Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 11

 

 

ท่ามกลางหิมะพร่างตา ทัศนีย์ภาพจากกระจกรถด้านหน้าปรากฏให้เห็นเพียงเส้นทางบนเขาที่เต็มไปด้วยสีขาวโพลนของฤดูหนาว ต้นไม้ถูกห่อหุ้มด้วยปุยนุ่นหนาหนัก ซ้ายมือคือแนวเขาสูง ขวามือคือขอบผาลาดชัน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไร้ซึ่งหนทางจะไปต่อได้เมื่อยานพาหานะที่มีเพียงหนึ่งเดียวตายสนิทอยู่เช่นนี้

ลีฮันซองในวัยยี่สิบสองปีติดแหง็กอยู่บนไหล่เขาซึ่งมีอุณหภูมิติดลบไม่น้อยกว่าสิบสี่องศาเซลเซียส เสื้อยืดที่ใส่สวมทับด้วยเชิ้ตแขนยาวและโค้ทคลุมเข่าไม่อาจทำให้รู้สึกอุ่นขึ้นมาได้ เพราะนอกจากความหนาวเย็นของอากาศแล้ว ยังมีลมที่พัดมาไม่ขาดสายอีกด้วย

ใบหน้าขาวจัดหันมองซ้ายขวา ริมฝีปากสีแดงสดเม้มแน่น ดวงตากลมโตหรี่ลงจนแทบปิดสนิทเมื่อเจ้าตัวพยายามมองฝ่าหิมะไปบนทางที่เพิ่งขับรถมา เขาถอนหายใจกับตัวเองเมื่อคิดได้ว่าเวลาอย่างนี้คงไม่มีใครบ้าพอจะขับรถขึ้นเขามาเหมือนอย่างตนเอง นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายตวัดมองรถอย่างสุดเซ็ง คิดว่าจะได้มาพักผ่อนแท้ๆ กลับต้องมายืนหนาวปากสั่นอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดนี้ดี

ฮันซองเดินไปที่กระโปรงหน้ารถแล้วเปิดออกดู ทว่าใช้สายตากวาดมองเครื่องยนต์แค่อึดใจเดียวก็กระแทกฝากระโปรงปิดสุดแรง ดูไปก็เท่านั้น เขาดูเครื่องยนต์เป็นที่ไหนกันล่ะ

หลังจากกลับเข้าไปนั่งเซ็งในรถอยู่นานก็ตัดสินใจได้ว่าทริปเที่ยวครั้งนี้คงต้องยกเลิก มือที่กำลังล้วงหยิบโทรศัพท์กลับมีอันต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแว่วเข้ามาใกล้ เขารีบเปิดประตูออกไปดูด้วยความดีใจ แล้วเห็นว่ามีรถคันหนึ่งกำลังแล่นมาจริงๆ ฮันซองรีบยกมือสองข้างขึ้นโบกทันที

รถคันนั้นขับเลยขึ้นมาจอดที่หน้ารถของฮันซอง ประตูฝั่งคนขับเปิดออก ตามมาด้วยร่างสูงผิวสีแทนก้าวลงมา

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ?” ฝ่ายนั้นวิ่งเข้ามาใกล้พลางตะโกนถาม

ฮันซองเห็นว่ามีคนช่วยแล้วเลยระบายยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนอธิบาย “คือว่ารถผมขับอยู่ดีๆ ก็ดับครับ สตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด”

สีหน้าคนฟังมีท่าทางลำบากใจเล็กน้อย “อ่า...ทำยังไงดี ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเครื่องยนต์สักเท่าไหร่ ถ้ายังไง...”

 

“หัวใจ... เหมือนจะหยุดเต้นเลย”

 

เสียงทุ้มที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นมาระหว่างคนที่ยืนคุยกันอยู่ทำเอาทั้งคู่หันไปมองบุคคลที่สาม

“คุณชาย ลงมาจากรถทำไมครับ” ฮันซองเอี้ยวศีรษะมอง ‘คุณชาย’ ที่อีกฝ่ายเรียก เมื่อสายตาสบประสานกับนัยน์ตาคมเข้มที่จ้องมองมาที่ตนอยู่ก่อนแล้ว ทุกประสาทสัมผัสของฮันซองก็ถูกตรึงไว้แทบจะในทันที

ฮันซองไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ร่างกายถึงเกิดไร้ความรู้สึกขึ้นมาเสียเฉยๆ หรือว่าเขาจะยืนตากหิมะนานเกินไปจนทำให้ร่างกายเกิดอาการชาขึ้นมากันแน่ ฮันซองไม่อาจละสายตาจากผู้ชายคนนั้นได้เลย ซ้ำเสียงหัวใจก็ยังฟังชัดราวกับมันกระโดดออกมาเต้นอยู่ข้างหู กระแสบางอย่างภายในกายแล่นไปทั่วร่าง ...ความประทับใจแรกเกิดขึ้นเพียงแค่ได้สบตา

“คุณครับ?” ดูเหมือนคู่สนทนาจะพูดอะไรก่อนหน้านี้ แต่ฮันซองไม่ได้ฟัง ดังนั้นเสียงเรียกที่มาพร้อมการสะกิดที่ไหล่จึงทำให้ดวงหน้าสวยหันกลับมาด้วยอาการมึนงง เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มจึงพูดอีกครั้ง “ผมว่าคุณน่าจะไปพร้อมกับพวกเราก่อน ยังไงทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วค่อยจัดการอีกทีพรุ่งนี้จะดีกว่า ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้วด้วย คุณคิดว่าไงครับ?”

ฮันซองนิ่งคิด เขาลอบเหลือบมองร่างสูงอีกคนทางหางตาอย่างไม่อาจห้ามใจได้ ขณะเอ่ยตอบคนตรงหน้า “ผมทิ้งรถไว้ได้ไม่มีปัญหา แต่จะเป็นการรบกวนพวกคุณหรือเปล่าครับ?”

“ไม่มีปัญหาเลยครับ ...ใช่ไหมครับคุณชาย?” ท้ายประโยคเขาหันไปถามอีกคน

คนถูกถามพยักหน้ารับ “อย่ามัวแต่ยืนคุยอยู่ตรงนี้เลย รีบขึ้นรถกันดีกว่า”

“นั่นสิครับ แล้วเอ่อ คุณ...”

“ฮันซองครับ” ฮันซองรีบบอกชื่อตนเอง แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังลอบมองคนที่เป็นคุณชายอยู่

“ครับคุณฮันซอง คุณมีของที่ต้องเอาไปไหมครับ ผมจะได้ช่วยยก อ่า ผมชื่อแจฮานะครับ ส่วนคุณชาย...”

“อเล็กซ์ ผมชื่ออเล็กซ์ ...ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ฮันซอง”

มือที่ยื่นมาตรงหน้าทั้งใหญ่และอบอุ่น ขณะที่จับมือและเงยหน้าขึ้นสบตา วินาทีนั้นฮันซองก็เพิ่งได้รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรู้สึก’ นั้นเป็นเช่นไร

 

 

********************

 

บ้านไม้ขนาดกลางที่แยกตัวออกมาจากพื้นที่ของรีสอร์ทแห่งหนึ่งคือสถานที่ที่อเล็กซ์พาฮันซองมาพัก ชายหนุ่มบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักอากาศส่วนตัว ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจ

ฮันซองมองภายในบ้านที่ทำด้วยไม้ทั้งหลังอย่างสนใจ ดูท่าว่า ‘คุณชาย’ คนนี้คงจะรวยจริงๆ สถานที่บริเวณนี้เสียภาษีไม่ใช่น้อยๆ เลย แล้วยังค่าดูแลรักษาตลอดปีอีก ฮันซองเดินตามเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน ตรงส่วนห้องนั่งเล่นนั้นกว้างขวาง หน้าต่างกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นทัศนียภาพด้านนอกชัดเจน เตาผิงมีขนาดใหญ่ดูจะทำให้อบอุ่นมากทีเดียว ถัดเลยเข้าไปด้านในเล็กน้อยมีครัวเล็กๆ ที่กั้นระหว่างห้องด้วยเคาน์เตอร์บาร์ ภายในบ้านมีห้องอยู่สองห้องไม่ใหญ่มาก ดูเหมือนบ้านหลังนี้จะเน้นพื้นที่ที่ห้องรับแขกเสียมากกว่า

“คุณจะนอนห้องไหนครับ?” อเล็กซ์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม เขาพาฮันซองเดินมาอยู่ตรงกลางทางเดินระหว่างห้องนอนสองห้อง

ฮันซองระบายยิ้มมองอีกฝ่าย เลิกคิ้วเล็กน้อย “คุณเป็นเจ้าบ้านนี่ครับ เลือกให้ผมน่าจะดีกว่า”

ชายหนุ่มเลื่อนสายตาลงมองรอยยิ้มเล็กๆ ของร่างบางอย่างสนใจ แล้วยิ้มตอบ “ให้ผมเลือกจะดีเหรอครับ? เกิดผมเลือกให้คุณนอนห้องเดียวกับผมไม่แย่เหรอ?”

ฮันซองเลิกคิ้ว

อเล็กซ์เห็นท่าทางนั้นแล้วก็ยกสองมือทำท่ายอมแพ้ กลั้วหัวเราะเบา “ผมล้อเล่นครับ อืม คุณนอนห้องนี้แล้วกัน ห้องนี้วิวดีกว่า” เขาผลักบานประตูฝั่งขวาเข้าไปเป็นการเชิญ “ตามสบายนะครับ เดี๋ยวผมไปเตรียมอาหารให้”

ร่างบางวางเป้ลงบนเตียงแล้วหันไปถามตามมารยาทที่ดี “ให้ผมช่วยไหม?”

“ไม่ต้องหรอกครับ คุณเป็นแขกนี่นา ให้ผมทำคนเดียวก็พอครับ”

ความจริงแล้วฮันซองทำอาหารไม่เป็น ดังนั้นพออีกฝ่ายไม่ว่าอะไรเขาจึงพยักหน้ารับง่ายๆ “ถ้างั้นผมขอพักผ่อนสักหน่อยแล้วกันนะครับ” แล้วก็ปิดประตู

อเล็กซ์เห็นอย่างนั้นแล้วก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าปกติแล้วน่าจะตื้อขอช่วยอีกสักหน่อย ไม่คิดว่าคนสวยจะยอมรับคำพูดของเขาง่ายๆ ซ้ำยังเอ่ยขอใช้เวลาส่วนตัวกับเจ้าของบ้านที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงสองชั่วโมงเสียอีก เรียกว่าเป็นคนสวยที่มีความเป็นตัวเองสูงทีเดียว

ริมฝีปากหยักจุดรอยยิ้มบาง

น่าสนใจจริงๆ...

 

กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยมาแตะจมูกทันทีที่เปิดประตูออกมา ฮันซองเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ ผิวขาวนวลของเขาจึงระเรื่อสีแดงด้วยอุณหภูมิของน้ำตัดกับบรรยากาศภายนอก เขาเดินเช็ดผมออกมายังห้องรับแขก ก่อนจะเดินลอยตามกลิ่นอาหารไปนั่งที่เคาน์เตอร์หน้าครัว สปาเก็ตตี้คาโบนาร่ากับซุปมะเขือเทศดูน่ากินจนต้องเงยหน้ามองพ่อครัวอย่างไม่เชื่อสายตา

“คุณทำเองจริงๆ เหรอ?” ดวงตากลมโตฉายประกายวิบวับ

ร่างสูงที่ง่วนอยู่กับขนมปังกรอปหันมาฉีกยิ้มรับ สักพักถึงเดินมาเสิร์ฟขนมปังร้อนๆ ลงตรงหน้าคนสวยที่จ้องมองอาหารจนน้ำลายทำท่าจะไหล่อยู่รอมร่อ อเล็กซ์นึกสนุกกับท่าทางน่าแกล้งนั้นจึงเท้ามือลงบนโต๊ะแล้วชะโงกหน้าเข้าไปใกล้

“หิวมากเลยใช่ไหม?”

“อ๊ะ!” คนที่มัวแต่ก้มหน้าสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบว่าใบหน้าอีกฝ่ายอยู่ใกล้กันจนปลายจมูกแทบจะแตะสัมผัส

จังหวะหัวใจของฮันซองสะดุดกึก ใบหน้าสวยเสหลบไปด้านข้างทันที ทว่าไม่อาจหลบซ่อนผิวแก้มที่แดงจัดขึ้นมาได้เลย

อเล็กซ์เองก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไร เขาแทบหยุดหายใจตอนที่ฮันซองเงยหน้าขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของฝ่ายนั้นทำเอาเขาลืมกลิ่นน้ำหอมทุกยี่ห้อที่เคยใช้ไปเลย แล้วยังดวงตาคู่นั้นอีก...

เป็นเวลาเพียงอึดใจเดียวที่คนทั้งสองต่างจมอยู่ในห้วงความคิดตัวเอง ก่อนอเล็กซ์จะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

“ไปนั่งกินตรงนั้นกันดีกว่าครับ” เจ้าของบ้านยกจานอาหารขึ้นมาแล้วเดินนำไปยังหน้าเตาผิงที่จุดไฟมาได้พักใหญ่แล้ว ฮันซองช่วยถือจานที่เหลือตามไป

ไม่นานนักสปาเก็ตตี้ ซุป และขนมปังก็เหลือทิ้งไว้แต่ซากวิญญาณ เจ้าบ้านนำจานเหล่านั่นไปเก็บ แล้วเดินออกมาจากครัวพร้อมขวดไวน์มีราคา และแก้วไวน์สองใบ

“ว้าว คุณมีของดีด้วยนี่นา” หลังจากที่ทานอาหารด้วยกันหนึ่งมือ ฮันซองก็เริ่มรู้สึกสนิทใจกับอเล็กซ์มากขึ้น เขาเอื้อมมือออกไปรับแก้วขณะร่างสูงทรุดตัวลงนั่ง

อเล็กซ์เทไวน์อย่างชำนาญ “แน่นอนสิครับ อากาศดีๆ อย่างนี้ แถมมีคนสวยอย่างคุณมานั่งคุยเป็นเพื่อน จะขาดไวน์ได้ยังไงกัน”

ฮันซองจิบไวน์ทีหนึ่ง สายตาเหลือบมองคนพูด ปลายลิ้นแดงแลบเลียริมฝีปากชวนมอง “อืม... งั้นผมก็ต้องพูดว่า อากาศดีๆ แถมมีคนหล่ออย่างคุณมานั่งคุยเป็นเพื่อน จะขาดไวน์ไม่ได้...สินะ?”

คนฟังหัวเราะเสียงดัง เขายกแก้วไวน์ขึ้นดื่มทีหนึ่ง แล้วค่อยเอนตัวลงนอนตะแคงไปบนพรมขนนุ่ม ใช้มือเท้าศีรษะ มืออีกข้างวนนิ้วไปตามปากแก้วเล่นๆ ทว่าสายตากลับมองใบหน้าของฮันซองไม่ละไปไหน

คนถูกมองเสหลบสายตาหันไปมองหน้าต่างบานใหญ่ที่ปรากฏให้เห็นหิมะตกยามค่ำคืน ร่างบางยังคงนั่งขัดสมาธิ หมุนแก้วในมือเบาๆ พลางโคลงศีรษะช้าๆ ไปตามดนตรีคลาสสิคที่เปิดคลอ

เป็นบรรยากาศนุ่มนวลอบอุ่นสงบและสบายอย่างที่ไม่ค่อยได้พบเจอมานาน ฮันซองคิดว่านี่อาจเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่เขาได้มานั่งจิบไวน์ ฟังเพลงคลอบรรยากาศเรียบง่ายแบบนี้

“คุณตั้งใจมาหาที่พักบนเขานี้เหรอครับ?” หลังจากต่างคนต่างเพลินไปกับบรรยากาศคนละสามแก้วแล้ว อเล็กซ์ก็เอ่ยถาม เขายังนอนเอกเขนกอยู่ท่าเดิม

ร่างบางไม่ได้หันไปมองคนถาม สายตาของเขายังจับจ้องอยู่ที่วิวนอกหน้าต่าง “ประมาณนั้นแหละครับ”

“ประมาณนั้น?” อเล็กซ์เลิกคิ้ว

ฮันซองระบายยิ้มที่ดูเศร้าหมองกับตัวเอง เขายกแก้วขึ้นดื่มไวน์ที่เหลือจนหมด ก่อนจะหันทั้งตัวไปหาเจ้าของบ้าน วางมือข้างหนึ่งลงใกล้อีกฝ่าย แล้วก้มหน้าที่แดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จ้องมอง “ความจริงแล้วผมขับรถมาที่นี่ทั้งที่ไม่รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวแถวนี้เลย” ริมฝีปากบางฉ่ำไปด้วยน้ำจนเป็นมันวาวขยับเอื้อนเอ่ยช้าๆ พาเอาหัวใจคนมองกระตุกวูบ “แล้วก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่ บางที...อาจจะตลอดไป”

ไม่รู้ว่าทำไม แต่อเล็กซ์รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจอารมณ์ของอีกฝ่าย เพราะมันเหมือนกับความต้องการที่อยู่ในใจของเขาไม่ต่างกัน

ท่ามกลางโลกภายนอกที่แสนวุ่นวาย จะดีสักแค่ไหนหากได้มาอยู่ในที่ที่เงียบสงบอย่างนี้ทุกวัน ไม่ต้องคิดถึงหน้าที่ ไม่ต้องคิดถึงคนรอบตัว หากทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสลายหายไป ...จะดีสักแค่ไหน

“ฮันซอง...”

“หืม?”

“คุณอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ได้นะ”

เป็นอีกครั้งที่ฮันซองไม่อาจละสายตาจากชายตรงหน้าได้ เขาพยายามไม่คิดอะไรแล้ว แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เขารู้ตัวว่าตนเองกำลังสนใจผู้ชายคนนี้ และเป็นความสนใจที่มีมากอย่างไม่คาดคิด ดังนั้นคำพูดที่เพิ่งได้ยินนี้จึงเป็นเหมือนมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้เขายอมพ่ายแพ้ใจตัวเองในที่สุด

ร่างบางค่อยๆ โน้มตัวลง ขยับมือที่เท้าพยุงตัวเข้าใกล้ที่ละนิด เหมือนอเล็กซ์เองก็รอให้เกิดเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นเขาจึงวางแก้วไว้ห่างตัวแล้วเอื้อมมือเข้าคล้องเอวคอดอย่างพอดิบพอดียามที่ร่างบางแนบกายลงมาหา ปลายจมูกของพวกเขาแตะกันผะแผ่ว สบสายตาเชื่อมแสงเพียงครู่ ก่อนริมฝีปากจะทาบทับกันแนบสนิท

จูบนุ่มนวลชวนฝันเพียงแตะสัมผัส ปลายลิ้นแลบเลียหยั่งเชิงไม่เร่งร้อน ทว่าเมื่อริมฝีปากบางยอมเผยอออกให้รุกล้ำ ปลายลิ้นอุ่นร้อนก็ไม่รีรอที่จะช่วงชิงรุกไล่ เสียงครางเบาๆ ดังลอดออกมาจากลำคอเพรียว จูบนุ่มนวลทำท่าจะหนักหน่วงจนไม่อาจห้ามได้ ร่างบางถูกพลิกลงนอนราบไปกับพรมหนานุ่ม ร่างสูงตามขึ้นคร่อมมอบจุมพิตร้อนแรงที่ทำเอาคนใต้ร่างอ่อนยวบไปทั้งตัว

“อือ...”

เสียงครางวะหวิวของฮันซองเป็นเหมือนเพลิงอารมณ์ที่ถูกโหมกระหน่ำจนไม่อาจถอยกลับไปได้อีก

มือใหญ่สอดเข้าใต้เสื้อตัวบาง ลูบคลำเคล้นคลึงผิวเนื้อละเอียดบริเวณหน้าท้องแบนราบ สร้างความวาบหวามให้ร่างบางจนต้องบิดกายน้อยๆ รับสัมผัส

เสียงครางยังคงดังระเรื่อยขณะมือเล็กเริ่มปาดป่ายกอดก่ายคนด้านบน ยามที่ริมฝีปากแดงฉ่ำถูกปล่อยเป็นอิสระ แผ่นอกบางก็กระเพื่อมขึ้นลงกระชั้นถี่ อเล็กซ์ก้มลงส่งปลายลิ้นเลียกลีบปากบางหวานฉ่ำไปด้วยน้ำใส กดจูบเน้นย้ำช้าๆ ทว่าหนักหน่วง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นกัดเบาๆ อย่างยั่วเย้า ก่อนสอดปลายลิ้นเข้าหาอีกครั้ง

ฮันซองนอนสะลึมสะลือมัวเมาไปกับรสจูบซึ่งยังคงอบอวลไปด้วยรสชาติของไวน์ชั้นดีที่ถูกมอบให้อย่างต่อเนื่อง จังหวะที่ถูกถอดเสื้อผ่านศีรษะเขาหวังจะได้พักหายใจ แต่เขาคิดผิด ทันทีที่เสื้อหลุดออกไป จูบก็ตามทาบลงมาแทบจะทันที

“อื้ม...”

ซึงกิลยืดตัวขึ้นถอดเสื้อไหมพรมออกจากศีรษะตนเองบ้าง ภาพของร่างสูงที่นั่งคร่อมตนอยู่กับท่าทางนั้นตรึงนัยน์ตากลมโตให้จ้องค้าง หุ่นของอเล็กซ์ไม่ได้มีกล้ามใหญ่โตน่ากลัว แต่เป็นกล้ามเนื้อที่พอดีสมกับรูปร่างสูงโปร่งของเจ้าตัวอย่างที่สุด เป็นคนที่มีรูปร่างสวยจนไม่อาจละสายตาได้เลย

ชายหนุ่มจุดยิ้มเล็กๆ ให้กับสายตาของคนสวย เขาก้มลงกัดกลีบปากบางช้ำเบาๆ ทีหนึ่ง แล้วกระซิบเสียงแหบพร่ามีเสน่ห์ “ชอบไหม?”

ศีรษะเล็กพยักตอบ

อเล็กซ์ยิ้มพลางเกลี่ยเส้นผมบางทัดใบหูเล็ก ก่อนจะแนบริมฝีปากลงบริเวณนั้น เขากดจูบแนบลงมายังผิวแก้มนุ่ม ปลายคาง จนมาถึงต้นคอขาว

“อื้อ!”

ซี่ฟันคมที่กัดลงมาบนผิวเนื้ออ่อนเรียกเสียงร้องด้วยความเจ็บจากคนถูกกระทำ

อเล็กซ์ขยับหน้าขึ้นมาจ้องหน้าฮันซองอย่างไม่รู้สึกผิดที่กัดเสียจนผิวขาวๆ กลายเป็นสีช้ำน่ากลัว ซ้ำยังยกยิ้มในตาพลางว่า “หวาน”

ฮันซองหรี่ตามองคนพูด แล้วอดจะตบไหล่กว้างไปเสียทีหนึ่งไม่ได้

“โอ้ย เจ็บนะครับ” อเล็กซ์แกล้งโอดครวญ

คนตีทำเสียงหึขึ้นจมูก “ไม่ยักรู้ว่าคุณชำนาญเรื่องแบบนี้”

ชายหนุ่มไหวไหล่ “ผมเพิ่งเป็นแบบนี้กับคุณนี่แหละ” แล้วก้มลงหาร่างบอบบางอีกครั้ง เขาแนบจูบทับรอยที่ต้นคอเบาๆ ก่อนจะเรื่อยลงมายังไหปลาร้าโค้งนูน จังหวะอารมณ์ที่ถูกดึงกลับมาอีกครั้งค่อยๆ ทำให้ร่างบางอ่อนยวบลงกว่าเดิม ยามที่ปลายลิ้นร้อนครอบครองยอดอก ร่างของฮันซองก็แอ่นโค้งขึ้นตามสัมผัสด้วยอาการสั่นสะท้านราวกับลูกแมวตัวเล็กๆ

อเล็กซ์ไม่ปล่อยให้อารมณ์สะดุดแม้แต่น้อย ข้างหนึ่งจัดการด้วยปาก อีกข้างจัดการด้วยมือ ไม่นานยอดอกสีชมพูก็แข็งขึงชูชันตอบโต้ หากแต่เขาหยุดเล่นแค่เพียงไม่นาน ปลายลิ้นอุ่นเริ่มลากลงไปตามหน้าท้องแบนราบ ยิ่งใกล้ส่วนนั้นมากเท่าไหร่ ฮันซองก็ยิ่งบิดกายทรมานด้วยความหวานซ่านเท่านั้น

มือใหญ่เฟ้นคลึงสะโพกกลมกลึงผ่านเนื้อฝ้ายของกางเกงหนักหน่วง ขณะจูบหนักๆ ต่ำลงมาเรื่อย กระทั่งถึงขอบกางเกงยางยืด เขาใช้นิ้วเกี่ยวกางเกงลงมาอย่างไม่รีบร้อน กระทั่งเห็นสัดส่วนที่กำลังสั่นระริกอยู่ใต้บ็อกเซอร์สีเข้ม

“อือ...”

ร่างกายบิดเกร็งยามริมฝีปากอุ่นแนบเลียผ่านเนื้อผ้าของบ็อกเซอร์ ส่งผลให้ส่วนนั้นของร่างบางกระตุกตอบรับการหยอกเย้า อเล็กซ์ใช้ทั้งลิ้นและซี่ฟันสร้างความปั่นป่วนอย่างโอ้โลม เสียงเปียกแฉะดังชัดเจนยามเสียงเพลงแผ่วลงเพื่อเปลี่ยนแทร็กต่อไป

ฮันซองครางกระเส่าไม่หยุดเมื่อในที่สุดริมฝีปากร้อนคู่นั้นได้ครอบครองลงมาโดยตรง เขาหอบหายใจกระชั้นขาดห้วง ความเย็นที่สัมผัสกับอากาศถูกสลับกับความร้อนอุ่นชื้นจากโพรงปากซ้ำๆ ทำเอาสติเจ้าของร่างแทบหลุดลอย

“ฮะ...อือ...”

ใบหน้าขาวชื้นเหงื่อแหงนหงายเมื่ออารมณ์แห่งที่สุดมาถึง กายบอบบางสะท้านเฮือกน้อยๆ ปลดปล่อยทุกหยาดหยดในมือใหญ่ที่ช่วยกระตุ้นเร้าจังหวะสุดท้าย

อเล็กซ์โน้มตัวลงมอบจูบหวานๆ ให้คนที่ยังเรียกสติคืนไม่ได้ เขายกยิ้มพึงใจให้กับเรือนร่างอ่อนปวกเปียกของฮันซอง ผิวที่เคยขาวกระจ่าง เวลานี้ระเรื่อไปด้วยสีเลือดเป็นผืนเล็กใหญ่ทั่วร่าง กลิ่นกายอ่อนๆ ของกามารมณ์ตลบอบอวลยังผลให้ฮันซองยิ่งดูน่ากลืนกินกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า

ร่างสูงลุกขึ้นถอดกางเกง คว้ากระเป๋าสตางค์ในช่องกระเป๋าหลังของกางเกงแล้วหยิบถุงยางที่เหน็บไว้ออกมา เขาใช้ปากฉีกซองขณะโยนกระเป๋าเงินตามลงไปบนกองเสื้อผ้าข้างตัว แล้วค่อยมอบจูบหวานลึกให้ฮันซองอีกครั้งคล้ายเป็นการปลอบประโลมก่อนที่เขาจะเริ่มกลืนกินอีกฝ่ายทั้งตัว ฮันซองเองก็เหมือนจะรู้ว่าถึงเวลาของชายหนุ่มบ้างแล้ว จึงไม่อิดออดยามถูกพลิกร่างให้อยู่ในท่าคุกเข่ากับพรม

“อือ...”

สะโพงกลมกลึงถูกฟ้อนเฟ้นหนักหน่วง หยาดน้ำเหนียวข้นถูกปาดมาจนถึงส่วนเร้นลับด้านหลัง อเล็กซ์ใช้ส่วนนั้นของตนเองที่ตื่นตัวเต็มที่ถูไถร่องด้านหลังและแก่นกายน่ารักด้านหน้าสลับไปมา สร้างความทรมานในอารมณ์เพศรสของฮันซองเป็นอย่างยิ่ง ฮันซองเริ่มส่ายสะโพกตามหาส่วนนั้นของอีกฝ่ายอย่างห้ามไม่อยู่ ความปรารถนาพุ่งขึ้นจนหน้ามืดอ่อนแรง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยกลุ่มผมดำสลวยแนบลงกับผืนพรม ริมฝีปากสีสดครางแว่วหวานวอนขอ

หากแต่สิ่งที่รอคอยกลับสร้างความรู้สึกเจ็บแปลบสุดขั้ว เมื่อนิ้วของอเล็กซ์แทรกลึกเข้ามาเปิดทาง เสียงหวานก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บ ร่างทั้งร่างสั่นเกร็ง จวบจนนิ้วนั้นค่อยๆ ขยับสร้างความคุ้นชินให้อย่างไม่เร่งร้อน จากหนึ่งเป็นสองนิ้ว ความเจ็บก็ค่อยคลายลง แปรเปลี่ยนเป็นความต้องการที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่

“อือ...พอ...พอแล้ว...”

แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว และคิดว่าร่างกายตนเองพร้อมต่อความต้องการของชายหนุ่ม ทว่าความจริงกลับไม่ใช่ สิ่งที่แทรกผ่านเข้ามานั้นใหญ่และร้อนราวกับท่อนเหล็ก รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะฉีกออกเป็นสองซีก ในหัวขาวโพลนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก ปลายนิ้วจิกเกร็งผืนพรมจนขึ้นข้อ ลมหายใจเหมือนถูกมัจจุราชกระชากออกไปในฉับพลัน

“ฮันซอง...อย่ากัดฟัน...”

อเล็กซ์โน้มกายส่วนบนทาบลงบนแผ่นหลังบางชื่นเหงื่อ เขาส่งปลายนิ้วตัวเองเข้าไปแยกซี่ฟันเล็กให้ง้างออกจากกัน แล้วกระซิบปลอบอ่อนโยน “ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ หายใจ อย่าเกร็ง” เขาจูบลงกลางแผ่นหลังแอ่นโค้ง “ผมจะไม่เข้าไปลึกกว่านี้จนกว่าคุณจะอนุญาต ...ไม่ต้องกลัวนะ”

ฮันซองค่อยๆ จับจังหวะหายใจตามที่อีกฝ่ายบอก เขาพรูลมช้าๆ แล้วสูดหายใจไม่เร่งรีบ พลางคิดในใจว่าการเป็นฝ่ายรองรับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ใช่ว่าเขาจะไม่เคยนอนกับใคร หากแต่คนที่เขาเคยนอนด้วยล้วนเป็นผู้หญิงทั้งนั้น แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เพราะรักหรือชอบ แต่เพราะผู้หญิงเป็นฝ่ายเสนอ เขาก็แค่สนองไป การปลดปล่อยเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของผู้ชายอยู่แล้ว ดังนั้นที่ผ่านมาหากมีใครบอกว่าอยากนอนกับเขา เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ

นี่เป็นครั้งแรกที่ฮันซองสนใจใครสักคน เป็นครั้งแรกที่รับรู้ว่าตนเองยังมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่คนที่มีแต่ความด้านชา ขังตัวเองอยู่แต่ในความมืดมิด ปล่อยให้ร่างกายและหัวใจถูกบ่อโคลนดึงดูดตัวตนลงไปเรื่อยๆ แล้วรอว่าสักวันร่างกายและจิตวิญญาณนี้จะจมหายลงไปทั้งหมดเมื่อไร

ไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่ฉุดเขาขึ้นมาจากวังวนน่าสมเพชพวกนั้นได้ และเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมา เรื่องที่ว่าฝ่ายนั้นเป็นใคร หรือกระทั่งเป็นผู้ชาย ฮันซองก็ไม่สนใจเลยสักนิด ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะผู้ชายคนนี้ขอเพียงไม่หายไปก็พอ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรฮันซองก็ยอมทั้งนั้น

เมื่อหัวใจและร่างกายประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจึงแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาด้วยความปรารถนาสุดขั้วหัวใจ ฮันซองจับจังหวะการหายใจได้ในที่สุด เขาหอบเล็กน้อยขณะปล่อยให้ทุกอย่างของตัวเองอยู่ภายใต้การควบคุมของอเล็กซ์

“อเล็กซ์...”

เจ้าของชื่อรับรู้ได้ว่าร่างบางพร้อมแล้ว เขารู้สึกได้จากการผ่อนคลายของช่องทาง อเล็กซ์ค่อยๆ โถมกายเข้าหามากยิ่งขึ้น อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป กระทั่งทั้งหมดของเขาถูกโอบอุ่มด้วยผนังอุ่นนุ่ม

“อ่า...ฮันซอง ผมจะขยับแล้วนะ”

เสียงชื้นแฉะเบาๆ ดังขึ้นในโสตประสาทของคนทั้งคู่ การขยับเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างนุ่มนวลเนิบนาบ ไม่ช้าไม่เร็วแต่มั่นคง หน้าท้องของฮันซองขยับยามส่วนที่อยู่ในร่างกายขยับขยาย มือทั้งสองข้างที่ประคองร่างเริ่มอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปครึ่งตัว

อเล็กซ์รู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่สัมผัสแล้วว่าฮันซองไม่เคยถูกใครอื่นใดกอดมาก่อน เขาจึงพอเข้าใจว่าร่างกายนี้ยังไม่คุ้นชินกับการมีเซ็กซ์แบบนี้ เขาผ่อนลมหายใจกับตัวเองคล้ายต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเพื่อถอนกายออกจากช่องทางนุ่ม เขาจับพลิกร่างของฮันซองให้นอนหงาย แยกท่อนขาเพรียวออกกว้าง โถมตัวลงเข้าหามอบจูบแสนหวาน ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ดันความปรารถนากลับเข้าไปอีกครั้ง

คราวนี้ฮันซองไม่แสดงความเจ็บปวดใดออกมาอีก เพียงยกท่อนแขนอ่อนแรงขึ้นโอบรอบลำคอชายหนุ่มเอาไว้อย่างต้องการที่พึ่งพิง แล้วเอนซบหน้าลงกับพรมหนา ปรือตาปรอยเชื่อมแสง เผยอริมฝีปากหอบหายใจตามจังหวะร่างกาย

“ฮันซองอ่า...”

อเล็กซ์แทบครางไม่เป็นศัพท์ เขาค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นทีละนิด ปรนเปรอทั้งตนเองและอีกฝ่ายไปพร้อมๆ กัน ไม่นานนักทั้งฮันซองและอเล็กซ์ก็ตัดขาดจากความเป็นไปบนโลก ต่างฝ่ายต่างเห็นเพียงกันและกัน พากันโบยบินไปสู่ห้วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์

แสงสีขาวโอบล้อมนัยน์ตา ความสุขอย่างที่ไม่เคยค้นพบมาก่อนเอิบอาบท่วมท้นไปทั้งตัวทั้งใจ ล่อยลอยไร้ตัวตนอย่างอิสระ อิสระที่มีเพียงมือคู่นี้ที่จับกันอยู่พันธนาการพวกเขาเอาไว้ ดินแดนที่ยอมรับตัวตนของพวกเขาอย่างไม่มีข้อแม้ รักได้อย่างใจต้องการ โหยหาได้อย่างใจปรารถนา หากจะมีสิ่งใดหรือใครผูกมัด ก็ขอให้เป็นคนตรงหน้านี้แต่เพียงผู้เดียว

 
 

ต้องการเพียงแค่คุณ

ปรารถนาเพียงคุณเท่านั้น

 
 

เส้นด้ายบางๆ ผูดมัดลีฮันซองและโคซึงกิลเอาไว้อย่างแน่นหนาตั้งแต่ในค่ำคืนที่มีดาวกระจ่างตาเกลื่อนราตรีนั้นเอง



********************

TBC

Up