Skip to menu

XEDITION

คำสาปสวรรค์

สถานะ : ยังไม่จบ

KimYoonBe

คำสาปสวรรค์

บทที่ 1 – คุณชายเลี่ย

 

 

 

หมอหลวงฟ่างฉินทำงานรับใช้คนในวังหลวงมาค่อนชีวิต สิ่งใดที่ว่าน่าอัศจรรย์ใจเขาได้พบเห็นมาแล้วนับไม่ถ้วน การรับใช้อยู่ข้างกายราชวงศ์ช่วยให้เขาได้เปิดหูเปิดตามาไม่น้อย ทว่าสิ่งเหล่านั้นไม่อาจเทียบได้เลยกับเด็กชายผู้มีเส้นผมสีขาวดุจหิมะคนนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่เด็กคนนี้วางสองมือลงเหนือบาดแผลตามตัวองค์รัชทายาทก็สามารถสมานแผลทั้งหมดให้หายสนิทได้ราวกับปาฏิหาริย์ พลังวรยุทรยังไม่อาจเทียบได้ หากไม่ได้เห็นกับตาคงไม่เชื่อแน่ เด็กคนนี้เป็นคนพิเศษจริงๆ และในทางกลับกัน เด็กคนนี้ก็อาจน่ากลัวกว่าที่ใครคาดคิดได้ ความสามารถเกินคนเช่นนี้อย่างไรเสียก็ไม่น่าไว้วางใจซะทีเดียว

 

ภายในกระโจมเล็ก หมอหลวงแก่ชรามองร่างของเด็กชายที่ในเวลานี้หมดสติอยู่บนแคร่ไม้ ความสามารถของเด็กคนนี้ใช้รักษาบาดแผลได้ก็จริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยกับการสูญเสียพลังชีวิต ยิ่งบาดแผลที่รักษานั้นร้ายแรงมากเท่าใด พลังชีวิตก็จะยิ่งถูกดูดออกไปมากเท่านั้น เป็นผลกระทบของการใช้พลังวิเศษ เพราะอย่างนั้นจะว่าเป็นพลังที่ดีก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก

 

ตอนนี้องค์รัชทายาททรงฟื้นสติแล้วโดยสมบูรณ์ พระองค์ทรงต้องการพบกับเด็กคนนี้ให้เร็วที่สุด แต่ดูเหมือนว่ายังคงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วยามกว่าที่เจ้าตัวจะตื่นขึ้นมา ฟ่างฉินถูกสั่งให้มาดูอาการว่าเป็นเช่นไร เมื่อตรวจดูชีพจรที่เต้นสม่ำเสมอก็ไม่มีอะไรน่ากังวล หมอหลวงชราลุกขึ้นยืน จ้องมองใบหน้างดงามราวรูปสลักอยู่อึดใจ ก่อนหมุนตัวเดินออกจากกระโจมเพื่อไปรายงานนายเหนือหัว

 

 

 

 

กว่าที่หมิงเซียนจะฟื้น ดวงอาทิตย์ก็ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ขนตาสีขาวที่เปลือกตาบางสั่นไหวอยู่เพียงครู่ก่อนเผยให้เห็นนัยน์ตาสีอ่อน ร่างโปร่งนอนนิ่งค้างอยู่เช่นนั้นด้วยอาการเบลอ ก่อนที่สติจะค่อยๆ เรียบเรียงเหตุการณ์อย่างช้าๆ เขาจำได้ว่าตนเองได้มองสบตากับมัจจุราชที่น่ากลัวมาก นัยน์ตาสีดำสุดลึกล้ำคู่นั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ยากจะต้านทานไหว มือที่จับกระบี่ข้างนั้นไม่มีวี่แววของการลังเลในการปลิดชีวิตคนแม้แต่น้อย ด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ เขาจึงพยักหน้าตอบรับที่จะทำการรักษาให้กับองค์รัชทายาท และด้วยบาดแผลสาหัสทั่วทั้งตัวขององค์รัชทายาทนั้นเองที่ทำให้เขาถึงกับหมดสติไป

 

ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกัน? หมิงเซียนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เขามองไปรอบกระโจมที่ไม่มีใครอยู่นอกจากตนเอง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือการหลบหนี เขาไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะถูกคนพวกนั้นทำร้ายหรือไม่ สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือต้องหนีออกไปเท่านั้น

 

หมิงเซียนหย่อนปลายเท้าเปลือยเปล่าที่เปรอะฝุ่นดินของตนเองลงกับพื้นให้เบาที่สุด ค่อยๆ ก้าวเดินไปที่ทางออกอย่างระแวดระวัง ทว่ายังไม่ทันที่มือจะเอื้อมไปถึงม่านประตู ใครบางคนกลับปัดม่านนั้นออกไปเสียก่อน นัยน์ตาสีอ่อนเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าใครที่มายืนอยู่เบื้องหน้า และด้วยความเพลียจากการรักษาครั้งล่าสุดนั้นยังไม่จางหายดี ดังนั้นการที่หมิงเซียนเกิดอาการตกใจและรีบถอยหนีจึงพาเอาร่างทั้งร่างเซจนล้มลงกับพื้น

 

ร่างสูงใหญ่ขององค์ชายเฟยหลงในชุดนักรบเต็มยศก้มมองร่างบนพื้นด้วยสายตานิ่งแข็งขึง เขาไม่ได้ก้มลงช่วย เพียงแต่หลบให้ใครอีกคนเดินเข้ามา

 

องค์รัชทายาทเดินตามน้องชายเข้ามาในกระโจมของผู้ที่ช่วยชีวิตตนไว้ ใบหน้าของเขานั้นอ่อนโยนและดูใจดีแตกต่างจากน้องชายโดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นว่าร่างโปร่งล้มลงกับพื้นก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืน แต่ด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย เจ้าของมือผอมบางจึงบิดมือเบี่ยงตัวหนีแล้วถอยหลังไปอีกสองก้าว

 

“เจ้ายังเพลียอยู่สินะ นั่งก่อนเถิด ...ข้าหมายถึงนั่งข้างบน” เมื่อเห็นร่างโปร่งทำท่าจะนั่งลงกับพื้น รัชทายาทก็รับสั่งใหม่ ส่วนตนเองก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัว โดยมีน้องชายยืนกอดอกนิ่งอยู่ข้างๆ

 

หมิงเซียนนั่งกุมมือแน่น มองทหารอีกสองนายก้าวเข้ามาในกระโจม แล้วคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าตนจะถูกจับไปฆ่าหรือไม่ ยิ่งคิดก็ยิ่งมือสั่นจนต้องบีบให้แน่นขึ้น

 

“หลั่วคัง ได้ความว่าอย่างไรบ้าง” รัชทายาทหันไปพูดกับนายทหารที่เดินเข้ามาก่อนคนแรก

 

“ทูลองค์รัชทายาท ทหารเชลยเล่าว่าถูกรักษาโดยคนที่มีผมสีขาวไม่ผิดแน่ และได้ไปบอกกับคนอื่นๆ เพื่อกลับเข้าไปในป่าตามหาตัวคนผู้นั้น ทว่ายังไม่ทันตามหาเด็กคนนี้เจอก็ถูกเราล้อมจับมาได้เสียก่อน ส่วนเรื่องไฟไหม้กระท่อมนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ทหารพวกนั้นบอกกับเราว่าไม่ใช่คนลงมือ ตอนที่เราไปถึงและได้พบกับเด็กคนนี้ กระท่อมก็ไหม้จนมอดดับไปหมดแล้ว”

 

ไม่ใช่ฝีมือทหารพวกนี้หรือ? หมิงเซียนเงยหน้าขึ้นมองคนพูด อยากจะถามย้ำอีกสักครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่ก็กลัวเกินกว่าจะปริปากออกไปได้

 

รัชทายาทพยักหน้ารับ เขาหันกลับไปมองคนข้างกาย “ดูเหมือนเด็กคนนี้จะไร้ที่อยู่แล้วนะ เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?”

 

เฟยหลงยังคงวางสายตาอยู่ที่ร่างโปร่ง สร้างแรงกดดันให้ฝ่ายนั้น “แล้วแต่เสด็จพี่เถิด เพราะหากถามความเห็นข้าจริงๆ เสด็จพี่คงไม่ยอม”

 

“เจ้าคิดจะตัดหัวผู้มีพระคุณของข้าสินะ” รัชทายาทพูดอย่างทีเล่นทีจริง ทว่าก็ทำเอาคนถูกพูดถึงขนลุกไปทั้งตัว “ท่านนายพลฟุล่ะ คิดเห็นเช่นไร”

 

นายพลฟุค้อมกายทีหนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “น่ากลัวว่าเชลยคนนั้นคงเล่าให้หลายคนฟังจนน่าจะลามไปถึงหูของ หานลู่ รัชทายาทรัฐถิงแล้วกระมัง กระหม่อมคิดว่าหากไม่ฆ่าเขาเสีย ก็คงต้องเก็บเอาไว้เสียเองพะย่ะค่ะ”

 

“ในฐานะเชลยสินะ” รัชทายาทแห่งฉางจงพยักหน้าน้อยๆ แล้วหันไปหาร่างโปร่ง “เจ้าชื่อแซ่ว่าอะไรรึ? เฮ้อ ข้าน่าจะถามเจ้าตั้งนานแล้วนะ เป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้แท้ๆ แต่ข้ายังไม่รู้นามของเจ้าเลย”

 

ฟังคนเขาพูดกันไปมาอยู่นาน พอถูกตกเป็นเป้าสายตาก็เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ กว่าหมิงเซียนจะยอมเปิดปาดพูดก็หลายอึดใจทีเดียว

 

“...เลี่ย หมิงเซียน”

 

นับเป็นครั้งแรกที่คนทั้งหมดได้ยินเสียงของร่างโปร่ง แม้ว่าเจ้าตัวจะเอ่ยเบาแสนเบา แต่ก็ยังพอรับรู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นทั้งหวานทั้งเสนาะหูมากแค่ไหน รัชทายาทถึงกับมองหมิงเซียนด้วยสายตาต้องใจ

 

“หมิงเซียน...เทพแห่งแสงสว่างงั้นหรือ? ความหมายช่างตรงกับเจ้านัก” รัชทายาทเอ่ยปากชม “หมิงเซียน ต่อจากนี้เจ้าคงต้องเป็นเชลยของรัฐฉางจง ชีวิตของเจ้าขึ้นอยู่กับเรา เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเชลยหมายถึงอะไร?”

 

ที่นี่ไม่ใช่ค่ายทหารของรัฐถิง แต่เป็นค่ายทหารของรัฐฉางจงต่างหาก หมิงเซียนเพิ่งเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งก็ตอนนี้เอง ตามที่เขาเข้าใจ เชลยคือเหยื่อที่ถูกศัตรูจับตัวได้ ถ้าอย่างนั้นเขาก็คงจะหนีรอดออกไปไม่ได้แล้วจริงๆ อย่าว่าแต่เอาชีวิตรอดเลย แค่จะหนีจากสายตาของคนผู้นั้นเขายังทำไม่ได้ นับประสาอะไรจะให้สู้เอาตัวรอดกัน

 

จู่ๆ ก็รู้สึกถึงแรงกดดันทางสายตาขององค์ชายเฟยหลงมากยิ่งขึ้น หมิงเซียนตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด

 

“อย่ากลัวไปเลยหมิงเซียน ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก ข้าจะทำร้ายคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้ได้อย่างไรกัน” รัชทายาทพูดเมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวของร่างโปร่ง “ข้าอยากจะถามเจ้าอีกสักหน่อย เรื่องของเจ้า มีใครอื่นรู้อีกบ้าง?”

 

หมิงเซียนส่ายศีรษะ

 

“ไม่มีเลยหรือ?”

 

ริมฝีปากบางกัดแน่น ก่อนยอมพูดไม่สบตาใครทั้งนั้น “ข้า...โตมาในป่ากับท่านพ่อท่านแม่ ไม่เคยออกไปเจอใคร มีแค่ทหารคนนั้น กับท่านที่ข้ารักษาให้” คำพูดของหมิงเซียนนั้นก็เหมือนชาวบ้านไร้ยากที่ห่างไกลความเจริญ ความรู้ก็แทบไม่มี การพูดจาจึงเป็นไปอย่างที่เห็นนี้ คนในกระโจมก็พอจะเข้าใจได้ไม่อยาก เด็กที่โตมาในป่าจะให้มีความรู้สักเท่าใดกัน

 

ในความคิดของทุกคน เด็กชายร่างโปร่งบางตรงหน้านี้เหมือนเพชรเม็ดงามที่ถูกเก็บไว้ในเปลือกหินที่เจ้าของคงอยากจะรักษาไว้ไม่ให้ใครได้แย่งชิง ทว่ามันก็ทำให้ความงดงามของเพชรนั้นบริสุทธิ์จนเกินไป ขาดการเจียระไน ช่างน่าเสียดายโดยแท้

 

“ญาติของเจ้าล่ะ นอกจากพ่อแม่ยังมีใครอีกไหม?”

 

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมบางสีขาวส่ายอีกครั้ง “ข้าไม่รู้” หมิงเซียนตอบตามตรง พ่อแม่ไม่เคยพูดถึงญาติคนไหน เขาจึงไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีกันแน่

 

รัชทายาทหนุ่มพยักหน้ารับแล้วครุ่นคิด เด็กคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา หากหานลู่ศัตรูตัวฉกาจรู้เรื่องเด็กคนนี้แล้วก็คงไม่มีทางปล่อยให้เราเอาตัวไปได้นานนัก เจ้านั่นจะต้องหาทางแย่งชิงคืนแน่ ด้วยความสามารถของหมิงเซียนแบบนี้ เขายอมให้ตกไปอยู่กับฝ่ายศัตรูไม่ได้โดยเด็ดขาด ต่อให้ต้องบังคับฝืนใจพากลับวังไปด้วยก็คงต้องทำ

 

“หมิงเซียน”

 

เจ้าของชื่อเงยหน้ามองคนเรียก

 

“เพื่อความปลอดภัยของเจ้า ข้าคงต้องให้ทหารพันธนาการตัวเจ้าไว้ ข้าไม่อยากให้เจ้าคิดสั้นทำอะไรโดยเปล่าประโยชน์จนถูกทหารของข้าทำร้าย เอาเป็นว่า ตั้งแต่วันนี้ไปเจ้าคือเชลยคนสำคัญของเราก็แล้วกัน ในวันพรุ่งเราจะเดินทางกลับวังพร้อมกัน หวังว่าเจ้าจะเข้าใจสถานการณ์นี้นะ”

 

เข้าใจสถานการณ์นี้ไหมน่ะหรือ? หมิงเซียนอยากจะตอบออกไปว่าเขาไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น พ่อแม่ของเขาเพิ่งตายไป เขายังไม่ทันได้เคารพศพหรืออาลัยอาวรณ์พวกท่านเลยแม้แต่น้อย ซ้ำคนที่ฆ่าพ่อแม่เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วนี่จู่ๆ ตัวเขาก็กลายมาเป็นเชลยอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยสักนิดเดียว

 

สวรรค์ ชีวิตเขายังตกต่ำไม่พออีกหรือ ทำไมชะตาชีวิตถึงได้โหดร้ายเช่นนี้

 

 

 

รุ่งสางก่อนพระอาทิตย์ทอแสง เหล่าทหารหนึ่งเริ่มเก็บสัมภาระกันอย่างรีบเร่ง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาในความมืดสลัว หมิงเซียนถูกจับมัดมือไขว้หลัง เขาเดินตามนายทหารหนุ่มไปเรื่อยๆ จนไปถึงหน้าสุดของขบวรทัพจำนวนหนึ่งที่ต้องเดินทางกลับเมืองหลวง ที่ซึ่งมีเหล่านายพลใหญ่รวมตัวกันอยู่

 

รัชทายาทกระโดดลงจากหลังม้าเมื่อร่างโปร่งถูกคุมตัวมาถึง

 

“ไม่ต้องกลัวนะหมิงเซียน เจ้านั่งม้าไปกับข้านี่แหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว”

 

ทั้งชีวิตหมิงเซียนไม่เคยสัมผัสต้องตัวกับใครนอกจากพ่อแม่ เมื่อต้องมาตกอยู่ในวงแขนคนอื่นเช่นนี้เขาก็ทำตัวไม่ถูกนัก ซ้ำม้าก็เพิ่งจะเคยขี่เป็นครั้งแรก การทรงตัวทั้งที่มือยังถูกมัดไพล่หลังนั้นยากเหลือเกิน แต่ดูเหมือนรัชทายาทจะรับรู้ถึงความลำบากนี้ของคนในวงแขน มือข้างหนึ่งจึงละจากเชือกรั้งม้ามากอดเอวคอดของร่างโปร่งไว้แทนเพื่อช่วยพยุงตัวให้ง่ายขึ้น ศีรษะของรัชทายาทหนุ่มก้มลงกระซิบใกล้เชลยคนงาม

 

“ทำตัวตามสบาย พิงข้าได้เลย อย่าเกร็ง เกิดข้าทำเจ้าตกม้าไปล่ะแย่เลย”

 

แม้รัชทายาทจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หมิงเซียนยังอดหวาดหวั่นในใจไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อสายตาพลันไปสบกับองค์ชายเฟยหลงที่ขี้ม้าขนาบมาข้างกันโดยบังเอิญ พลันหัวใจเต้นกระตุกผิดจังหวะ นัยน์ตาสวยรีบหลุบลงต่ำ มองมือที่กอดอยู่รอบเอวตนเองอย่างแน่วแน่

 

องค์ชายเฟยหลงน่ากลัวจริงๆ หมิงเซียนพรั่นพรึงอยู่ในใจ

 

ตอนที่ฟ้าเริ่มสางจนเห็นแสงอาทิตย์ ขบวนทัพของทหารก็เดินทางเข้าสู่เขตแดนฉางจงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตลอดระยะทางหมิงเซียนรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เขาไม่อาจละสายตาตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นจากเส้นขอบฟ้าได้เลย ธรรมชาติที่นอกเหนือจากป่าไม้ลำธารบนเขาก็เพิ่งจะมีวันนี้ที่ได้เห็นว่าข้างนอกนั้นสวยงามเพียงใด ทุ่งดอกไม้หลากสีและทิวเขาช่างงดงามเหลือเกิน

 

อาการตื่นเต้นของคนในวงแขนนั้นเรียกร้อยยิ้มบางจากรัชทายาทได้ไม่น้อย ทว่าภายในใจกลับรู้สึกเวทนาเด็กชายคนนี้นัก

 

“รู้ไหมหมิงเซียน ในวังยังมีอะไรที่สวยกว่านี้อีกนะ”

 

“อะไรเหรอ?” ด้วยความที่กำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติ หมิงเซียนจึงเผลอทำตัวตามสบาย ถามกลับอย่างใสซื่อ เรียกร้อยยิ้มให้คนด้านหลังได้อีกครั้ง

 

“ก็มากมายจนข้าพูดไม่หมดนั่นแหละ ดอกไม้หายากเอย ของใช้หายากเอย สัตว์เลี้ยงหายากเอย เยอะแยะมากมาย ไว้ข้าจะพาเจ้าไปดูให้หมดเลย ดีไหม?”

 

แม้แต่คนที่เคยเจอหญิงงามที่สุดในใต้ล้ายังไม่อาจละสายตาไปจากรอยยิ้มของหมิงเซียนได้ รูปลักษณ์ของหมิงเซียนนั้นชวนมองไปหมดอย่างที่ใครก็คงไม่อาจเห็นต่าง ทั้งที่เจ้าตัวอยู่ในสภาพมอมแมมเสื้อผ้าที่สวมใส่เล่าก็เก่าจนขาดวิ่น ยังสามารถสะกดใจคนมองได้มากเพียงนี้ หากได้ล้างเนื้อล้างตัวสวมใส่อาภรณ์ดีๆ จะน่ามองขนาดไหนกันเล่า

 

รัชทายาทหนุ่มอดสวมกอดกระชับเอวบางให้แน่นขึ้นอีกนิดไม่ได้ และอาการนั้นก็ตกอยู่ในสายตาของเฟยหลงมาโดยตลอด

 

 

 

การเดินทางดำเนินมาถึงวันที่สิบสาม ตลอดทางหมิงเซียนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากคนที่เป็นถึงรัชทายาทคนสำคัญ แม้ว่าหมิงเซียนจะเกิดที่รัฐถิง แต่เพราะไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวภายนอก การมารัฐฉางจงครั้งนี้จึงเหมือนได้ทำความรู้จักกับสิ่งต่างๆ เป็นครั้งแรก เหมือนกับคนที่ได้เกิดมาในรัฐนี้ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีองค์รัชทายาทก็ทรงบอกเล่าให้ฟังอย่างละเอียด ดังนั้นหากจะให้พูดกันตรงๆ หมิงเซียนก็ใกล้จะเป็นคนของรัฐฉางจงมากกว่ารัฐถิงอยู่มากโข

 

ขบวนทัพหยุดพักแรมคืนสุดท้ายก่อนเข้าเมืองหลวงในอีกไม่ถึงพันลี้ กระโจมชั่วคราวถูกตั้งใกล้กับริมแม่น้ำปิงซูซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของฉางจง หมิงเซียนจดจำคำบอกเล่าของรัชทายาทอย่างตั้งใจ เพราะลึกๆ แล้วเขาไม่อยากจมอยู่กับความเศร้าหมองที่ยังเกาะกินหัวใจ ความคิดถึงที่มีต่อพ่อแม่นั้นยากจะลืมเลือน เขาจึงต้องการข้ามความเศร้าหมองนั้นแล้วมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้มากเท่าที่จะทำได้ สิ่งที่เสียไปแล้วให้ทำอย่างไรก็ไม่อาจหวนคืนมาได้ และในเมื่อชีวิตของเขาถูกลิขิตขึ้นใหม่ เขาก็มีแต่ต้องยอมรับชะตากรรมเท่านั้น

 

องค์รัชทายาทอนุญาตให้ร่างโปร่งมานั่งเล่นที่ริมแม่น้ำได้ โดยมีนายทหารเฝ้าติดตามสองคน หมิงเซียนมองสายน้ำที่ไหลผ่านอย่างเหม่อลอย พยายามไม่คิดถึงแต่ก็อดไม่ได้ ภาพใบหน้าของตนเองสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ พลันน้ำตาคลอหน่วงจนภาพที่จินตนาการของพ่อแม่ที่เห็นอยู่ข้างกันนั้นบิดเบี้ยว เป็นเพราะตนเองแท้ๆ ที่ทำให้พ่อแม่ต้องพบเจอกับความยากลำบากและต้องตายในที่สุด เขาเกิดมาสร้างความลำบากให้พวกท่านแท้ๆ ทำไมนะ ทำไมเขาถึงไม่เหมือนคนอื่น สวรรค์ ทำไมถึงให้คนอย่างเขาเกิดมา ทำไมกัน

 

หมิงเซียนนั่งร้องไห้อย่างทนเก็บกดเอาไว้ไม่ไหว ท่อนแขนขาวบางยกขึ้นปาดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้หมดแรงสะอื้น ใบหน้าแดงก่ำเงยขึ้นจากเข่าที่ซบอยู่เป็นนาน เขาสูดหายใจลึกเพื่อเรียกสติ ท่านแม่เคยบอกเอาไว้ว่าความผิดบาปที่สุดคือการฆ่าตัวตาย เขาที่ยังมีชีวิตอยู่จะคิดจบปัญหาแบบนั้นไม่ได้ ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหนก็จะไม่คิดสั้นเด็ดขาด ชีวิตนี้พ่อแม่ให้มาเขาจะต้องรักษาเอาไว้ให้ดี

 

เมื่อตั้งสติได้ ร่างโปร่งก็ลุกขึ้นยืน ทว่าร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมทำให้เจ้าตัวหน้ามืดจนเกือบจะตกลงไปในแม่น้ำ หากไม่มีท่อนแขนของใครบางคนมารั้งไว้เสียก่อน ร่างของหมิงเซียนถูกกระตุกวูบเข้ามาแนบอกคนด้านหลัง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบใบหน้าของคนที่ตนกลัวสุดหัวใจ

 

“ข...ขอบคุณ”

 

ร่างโปร่งพูดตะกุกตะกักขณะเบี่ยงตัวเองออกจากวงแขนขององค์ชายเฟยหลง เขาก้มหน้าหลบสายตา สองมือที่ไร้การพันธนาการมาตั้งแต่สองวันก่อนกุมกันแน่น หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ

 

“หมดเวลาชมนกชมไม้ของเจ้าแล้ว กลับไปที่กระโจมซะ”

 

หมิงเซียนไม่อิดออดใดๆ เขารีบเดินกลับเข้าที่พักตามคำสั่งอย่างรวดเร็วโดยมีนายทหารสองคนเดินตาม ขณะเดินกลับไปนั้นหมิงเซียนก็พบว่าหัวใจของตนยังคงเต้นแรงไม่หยุดจนต้องยกมือขึ้นกุมเอาไว้ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกครั้งที่สบตากับองค์ชายเฟยหลงถึงทำให้หวั่นใจได้มากมายขนาดนี้ เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้มีแค่ความหวาดกลัว แต่ยังแฝงไปด้วยความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งที่ตนก็ไม่สามารถอธิบายได้ บางทีเขาคงจะกลัวฝ่ายนั้นมากจริงๆ แม้ว่าหน้าตาขององค์ชายเฟยหลงจะงดงามเยี่ยงบุรุษนักรบก็ตาม แต่สายตาและสีหน้าที่แสดงออกมายามมองเขานั้นช่างดุดันและน่ากลัวจริงๆ

 

องค์ชายเฟยหลงคงไม่ชอบเขาเอามากๆ หมิงเซียนคิดอย่างนั้น

 

“ทำไมหน้าตาเจ้าถึงได้เป็นเช่นนี้ล่ะ”

 

เมื่อเข้ามาในกระโจม องค์รัชทายาทก็ทักขึ้นทันที เขารีบลุกขึ้นไปหาเชลยคนสำคัญ จับใบหน้าเนียนให้เงยขึ้นเพื่อสำรวจร่องรอยการร้องไห้ แล้วก็พอเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใด หมิงเซียนเพิ่งจะอายุสิบสี่ เรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะอย่างไรก็คงมีผลกระทบกับจิตใจอย่างแน่นอน เขามองเด็กตรงหน้าแล้วโอบไหล่บางเข้ามากอด

 

“หมิงเซียน หากเจ้าอยากร้องไห้ ก็มาร้องกับข้าได้นะ ข้าจะอยู่ปลอบเจ้าเอง”

 

ความอบอุ่นอ่อนโยนที่รัชทายาทมอบให้ทำให้หมิงเซียนรู้สึกสงบใจได้บ้าง มือบางที่ยกขึ้นลังเลอยู่ไม่นานก็กอดตอบอีกฝ่าย ในบรรดาเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด อย่างน้อยคนที่เขาช่วยชีวิตไว้ก็ดีต่อเขาจริงๆ ความเคารพและความเชื่อใจต่อรัชทายาทคนนี้ก่อตัวขึ้นในใจของหมิงเซียนทีละเล็กทีละน้อย

 

หลังทานมือเย็นเรียบง่ายเสร็จแล้ว รัชทายาทก็เล่าเรื่องในวังให้หมิงเซียนฟังหลายต่อหลายเรื่อง เพื่อให้หมิงเซียนเข้าใจการใช้ชีวิตในวังได้อย่างราบรื่น แม้ว่าหมิงเซียนจะถูกจับตัวมาในฐานะเชลย แต่ด้วยฐานะตำแหน่งของรัชทายาทที่ใช้รับรองเชลยคนสำคัญคนนี้ หมิงเซียนจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในคุกเหมือนเชลยคนอื่นๆ แต่จะให้พักอยู่ที่ไหนนั้นยังคงต้องรอพบกับต้าอ๋องเสียก่อน

 

วันสุดท้ายของการเดินทางใช้เวลาครึ่งวันก็มาถึงที่หมาย ประตูวังหลวงอยู่สุดสายตานี้เอง ตลอดทางที่ผ่านมาทั้งร้านค้าและบ้านเรือนในเมืองหลวงล้วนทำให้หมิงเซียนตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก ผู้คนตลอดข้างทางต่างก็นั่งก้มหน้าสรรเสริญขบวรทัพกันเป็นทิวแถว ยิ่งมีคนมากเท่าไหร่รัชทายาทก็ยิ่งต้องดูแลคนในวงแขนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเส้นผมสีขาวของหมิงเซียน เขาได้ใช้ผ้ามาคลุมปิดบังเอาไว้เพื่อปกปิดความแปลกประหลาดนี้ของหมิงเซียน ด้วยกลัวว่าหากชาวบ้านเห็นเข้าจะเกิดข่าวลือกันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

 

ความตระการตาของราชวังทำให้หมิงเซียนทึ่งอยู่ในใจ เขาไม่เคยจินตนาการถึงสิ่งปลูกสร้างที่สวยสดงดงามเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ ตำหนักแต่ละหลังล้วนมีลวดลายแกะสลักอย่างประณีต ขบวนทัพทั้งหมดหยุดที่ส่วนของวังชั้นนอก เหลือเพียงเหล่านายพล องค์ชายเฟยหลง และรัชทายาทเท่านั้นที่เดินเข้าวังไปด้านใน

 

หมิงเซียนที่ไร้การพันธนาการใดๆ ถูกรัชทายาทจูงมือเดินนำคนอื่นๆ ไปตามทางราวกับตนเป็นแขกหาให้ใช่เชลยไม่ นัยน์ตาสวยมองแผ่นหลังเจ้าของมือที่กอบกุมไปอย่างไม่ใคร่เข้าใจนัก ว่าเหตุใดคนสูงศักดิ์ผู้นี้ถึงทำดีกับตนนัก แม้ว่าเขาจะช่วยรักษาบาดแผลฉกรรจ์ให้ครั้งหนึ่งก็ตาม แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่เด็กยากจนต่างถิ่นคนหนึ่งเท่านั้นเอง

 

ครุ่นคิดอยู่ได้ไม่นาน ร่างโปร่งก็เดินมาถึงท้องพระโรงขนาดใหญ่ หมิงเซียนรู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก ถึงรัชทายาทจะบอกไว้ก่อนแล้วก็ตามว่าจะต้องมาเข้าเฝ้าต้าอ๋อง แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ เขาก็ยังทำใจไม่ได้ดีนัก เรื่องประเพณีมารยาทอะไรเขาก็ยังจำได้ไม่ขึ้นใจ หากกระทำอะไรผิดไปเขาจะถูกสั่งตัดหัวหรือเปล่านะ

 

รัชทายาทบีบมือบางแน่นๆ ทีหนึ่งเมื่อรับรู้ถึงมือที่สั่นเล็กน้อย แล้วหันมายิ้มให้กำลังใจ

 

เมื่อทั้งหมดมาถึงหน้าพระพักตร์ องค์รัชทายาทก็เริ่มทำความเคารพก่อนเป็นคนแรก

 

“ถวายพระพรเสด็จพ่อ”

 

ตามด้วยองค์ชายเฟยหลง และคนอื่นๆ ตามลำดับ หมิงเซียนทำท่าเคารพพร้อมกับคนกลุ่มสุดท้ายนี้

 

ต้าอ๋องแห่งฉางจงนั้นยังดูหนุ่มอยู่มากเมื่อเทียบกับคนที่มีอายุห้าสิบทั่วไป องค์กษัตริย์ยกมือขึ้นบอกให้ทุกคนลุกขึ้นยืนได้ เขามองลูกชายสองคนที่ไปออกศึกถึงสามเดือนเพื่อหยุดยั้งการรุกล้ำทางชายแดน แล้วพยักหน้าให้น้อยๆ ไปทางองค์ชายเฟยหลง ลูกชายคนสำคัญทางการศึกที่ไม่มีลูกคนไหนเทียบศักยภาพเท่าคนนี้ได้

 

“ข้าได้รับสาส์นม้าเร็วจากเจ้าแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ”

 

องค์ชายเฟยหลงค้อมกายต่ำ “พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ตอนนี้พวกรัฐถิงถอยร่นไปหลายพันลี้แล้ว แต่เรายังต้องวางทหารคุมชายแดนไว้จำนวนหนึ่งเพื่อรอดูสถานการณ์ต่อไป”

 

คนบนบัลลังก์พยักหน้า แล้วหันมาทางรัชทายาท “ในสาส์นบอกว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส เด็กคนนี้ใช่ไหมที่ช่วยรักษาจนหายดี”

 

หมิงเซียนยืนก้มหน้าไม่กล้าสบตา รัชทายาทหนุ่มยิ้มรับตอบผู้เป็นพ่อ “ใช่พะย่ะค่ะ  เพราะเด็กคนนี้ลูกถึงรอดมาได้” เขาหันมาทางหมิงเซียนแล้วปลดผ้าคลุมที่คลุมศีรษะร่างโปร่งออก เมื่อผ้าไหลตกลงพื้น ทั่วทั้งท้องพระโรงก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา

 

ต้าอ๋องผู้เจนจัดโลกมานานหรี่สายตามองเด็กชายเบื้องหน้า คำทำนายโบราณของฉางจงมีกล่าวไว้มากมาย และหนึ่งในคำทำนายที่ตนรับรู้มานั้นพูดถึงบุคคลผู้มีพลังวิเศษคนหนึ่งจะเข้ามาเยือนราชวงศ์ ซึ่งในคำทำนายนั้นไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องดีหรือร้าย ดังนั้นการที่จะให้ที่พำนักเด็กคนนี้ย่อมมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในราชวงศ์ ต้องตัดสินใจให้ดี

 

“อี้เหริน” ต้าอ๋องเรียกชื่อของรัชทยาท “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเด็กคนนี้มีความสามารถพิเศษย่อมไม่ใช่คนธรรมดา”

 

“ลูกทราบดี ดังนั้นลูกจึงอยากให้เขาอยู่กับเรา มากกว่าจะปล่อยให้อยู่กับหานลู่ คนใจคดเช่นหานลู่จะต้องใช้หมิงเซียนในทางไม่ดีแน่ เรื่องนี้ลูกได้ปรึกษากับนายพลฟุแล้วว่าการที่เราเก็บหมิงเซียนไว้ใกล้ตัวย่อมเป็นผลดีกว่า”

 

“แล้วเจ้าล่ะ เฟยหลง เจ้าคิดเหมือนพี่ของเจ้าหรือเปล่า”

 

ทุกสายตาหันไปทางองค์ชายนักรบ แม้แต่หมิงเซียนยังเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนเยื้องอยู่ข้างหน้า

 

“ทูลเสด็จพ่อ ลูกไม่มีความเห็นเรื่องนี้พะย่ะค่ะ หากรัชทายาทเห็นชอบ กระหม่อมก็ไม่ขัดสิ่งใด”

 

ใครๆ ต่างก็รู้ว่าองค์ชายเฟยหลงสนใจอยู่เพียงเรื่องรบจับศึกเท่านั้น เมื่อได้ฟังความเห็นเช่นนี้ก็ไม่แปลกใจเท่าใดนัก องค์กษัตริย์เองก็รู้ดีว่าลูกชายคนนี้เป็นคนเช่นไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องคำทำนาย เฟยหลงไม่มีทางสนใจเรื่องแบบนั้นแน่นอน นัยน์ตาคมปราบของผู้เป็นกษัตริย์วกกลับมาที่เด็กชายผอมบางในชุดซอมซ่ออีกครั้ง พลางครุ่นคิด เด็กคนนี้พิเศษจริงๆ และคนพิเศษที่อยู่ใกล้มือเราย่อมต้องดีกว่า เรื่องคำทำนายนั่นไม่ได้ระบุเจาะจงเอาไว้ว่าดีหรือร้าย ถ้าอย่างนั้นก็สมควรที่จะเสี่ยงหรือ? ยิ่งคิด องค์กษัตริย์ก็ยิ่งไม่แน่พระทัยว่าควรจะตัดสินเช่นไร

 

“ทูลฝ่าบาท” ราชเลขาฝ่ายขวาก้าวเข้ามาข้างหน้า เมื่อได้รับสัญญาณให้พูดก็เอ่ยต่อ “กระหม่อมมีความเห็นบางอย่าง ขอฝ่าบบาททรงรับพิจารณา”

 

“ว่ามา”

 

“เด็กคนนี้มาพร้อมกับชัยชนะของศึกที่ยืดเยื้ออยู่แรมปี ซ้ำยังช่วยชีวิตองค์รัชทายาทเอาไว้ย่อมเป็นหมายเหตุที่ดี แต่ถึงกระนั้น ความพิเศษของเด็กคนนี้นั้นเกินคน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นปีศาจหรือเปล่า ดังนั้นกระหม่อมขอเสนอให้คุมตัวเด็กคนนี้ไว้ที่ตำหนักเย็นเป็นเวลาสามปี จนกว่าเราจะแน่ใจว่าเด็กคนนี้ไม่เป็นพิษภัยกับฉางจง”

 

ราชเลขายังพูดไม่ทันจบ รัชทายาทก็ตะโกนขึ้นมา

 

“อะไรนะ ทำเช่นนั้นก็เท่ากับจองจำหมิงเซียนไม่ใช่รึ!”

 

ราชเลขารีบหันไปค้อมศีรษะให้รัชทายาท “องค์รัชทายาทได้โปรดฟังกระหม่อมให้จบเสียก่อน เรื่องที่ให้เด็กคนนี้ไปพำนักที่ตำหนักเย็นนั้นก็เพื่อเป็นการยืนยันให้รู้ว่าเจ้าตัวหาใช่ปีศาจร้ายที่ไหน ซ้ำการอยู่ในตำหนักเย็นสามปียังช่วยกลบร่องรอยของเด็กคนนี้ได้เป็นอย่างดี และหากเด็กคนนี้เป็นปีศาจจริงย่อมต้องอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน อาจจะเสียเวลาสักหน่อย แต่แลกมาด้วยการยืนยันตัวตนของเด็กคนนี้ หากองค์รัชทายาทอยากเก็บเขาไว้ก็คงต้องใช้วิธีนี้พะย่ะค่ะ”

 

วันหนึ่งเรื่องของหมิงเซียนจะต้องรั่วไหลจนชาวบ้านรับรู้ และอาจพูดกันไปต่างๆ นาๆ จนกลายเป็นคำล่ำลือผิดๆ หากคิดว่าดีก็ดีไป แต่หากชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นปีศาจร้ายที่อาศัยอยู่ในวังหลวงได้เกิดโกลาหลเป็นแน่ และเรื่องสำคัญที่สุดคือรัชทายาทรัฐถิง หานลู่ แม้ไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือให้ฝ่ายนั้นรู้ว่าเราได้ตัวหมิงเซียนมาแล้ว ทหารเลวพวกนั้นถูกสั่งสังหารตายไปหมดไม่มีเหลือ แต่หากจะตามหาจริงๆ ก็คงมีความเป็นไปได้อยู่มาก ถ้าหากหมิงเซียนอยู่ที่ตำหนักเย็นก็อาจจะทำให้ผู้คนเชื่อได้ว่าหมิงเซียนเป็นคนของฉางจงตั้งแต่แรกไปโดยปริยาย บางทีสิ่งที่ราชเลขาเสนอคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆ

 

“เจ้ามีความเห็นเช่นไร อี้เหริน”

 

รัชทายาทยังคงครุ่นคิด ไม่ตอบผู้เป็นพระบิดาโดยทันที เขาหันไปมองเด็กชายข้างตัวอย่างพยายามนึกหาทางออกอื่นนอกเหนือจากนี้ แต่ก็คิดไม่ออกจริงๆ ใช่ว่าเขาจะใช้อำนาจในยศศักดิ์ของรัชทายาทดื้อดึงรั้งตัวหมิงเซียนไว้ได้ หากทำเช่นนั้นคนเหล่านี้จะไว้เนื้อเชื่อใจเขาในภายภาคหน้าได้อย่างไร เมื่อคิดให้ดี ความปลอดภัยของหมิงเซียนสำคัญที่สุด เห็นทีเขาคงต้องยอมรับข้อเสนอนี้

 

รัชทายาทยอมจำนนต่อความคิดเห็นของราชเลขา เขาตอบรับข้อเสนอในที่สุด

 

ด้วยเหตุนี้เอง หมิงเซียนจึงถูกพาไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์เสียใหม่ เพื่อเตรียมตัวออกกจากวังและไปพำนักอยู่ที่ตำหนักเย็น ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาเหอซ่าน ตำหนักเย็นนั้นเป็นตำหนักที่มีแต่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่มาสักการะเทพเจ้าผู้ปกปักรักษาดินแดนฉางจง ในปีหนึ่งจะมีพิธีไหว้เจ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างใหญ่โตครั้งหนึ่ง คนทั้งเมืองจะมาร่วมเข้าพิธีนี้ด้วย เรียกว่าเป็นเทศกาลประจำปีที่ใหญ่ที่สุดเลยทีเดียว ในวันที่หมิงเซียนถูกพาตัวไปที่ตำหนักเย็นนั้น จู่ๆ ฟ้าฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง เกี้ยวที่หมิงเซียนนั่งนั้นแทบจะคุมเอาไว้ไม่อยู่ รัชทายาทที่เดินทางมาส่งด้วยยังอดเชื่อมโยงสายฝนเข้ากับตัวของหมิงเซียนไม่ได้ ไม่รู้ว่าการที่หมิงเซียนต้องไปอยู่ในตำหนักเย็นจะทำให้สวรรค์พิโรธหรือเปล่า แต่กระนั้นขบวนส่งตัวของหมิงเซียนที่ชาวบ้านได้รับรู้เพียงว่าเป็นคนสำคัญของคนในวังหลวงก็ยังเดินขบวนต่อไป ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำราวกับพายุ ชาวฉางจงต่างก็ได้รับรู้การมีอยู่ของหมิงเซียนในวันนั้นเอง

 

 

 

ที่หน้าประตูตำหนัก ร่างโปรงยืนมองขบวนส่งตัวเดินกลับลงเขาไป ก่อนที่รัชทายาทจะกลับฝ่ายนั้นกอดเขาไว้แนบแน่นแล้วบอกว่าจะมาหาเขาบ่อยๆ ในตอนนั้นหมิงเซียนไม่ได้คิดอะไรอื่นจริงๆ นอกจากยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ถูกจองจำในคุกดังเช่นเชลยคนอื่นๆ ซ้ำยังได้รับการแต่งตั้งเป็นคนของวังหลวงซึ่งเขาไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ ครึ่งเดือนก่อนเขายังเป็นแค่เด็กไร้ค่าที่อาศัยอยู่ในป่าเขาอยู่เลยแท้ๆ ดูท่าชะตาชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

 

“คุณชายเลี่ย ฝนด้านนอกยังโหมกระหน่ำอยู่ เข้ามาด้านในเถิดเจ้าค่ะ”

 

เสียงของสาวใช้ดังขึ้นจากด้านหลัง นี่เป็นอีกเรื่องที่หมิงเซียนไม่คุ้นชินเลยสักนิด เขาไม่ได้ถูกปล่อยไว้ที่ตำหนักเย็นเพียงลำพัง แต่ยังมีสาวใช้สองคนและทหารคุ้มครองสี่คนอยู่ที่นี่ด้วย

 

ความสำคัญของเขาในสายตาของรัชทายาทมีมากเท่าใดนั้น หมิงเซียนเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ เขาไม่ได้เรียกร้อง เพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องสิ่งใด  และเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้ด้วยเช่นกัน

 

ด้วยความที่ไม่อยากทำให้ใครต้องลำบากไม่ว่าจะด้วยทางกายหรือทางใจ หมิงเซียนยอมเดินกลับเข้าไปด้านในแต่โดยดี เขายืนมองรอบๆ ตัว ตำหนักเย็นแห่งนี้ทำจากหินอ่อนทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าจะฤดูไหนอากาศภายในนี้ก็จะยังคงเย็นอยู่เสมอ และแม้ว่าทุกอย่างที่เห็นจะงดงามมากแค่ไหน แต่ก็เงียบเหงาเกินกว่าจะอยู่อาศัยมากเหลือเกิน

 

“พวกท่านชื่อว่าอะไรหรือ?”

 

หมิงเซียนทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะกลางห้อง มองสองหญิงสาวที่ยืนรอรับใช้อยู่ข้างๆ

 

คนที่เรียกหมิงเซียนเมื่อครู่ระบายยิ้ม “ข้าน้อยชื่อลี่เลี่ยนเจ้าค่ะ” หน้าที่ของนางคือคอยดูแลความเป็นอยู่ของหมิงเซียน เมื่อเห็นว่าอากาศภายในห้องนั้นเย็นลงมากจึงเดินไปหยิบผ้าคลุมไหล่มาให้เจ้านายคนใหม่ของเธอ

 

“ข้าน้อยชื่อจิวหลินเจ้าค่ะ ต่อไปนี้จิวหลินจะคอยสอนเรื่องต่างๆ ให้กับคุณชายเลี่ยเจ้าค่ะ” จิวหลินเป็นนางกำนัลในวังหลวงที่ถือว่ามีความรู้ความสามารถพอตัว นางจึงถูกรัชทายาทส่งตัวมาดูแลหมิงเซียนและคอยสอนเรื่องต่างๆ ไปด้วย

 

ร่างโปร่งพยักหน้าน้อยๆ พลางหยุดคิดถึงโชคชะตาในวันข้างหน้า ชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าต่อจากนี้ชีวิตตนเองจะเป็นเช่นไรอีก

 

 

 

จากวันที่หมิงเซียนเข้าไปอยู่ในตำหนักเย็น วันเวลาก็ได้ผ่านล่วงเลยไปอย่างราบรื่น เขาได้เรียนหนังสือขั้นพื้นฐานกับจิวหลิน ภายใต้การดูแลของสองสาวใช้ หมิงเซียนค่อยๆ เติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่ขับกล่อมให้กลายเป็นคนอ่อนโยนและนุ่มนวลไปทุกกิริยาท่วงท่า ทุกครั้งที่รัชทายาทมาหาทรงเอ่ยชมหมิงเซียนไม่ขาดปาก ตลอดระยะเวลาสามปี รัชทายาทมาเยี่ยมหมิงเซียนนับได้ห้าครั้งเท่านั้น การที่รัชทายาทจะออกจากราชวังนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ และในครึ่งปีสุดท้ายรัชทายาททรงประชวรหนักทำให้ไม่สามารถออกจากวังได้ ดังนั้นในวันที่หมิงเซียนได้รับอนุญาตให้เข้าวัง คนที่มารับหมิงเซียนจึงเป็นองค์ชายเฟยหลง น้องชายที่รัชทายาทไว้วางใจมากที่สุด

 

การเข้าวังครั้งนี้ไม่ได้มีขบวนแห่เหมือนในวันแรกที่มาตำหนักเย็น เนื่องจากในเวลานี้เรื่องของหมิงเซียนเริ่มมีผู้คนให้ความสนใจ มีข่าวลือแพร่ไปในกลุ่มชาวบ้านเมืองหลวงมากพอควร เพื่อป้องกันสถานการณ์เลวร้าย จึงมีเพียงองค์ชายเฟยหลงและองค์รักษ์สองนายเดินทางมารับเท่านั้น

 

เนื่องจากคนที่มารับเป็นเฟยหลง หมิงเซียนที่ไม่ได้เตรียมใจมาเจอคนที่ตนหวาดกลัวจึงเกิดอาการตกใจขึ้นมายามได้เห็นชายหนุ่ม สามปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ความหวาดกลัวที่มีต่อองค์ชายคนนี้ลดลงเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทวีความเกรงกลัวมากขึ้นด้วยซ้ำ รูปร่างขององค์ชายเฟยหลงดูกำยำมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ใบหน้าเคร่งขรึมดุดันสมเป็นคนหนุ่มที่ออกศึกมานับไม่ถ้วน

 

ในทางตรงกันข้าม หมิงเซียนในวัยสิบเจ็ดปีนั้นดูเปลี่ยนไปมากเหลือเกินในสายตาขององค์ชายหนุ่ม เด็กชายไร้บ้านที่เคยเจอเมื่อสามปีก่อนเปลี่ยนไปเป็นเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอ่อนหวานนุ่มนวล ใบหน้าเล่าก็งดงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รูปหน้าเรียว ผิวขาวผ่อง ทว่าก็ยังดูอ่อนแอและไร้เดียงสาไม่เปลี่ยน

 

ซึ่งเขาไม่ถูกกับคนประเภทนี้นัก

 

หมิงเซียนเผลอเสียมารยาทด้วยการถอยหลังไปเสียหลายก้าว ก่อนจะได้ทักทายคนตรงหน้า แต่ดูเหมือนอีกคนก็ไม่ได้สนใจมารยาทสักเท่าใดนัก เพราะฝ่ายนั้นเพียงแค่หันไปสั่งคนรับใช้ห้วนๆ

 

“เก็บเฉพาะข้าวของที่จำเป็นเท่านั้น”

 

“เพคะองค์ชายเฟยหลง” สองสาวใช้น้อมกายรับคำสั่ง แล้วรีบไปหยิบข้าวของที่เตรียมไว้อยู่ก่อนแล้วออกไปให้นายทหารด้านนอก

 

หมิงเซียนหันซ้ายหันขวา กำลังคิดจะเดินเข้าไปช่วยสาวใช้ก็ถูกมือใหญ่จับยึดข้อมือไว้ให้หันกลับมา

 

“ข้าขอคุยด้วยสักเดี๋ยว” พูดแค่นั้นแล้วก็ลากร่างโปร่งไปยังห้องเล็กด้านข้าง

 

เมื่อเหลือกันอยู่สองคน หมิงเซียนก็นิ่งรอว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร และในตอนนั้นเองข้อมือที่ถูกจับอยู่ก็ถูกกำแน่นขึ้นจนอดร้องออกมาด้วยความเจ็บไม่ได้

 

“อ่ะ...”

 

เฟยหลงกระชากข้อมือนั้นให้ร่างของหมิงเซียนขยับมาใกล้มากขึ้น “อย่าสำออยไปหน่อยเลย หากข้าคิดจะลงมือกับเจ้าจริงๆ กระดูกเจ้าคงแหลกไปแล้ว”

 

หมิงเซียนน้ำตาซึม เขาเจ็บจริงๆ หากเป็นเมื่อสามปีก่อนเขาคงก้มหน้าก้มตาไม่เอ่ยสิ่งใด แต่ในเวลานี้เขาโตขึ้นมากแล้ว เขาจึงกล้าที่จะเอ่ยถามอีกฝ่ายตรงๆ

 

“องค์ชายเฟยหลงทรงต้องการตรัสอะไรก็ว่ามาเถิด กระหม่อมไม่คิดจะขัดขืนใดๆ อยู่แล้ว ได้โปรดปล่อยมือกระหม่อมด้วย”

 

องค์ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นกับคำพูดคำจาของร่างโปร่ง แล้วจึงปล่อยมือออก “เจ้าก้าวหน้าขึ้นนี่ ไม่เสียแรงที่องค์รัชทายาททรงฟูมฟักเจ้าเป็นอย่างดี” เขาเชยคางมนนั้นให้เงยขึ้นมาสบตา หรืออันที่จริงคือบีบปลายคางเล็กนั้นให้เงยขึ้น “ข้าอยากจะพูดกับเจ้าให้เข้าใจเสียก่อนจะพาเจ้าเข้าวัง หากเจ้าคิดทรยศองค์รัชทายาท หรือหมายจะปองร้ายองค์รัชทายาท ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ อย่าได้มีพิรุธให้ข้าเห็นแม้แต่น้อย ไม่เช่นนั้นหัวของเจ้าได้หลุดจากบ่าโดยที่เจ้ายังไม่ทันได้ร้องขอแม้แต่คำเดียว”

 

หมิงเซียนจ้องสบสายตารัตติกาลอย่างฝืนทนกับความหวาดกลัวที่แล่นไปทั่วร่างกาย

 

“กระหม่อมไม่เคยคิดร้ายกับองค์รัชทายาท ไม่มีวันนั้นอย่างแน่นอน”

 

เฟยหลงส่งเสียในคอ “หึ...ก็หวังว่าเจ้าจะฉลาดคิดอย่างที่พูดมาจริงๆ”

 

มือหนาปล่อยใบหน้าหวานให้เป็นอิสระ เขาสะบัดชายเสื้อหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ร่างโปรงยืนนิ่งกับคำขู่ที่ตนมอบไว้

 

นัยน์ตาสีอ่อนมองตามแผ่นหลังกว้าง ยกมือขึ้นกุมหน้าอกที่จู่ๆ ก็ปวดแปลบอย่างน่าประหลาด หมิงเซียนไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าทำไมทุกครั้งที่เข้าใกล้องค์ชายเฟยหลง หัวใจของเขาถึงได้เต้นรัวแรงจนรู้สึกเจ็บได้มากเช่นนี้

 

 

จบบท

 

 

Up