Skip to menu

XEDITION

คำสาปสวรรค์

สถานะ : ยังไม่จบ

KimYoonBe

คำสาปสวรรค์
บทที่ 2 – ตอบสนองความต้องการ
 

 


เสียงล่ำลือของชาวบ้านเกี่ยวกับหมิงเซียนนั้นแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง หากแต่ไม่มีชาวบ้านคนใดเคยเห็นหมิงเซียนเลยสักคน ข่าวลือเล่าต่อกันเพียงว่าคนที่พำนักอยู่ที่ตำหนักเย็นมาตลอดสามปีนั้นเป็นคนขององค์รัชทายาท ลือกันว่าเป็นบุรุษรูปงามราวกับเทพบนสวรรค์ และแม้ว่าองค์ชายเฟยหลงจะนำคนมารับหมิงเซียนอย่างลับๆ ก็ยังมีชาวบ้านหลายคนสังเกตเห็น ทว่าเกี้ยวนั้นกลับปิดม่านไว้มิดชิด แต่ก่อนที่จะถึงประตูวัง แรงลมวูบใหญ่ก็ได้พัดปะทะเข้ามาทำให้ม่านที่หน้าต่างนั้นปลิวสะบัดขึ้นไป คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่ และเริ่มพูดบรรยายความงดงามของหมิงเซียนต่อกันไปเป็นทอดๆ

“อย่างกับเทพสวรรค์ก็ไม่ปาน!”

“งดงาม งดงามมากเหลือเกิน!!”

“ต้องเป็นเทพสวรรค์มาจุติอย่างแน่นอน!”

ด้วยเพราะวังหลวงปล่อยข่าวไว้เมื่อสามปีก่อนว่าหมิงเซียนคือคุณชายที่เติบโตมาในวังหลวง รูปลักษณ์ของเจ้าตัวที่งดงามเกินมนุษย์นั้นคือพรจากสวรรค์ที่มอบให้แก่ฉางจง จึงไม่มีชาวบ้านคนไหนคิดว่าหมิงเซียนคือปีศาจร้ายเหมือนอย่างผู้คนในหมู่บ้านที่เจ้าตัวเกิด นับว่าเป็นการออกอุบายที่ดี ท่ามกลางความแตกตื่นของชาวบ้านที่ได้พบเห็นบุรุษรูปงาม หมิงเซียนก็ได้เข้าวังหลวงอีกครั้ง

เวลาสามปีที่แสนสงบทำให้ร่างโปร่งมีความสุขุมขึ้นมาก แม้ว่าภายในใจจะมีความกังวลกับการที่ต้องอาศัยอยู่ในวังหลวงก็ตาม สถานะของหมิงเซียนในตอนนี้ถือว่าเป็นคนของฉางจงโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่มีหลักฐานใดมาลบล้างได้ ต่อให้คนในหมู่บ้านที่หมิงเซียนเกิดต้องการมายืนยันตัวตนก็เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น ซ้ำยังได้ยศฐาบรรดาศักดิ์เทียบเท่ากับขุนนางชั้นผู้น้อยอีกด้วย

ต้าอ๋องทรงอนุญาตให้องค์รัชทายาทจัดการเรื่องของหมิงเซียนได้ตามความเหมาะสม องค์รัชทายาทจึงสั่งให้คนปัดกวาดตำหนักจิวฝูซึ่งเป็นตำหนักร้างที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักของตนเสียใหม่เมื่อหลายวันก่อน ตำหนักจิวฝูเป็นตำหนักเล็กๆ ที่เมื่อหลายสิบปีก่อนเคยเป็นขององค์ชายคนที่เจ็ดซึ่งป่วยจนเสียชีวิตตั้งแต่วัยแปดชันษา ตั้งแต่นั้นตำหนักก็ถูกปล่อยร้างเรื่อยมา หากไม่นับเรื่องนี้ก็นับว่าตำหนักจิวฝูน่าอยู่ไม่น้อย ตำหนักจิวฝูมีต้นบ๊วยปลูกไว้โดยรอบ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิดอกบ๊วยจะบานสะพรั่งสวยงามส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งบริเวณ

ร่างโปร่งมาถึงตำหนักในช่วงบ่ายของวัน องค์ชายเฟยหลงมาส่งถึงที่พักแล้วกลับไปในทันที

ลี่เลี่ยนและจิวหลินยังคงอยู่รับใช้หมิงเซียนเหมือนเดิม รวมถึงนายทหารทั้งสี่คนด้วย

สาวใช้ประจำตำหนักคนหนึ่งเดินออกมาต้อนรับเจ้านายใหม่

“คาราวะคุณชายเลี่ย องค์รัชทายาททรงรับสั่งว่าหากพักจนหายเหนื่อยแล้ว ทรงให้ไปพบที่ตำหนักรัชทายาทเจ้าค่ะ”

หมิงเซียนพยักหน้ารับแล้วออกเดินตามสาวใช้ไปตำหนักรัชทายาททันทีอย่างไม่ต้องการเสียเวลา เมื่อมาถึงตำหนักรัชทายาท หัวหน้าสาวใช้ประจำตำหนักก็พาหมิงเซียนไปที่ห้องบรรทม เขารู้มาว่าองค์รัชทายาททรงประชวรหนัก แต่ไม่คิดว่าจะแย่ถึงขนาดต้องมีหมอหลวงมาเฝ้าตลอดเวลาเช่นนี้

องค์รัชทายาทสั่งให้หมอหลวงและสาวใช้คนอื่นๆ ออกไปให้หมด

ร่างโปร่งรีบก้าวเท้าเข้าไปหาคนที่ทำท่าจะลุกขึ้นนั่ง  เขารีบเข้าไปประคองกายฝ่ายนั้น หมิงเซียนมองใบหน้าซีดเซียวของอีกฝ่ายแล้วเป็นกังวลขึ้นมา “หมิงเซียนเสียใจเหลือเกิน ที่ไม่อาจรักษาพระอาการเจ็บป่วยให้องค์รัชทายาทได้ แต่หากว่าจะมีวิธีใดทำได้ หมิงเซียนจะทำเพื่อฝ่าบาท” ความสามารถของหมิงเซียนใช้ได้กับการรักษาบาดแผลภายนอกเท่านั้น เขารู้ได้เพราะเมื่อครั้งสุดท้ายที่องค์รัชทายาทไปเยี่ยมที่ตำหนักเย็น ฝ่ายนั้นเริ่มมีอาการป่วยบ้างแล้วและเขาก็ลองพยายามใช้ความสามารถของตนเองรักษา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อี้เหรินมองร่างโปร่งที่ตนไม่ได้เห็นมานานกว่าครึ่งปี หมิงเซียนโตขึ้นมาก ซ้ำยังงดงามกว่าครั้งแรกที่พบเจอหลายเท่านัก เส้นผมสีขาวที่ยาวไปถึงช่วงสะโพกนั้นขับให้ผิวของเจ้าตัวผุดผ่องราวกับไข่มุก กลิ่นหอมอ่อนๆ จากผิวกายของหมิงเซียนทำให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย

องค์รัชทายาทเอื้อมมือออกไปแตะสัมผัสข้างแก้มเนียน

“หมิงเซียน ข้าไม่ได้อยากเจอเจ้าเพื่อให้มารักษาให้หรอกนะ ข้าคิดถึงเจ้ามากต่างหาก”

เจ้าของใบหน้าสวยเอียงข้างแก้มตอบรับสัมผัสจากมือข้างนั้น “หมิงเซียนก็คิดถึงฝ่าบาท พระอาการเป็นอย่างไรบ้าง ทรงทรมานหรือไม่” สีหน้าของคนถามนั้นแสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นไยจากใจจริง

“แค่ได้เจอเจ้า ข้าก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” รัชทายาทยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาจับมือบางมากุมไว้ “ตำหนักจิวฝูเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าชอบไหม?”

“ให้หมิงเซียนอยู่ที่ไหนก็ชอบทั้งนั้น ความจริงฝ่าบาทไม่ต้องให้ที่พักดีขนาดนี้ก็ได้ หมิงเซียนเป็นแค่คนมาอาศัยเท่านั้น แค่ฝ่าบาททรงเมตตาก็มากเกินพอแล้ว”

“ข้าย่อมเมตตาเจ้าอยู่แล้ว” อี้เหรินลูบมือนุ่มที่กุมอยู่เบาๆ “น้องชายของข้า...องค์ชายเฟยหลง เขาดีกับเจ้าหรือไม่”

จู่ๆ ก็ถูกถามถึงคนที่ตนไม่อยากจะคิดถึง ร่างโปร่งอดขมวดคิ้วมุ่นไม่ได้ ก่อนเอ่ยตอบเลี่ยงๆ “องค์ชายเฟยหลงทรงดีกับหมิงเซียนพะย่ะค่ะ”

“ดีแล้ว ในวังหลวงจะว่าน่ากลัวก็ไม่ผิดนัก นอกจากข้าแล้ว หากเจ้ามีเรื่องทุกข์ร้อนใดก็ไปหาเฟยหลงได้ตลอด ข้าบอกเขาไว้แล้วว่าให้ดูแลเจ้าให้ดี ...จำเอาไว้นะหมิงเซียน นอกจากข้ากับเฟยหลงแล้ว เจ้าอย่าได้ไว้วางใจใครเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่”

หมิงเซียนพยักหน้ารับ แม้ในใจจะค้านว่าคนที่คิดจะทำร้ายเขาจริงๆ อาจเป็นองค์ชายเฟยหลงก็เป็นได้

ทั้งคู่ใช้เวลาคุยกันอยู่ร่วมหนึ่งชั่วยาม หมิงเซียนก็ขอตัวกลับเพราะอยากให้องค์รัชทายาทได้พักผ่อน ตอนที่เดินออกมาจากห้องบรรทมนั้นเอง ร่างโปร่งก็ได้เจอกับหญิงสาวแสนสวยคนหนึ่ง ทั้งคู่หยุดยืนห่างกันเล็กน้อย ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกัน สีหน้าประหลาดใจของหญิงสาวไม่ได้ทำให้หมิงเซียนแปลกใจเท่าใดนัก เส้นผมสีขาวนี้คงทำให้นางสนใจมากทีเดียว

“ท่านคือ เลี่ย หมิงเซียน ใช่ไหม?”

หมิงเซียนก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการตอบรับ “ข้าน้อยเลี่ย หมิงเซียน ไม่ทราบว่าท่านหญิงคือ...”

“ข้าคือบุตรสาวขุนนางหลวง หลี่ ซูฮวา เป็นคนสนิทขององค์รัชทายาท...ข้าได้ยินเรื่องของเจ้ามานานแล้ว ที่แท้ก็มีหน้าตางดงามเช่นนี้เอง”

หมิงเซียนไม่รู้จะตอบอะไร เขามองหญิงสาวหน้าตาสะสวยตรงหน้าแล้วอยากจะปฏิเสธคำชนนั้น ทว่าก็เลือกที่จะเงียบไว้ด้วยกลัวจะเสียมารยาท

“นี่จะกลับแล้วหรือ?”

“ขอรับท่านหญิง” ร่างโปร่งก้มศีรษะให้อีกครั้งก่อนจะเดินสวนออกไป

ซูฮวามองตามคนที่องค์รัชทายาทให้ความสำคัญนักหนา สายตาของนางแฝงไว้ด้วยความขัดเคืองใจอยู่ไม่น้อย นางเคยได้ยินมาว่าเลี่ย หมิงเซียนมีหน้าตางดงามหาใดเปรียบ แต่ก็ไม่คิดว่าจะงดงามมากถึงเพียงนี้ มิน่าเล่า รัชทายาทถึงทรงติดใจนัก ทั้งที่เป็นบุรุษแท้ๆ แต่กลับมีรูปร่างหน้าตาเช่นนั้น หากบอกว่าเป็นปีศาจจำแลงกายมา นางยังเชื่อเสียมากกว่า

 

 

หมิงเซียนกลับตำหนักจิวฝูโดยไม่ได้ใส่ใจถึงท่านหญิงซูฮวาแม้แต่น้อย เพราะคิดว่าคงไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันมากไปกว่านี้ แม้เขาจะมีตำแหน่งเทียบเท่าขุนนาง แต่เอาเข้าจริงแล้วเขาก็ยังเป็นแค่ผู้อาศัยเท่านั้น ไม่ได้มีบทบาทสำคัญต่อฉางจงแม้แต่น้อย หน้าที่ของเขามีเพียงแค่ต้องเก็บตัวอยู่ในวังหลวงอย่างสงบเสงี่ยมเท่านั้น

สามวันแรกหมิงเซียนยังคงไม่ชินกับการอาศัยอยู่ในวังหลวงที่มีข้ารับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง แม้จะเป็นชีวิตที่น่ายินดี แต่หมิงเซียนก็ยังคิดถึงกระท่อมหลังน้อยที่มีทั้งพ่อและแม่อยู่พร้อมหน้า ทุกครั้งที่หลับตานอนเขามักจะเห็นภาพเก่าๆ เหล่านั้นเสมอ คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่หมิงเซียนได้แต่กอดตัวเองอย่างพยายามทดแทนความอบอุ่นในอดีต

ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีหมิงเซียนก็พบว่าตนเองอยู่ในความฝันแล้ว

เป็นความฝันที่เกิดขึ้นตั้งแต่คืนแรกที่ได้นอนที่นี่ ในความสว่างพร่าตานั้น เขายืนอยู่กลางห้องโถงขนาดใหญ่อันวิจิตรงดงาม เสาแต่ละต้นมีลายสลักมังกรพันอยู่โดยรอบราวกับพวกมันมีชีวิตจริงๆ ในความฝันนี้เขาพยายามจะเดินเข้าไปข้างใน แต่เดินเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงปลายทางเสียที ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากเข้าไปในนั้นนัก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันกระตุ้นให้สองขาออกเดินก้าวไป แต่ดูเหมือนหนทางจะยาวไกลออกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

...เดี๋ยวก็ตื่น...

หมิงเซียนบอกกับตัวเองในความฝัน เขาฝันติดกันมาเป็นคืนที่สามแล้ว และมักจะตื่นเมื่อเดินต่อไปได้ไม่นานนัก ทว่าคืนนี้เขาเดินไปได้ไกลมากขึ้น ลึกเข้าไปจนแสงที่เคยสว่างบาดตาเริ่มจางลง ที่สุดปลายทางนั้น มีร่างของใครบางคนยืนหันหลังให้ตนอยู่

…ใครกัน?

แต่ก่อนจะเดินไปถึงใครคนนั้น จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนพุ่งมาจากด้านข้างขวางทางเขาเอาไว้ แต่ละคนมีปีกสีขาวสยายอยู่ที่หลัง ...เทพงั้นหรือ? หมิงเซียนคิดอย่างตื่นตะลึง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้ากระทำการผิดกฎต่อสวรรค์จักต้องได้รับโทษทัณฑ์!”

“ไม่นะ ปล่อยข้า!”

หมิงเซียนได้ยินเสียงตัวเองร้องออกไป

“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงลักลอบมีสัมพันธ์กับปีศาจตนนั้น! เจ้าทำให้เบื้องบนทรงพิโรธมาก อย่าได้หวังจะอยู่รับใช้เจ้าสวรรค์อีกเลย!”

ความร้อนจัดเกิดขึ้นที่รอบข้อมือ หมิงเซียนยกสองมือขึ้นดูก็เห็นโซ่ตรวนสีทองพันอยู่โดยรอบ ความร้อนไม่ธรรมดาเลย หมิงเซียนรู้สึกทรมานอย่างที่สุดราวกับมือกำลังจะขาดเสียให้ได้

“ได้โปรด ข้าไม่ได้คิดทรยศเจ้าสวรรค์ ข้าเพียงช่วยชีวิตเค้าเท่านั้น มิอาจคิดเกินเลยแต่อย่างใด”

คำพูดนั้นออกจากปากของหมิงเซียนที่ทำได้แค่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น

“ความผิดของเจ้าร้ายแรงถึงเพียงนี้ อ้อนวอนไปก็ไม่มีประโยชน์ เพียงแค่เจ้ามีใจช่วยปีศาจ เจ้าก็หาได้สมควรเป็นเทพอีกต่อไปไม่!”

แรงฉุดจากคนทั้งกลุ่มทำให้หมิงเซียนไม่อาจขัดขืน ซึ่งในความฝันหมิงเซียนเองก็ไม่อาจขัดขืนหรือทำอะไรได้อยู่แล้ว เขาไม่รู้ว่าตนเองในฝันนั้นถูกพาไปที่ไหน เพราะจู่ๆ แสงสว่างก็ปรากฏจ้าขึ้นอีกครั้งจนตาพร่า แล้วเขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสภาพเหงื่ออาบท่วมตัว

ร่างโปร่งรีบกุมข้อมือตัวเองราวกับกลัวว่าความร้อนนั้นจะตามออกมาจากความฝัน เมื่อก้มมองแล้วไม่เห็นความผิดปกติอะไรก็ถอนหายใจโล่งอก ในฝันนั้นช่างเหมือนความจริงจนน่ากลัว ความเจ็บปวดที่ข้อมือยังแทบจะรู้สึกได้ในตอนนี้ ช่างเป็นความฝันที่แปลกประหลาดจริงๆ

ฟ้ายังมืดสนิท หมิงเซียนทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เขานอนไม่หลับ ได้แต่ทบทวนความฝันแสนประหลาด และนึกใคร่รู้ถึงใครคนที่เขาไม่อาจเห็นหน้าได้ หากคืนพรุ่งเขาได้ฝันอีกก็อาจจะได้เห็นหน้าคนคนนั้นก็เป็นได้ ทว่าสองคืนต่อมาหมิงเซียนก็ไม่ได้ฝันถึงเรื่องนี้อีกเลย ...ความฝัน อย่างไรเสียก็คือความฝัน หมิงเซียนบอกตัวเองอย่างนั้น

ย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง รัชทายาททรงส่งราชครูมาที่ตำหนักจิวฝู หมิงเซียนจึงได้เริ่มเรียนหนังสืออย่างจริงๆ จังๆ ราชครูซูเป็นชายชราที่เฉลียวฉลาดอย่างหาตัวจับได้ยาก เขาสอนหมิงเซียนอย่างเต็มที่ทั้งให้การบ้านและฝึกอ่านเขียนคัดลายมือ ทำให้ร่างโปร่งลืมคิดถึงบ้านเกิดไปเสียสนิท ไม่ทันตั้งตัวก็พ้นหนึ่งเดือนไปแล้ว

วันนี้ราชครูซูให้การบ้านหมิงเซียนเป็นการคัดลายมือและจำชื่อเมืองหลวงของรัฐต่างๆ ตกบ่ายหมิงเซียนก็ได้พักผ่อนจากการเรียนคร่ำเครียดมาครึ่งวัน

“คุณชายเลี่ยทานอีกหน่อยสิเจ้าคะ วันนี้ลี่เลี่ยนได้เนื้อไก่หมักสมุนไพรอย่างดีมาจากตำหนักรัชทายาท องค์รัชทายาททรงเห็นว่าคุณชายผ่ายผอมก็อยากบำรุงให้มากๆ คุณชายทานน้อยเช่นนี้จะทำให้องค์รัชทายาททรงเป็นกังวลนะเจ้าคะ”

ปกติหมิงเซียนเป็นคนทานน้อยมาแต่ไหนแต่ไร จู่ๆ จะให้ทานมากขึ้นก็เป็นไปได้ยาก แต่เมื่อถูกสาวใช้รบเร้าก็จำต้องยอมทานอีกครึ่งชาม เขาวางตะเกียบอย่างยอมแพ้แล้วบอกว่าจะออกไปนั่งเล่นที่ศาลาหลังตำหนัก

“เดี๋ยวลี่เลี่ยนนำของหวานกับน้ำชาไปให้ที่ศาลานะเจ้าคะ”

ยังไม่ทันที่หมิงเซียนจะปฏิเสธ ลี่เลี่ยนก็รีบเก็บโต๊ะเดินกลับไปทันทีอย่างไม่ทันให้เจ้านายได้พูดอะไร

ฤดูนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้โดยรอบจึงพากันพลัดใบ เพียงแค่แรงลมเบาๆ ก็พัดเอาใบไม้หลากสีปลิวร่วงลงบนพื้นหญ้าแห้ง ร่างโปร่งนั่งมองธรรมชาตินั้นอย่างเหม่อลอย หลายอาทิตย์มานี้เขาไม่ได้พบองค์รัชทายาทเลย มีคำสั่งว่าห้ามใครเข้าพบองค์รัชทายาททั้งนั้น ครั้งล่าสุดที่หมิงเซียนได้เจอคือเมื่อสามอาทิตย์ก่อน องค์รัชทายาทยังทรงไม่มีทีท่าว่าพระอาการจะดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังดูทรุดโทรมลงจนน่าเป็นห่วง หมอหลวงเองก็พากันจนปัญญา ไม่ว่ายาขนานไหนก็ดูจะไม่เป็นผลเลย ถึงขนาดว่าเชิญนักพรตผู้แก่กล้าวิชามายังไม่อาจรักษาได้ เขาเองก็ไร้ประโยชน์ ความสามารถรักษาคนครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้จะมีไปทำไมกัน

หมิงเซียนก้มลงมองมือทั้งสองข้างอันเรียวผอมของตนเอง บางทีเขาอาจจะพลาดอะไรไป ความสามารถของเขาจำกัดแค่เพียงรักษาบาดแผลภายนอกจริงๆ น่ะหรือ?

...ราชครูฟุเคยพูดถึงเรื่องลมปราณว่าอย่างไรนะ?...

ร่างโปร่งเค้นสมองคิดถึงคำบอกเล่าของราชครู คนเราทุกคนมีพลังลมปราณอยู่ในร่างกาย และลมปราณนี้สามารถแผ่ออกจากตัวได้ ...ถ้าหากว่าความสามารถของเขาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าใช้ลมปราณล่ะ? หากว่าพลังจากภายในถูกถ่ายทอดซึมลงในร่างกายผู้อื่นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจจะช่วยองค์รัชทายาทได้!

เมื่อคิดได้อย่างนั้น หมิงเซียนก็เพ่งมองมือตัวเองอย่างแน่วแน่ อืม... แล้วการเรียกลมปราณต้องทำอย่างไรล่ะ?

“อ๊ะ คารวะคุณชายฟุ”

เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างโปร่งที่กำลังจมอยู่กับความคิดสะดุ้งเฮือก หมุนกายไปดูแล้วก็พบกับชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน เขาก้มศีรษะให้อย่างมีมารยาท แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็ตาม

ชายหนุ่มยกยิ้มหน้าระรื่น เดินเข้าหาร่างโปร่งอย่างไม่เก้อเขิน ออกจะทำตัวตามสบายเสียด้วยซ้ำ “ข้าก็จินตนาการไว้ก่อนแล้วนะ ว่าเจ้าคงหน้าตาดีเอามากๆ แต่พอได้มาเจอจริงๆ กลับทำเอาตะลึงไปเลย” เจ้าตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง และแนะนำตัวว่าเป็นบุตรชายของนายพลฟุ ชื่อฟุ ถงเจี้ยน มีตำแหน่งเป็นขุนนางหลวงยศสูง และเป็นพระสหายสนิทของทั้งองค์รัชทายาทและองค์ชายเฟยหลง “พี่น้องข้ามีเยอะแยะ จะให้เรียกนามสกุลก็เดี๋ยวจะสับสน เจ้าเรียกข้าว่าคุณชายถงก็แล้วกันนะ คนที่ข้าสนิทด้วยล้วนเรียกข้าแบบนี้ทั้งนั้น”

ถงเจี้ยนทิ้งตัวลงนั่งอย่างไม่รอให้ใครเชื้อเชิญ ซ้ำยังหยิบขนมบนโต๊ะกินอย่างไม่เคอะเขิน “วันนี้ข้าได้รับหน้าที่ให้พาเจ้าไปตำหนักรัชทายาท” ทานไปได้สองคำก็บอกถึงจุดประสงค์ที่มาหาร่างโปร่ง

“แต่ว่าตอนนี้ต้าอ๋องทรงรับสั่งไม่ให้ใครเข้าเยี่ยมไม่ใช่หรือขอรับ?” หมิงเซียนที่ยังวางตัวไม่ถูกเอ่ยถามกลับ พลางเดินไปนั่งที่ตรงข้ามอีกฝ่าย

“ยกเว้นเจ้า” คุณชายถงยิ้ม “ข้าทูลขอต้าอ๋องมาแล้วล่ะ ว่าเจ้าอาจจะทำให้องค์รัชทายาททรงมีพระอาการดีขึ้นได้ เจ้าเป็นถึงคนที่สวรรค์ให้พร ซ้ำรัชทายาทเองก็อยากเจอเจ้ามากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ คนป่วยน่ะโดนขัดใจเข้ามากๆ ไม่ดีต่อสุขภาพหรอก”

ได้ฟังอย่างนั้นก็ร้อนใจด้วยความเป็นห่วง “ถ้าเช่นนั้นเราก็รีบไปกันเถิด” หมิงเซียนลุกขึ้นและทำท่าจะเดิน แต่กลับถูกรั้งข้อมือเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน”

หมิงเซียนมองคนที่ลุกขึ้นเดินมาห้าม เขาเผลอถอยหลังไปเล็กน้อย แล้วก็ต้องใจหายวาบเมื่อส้นเท้าเลยขอบศาลาไปกว่าครึ่ง ร่างทั้งร่างเซทำท่าว่าจะเสียหลักล้ม แต่คุณชายถงก็รวบเอวคอดเอาไว้ได้ทัน

ใบหน้าของคุณชายถงอยู่ใกล้จนหมิงเซียนไม่กล้าขยับตัว

“ยิ่งพินิจใกล้ๆ เจ้าก็ยิ่งงามนัก” คุณชายถงยังไม่ยอมขยับใบหน้าออกห่าง คล้ายว่าอยากจะแกล้งร่างโปร่ง ทว่าเสียงบุคคลที่สามก็ทำให้เขาจำยอมต้องปล่อยมือจากร่างนุ่มนิ่มแสนหอมแต่โดยดี

“จะไปกันได้หรือยัง?”

สาวใช้รีบก้มถวายบังคมองค์ชายเฟยหลงที่คงจะทนยืนรออยู่หน้าตำหนักไม่ไหว

“เจ้าจะรีบอะไรนักหนา ขอข้าคุยกับหมิงเซียนอีกหน่อยสิ” คุณชายถงทำหน้างอใส่เพื่อนผู้มีอำนาจสูงกว่า

องค์ชายเฟยหลงปลายตามองร่างโปร่งทีหนึ่ง ก่อนสะบัดชายเสื้อหมุนตัวกลับไปที่หน้าตำหนัก

“เฮ้อ เจ้านั่นชอบทำหน้าจริงจังอยู่เรื่อย” คุณชายถงบ่นงึมงำ แล้วหันมายกยิ้มให้ร่างโปร่ง “ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามเจ้าสักหน่อย”

“เรื่องสำคัญ? เชิญคุณชายถงถามมาเถิด เราจะได้รีบไปหาองค์รัชทายาทกันโดยเร็ว”

ใบหน้าที่ระรื่นอยู่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมา นั่นทำให้หมิงเซียนเกร็งตามไปด้วย

“องค์รัชทายาทเคยตรัสกับเจ้าหรือไม่ ว่าทรงคิดเช่นไรกับเจ้า”

“คุณชายถงหมายความว่าอย่างไร?”

“พูดกันตามตรงเลยนะ ข้าอยากให้เจ้าตอบสนองความต้องการขององค์รัชทายาท ก่อนที่จะไม่มีโอกาส”

 

 

 

 

ตำหนักรัชทายาทยังคงอยู่ในสถานการณ์หม่นหมอง เจ้าของตำหนักป่วยมาได้หลายเดือนแล้วทำให้ตำหนักเงียบเหงาลงไปมาก มีเพียงหมอหลวงที่เดินเข้าออกอยู่ทุกวี่วัน

“ถวายบังคมองค์ชายเฟยหลง คารวะคุณชายฟุ คุณชายเลี่ย” สาวใช้ประจำตำหนักออกมาต้อนรับแขก ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานทำให้เธอรู้ได้ว่าคนกลุ่มนี้ต้องการความเป็นส่วนตัวกับองค์รัชทายาท เธอจึงเรียกให้ข้ารับใช้ทุกคนออกจากห้องส่วนพระองค์โดยไม่ต้องรอให้เจ้านายสั่ง

ทั้งสามคนเดินเข้าไปในห้องบรรทม หมิงเซียนรีรอเดินรั้งท้ายอย่างเจียมตัว ทว่าเมื่อเข้าไปด้านในแล้ว องค์รัชทายาทกลับตรัสเรียกให้หมิงเซียนไปนั่งที่เก้าอี้ตัวที่ใกล้เตียงมากที่สุด ถงเจี้ยนยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วแทรกตัวไปนั่งแทนพลางว่า “หมิงเซียน เจ้าไปนั่งที่แท่นบรรทมข้างๆ องค์รัชทายาทเสียเลยดีกว่า ข้าไม่อยากเห็นคนป่วยทำตาละห้อย”

หมิงเซียนอึกอัก แล้วอดเหลือบมองใครอีกคนที่ยืนกอดอกพิงกำแพงห้องไม่ได้

“ถงเจี้ยน เจ้าอย่าแกล้งหมิงเซียนของข้าสิ” องค์รัชทายาทเอ็ดพระสหาย หากก็ใช้มือตบเตียงข้างตัวเบาๆ “หมิงเซียน มานั่งใกล้ๆ ข้าเถิด ไม่ได้เจอเจ้าเสียหลายวัน ข้าอยากมองเจ้าใกล้ๆ จริงๆ นั่นแหละ”

เมื่อเป็นคำตรัสขององค์รัชทายาท หมิงเซียนก็ไม่กล้าปฏิเสธ เขาเดินไปนั่งข้างๆ แล้วเพิ่งสังเกตเห็นว่าร่างกายขององค์รัชทายาทซูบผอมมากกว่าตนเองเสียอีก ความเป็นห่วงเกิดขึ้นท่วมท้น

“องค์รัชทายาททรงเป็นอย่างไรบ้าง หมิง...กระหม่อมเป็นห่วงพระวรกายเหลือเกิน”

อี้เหรินยิ้มให้คนถาม เขาจับมือบางมากุมไว้ด้วยความคิดถึง “เวลาคุยกับข้า แทนตัวเองว่าหมิงเซียนเหมือนอย่างเคยสิ ไม่ต้องเกรงใจสองคนนี้หรอก ข้าชอบที่เจ้าเรียกชื่อตัวเองมากกว่า”

ร่างโปร่งรับคำเบาๆ แล้วเอ่ยถามย้ำถึงพระอาการอีกครั้ง

“อาการข้าก็เหมือนเดิม ทรงๆ ทรุดๆ ไม่ตายเสียที”

“ทำไมทรงตรัสเช่นนั้น องค์รัชทายาทจักต้องหายดี หมิงเซียนจะหาทางช่วยให้ได้”

คนป่วยหัวเราะออกมากับสีหน้างดงามที่ดูมุ่งมั่น เขาเอื้อมมือไปไล้ดวงหน้าสวยนั้นเบาๆ แล้วยกยิ้ม “เรื่องความตายข้าไม่กลัวหรอก แต่ข้ากลัวที่จะไม่ได้เจอเจ้าอีกต่อไปต่างหาก”

หมิงเซียนมองสายพระเนตรที่สบมาอย่างไม่รู้จะตอบกลับเช่นไร

“เดี๋ยวๆ องค์รัชทายาทพะย่ะค่ะ ทรงลืมพวกกระหม่อมไปแล้วหรือ?” คุณชายถงกระแอมเสียงขัดบรรยากาศอวลๆ ที่ก่อตัวเมื่อครู่ขึ้นมา ทำเอาร่างโปร่งวางตัวไม่ถูก

รัชทายาทปล่อยมือจากหมิงเซียนอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก แล้วขยับตัวไปนั่งพิงหัวเตียงดีๆ ใช้สายตาต่างจากทีใช้มองร่างโปร่งมองเพื่อนแล้วว่า “ถงเจี้ยน ระวังเถิดข้าจะสั่งขังเจ้าที่คุกหลวงเข้าสักวัน”

“กระหม่อมขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ มิกล้าอีกแล้ว” คุณชายวัยหนุ่มทำทีก้มหัวยอมรับผิด ทั้งที่สีหน้ายังยิ้มระรื่น ก่อนจะเอ่ยเรื่องสำคัญจริงๆ ที่ทำให้ตนมาเยี่ยมพระอาการในวันนี้

“องค์รัชทายาททรงทราบหรือไม่ ภายในวังหลวงมีสายลับลักลอบเข้ามา”

อี้เหรินมุ่นคิ้วไม่นานก็ถามกลับ “คนของรัฐถิง?”

ถงเจี้ยนพยักหน้า “ถูกต้องพะย่ะค่ะ เรื่องนี้จักต้องเกี่ยวกับหมิงเซียนเป็นแน่ ทว่าเรื่องพระอาการป่วยขององค์รัชทายาทก็มีส่วนทำให้ถิงส่งสายลับเข้ามาถึงในวัง ช่วงนี้ต้าอ๋องถึงได้ทรงเข้มงวดการเข้าเยี่ยมองค์รัชทายาทเป็นอย่างมาก หากไม่ได้องค์ชายเฟยหลงช่วยทูลขอ พวกเราก็คงไม่ได้มาในวันนี้”

“เจ้ารู้อะไรก็บอกมา ถึงแม้ว่าข้าจะป่วยก็ไม่ได้อยากตายเพราะถูกลอบสังหารให้เสียชื่อหรอก”

“อี้เหริน เจ้าอย่าพูดเล่นไป” ถงเจี้ยนใช้สรรพนามเรียกเพื่อนเหมือนอย่างสมัยเด็ก เขาไม่ค่อยชอบที่เพื่อนคนนี้ไม่ค่อยเห็นค่าชีวิตของตนเอง ตัวเป็นถึงองค์รัชทายาทแต่พูดเรื่องเป็นตายเหมือนไม่สำคัญได้อย่างไร

เมื่อเห็นเพื่อนเรียกชื่อตนเองตรงๆ อี้เหรินก็เลิกทำท่าทีสบายใจ แล้วตั้งใจฟัง

“ตอนนี้เราจับสายลับได้แล้วคนหนึ่ง แต่มันฆ่าตัวตายทันทีที่เราจับได้ ทำให้สืบหาคนที่เหลือได้ยากกว่าเดิม จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกมันคือหมิงเซียนหรือองค์รัชทายาทยังไม่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ กระหม่อมสงสัยหมอหลวงที่รักษาพระองค์อยู่ในตอนนี้”

“เจ้าหมายถึงหมอหลวงซ่านน่ะรึ?” องค์รัชทายาทขยับตัวเล็กน้อย “หมอหลวงซ่านทำงานรับใช้ราชวงศ์มาหลายสิบปี ซ้ำยังเป็นหมอหลวงที่เคยรักษาพระอาการของต้าอ๋องอยู่บ่อยครั้ง เขาน่ะหรือจะเป็นสายลับ?”

“กระหม่อมยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น” ถงเจี้ยนมีสีหน้าจริงจัง “ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย กระหม่อมอยากให้องค์รัชทายาทหยุดเสวยโอสถที่ได้รับจากหมอหลวงซ่านไปก่อน”

เป็นความจริงที่สายลับอาจถูกส่งเข้าเมืองศัตรูมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เพราะทางฉางจงเองก็ส่งสายลับไปเมืองอื่นเช่นกัน แต่ทำไมจู่ๆ สายลับถึงมาลงมือกับเขากันล่ะ? องค์รัชทายาทหันไปหาน้องชาย “เจ้ามีความเห็นเช่นไรเฟยหลง”

คนทั้งห้องหันไปมององค์ชายที่ยืนเงียบมาตลอด หมิงเซียนเองก็อดมองด้วยไม่ได้แม้ว่าจะไม่กล้ามองตรงๆ ก็ตาม

“พระอาการของเสด็จพี่ไม่สู้ดี หากหยุดโอสถไปก็อาจเกิดอันตรายได้ ทว่าหากหมอหลวงซ่านเป็นสายลับจริง ไม่แน่ว่าโอสถที่เสด็จพี่ทานอยู่ทุกวันอาจเป็นยาพิษก็ได้ ข้าเองก็สงสัยเรื่องอาการป่วยของเสด็จพี่ที่ไม่ดีขึ้นมาพักใหญ่แล้ว”

“เจ้าเห็นด้วยกับถงเจี้ยนสินะ ได้ ข้าจะลองหยุดยาก็แล้วกัน” รัชทายาทสรุปตามความเห็นของน้องชาย “แต่ข้ายังเป็นกังวลเรื่องของหมิงเซียน แม้ตำหนักจิวฝูจะอยู่ในอำนาจของข้า แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ หากสายลับต้องการตัวหมิงเซียนคงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

เฟยหลงตวัดสายตาไปมองร่างโปร่งเพียงพริบตาเดียว “เรื่องนั้นเสด็จพี่ไม่ต้องกังวล ข้าเพิ่มจำนวนเวรยามที่ตำหนักจิวฝูแล้วเมื่อหลายวันก่อน อีกอย่าง เสด็จพี่ลืมแล้วหรืออย่างไรว่าแท้จริง เลี่ย หมิงเซียน คือคนรัฐถิง ข้าไม่คิดว่าสายลับจะคิดร้ายกับคนผู้นี้ อีกทั้งยังอาจจะขอความร่วมมือเสียด้วยซ้ำ”

“ไม่มีทางพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่มีทางร่วมมือกับใครเพื่อทำร้ายฝ่าบาทเป็นอันขาด” หมิงเซียนรีบปฏิเสธทันที “ฝ่าบาทไว้ใจหมิงเซียนได้พะย่ะค่ะ”

องค์รัชทายาทรีบรับคำด้วยเห็นร่างโปร่งมีอาการร้อนรน “ข้าเชื่อใจเจ้าอยู่แล้วหมิงเซียน หรือต่อให้เจ้าวางยาพิษข้า ข้าก็ไม่สนใจหรอก”

“กระหม่อมไม่มีทางทำเช่นนั้น!”

“เอาล่ะๆ ข้าแค่พูดหยอกเจ้าเล่น ...เฟยหลง เจ้ายังคิดว่าหมิงเซียนเป็นคนนอกอยู่อีกหรือ เฮ้อ นิสัยไม่ไว้ใจใครของเจ้านี่รุนแรงเสียเหลือเกิน เอาเถิด ข้าเข้าใจเรื่องที่พวกเจ้ามาเตือนแล้ว ข้ายินดีจะทำตาม นอกจากพวกเราสี่คนแล้วอย่าให้เรื่องนี้หลุดไปถึงหูคนอื่นได้ล่ะ”

ถงเจี้ยนลุกขึ้น เขาบิดขี้เกียจพลางว่า “ในเมื่อเสร็จธุระแล้ว กระหม่อมจะต่อเวลาให้ฝ่าบาทอยู่กับคนงามอีกสักหน่อยก่อนจะพากลับตำหนักก็แล้วกัน” เขาเดินไปตบไหล่เรียกองค์ชาย “เราไปรอที่ห้องรับรองกันเถิด”

เมื่อทั้งสองคนออกจากห้องบรรทมไปแล้ว เจ้าของห้องก็หันมาหาร่างโปร่งที่ยังมีสีหน้ากังวล

“เป็นอะไรไป  ข้าบอกแล้วไงว่าข้าเชื่อใจเจ้า ไม่ต้องคิดมาก”

ศีรษะเล็กส่ายเบาๆ จนเส้นผมสีขาวนุ่มยาวพริ้วตามแรง “หมิงเซียนกังวลเรื่องพระวรกายของฝ่าบาท”

“เด็กน้อย ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก” อี้เหรินแตะจมูกโด่งรั้นอย่างหยอกเย้า “ดูทำหน้าเข้า ยิ้มหน่อยสิ ข้าอยากเห็นรอยยิ้มของเจ้า”

“ฝ่าบาท” หมิงเซียนไม่ยอมเออออตาม เขาทบทวนคำพูดของคุณชายถงที่บอกกับเขาก่อนจะมาที่ตำหนักรัชทายาท แม้จะไม่เข้าใจว่า ‘ตอบสนองความต้องการขององค์รัชทายาท’ นั้นหมายความเช่นไร แต่เขาก็อยากจะทำหากช่วยให้อาการขององค์รัชทายาทดีขึ้น “หมิงเซียนขอถามอะไรฝ่าบาทสักข้อได้หรือไม่พะย่ะค่ะ”

“ว่ามา” อี้เหรินสนใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กน้อยของเขาเริ่มกล้าเอ่ยคำถามกับเขาบ้างแล้ว

ริมฝีปากบางสีสดตัดกับสีผิวเม้มแน่นก่อนจะเอ่ย “ฝ่าบาททรงอยากให้หมิงเซียนตอบสนองเรื่องอะไรหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

“หา?” รัชทายาทหนุ่มถึงกับเลิกคิ้ว เขาเพ่งพินิจใบหน้าคนถามอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามกลับ “ใครบอกเจ้าว่าข้าอยากให้เจ้าตอบสนองข้า?”

“...คุณชายถงพะย่ะค่ะ”

เจ้าบ้านั่น! รัชทายาทหนุ่มคิดอยากจับเพื่อนเข้าคุกเสียเดี๋ยวนี้ กล้าพูดกับเด็กน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ของเขาอย่างนี้ได้อย่างไร ประเดี๋ยวไก่ตื่นขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ สมควรตายนัก!

“เจ้ารู้ความหมายหรือไม่?”

หมิงเซียนส่ายหน้า

“ส่งมือเจ้ามาสิ” อี้เหรินแบมือรอ เมื่ออีกฝ่ายวางมือเขาก็รวบมือนั้นแล้วรั้งร่างโปร่งให้เอนตัวเข้ามาหาเล็กน้อย เขาก้มลงใกล้ข้างแก้มเนียน กระซิบเบาๆ “ความหมายก็คือ เจ้าจะต้องนอนร่วมเตียงกับข้า”

“หากฝ่าบาททรงอนุญาต หมิงเซียนยินดีนอนร่วมเตียงกับฝ่าบาท” ร่างโปร่งตอบด้วยความโล่งใจ ถ้าเรื่องแค่นี้เขาทำได้สบายมาก

ได้ยินคำตอบแล้วอี้เหรินก็อดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ เขาขยับใบหน้าออกมาเล็กน้อยเพื่อจ้องดวงตาสีอ่อนคู่งาม แล้วเลื่อนสายตาลงมองริมฝีปากบาง ก่อนที่หมิงเซียนจะรู้ตัว องค์รัชทายาทก็แนบริมฝีปากลงหาแนบสนิท

ร่างโปร่งนั่งตัวแข็งทื่อ ความสับสนก่อตัวขึ้นฉับพลัน ทว่าด้วยสถานะที่แตกต่างเขาจึงไม่กล้าผลักอีกฝ่ายออกแม้ว่าจะตกใจมากเพียงไรก็ตาม

รัชทายาทจูบหมิงเซียนเพียงแค่ชั่วครู่เดียวก็ผละออก เขาลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมนุ่มอย่างทะนุถนอม “เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เจ้าคงยังไม่เข้าใจ เอาเป็นว่า ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตอบสนองอะไรทั้งนั้น ไว้เจ้าเข้าใจเรื่องพวกนี้เมื่อไหร่ และเจ้าต้องการข้า ถึงตอนนั้นก็ยังไม่สาย เพราะข้าไม่คิดบังคับฝืนใจเจ้าเป็นอันขาด”

หมิงเซียนกระพริบตาปริบ จะว่าเข้าใจก็พอจะเข้าใจ จะไม่เข้าใจเลยก็อาจจะใช่ แล้วมันยังไงกันนะ?

เห็นเด็กน้อยมีสีหน้าสับสน อี้เหรินก็อยากกอดเสียเหลือเกิน แต่ดูท่าตอนนี้เขาจะใช้แรงมากเกินไปแล้ว อาการเพลียตามร่างกายแล่นริ้วขึ้นมาจนหมดแรง เขาเอนหลังกลับไปพิงหัวเตียงพลางจับมือนุ่มมาลูบเล่น

ร่างโปร่งนั่งเงียบปล่อยให้ผู้สูงศักดิ์เล่นมือตนเองอยู่สักพักก็นึกได้

“ฝ่าบาท หมิงเซียนอยากเรียนเรื่องวรยุทธ ฝ่าบาททรงให้ใครมาสอนได้หรือไม่พะย่ะค่ะ?”

“วรยุทธ?”

“พะย่ะค่ะ” ร่างโปร่งพยักหน้า

“ทำไมเจ้าถึงสนใจเรื่องวรยุทธ?”

“หมิงเซียนคิดว่าหากใช้วรยุทธจากภายในร่างกาย ความสามารถของหมิงเซียนอาจจะช่วยรักษาฝ่าบาทได้พะย่ะค่ะ”

อี้เหรินครุ่นคิด อืม...ก็มีความเป็นไปได้ ธาตุในกายย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่า หากความสามารถของหมิงเซียนรักษาทุกโรคได้จริง เด็กคนนี้จะต้องเป็นที่ต้องการของคนทุกผู้ในแผ่นดินอย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นจะให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้ามาสอนคงไม่ได้

“หมิงเซียน เจ้าให้คุณชายถงพาเจ้ากลับตำหนักไปก่อน แล้วเรียกให้องค์ชายเฟยหลงมาหาข้า ...เรื่องวรยุทธเจ้าอย่าได้บอกใครไป ข้าขอให้เรื่องนี้เป็นความลับ เข้าใจหรือไม่?”

“หมิงเซียนเข้าใจแล้วพะย่ะค่ะ”

 

 

วันรุ่งขึ้น ที่ตำหนักจิวฝูก็ได้มีแขกคนพิเศษที่ต้องรับรองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

หมิงเซียนลุกจากเตียงเมื่อสาวใช้มาปลุก เขารีบล้างหน้าล้างตาอย่างร้อนรนด้วยกลัวว่าแขกคนสำคัญจะรอนาน ร่างโปร่งถึงกับรีบร้อนจนลืมเปลี่ยนเสื้อผ้า กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองยังสวมชุดนอนอยู่ก็เป็นตอนที่ออกมายืนอยู่ต่อหน้าองค์ชายเฟยหลงแล้ว

น่าขายหน้านัก!

 

จบบท

Up