเธอนั้นงดงามเหลือเกิน ผิวกายของเด็กน้อยนั้นผุดผ่องแตกต่างจากเธอและสามีผู้มีอาชีพเป็นชาวนายากจนเนื้อตัวมอมแมม เธอประคองโอบกอดทารกตัวน้อยไว้อย่างทะนุถนอม ก่อนเอ่ยชื่อของลูกชายออกมา

 

“...หมิงเซียน...”

 

 

 

หลังจากคลอดหมิงเซียน ฉิงเหมยและสามีต้องพบเจอกับความยากลำบากมากกว่าที่เคย คนในหมู่บ้านไม่ยอมรับลูกชายของเธอ ต่างพูดกันว่าหมิงเซียนเป็นเด็กปีศาจ หากให้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่อไปจะต้องเกิดเภทภัยร้ายแรงอย่างแน่นอน ในปีที่สองหลังวันเกิดครบรอบของหมิงเซียนเพียงหนึ่งวัน ไฟได้ไหม้หมู่บ้านครั้งใหญ่จนไร่นาได้รับความเสียหายกว่าครึ่ง บ้านเรือนถูกไฟลามไปหลายหลัง เมื่อเหตุการณ์สงบลงคนในหมู่บ้านก็ตั้งขบวนขับไล่ครอบครัวของฉิงเหมยอย่างรุนแรง ทั้งทำลายบ้านและปาข้าวของใส่คนทั้งสาม เสียงตะโกนด่าดังไม่ขาดสาย จนในที่สุดผู้เป็นสามีก็ยอมจูงมือลูกเมียออกจากบ้านไปอย่างยอมแพ้ พวกเขาขนเสื้อผ้าติดตัวไปเท่าที่ทำได้ ข้าวของมีค่าอะไรนั้นสำหรับคนจนๆ อย่างพวกเขาแล้วเป็นเรื่องไกลตัวมาก สิ่งเดียวที่มีค่าสำหรับสองสามีภรรยามีเพียงลูกน้อยในอ้อมแขนนี้เท่านั้น

 

ฉิงเหมยและสามีพากันเข้าไปในป่า มองหาทำเลที่พอจะทำเป็นที่อยู่อาศัยได้ ยังดีที่ผู้เป็นสามีนั้นมีทักษะด้านช่างไม้ เพียงสามวันพวกเขาก็มีกระท่อมเล็กๆ เป็นที่พักอาศัย สามียังคงกลับไปทำงานที่ไร่นาเหมือนเดิม โดยที่ภรรยาเลี้ยงลูกอยู่ในกระท่อมไม้อย่างแทบจะไม่ได้ออกไปพบเจอใคร พวกเขาอยู่กันแบบนี้จนเข้าปีที่สิบสอง หมิงเซียนมีอายุสิบสี่ปีเต็ม ยิ่งหมิงเซียนโตมากเท่าไหร่ ฉิงเหมยก็ยิ่งกังวลมากเท่านั้น ลูกชายของเธอมีรูปร่างหน้าตาสะสวยงดงามเสียยิ่งกว่าหญิงสาวคนใดที่เธอเคยพบเจอ น้ำเสียงเล่าก็ไพเราะราวกับเสียงบรรเลงของพิณ ทว่าไม่ว่าลูกชายของเธอจะห่างไกลจากคนธรรมดามากแค่ไหน เธอก็คิดว่าลูกของเธอนั้นเป็นเทพมากกว่าปีศาจร้าย เพราะมีสิ่งหนึ่งที่แม้แต่สามีของเธอก็ไม่รู้ นั่นคือหมิงเซียนสามารถรักษาบาดแผลให้หายได้ในพริบตา

 

ครั้งแรกที่เธอรู้เรื่องนี้ คือวันที่เธอพาหมิงเซียนไปเก็บผลไม้ในป่าลึกแล้วเธอเกิดสะดุดรากไม้จนหกล้มทำให้มีบาดแผลใหญ่ที่หัวเข่าดูน่ากลัว หมิงเซียนวัยห้าขวบเห็นดังนั้นก็เดินมาหาผู้เป็นแม่ สองมือน้อยๆ วางลงเหนือบาดแผลแล้วนิ่งค้างไว้ และในชั่วพริบตานั้นเอง บาดแผลก็ค่อยๆ ปิดสนิทหลงเหลือแต่คราบเลือดบนผิวเนื้อเท่านั้น ฉิงเหมยตกตะลึงอย่างที่สุด เธอจับลูกน้อยของเธอมาถามว่าทำได้อย่างไร คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงการสั่นศีรษะเท่านั้น เมื่อถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าทำเช่นนี้ได้ หมิงเซียนก็เล่าให้ฟังว่าเคยจับแผลที่มือตัวเองแล้วมันหาย แต่ก็ต้องแลกกับการที่ร่างกายตนเองจะอ่อนแอลงด้วย ตั้งแต่วันนั้นฉิงเหมยก็สั่งห้ามไม่ให้หมิงเซียนพูดเรื่องนี้กับใครทั้งนั้นแม้แต่พ่อของตนเอง และสั่งห้ามใช้วิธีนี้รักษาใครอีกเด็ดขาด

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หมิงเซียนไม่เคยรักษาบาดแผลใดอีกเลย ทว่าเมื่อสองปีก่อนเขาลองใช้มันอีกครั้งกับบาดแผลของตนเอง และค้นพบว่ามันไม่หายอย่างที่นึกว่ามันจะเป็น นับจากวันนั้นหมิงเซียนก็เลิกสนใจความสามารถสุดพิเศษนี้ของตนเอง จนกระทั่งวันนี้ วันที่ทำให้เขารู้ว่าเขายังสามารถรักษาบาดแผลให้คนอื่นได้

 

หมิงเซียนในวัยสิบสี่ปีเต็มออกมาเดินเล่นในป่าเช่นเคย เขาชอบมาที่น้ำตกมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ที่แห่งนี้จะเปลี่ยนสีทำให้สถานที่บริเวณนี้ดูสวยสดงดงามเป็นอย่างมาก ธารน้ำตกมีน้ำอยู่ตลอดทั้งปี เสียงนกร้องและเสียงของน้ำตกทำให้บรรยากาศสดชื่น เด็กชายร่างโปร่งบางทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหิน ปลายเท้าขาวจัดที่โผล่พ้นชายเสื้อมอซอแตะระผิวน้ำเย็น ผีเสื้อที่ตอมอยู่ต่างบินแตกกระจายเป็นวงกว้างก่อนบินกลับมาใกล้ท่อนขาขาวซึ่งหอมกว่าดอกไม้ที่พวกมันเคยพบเจอ

 

หมิงเซียนนั่งเล่นอยู่เป็นนาน พลันเสียงสวบสาบดังขึ้นที่ด้านหลัง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีขาวยาวถึงสะโพกหันไปมองตามเสียงทันที แล้วก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่ามีร่างของใครบางคนที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉานเพิ่งล้มลงกองกับพื้นดินตรงหน้า โดยไม่รอช้า หมิงเซียนรีบลุกไปดูชายคนนั้นทันที เขาเดาไม่ออกว่าคนคนนี้ไปโดนอะไรมาถึงมีสภาพเช่นนี้ได้ ทั่วทั้งตัวดูเหมือนจะเต็มไปด้วยบาดแผลลึก ร่างโปร่งนิ่งดูคนหมดสตินั้นอยู่หลายอึดใจก่อนหลับหูหลับตานั่งลงแล้วลองเอื้อมมือทั้งสองข้างออกไป

 

ราวกับพลังชีวิตถูกดูดออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว กว่าที่บาดแผลทั้งหมดบนร่างกายของชายแปลกหน้าจะหายสนิท หมิงเซียนก็แทบจะเป็นลม ภาพที่เห็นนั้นซ้อนกันจนเบลอ เรี่ยวแรงมลายหายไปเสียสิ้น เขานั่งอ่อนแรงอยู่ตรงนั้นจนร่างกายเริ่มมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง ชายแปลกหน้ายังคงไม่ได้สติ เขาจึงรีบเดินทางกลับไปกระท่อมเพื่อบอกแม่ว่ามีคนบาดเจ็บสาหัสอยู่ตรงนี้ เมื่อไปถึงที่กระท่อม แม่ของเขากำลังเตรียมของทำอาหารเย็นรอพ่อกลับมา หมิงเซียนเดินเข้าไปหาหญิงวัยสี่สิบกว่าอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะโกรธไหมที่เขาทำเรื่องที่เคยถูกห้ามไปแล้ว

 

“เจ้าทำอะไรนะ!”

 

เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อเล่าจบหมิงเซียนก็ถูกแม่เอ็ดตะโรยกใหญ่ แม่บอกให้เขารีบนำทางไปให้เร็วที่สุด เดินจากกระท่อมไปที่ธารน้ำตกนั้นใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ทว่าหมิงเซียนนึกอยากให้ระยะทางมันยาวกว่านี้อีกสักหน่อย เขาเริ่มกลัวอะไรก็ตามที่แม่ของเขาเป็นกังวลอยู่หลังจากที่เขาเล่าเรื่องช่วยชีวิตคนแปลกหน้าให้ฟัง ทว่าเมื่อมาถึงกลับไม่พบคนที่หมิงเซียนช่วยชีวิตไว้ ที่ตรงนั้นเหลือเพียงคราบเลือดและเศษผ้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น

 

ฉิงเหมยหยิบเศษผ้าสีหม่นที่ชุ่มไปด้วยเลือดขึ้นมา แล้วก็ต้องใจหายวาปเมื่อคนที่ลูกชายของเธอช่วยชีวิตไว้นั้นเป็นทหารหลวง ดูจากตราสัญลักษณ์ที่ปักอยู่บนเศษธงนี้ไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน เธอถามย้ำลูกชายหลายต่อหลายครั้งว่าคนคนนั้นได้เห็นหน้าลูกหรือไม่ และถึงแม่ว่าหมิงเซียนจะส่ายหน้าปฏิเสธเธอก็ยังไม่อาจเบาใจได้

 

หมิงเซียนไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ฉิงเหมยรู้ว่าในแผ่นดินนี้การที่มีคนอย่างหมิงเซียนย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ เธอกลัวว่าหากมีคนรู้เรื่องหมิงเซียนเข้าจะเกิดอันตรายกับลูกชายของเธอได้ หากใครคิดร้ายหาว่าลูกชายเธอเป็นปีศาจอีกล่ะก็ ชีวิตของหมิงเซียนจะต้องจบลงอย่างแน่นอน เธอสู้อุตส่าห์หลบหนีมาอยู่ในป่าแล้ว เธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกชายของเธอได้เป็นอันขาด

 

ทั้งสองคนกลับไปที่กระท่อมพอดีกับที่สามีของฉิงเหมยมาถึง ทั้งสองคนคุยกันเรื่องที่หมิงเซียนทำไปวันนี้ เป็นเพราะฉิงเหมยและหมิงเซียนไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนมานานหลายปีแล้ว คำบอกเล่าที่สามีเอ่ยมานั้นจึงพาเอาเธอหวั่นใจอย่างที่สุด ช่วงนี้มีสงครามเกิดขึ้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ ป่านี้อยู่บนเขาที่กั้นระหว่างรัฐถิงและรัฐฉางจง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทหารคนนั้นไปเล่าให้คนอื่นฟังว่าตนหายจากบาดแผลได้อย่างไร ทหารเหล่านั้นจะต้องมาตามหาหมิงเซียนอย่างแน่นอน

 

คืนนั้นฉิงเหมยยังคงนั่งปรึกษากับผู้เป็นสามี เธอหันไปมองหมิงเซียนที่นอนหลับสนิทอยู่ในผ้านวมผืนเก่า ใบหน้าแก่เกินกว่าวัยหันกลับมาด้วยสีหน้ากังวล

 

“เราจะทำยังไงดี”

 

“เจ้าอย่าเพิ่งวิตกไปเลย ลูกก็บอกแล้วว่าคนผู้นั้นหมดสติอยู่ ข้าว่าคงไม่มีอะไรหรอก”

 

“แต่ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดีเลย ข้า...”

 

“ฉิงเหมยเอ๋ย หากว่ามันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริง ก็คิดเสียว่าเป็นประสงค์ของสวรรค์เถิด เราทำดีมาโดยตลอด อย่างไรเสียเทพบนสวรรค์ก็ต้องปกป้องเรา เชื่อข้าสิ”

คำปลอบของสามีไม่ได้ช่วยให้ฉิงเหมยสบายใจสักเท่าไหร่ ความดีอะไรนั่นจะช่วยได้จริงน่ะหรือ ทั้งที่ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยระรานใครเลยแท้ๆ แต่ก็ยังถูกคนในหมู่บ้านขับไล่ไสส่งจนต้องหนีมาอาศัยอยู่ในกระท่อมกลางป่าเช่นนี้ หากสวรรค์เห็นค่าพวกเขาจริง จะปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพอย่างนี้หรือ

 

“สวรรค์ หากข้าจะขอได้เพียงสักข้อ ก็ขอให้ไว้ชีวิตลูกชายของข้าทีเถิด”

 

 

 

สามวันต่อมาฉิงเหมยค่อยเริ่มเบาใจว่าคงไม่มีใครมาตามหาหมิงเซียนแล้ว เธอจึงอนุญาตลูกชายให้ออกไปเดินเล่นได้อย่างเคย แต่ก็ยังกำชับให้กลับก่อนอาทิตย์ตกดิน

หมิงเซียนเดินเล่นไปยังธารน้ำตกเช่นเคย เขาชอบที่ตรงนี้มากจริงๆ แค่ได้มานั่งมองนั่งฟังเสียงธรรมชาติ จิตใจก็รู้สึกสงบและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศเย็นสบายทำให้ร่างโปร่งผล็อยหลับไปอย่างไม่ตั้งใจ กว่าที่เจ้าตัวจะตื่นแสงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที เขารีบลุกขึ้นรวดเร็วแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปยังกระท่อม อีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงแล้ว พลันจมูกรับกลิ่นไหม้ได้ฉับพลัน ท่อนขาบางรีบจ้ำเท้าเร็วมากขึ้น ความกลัวเกาะขั้วหัวใจอย่างรุนแรง หมิงเซียนจำชั่ววินาทีที่เห็นภาพของกระท่อมถูกไฟไหม้ได้อย่างแม่นยำ แสงไฟน่ากลัวนั้นลุกโชติช่วงสูงขึ้นไปท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำ

 

“ท่านแม่! ท่านพ่อ!”

 

หมิงเซียนตะโกนลั่น เขาพยายามวิ่งเข้าไปแต่ไม่อาจเข้าใกล้ตัวกระท่อมได้เลย ความร้อนจากเปลวเพลิงนั้นรุนแรงมาก และจากที่เห็น ไฟน่าจะไหม้มาอย่างน้อยก็หนึ่งชั่วยามแล้ว หากว่าพ่อกับแม่อยู่ในนั้นก็คงไม่มีทางรอด ร่างโปร่งทรุดลงนั่งกับพื้นดิน สองมือตกอยู่ข้างลำตัวไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกดูเหมือนจะหายไปจากร่างบอบบางที่นั่งอยู่ตรงนี้ และจะด้วยความบังเอิญหรือสวรรค์สร้างก็ไม่อาจรู้ได้ ทันทีที่หยดน้ำตาของหมิงเซียนไหลออกมจากดวงตาสีดำคู่นั้น หยาดฝนห่าใหญ่ก็ร่วงลงมาจากฟ้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

หมิงเซียนนั่งร้องไห้ท่ามกลางพายุฝนอยู่ตรงนั้นนานหลายชั่วยาม

 

 

 

สายฝนยังคงโหมกระหน่ำ เปลวเพลิงถูกดับหมดแล้ว เหลือให้เห็นเพียงซากปรักหักพังของกระท่อมไม้ และร่างไร้วิญญาณสองร่าง การที่ได้เห็นศพของพ่อและแม่ต่อหน้าต่อตานั้นยิ่งสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้กับหมิงเซียนอย่างที่สุด หากเขาไม่มีเวลาให้ทำใจได้มากกว่านั้น เสียงโหวกเหวกของคนกลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะย้อนกลับขึ้นเขามานั้นดังอยู่ไม่ไกล หมิงเซียนรู้ตัวช้าไป เขาไม่อาจลุกหนีกลุ่มคนที่เพิ่งกรูเข้ามาได้ สีหน้าประหลาดใจและตกตะลึงเกิดขึ้นแก่ใบหน้าของทหารเลวทุกคนที่ได้เห็นหมิงเซียน

 

“ต้องเป็นเจ้าคนนี้แน่! จับมันไว้!”

 

เสียงร้องสั่งของคนบนหลังม้านั้นดังสะท้อนก้องสายฝน หมิงเซียนลนลานอย่างไม่รู้จะหาทางหนีได้อย่างไร พลันสองแขนก็ถูกรวบไว้ด้วยทหารสองคน เขาหวาดกลัวมากเหลือเกิน คนมากมายเช่นนี้เขาเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก เรี่ยวแรงที่อยากต่อต้านพลันหายไปเมื่อปลายกระบี่จอเข้าใต้ลำคอ

 

“จับมันให้ดี อย่าได้ฆ่ามันเสียล่ะ เราต้องใช้มันเพื่อช่วยชีวิตองค์รัชทายาท ไป รีบพามันกลับไปที่ค่ายเร็วเข้า!”

 

ไม่ว่าหมิงเซียนจะดิ้นรนขัดขืนอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นการจับกุมได้ เขาถูกมัดมือมัดเท้าและปิดปากแน่นสนิท รู้สึกเจ็บกับเชือกที่รัดอยู่รอบตัว หมิงเซียนไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้หรือเปล่าที่ฆาตกรรมครอบครัวของเขา แต่ฟังจากที่คนบนหลังม้าพูดแล้วเหมือนกับว่ารู้อยู่แล้วว่ามีเขาอยู่ที่นี่ ซ้ำยังรู้ความสามารถของเขาด้วย อาจจะเป็นเพราะคนที่เขาช่วยชีวิตไว้คนนั้นไม่ได้หมดสติจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป และก็คงไปบอกต่อคนอื่นๆ

 

ร่างโปร่งได้แต่คาดเดาประติดประต่อสถานการณ์ด้วยความสับสน ทว่าหากเป็นไปอย่างที่ตนคิดจริง คนพวกนี้ก็ถือว่าเป็นศัตรู เขาควรจะทำเช่นไรดี เขาไม่อยากช่วยชีวิตคนที่ทำให้พ่อแม่ต้องตาย เมื่อคิดถึงความจริงเรื่องนี้อีกครั้ง หัวใจของหมิงเซียนก็ห่อเหี่ยวลง ทั้งชีวิตของเขามีเพียงพ่อและแม่เท่านั้น แล้วต่อไปนี้เขาจะอยู่ได้อย่างไร จะอยู่ไปเพื่อใคร

 

ด้วยความใสซื่อหรือจะเรียกให้ถูกกว่านั้น ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว การที่ได้ออกมาจากป่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เขาจำความได้ ทุกสิ่งที่ได้เห็นล้วนแปลกใหม่ทั้งสิ้น ความรู้เท่าหางอึ่งจากการสอนงูๆ ปลาๆ ของมารดานั้นช่างน้อยนิดหากเขาคิดจะแก้แค้นใคร หมิงเซียนอ่อนต่อโลกเกินกว่าจะคิดร้ายกับใครได้ เขาไม่รู้แม้กระทั้งคำว่ารัชทายาทนั้นหมายถึงใคร แต่หากให้เขาเดาจากกระโจมพักในค่ายทหารที่เห็นนี้ ก็คงเป็นคนสำคัญมากคนหนึ่ง

 

ทหารที่ควบคุมตัวหมิงเซียนมาตลอดทางพาเดินเข้าไปในกระโจมที่ใหญ่ที่สุด แล้วกดให้เจ้าตัวคุกเข่าลงกับพื้น ร่างโปร่งแทบจะล้มลงอยู่รอมร่อเพราะเรี่ยวแรงที่มีนั้นต่างจากอีกฝ่ายมาก

 

“นี่น่ะหรือคนที่พวกนั้นพูดถึง”

 

ชายแก่ชราที่ยืนอยู่ข้างเตียงคนบาดเจ็บสาหัสเอ่ยถามขึ้นด้วยความสนใจไม่ปิดบัง หากจะให้พูดกันตามตรง ไม่ว่าใครที่ได้เห็นหมิงเซียนก็คงแสดงความสนอกสนใจเช่นนี้ทุกคน

 

“ขอรับท่านหมอหลวงฟ่างฉิน คนผมขาวที่พวกเราเจอก็มีแต่คนผู้นี้เท่านั้น”

 

หมอหลวงฟ่างฉินพยักหน้ารับ หากสายตายังคงหยุดอยู่ที่ร่างโปร่ง เขาเกิดมาจนอายุหกสิบสามก็เพิ่งจะเคยเจอใครที่แปลกประหลาดเช่นนี้ นอกจากจะมีรูปร่างหน้าตางดงามราวกับเทพสวรรค์ ยังมีความสามารถพิเศษเกินกว่าจะเป็นคนธรรมดาได้ อย่างไรเขาคงจะต้องขออยู่ดูให้เห็นกับตาสักครั้ง

 

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสามารถรักษาบาดแผลให้หายได้ราวกับปาฏิหาริย์ เป็นความจริงหรือ?”

 

หมิงเซียนพยักหน้าทั้งที่ยังก้มศีรษะอยู่

 

“ถ้าเช่นนั้นก็อย่ารอช้าอยู่เลย องค์รัชทายาททรงบาดเจ็บสาหัส หากรอช้ากว่านี้คงไม่เป็นผลดีแน่”

 

คนผู้นี้จะเป็นจะตาย เกี่ยวอันใดกับเขากันเล่า หมิงเซียนคิดกับตัวเอง ทำไมเขาจะต้องรักษาคนที่อาจจะเป็นตัวการในการฆ่าพ่อแม่ด้วย ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด

 

ฟ่างฉินมองร่างโปร่งที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เด็กชายคนนี้ไม่รู้หรือไรว่าความเป็นตายขององค์รัชทายาทนั้นสำคัญเพียงไหน ทำไมยังไม่รีบรักษาพระอาการอีก เขานิ่งคิดได้ไม่นานก็ต้องตัดความสงสัยนั้นทิ้งไป เรื่องชีวิตขององค์รัชทายาทนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะรีบจัดการให้เสร็จโดยไว

 

“พวกเจ้า ออกไปเชิญองค์ชายเฟยหลงมาที่นี่เร็วเข้า” เมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ ก็คงต้องใช้ไม้แข็ง แล้วค่อยว่ากันทีหลัง เพราะหากว่าเด็กคนนี้ทำได้จริงดังที่ว่า ก็คงต้องเก็บเด็กคนนี้ไว้ให้ไกลศัตรูมากที่สุด และคนที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ก็มีแต่องค์ชายเฟยหลงเท่านั้น

 

คำสั่งนั้นยังความสงสัยมาให้กับร่างโปร่งที่ยังนั่งคุกเข่าก้มหน้า องค์ชายเฟยหลงงั้นหรือ? องค์ชายคือลูกของต้าอ๋องสินะ หมิงเซียนพยายามเค้นความรู้อันน้อยนิดของตนเองออกมา ต้าอ๋องคือคนที่ปกครองรัฐถิงแห่งนี้ ถ้าอย่างนั้นที่นี่มันก็ต้องเป็นค่ายทหารหลวงน่ะสิ แล้วถ้าให้คิดอีกที รัชทายาทที่ว่านี่ก็คือ คนที่จะเป็นต้าอ๋องในอนาคตใช่หรือเปล่านะ

 

เดี๋ยวก่อนสิ นี่มันเรื่องใหญ่มากเลยไม่ใช่หรือ!

 

ตายล่ะหมิงเซียน เจ้ามีศัตรูเป็นถึงราชวงศ์เลยหรือนี่ เพียงแค่คิดร่างกายก็สั่นสะท้าน ตัวเขาจะเอาอะไรไปแก้แค้นคนระดับนั้นได้กันเล่า โง่เง่าสิ้นดี

 

พรึ่บ

 

เสียงสะบัดม่านที่หน้ากระโจมหยุดความคิดที่กระเจิดกระเจิงของหมิงเซียน เสียงย้ำเท้าดังหนักแน่นบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของเจ้าของฝีเท้า ความเงียบดูจะเงียบมากขึ้นไปอีกเมื่อคนผู้นั้นเข้ามา หมิงเซียนกลั้นใจอย่างห้ามไม่ได้เมื่อปลายเท้านั้นมาหยุดลงเบื้องหน้า และก่อนจะทันได้รู้สึกตัว ปลายกระบี่สีเงินก็ถูกชี้มาตรงหน้า ห่างแค่เพียงครึ่งเชี๊ยะ หัวใจพลันหยุดเต้นผิดจังหวะ

 

“ข้าจะถามเจ้าเพียงครั้งเดียว หากเจ้าตอบว่าทำไม่ได้ ข้าจะตัดคอเจ้าเสีย”

 

นัยน์ตาสีอ่อนที่มองปลายคมกระบี่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปสบตาคนพูด นั่นเป็นครั้งแรก ที่หมิงเซียนรับรู้ว่าความหวาดกลัวใครคนหนึ่งอย่างสุดขั้วหัวใจนั้นเป็นอย่างไร

 

“เจ้ารักษาองค์รัชทายาทได้หรือไม่?”

 

 

จบบท

Up