Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

Chapter 14 - I Found You

KimYoonBe 2017.03.10 10:09 Views : 25

(ตอนที่ 12-13 เป็นตอนพิเศษในเล่มนะคะ ส่วนใหญ่เป็นฉากNCค่ะ สามารถอ่านข้ามได้)

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 14




หิมะโปรยปรายทั่วผืนฟ้า หลังจากที่ไม่ได้ตกมาหลายวัน กองหิมะเนินสูงรอบบ้านพักตากอากาศยังคงสภาพเช่นเดิม บ่งบอกว่าเจ้าของสถานที่ไม่ได้สนใจกำจัดให้พ้นทางเดินเลยแม้แต่น้อย และยังบอกให้รู้ได้อีกว่าหลายวันมานี้ไม่มีใครที่อาศัยอยู่ที่นี่ออกจากบ้านไปไหนเลย

แม้หิมะจะไม่ตกหนักบ่อยครั้งเหมือนเมื่อเดือนก่อน แต่อากาศก็ไม่ได้จะดีขึ้น อุณหภูมิยังคงติดลบต่ำลงเรื่อยๆ จนเลยลบยี่สิบองศาเซลเซียสมาสามวันแล้ว พายุลมอ่อนพัดผ่านเป็นระยะไม่รุนแรงแต่กลับสร้างความทรมานต่อร่างกายไม่น้อย เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านที่อบอุ่นแสนสบายจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ทว่าเพียงแค่ความอบอุ่นที่เกิดจากเครื่องทำความร้อน หรือเตาผิงไฟนั้นไม่ได้เรียกว่าดีที่สุด แต่เป็นเพราะคนสองคนถ่ายเทความอบอุ่นให้กันผ่านทางร่างกายต่างหากถึงได้ทำให้ผู้ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ปรารถนาจะออกไปที่ไหน

กว่าสองเดือนที่ฮันซองและอเล็กซ์ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน แม้จะเรียกได้ว่าใช้ร่างกายสื่อสารมากกว่าคำพูดก็ตาม แต่พวกเขากลับมีความเข้าใจกันและกันได้อย่างน่าประหลาด เพียงแค่มองตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใด ต้องการสิ่งใด ราวกับขั้วบวกและขั้วลบที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างฝ่ายต่างเห็นเสน่ห์ของกันและกัน พึงพอใจในกันและกัน เป็นความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะอธิบายได้อย่างไร สิ่งที่เป็นอยู่นี้ล้วนมาจากความต้องการของหัวใจอย่างแท้จริง

ไม่ต้องหาเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นคนนี้ ไม่ต้องคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

อเล็กซ์คือใคร ฮันซองคือใคร สิ่งที่พวกเขาคุยกันมีเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างชอบอะไรไม่ชอบอะไร ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันแสนประหลาด ตัวตนของฮันซองและอเล็กซ์เหมือนเป็นคนละด้านของฟากกระจกเงาที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน พวกเขาทำความรู้จักกันไปพร้อมกับตัวตนใหม่ที่ไม่เคยเป็นของตนเอง

ลีฮันซองไม่เคยอ้อนใคร แต่กลับอ้อนอเล็กซ์ราวกับเป็นนิสัยติดตัวที่มีมานาน

โคซึงกิลไม่เคยเอาใจใคร แต่กลับเอาใจฮันซองไปเสียทุกอย่าง

นิสัยที่ไม่เคยเป็น กลับเป็นต่อหน้าคนตรงหน้า และถึงแม้จะเป็นนิสัยแปลกใหม่ พวกเขากลับไม่รู้สึกติดขัดเลยสักนิดเดียวกับพฤติกรรมเหล่านี้ของตนเอง ช่วงเวลาเพียงไม่นานหล่อหลอมทั้งสองคนราวกับได้เดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันเนิ่นนานนักหนาแล้ว ทั้งที่ความจริงมันก็แค่ระยะเวลาร่วมสองเดือนเท่านั้นเอง

ความเคยชินเป็นไปอย่างธรรมชาติ เช้าวันนี้ฮันซองยังคงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วยสัมผัสเบาๆ ที่ละไล้อยู่แถวผิวแก้ม วิธีการปลุกคนขี้เซาของอเล็กซ์อ่อนโยนเสียจนคนถูกเอาใจครางลึกในคออย่างมีความสุข ผิวแก้มถูกเกลี่ยด้วยปลายนิ้ว ก่อนตามติดลงมาด้วยจูบผะแผ่วที่เลื่อนลงหาริมฝีปากบางช้าๆ

“อืม...”

แผงขนตาสีดำค่อยๆ ขยับไหว ปรากฏให้เห็นดวงตากลมโตคู่สวย

ฮันซองมองใบหน้าหล่อเหลาของคนปลุก แล้วยกยิ้มมุมปากน่ารัก พาเอาคนมองอดจะก้มลงจูบอีกครั้งไม่ได้

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

“อรุณสวัสดิ์ อเล็กซ์”

คนงัวเงยสูดหายใจลึกเมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารเช้า อเล็กซ์ยิ้มเมื่อเห็นร่างบางรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง สองมือขาวดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างกายเปลือยเปล่า ดวงหน้าสวยยังมีเค้าของความวาบหวามจากกิจกรรมเมื่อคืน เขายกถาดอาหารจากโต๊ะข้างเตียงมาเสิร์ฟ วางให้ถึงข้างตัวเป็นบริการเสริมให้คนที่ยังไม่สามารถเรียกเรี่ยวแรงกลับมาได้เต็มที่

“ป้อนหน่อยสิครับ”

ถึงฮันซองไม่แกล้งทำหน้าเอาแต่ใจ ซึงกิลก็ตั้งใจจะป้อนให้อยู่แล้ว

ฝีมือการทำอาหารของชายหนุ่มถูกปากร่างบางเป็นอย่างมาก ดังนั้นซุปข้าวโพดจึงพร่องลงในเวลาไม่นาน

“คุณทานแล้วเหรอ?” ฮันซองเงยหน้าขึ้นถามหลังก้มลงดูดน้ำส้มคั้นที่อเล็กซ์ยื่นมาให้

อเล็กซ์พยักหน้า ก่อนหันไปวางแก้วที่โต๊ะข้างเตียง “เฮ้อ พรุ่งนี้ผมคงต้องเข้าไปในตัวเมือง อาหารจะหมดอีกแล้วล่ะ” เขาขยับตัวขึ้นไปนั่งบนเตียง แล้วโอบเอวคว้าร่างหอมเข้ามากอดหลวมๆ “หิมะตกหนักแบบนี้คงต้องโทรให้คนงานมาตักหิมะออกพรุ่งนี้เช้า ไม่งั้นคงขับรถออกไปไม่ได้แน่ๆ เลย”

ศีรษะเล็กเอียงซบไหล่กว้าง สายตามองเลยไปยังหน้าต่างบานใหญ่ “หิมะเริ่มตกอีกแล้วเหรอ ...พรุ่งนี้ผมไปกับคุณด้วยนะ”

ปลายจมูกโด่งแนบขมับคนในวงแขน “ข้างนอกหนาวมาก คุณรออยู่ที่นี่ดีกว่า” มือใหญ่สอดเข้าไปใต้ผ้าห่ม ลูบผิวเนื้อนุ่มบริเวณเอวคอดอย่างอารมณ์ดี

ฮันซองไม่ได้ต่อว่ามือที่สัมผัส ซ้ำยังขยับเปลี่ยนท่าให้อีกฝ่ายใช้มือทำงานได้อย่างสะดวก เขาช้อนดวงตาออดอ้อนขึ้นมอง “ผมไม่อยากอยู่ห่างจากคุณนี่นา” คำหวานๆ นี้ไม่ได้เพิ่งมีให้ได้ฟัง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน จนถึงวันนี้ทุกอย่างมันก็เป็นไปอย่างที่เห็นแล้ว

ริมฝีปากหยักจุดยิ้มชวนมอง “ฮันซอง ผมจะทำยังไงกับคุณดีนะ” พูดแล้วก็ก้มลงกดจูบให้อีกที ก่อนแลบลิ้นเลียกลีบปากนุ่มหวานฉ่ำ กระซิบเสียงทุ้มอ่อน “แค่นี้ผมก็หลงคุณจะแย่แล้ว อย่าน่ารักไปกว่านี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นผมคงตายคาอกคุณแน่ๆ ”

“คิก...” ฮันซองย่นคอหลบเมื่อถูกไล่จูบที่ต้นคอแรงๆ ก่อนจะเอียงหน้าขึ้นมอง “อื้อ...ผู้ชายอย่างคุณหรือจะตายคาอกผม? เกรงว่าจะเป็นอกสาวเสียล่ะมากกว่า”

อเล็กซ์บีบจมูกเล็กของคนที่ทำหน้างอง้ำได้น่ารักเสียเหลือเกินเบาๆ “จะมีอกสาวที่ไหนได้อีก แค่ตรงนี้...” ปลายนิ้วจงใจบีบยอดอกเม็ดเล็กใต้ผ้าห่ม “ก็ทำเอาผมขึ้นสวรรค์ได้ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง จะให้มีอีกกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก”

ฮันซองอดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นกับสัมผัสหยอกเอินที่ชักจะหนักหน่วงขึ้น

ผ้าห่มเลื่อนหล่นไปยังปลายเท้าเมื่อร่างสูงขยับตัวขึ้นมาคร่อมร่างบางเอาไว้ ฮันซองปรืตาปรอยยามแนบริมฝีปากประกบกัน เพียงแค่โดนลูบคลำก็สร้างความปรารถนาให้ปะทุได้โดยง่าย ร่างกายที่ถูกอเล็กซ์กอดทุกวันคุ้นเคยสัมผัสได้อย่างดียิ่ง ดังนั้นไม่นานนักสัดส่วนกลางลำตัวก็เริ่มมีปฏิกิริยาขึ้นมา

มือใหญ่แกล้งลากไล้บริเวณท้องน้อยอยู่นานก็ยังไม่ขยับลงไปมากกว่านั้น สร้างความปั่นป่วนให้คนร่างบางบิดกายน้อยๆ อย่างทรมาน มือเล็กคล้องลำคอ แอ่นสะโพกขึ้นเข้าหาอย่างทนไม่ไหว

“อเล็กซ์ อือออ อย่าแกล้งกันสิ...”

เจ้าของชื่อซุกไซ้ซอกคอหอม ไม่สนใจฟัง ซ้ำยังกัดต้นคอขาวเรียกเสียงร้องและอาการสะดุ้งจากร่างเล็กบาง

“โอ้ย! เจ็บ...อื้อ...” ถูกกัดจนช้ำสี ริมฝีปากก็ถูกประกบตามหนักๆ หนึ่งที “ย...อเล็กซ์...อ่า...” พลันเสียงหวานครางกระเส่าแว่วหวานเมื่อความปรารถนาถูกตอบสนอง โพรงปากอุ่นร้อนครอบครองแก่นกายเล็กน่ารัก ตวัดปลายลิ้นลากไปตามความยาวที่ค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เสียงดูดดุนเปียกชื้นสร้างบรรยากาศให้เกิดอารมณ์เตลิดไปไกลแสนไกล

ฮันซองไม่อิดออดกลัวเจ็บเหมือนเมื่อครั้งแรกอีกต่อไปแล้ว เขาเต็มใจที่จะถูกอเล็กซ์กอด ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ยินยอมทั้งนั้น เพราะเขารู้ว่าหลังความเจ็บ คือความสุขที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาแทนกันได้ การถูกอเล็กซ์ครอบครองร่างกายและหัวใจนี้ทำให้ฮันซองมีความสุขมากเหลือเกิน ...มากเสียจนยอมแลกด้วยทุกสิ่งที่มีเพื่อคนคนนี้

เช่นเดียวกับอเล็กซ์ ทุกอย่างของฮันซองล้วนสร้างความสุขให้กับเขา แค่ได้มองก็มีความสุขแล้ว ไม่ว่าจะรอยยิ้มหรือสีหน้า โดยเฉพาะในยามที่เขาได้โอบกอดครอบครองฮันซอง เป็นยิ่งกว่าความสุขทั้งชีวิตก่อนหน้านี้รวมกันด้วยซ้ำ

วินาทีที่ได้พบเจอ ทั้งฮันซองและอเล็กซ์ต่างค้นพบสิ่งที่ว่างเปล่าในซอกหลืบของหัวใจตนเอง

และในวินาทีถัดมา ความว่างเปล่านั้นได้ถูกเติมเต็มจนล้นใจ

 

วันทั้งวันอเล็กซ์ก็ยังดูแลฮันซองไม่ห่าง พร้อมๆ กับที่มอบความรักความอบอุ่นให้ไม่ห่างเช่นกัน พวกเขาใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บนที่นอน กว่าฮันซองจะลุกจากเตียง อาบน้ำแต่งตัว ก็เป็นช่วงหัวค่ำเข้าไปแล้ว เขาออกไปยังห้องโถงที่มีเสียงเปียโนบรรเลงดังสะท้อนไปทั่วทั้งบ้าน เสียงโน้ตเพลง I Don't Want to Miss a Thing มาถึงช่วงท่อนฮุคตอนที่ฮันซองเดินไปยืนพิงหน้าต่างมองคนเล่นเปียโนกลางห้อง เนื้อเพลงที่บ่งบอกว่า ไม่อยากหลับตาลงแม้สักวินาที เพราะไม่อยากพรากห่างจากคนที่รัก ทำให้ในอกของฮันซองรู้สึกสะท้านวาบขึ้นมา เขาเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของอเล็กซ์ แล้วหวนคิดถึงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้อยู่ด้วยกัน

แบบนี้จะเรียกว่ากำลังตกอยู่ในความฝันได้หรือเปล่า ทั้งเขาทั้งอเล็กซ์ ต่างคนต่างกำลังหลับใหลหลีกหนีความเป็นจริงที่ดำเนินไปอยู่ทุกวินาทีใช่ไหม แล้วหากมีวันใดที่พวกเขาต้องตื่นขึ้นมา ...จะทรมานสักแค่ไหนกัน

ฮันซองเบือนหน้าหนีอย่างไม่อาจทำใจได้ เขามองออกไปยังภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ปุยหิมะที่กำลังลอยละล่องอยู่ในสายลมตอกย้ำให้คนมองรู้ว่าเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง เขาจะต้องตื่นในสักวัน

เสียงเปียโนหยุดไปแล้ว เกือบจะพร้อมกับวงแขนอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกาย

“ทำไมทำหน้าอย่างนี้ หรือว่าอินเพลงที่ผมเล่น?” อเล็กซ์กอดกระชับร่างบางเข้ามาแนบอกมากขึ้น แนบแก้มตนเองลงกับแก้มหอมนุ่ม

ฮันซองเอนหน้าซบ พลางฝืนยิ้ม ภาพของเขากับอเล็กซ์สะท้อนกระจกใสขึ้นฝ้าให้เห็น เขายกแขนขึ้นกอดท่อนแขนที่โอบอยู่รอบเอว ทอดเสียงเบา “ถ้าหากคุณรู้ว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว วันนี้คุณยังจะอยู่ตรงนี้กับผมหรือเปล่า?”

อเล็กซ์ผละออกเล็กน้อยเพื่อก้มมองสีหน้าคนในวงแขน “อะไรกัน นี่คุณอินจริงๆ เหรอ?” พอเห็นสีหน้าคนถามแล้วชายหนุ่มก็กระชับอ้อมกอดเหมือนเดิม นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิด

ฮันซองไม่ได้เร่งเอาคำตอบ ที่เขาถามไปก็ไม่ได้ตั้งใจจะถามจริงๆ แค่เผลอพูดออกไปเท่านั้น ตอนนี้พวกเขากำลังมองทัศนียภาพยามค่ำคืนอันสวยงามของภูเขาสูง แสงสว่างจากโคมไฟหน้าบ้านส่องให้เห็นหิมะที่ม้วนตัวอย่างอิสระในสายลม

“ถ้าไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้วงั้นเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น สองแขนยังกอดร่างบางแนบอก สายตาของเขามองไปยังฟากฟ้าสีครามมืดครึ้ม เขาจับจุดโฟกัสที่แสงสว่างดวงเล็กๆ สองจุดบนฟากฟ้านั้น ก่อนจะเอื้อมมือออกไปวาดวงกลมล้อมรอบดวงดาวผ่านกระจกใสที่มีไอความเย็นเกาะ แล้วบรรจงเขียนภาษาอังกฤษลงไปข้างใต้

I Found You

ฮันซองมองสิ่งที่อเล็กซ์ทำตรงหน้า เขากับอเล็กซ์เคยยืนดูดาวด้วยกันบนดาดฟ้าเมื่อวันที่อากาศไม่หนาวจัด เขาเป็นคนเสนอให้ช่วยกันหาดาวประจำตัว สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่กำหนดดาวดวงเล็กๆ สองดวงให้เป็นดาวประจำตัวของเขากับอเล็กซ์ ดาวสองดวงนั้นเล็กกว่าดวงอื่นๆ แต่กลับมีแสงสว่างกว่าใครบนฟ้า ตอนที่เห็นดาวสองดวงนั้น เขาตื่นเต้นแล้วตะโกนบอกพลางชี้นิ้วออกไป

“เจอแล้ว! สองดวงนั้นสวยที่สุด! ให้เป็นดาวของเรานะ”

ฮันซองยังจำได้ว่าตัวเองมีความสุขแค่ไหน ทั้งยิ้มทั้งกอดคนข้างๆ อยู่เป็นนาน จากนั้นอเล็กซ์ก็รวบเขาเข้าไปจูบระงับอาการตื่นเต้น

คำว่า I Found You ที่อเล็กซ์เขียน จะหมายถึงดาวที่วงกลมไว้คือเขาหรือเปล่านะ?

ผมเจอคุณแล้ว

คำสั้นๆ แต่ให้ความรู้สึกดีมากๆ

“โลกใบนี้กว้างใหญ่ แต่ในที่สุดผมก็ได้เจอคุณ การได้พบคุณทำให้ผมรู้ว่าชีวิตนี้ผมเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อใคร” อเล็กซ์เริ่มพูด เขาลดแขนลงมากอดฮันซองเหมือนเดิม “ถ้าหากวันนี้เป็นวันสุดท้าย ผมก็ยังจะอยู่ตรงนี้ กอดคุณอย่างนี้ ไม่ห่างไปไหนสักวินาที ...อยากรู้ไหมเพราะอะไร?” เขากระซิบถาม

ศีรษะเล็กพยักตอบ มองคนรักผ่านบานหน้าต่าง

ชายหนุ่มระบายยิ้ม แนบแก้มตนเองเกลี่ยแก้มนุ่ม “เพราะว่าคุณคือทุกสิ่งสำหรับผม ต่อให้มีวันพรุ่งนี้ แต่ไม่มีคุณ มันก็ไร้ความหมาย”

“อเล็กซ์...” เสียงหวานคราง ซึมซับคำพูดชวนฝัน

ความฝัน ...ฮันซองคิดว่าทั้งหมดนี่อาจจะเป็นความฝันจริงๆ ก็ได้ สำหรับความรู้สึกของเขา เขาตอบได้อย่างสัตย์ซื่อเลยว่าเขาหลงรักอเล็กซ์คนนี้สุดใจ รักแม้เพียงจะรู้แค่ชื่อ รักแม้เพียงจะใช้เวลาแค่สองเดือน รักแม้เพียงอีกฝ่ายอาจจะพูดเอาใจไปอย่างนั้นเอง รัก รัก รักอย่างไม่มีเหตุผล รักอย่างไม่ต้องการคำอธิบาย รักอย่างไม่สนใจว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

เป็นความรู้สึกที่รุนแรงเหลือเกิน

ฮันซองบิดตัวหันไปจ้องมองคนร่างสูง เขาคล้องแขนขึ้นโอบลำคออีกฝ่าย เขย่งปลายเท้าขึ้นมอบจุมพิตดูดดื่มรุ่มร้อน

วงแขนใหญ่ตวัดรัดรอบเอวเล็ก จับร่างนั้นให้ขยับขึ้นรับจุมพิตโต้ตอบจากเขาได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น

ตราบจนหยาดน้ำใสเชื่อมริมฝีปากสองคู่ยามผละออก อเล็กซ์ก้มลงจูบซับให้ พลางประคองร่างอ่อนแรงเอาไว้ในวงแขน

“บทคุณจะเร่าร้อน ก็เล่นเอาผมตามแทบไม่ทันเลย”

อเล็กซ์เผยยิ้ม เขาทรุดลงนั่งริมหน้าต่าง พลางดึงร่างบางลงมานั่งตัก “ผมอยากจะกินคุณจริงๆ ให้ตายเถอะ” เขาเกลี่ยนิ้วไปตามดวงหน้าหวานซ่านแดงระเรื่อ ฮันซองคงไม่รู้ว่าหัวใจของเขากระตุกทุกครั้งที่ได้สบตาคู่นี้ ช่างประมาณตนน้อยเหลือเกิน จูบเมื่อกี้ที่เจ้าตัวเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเกือบทำเอาเขาหยุดหายใจไปแล้ว

“อเล็กซ์” ฮันซองนั่งคร่อมตักเจ้าของชื่อ เขาปล่อยให้มือใหญ่ลูบไล้ใบหน้าตนเองอย่างเต็มใจ

“ครับ?”

“ถ้าหากไม่มีพรุ่งนี้ ผมก็จะอยู่ตรงนี้เหมือนกัน จะอยู่ในอ้อมกอดของคุณ...อื้อ” กลีบปากบางที่ขยับเอื้อนเอ่ยถูกแนบจูบหนักๆ ปิดกั้นเสียงใดๆ

ร่างสูงขบริมฝีปากสีสดเบาๆ เสียทีหนึ่งก่อนผละออก “ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อเพลง หรือบทในหนังกันแน่ ที่ทำเอาคนสวยของผมอินได้ขนาดนี้” อเล็กซ์ยกยิ้มหรี่ตา หากจะพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Armageddon แล้วล่ะก็ คงมีน้อยคนนักที่ดูแล้วไม่รู้สึกรู้สาอะไร ...อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรเท่าไหร่หรอก เพราะเขามันเป็นพวกไม่สนใจโลก ...กระทั่งได้มาเจอฮันซองนี่แหละ

ฮันซองหอบหายใจ ช้อนดวงตาฉ่ำหวานขึ้นมอง ทุกคำพูดและการกระทำของอเล็กซ์ล้วนทำให้เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่าจะไม่มีวันที่ได้รับสิ่งเหล่านี้จากคนคนนี้อีก กลัวว่าความสุขที่ได้รับนี้จะเป็นเพียงความฝันจริงๆ ความรู้สึกมากมายตีกันวุ่นไปหมดแล้วตอนนี้ ฮันซองซบหน้าตัวเองลงกับอกกว้าง ทำเอาชายหนุ่มตามอารมณ์ไม่ทันที่จู่ๆ คนสวยมีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้อย่างนี้

“ฮันซองครับ เป็นอะไรไป หืม?” เขากดจมูกลงกับกลุ่มผมหอม เอ่ยถามเสียงอ่อนโยนไม่มีเค้าล้อเลียนอะไรอีก

ท่อนแขนบางโอบกอดร่างสูงแน่น ความกลัวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ร่างบางสั่นน้อยๆ ยิ่งทำให้อีกคนตกใจมากขึ้นไปอีก

“ฮันซอง...”

“อเล็กซ์” เสียงหวานเอ่ยสวนขึ้น ฮันซองพยายามระงับอารมณ์ตนเองที่เริ่มจะไปกันใหญ่ เขาเผลอคิดเรื่องภายนอกจนได้ ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะตัดทุกอย่างเมื่ออยู่กับผู้ชายคนนี้ จะเรื่องพ่อหรือเรื่องอดีตเลวร้าย เขาไม่ควรจะนึกถึงทั้งนั้น ตอนนี้ เวลานี้ คนที่อยู่ตรงหน้านี้ต่างหากที่สำคัญ

จะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่ ช่างมันแล้ว เวลาในตอนนี้สำคัญที่สุด

นัยน์ตาคลอหน่วงด้วยหยดน้ำใสสบดวงตาคมเข้ม เขายกมือขึ้นไล้ดวงหน้าเรียวหล่อเหลาแผ่วเบา

“...อยากหยุดเวลาจัง”

 

อเล็กซ์ยิ้มให้กับคำหวานนั้น เขาปล่อยให้มือเล็กสัมผัสไปทั่วใบหน้า ก่อนเป็นฝ่ายใช้ริมฝีปากสัมผัสใบหน้าอีกฝ่าย เขาจูบใบหูเล็ก ละปลายจมูกไปตามขมับแล้วกดจูบลงไปหนึ่งที ละไล้จูบแผ่วๆ ผ่านสันจมูกโด่งรั้น ผิวแก้มนุ่ม ต้นคอขาว

“อื้อ”

เสียงหวานครางยามถูกซี่ฟันคมขบกดต้นคอไม่ออมแรง

เสื้อเชิ้ตถูกปลดกระดุมออกทีละเม็ด เผยร่างบอบบางขาวนวลปรากฏสู่สายตา อเล็กซ์พรมจูบไปทั่วต้นคอขาว ขณะที่มือทำหน้าที่สำรวจเรือนร่างบอบบาง ปลุกเร้าอารมณ์ให้คล้อยตาม สัมผัสผะแผ่วแตะแต้มไปทั่วร่างของฮันซอง พาให้เจ้าของร่างอ่อนระทวย เนื้อตัวแดงระเรื่อ ดวงหน้าหวานฉ่ำ นัยน์ตาพราวแสงระยิบ

“อืม...” อเล็กซ์อดมอบจูบดูดดื่มให้ไม่ได้ เขาบดเบียดกลีบปากบางรุนแรงราวกับจะกลืนกินหากเป็นไปได้

จูบลึกล้ำเป็นไปอย่างซ้ำๆ ผละออกแล้วจูบใหม่ ไม่ใครก็ใครฉวยเป็นฝ่ายเริ่มก่อนสลับกันไปมาอยู่อย่างนั้น

จวบจนเสียงร้องบางอย่างทำให้อเล็กซ์ยอมหยุดในที่สุด เขาจับประคองใบหน้าเล็กให้ออกห่าง เห็นสีหน้าคนสวยหวานฉ่ำเกินคำบรรยายแล้วอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ได้สตินัก ไม่อย่างนั้นคงได้จับอีกฝ่ายกดลงพื้นแล้วกินแทนข้าวเย็นแน่ๆ

“ท้องร้องกันระงมแล้ว พอก่อนเนอะ” เสียงท้องร้องที่ไม่ได้ดังมาจากคนเดียวทำให้อเล็กซ์ยอมหยุดราคะที่กำลังรุกโชนได้ในที่สุด เขาเอื้อมไปเกี่ยวเสื้อที่ถูกเขาโยนทิ้งขึ้นมาใส่ให้คนที่ยังปรับอารมณ์ไม่ทัน ตัวอ่อนปวกเปียกอยู่บนตัก เห็นแล้วอยากจะกินแทนข้าวจริงๆ ให้ตายเถอะ

ฮันซองเอนซบอเล็กซ์อยู่พักใหญ่ กว่าจะพยักหน้างึมงำในคอว่าหิวข้าวจริงๆ ด้วย

“มาครับ วันนี้กินอะไรดี? อ๊ะ แต่ตอนนี้เหลือแต่เนื้อหมูแล้วนี่นา” อเล็กซ์ลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปให้ฮันซองจับลุกขึ้นตาม เขาเดินไปเปิดดูของสดในตู้เย็นพลางเอ่ยถามไปด้วย “ฮันซอง คุณอยากกินอะไรครับ หมูย่างไหม?”

ตอนนี้ฮันซองกำลังนั่งซบหน้าซบแขนอยู่กับเคาน์เตอร์หน้าห้องครัว หิวก็หิว อยากทำกับอเล็กซ์ก็อยากทำ เลยได้แต่นอนตัวอ่อนไร้เรี่ยวแรงอยู่ตรงนี้

“อะไรก็ได้ ...อเล็กซ์ คุณทำอะไรที่มันทำง่ายๆ กินเร็วๆ ได้ไหม”

“อะไรกัน ทนไม่ไหวขนาดนั้นเลย?” อเล็กซ์แกล้งแหย่ เขาปิดตู้เย็นพร้อมกับวัตถุดิบเต็มสองมือ

ฮันซองผงกศีรษะขึ้นมอง ย่นหน้านิดๆ “หรือคุณไม่อยาก? เมื่อกี้คุณเริ่มก่อนผมอีกนะ”

“แต่ผมว่าคุณยั่วผมก่อนนะ” คนตัวสูงยักคิ้วหลิ่วตาให้ แล้วหันไปจัดการกับหมูบนเขียง “ทานข้าวผัดแล้วกันเนอะ ผัดง่ายๆ กินง่ายๆ ยัดๆ เข้าปากก็หมดชามและ”

ฮันซองยกแขนสองข้างขึ้นเท้าคาง เขาระบายยิ้มให้กับแผ่นหลังของร่างสูงที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการทำกับข้าว ฮันซองอารมณ์ดีถึงขนาดแกว่งเท้าเตะโต๊ะเล่น บรรยากาศแบบนี้เขาเพิ่งเคยสัมผัสก็ตอนที่ได้มาอยู่กับอเล็กซ์นี่แหละ เขาชอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ การรอคนรักทำกับข้าวให้ทาน การนั่งดูคนที่รักเอาใจ สิ่งเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นได้กับใครคนอื่น แต่สำหรับเขา ลีฮันซองคนนี้ ไม่เคยมีคำว่าความสุขเกิดขึ้นเลยในชีวิตตลอดยี่สิบกว่าปี ความสุขจอมปลอมเห็นจะมีก็แต่ตอนเล่นยาเท่านั้นที่ช่วยเขาไว้จากโลกความจริงที่แสนดำมืด

อ่า.. พูดถึงยาแล้วก็พาลไปนึกถึงมูฮยอน ไม่รู้หมอนั่นจะโดนพ่อเขาว่าอะไรบ้าง เพื่อนของเขามีนับนิ้วได้ แต่เพื่อนที่สนิทถึงขนาดเข้าบ้านได้มีแต่มูฮยอนเท่านั้น เขาหายหัวไปอย่างนี้คงหนีไม่พ้นพ่อไปถามหากับมูฮยอนแน่ๆ นี่ก็ร่วมสองเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าพ่อตามหาเขาไปถึงไหนแล้ว จะมีใครซวยเพราะเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้

แกร๊ง แก๊ง

เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังแทรกความคิด กลิ่นหอมของข้าวผัดลอยมาแตะจมูก ฮันซองรีบสะบัดศีรษะสลัดความคิดแย่ๆ ออกไปทันที แล้วยิ้มหวานตอบคนที่เพิ่งโชว์ท่าควงตะหลิวโยกกระทะแล้วหันมาหา ฮันซองยกมือตบแปะๆ ชูนิ้วโป้ง

ฮันซองยังยิ้มค้างอยู่บนใบหน้าตอนที่อเล็กซ์หันกลับไปสนใจข้าวผัดในกระทะต่อ ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกวูบโหวงในอกแปลกๆ วันนี้เป็นวันที่เขาคิดถึงเรื่องที่บ้านมากที่สุดทั้งที่ไม่ควรจะนึกถึง ลางสังหรณ์หรืออะไรบางอย่างทำให้เขากังวลเหลือเกิน ความกลัวที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นทำให้ฮันซองไม่สามารถหัวเราะได้อย่างเต็มที่ตอนที่นั่งฟังอเล็กซ์เล่าเรื่องตลกระหว่างทานข้าวผัดจากจานใบใหญ่เดียวกัน

 

ความกังวลส่งผลมาถึงเช้าวันใหม่ ฮันซองนอนลืมตามาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ส่องแสงพ้นขอบฟ้า กระทั่งแสงสีทองไล้อาบใบหน้าของคนข้างกาย เขาจ้องมองใบหน้ายามหลับของอเล็กซ์มาร่วมชั่วโมงแล้ว แต่ราวกับเป็นเวลาแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น

“อืม...” อเล็กซ์หรี่ตาหลบแดด พอตะแคงข้างหันมาก็เจอคนสวยนอนลืมตาจ้องตนเองอยู่ เขาตวัดแขนโอบร่างบางเข้ามาใกล้ ยิ้มในตา “...ตื่นแล้วเหรอครับฮันซอง”

ฮันซองหลับตาลง ซุกหน้าเข้าหาอกอุ่น กลิ่นกายของอเล็กซ์ช่วยทำให้รู้สึกสงบได้อย่างน่าประหลาด ท่อนแขนบางโอบกอดไปตามแผ่นหลังกว้าง

อเล็กซ์หลับตาลง แนบแก้มเข้ากับศีรษะเล็ก กระชับอ้อมกอดอีกเล็กน้อย แล้วพากันกลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งไปพร้อมกัน

สิบโมงเช้า อเล็กซ์กับฮันซองอยู่ในชุดตัวหนา ฮันซองถูกร่างสูงบังคับให้ใส่เสื้อถึงสามชั้นถ้าจะออกไปตลาดในเมืองด้วยกัน แต่เจ้าตัวกลับใส่แค่เชิ้ตแขนยาวกับโค้ทเท่านั้น

“หวา~ หิมะสูงจัง” พอเปิดประตูบ้านออกมา ฮันซองก็ทำตาโตเมื่อเห็นความสูงของหิมะที่ทับถมมาหลายวันจนสูงถึงเอว เขาเดินลงบันไดมายังพื้นถนนที่ถูกไถเรียบร้อยแล้ว ตาคู่สวยหรี่ลง ใช้มือป้องหิมะที่ตกโปรยปราย มองข้ามไปยังอีกฝั่งที่มีบ้านหลังเล็กตั้งอยู่ เขาเห็นรถตัวเองจอดเรียบร้อยดีอยู่หน้าบ้านหลังนั้น

“ไม่ต้องห่วงนะ แจฮาบอกว่ารถซ่อมเสร็จแล้ว” อเล็กซ์ปิดประตูบ้านแล้วเดินตามลงมายืนข้างๆ เขาหันไปกดรีโมทเปิดล็อครถของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล

“แล้วคุณแจฮาอยู่ไหนเหรอ นี่ผมไม่เจอเขาเลยตั้งแต่วันนั้น” ฮันซองเดินตามไปขึ้นรถของอเล็กซ์ ซึ่งเป็นคันเดียวกันกับที่เคยอาศัยนั่งมาที่นี่เมื่อวันแรก

อเล็กซ์สตาร์ทรถ เขาปรับเบาะ ขยับกระจกมองหลัง ดูแล้วรู้เลยว่าตำแหน่งคนขับก่อนหน้านี้ไม่ใช่เจ้าตัวแน่ๆ

“แจฮาอยู่ที่เมืองครับ หมอนั่นเขาแพ้อากาศหนาว พอดีบ้านพักอีกหลังฮีทเตอร์เสียเลยอยู่ไม่ได้น่ะครับ”

“อ้าว แล้วทำไมไม่ให้มาอยู่หลังนี้ด้วยกันล่ะ แบบนั้นไม่ลำบากคุณแจฮาแย่เลยเหรอ ผมต่างหากที่มาขอความช่วยเหลือ ถ้าจะมีคนไปนอนในเมืองก็ควรจะเป็นผมสิ” ฮันซองมองบ้านพักหลังเล็กอีกหลังของอเล็กซ์ก่อนตัวรถจะเคลื่อนผ่านไป

“ให้แจฮาไปอยู่ในเมืองก็ดีแล้ว จะให้เขามานั่งดูผมกับคุณทำอะไรๆ ด้วยกันหรือไงครับ? หรือคุณไม่อาย?”

ฮันซองหน้าแดงวาบ หันไปจ้องคนขับรถที่ผิวปากอารมณ์ดี เห็นแล้วหมั่นไส้นิดๆ “ก็ถ้าคุณแจฮาอยู่ด้วย ผมก็ไม่ยอมให้คุณกอดหรอก”

ความเร็วรถกระตุกทันที คนหล่อตีหน้ายุ่ง เหลือบมองคนสวยแวบหนึ่งก่อนหันสายตากลับไปมองทาง “ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งสมควรแล้วที่แจฮาไปอยู่ในเมือง เรื่องอะไรจะให้มาเป็นก้างขวางคอกันล่ะ ผมไม่ยอมหรอกนะ”

“ไม่ใช่ว่าไม่ยอม แต่กลัวผมชอบคุณแจฮามากกว่าคุณหรือเปล่า?”

“ก็ลองดูสิ ผมไม่ยอมให้คุณมองใครอื่นนอกจากผมแน่ คนของผมทั้งคนนะ ชิ ผมพาคุณกลับไปส่งบ้านดีกว่า เกิดคุณไปตลาดแล้วมีคนมาจีบได้มีเลือดออกกันแน่ๆ ”

“โห มาเฟีย”

“ผมพูดจริงนะ คุณคนเดียวเท่านั้นที่ผมจะไม่ยอมให้ใครมายุ่ง” เสียงทุ้มเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ “ดาวมีตั้งกี่ล้านดวง กว่าผมจะได้เจอคุณ ผมไม่ยอมปล่อยคุณไปหมุนรอบวงโคจรของคนอื่นหรอก ดาวของผม คนของผม ใครมายุ่งย่ามจะเตะโด่งออกนอกระบบสุริยะไปเลย”

ฮันซองโยกตัวไปมองคนพูด แล้วอมยิ้มออกมา สีหน้าของอเล็กซ์ตอนนี้บึ้งเสียจนฮันซองอยากจะขำเสียงดังๆ “คุณนี่ จริงจังไปหรือเปล่า ทำหน้าเครียดซะ ผมแค่พูดแหย่เท่านั้นเอง”

“เรื่องแบบนี้ห้ามพูดเล่นนะ” อเล็กซ์หยุดรถ หันมามองคนข้างตัวด้วยแววตาจริงจัง “ผมชอบคุณจริงๆ นะฮันซอง การที่เราได้มาเจอกันเป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในล้านที่จะเกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้ หรือทั้งชีวิตของผม”

สายตาที่จ้องมองมาทำเอาหัวใจของฮันซองเต้นผิดจังหวะ เขาคิดว่าอเล็กซ์ไม่ได้มีใจให้เขาเท่าที่เขามีให้อีกฝ่าย คิดว่าเมื่อความฝันนี้จบลงทุกอย่างก็จะจบไปด้วย อเล็กซ์จะหายไป ฮันซองจะหายไป แต่เขาคงคิดผิด ทั้งเขาและอเล็กซ์ ต่างก็หลงกันและกันมากเกินกว่าที่ตัวเองจะคาดคิดได้ด้วยซ้ำ

ฮันซองรู้สึกแสบร้อนในกระบอกตา ขณะพยายามเอ่ยคำพูดออกไปช้าๆ

“อเล็กซ์ คุณจะบอกว่า...”

“ใช่ ผมรักคุณ”

ไม่อาจเก็บกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกแล้ว เขารักอเล็กซ์ และอเล็กซ์...ก็รักเขา

ฮันซองเบือนหน้าไปทางหน้าต่างข้างตัว ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา “รีบๆ ไปตลาดเลย”

คนตัวสูงยกยิ้ม ยังไม่ออกรถ “ไม่เอา บอกรหัสผ่านทางมาก่อน ไม่งั้นไม่ไป” เขาแกล้งยื่นหน้าไปใกล้ดวงหน้าแดงจัด “ฮันซอง ถ้าคุณไม่รีบบอก เราก็จะกลับไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันช้าขึ้นนะ”

“ใครอยากไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับคุณกัน?”

“เอ้า ก็คุณอยากให้รีบไปตลาด จะได้รีบกลับมานอนกอดกันให้ชื่นใจไม่ใช่เหรอ?”

ดวงหน้าหวานจัดด้วยอารมณ์หันไปถลึงตาใส่ ยกมือดันใบหน้าหล่อเหลาออกไปให้นั่งดีๆ “คุณต่างหากที่รอแทบไม่ไหว รีบๆ ออกรถไปสิ”

อเล็กซ์ยิ้มในตา แล้วพยักหน้ายอมแพ้ เพราะความจริงเขาก็ทนแทบไม่ไหวจริงๆ นั่นแหละ อยากจะกลับบ้านไปบอกรักฮันซองบนเตียงอีกสักหลายๆ ครั้ง เอาให้ลืมกันไปเลยว่าตัวเองเป็นใคร เขาถอยเกียร์ออกรถต่อ ต่างคนต่างเงียบ ทว่าจู่ๆ เสียงหวานก็เอ่ยขึ้นไม่ดังนั้น แต่กลับทำเอาคนขับเกือบหักพวงมาลัยตกไหล่เขา

“ผมก็รักคุณนะ อเล็กซ์”

จังหวะที่ร่างสูงหันไปมองคนข้างตัวอย่างต้องการย้ำสิ่งที่ได้ยิน ฮันซองที่เงยหน้าขึ้นก็หวีดเสียงร้องลั่นด้วยความตกใจ กับภาพที่อยู่ตรงหน้า

“อเล็กซ์ ระวัง!!”


“ถ้าหากคุณรู้ว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว วันนี้คุณยังจะอยู่ตรงนี้กับผมหรือเปล่า?”

“ถ้าหากวันนี้เป็นวันสุดท้าย ผมก็ยังจะอยู่ตรงนี้ กอดคุณอย่างนี้ ไม่ห่างไปไหนสักวินาที ...อยากรู้ไหมเพราะอะไร? ...เพราะว่าคุณคือทุกสิ่งสำหรับผม ต่อให้มีวันพรุ่งนี้ แต่ไม่มีคุณ มันก็ไร้ความหมาย”

 

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะต้องอยู่ตรงนี้นะอเล็กซ์ อย่าปล่อยมือผมนะ ...อย่าหลับตา อย่าปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว



อย่าให้ผมต้องตื่นมาโดยไม่มีคุณ...



********************

TBC (จบพาร์ทเมื่อ 2 ปีก่อน)

Up