Skip to menu

XEDITION

คำสาปสวรรค์

สถานะ : ยังไม่จบ

KimYoonBe

 

คำสาปสวรรค์

บทที่ 3 – ลมปราณ

 

 

 

“ข...ขออภัยองค์ชายเฟยหลง กระหม่อมจะรีบไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้”

 

แม้จะเสียมารยาทที่ไม่ได้กล่าวทักทายแขกก่อนเป็นอันดับแรกที่ควรกระทำ แต่หมิงเซียนก็หน้าบางเกินกว่าจะยืนทั้งชุดนอนอยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายได้นานมากกว่านี้ เขารีบกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ แล้วรีบออกมายังห้องรับรองอีกครั้ง

 

เฟยหลงไม่ได้นั่งรอ เขายังคงยืนรออยู่กลางห้อง ท่าทางองอาจนั้นทำให้เจ้าของตำหนักรู้สึกประหม่า นัยน์ตาวาวโรจน์จ้องมองร่างโปร่งเรียบเฉย “องค์รัชทายาทรับสั่งให้ข้าเป็นผู้ฝึกสอนยุทธให้กับเจ้า” คำตอบขององค์ชายทำให้ร่างโปร่งเข้าใจถึงเจตนาที่มาตำหนักตนแต่เช้ามืด

 

ทำไมต้องเป็นองค์ชายเฟยหลงด้วยนะ?

 

หมิงเซียนนึกครางกับตนเองในใจ ไม่รู้ว่าจะเรียนได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ปกติเขาไม่ใคร่เข้าใกล้องค์ชายเฟยหลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการหาวิธีช่วยองค์รัชทายาท เขาไม่ขอเรียนกับองค์ชายเฟยหลงอย่างแน่นอน

 

ร่างสูงหันไปหาเหล่าข้ารับใช้ “พวกเจ้าออกไปให้หมด ปิดตำหนักเสียให้มิดชิด หากผู้ใดมาก็ให้รอที่ด้านนอก” แม้จะบอกอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงตำหนักจิวฝูไม่ค่อยมีแขกมาอยู่แล้ว ตั้งแต่เปิดตำหนักให้หมิงเซียนอยู่อาศัยก็นับนิ้วแขกที่มาตำหนักได้ไม่เกินห้านิ้ว ข้ารับใช้คำนับรับคำสั่งองค์ชายอย่างพร้อมเพรียงแล้วพากันออกจากตำหนักไป

 

เมื่อเหลือกันอยู่เพียงสองคน เฟยหลงก็ชักกระบี่ออกจากบั้นเอว การกระทำนั้นทำเอาหมิงเซียนสะดุ้งตกใจ แล้วก็ต้องตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อฝ่ายนั้นยื่นแขนออกมาแล้วใช้กระบี่เฉือนที่ท้องแขนตัวเอง

 

“องค์ชายทรงทำอะไร!”

 

สีหน้าของเฟยหลงยังคงปกติ เขาเก็บกระบี่ลงฝักแล้วเดินไปใกล้หมิงเซียน “ข้าจะดูว่าเจ้ารักษาบาดแผลอย่างไร”

 

หมิงเซียนนิ่วหน้าเล็กน้อยกับการกระทำของร่างสูงที่ดูเจ้าตัวจะไม่รู้สึกรู้สาอะไร เขาวางมือข้างหนึ่งเหนือบาดแผลเล็กน้อย เพียงเท่านั้นผิวเนื้อก็ค่อยๆ สมานเข้าด้วยกันไม่เหลือร่องรอยบาดแผลให้เห็นแม้แต่น้อย

 

องค์ชายหนุ่มเลื่อนสายตาจากท่อนแขนมองร่างโปร่ง “การรักษาแผลเล็กๆ เช่นนี้ เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”

 

“หากเป็นเพียงบาดแผลเล็กน้อย กระหม่อมเพียงแค่รู้สึกหวิวๆ เท่านั้น”

 

“อืม เจ้าใช้พลังชีวิตเพื่อรักษา ข้าพอจะเข้าใจแล้ว” เฟยหลงวิเคราะห์ การรักษาของคนคนนี้นั้นต้องใช้พลังชีวิตของตนเอง หากว่าเจ้าตัวได้ฝึกลมปราณ ปริมาณการรักษาก็จะแผ่ขยายกว้างขึ้น แต่นั่นก็เท่ากับว่าเจ้าตัวจะต้องใช้พลังชีวิตมากขึ้นเช่นกัน และหากใช้มากเกินไปก็จะกลายเป็นผลร้ายต่อตัวเอง

 

เรียกได้ว่าชีวิตแลกมาด้วยชีวิตก็ไม่ผิด

 

เป็นความสามารถพิเศษที่หาผลดีให้ตัวเองไม่ได้เลยแท้ๆ

 

“หากข้าสอนการฝึกลมปราณให้กับเจ้า ร่างกายของเจ้าอาจจะรับไม่ไหว เจ้ายังยินดีจะเรียนเพื่อช่วยองค์รัชทายาทอยู่อีกรึ?”

 

“เพื่อช่วยองค์รัชทายาท กระหม่อมยินดี” หมิงเซียนตอบหนักแน่น

 

เฟยหลงกดคิ้วลึก จ้องสบนัยน์ตาสีอ่อน “เหตุใดเจ้าถึงยอมช่วยองค์รัชทายาท”

 

“เหตุใดองค์ชายทรงระแวงกระหม่อมถึงเพียงนี้” หมิงเซียนถามกลับ พยายามอย่างยิ่งที่ต้องสบตาดุดันนั้นตรงๆ

 

“เพราะเจ้าเป็นคนนอก ซ้ำยังถูกพาตัวมายังต่างรัฐ หากเจ้าไม่หวังคิดร้ายจริงก็น่าแปลกไม่ใช่หรือ?”

 

หมิงเซียนสุดจะทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจ “กระหม่อมต้องการช่วยองค์รัชทายาทตามสัตย์จริง หากองค์ชายทรงแคลงใจ ถ้าอย่างนั้นจะให้กระหม่อมสาบานต่อฟ้าดินก็ย่อมได้”

 

ทั้งสองคนจ้องสายตากันอยู่หลายอึดใจ จนหมิงเซียนชักเริ่มทนไม่ไหว ภายในอกปวดแปลบอย่างประหลาด แต่ก่อนที่จะยอมแพ้หลุบสายตาลงหนี ร่างสูงก็เคลื่อนตัวผ่านไปยังหลังห้องเสียก่อน

 

“ข้าจะคอยจับตาดูเจ้าเอง” เฟยหลงทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ริมห้อง เขารอจนร่างโปร่งหมุนตัวมาแล้วชี้นิ้วไปที่ตั่งที่นั่งซึ่งมีเบาะรองวางอยู่ “ขั้นแรกเจ้าต้องเริ่มนั่งสมาธิเพื่อฝึกการหายใจให้เป็บระบบ รับรู้ร่างกายจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งที่เรียกว่าตันเถียน...”

 

ฟังไปแล้วเหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงหมิงเซียนกลับพบว่าการจับลมหายใจนั้นยากมาก ซ้ำการอยู่กันตามลำพังกับองค์ชายเฟยหลงยังทำให้เขากระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก ทว่าผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ความเงียบที่ยังคงที่นั้นก็เริ่มทำให้ร่างโปร่งคุ้นชิน ความสนใจเริ่มจับจุดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เขาถูกปล่อยให้นั่งสมาธิทั้งหมดสามชั่วยามแล้วจึงถูกพักให้ทานอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าหมดเวลาสอนขององค์ชายแล้ว

 

การฝึกลมปราณอันเป็นพื้นฐานของการฝึกวรยุทธนั้นดำเนินมาถึงวันที่สิบ หมิงเซียนทำเหมือนที่ผ่านมาด้วยการเดินไปนั่งสมาธิบนตั่ง ทว่าวันนี้องค์ชายกลับมานั่งขัดสมาธิตรงหน้าเสียอย่างนั้น คนเตรียมหลับตาเลยได้แต่มองตาค้าง

 

“การฝึกตันเถียนให้เป็นลมปราณไหลเวียนในร่างกายของเจ้าทำได้ดีแล้ว ขั้นต่อไปข้าจะช่วยให้เจ้าปล่อยพลังลมปราณออกจากร่างกาย วิธีนี้เป็นทางลัด เจ้าจะต้องใช้สมาธิให้มาก ควบคุมลมปราณให้ดี ...หันหลัง แล้วปลดชุดลง”

 

ในทีแรกหมิงเซียนยังไม่ทันทำความเข้าใจ พอเห็นสายตาดุนั้นเข้มขึ้นก็เหมือนเพิ่งได้สติ รีบขยับตัวนั่งหันหลังให้ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจแต่มือก็จัดการคลายเชือกรอบเอวแล้วดึงเสื้อลงมาตามคำสั่ง

 

แผ่นหลังบอบบางผิวเนื้อขาวสว่างที่เห็นนั้นชวนสายตาไม่น้อย แนวกระดูกสันหลังที่เห็นชัดดูยั่วอารมณ์จนน่าหงุดหงิด แม้องค์ชายหนุ่มไม่ใคร่สนใจเรื่องบนเตียงก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าร่างกายที่เห็นดูเหมาะกับเรื่องอย่างนั้นไม่น้อย เขาใช้มือจับเส้นผมสีขาวที่คลอเคลียแผ่นหลังออกไปด้านข้าง เส้นผมนุ่มที่ได้สัมผัสสร้างความรู้สึกบางอย่างจนต้องสูดหายใจเข้าลึก แต่กลับต้องยิ่งนิ่วหน้าเมื่อกลิ่นหอมจากคนร่างโปร่งนั้นชัดเจนมากกว่าปกติ

 

ร่างโปร่งสะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสผ่านๆ จากมือขององค์ชายที่แตะโดนลาดไหล่ เขาข่มใจไม่ให้ร่างกายสั่นอย่างยากลำบาก

 

บรรยากาศอึดอัดค่อยๆ คลายลงเมื่อไม่มีการถูกสัมผัสกันอีก

 

“ข้าจะใช้ลมปราณของข้าเปิดพลังลมปราณให้เจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจะต้องควบคุมลมปราณของตัวเองให้ดี หากคิดว่าควบคุมไม่ไหวให้รีบบอก เข้าใจหรือไม่”

 

“กระหม่อมเข้าใจแล้ว”

 

หมิงเซียนไม่รู้ว่าพลังลมปราณที่ออกมาจากร่างกายนั้นควบคุมยากแค่ไหน กระทั่งไอความเย็นจัดปะทะเข้าที่แผ่นหลังอย่างแรง ความรู้สึกต่อมาคือความวูบโหว่งในร่างกาย ไอสีขาวจางเบาบางแผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเขา และดูเหมือนจะขยายออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด

 

เดี๋ยวก่อนสิ หมิงเซียนตื่นตระหนก เขาควบคุมพลังลมปราณไม่ได้ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่เขายังไม่คุ้นชิน และยิ่งเขาควบคุมสติไม่ได้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เรี่ยวแรงค่อยๆ ถูกดูดออกจากร่างกาย ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน และก่อนสติจะหมดไปพร้อมร่างกายที่ทรุดฮวบลงกับตั่ง เสียงสบถของคนด้านหลังก็ดังเข้าโสตประสาทเป็นสิ่งสุดท้าย

 

“งี่เง่า! อยากตายนักหรือไง!”

 

 

 

 

 

 

 

ความเย็นสบายตามตัวนั้นทำให้รู้สึกดีจนอดครางออกมาเบาๆ ไม่ได้ ร่างโปร่งขยับตัวภายในผืนผ้าผวย อาการนั้นเรียกให้สาวใช้ที่คอยปรนิบัติมาหลายชั่วยามใจชื้นขึ้นมา

 

“คุณชายเลี่ยเจ้าคะ” ลี่เลี่ยนเรียกพลางใช้ผ้าหมาดน้ำแตะผิวแก้มร่างโปร่งเบาๆ

 

“อืม...” หมิงเซียนครางรับ แผงขนตาสีขาวค่อยๆ ขยับก่อนเผยให้เห็นนัยต์ตาสีอ่อนคู่สวย

 

“คุณชายเลี่ยรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ ลี่เลี่ยนให้คนไปตามองค์ชายเฟยหลงแล้ว รอสักครู่นะเจ้าคะ”

 

หมิงเซียนพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่พบว่าเรี่ยวแรงยังมีไม่มากพอจึงได้แต่นอนนิ่งๆ ลี่เลี่ยนบอกว่าเขาหมดสติไปนานถึงสามชั่วยาม องค์ชายเฟยหลงรับสั่งให้ลี่เลี่ยนเข้ามาดูแลเพียงลำพังห้ามใครเข้ามาในห้องนอนเป็นอันขาด

 

“นี่ก็ค่ำแล้ว คุณชายเลี่ยหิวหรือไม่เจ้าคะ”

 

ศีรษะเล็กส่ายไปกับหมอน เขาไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด ซ้ำยังรู้สึกคลื่นไส้แปลกๆ ความร้อนในกายไม่คงที่ ประเดี๋ยวก็หนาว ประเดี๋ยวก็ร้อน แม้จะรู้สึกสบายกับการเช็ดตัวของลี่เลี่ยน แต่ร่างกายก็ยังคงปรับสมดุลย์ไม่ได้

 

ร่างโปร่งนอนลืมตามองเพดานเตียงปริบๆ อยู่อย่างนั้นไม่นาน องค์ชายเฟยหลงก็มาถึงตำหนัก ลี่เลี่ยนออกไปต้อนรับแล้วเชิญเสด็จมาที่ห้องนอน ก่อนจะปิดประตูให้พวกเขาได้อยู่กันตามลำพัง

 

“ไม่ต้องลุกขึ้นมา” เสียงทุ้มบอกเมื่อเห็นคนร่างโปร่งทำท่าจะลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เขาปัดช่ายม่านเตียงไปด้านข้างแล้วนั่งลง มือหยาบใหญ่ที่มักจับกระบี่ออกศึกแตะลงที่หน้าผากชื้นเหงื่อ

 

ภายในอกของหมิงเซียนร้อนวูบขึ้นมา เขารีบหลุบตาลงต่ำ มือสองข้างกำผ้าห่มแน่น

 

“อืม หยินหยางในตัวเจ้ายังไม่สมดุลย์ ข้าไม่น่าใช้วิธีเปิดลมปราณให้เจ้าแบบเร่งรัดเลยจริงๆ แต่เอาเถิด เจ้าคงไม่โง่เง่าถึงขนาดจัดการเรื่องง่ายๆ ไม่ได้หรอกนะ”

 

เหมือนถูกหลอกต่อว่าอย่างไรอย่างนั้น หมิงเซียนกำลังคิดหาคำพูดแก้ตัว ทว่ากลับถูกร่างสูงถลกผ้าผวยออกเสียก่อน ตามมาด้วยการปลดเชือกคาดเอวของเขาหลุดติดมือไปง่ายๆ

 

“เดี๋ยวก่อน องค์ชายจะทรงทำสิ่งใด!” มือบางตะปบสาบเสื้อตัวเองแน่นเมื่ออีกคนทำท่าจะแหวกออก

 

“อย่าหน้าบางนักเลย ใช่ว่าข้าไม่เคยเห็นเสียเมื่อไหร่”

 

หมิงเซียนคิดตาม ตัวเขาอยู่ในชุดที่ต่างไปจากเมื่อเช้า ซึ่งนั่นหมายความว่าหลังจากที่หมดสติไปมีใครบางคนเปลี่ยนชุดให้ ...อย่าบอกนะว่าเป็นองค์ชายเฟยหลง?!

 

ริ้วรอยแดงพาดผ่านสองข้างแก้มเนียนขาว ริมฝีปากบางสีสดเม้มแน่น แม้จะไม่ได้จ้องตาอีกฝ่าย แต่มือก็ยังกุมสาบเสื้อไว้ไม่ยอมปล่อย

 

“จะปล่อยมือดีๆ หรือต้องให้ข้าบังคับ?” เสียงทุ้มกดลึก แววตาเริ่มขุ่นเคือง เขากำข้อมือเล็กพลางก้มลงขู่ “ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าจะเป็นคนขององค์รัชทายาทแล้วจะทำรุนแรงด้วยไม่ได้ ในเมื่อข้าถูกมอบหมายให้มาสอนยุทธเจ้า นั่นย่อมหมายความว่าข้าจะใช้วิธีใดสั่งสอนศิษย์ย่อมได้ อย่าได้คิดว่าข้าจะยอมอ่อนข้อให้ ในสายตาข้า เจ้าไม่ใช่คนพิเศษเลยแม้แต่น้อย อย่าได้สำคัญตนผิดไป”

 

นัยน์ตาดุที่บังคับให้ต้องสบนั้นน่ากลัวเหลือเกิน แต่ไหนแต่ไรมาหมิงเซียนไม่เคยรู้จักการจ้องทำร้ายใคร แล้วมีหรือที่เขาจะกล้าขัดขืนอีกฝ่าย เมื่อถูกกดดันถึงเพียงนี้ก็มีแต่จำยอมอย่างว่าง่าย ที่สำคัญเขายังต้องฝึกยุทธเพื่อช่วยองค์รัชทายาท

 

เมื่อคิดได้อย่างนั้น หมิงเซียนก็ยอมปล่อยมือจากสาบเสื้อตนเอง

 

เฟยหลงจัดการถลกเสื้อช่วงบนออกจากเรือนกายผอมบาง แผ่นอกขาวนวลที่ปรากฏอยู่ต่อหน้านั้นดูเย้ายวนเป็นอย่างมาก หากนั่นก็เป็นเพียงความสวยงามจากภายนอก แม้นจะน่าชม ทว่านักรบอย่างเขาไม่ใคร่สนใจของสวยๆ งามๆ สักเท่าใด ยิ่งกับเรื่องบนเตียงเขายิ่งไม่ใคร่ใส่ใจ จะเป็นใครหากร่วมหลับนอนได้ก็เพียงพอแล้วกับการระบายความต้องการทางอารมณ์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเลี่ยหมิงเซียนจะมีความงดงามเพียงใด ก็ไม่สามารถดึงดูดใจเขาได้

 

แม้เฟยหลงจะให้เหตุผลกับตนเองอย่างนั้น แต่เขารู้ดีว่าลึกๆ แล้ว เขาต้องตาคนคนนี้มากแค่ไหน ทว่าสิ่งใดที่มีดีเพียงรูปกายนั้น เปรียบเสมือนยาพิษที่อันตราย ยิ่งเลี่ยหมิงเซียนงดงามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องอยู่ให้ห่างมากเท่านั้น

 

“หายใจเข้าลึกๆ แล้วหายใจออกมาช้าๆ พยายามควบคุมให้สม่ำเสมอ” เฟยหลงบอกพลางใช้ฝ่ามือนาบลงบนแผงอกแบบบาง ไอความเย็นจากมือใหญ่ซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ

 

หมิงเซียนพยายามทำตามคำสอนอย่างยากลำบาก หัวใจมัวแต่จะคอยเต้นไม่เป็นส่ำจนน่าหงุดหงิด

 

“ข้าบอกให้ควบคุมจังหวะ เจ้าฟังไม่รู้เรื่องหรือไง!”

 

“อึก...” หมิงเซียนกัดปากแน่น พลังในกายดูเหมือนจะไร้ระเบียบอีกแล้ว เขาเกร็งจนเหงื่อซึมไปทั้งตัว

 

เฟยหลงใช้ลมปราณตนเองห่อหุ้มพลังชีวิตที่ปล่อยออกมาจากร่างโปร่งไม่หยุด เพื่อช่วยไม่ให้กระจายออกไปมากกว่านี้

 

“หากยังควบคุมไม่ได้ เจ้าได้ตายสมใจแน่!”

 

คำขู่สารพัดไม่อาจช่วยให้ใจของหมิงเซียนสงบ กลับยิ่งทำให้เตลิดไปกันใหญ่ ...สวรรค์ การฝึกลมปราณทำไมมันถึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้นะ

 

หมิงเซียนไม่รู้ว่าตนเองนั้นต้องใช้ความสามารถในการฝึกลมปราณมากกว่าคนปกติทั่วไป ด้วยพลังแต่เดิมนั้นพิเศษและแรงกล้ามาก จึงเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม ซ้ำการปลุกลมปราณออกมาสู่ภายนอกนั้นยังใช้วิธีลัด คนไม่มีพื้นฐานการเรียนรู้มากพออย่างหมิงเซียนจึงควบคุมได้ยากมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

 

“องค์ชาย กระหม่อนทนไม่ไหว... พอก่อนได้ไหมพะย่ะค่ะ” เสียงหวานแหบต่ำวอนขอ

 

“ไม่ได้ พลังของเจ้าไหลออกมาตลอดเวลามาค่อนวันแล้ว หากเจ้าไม่พยายามก็ตายไปทั้งอย่างนี้แหละ”

 

ตายไปทั้งอย่างนี้นะหรือ?... หมิงเซียนอยากร้องไห้ แต่ที่ทำคือพยายามรวบรวมสติอีกครั้ง คิดถึงท่านพ่อท่านแม่ที่ให้ชีวิตตนมาจนมีทุกวันนี้ คิดถึงความเมตตาขององค์รัชทายาท ใช่แล้วล่ะ...เขาจะทำตัวไร้ประโยชน์ไม่ได้เป็นอันขาด

 

องค์ชายเฟยหลงสอนเขามาเป็นสิบวัน เขาต้องทำได้สิ

 

หมิงเซียน เจ้าต้องทำได้

 

กล่อมตัวเองอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ พลางประคองลมหายใจให้เป็นระบบตามจุดตันเถียน หมิงเซียนปล่อยวางสรรพสิ่งรอบตัวแล้วสนใจเพียงลมหายใจเข้าออก พลังชีวิตรอบกายเริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างเป็นระบบระเบียบ ราวครึ่งชั่วยามหมิงเซียนก็เข้าใจถึงวิธีการควบคุมลมปรานในที่สุด

 

เรี่ยวแรงที่หายไปค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง แผ่นอกแบบบางกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหอบหายใจของเจ้าตัว สิ่งต่อมาที่รับรู้คือความเจ็บจากริมฝีปากและรสคาวของเลือด ตอนที่เกร็งเขากัดปากตนเองจนได้แผล

 

“หึ ใช่ว่าเจ้าจะโง่เสียทีเดียว” เสียงทุ้มดังอยู่เหนือร่าง นัยน์ตาสีอ่อนเลื่อนขึ้นมองใบหน้าคมเข้มขององค์ชาย

 

แม้จะเคืองกับคำพูดนั้น แต่ร่างโปร่งก็ลุกขึ้นนั่งแล้วก้มศีรษะให้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

 

“หมิงเซียนขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงสั่งสอน”

 

เฟยหลงไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณ นัยน์ตาคมเข้มมองริมฝีปากเปื้อนเลือดของคนที่เพิ่งเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าในความเงียบระหว่างสายตาที่สบกันนั้นเจ้าตัวคิดอะไรอยู่ เฟยหลงเอื้อมมือไปแตะริมฝีปากบาง ปาดเลือดบริเวณนั้นให้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะชักมือกลับแล้วลุกขึ้นจากเตียงสะบัดชายชุดทรงเดินไปยังประตู เอ่ยบอกอีกฝ่ายโดยไม่หันไปมอง “วันพรุ่งข้าจะมาฝึกเจ้าแต่เช้า เตรียมตัวให้พร้อม”

 

หมิงเซียนนั่งนิ่งราวกับรูปสลักด้วยความไม่เข้าใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ สัมผัสจากองค์ชายเฟยหลงยังคงหลงเหลือทิ้งไว้ให้จนต้องยกมือขึ้นแตะ

 

ภายในอกปั่นป่วนอย่างประหลาด

 

 

 

 

 

 

 

รวมเวลาที่หมิงเซียนฝึกลมปราณกับองค์ชายเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เมื่อเจ้าตัวเริ่มควบคุมพลังที่ปล่อยออกมาได้คล่องแล้วก็ถึงวันที่จะต้องมาเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท

 

องค์ชายเฟยหลง กับคุณชายถงเจี้ยนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหนึ่งของห้องบรรทม ทั้งคู่มองร่างโปร่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหลังองค์รัชทายาท

 

มือขาวสองข้างวางห่างจากแผ่นหลังขององค์รัชทายาทเพียงเล็กน้อย ร่างโปร่งเพ่งสมาธิเพื่อปล่อยลมปราณถ่ายทอดสู่ร่างของคนเบื้องหน้าอย่างช้าๆ ระหว่างนั้นถงเจี้ยนก็ได้สอบถามคนข้างตัวด้วยเสียงอันเบาอย่างอดไม่ไหว

 

“นี่เฟยหลง หากหมิงเซียนรักษาองค์รัชทายาทได้จริง มิเท่ากับว่าเราเก็บคนอันตรายไว้ในวังหรือ?”

 

“ขอเพียงมีรับสั่งให้ฆ่าคนผู้นี้ ข้ายินดีเป็นผู้ลงมือ”

 

ถงเจี้ยนมุ่นคิ้ว “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะกล้าลงมือ”

 

“เหตุใดข้าถึงไม่กล้า?”

 

คุณชายวัยหนุ่มยกพัดขึ้นเคาะที่ริมฝีปากตนเองเบาๆ “เพราะเขาเป็นคนขององค์รัชทายาทน่ะสิ”

 

“ข้าไม่สนว่าเขาเป็นคนของใคร หากต้าอ๋องมีรับสั่ง ข้าก็ลงมือได้ทั้งนั้น” นัยน์ตาสีนิลจ้องมองร่างโปร่ง

 

“ข้าจะคอยดูก็แล้วกัน ว่าคนอย่างเจ้าน่ะหรือจะกล้าหักหาญน้ำใจองค์รัชทายาท”

 

เฟยหลงไม่ต่อคำกับเพื่อนอีก เขามองคนสองคนบนเตียงโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ อาการนั้นทำเอาคุณชายถงกรอกตาเบื่อหน่าย

 

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ร่างโปร่งที่ใช้พลังลมปราณดูดซับโรคร้ายให้องค์รัชทายาทก็หมดแรง อี้เหรินที่กลับมามีพละกำลังดังเดิมรีบหันไปรองรับร่างของหมิงเซียนไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าซีดเซียวที่ได้เห็นทำเอาพระทัยร้อนรุ่ม แต่หากจะเรียกหมอหลวงมาดูอาการก็เกรงว่าความสามารถของหมิงเซียนจะรั่วไหล เขาจึงได้แต่ช้อนร่างนั้นนอนราบบนแท่นบรรทมของตนเอง แล้วใช้ชายเสื้อซับเหงื่อให้อย่างทะนุถนอม

 

“เสด็จพี่รู้สึกอย่างไรบ้าง” เฟยหลงลุกขึ้นมาแล้วเอ่ยถามไม่รอช้า

 

อี้เหรินรับรู้ได้ว่าร่างกายของตนเองกลับมาเป็นปกติแล้ว ราวกับไม่เคยเจ็บปวดเป็นแรมปีมาก่อน

 

“ข้าหายดีแล้ว” เขาตอบพระอนุชาโดยไม่มองหน้า ความสนใจของเขามีเพียงหมิงเซียนเท่านั้น “ถงเจี้ยน เจ้าไปหาผ้าชุบน้ำมาให้ข้าเร็วเข้า”

 

“เสด็จพี่แน่พระทัยได้อย่างไร ให้หม่อมฉันตรวจดูหน่อยเถิด”

 

“เฮ้อ เจ้านี่นะ เคยวางใจอะไรบ้างไหม” องค์รัชทายาทถอนหายใจ เขาหันมาส่งแขนให้น้องชายจับชีพจร มองสีหน้าอีกฝ่ายที่ผ่อนคลายลง “เห็นหรือยังว่าข้าหายดีแล้ว?”

 

“อืม ข้าเห็นแล้ว...แล้วเหตุใดเสด็จพี่ถึงดูกังวลนัก”

 

อี้เหรินหันกลับไปมองร่างโปร่ง เขาปัดเส้นผมสีขาวนุ่มทัดใบหูเล็ก “ข้าเป็นห่วงน่ะสิ หมิงเซียนไม่เพียงรักษาบาดแผลได้ แต่ยังรักษาโรคภัยได้อีกด้วย คนคนนี้จะต้องตกเป็นเหยื่อพวกผู้นำรัฐทั้งแผ่นดินอย่างไม่ต้องสงสัย และข้าคิดว่าหานลู่จะต้องรู้เรื่องของหมิงเซียนแล้วเป็นแน่”

 

“หานลู่มันรู้ได้อย่างไร” พูดถึงหานลู่ เฟยหลงก็ชักน้ำเสียงเค้มขึ้นมาอย่างลืมตัว เป็นเพราะคนคนนั้นถึงทำให้รัชทายาทต้องบาดเจ็บสาหัสเมื่อคราวก่อน หากไม่ติดว่าห่วงพระอาการจนต้องรีบกลับค่าย เขาคงได้แก้แค้นไปแล้ว

 

“ข้าให้หลั่วคังไปสืบภูมิหลังของหมอหลวงซ่าน ได้ความว่าตระกูลของเขาเป็นคนรัฐถิง การสันนิษฐานของพวกเจ้าไม่ผิด หมอหลวงซ่านจงใจวางยาพิษข้า และที่ทำไปก็เพื่อดูว่าหมิงเซียนจะสามารถช่วยข้าได้หรือไม่”

 

ถงเจี้ยนเดินกลับเข้ามาพร้อมผ้าและอ่างน้ำ เขาวางของลงที่โต๊ะข้างเตียง จุ่มผ้าในน้ำบิดจนหมาดแล้วส่งให้องค์รัชทายาท พลางว่า “ฝ่าบาทแน่พระทัยได้อย่างไรว่าหมอหลวงซ่านไม่ได้คิดลอบปวงพระชนม์เพียงอย่างเดียว”

 

อี้เหรินใช้ผ้าหมาดซับไปตามผิวชื้นเหงื่อของหมิงเซียนอย่างเบามือ “คนเก่งเรื่องตำหรับยาอย่างหมอหลวงซ่าน หากคิดจะวางยาพิษข้าจริงๆ มีหรือที่จะปล่อยให้ข้ามีลมหายใจมาได้จนถึงทุกวันนี้ ข้าคิดว่าตั้งแต่หมิงเซียนเข้าวังมาเมื่อสามปีก่อน มันจะต้องลอบติดต่อกับหานลู่อย่างแน่นอน”

 

“อีกอย่าง” องค์รัชทายาทหันมองสบตาเฟยหลง “ข้าคิดว่าหมอหลวงซ่านไม่ยอมปล่อยให้ข้าตายง่ายๆ หรอก หากเห็นท่าไม่ดีคงใช้ยาแก้คลายพิษให้ข้า ตราบใดที่ต้าอ๋องยังเรืองอำนาจอยู่เช่นนี้ มันไม่กล้าบุ่มบ่ามเป็นแน่ การแฝงตัวเข้ามาเป็นสายลับหลายสิบปีไม่ใช่เรื่องง่าย เวลานี้ไม่มีเหตุจูงใจที่มันจะลอบสังหารข้า เหตุผลเดียวที่มันลงมือก็เพื่อดูว่าหมิงเซียนมีพลังวิเศษมากเพียงใดต่างหาก”

 

“แล้วเสด็จพี่ยังคิดจะเก็บคนคนนี้ไว้ข้างกายอีกหรือ”

 

 รัชทายาทหนุ่มยกยิ้มเล็กน้อย “ใช่ ข้าต้องการให้หมิงเซียนอยู่ข้างกาย”

 

“เข้าสำนวนที่ว่า สมภารกินไก่วัด แท้ๆ” ถงเจี้ยนสะบัดพัดตบลงบนมือ “เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องลำบากเจ้าแล้วล่ะนะเฟยหลง พี่ชายเจ้าหมายมั่นปั้นมือจะจับหมิงเซียนน้อยกิน ไม่แคล้วเจ้าต้องคอยกำจัดศัตรูนับร้อยนับพันกระมัง”

 

เฟยหลงไม่ได้โต้ตอบอะไรในทันที เขาเพียงเลื่อนสายตาลงมองร่างโปร่งที่ยังไม่ได้สติ ก่อนหันมาสบตาผู้เป็นพระเชษฐา “หากเสด็จพี่ต้องการ ข้าก็ยินดีร่วมมือ”

 

“แล้วเรื่องหมอหลวงซ่าน ฝ่าบาทจะทรงจัดการอย่างไร” ถงเจี้ยนถาม

 

“ข้าสั่งตัดหัวมันไปเรียบร้อยแล้ว” คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้คนฟังแปลกใจเท่าใดนัก อี้เหรินส่งผ้าให้เพื่อนเก็บ เขาหันกลับไปจัดผ้าผวยให้ร่างโปร่ง พลางเอ่ยต่อ “การที่ข้าหายจากโรคในครานี้ สายสืบรัฐถงที่ยังแฝงตัวอยู่จะต้องส่งข่าวไปบอกหานลู่แน่”

 

องค์รัชทายาทหันมามองร่างสูงของน้องชาย “ข้าต้องพึ่งเจ้าแล้วนะเฟยหลง”

 

ถงเจี้ยนลอบมองสองพี่น้องไปมา แล้วมองหมิงเซียน ก่อนส่ายศีรษะ แต่ไหนแต่ไรสองพี่น้องคู่นี้มักมีความเห็นชอบต่างกัน คนหนึ่งรักสงบ อีกคนรักการต่อสู้ ทว่าทั้งสองคนก็รักใคร่กันดีแม้จะเป็นพี่น้องต่างมารดา อี้เหรินเป็นพระโอรสขององค์ฮองเฮา ส่วนเฟยหลงเป็นพระโอรสของพระสนมเอก ทั้งที่คนรอบข้างต่างจ้องจับผิดแต่ทั้งสองก็เป็นพี่น้องที่ดีต่อกันมาโดยตลอด เฮ้อ ส่วนเขาน่ะจะยังไงก็ได้ เขายินดีถวายชีวิตให้ทั้งสองพระองค์อยู่แล้ว ขออย่างเดียว อย่าให้ทั้งสองคนเผลอมีใจให้คนคนเดียวกันก็พอ

 

 

จบบท

Up