Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 15

 

โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในกรุงโซลมีห้องพักพิเศษแบบที่ผู้ป่วยเผลอคิดไปได้เลยว่าตนเองกำลังอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อมาพักร้อน ไม่ใช่มาพักรักษาตัว ดังนั้นไม่ว่าคนไข้จะเป็นเด็กตัวน้อยหรือผู้ใหญ่ตัวโตต่างก็พอใจและเต็มใจที่จะนอนให้แพทย์เจาะน้ำเกลือ เจาะเลือด เจาะนั่นนี่แล้วแต่จะเป็นโรคอะไร โรงพยาบาลแห่งนี้จึงไม่มีประวัติผู้ป่วยหนีออกจากห้องพักแม้แต่รายเดียว ...กระทั่งวันนี้

ร่างเล็กบางในชุดคนไข้สีครีมสกรีนลายเป็นชื่อโรงพยาบาลทั่วทั้งตัวค่อยๆ ย่องไปตามผนังกำแพงอย่างเบาเสียง เวลาเที่ยงคืนสิบนาทีคือเวลาเปลี่ยนกะของนางพยาบาลที่วอร์ดแผนกนี้ ลีแฮอินจึงใช้โอกาสที่คนอยู่น้อยที่สุดในเวลานี้แอบหนีออกมาจากห้องพัก และในตอนนี้ก็เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะไปถึงประตูบันไดหนีไฟแล้ว

ทันทีที่แทรกตัวมาหลบหลังประตูบันไดหนีไฟได้ แฮอินก็ถอนหายใจยาวเหยียด อย่าว่าแต่ต้องหนีพยาบาลเลย ก่อนหน้านี้เขาต้องใช้วิธีหลอกล่อสารพัดกว่าบอดี้การ์ดที่พ่อสั่งให้มาเฝ้าออกไปจากห้องได้ คนไม่เคยทำผิดอะไรอย่างเขาจึงอดตื่นกลัวไม่ได้ พอพ้นรัศมีการถูกจับแล้วก็ค่อยเบาใจ

มือเล็กข้างขวาที่กำโทรศัพท์มาตลอดทางยกขึ้นกดโทรหาเบอร์เพื่อนสนิท ขณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันได้ไปด้วย จากชั้นยี่สิบสองกว่าจะไปถึงชั้นล่างคงได้หอบตัวโยนกันล่ะคราวนี้

“จีซองเหรอ เอารถมาจอดรอได้เลย ฉันออกมาจากห้องแล้ว อืม ตอนนี้กำลังลงบันไดหนีไฟอยู่” เสียงกระโดดข้ามขั้นบันไดสลับกับวิ่งดังสะท้อนเข้าไปในโทรศัพท์ ช่วยยืนยันให้ปลายสายรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าแผนกำลังดำเนินไปอย่างปลอดภัย

ไม่นานนักแฮอินก็วิ่งออกมายังด้านหลังของอาคารที่มีรถเก๋งคันหนึ่งจอดรออยู่ เจ้าของรถรีบเปิดประตูให้คนป่วยกระโดดขึ้นไปนั่งได้โดยเร็ว แล้วก็ค่อยวิ่งอ้อมมานั่งในฝั่งคนขับ

“เปลี่ยนชุดซะก่อน เดี๋ยวยามจับได้” จีซองเอี้ยวตัวโยนถุงใส่เสื้อผ้าไปให้คนที่นั่งเบาะหลัง

“ขอบใจ” แฮอินรับไปเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปีนมานั่งที่เบาะข้างคนขับ “ออกรถเลยๆ นี่กี่โมงแล้วเนี่ย หมอนั่นจะกลับมาจากงานแฟชั่นหรือยังนะ” เสียงเล็กสั่งร้อนรน กดโทรศัพท์ดูเวลาแล้วได้แต่ภาวนาให้มันเดินช้ากว่านี้อีกสักนิดก็ยังดี

รถเก๋งแบรนด์เกาหลีที่สามารถมองเห็นได้เกลื่อนถนนในกรุงโซลขับพ้นออกมาจากโรงพยาบาลได้อย่างราบรื่น คนตัวเล็กเลื่อนบานกระจกลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้หน้าได้รับลมเย็นๆ

คนขับรถเหล่มองเพื่อนตัวดีทำหน้ารับลมมีความสุขแล้วให้รู้สึกอยากเลื่อนกระจกงับหน้ากลมๆ นั่นสักที มีอย่างที่ไหนกันล่ะอยู่ดีๆ ก็โทรมาบังคับให้เอารถมารับที่โรงพยาบาลกลางค่ำกลางคืนอย่างกะทันหัน นี่ถ้าเขาติดทำแลปจะทำยังไง น้องอะมีบาที่เลี้ยงไว้ไม่ตายคาแผ่นกระจกปิดสไลด์หรือไงกัน ก็รู้อยู่ว่าเขากำลังยุ่งอยู่ในช่วงทำวิจัยยังจะโทรมาขู่สารพัดสิ่ง แล้วที่สำคัญ หมอนี่ดันนอนโรงพยาบาลที่เขากำลังทำวิจัยให้อยู่อีกต่างหาก เกิดโดนจับได้ภายหลังอนาคตมุนจีซองจะเหลืออะไร คิดแล้วก็เครียด เป็นเพื่อนกับลีแฮอินไม่ง่ายเลยจริงๆ

ไม่สิ เป็นเพื่อนกับ ชินฮวาซองฮา ไม่ง่ายเลยจริงๆ

จีซองเหยียบเบรคก่อนถึงบ้านของเพื่อนที่อยู่ห่างออกไปสามหลัง เขาหันไปขมวดคิ้วให้ “นี่ตกลงนายจะไม่บอกอะไรฉันเลยใช่ไหมว่าทำไมต้องหนีออกจากโรงพยาบาล?”

ดวงหน้ากลมแต่สมส่วนพยักขึ้นลง ก่อนรีบมุดออกไปยืนนอกรถ แล้วค่อยยื่นหน้าเข้ามาพร้อมยิ้มกว้าง “ขอโทษจริงๆ ฉันบอกไม่ได้ ยังไงก็ขอบคุณนะที่ไปรับ อ้อ แล้วนายก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ถ้าฉันโดนจับได้ขึ้นมาฉันไม่พาดพิงถึงนายแน่นอน แต่คงไม่มีใครจับได้หรอก ถึงจับได้ก็คงไม่มีใครว่าอะไร ไว้ฉันหาข้อแก้ตัวเอง”

“เออๆ จะทำอะไรก็ระวังๆ ล่ะ ถึงไงนายก็ป่วยจริงๆ ตัวยังร้อนอยู่ด้วย” จีซองจนใจจะเถียง เลยได้แต่เตือนด้วยความเป็นห่วง

“รู้แล้วล่ะน่า ไปได้แล้วนายอ่ะ เดี๋ยวน้องอะมีบาจะตายจากไปซะก่อน” แหย่เสร็จก็รีบปิดประตูรถวิ่งจากไปทันที

จีซองมองตามแผ่นหลังเพื่อนที่ค่อยๆ วิ่งขึ้นไปบนเนินถนนแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว แต่ก็ยังอดยิ้มออกมาไม่ได้ เขากับแฮอินเคยอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยกัน แฮอินในตอนนั้นไม่ได้สดใสร่าเริงเหมือนอย่างตอนนี้ ตั้งแต่ที่รู้ว่าครอบครัวชินฮวาซองฮาจะรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แฮอินก็มีความสุขและคาดหวังการได้ไปอยู่บ้านหลังใหม่มาก จนในที่สุดเจ้าตัวก็ได้ย้ายไปอยู่กับชินฮวาซองฮาจริงๆ แต่เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายดายเลย แฮอินมาปรับทุกข์กับเขาบ่อยๆ เกี่ยวกับสมาชิกในบ้านใหม่ที่ย้ายไปอยู่ด้วย ดูเหมือนทุกคนจะดีกับแฮอิน แต่แฮอินกลับไม่มีความสุขเพียงเพราะมีคนคนหนึ่งที่ไม่ยินดีกับการปรากฏตัวของแฮอินในบ้านหลังนั้น เขาเคยบอกให้แฮอินไม่ต้องสนใจพี่ชายกำมะลอ แต่แฮอินกลับปฏิเสธหนักแน่นแล้วบอกว่าสักวันจะต้องทำให้ฝ่ายนั้นชอบตนเองให้ได้ แต่จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย

ลีฮันซองคนนั้น ถ้าเป็นคนดีจริงก็ไม่น่าจะรังเกียจแฮอินอย่างนี้ ไม่รู้ว่าแฮอินจะพยายามเพื่อคนใจแคบแบบนั้นไปทำไมกัน จีซองส่ายหัวให้กับความคิดเพื่อนก่อนจะถอยรถขับออกจากหมู่บ้านไป

 

 

ลีแฮอินไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ต้องแอบลักลอบเข้าบ้านตัวเองอย่างนี้ ต้องหลบการ์ดที่คอยเดินตรวจอยู่รอบบ้าน ถึงจะมีแค่ห้าคนที่ทำหน้าที่นี้ก็เถอะ ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาก็จบกัน ไอ้เรื่องที่อยากจะรู้ก็คงไม่ได้รู้

ทางปีกซ้ายของบ้านถูกแบ่งเป็นที่พักของการ์ดประจำโดยเฉพาะ การตกแต่งในส่วนนี้ไม่ค่อยหรูหรามากนักเหมือนส่วนอื่นๆ ของบ้าน ห้องพักแต่ละห้องมีขนาดไม่ใหญ่ แบ่งออกเป็นสามชั้นชั้นละแปดห้อง แฮอินไม่ได้เดินขึ้นบันไดไป เพราะห้องเป้าหมายอยู่ที่ชั้นหนึ่งห้องที่สาม

เสียงกุกกักจากการพยายามสอดกุญแจไขประตูในที่มืดดังสะท้อนไปตามทางเดินจนอดกลั้นหายใจไม่ได้ แล้วค่อยบรรจงสอดลูกกุญแจเข้าไปใหม่อย่างช้าๆ เสียง แกร๊ก ปลดล็อคก็ดังขึ้นมาให้ได้ยิน

แฮอินไม่เสียเวลารีรออะไรทั้งนั้น รีบพาตัวเองเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของปาร์คจงชินทันที โทรศัพท์มือถือถูกใช้เป็นไฟฉายจำเป็น ร่างเล็กเดินสำรวจไปทั่วห้องอย่างไม่เชื่อสายตา เขาไม่เคยเห็นห้องพักของใครเป็นระเบียบเรียบร้อยได้เท่านี้มาก่อน อันที่จริงต้องเรียกว่าโล่งจนไม่สามารถจะมีอะไรมาทำให้รกได้ ห้องก็ไม่ใช้เล็กๆ แต่กลับมีเพียงเตียงหนึ่งเตียง ตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้ และโต๊ะทำงานหนึ่งตัวที่แทบไม่มีอะไรวางอยู่บนโต๊ะเลย เช่นเดียวกับตู้เสื้อผ้าที่เปิดดูแล้วก็เห็นแต่ชุดสูทและเชิ้ตกับกางเกงเข้ากันเพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น

“อะไรกัน เหมือนตั้งใจจะอยู่ไม่นานอย่างนั้นแหละ” แฮอินพึมพำพลางรื้อเกะจากโต๊ะโคมไฟหัวเตียง ในนั้นมีเพียงเศษกระดาษจดตารางเวลาสองสามแผ่นกับดินสอปากกาอย่างละด้าม บนโต๊ะทำงานมีหนังสือภาษาอังกฤษสองเล่มเกี่ยวกับเรื่องของการทำงานอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ แล้วก็แฟ้มการทำงานตามคำสั่งของพ่อวางอยู่หนึ่งแฟ้ม นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว

ช่างเป็นห้องที่โล่งเสียจนน่าหงุดหงิดจริงๆ ให้ตายเถอะ!

“อย่างนี้ก็เสียเที่ยวน่ะสิ!” ใบหน้าน่ารักงอง้ำขึ้นมาทันทีกับผลลัพธ์ที่ได้ ตั้งใจจะมาจับผิดแท้ๆ แต่กลับคว้าน้ำเหลว ผู้ชายคนนั้นระวังตัวเสียขนาดนี้ หึ สรุปแล้วก็คงเป็นเพราะมีเรื่องที่ต้องปิดบังนั่นแหละ

แฮอินสรุปข้อสันนิษฐานให้กับตัวเองอย่างหนักแน่น คนปกติที่ไหนจะอยู่ห้องโล่งๆ อย่างนี้ได้ ยิ่งรู้ว่าต้องเข้ามาทำงานเป็นบอดี้การ์ดอยู่กินบ้านเจ้านายมีหรือจะทำตัวเหมือนพร้อมจะออกไปได้ตลอดเวลาอย่างนี้ ของน้อยชิ้นนี่แหละคือจุดที่ชี้ว่าปาร์คจงชินคนนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่แน่

แต่ว่ามันคืออะไรล่ะ! โอ้ย คิดแล้วก็แค้น เขารึอุตส่าห์วางแผนตั้งนานเพื่อจะหาทางเข้ามาค้นห้องหมอนั่น แต่ดูสินี่อะไร เหนื่อยเปล่าแท้ๆ เลย

แฮอินทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเจ้าของห้องเต็มแรงอย่างอารมณ์เสีย แต่แล้วก็ต้องร้อง “อ๊ะ” ขึ้นมาเมื่อนั่งทับอะไรบางอย่างจนต้องเด้งตัวลุกขึ้นด้วยความเจ็บ ไฟฉายจำเป็นถูกส่องลงไปบนเตียงบริเวณที่เพิ่งนั่งลงไป เข็มกลัดเล็กๆ ขนาดเล็กกว่าเหรียญวอนครึ่งหนึ่งวางหงายอยู่บนที่นอน เข็มแหลมคมนั่นเองที่ทิ่มก้นเขาจนสะดุ้ง

“อะไรเนี่ย?” มือเล็กหยิบเข็มกลัดขึ้นมาพลิกดูกับแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ สัญลักษณ์เล็กๆ ที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าดูคุ้นตาอย่างประหลาด แฮอินพยายามนึกว่ามันคือสัญลักษณ์ของที่ไหน คิดอยู่นานแล้วก็พลันเบิกตากว้างจ้องมองเข็มกลัดที่ยังนอนนิ่งอยู่ในมืออย่างตกใจ

“ปาร์คจงชิน...คุณเป็น...ไม่จริงน่า! เป็นไปไม่ได้หรอก” ศีรษะกลมส่ายไปมาจนเส้นผมกระจาย ก่อนเจ้าตัวจะรีบยัดสิ่งที่อยู่ในมือลงกระเป๋ารวดเร็วราวกับเพิ่งเห็นว่าเป็นของน่ากลัว

ระหว่างทางเดินกลับไปยังห้องนอนตัวเอง แฮอินยังสลัดภาพของสัญลักษณ์บนเข็มกลัดนั้นออกไปไม่ได้เลย

จะให้คิดอีกกี่ตลบ ก็นึกไม่ออกเลยว่าปาร์คจงชินจะเป็นพวกคนแบบนั้นได้

...ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่

ใช่แล้ว เขาจะต้องคิดผิดแน่ๆ

ลีแฮอิน นายจะด่วนสรุปอะไรง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด!

 

 

********************

 

สิ่งที่ฮันซองเห็นในตอนนี้คือภาพแผ่นหลังเคยคุ้นของคนที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องนอน ใบหน้าแหงนเงยหลับตา ปล่อยให้สายฝนไหลผ่านทั่วร่างกาย มือข้างหนึ่งมีเลือดสีแดงค่อยๆ ละลายหายไปตามหยดน้ำจากฟากฟ้า เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเกินห้านาทีแล้วโดยไม่ขยับไปไหน ราวกับเจ้าตัวกำลังระงับอารมณ์ไม่ให้ร้อนไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ฮันซองละสายตาจากร่างสูงมายังบานกระจกข้างประตูเลื่อนที่มีรอยถลอกเล็กน้อยจากแหวนทองคำขาวกระแทกใส่หลายต่อหลายครั้ง ร่องรอยบนบานกระจกดูไม่ยุติธรรมกับบาดแผลบนมือของคนกระทำ ฮันซองถอนหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ทันทีที่รถมาจอดอยู่หน้าบ้านพักตากอากาศหลังนี้ คนที่เอาแต่ขับรถมาเงียบๆ ไม่พูดไม่จาฉุดเขาลงจากรถอย่างไม่สนใจว่าสภาพอากาศภายนอกเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นพายุฝน พวกเขาเปียกไปหมดทั้งตัวจากระยะทางระหว่างรถกับบ้าน

ซึงกิลไม่สนใจว่าฮันซองจะร้องบอกให้ปล่อยหรือร้องด้วยความเจ็บจากการถูกบีบต้นแขนแรงๆ เพื่อบังคับให้เดินตามเข้าไปในห้องนอน ซึงกิลเหวี่ยงร่างฮันซองลงไปบนเตียงแล้วตามขึ้นไปนั่งคร่อมร่างที่ดิ้นรนขัดขืน ความโกรธและความโมโหกับสิ่งที่ร่างบางเพิ่งกระทำมาทำให้สติแทบขาดตั้งแต่ตอนที่อยู่ในโรงแรมแล้ว และมันก็กำลังขาดแล้วจริงๆ ในตอนนี้

ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ฮันซองไม่เคยถูกผู้ชายคนนี้รุนแรงใส่เลยสักครั้ง อเล็กซ์ที่เคยรู้จักเป็นคนอ่อนโยน ส่วนโคซึงกิลเท่าที่ผ่านมาก็สุภาพกับเขาและให้เกียรติเขา บอกให้รอนัดจากเขาฝ่ายนั้นก็ทำตาม ไม่มีการเรียกร้องอะไรที่จะทำให้เขาไม่พอใจ จะมีก็แค่วันนี้ วันที่ฝ่ายนั้นไม่ฟังอะไรจากเขาเลย และยังบังคับกันจนถึงที่สุดของอามรณ์รุนแรงที่ฝ่ายนั้นยัดเยียดมอบให้อย่างไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ...หรือเจ็บแค่ไหน

อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลคงเป็นเรื่องจริง แต่ความจริงอีกข้อก็คือ บางทีเหตุผลอาจไม่มีความจำเป็นจะต้องยอมรับ ฮันซองคิดว่าต่อให้ซึงกิลระงับความโกรธไว้แล้วฟังเหตุผล บางทีบทสรุปก็อาจจะออกมาเหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เขาจะทำกับจินจุนในโรงแรมคือความตั้งใจของเขา และโคซึงกิลก็ไม่สามารถมาห้ามเขาได้

เพราะอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ฮันซองจึงทำได้แค่เพียงถอนหายใจ ซึงกิลเองก็ลงโทษตัวเองด้วยการชกบานกระจกจนมือแตกไปแล้วที่ขืนใจใช้กำลังรุนแรงกับเขา จะให้มานั่งโกรธตอบก็ใช่เรื่อง ทั้งเขาและซึงกิลก็มีความคิดเป็นของตัวเอง เขาทำเพราะงาน ซึงกิลโกรธเพราะหวง เขาเจ็บตัวเพราะทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีค่า ปล่อยให้ร่างกายถูกคนอื่นลวนลาม ซึงกิลทำร้ายตัวเองจนได้เลือด เพราะทำให้เขาต้องอยู่ในสภาพอย่างนี้

มือที่ยันเพื่อลุกนั่งสั่นไปทั้งแขน ไม่ต้องเหลียวกลับไปมองที่นอนก็รู้ว่าคงมีคราบเลือดเปรอะอยู่ไม่น้อย ท่อนแขนขวาปรากฏรอยช้ำสีเขียวม่วงน่ากลัวจากการถูกบีบรัดรุนแรงเอื้อมไปหยิบเสื้อผ้าบนพื้น พยายามเดินกัดฟันพาร่างบอบช้ำไร้เรี่ยวแรงไปจนถึงห้องน้ำ คราบเหนอะหนะตามตัวทำให้เรียวปากบางบิดเบี้ยวกับสภาพตัวเอง

น้ำเย็นจัดจากฝักบัวทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก ฮันซองรีบอาบน้ำพยายามลืมความเจ็บตามร่างกาย ทว่าจิตใจกลับรู้สึกเจ็บยอกขึ้นมาแทน ตอนที่ซึงกิลขับรถมาจอดหน้าบ้านหลังนี้ ฮันซองยอมรับว่าเขาหวังให้ซึงกิลจำอะไรได้บ้าง เผลอคิดไปแล้วด้วยซ้ำว่าคงจำเรื่องราวอะไรบางอย่างได้ถึงได้พาเขามาที่นี่ แต่ก็เปล่าเลย ซึงกิลยังคงจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น บ้านนี้คงเป็นเพียงบ้านพักตากอากาศส่วนตัวหลังหนึ่งในความทรงจำของโคซึงกิลเท่านั้น ไม่มีเรื่องราวของฮันซองและอเล็กซ์รวมอยู่ด้วยแม้แต่น้อย

ทั้งที่เคยมีช่วงเวลาดีๆ ให้กันมากมายถึงเพียงนั้นแท้ๆ ...

ตอนเฝ้ารออย่างไร้ความหวังว่าทรมานแล้ว ตอนนี้กลับทรมานยิ่งกว่า รู้จักก็เหมือนไม่รู้จัก คุ้นเคยก็เหมือนเพียงแค่กายไม่ใช่ใจ ใกล้กันแต่ก็เหมือนอยู่ห่างกันแสนไกล ...การที่คนรักลืมเรื่องราวที่เคยมีร่วมกันในอดีต สามารถทำให้ความรักในปัจจุบันล้มเหลวได้หรือเปล่านะ หรือเป็นเพราะเขาเองที่ยอมรับไม่ได้

มือเรียวเอื้อมปิดฝักบัว สายน้ำหยุดสนิทพร้อมกับความคิดวกวน เขาจัดการเช็ดตัวแล้วสวมเสื้อผ้าตัวเดิม เสียบปลั๊กเป่าผมที่หน้ากระจกในห้องน้ำ แม้เนื้อตัวจะสะอาดหมดจดแล้วก็ตาม แต่ภาพที่สะท้อนในกระจกที่เผยให้เห็นข้อมือช้ำก็ยังทำให้รู้สึกแย่ หากฮันซองก็ไม่ได้โกรธซึงกิลเลย เพียงแต่...ความรู้สึกมันสั่นคลอนมากเกินไปเท่านั้น

เสียงไดร์เป่าผมดังอยู่ราวสิบกว่านาทีก็เงียบลง ฮันซองหันหลังพิงขอบอ่างล้างหน้า มือหนึ่งเสยผมที่แห้งชื้น อีกมือล้วงหยิบโทรศัพท์ที่ปิดเครื่องไว้ตั้งแต่เข้าไปในงานแฟชั่นโชว์ สายตาไล่มองหาเบอร์ไม่นานนักก็กดโทรออก

เสียงสัญญาณดังอยู่สามครั้ง ก่อนเสียงทุ้มจะทักมาตามสาย “จงชินเหรอ ขอโทษที พอดีมีเรื่องนิดหน่อย” พอเริ่มพูด ฮันซองก็เพิ่งรู้ว่าปากที่แตกจากการถูกกัดนั้นเจ็บเอาการทีเดียว “นายยังอยู่ที่โรงแรมหรือเปล่า อืม แล้วคุณจินจุนล่ะ” เรียวคิ้วที่ขมวดยุ่งคลายออกเล็กน้อยเมื่อปลายสายบอกว่าหลังจากที่เขาถูกซึงกิลพาออกไป ก็ได้ขึ้นไปหาคุณจินจุนเพื่อขอโทษเรียบร้อยแล้ว และยังบอกอีกว่าเขาจะโทรกลับไปหาภายหลัง การทำงานของปาร์คจงชินรอบคอบอย่างที่ฮันซองคาดหวังไว้ “เรื่องคุณจินจุนเดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง ตอนนี้นายรีบมารับฉันตามแผนที่ที่ส่งไปให้เร็วที่สุด” หลังตัดสายฮันซองก็ดูเวลาแล้วคาดคะเนว่ายังทันที่จะเคลียร์เรื่องที่เกิดขึ้นกับจินจุนได้ก่อนที่พ่อของเขาจะรู้เรื่อง

ฮันซองต่อสายไปหาจินจุนทันที รอยยิ้มถูกจุดที่มุมปากเมื่อรู้ว่าจินจุนยังไม่ได้ติดต่อไปหาพ่อ จึงรีบขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง ไม่ว่ายังไงฮันซองก็ไม่อยากทำงานพลาด งานที่พ่อสั่งเขาจะทำมันให้สำเร็จทุกงาน ไม่ใช่เพราะมุ่งมั่นกับงานโดยจิตสำนึก แต่เพราะไม่อยากถูกคนอย่างลีซูโรดูถูกลูกชายอย่างเขาไปมากกว่านี้ เขาจะทำให้พ่อต้องพึ่งการทำงานจากเขามากกว่าแฮอิน หากขาดเขาไปสักคนพ่อจะต้องล้มไม่เป็นท่า ...ผู้ชายคนนั้นจะต้องอ้อนวอนเขาเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

เพื่อสิ่งนั้น ฮันซองยอมเสียทุกอย่างเพื่อแลกมา

การมีตัวตนในสายตาของลีซูโร มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น

มือเรียวเก็บโทรศัพท์กลับลงไปในกระเป๋ากางเกง แล้วหลับตาลงทบทวนสิ่งที่จะต้องทำต่อไป ร่างบางจมอยู่กับแผนการที่รู้อยู่แก่ใจว่ามีแต่จะนำพาไปสู่หนทางที่มืดมิด แต่เขาไม่สน ชีวิตของเขามันแย่มาตลอดอยู่แล้ว จะแย่ลงเหวไปมากกว่านี้อีกนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป

ฮันซองเดินออกมาจากห้องน้ำในอีกสิบนาทีให้หลัง เท้าที่ก้าวออกมาได้เพียงสามก้าวหยุดชะงักทันทีเมื่อสายตามองเห็นคนตัวสูงทำอะไรบางอย่างอยู่ตรงบานกระจก

จังหวะหัวใจเหมือนจะหยุดเต้นเสียให้ได้อีกครั้ง ฮันซองไม่รู้ว่าผู้ชายตรงหน้านี้จะทำให้เขาเฉียดความตายสักกี่ครั้งกันแน่ ถ้าคิดจะทรมานกันอย่างนี้เรื่อยๆ สู้อย่าให้ความหวังกันเลยดีกว่า

ปลายเท้าค่อยๆ ขยับไปข้างหน้า ฮันซองยังไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาได้กระทั่งเดินไปยืนอยู่ข้างๆ คนที่เปียกฝนไปทั้งตัว ไม่กล้าหันไปมองสีหน้าคนที่เพิ่งเขียนข้อความลงบนบานกระจกที่มีฝ้าจับทั่วทั้งบาน ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ สามารถทำให้น้ำตาไหลออกมาได้โดยไม่รู้ตัว เสียงสะอื้นหลุดรอดออกมาจากลำคอจนต้องยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้

คำว่า I Found You ที่เห็นนี้ไม่ได้ต่างไปจากเมื่อสองปีก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว

ในขณะที่ฮันซองซ้อนทับภาพปัจจุบันกับอดีตด้วยความรู้สึกที่ยากจะทานรับไหว ซึงกิลกลับได้แต่ยืนมองสิ่งที่ตัวเองเพิ่งทำลงไปอย่างไม่เข้าใจ เขาเดินกลับเข้ามาในห้องนอน เสียงน้ำกระทบพื้นดังแว่วมาจากประตูห้องน้ำทำให้รู้ว่าฮันซองอาบน้ำอยู่ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงด้วยความรู้สึกผิดที่ฝืนใจฮันซองด้วยความรุนแรง สายตาที่เหม่อมองออกไปข้างนอกผ่านบานหน้าต่างนั้นนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้

และไม่รู้ตัวเลยว่าได้ลุกไปยืนเขียนข้อความบนบานกระจกใส ราวกับร่างกายมันขยับไปเอง รู้ตัวอีกทีบนบานกระจกก็มีข้อความภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ เสี้ยววินาทีแรกซึงกิลไม่เข้าใจ แต่เมื่อมองอยู่สักพักเขาก็เพิ่งรู้ตัวว่านี่คงเป็นสาเหตุของอาการผิดปกติเวลาที่มองกระจก เขาต้องเคยเขียนข้อความทำนองนี้ลงบนบานกระจกมาแล้วแน่นอน และมันจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญต่อความรู้สึกของเขามาก เศษเสี้ยวในอดีตที่หายไปถึงได้พยายามจะแสดงออกมาอยู่บ่อยครั้งจนเขาปวดหัวไปหมด เพราะให้นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่ากระจกมีเรื่องอะไรสำคัญนักหนา และยังดวงดาวอีก...

ตอนนี้ซึงกิลรู้แล้ว ว่ากระจกและดวงดาวเกี่ยวข้องกับความทรงจำเมื่อสองปีก่อน แต่...เขาจำรายละเอียดไม่ได้เลย จำไม่ได้ว่าทำไมถึงเขียน จำไม่ได้แม้กระทั่งที่มาของความรู้สึกที่มีต่อดวงดาวบนฟ้า ความทรงจำที่หายไปไม่ได้ย้อนกลับมา สิ่งที่เขาทำลงไปก็แค่เพียงการตอบสนองจากจิตใต้สำนึกส่งมายังร่างกายให้กระทำ

เสียงสะอื้นของคนข้างตัวทำให้ซึงกิลรู้สึกเจ็บไปทั้งใจ สำหรับเขาที่ไม่หลงเหลือความทรงจำเมื่อสองปีก่อน คงทรมานสู้คนที่จำได้ทุกอย่างอย่างฮันซองไม่ได้ ไม่ใช่ว่าซึงกิลไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองเหมือนคนอื่นสำหรับฮันซอง เขาที่ไม่มีความทรงจำของฮันซองก็เหมือนคนที่เพิ่งมาทำความรู้จักกันใหม่ แต่จะให้เขาทำอะไรได้อีก เขาพยายามที่จะควานหาเรื่องราวของอเล็กซ์กลับมา แต่มันก็ทำไม่ได้ เขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่าที่มลายหายไปจากสมองเฮงซวยนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจและเชื่อว่าอเล็กซ์จะต้องรู้สึกแบบเดียวกับเขาในตอนนี้...คือรักลีฮันซองหมดทั้งหัวใจ

อเล็กซ์รักฮันซองมาก

โคซึงกิลก็รักลีฮันซองมากไม่ต่างกัน

แต่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้คนที่รักต้องทรมานใจ เขาจะแก้ไขความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอนนี้ได้อย่างไร จะหยุดน้ำตาของลีฮันซองได้ด้วยวิธีไหน ...จะต้องทำอย่างไร อเล็กซ์คนนั้นถึงจะมีอยู่ในความทรงจำของโคซึงกิล

คนคนเดียวกัน ทำไมถึงเชื่อมถึงกันไม่ได้ โกรธตัวเองที่ทำให้ฮันซองรักเหมือนที่รักอเล็กซ์ไม่ได้ โกรธชะตาฟ้าลิขิตที่ทำร้ายทั้งเขาและฮันซองอย่างไม่ยุติธรรม หากสวรรค์มีจริงก็ช่วยหยุดเล่นตลกกับพวกเขาสักทีเถอะ

“ซึงกิล”

เสียงของฮันซองเบาเสียจนเสียงสายฝนแทบกลบหมด แต่ซึงกิลก็ยังได้ยิน “...ครับ” ชายหนุ่มขานรับพร้อมกับเลื่อนมือไปจับมือเล็กโดยที่ต่างคนต่างยังมองบานกระจกตรงหน้า

“จำไม่ได้ใช่ไหม”

คำถามง่ายๆ แต่ฟังแล้วรู้สึกว่ายากเหลือเกินหากจะตอบออกไป ทว่ามือเล็กที่กระชับตอบก็ทำให้ซึงกิลเอ่ยตอบออกไปด้วยเสียงที่เบาไม่ต่างจากอีกคน

“...ขอโทษครับฮันซอง ผม...จำไม่ได้จริงๆ ”

ศีรษะเล็กพยักรับช้าๆ ก่อนใบหน้าสวยจะเงยขึ้นมองคนตอบ ดวงตาทั้งคู่ยังมีร่องรอยของน้ำตาเอ่อคลออยู่ รอยยิ้มที่ส่งมาให้ทำให้หัวใจของซึงกิลเหมือนถูกแช่แข็ง “คุณไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่ใช่ความผิดของคุณเสียหน่อย”

“ฮันซอง...”

“นี่ซึงกิล” ฮันซองพูดแทรกขึ้นมา พร้อมกับเอื้อมมือไปจับมืออีกข้างของซึงกิลให้หันมาหากันทั้งตัว สองมือที่จับกันอยู่ส่งผ่านความอบอุ่นให้กันจากการสัมผัสทางกาย ดังนั้นหัวใจของพวกเขาจึงยังคงเย็นเหยียบเหมือนกับอากาศภายนอกที่ถูกพายุฝนโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง

เป็นเวลาหลายอึดใจที่ฮันซองและซึงกิลสบตากัน ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคิดถึงสิ่งใดอยู่ขณะที่เวลาหมุนผ่านรอบตัวคนทั้งสองไปอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ไม่มีใครหรือสิ่งใดมาหยุดสิ่งที่เรียกว่าเวลาเอาไว้ได้

 

“ซึงกิล เรา...อย่าติดต่อกันสักพักเถอะนะ”

 

หากโลกใบนี้มีพระเจ้า สิ่งที่เรียกว่าเวลาอาจถูกหยุดไว้เพียงเท่านี้ตามคำขอ แต่โคซึงกิลรู้ว่าโลกใบนี้ไม่มีพระเจ้า มีเพียงเขา และคนตรงหน้านี้เท่านั้น แม้จะอยากหยุดเวลาไว้มากเพียงใดก็ไม่อาจทำได้

 

หากความทรงจำเมื่อสองปีก่อนเป็นเพียงความฝัน

ตอนนี้ เวลานี้ โคซึงกิลอยากจะหลับใหลอีกครั้ง


...และไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย

 

********************

TBC

Up