Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 16

 

 

 

โรงแรมหรูระดับห้าดาวในย่านยออีโด จากหน้าต่างใสบานใหญ่บนชั้นสิบสองสามารถมองเห็นแม่น้ำฮันได้อย่างชัดเจน ร่างบางสวมเพียงชุดคลุมอาบน้ำ ในมือกำโทรศัพท์เอาไว้แน่น เหม่อมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ ...หรืออาจเป็นเพียงสายตาที่ว่างเปล่าเกินกว่าจะเห็นถึงความรู้สึกใด

 

เสียงก็อกแก็กดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้รู้ว่าใครอีกคนออกมาจากห้องน้ำแล้ว แต่ร่างบางยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ แม้จะมีวงแขนใหญ่อ้อมมากอดรอบเอว ตามด้วยปลายจมูกโด่งแนบลงที่ข้างแก้ม

 

ฮันซองไม่ได้เอียงหนี แต่ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือ เขาเพียงยืนนิ่ง รอจนร่างสูงเบื้องหลังผละห่างออกไปเอง เขาถึงค่อยหมุนตัวกลับไป ร่างกายที่เพิ่งผ่านการร่วมรักมาทำให้การทรงตัวไม่เป็นปกติ ช่วงขาเกร็งชา ความอ่อนเพลียฉายชัดให้เห็นบนใบหน้าหวานสวย

 

จินจุนประคองไหล่เล็กทั้งสองเมื่อเห็นเจ้าตัวเซ ทว่าอาการเบี่ยงหลบเล็กน้อยจากเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ทำให้เขาต้องปล่อยมือ ด้วยรู้แก่ใจว่าเวลาแห่งการเอาใจคนสวยคนนี้ได้หมดลงแล้ว

 

“คุณรู้มาก่อนแล้วใช่ไหม?” ฮันซองถามขึ้น เป็นน้ำเสียงราบเรียบไร้โทน แต่คนฟังกลับรู้สึกเหมือนโดนตะโกนใส่ด้วยความโกรธแค้น เพราะ...จินจุนรู้ดีในคำตอบนั้น

 

ชายหนุ่มวัยกลางคนผ่อนลมหายใจเบา ยอมพยักหน้ารับผิด “ฉันขอโทษที่ปิดเธอ บอกตามตรงว่าเธอทำให้ฉันหลงใหลมากจนไม่อยากปล่อยผ่านไป เธอจะเรียกร้องจากฉันเท่าไหร่ก็ได้นะ ฉันยอมจ่าย”

 

ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มขืน รู้สึกได้ว่าชีวิตตัวเองมันบัดซบเละเทะจนมองไม่เห็นส่วนดีได้เลย ดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่เขาทำจะเป็นเพียงความว่างเปล่าไร้ค่า ไม่เคยมีอะไรที่สำเร็จเลยสักอย่าง ทั้งที่พยายามแล้ว แต่มันก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น แม้แต่เรื่องที่ง่ายแสนง่ายอย่างการนอนเพื่อแลกกับการเซ็นสัญญา เขายังทำไม่สำเร็จ

 

มือที่กำโทรศัพท์อยู่เพิ่มแรงจนเจ็บ หลังจากยอมทิ้งความรู้สึกทุกอย่างไปเพื่อมานอนกับผู้ชายอื่นนอกจากโคซึงกิล สิ่งที่ได้มากลับเป็นความจริงที่ว่าทางบริษัทของจินจุนลงนามเซ็นสัญญากับฮันโฮจูยองไปแล้วเมื่อสองวันก่อน สองวันก่อนที่เขาติดต่อกลับไปหาอีกฝ่ายเพื่อขอเจอกันอีกครั้ง ...วันที่เขาจากโคซึงกิลมา

 

โทรศัพท์จากพ่อที่โทรมาต่อว่าเขาเพราะงานที่ล้มเหลวยังคงดังก้องอยู่ในหัว

 

‘แกมันไร้ประโยชน์ ทำอะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง! ดีแต่สร้างปัญหา! …มันน่าขายหน้าจริงๆ ที่มีลูกอย่างแก!!’

 

ความจริงที่ว่าเขาทำงานเสียเปล่ามาพร้อมคำด่าของพ่อมากมาย ฮันซองไม่รู้ว่าตัวเองผิดที่ตรงไหน จินจุนรับปากแต่แรกแล้วว่าหากเขายอมนอนด้วยก็จะดำเนินการเรื่องสัญญาให้ แต่แล้วนี่มันอะไรกัน ทั้งที่เขายอมถึงขนาดนี้แล้ว...

 

“ช่างเถอะครับ อย่างน้อยคุณก็ยังรักษาคำพูดที่ว่าจะไม่บอกพ่อเรื่องโคซึงกิล ค่าเสียหายอะไรนั่นไม่จำเป็น ผมไม่ต้องการ” ฮันซองไม่รู้ว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายให้วุ่นวายไปทำไม เขาเป็นผู้ชาย จะมองยังไงก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเสียหาย อีกอย่างเขาไม่อยากติดต่ออะไรกับคนคนนี้อีก

 

จินจุนไม่ได้ตื้ออีก เขารู้ว่าลีฮันซองคนนี้เด็ดเดี่ยวพอจะทำสิ่งที่เอ่ยออกมาแล้ว แต่ยังมีคำถามหนึ่งที่ค้างคาใจ “โคซึงกิล...เด็กคนนั้นเป็นฮันโฮจูยอง เธอพอจะบอกฉันได้ไหมว่าทำไมพวกเธอถึงได้...” เขาไม่ได้พูดต่อ เพราะรู้ว่าความเงียบนี้บอกความหมายได้ดีพอ

 

ฮันซองสบดวงตาคนถาม ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ร่างสูงเข้าใจได้ จินจุนจึงพยักหน้ารับช้าๆ พร้อมเดินกลับไปหยิบนาฬิกาข้อมือที่โต๊ะข้างเตียงขึ้นสวม “เอาเป็นว่าฉันจะไม่พูดเรื่องนั้นกับใครอื่นเพื่อเป็นการขอโทษเธอก็แล้วกัน” เขาว่าพลางหยิบกระเป๋าเงิน และโทรศัพท์มือถือเก็บใส่กระเป๋าด้านในเสื้อสูท

 

“ฉันจ่ายค่าห้องคืนนี้ไว้แล้ว เธอก็นอนเสียที่นี่แหละค่อยกลับพรุ่งนี้” จินจุนเดินเข้ามาใกล้ฮันซองอีกครั้ง เขาทำท่าเหมือนจะจูบร่างบาง แต่ก็เปลี่ยนใจเป็นยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กเบาๆ คล้ายเอ็นดู “ไม่รู้ว่ามีคนเคยบอกเธออย่างนี้ไหม ว่าเธอหน้าเหมือนยองเอมาก ...มากเสียจนฉันอดซ้อนทับยองเอในตัวเธอไม่ได้”

 

“คุณรู้จักแม่ผมเหรอครับ?” ฮันซองถามกลับทันที ในชีวิตเขาน้อยครั้งนักที่จะมีคนพูดเรื่องแม่ให้เขาฟัง ...แทบจะไม่มีใครพูดถึงแม่เลยด้วยซ้ำ

 

จินจุนระบายยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้สดใสมากมายนักในสายตาของฮันซอง “รู้จักสิ เราเรียนมหาลัยที่เดียวกัน ซูโรก็ด้วย แต่บอกตามตรง ฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะลงเอยด้วยการแต่งงานกันหลังเรียนจบได้ปีเดียวหรอกนะ”

 

“ทำไมล่ะครับ?” เรื่องที่พ่อกับแม่เรียนที่เดียวกันเขารู้มานานแล้ว แต่เรื่องความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง เขาไม่รู้ ฮันซองหมุนตัวตามร่างสูงที่เดินไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง สายตาของฝ่ายนั้นทอดมองไกลออกไปอย่างคนที่กำลังรำลึกถึงความหลัง

 

“พ่อกับแม่ของเธอแทบไม่เคยได้คุยกัน ...จริงๆ มันก็ไม่แปลกหรอกนะ” จินจุนหัวเราะออกมาทีหนึ่ง “เท่าที่ฉันรู้จัก สองคนนั้นเป็นประเภทโลกส่วนตัวจัดน่ะ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร วันๆ เอาแต่เรียน อ้อ เป็นคนประเภทไม่ยอมแพ้ด้วยนะ ดูเหมือนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจะเป็นเป้าหมายของสองคนนั้น ยังจำได้ว่าเป็นที่ฮือฮาแค่ไหนที่พวกเขาส่งการ์ดเชิญแต่งงานมา เพื่อนร่วมรุ่นทุกคนไม่เคยคาดคิดเลยจริงๆ ”

 

ฮันซองเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก พ่อกับแม่ไม่ได้คบกันก่อนแต่งงาน...

 

“อยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมพ่อแม่เธอถึงแต่งงานกัน?” จินจุนหันไปมองคนสวยที่เงยหน้าจ้องเขาตาไม่กระพริบ

 

“ถ้าคุณไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรครับ”

 

ประโยคของฮันซองเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากจินจุน เขาอดลูบศีรษะเล็กๆ นั่นอีกครั้งไม่ได้ “เธอหยิ่งเหมือนแม่เลยนะ ไม่สิ อาจจะมากกว่าด้วย” จินจุนเอนหลังพิงกระจกบานใหญ่ กอดอกมองร่างบาง “ฉันไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้กับใคร เพราะมันไม่ใช่เรื่องของฉัน และฉันก็ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของซูโรด้วย”

 

สีหน้าผิดหวังฉายชัดบนใบหน้าขาวจัด จินจุนยิ้มบาง “แต่ฉันจะบอกเธอก็แล้วกัน เธอเป็นลูกชายของยองเอนี่นา เธอมีสิทธิ์ที่จะรู้” จินจุนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ยองเอไปเห็นซูโรยิงคนตายโดยบังเอิญ เธอกลายเป็นพยานสำคัญในเหตุการณ์นั้น แต่แทนที่ยองเอจะแจ้งความ กลับยื่นข้อเสนอให้ซูโรแต่งงานกับเธอแทน ตอนนั้นซูโรเพิ่งกระโดดลงมาทำธุรกิจใหม่ๆ หากถูกจับคงไม่สวยแน่ จึงยอมทำตามที่ยองเอเรียกร้อง ทั้งที่ซูโรไม่เคยนึกชอบยองเอเลยแม้แต่น้อย...และฉันยืนยันได้เลยว่ายองเอเองก็ไม่ได้ปลื้มซูโรมากนักหรอก”

 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของฮันซองคือ ทำไมแม่ต้องทำอย่างนั้น

 

สีหน้าของฮันซองอ่านง่ายมาก จินจุนจึงเล่าต่อโดยไม่รอให้ถาม “ยองเอเป็นผู้หญิงฉลาด แต่น่าเสียดายที่เธอมีร่างกายไม่แข็งแรง ฐานะทางบ้านก็ยากไร้ ที่เรียนจบโทมาได้ก็เพราะเป็นนักศึกษาทุน ยองเอมักมองอนาคตมากกว่าชีวิตปัจจุบัน และเธอก็ได้ไตร่ตรองแล้วว่าชีวิตของเธอคงไม่ยืนยาวนัก เธอจะต้องตายไปโดยไม่มีใครแยแส ชื่อของเธอจะหายไปโดยไม่มีใครรู้จัก เหตุการณ์วันนั้นทำให้เธอตัดสินใจยื่นข้อเสนอกับซูโร ผู้ชายที่คว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งตัดหน้าเธอด้วยคะแนนที่ไม่น่าให้อภัย และก็มีเธอในวันนี้ ลีฮันซอง”

 

เสียงหวีดในหัวดังมากจากที่ไหนสักแห่ง และมันก็ทำให้รู้สึกปวดศีรษะเป็นอย่างมาก ฮันซองกรองทุกคำพูดของจินจุนด้วยความรู้สึกหนักหน่วงราวกับมีอะไรมากดทับหน้าอกจนหายใจไม่ออก

 

แม่ที่เขาไม่เคยได้รู้จัก ทำให้เขาเกิดมาบนโลกใบนี้ ...โลกที่มีแต่จะทำร้ายเขาใบนี้

 

แม่หวังอะไรในอนาคตงั้นหรือ หวังว่าลูกตัวเองจะมีชีวิตที่ดีกับตระกูลใหญ่โตอย่างชินฮวาซองฮาหรืออย่างไร

 

แม่จะรู้บ้างไหมว่าตัวเองผิดพลาดแค่ไหนที่ทำให้เขาเกิดมา ผู้ชายคนนั้น ลีซูโรคนนั้นไม่เคยชอบนายองเอ พอๆ กับที่ไม่เคยชอบลีฮันซอง และอาจจะเกลียดเสียจนอยากจะบดขยี้ให้หายไป

 

...เพราะการมีอยู่ของลีฮันซอง เป็นการตอกย้ำถึงความผิดพลาดที่นายองเอเป็นคนหยิบยื่นให้

 

 

 

นี่สินะเหตุผล...

 

 

 

ในที่สุดเขาก็ได้รู้แล้ว...

 

 

 

ก่อนที่จะทนต่อไปไม่ไหว ฮันซองกดเสียงต่ำก้มหน้านิ่งตอนเอ่ยไล่คนจ่ายค่าห้องพัก “คุณออกไปตอนนี้ได้ไหม ผมอยากอยู่คนเดียว” มือเล็กกำแน่นจนขึ้นข้อขาว ลวดลายของพรมเริ่มหลอมรวมกันจนมองไม่ออกเมื่อน้ำในตาบดบังการมองเห็น

 

จินจุนไม่ได้ยิ้มอีก เขาไม่ได้อยากให้เด็กหนุ่มคนนี้เศร้าเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็อดจะเล่าเรื่องที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ไม่ได้ ตลอดเวลาตั้งแต่ที่เคยเจอฮันซองที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก จนมาวันนี้ แววตาของลีฮันซองไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แม้จะแสดงออกถึงการไม่ยอมใคร แต่ไม่อาจปิดบังอีกแววตาหนึ่งที่ซ่อนเอาไว้ได้ ...แววตาที่บ่งบอกถึงความทรมานในชีวิตไม่มีสิ้นสุด

 

แววตาของเด็กคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจว่าทำไม เพราะอะไร การมีชีวิตอยู่ถึงได้เป็นเรื่องที่ทรมานนัก

 

จินจุนเดินออกมาจากห้องพักโดยไม่พูดอะไรอีก และตัดสินใจว่าจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเป็นครั้งที่สองไม่ว่าจะกับใคร เขาจะไม่พูดถึงยองเอ ...นายองเอ ผู้หญิงที่เขาหลงรักมาตลอด คนที่เขาได้แต่มองอย่างเงียบๆ โดยไม่ทำอะไร จนกระทั่งทุกอย่างมันกลายเป็นอย่างนี้

 

หากเรื่องนี้จะมีคนผิด เขาคงเป็นหนึ่งในนั้น

 

 

 

 

 

********************

 

 

 

“ดีมาก! ทีนี้เราก็จะได้ขยายธุรกิจอีกหนึ่งอย่าง เป็นเรื่องที่น่ายินดีอะไรอย่างนี้!” เสียงของประธานบอร์ดดังขึ้นหลังจบการประชุมครั้งแรกที่ร่วมทำธุรกิจกับบริษัทผู้ผลิตนาฬิการายใหญ่ของประเทศ ชายวัยห้าสิบกว่าระบายยิ้มจนไรหนวดเขียวหยักโค้ง เขามีร่างอ้วนท้วมแต่กลับไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานให้ลื่นไหลรวดเร็วได้เลย เขาเดินไปตบไหล่เด็กหนุ่มผู้เป็นรองประธานบริษัทเบาๆ พร้อมเอ่ยชม ก่อนจะเดินตามพนักงานคนอื่นๆ ออกไปจากห้อง

 

โคซึงกิลยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เขาปิดแฟ้มการประชุมอย่างไม่สนใจเท่าใดนัก รวมถึงคำชมที่เพิ่งได้รับนั่นก็ด้วยที่เขาไม่ได้สนใจ เพราะเขาไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเยอึนไปพูดอะไรกับพ่อของเธอ ถึงได้ยอมให้ฮันโฮจูยองร่วมทำสัญญาด้วย วันที่ไปงานแฟชั่นโชว์เขาก็ทิ้งหล่อนไว้คนเดียวกลางงาน แล้วยิ่งเห็นว่าฮันซองกลับไปติดต่อกับจินจุนอีกครั้ง เขาก็มั่นใจแล้วว่าชินฮวาซองฮาคงจะได้สัญญาฉบับนี้ไป ...แต่เรื่องกลับเป็นอย่างนี้ไปเสียได้

 

พอคิดถึงใครบางคนที่ไม่ได้เจอไม่ได้ติดต่อกันอีก ในอกพลันเจ็บแปลบขึ้นมา

 

ในวันนั้น วันที่เขาทำอะไรโง่ๆ ยอมให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ทำร้ายร่างกายของคนที่รักจนบอบช้ำ เพียงแค่ย้อนนึกถึงก็รู้สึกเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น

 

 

 

“เรา...อย่าติดต่อกันสักพักเถอะนะ”

 

 

 

คำพูดนั้นยังดังก้องราวกับเจ้าของเสียงมาพูดให้ได้ยินอยู่ตรงหน้า ทั้งที่ผ่านมาสองวันแล้ว ตอนนั้นเขาไม่ได้พูดตอบอะไรกลับไป แม้ใจจริงมีคำพูดเป็นล้านคำที่อยากจะรั้งหรือคัดค้านประโยคนั้น สิ่งที่เขาทำกลับเป็นการยืนนิ่ง จ้องสายตาคู่สวยที่สะท้อนแต่เพียงความเศร้า แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายจากไปโดยไม่ทำอะไร

 

ที่ไม่รั้งเพราะไม่มีสิทธิ์จะรั้ง

 

ที่ไม่พูดเพราะไม่มีสิทธิ์จะพูด

 

ฮันซองไม่ผิดที่ไม่อาจยอมรับเขาคนนี้ แล้วยึดติดเพียงตัวตนของเขาที่ชื่ออเล็กซ์ ไม่ใช่พราะรักไม่พอ เพียงแต่ความทรมานในใจนั้นมีมากกว่า เขาเข้าไม่ถึงใจดวงนั้น ไม่สามารถชนะใจของฮันซองได้ โคซึงกิลคนนี้ไม่มีความทรงจำของอเล็กซ์แม้แต่นิดเดียว ไม่รู้ว่าอเล็กซ์ทำอย่างไรถึงกุมใจของลีฮันซองได้ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน...

 

คนคนเดียวกัน ให้ได้ก็เพียงร่างกาย แต่หัวใจและความรู้สึกนั้นแบ่งแยกแตกต่าง...

 

เหมือนมีอีกคนสะท้อนอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

ถามก็ไม่ได้

 

ไม่อาจเข้าใจ

 

 

 

สองเดือนที่ความทรงจำหายไป ตัวเขาเป็นคนประเภทไหนกันนะ...

 

 

 

ปวดหัว...

 

อยากจะจำให้ได้ อยากทำให้รอยยิ้มงดงามนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง

 

...อยากให้ลีฮันซองมีความสุข

 

 

 

“อึก!” เหมือนศีรษะถูกของแข็งฟาดเข้าอย่างจัง อาการปวดแล่นจี๊ดไปทั่วศีรษะจนต้องก้มหน้าลงกับโต๊ะ สองมือกำแน่น ปวดจนลามมาถึงตาทั้งสองข้าง เสียงหวีดดังแทรกโสตประสาท

 

 

 

ปวดหัว...

 

 

 

อยากนึกให้ออก..

 

แต่ปวดหัว...

 

ปวดไม่ไหวแล้ว...

 

 

 

ลีฮันซอง...ผมควรจะทำอย่างไร เพื่อที่จะมีคุณเหมือนอย่างที่อเล็กซ์มี...

 

บอกผมที... ผมควรจะทำอย่างไร...

 

 

 

 

 

“ซึงกิล!!” เสียงซังฮยอกตะโกนลั่นห้องประชุมที่ไม่เหลือใครนอกจากร่างสูงที่ฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะมุมหนึ่ง หมอหนุ่มรีบกระโจนเข้าไปจับไหล่เพื่อนให้เงยหน้าขึ้น เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากจมูกข้างหนึ่งจนเปรอะไปถึงริมฝีปากและปลายคาง ซังฮยอกใช้ผ้าเช็ดหน้าซับให้แล้วบังคับให้อีกฝ่ายเอนตัวหงายไปทางพนักพิง

 

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีสภาพอย่างนี้” ถามไปมือก็เร่งเปิดกระเป๋าแพทย์ไป โชคดีที่เขามาหาเพื่อนทันเวลา เมื่อได้ยาที่ต้องการก็จับกรอกปากเพื่อนทันที คว้าแก้วน้ำที่ใช้ในการประชุมเทตามโพรงปากลงไป

 

ซึงกิลหลับตา เรียวคิ้วกดลึก ไม่ตอบคำถามในทันที ซังฮยอกเองก็เข้าใจสถานการณ์จึงไม่พูดเร่งเอาคำตอบอะไร ได้แต่เอนตัวนั่งลงกับขอบโต๊ะ มองปฏิกิริยาเพื่อนที่ค่อยๆ กลับเป็นปกติ

 

ซังฮยอกสังเกตเปลือกตาหนาที่ขยับเปิดขึ้น “เมื่อเช้านายยังดีๆ อยู่เลย เกิดอะไรขึ้น ทำไมอาการถึงกำเริบหนักอีกแล้ว”

 

เมื่อตอนเช้าซังฮยอกมาดูอาการของซึงกิลตามหน้าที่ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือตรวจอะไรก็มีเคสคนไข้ด่วนเข้ามาจึงต้องรีบกลับโรงพยาบาล แล้วนัดกันว่าจะเจอกันตอนบ่าย ซึ่งก็คือตอนนี้

 

“ฉันคงเครียดมากไป” ซึงกิลตอบเสียงเบา เขายังรู้สึกหนักๆ หัวอยู่

 

ซังฮยอกเลิกคิ้ว “เครียดเรื่องอะไร? งานก็ผ่านไปได้ด้วยดีนี่? เฮ้อ นี่ฉันคิดว่าเยอึนจะเอาเรื่องนายแล้วนะ ดีที่หล่อนไม่ได้ว่าอะไร แถมยังจัดการเรื่องสัญญาเองเสียด้วย อืม โชคดีมากๆ ” คนพูดทำหน้าโล่งอกหลังถอนหายใจให้กับความโชคดีของเพื่อน แต่สักพักก็ต้องขมวดคิ้วฉับ ปั้นหน้าเครียดขึ้นมา

 

“อย่าบอกนะว่านายคิดมากเรื่องลีฮันซอง?” เรื่องเดาใจโคซึงกิลเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะทำได้ แต่ตอนนี้ซังฮยอกกล้าพนันเอาโรงพยาบาลของบ้านเขาเป็นประกันได้เลย ว่าตอนนี้มีเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้คุณชายเย็นชาอย่างโคซึงกิลมีสภาพอย่างนี้ได้

 

สีหน้าของซึงกิลเป็นคำตอบ ซังฮยอกพ่นลมออกจมูกอย่างไม่เกรงใจ “เหอะ! ก็นั่นสินะ จะเป็นเรื่องอะไรไปได้ถ้าไม่ใช่ลีฮันซอง” แพทย์หนุ่มกอดอกแน่น มองหน้าเพื่อน “นี่ถ้าฉันไม่รู้จักนายมาก่อน ฉันต้องนึกไม่ออกแน่ว่าความจริงนายเป็นคนประเภทไหน” เท่าที่จำได้ ตั้งแต่เรียนประถมมาแล้วที่โคซึงกิลเป็นคนพูดน้อย ไม่สนใจสิ่งรอบตัวสักเท่าไหร่ แต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นั่นก็เพราะเจ้าตัวเรียนเก่งกีฬาเป็นเลิศ เรียกได้ว่าคุณครูให้ทำอะไรหมอนี่ทำได้หมด นิสัยโตเกินตัวดูจะเป็นจุดเด่นในสายตาของเด็กด้วยกันและคุณครูผู้สอน

 

โคซึงกิลมีรัศมีที่ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ได้ง่ายๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว

 

ซังฮยอกนึกทึ่งอยู่เหมือนกันว่าลีฮันซองมีอิทธิพลต่อซึงกิลมากขนาดนี้ได้ยังไงกัน ลองว่าเป็นอย่างนี้แล้ว ลีฮันซองอาจเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนผู้ชายตรงหน้านี้ให้เป็นคนประเภทที่ไม่มีใครรู้จักเลยก็เป็นได้

 

อารมณ์อยู่เหนือการควบคุมของหัวใจ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง...

 

...ไม่รู้ว่าซึงกิลมันจะรู้ตัวหรือเปล่า ว่าตัวเองน่ะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว

 

 

 

“ยังคิดมากเรื่องที่ลีฮันซองบอกไม่ให้เจอกันสักพักอีกเหรอ” ซังฮยอกถามด้วยเสียงที่อ่อนลง เพราะรู้ว่าตอนนี้เพื่อนมีอารมณ์อ่อนไหวมาก

 

ซึงกิลพยักหน้ารับ เขากดผ้าเช็ดหน้ากับจมูกแล้วแหงนหน้าลงกับพนักพิงอีกครั้ง “ฉันกลัว”

 

นั่นเป็นคำพูดที่สั้นมาก แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกถึงความหมายของคำว่า ‘กลัว’ ได้มากกว่าที่เคย ซังฮยอกกระพริบตาสองสามครั้ง เหมือนไม่เข้าใจคำพูดนั้นทั้งที่ในใจเข้าใจถึงความหมายคำว่ากลัวดี

 

“หมายความว่าไง นายกลัวอะไรซึงกิล?” ถามออกไปแบบนั้นเพราะไม่เข้าใจจริงๆ ลีฮันซองไม่ได้บอกว่าห้ามเจอกันอีกตลอดไปเสียหน่อย ...ก็แค่ห่างกันสักพัก

 

“วันนั้นฉันทำอะไรบางอย่างที่เหมือนกับอเล็กซ์ทำ” เสียงทุ้มที่เอ่ยฟังเจ็บปวดในความรู้สึกของซังฮยอก “ฉันรู้แล้วนะซังฮยอก ว่าทำไมทุกครั้งที่ส่องกระจกฉันถึงปวดหัวแทบแตก”

 

ซังฮยอกที่ฟังซึงกิลเล่ามาแค่เจ้าตัวลากลีฮันซองไปพยองซาง จากนั้นก็มานั่งซึมที่บ้านเขาหลังบอกให้ฟังสั้นๆ ว่าตนขืนใจร่างบางด้วยกำลัง แล้วถูกลีฮันซองพูดมาว่ายังไงบ้างตอนที่จากกัน รีบย้อนถามทันที “นายทำอะไร?”

 

ท่อนแขนคล้ายหมดแรงยกขึ้นพาดผ่านดวงตา “ฉันใช้นิ้วเขียนกระจกโดยอาศัยฝ้าที่เกาะ ...ฉันเขียนลงไปโดยไม่ได้คิด รู้สึกตัวอีกทีก็ทำไปแล้ว ตอนนั้นยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ทำไปทำไม กระทั่งฮันซองมาเห็น ...ซังฮยอก ฉันปวดใจมากตอนที่เขาร้องไห้แล้วหันมาถามฉันว่าจำไม่ได้ใช่ไหม...”

 

เสียงทุ้มขาดหายไป ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่สั่นขึ้นเล็กน้อย “คำถามนั้นทำให้ฉันรู้ถึงสาเหตุ อเล็กซ์...ตัวฉันในสองเดือนนั้นเคยทำอย่างนี้ให้ฮันซอง ที่จิตใต้สำนึกสั่งให้ฉันคนนี้ทำลงไปบอกได้ดีว่าช่วงเวลานั้นมีความหมายต่อฉันกับฮันซองมากแค่ไหน ...แต่ฉันกลับลืมมันไป ลืมความทรงจำดีๆ ที่เคยมีร่วมกับฮันซอง...”

 

“ซึงกิล นายจะเอาแต่โทษตัวเองอย่างนี้ไม่ได้นะ” ซังฮยอกไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลีฮันซองคนนั้นถึงไม่ยอมรับเพื่อนเขา ทั้งที่ก็เป็นคนคนเดียวกัน กับแค่ความทรงจำหายไปจะสร้างใหม่สักกี่ครั้งก็ได้ ทำไมต้องยึดติดกับอดีตขนาดนั้น เขาเชื่อว่าเพื่อนเขารักลีฮันซองไม่แพ้เมื่อสองปีก่อนแน่ๆ

 

ริมฝีปากหยักหนาเหยียดยิ้ม “ไม่ให้โทษฉันแล้วจะให้โทษฮันซองหรือไง คนที่ลืมคือฉันนะ คนที่ไม่สามารถเก็บเรื่องราวแสนมีค่านั้นไว้กับตัวได้คือฉันคนนี้ ...ฉันที่ลืมความรักนั้นไป...”

 

“แต่ลีฮันซองก็น่าจะเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ นายไม่ได้อยากลืมเสียหน่อย”

 

น้ำเสียงของซังฮยอกแสดงความไม่พอใจร่างบางอย่างไม่ปิดบัง กระนั้นซึงกิลก็ไม่ได้ว่าอะไร เอ่ยต่อด้วยเสียงเบา “แต่ละคนให้ความสำคัญกับเรื่องราวนั้นๆ ไม่เท่ากันหรอกนะซังฮยอก ในกรณีนี้ ฮันซองคงรู้สึกเหมือนถูกหักหลังน่ะ”

 

“ยังไง” ซังฮยอกขมวดคิ้วยุ่ง เริ่มไม่พอใจร่างบางขึ้นเรื่อยๆ

 

“นายเองก็น่าจะรู้ใช่ไหมว่าฮันซองต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนประเภทไหนมาตลอดชีวิต” ซึงกิลหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “หึ นายน่าจะรู้มากกว่าฉันนะซังฮยอก แล้วนายคิดว่าคนที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นจะเกิดความรู้สึกแบบไหนเมื่อมาเจอ ...ความรัก”

 

คงรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ เหมือนได้อยู่อีกโลกหนึ่ง ...เหมือนอยู่ในความฝันที่ไม่อยากตื่น

 

ซังฮยอกคิดตามแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้กับคำตอบที่ผุดขึ้นในหัว ถ้าเขาเป็นลีฮันซองแล้วต้องอยู่เป็นชินฮวาซองฮาแบบนั้นเขาคงเห็นอเล็กซ์เป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่พร้อมจะทิ้งชินฮวาซองฮาไว้เบื้องหลังแล้วไล่ตามคนตรงหน้าไปจนถึงที่สุด

 

อ่า...ในตอนนั้นลีฮันซองคงทิ้งทุกอย่างจริงๆ สินะ

 

ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอย่างไรนะ ซึงกิลจะยังอยู่กับลีฮันซองหรือเปล่า ทั้งสองคนคงไม่ยอมแยกห่างจากกันแน่

 

เพราะมีความรู้สึกอย่างนี้ใช่ไหม พอรู้ว่าคนที่เฝ้าคิดถึง คนที่อยู่ในความทรงจำแสนวิเศษ คนที่เป็นรักเพียงหนึ่งเดียวได้ลืมความทรงจำนั้นไปเสียสิ้นจึงเกิดความรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง ถูกหักหลัง ต่อให้เป็นอุบัติเหตุก็ตาม แต่เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมากเหลือเกิน มากจนไม่อาจให้อภัยได้

 

ต่อให้ร่างกายเรียกร้องหากัน แต่ความรู้สึกที่ไม่สมประกอบก็มีผลมากพอจะทำให้ใจปฏิเสธ

 

ถึงอยากรัก ก็รักได้ไม่เหมือนเดิม

 

ลีฮันซองที่เป็นอย่างนั้นคงสับสันน่าดู

 

“อืม...ฉันพอจะเข้าใจแล้ว” ซังฮยอกพยักหน้ารับในที่สุด ยอมรับเลยว่าทั้งซึงกิลและลีฮันซองมีความรักในแบบที่เขาคงไม่มีวันมีได้อย่างแน่นอน

 

ความรักสวยงามจริงเหรอ ซังฮยอกอยากรู้ขึ้นมาก็ตอนนี้

 

“นายกลัวฮันซองจะใช้ช่วงเวลานี้บอกลานายไปตลอดกาลใช่ไหม”

 

“ฉันกลัวใจฮันซอง เขาเหมือนคนเข้มแข็ง แต่จริงๆ แล้วอ่อนแอมาก ...มากจนฉันไม่อยากปล่อยให้อยู่คนเดียว” ใบหน้าของฮันซองปรากฏขึ้นในความคิดของซึงกิล ฮันซองเป็นคนสวย สวยมาก ทว่าภายใต้เครื่องหน้าสวยนั้นยังมีผู้ชายอีกคนซ่อนอยู่ ผู้ชายที่ชื่อลีฮันซองเหมือนกัน แต่ตัวตนต่างกันราวขั้วบวกและลบ

 

“นายกลัวว่าลีฮันซองจะทำอะไรโดยไม่คิดใช่ไหม”

 

“อืม ตอนนี้เหมือนทางชินฮวาซองฮาจะแย่แล้วล่ะ อีกไม่นานคงล้มแน่ๆ” ซึงกิลยังคงนอนหลับตาพาดแขนทับอยู่ท่าเดิม อาการปวดหัวทุเลาลงแล้วเพราะฤทธิ์ยา “นายคิดว่าฮันซองจะยอมให้ชินฮวาซองฮาล้มง่ายๆ ไหม?”

 

“ไม่” ซังฮยอกตอบแทบไม่ต้องคิด

 

ซึงกิลเหยียดยิ้ม “เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงกลัว ตอนนี้สิ่งสำคัญสำหรับฮันซองคือการช่วยชินฮวาซองฮา แม้อเล็กซ์จะสำคัญกว่าทุกอย่าง แต่กับฉัน โคซึงกิลคนนี้เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่โผล่เข้ามาในชีวิตของฮันซอง ฉันเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่สำคัญอะไร ...ฉันคนนี้แตะต้องอเล็กซ์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แล้วจะมีความสำคัญอะไรได้”

 

ซังฮยอกเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว บางทีถ้าซึงกิลกลับมาเร็วกว่านี้ ลีฮันซองอาจเปิดใจให้มากกว่าตอนนี้ก็เป็นได้ เพราะเวลานี้สถานการณ์ของชินฮวาซองฮากำลังแย่ ถ้าจะเลือกทุ่มเทแล้วก็คงต้องเลือกทางครอบครัว จะว่าไปแล้วลีฮันซองก็ลองเปิดใจให้โคซึงกิลแล้ว แต่นอกจากจะได้รับความทรมานใจกลับมาแล้ว ยังไม่สามารถสานความสัมพันธ์ให้คืบหน้าได้ดีไปกว่านี้อีกด้วย

 

คนรักที่ลืมตัวเรางั้นเหรอ...

 

เป็นความรู้สึกที่สับสนซับซ้อนจริงๆ ...

 

“ฉันว่านายคิดมากไปนะซึงกิล ถึงอย่างไรนายก็เป็นคนคนเดียวกับอเล็กซ์ ถึงจะจำอะไรไม่ได้ แต่ความรู้สึกของนายยังเป็นลีฮันซองอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นลีฮันซองก็ไม่อาจตัดใจจากนายได้หรอก ...ไม่ว่าจะกับนายหรืออเล็กซ์ก็ตาม”

 

ซึงกิลยกยิ้มอีกครั้ง “อืม ฮันซองตัดใจจากฉันไม่ได้หรอก แต่...”

 

 

 

“ฉันกลัวว่าฮันซองจะฝืนใจทำอะไรลงไปทั้งที่ยังไม่ตัดใจนี่ล่ะ”

 

 

 

ซังฮยอกไม่ปฏิเสธความคิดของเพื่อน สำหรับคนอย่างลีฮันซองที่เขาเห็นในข่าวเสียๆ หายๆ มาตั้งแต่เด็กเป็นคนประเภทนั้นจริงๆ ถ้าจะทำอะไรแล้วไม่มีคำว่าลังเล จะกลัวหรือไม่กลัวถ้าต้องทำก็จะทำ เป็นคนที่แข็งนอกอ่อนใน ทว่าใจเด็ดยิ่งกว่านักเลงตัวใหญ่บางคนเสียอีก

 

ความเงียบที่เข้าปกคลุมคนสองคนภายในห้องดำเนินไปได้ไม่นานก็ถูกเสียงโทรศัพท์ที่แผดดังลั่นทำลายลง ซังฮยอกล้วงหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นรับ ตอนที่กดรับเขายังไม่ทันมองว่าเป็นเบอร์ใคร ดังนั้นตอนที่ปลายสายพูดตอบจึงทำเอาคนฟังตกตะลึงอย่างไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน สีหน้าตกตื่นของหมอหนุ่มนั้นหันไปมองร่างสูงที่ขยับตัวนั่งราวกับรับรู้ว่าจะมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น พวกเขาสบตากัน

 

 

 

“อะไรนะ? เจอชิมแจฮาแล้วเหรอ?”

 

 

 

 

 

********************

TBC

Up