Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

Chapter 17 - ความพยายามของลีฮันซอง

 

 

 

แฮอินเดินวนเป็นวงกลมอยู่ในห้องร่วมสองชั่วโมงแล้ว วันนี้เป็นวันแรกในรอบหนึ่งอาทิตย์ที่เขาว่างพอจะมาปล่อยสมองให้คิดเรื่องฟุ้งซ่านอย่างนี้ได้ ช่วงนี้งานที่บริษัทเกิดเรื่องขึ้นมากมายจนทำเอาหัวหมุนไปหมด เวลานอนก็แทบไม่มี หายไข้ปุ๊บก็ต้องมาทำงานทั้งวันทั้งคืน ถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องให้คิดแฮอินก็คงจบลงที่เตียงแล้วจมตัวเองลงสู่ความฝันไปตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้วนั่นล่ะ

 

วัตถุในมือถูกยกขึ้นมาดูเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ สัญลักษณ์เล็กๆ บนแป้นเข็มกลัดถูกส่องเสียเกือบชิดตา ไม่ว่าจะมองมุมไหนยังไงก็เห็นว่าเป็นของจริง สิ่งที่อยู่ในมือเขานี้คือเข็มกลัดสัญลักษณ์ขององค์กร CIA* ไม่ผิดแน่!

 

ปาร์คจงชินเป็นคนของ CIA !!

 

เพียงแค่คิดแฮอินก็แทบลมจับแล้ว ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ก่อนหน้านี้เคยเอาเข็มกลัดไปให้คนรู้จักช่วยดูก็ยืนยันว่าเป็นของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นข้อผิดพลาดในการเดาสุ่มจึงเป็นศูนย์ เขาคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคนของ CIA มาเดินร่อนอยู่ในบ้านเขาทำไม ถึงจะพอรู้มาบ้างว่าพ่อทำอีกธุรกิจหนึ่งใต้ดิน แต่ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับที่ทางสหรัฐอเมริกาจะส่งคนมาสอดแนมได้เลยแท้ๆ

 

ขนลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ...ก็นะ เขาเคยเห็นคนพวกนี้แต่ในหนังนี่นา!!

 

แฮอินเก็บเข็มกลัดลงในกระเป๋าเงิน ก่อนถลกชายแขนเสื้อขึ้นเพื่อดูนาฬิกาข้อมือ เวลานี้พี่ฮันซองน่าจะไปพบจิตแพทย์ หมอนั่นก็คงจะอยู่ด้วย กว่าสองคนนั้นจะกลับบ้านอีกทีก็คงช่วงหัวค่ำโน่นล่ะ เวลาก็ไม่ค่อยจะมีไม่รู้จะเอาเวลาไหนไปถามกับฝ่ายนั้นได้ ดูเหมือนงานของพี่ฮันซองเองก็เยอะไม่แพ้เขา อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์นรกดีๆ นี่เอง แฮอินไม่ได้เตรียมใจมาเจอกับสภาพธุรกิจที่พร้อมใจกันขึ้นตัวแดงเต็มบอร์ดอย่างนี้เลย ไม่รู้ว่าพ่อทำอะไรอยู่ถึงได้ปล่อยให้เกิดเรื่องในเครือได้ทุกวี่วัน

 

เพิ่งจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงหวังจะงีบสักพักก่อนมาจัดการเอกสารบนโต๊ะ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

 

“มีอะไรชุนยัง” แฮอินถามทันทีที่เปิดประตู บอดี้การ์ดร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้า

 

“นายท่านให้มาเรียนคุณแฮอินลงไปพบที่ห้องทำงานครับ”

 

“เข้าใจแล้ว” เขาหมุนตัวกลับไปหยิบแฟ้มเอกสารที่กองอยู่บนโซฟาข้างกระเป๋าทำงาน ก่อนเดินตามบอดี้การ์ดคนสนิทของพ่อออกไป

 

ห้องทำงานของลีซูโรไม่สว่างมากมายนัก ม่านหน้าต่างถูกปิดทั้งหมด มีเพียงโคมไฟเหนือโต๊ะทำงานเท่านั้นที่เปิดอยู่ ทำให้บรรยากาศภายในห้องนี้มืดหม่นและเร้นลับจนน่าขนลุก โดยเฉพาะชายที่นั่งสูบซิการ์อยู่หลังโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ตรงนั้น

 

แฮอินคุ้นชินกับบรรยากาศรอบตัวของพ่อเลี้ยงคนนี้ดี แต่กระนั้นก็ยังอดเกร็งไม่ได้ ลีซูโรมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้ เหมือนมีคลื่นแม่เหล็กพลังมหาศาลคอยกดดันคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ในสายตาของแฮอินมีคนเพียงคนเดียวที่เขารู้จักที่กล้าต่อปากต่อคำกับผู้ชายคนนี้โดยไม่กลัวเกรงต่อผลที่จะตามมา ...พี่ฮันซอง

 

มือเล็กวางเอกสารลงบนโต๊ะ นั่งรอให้คนตรงหน้าเปิดดูจนเสร็จ “คุณพ่ออยากให้เก็บสาขาที่ปูซานไว้ใช่ไหมครับ?”

 

สายตาคมปราบยังคงไล่ดูเอกสารในมือ ควันสีเทาลอยเอื่อยในอากาศจากปลายซิการ์ “ไม่ต้องแล้ว สาขาที่ปูซานฉันจะให้ฮันซองจัดการต่อ”

 

“เอ๊ะ? ทำไมล่ะครับ??” เท่าที่รู้ หรืออาจจะเรียกให้ถูกหน่อยคือเท่าที่ ‘เดา’ แฮอินพอจะรับรู้มาบ้างว่างานของพี่ฮันซองจะเป็นประเภทธุรกิจใต้ดิน หากเขาไม่สามารถดำเนินการภายใต้กฎหมายได้สำเร็จ พี่ฮันซองก็จะรับงานไปทำต่อ รวมถึงการลงมือทำธุรกิจมืดควบคู่ไปด้วย เกี่ยวกับธุรกิจมืดนี้แหละที่แฮอินไม่รู้ว่าพี่ฮันซองทำอะไรบ้าง ทั้งนั้นทั้งนี้ เกี่ยวกับสาขาที่ปูซานนั้นไม่ได้สำคัญต่อสาขาใหญ่เลย ถ้าคิดจะตัดทิ้งไปก็ย่อมทำได้ เขาจึงไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อต้องพยายามเก็บเอาไว้ด้วย ยิ่งตอนนี้ภาวะการเงินของบริษัทกำลังวิ่งลงเหวยิ่งไม่ควรใช้งบประมาณเกินจำเป็นเลยแท้ๆ

 

สายตาที่ตวัดขึ้นมองทำเอาแฮอินไม่กล้าถามต่อ ถึงจะไม่เข้าใจแต่ยังไงเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่พ่อพูดใครก็ขัดไม่ได้

 

แฮอินรับเอกสารคืนหลังประธานชินฮวาซองฮาลงลายเซ็นอนุมัติงาน “เอ่อ...คุณพ่อครับ ตามที่ผมตรวจดูโรงงานเจียระไนทั้งสี่แห่งของเรา คิดว่าภายในปีนี้ไม่น่าจะทำเงินได้มากพอจะจ่ายดอกเบี้ยด้วยซ้ำ ถ้ายังไงเราปิดโรงงานสักสองที่แล้วทุ่มให้โรงงานที่เหลือดีไหมครับ?”

 

“ไม่ต้อง” เสียงทุ้มต่ำไร้โทนไม่บ่งบอกอารมณ์

 

“ทำไมล่ะครับ” แฮอินถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจจริงๆ “ถ้าเปิดทำการทั้งสี่โรงงานพร้อมกันแบบนี้ เราจะหมุนเงินไม่ทันนะครับ”

 

ใบหน้าของซูโรเกร็งเขม็งขึ้นมา “ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำไป แล้วนั่นน่ะ” มือใหญ่ที่สวมแหวนทองประดับเพชรที่นิ้วนางชี้ไปที่เอกสารในมือเล็ก “จัดการเสียให้เรียบร้อย ภายในอาทิตย์นี้ทุกอย่างที่ฉันสั่งจะต้องเสร็จ เข้าใจไหม”

 

“ครับ ...แต่ว่าคุณพ่อ ผมอยากทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทเรากันแน่ พนักงานหลายคนโจมตีพวกผู้บริหารเพราะการปรับเงินเดือนเมื่อปลายปี แล้วยังตัวแดงในบัญชีที่จู่ๆ ก็เพิ่มจำนวนขึ้นมาเป็นเท่าตัวภายในเดือนเดียวนี่อีก หุ้นของชินฮวาซองฮาดิ่งลงจนผมเห็นยังตกใจ ...ผมทำหน้าที่แทนคุณพ่อ และเพื่อการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพ ผมน่าจะได้รู้สถานการณ์ของบริษัทที่แท้จริงนะครับ”

 

เกิดความเงียบขึ้นหลังเสียงเล็กเอ่ยจบประโยค

 

ใบหน้าหยาบกร้านไม่ปรากฏร่องรอยความไม่พอใจแต่อย่างใด ทว่ามุมปากที่กระตุกเพียงเล็กน้อยนั้นน่ากลัวในสายตาคนมอง

 

แฮอินกลั้นใจรอฟังคำตอบ กระทั่งปลายนิ้วใหญ่คีบซิการ์ออกจากริมฝีปากคู่นั้น

 

“มิสเตอร์ลาฟจะร่วมลงทุนกับเราในเร็วๆ นี้ เพราะฉะนั้นเรื่องตัวแดงอะไรนั่นไม่ต้องห่วง ส่วนมิสเตอร์ลาฟเป็นใครแกไม่จำเป็นต้องรู้ ตอนนี้ทำตามหน้าที่ให้เรียบร้อยก็พอแล้ว”

 

แฮอินมุ่นคิ้ว เขาไม่รู้จักมิสเตอร์ลาฟอะไรนั่น ...ดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะทำให้พ่อไว้ใจมากพอดู ถ้าไม่ใช่คนดีมากๆ ก็คงเป็นคนเลวมากๆ กระมัง

 

ร่างเล็กลุกขึ้น เท้าก้าวเดินไปสองก้าวก่อนจะหมุนตัวกลับมาใหม่ เม้มริมฝีปากชั่งใจ ค่อยเอ่ยออกไป “เอ่อ...พ่อครับ บอดี้การ์ดที่ชื่อปาร์คจงชิน พ่อให้ใครหามาหรือครับ?”

 

“ถามทำไม”

 

“ผมไม่ไว้ใจเค้า” แน่ล่ะ จะไว้ใจได้ยังไง อีกฝ่ายเป็นถึง CIA จะมาเพราะเรื่องอะไรก็ไม่ดีทั้งนั้น

 

ซูโรหรี่สายตาลงเล็กน้อย “มีอะไรผิดสังเกตหรือไง” มือใหญ่ยกขึ้นประสานกันบนโต๊ะ ประกายทองคำของแหวนสะท้อนกับแสงไฟบนเพดาน “ฉันไว้ใจคนที่หาบอดี้การ์ดมาให้ แต่ถ้ามีพิรุธอะไรล่ะก็ฉันไม่ปล่อยไว้แน่”

 

ถ้อยคำเฉียบคมไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย และนั่นทำให้แฮอินเกิดความลังเลขึ้นมาที่จะเล่าถึงเข็มกลัดที่เจอในห้องปาร์คจงชิน ไม่ได้เกิดความกังวลใจอยากปิดบังให้ฝ่ายนั้นแม้แต่น้อย

 

...ก็แค่ลังเลเท่านั้นแหละ

 

“ผมว่าปาร์คจงชินคนนี้ดูไม่เหมือนคนที่จะมาเป็นบอดี้การ์ดเลย ...บางทีผมอาจจะคิดมากไปเอง” เขาเสริมท้ายตอนหลังเพราะยังอยากจะหาความจริงที่แน่นอนก่อนจะพูดอะไรออกไปทั้งหมด

 

“ไว้ฉันจะให้คนตรวจสอบประวัติมันอีกที แกออกไปได้แล้ว”

 

แฮอินเดินออกมาจากห้องด้วยความรู้สึกอยากรู้รุนแรง เรื่องสถานการณ์ของบริษัทนั่นอย่างหนึ่ง ปาร์คจงชินนั่นก็อีกอยากหนึ่ง แล้วยังมีมิสเตอร์ลาฟอะไรนั่นอีก

 

บางครั้งแฮอินก็คิดว่าตัวเขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วเอาแต่ทำตามคำสั่งช่างสมกับคำว่า ‘ลูกเลี้ยง’ เสียจริงๆ

 

ร่างเล็กเดินกลับขึ้นห้อง วางแฟ้มลงบนโต๊ะแล้วตัดสินใจนอนพักสักงีบก่อนจะเริ่มจัดการงานที่รอให้สะสางจนแทบล้นมือ

 

แต่ก่อนตาจะปิดลง มือขาวกลับล้วงหยิบเข็มกลัดในกระเป๋าเสื้อออกมาดูอีกครั้ง

 

CIA องค์กรลับของสหรัฐ...

 

ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมาในใจบางเบา ...ก่อนม่านหมอกสีขาวแห่งห้วงนิทราจะบดบังจนมิด

 

 

 

 

 

********************

 

 

 

 

 

เย็น...

 

หนาว...

 

ความรู้สึกเหล่านั้นถาโถมเข้ามาพร้อมกันทันทีที่เอื้อมมือออกไปทาบกับบานกระจกเย็นเฉียบ สายฝนตกกระหน่ำมาหลายชั่วโมงแล้ว หยดน้ำใสกระเด็นเกาะบานกระจกอย่างต่อเนื่อง ภาพตนเองที่สะท้อนออกมาจึงดูบิดเบี้ยวผิดรูป ชวนให้ความคิดดิ่งลงมากกว่าที่เป็นอยู่ ทว่ามันก็ดีที่ทำให้มองเห็นรอยแดงช้ำที่ข้างแก้มซ้ายได้ไม่ชัดนัก

 

ทุกวันนี้เขาเป็นตัวอะไรกันแน่ เป็นคนหรือเครื่องมือ มีหัวใจหรือเป็นเป็นเพียงเครื่องจักรที่รอวันหมดอายุ ...การเป็นมนุษย์ทำไมถึงได้ยากนัก

 

 

 

เปรี้ยง!

 

 

 

แสงสว่างวาบสะท้อนไปทั่วห้องมืดสลัวของนายแพทย์คูฮยองชอล เสียงฟาดเปรี้ยงของสายฟ้าเมื่อครู่ดังสนั่นจนแม้แต่คนที่มีสติครบอย่างเขายังสะดุ้งด้วยความตกใจ ทว่าร่างบางที่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงบานหน้าต่างนั้นกลับยังนิ่งไม่สะทกสะท้านต่อสัญชาตญาณที่ควรจะเกิดกับมนุษย์แม้แต่น้อย อาการเฉยชาไร้การตอบสนองของคนไข้รายนี้เริ่มทำให้หมอบำบัดจิตอย่างเขาเกิดความกลัวขึ้นมาต่อระดับการป่วยที่เข้าขั้นอันตราย

 

ร่วมชั่วโมงแล้วที่ลีฮันซองมาถึงที่นี่ ตลอดเวลาเจ้าตัวเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหน ไม่ยอมพูดคุยกับเขาที่ปกติถึงจะเงียบแต่ก็ยอมตอบกลับมาบ้างคำสองคำ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฮยองชอลเห็นถึงความผิดปกติมากเป็นพิเศษ คงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจนทำให้เจ้าตัวมีอาการแย่ลง และเชื่อได้เลยว่าลีฮันซองไม่รู้ตัวว่าอาการป่วยของตนกำลังดิ่งลงแค่ไหน

 

อาการจิตของลีฮันซองเป็นประเภทที่เกิดจากอารมณ์เป็นสำคัญ หากรอบตัวเกิดภาวะกดดันมากๆ จะทำให้คนเราเครียดและจมความคิดอยู่กับเรื่องบางเรื่องซ้ำๆ และหากภาวะกดดันดำเนินไปนานเท่าไหร่ความคิดในแง่ลบนั้นก็จะฝังรากลึกลงไปในจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดตัวตนของคนคนนั้นก็จะถูกกลืนลงไปจนหมดสิ้น จากนั้นไม่ว่ารอบตัวจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้ว ความเป็นจริงถูกกลืนหายไปกับโลกใบใหม่ที่เจ้าตัวเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง

 

น่าเศร้าเสียแต่ว่าคนไข้ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะสร้างโลกใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยความสุขให้ตัวเอง แต่กับลีฮันซองคนนี้ ไม่ว่าโลกแห่งความเป็นจริงหรือโลกแห่งจินตนาการก็ดูจะมืดหม่นทั้งสิ้น ...หากก้าวข้ามเส้นบางๆ ที่อยู่ตรงปลายเท้านี้ไป ไม่รู้ว่าจะถอยกลับออกมาได้อีกครั้งหรือเปล่า

 

คูฮยองชอลจดบันทึกลงบนฟอร์มประวัติการรักษาของฮันซอง สิ่งที่เขาทำได้มีแค่การสังเกตอาการของคนไข้คนนี้เท่านั้น ใช่ว่าเขาไม่อยากรักษา แต่เพราะเงื่อนไขที่มันค้ำคออยู่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาจึงเป็นหมอที่ไม่สมควรได้รับการยอมรับเลยแม้แต่น้อย รู้สึกผิดจนอยากจะเลิกอาชีพนี้ให้รู้แล้วรู้รอด หากแต่ตนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่หาเงินเพียงคนเดียวจึงละทิ้งงานไม่ได้

 

การพบจิตแพทย์สองชั่วโมงหมดไปอย่างไร้ประโยชน์เฉกเช่นทุกครั้ง ฮันซองเดินกลับไปที่รถพร้อมกับจงชินที่ยืนรออยู่หน้าประตู ร่มเกือบปลิวหลุดจากมือบอดี้การ์ดเพราะแรงลมที่พัดใส่รุนแรง

 

พอได้ออกมานอกอาคารความหนาวเย็นก็ยิ่งสัมผัสได้มากขึ้น

 

ฮันซองตัวสั่นขณะรีบจ้ำเท้าลงบนพื้นแฉะไปยังตัวรถที่จอดอยู่ข้างตึก

 

รถเคลื่อนตัวไปบนถนนลาดยางฉ่ำน้ำ

 

ปาร์คจงชินประเมินสภาวะจิตใจของเจ้านายผ่านทางสีหน้าที่สะท้อนกระจกมองหลัง ใบหน้าเรียวสวยที่ปรากฏรอยแดงช้ำจากการถูกตบรุนแรงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกนั้นกำลังหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากบางไม่ได้เม้มแน่นแสดงอารมณ์หงุดหงิดเหมือนทุกครั้งที่ต้องมาพบจิตแพทย์ ...ความจริงแล้วลีฮันซองในวันนี้ดูเหมือนหุ่นไร้ชีวิตที่เดินและหายใจได้ เป็นสภาพที่ทำให้คนอย่างจงชินยังอดกลัวขึ้นมาไม่ได้

 

ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นั่นเป็นคำที่ผุดขึ้นมาในสมองของจงชินเวลานี้ หลังจากที่ได้เข้ามาคลุกคลีกับชินฮวาซองฮาทำให้เขาเข้าใจอะไรได้มากขึ้น รวมถึงฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในองค์กรที่ชื่อชินฮวาซองฮานี้ด้วย

 

แม้ลีซูโรจะเป็นหัวหลัก แต่เฟืองตัวที่สำคัญที่สุดคือลีฮันซอง เฟืองตัวเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางเฟืองตัวใหญ่ทั้งหลายแหล่ คนที่มีอำนาจสั่งการและลงมือทำภายใต้คำสั่งของลีซูโรโดยไม่มีคำว่าปฏิเสธ ซ้ำยังทำตามหน้าที่ได้ดีเกินความคาดหมาย ทำอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ทำทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด ทำทั้งที่หัวใจปฏิเสธ

 

หากคดีถูกจัดตั้งขึ้น คนที่จะต้องโดนข้อหาหนักคือลีฮันซอง หลักฐานทุกอย่างพุ่งไปที่ร่างบางคนนี้เพียงคนเดียว ลีซูโรคือผู้สั่งการก็จริง แต่เป็นเพียงลมปากที่หาหลักฐานไม่ได้ ต่อให้มีเทปเสียงถูกอัดก็ตาม แต่รูปคดีจะยังคงมัดลีฮันซองไว้อย่างแน่นหนา ลีซูโรจะถูกตั้งข้อหาใดก็ไม่เทียบเท่าข้อหาที่เกิดกับลูกชายตนเอง คนที่มือเปื้อนเลือดคือลีฮันซองไม่ใช่คนสั่งการ หากว่าเขาไม่ได้แฝงตัวเข้ามา เขาคงไม่สนใจว่าลีฮันซองจะต้องจบลงที่ห้องขังหรือไม่ ดีไม่ดีอาจใส่ไฟให้ทุกคนในชินฮวาซองฮาล้มแบบลุกไม่ขึ้นอีกตลอดไปด้วยซ้ำ การทำงานของเขามันก็โหดร้ายอย่างนี้ล่ะ จะกำจัดก็ต้องกำจัดให้หมด อย่าเหลือให้แว้งกลับมากัดได้

 

แต่ถึงจะไม่ยุติธรรมสำหรับลีฮันซอง เขาก็ยังคงต้องดำเนินการตามแผน แม้รู้อยู่แก่ใจว่าลีฮันซองคนนี้น่าสงสารเพียงไรก็ตาม

 

ตัวรถเพิ่งเลี้ยวเข้าไปในบ้านตอนที่โทรศัพท์มือถือดังขึ้น มือขาวล้วงหยิบวัตถุสีดำเงาขึ้นกดรับคล้ายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติที่ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางความคิดใดๆ

 

“หมายความว่ายังไง” สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไป แต่น้ำเสียงกดลง “จะเป็นไปได้ยังไง ฉันลงมือจนมันยอมเซ็นสัญญาแล้วนี่ มันทำอย่างนี้ก็เท่ากับไม่กลัวกันเลยน่ะสิ” มือขาวข้างหนึ่งโบกวูบบอกใบ้ให้จงชินออกรถอีกครั้ง ปากบางขยับคำว่า ‘โกดัง’ แล้วกลับไปคุยโทรศัพท์ต่อ “คุมตัวมันไว้ ฉันจะไปถามด้วยตัวเอง”

 

ปึก!

 

ทันทีที่ตัดสาย โทรศัพท์ในมือเล็กก็กระแทกลงกับพนักพิงตรงหน้าอย่างแรง ตามด้วยเสียงสบถจากร่างบางที่เอนตัวกระแทกกลับลงไปที่เบาะ หลับตาก่ายท่อนแขนลงบนหน้า

 

บรรยากาศตึงเครียดกระจายไปทั่วรถ จงชินรู้ว่าเวลานี้ไม่ควรถามอะไรทั้งนั้นแม้จะอยากรู้แค่ไหนก็ตาม จนเขาขับรถมาถึงโกดังร้างแถบชานเมืองนั่นแหละ เขาถึงได้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

ชายร่างผอมโซคนหนึ่งนอนคุดคู้อยู่กลางโถงโล่ง เลือดมากมายเปรอะไปทั่วตัว มือและเท้าถูกมัดแน่นหนา มีคนของชินฮวาซองฮายืนล้อมคอยจ่อปืนเข้าหาอยู่สี่คน จากการที่ฮันซองเค้นเอาคำตอบซ้ำๆ ก็ทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่ชายผอมโซคนนี้พูดคือความจริงทั้งหมด

 

คนดูแลท่าเรือที่ลีฮันซองเคยใช้วิธีข่มขู่ให้ยอมจำนนนั้นฉีกสัญญากับทางชินฮวาซองฮา แล้วไปเข้าพวกกับฮันโฮจูยอง ใช้อำนาจทางรัฐบาลที่ได้จากฝ่ายนั้นเป็นแบ็คคอยคุ้มกัน ถือเป็นการตัดสินใจที่ฉลาด เพราะชินฮวาซองฮาจะเข้าไปยุ่งกับครอบครัวผู้ชายคนนั้นได้ยากยิ่ง ฮันโฮจูยองมีรัฐบาลคอยถือหาง หากจะต้องปะทะกันจริงๆ ฝ่ายที่เสียเปรียบคือชินฮวาซองฮาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะตอนนี้ที่องค์กรกำลังระส่ำระส่าย

 

จงชินเข้าใจได้ดีว่าทำไมลีฮันซองถึงแสดงอาการโมโหออกมาเมื่อเรื่องกลับกลายเป็นอย่างนี้ หากท่าเรือไม่เปิดทางผ่านให้ รถจำนวนมากมายที่ขนข้ามมหาสมุทรมาก็จะไม่มีที่เก็บ การส่งของจะต้องเลื่อนออกไป นั่นหมายความว่าธุรกิจจะติดขัด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการทำงานร่วมกับมิสเตอร์ลาฟแม้แต่น้อย

 

มิสเตอร์ลาฟมีวิธีการทำงานที่โหดเหี้ยม การถูกผู้ร่วมธุรกิจทำเสียเรื่องเท่ากับว่าได้ปิดจมูกตนเองฆ่าตัวตายไปแล้ว ค่าเสียหายจะถูกเรียกคืนจากผู้ร่วมลงมือด้วยทั้งหมด รวมถึงความหายนะที่จะตามมาหลังจากนั้น

 

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ลีฮันซองจะทำยังไงต่อไปนะ ...จงชินอดตั้งคำถามขึ้นมาไม่ได้ ลีฮันซองเป็นคนที่ทำให้เขาทึ่งได้ในหลายๆ เรื่อง แล้วเรื่องนี้จะทำให้เขาทึ่งได้อีกหรือเปล่า

 

หลังลงมือเตะสายข่าวที่ฮันโฮจูยองส่งมาจนพอใจแล้ว ฮันซองก็หมุนตัวเดินออกจากโกดังไปทั้งอย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรอีก

 

“ไปบ้านมูฮยอน” จงชินรับคำสั่งนั้นแล้วปลดเกียร์ออกรถอย่างไม่ให้เสียเวลา

 

 

 

 

 

********************

 

 

 

 

 

โคซึงกิลกำลังนั่งจุ่มนิ้วลงกับน้ำที่ละลายจากแก้วเขียนชื่อคนบางคนซ้ำๆ บนบานกระจกของโต๊ะกาแฟภายในห้องทำงาน เขาเขียนเพียงชื่อนั้นทั่วไปหมดอย่างไม่รู้เบื่อ หรืออาจไม่รู้ตัว เพราะแขกที่เพิ่งเดินเข้ามาร้องทักถึงสามครั้งร่างสูงก็ยังไม่รู้สึกตัว จนฝ่ายนั้นต้องลดมือลงไปสะกิดนั้นล่ะเจ้าตัวถึงจะเงยหน้าขึ้นมา

 

“เป็นเอามากนะแก” ซังฮยอกเปรยพลางทิ้งตัวลงนั่งตรงข้าม “เขายังไม่ติดต่อมาอีกเหรอ?”

 

ซึงกิลพยักหน้ารับ ใช้มือปาดคำว่า ‘ฮันซอง’ ให้กลายเป็นแอ่งน้ำขนาดย่อมไร้รูปร่างของอักษร

 

“ไม่ลองโทรไปดูล่ะ”

 

ซึงกิลส่ายหน้าอีกครั้ง แล้วว่า “ฉันจะรอ แม้ว่าจะต้องรอไปทั้งชีวิตก็ตาม ตราบใดที่เขาไม่ยอมรับฉันคนนี้ ฉันก็จะไม่ยัดเยียดตัวเองให้เขาเด็ดขาด”

 

ซังฮยอกผิวปากหวือ “เจ้นท์ไปไหมคุณชาย”

 

“ไม่ต้องมาแซว นายมาทำอะไรที่นี่ ไม่มีตรวจไม่ใช่เหรอ” พูดไปได้ครึ่งทางก็รีบขมวดคิ้วจ้องมองเพื่อน “หรือว่าแจฮากลับมาถึงเกาหลีแล้ว?!!”

 

หมอหนุ่มพยักหน้าช้าๆ เป็นแรงกระตุ้นให้ซึงกิลได้ดี

 

“แล้วหมอนั่นอยู่ที่ไหน?! ทำไมไม่พามาด้วยล่ะ? หรือไม่สะดวกมาหา ไม่เป็นไร ฉันไปหาหมอนั่นเองก็ได้”

 

“โอ้ย ใจเย็นก่อนครับเพื่อน” ซังฮยอกลุกขึ้นกดไหล่ร่างที่สูงไล่เลี่ยกันให้นั่งลงตามเดิม “แจฮาเดินทางมาถึงเกาหลีแล้วเมื่อเช้า ตอนนี้ก็คงถึงโรงแรมที่ฉันเปิดไว้ให้แล้วล่ะ”

 

ซึงกิลเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาขัดใจ “แล้วทำไมไม่รีบพาฉันไปหาแจฮาล่ะ ฉันอยากเจอหมอนั่นแค่ไหนนายก็รู้!”

 

“ก็เพราะรู้น่ะสิฉันถึงต้องคิดให้ดีก่อน” ซังฮยอกสวนกลับอย่างไม่แคร์อารมณ์เพื่อน เขายังคงกดไหล่อีกฝ่ายไว้ “อย่าลืมสิว่าเราพาแจฮากลับมาด้วยวิธีไหน เกิดพ่อนายรู้เข้าไม่ซวยกันหมดเหรอ” เขาถอนหายใจทีหนึ่งแล้วว่า “โดยเฉพาะฉันที่เป็นคนจัดการเรื่องพาสปอร์ตปลอมให้หมอนั่น ถ้าพ่อนายรู้มีหวังโรงพยาบาลฉันเดี้ยงแน่”

 

คนฟังกดคิ้วยุ่ง “ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพ่อต้องสั่งให้แจฮาไปซ่อนตัวด้วย” พูดแล้วส่ายหน้า “ไม่เข้าใจจริงๆ ”

 

ซังฮยอกขยับตัวลงนั่งข้างๆ เอนหลังพิงพนัก “เฮ่อ~ ความจริงเป็นยังไงเดี๋ยวได้รู้แน่ รอนายเลิกงานแล้วเราไปหาแจฮากันเลย”

 

 

 

 

 

********************

 

 

 

 

 

“ตกใจหมด มีอะไรหรือเปล่าถึงมานี่ได้” มูฮยอนรีบออกมาต้อนรับฮันซองที่หน้าห้องเมื่อได้รับคอลจากเลขา เขามองเลยฮันซองไปยังการ์ดร่างสูงที่ยืนประกบอยู่ไม่ห่าง ก่อนจะยอมให้ฝ่ายนั้นตามเข้ามาในห้องด้วย

 

“ยุ่งอยู่หรือเปล่า” ฮันซองหันไปถามเมื่อมายืนอยู่กลางห้องผู้บริหาร

 

มูฮยอนไม่ตอบในทันที ดวงตาคมกริบหรี่ลงขณะสาวเท้าเข้าไปไกลเพื่อที่จะได้มองรอยแดงช้ำบนผิวแก้มที่เคยขาวหมดจดนั้นชัดๆ “ไปโดนอะไรมา” ถามพลางลูบแก้มข้างนั้นแสนเบา

 

ศีรษะเล็กเอียงหลบสัมผัส “พ่อน่ะ ...ไม่มีอะไรหรอก”

 

“ไม่มีอะไรได้ยังไงกัน ถอดสูทออกเดี๋ยวนี้” สั่งแต่ก็เป็นคนจัดการถอดสูทคนร่างบางออกด้วยตัวเอง เมื่อถลกชายแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นก็เห็นว่าท่อนแขนผอมทั้งสองข้างมีรอยฟกช้ำทั่วไปหมด ดูเหมือนเจ้าตัวจะใช้แขนกันยามถูกรุมซ้อม ไม่ต้องเปิดดูตามร่างกายส่วนอื่นมูฮยอนก็พอจะเดาได้ว่ามีร่องรอยการถูกต่อยตีไม่น้อย

 

“นี่มันเรื่องอะไร” ร่างสูงกัดฟันถามอย่างต้องการระงับอารมณ์ ถึงจะเป็นลีซูโร แต่ทำแบบนี้กับลูกชายครั้งแล้วครั้งเล่ามันก็สุดจะทน ใช่ เขาทนมานานแล้วที่ต้องเห็นฮันซองตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ และเขาจะไม่ทนอีกต่อไป

 

มูฮยอนจูงข้อมือเล็กให้ไปนั่งโซฟาข้างกัน แล้วถามย้ำอีกครั้ง

 

“...เรื่องบริษัทนาฬิกาน่ะ” คำตอบสั้นๆ สามารถทำให้คนฟังเข้าใจได้ หลายวันก่อนมูฮยอนเห็นข่าวแล้วว่าทางฮันโฮจูยองได้เซ็นสัญญากับบริษัทผลิตนาฬิกาชั้นนำของประเทศ ก็แสดงว่าชินฮวาซองฮาเป็นฝ่ายที่คว้าน้ำเหลว ฮันซองคงได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้ถึงได้โดนลงโทษ เพราะถ้าฝ่ายเซ็นสัญญาเป็นชินฮวาซองฮา ตัวเลขจะวิ่งขึ้นอีกเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว และยิ่งกับสถานการณ์ของชินฮวาซองฮาตอนนี้ด้วยแล้ว ความล้มเหลวครั้งนี้มีผลกระทบมากทีเดียว

 

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ” ฮันซองเอื้อมไปจับมือใหญ่ที่กำแน่นอยู่บนตัก “อะไรที่แก้ไม่ได้ฉันก็ไม่สนใจแล้ว จะโดนพ่อว่าหรือทำร้ายอะไรก็ช่างมัน แต่เรื่องที่ฉันมาหานายวันนี้ต่างหากที่สำคัญ”

 

“ฉันอยากจะล้มพ่อนายจริงๆ เลยให้ตายเถอะ!” ยังไม่วายมูฮยอนสบถออกมาเสียงดัง

 

ทว่าคนฟังตวัดสายตาฉับ “นายจะทำอย่างนั้นไม่ได้นะ ฉันบอกนายแล้วว่าถ้านายยืนอยู่ตรงข้าม ฉันจะเลิกยุ่งกับนาย”

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกใจแต่อย่างใดที่เห็นฮันซองเข้าข้างซูโรทั้งที่คนเป็นพ่อไม่เคยทำดีกับตนเองเลย มูฮยอนรู้ความคิดของฮันซองในเรื่องนี้มาตั้งแต่พวกเขาเด็กๆ แล้ว ว่าต่อให้ลีซูโรร้ายกาจแค่ไหน ผู้ชายคนนี้ก็ยังเป็นพ่อเพียงคนเดียวของเจ้าตัว ฮันซองไม่ได้เกลียดพ่อ เพียงแต่น้อยใจก็เท่านั้น จึงเป็นที่มาของการกระทำทุกอย่างของลีฮันซอง

 

ฮันซองทำได้ทุกอย่างเพื่อให้พ่อสนใจ

 

เท่าที่รู้จักฮันซองมา มูฮยอนไม่เคยเห็นร่างบางคนนี้ให้ความสำคัญกับสิ่งใดแม้แต่กับตัวเอง จะดีจะเลวก็เป็นไปเพราะผู้เป็นพ่อทั้งนั้น ...กระทั่งผู้ชายคนนั้นปรากฏตัว

 

“โอเค ฉันแค่พูดเพราะโมโหน่ะ” มูฮยอนยกมือสองข้างขึ้น แม้ในใจจะค้านก็ตาม “นายอยากให้ฉันช่วยอะไรบอกมาเลย”

 

ดวงตาคู่สวยเหลือบมองเพื่อน เม้มริมฝีปากแน่นก่อนเอ่ยบอกสิ่งที่ต้องการขอความช่วยเหลือ

 

“ยังจำได้ใช่ไหม ที่นายเคยบอกว่าจะทำตามที่ฉันขอหนึ่งอย่าง...”

 

 

 

 

 

********************

 

TBC

 

 

Up