Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 10

 

 

ตุบ!

ตุบ!

 

แกร๊ก!

เสียงไม้แร็กเกตตกกระทบพื้นพร้อมกับร่างสูงทรุดตัวลงนั่งพลางปาดเหงื่อบนใบหน้า การเล่นสควอชติดต่อกันเกือบสองชั่วโมงทำให้ร่างกายของซึงกิลแทบหมดแรง แม้ไม่ชอบเล่นกีฬาแต่การออกกำลังกายนั้นให้ผลดีกับสุขภาพตามที่หมอประจำตัวของเขาทั้งบอกและบังคับพามาเล่นอย่างน้อยสองครั้งต่ออาทิตย์อย่างในวันนี้

ซังฮยอกยื่นผ้ากับขวดน้ำแร่ส่งให้เพื่อนขณะตัวเองกำลังเช็ดหน้าไปด้วย “รู้สึกยังไงบ้าง?”

“เหนื่อยจะตายน่ะสิถามได้” ซึงกิลตอบตามสเต็ปคนเป็นคุณชาย เขาดื่มน้ำหลายอึกก่อนจะเทที่เหลือลงบนศีรษะจนหมดขวด

ซังฮยอกหัวเราะกับคำตอบที่ได้รับ “นี่ก็ห้าโมงแล้ว นายจะไปไหนต่อหรือเปล่า?”

“อยากไปหาฮันซอง” ตอบทันที “...แต่ทำไม่ได้ ฉันคงกลับบ้านเลย” ซึงกิลทำเสียงหงอย ทุกครั้งที่ได้เจอฮันซองจะต้องเป็นการนัดจากทางฝั่งนั้น ถ้าฮันซองไม่สะดวก เขาก็ทำอะไรไม่ได้ “แล้วนายจะไปไหนต่อซังฮยอก เข้าโรงพยาบาลเหรอ?”

“วันนี้ฉันไม่เข้าโรงพยาบาลแล้ว อาจจะกลับบ้านเหมือนกัน”

ซึงกิลยืดขาเหยียดตรง เอนหลังพิงกำแพง ก้มมองขวดเปล่าในมือพลางว่า “นี่ซังฮยอก...”

“หืม?”

“เรื่องแจฮาน่ะ นายติดต่อหมอนั่นได้หรือยัง?”

นับจากวันที่ซังฮยอกบอกว่าจะพยายามติดต่อแจฮาก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้วที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ซึงกิลเองก็ใช่จะอยู่เฉย เขาพยายามติดต่อทุกวิถีทางทั้งอีเมล โทรศัพท์มือถือ กระทั่งโทรไปที่สาขาใหญ่ที่อังกฤษแทบจะทุกแผนกก็ยังไม่ได้ความ พอเอ่ยถามตรงๆ กับพ่ออีกครั้งก็ได้คำตอบเดิมว่าแจฮายุ่งอยู่กับงานที่สั่งให้ไปทำ ถ้าติดต่อไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

จะไม่ใช่เรื่องแปลกได้ยังไง ตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาจนเขากลับมาเกาหลีนี่ก็สองเดือนกว่าแล้วนะ ยังไม่ได้ข่าวอะไรจากชิมแจฮาซึ่งเคยเป็นคนที่อยู่กับเขามาตลอดตั้งแต่เด็ก ดูยังไงการเงียบหายไปของแจฮาก็ไม่ปกติ

“ฉันส่งคนไปอังกฤษแล้ว ฉันคิดว่าถ้าเอาแต่หาทางติดต่อจากทางนี้อย่างเดียวคงไม่ได้เรื่อง ตอนนี้คนของฉันกำลังสืบอยู่ ...คนทั้งคนจะหายไปเฉยๆ ได้ยังไง”

“ฝากด้วยนะซังฮยอก ฉันคงพึ่งพวกที่บ้านไม่ได้ พ่อสั่งห้ามฉันตามเรื่องนี้อีก” ความจริงซึงกิลไม่ได้กลัวอะไรทางบ้านนักหรอกกับคำห้ามแบบนี้ แต่เขาไม่อยากหาเรื่องให้เป็นจุดสนใจจากพ่อมากนักตราบใดที่เขายังอยากจะเจอกับลีฮันซองอยู่

แพทย์หนุ่มพยักหน้ารับ “อืม ฉันลงเรือลำเดียวกับนายแล้วนี่ อีกอย่าง ฉันว่ามันก็แปลกๆ อยู่ที่แจฮาเงียบไปอย่างนี้” แม้ซังฮยอกจะไม่ได้เจอกับซึงกิลบ่อยนักตอนที่เพื่อนไปเรียนต่อต่างประเทศ เรียกได้ว่าถ้าเขาไม่ไปหาถึงที่ก็คงไม่ได้เจอไอ้คุณชายหน้าหล่อนี่เลย แต่เขาก็รู้และเห็นมาตลอดว่าชิมแจฮาแทบไม่เคยอยู่ห่างจากซึงกิล ชีวิตประจำวันของซึงกิลถูกจัดเตรียมโดยชิมแจฮามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ชิมแจฮาเองก็ทำหน้าที่ได้ดีเสียยิ่งกว่าตำแหน่งผู้ติดตามลูกชายคนเดียวของฮันโฮจูยองจนน่ายกย่อง

“ว่าแต่ ช่วงนี้นายโอเคไหมซึงกิล?” ซังฮยอกเปลี่ยนเรื่อง ถามถึงอาการของเพื่อนตามหน้าที่หมอประจำตัวที่ดี เนื่องจากล่าสุดที่มาดูอาการของซึงกิลคือเมื่อสี่วันที่แล้ว แถมยังเป็นการตรวจอาการแบบรวดเร็วด้วย ไม่ได้คุยอะไรกันมากนักเพราะอีกฝ่ายมีประชุมบอร์ด ส่วนเขาก็ยุ่งกับเรื่องในโรงพยาบาลพอดี

“อะไรโอเค?”

“ก็ทุกอย่างนั่นล่ะ”

มือเรียวยาวบีบขวดพลาสติกในมือดังเปาะแปะ “คลื่นไส้ไม่บ่อยเท่าไหร่แล้ว ยังเวียนหัวอยู่เรื่อยๆ แต่เรื่องส่องกระจกที่มีไอน้ำนี่ยังทำเอาฉันปวดหัวแทบแตกอยู่เหมือนเดิม ไม่เข้าใจว่าทำไม” อาการนี้ทำเอาเจ้าตัวแทบจะมองกระจกในห้องน้ำไม่ได้ เผลอมองเหม่อขึ้นมาทีไรอาการปวดหัวรุนแรงเหมือนมีอะไรอยากจะหลุดออกมาจากศีรษะเสียให้ได้มันกำเริบทุกที แล้วพอรู้สึกตัวได้สติว่าเหม่อกับบานกระจกตรงหน้าก็พบว่าเลือดกำเดาไหลแทบทุกครั้ง

แรงกดดันอะไรจะมากมายขนาดนั้นก็ไม่รู้

คนฟังพยักหน้ารับ สีหน้าเคร่งเครียด “เวลานายพยายามจะนึกถึงความทรงจำที่หายไปมากๆ ทีไรกำเดามักไหลบ่อยๆ ฉันว่าความทรงจำที่หายไปของนายจะต้องสำคัญกับนายมาก ตัวตนของนายถึงได้เรียกร้องอย่างหนักเพื่อห้วนระลึกถึงช่วงเวลานั้น” ซังฮยอกกระดกน้ำในขวดอึกหนึ่ง ก่อนหันไปมองหน้าเพื่อน “นายจำไม่ได้สักนิดเลยเหรอว่ากระจกที่มีไอน้ำเกาะเนี่ยมันสำคัญยังไง”

ซึงกิลส่ายหัวแทบจะทันที เขาเคยพยายามนึกแล้ว แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก ปวดหัวไปหมด

“นายไม่ลองถามลีฮันซองดูล่ะ” ซังฮยอกเสนอ “ความจริงแล้วเวลาสองเดือนที่หายไปนายก็คิดว่าอาจจะเป็นลีฮันซองอยู่แล้วนี่? นายน่าจะลองเริ่มจากตรงนั้นดูนะ”

“ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากตอกย้ำฮันซอง ถ้าเกิดเขาตอบฉันแล้วฉันจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ไม่เท่ากับว่าฉันทำร้ายความรู้สึกของฮันซองหรือไง” แค่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เขาก็รู้สึกแย่จนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แม้ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันจะเป็นความสุข แต่แววตาของฮันซองยังคงเศร้าหมองยามมองมาที่เขา

เขา...ซึ่งไม่มีความทรงจำแสนมีค่าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

“มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้นี่ นายอาจจะจำอะไรได้บ้างก็ได้”

ร่างสูงถอนหายใจ “ไม่รู้สิ บอกตามตรงนะว่าจนถึงวันนี้ฉันยังจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่กับลีฮันซองก็ตาม ฉันเพียงแค่รู้สึกว่าเคยเจอเขา เคยรู้สึกยังไงกับเขา มันก็เหมือนที่ฉันรู้สึกกับเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเหมือนเคยได้ทำอะไร แต่รายละเอียดนั้นว่างเปล่าไปหมด”

อาการแบบนี้มีแนวโน้มสูงว่าคนไข้อาจเสียความทรงจำไปอย่างถาวร เจ้าตัวจะแค่เกิดความรู้สึกว่าเคยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ไม่รู้รายละเอียดของสิ่งนั้นๆ เป็นเพียงความรู้สึกคุ้นเคยและได้รับการตอบสนองจากร่างกายเท่านั้น ซังฮยอกเริ่มมั่นใจกับอาการของเพื่อนมากขึ้น

หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึงกิลกับซังฮยอกตัดสินใจว่าจะออกไปหาอะไรกินด้วยกันก่อนค่อยแยกกันกลับ ตอนที่พวกเขากำลังจะเดินผ่านเคาน์เตอร์นั่นเองที่เสียงเรียกของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้ร่างสูงทั้งสองคนต้องหยุดเดิน แล้วหันไปทางเธอ

“ซึงกิล! ซังฮยอก!”

“เยอึน?”

หญิงสาวหน้าตาสะสวย ผิวขาวหมดจด รูปร่างสูงบางระบายยิ้มกว้างพลางเดินเข้าไปหาสองหนุ่ม เธอสวมชุดกีฬาสีเทาอ่อน กระโปร่งกางเกงยาวเพียงครึ่งของต้นขาเพรียว

“ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าจะเจอคุณสองคนที่นี่หรือเปล่า” มือขาวจับไม้เทนนิสไขว้ไปไว้ด้านหลัง

ซังฮยอกยกยิ้มให้กับเพื่อนในวงสังคมที่รู้จักกันมาแต่เด็ก แต่ไม่ถึงขั้นสนิทกันมาก “มีอะไรกับพวกผมหรือครับเยอึน? ...เอ หรือว่าความจริงแล้วมีธุระแค่เฉพาะกับซึงกิลครับ?” ได้ทีแอบแหย่ด้วยรู้ว่าซึงกิลมันจะต้องไม่ชอบให้แซวแน่

แล้วก็เป็นอย่างที่ซังฮยอกคิด ซึงกิลหันขวับไปถลึงตาดุใส่ แต่ทว่าหญิงสาวกลับยังยิ้ม พลางว่า “แล้วถ้าเยอึนบอกว่าเป็นอย่างที่คุณซังฮยอกว่า คุณซึงกิลจะกรุณาฟังธุระหน่อยได้ไหมคะ?”

ถามมาอย่างนี้ ผู้ชายดีๆ ควบนิสับสุภาพบุรุษอย่างโคซึงกิลจะตอบอย่างไรได้เล่า

“ได้สิครับ” ซังฮยอกพยักหน้าตามคำตอบของเพื่อนสนิทที่เดาไว้ไม่ผิด

“วันเสาร์นี้จะมีงานโชว์เพชร เยอึนเห็นรายชื่อผู้เข้าร่วมงานแล้ว มีชื่อคุณอยู่ด้วย...” แก้มสีขาวของเยอึนระเรือสีชมพูขึ้นมาจางๆ ท่าทางเขินอายเล็กๆ ของเธอพาเอาซังฮยอกนึกอยากเตะเพื่อนให้พ้นทางแล้วเข้าไปยืนแทนใจแทบขาด “ถ้าไม่รบกวนคุณมากเกินไป เราไปงานด้วยกันได้ไหมคะ?”

ซังฮยอกอยากจะตบเข่าสักฉาดดังๆ นั่นไงล่ะกูว่าแล้ว!

เป็นที่รู้กันในแวดวงไฮโซว่าวันเสาร์นี้จะมีงานแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรครั้งใหญ่ นักธุรกิจค้าเพชรพลอยไม่มีใครไม่พลาดงานนี้ แม่งานเป็นถึงแบรนด์ดังในยุโรปส่งตรงมาถึงเกาหลีขนาดนี้ย่อมไม่ธรรมดา อีกทั้งงานนี้เป็นงานปิดเข้าได้แต่เฉพาะแขกวีไอพีที่ได้รับเชิญเท่านั้น นักข่าวก็ยังจำกัดจำนวนคนได้เพียงที่ละคนเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่งานประเภทนี้จะเป็นสถานที่สร้างกระแสคนดังในแวดวงไฮโซทั้งหลายแหล่ได้อย่างดีเยี่ยม

รับรองว่าถ้าเยอึนลูกสาวคนเล็กของบริษัทผลิตนาฬิกาชั้นนำของประเทศที่แทบจะฝังเพชรมันทุกเรือน เดินเข้างานพร้อมคุณชายแห่งฮันโฮจูยองจะต้องถูกลงข่าวยาวไปเป็นเดือนอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วยิ่งตอนนี้มีกระแสข่าวว่าโคซึงกิลผู้ถูกหมายปองของใครต่อใครมีว่าที่คู่หมั้นแล้ว ไม่พ้นลูกศรพุ่งตรงไปที่เยอึนอย่างแน่นอน

“ผม มะ...”

“ได้สิครับ! ซึงกิลมันโอเคแน่นอนอยู่แล้วครับ ยังไงเดี๋ยวผมจะเตือนมันอีกทีไม่ให้ไปรับคุณเยอึนช้า ดีไหมครับ?” ซังฮยอกที่พูดแทรกซึงกิลขึ้นมาพยายามเตะขาฝ่ายนั้นเบาๆ ทั้งที่หน้ายังยิ้มระรื่นให้กับหญิงสาว “...ใช่ไหมซึงกิล?” เขี่ยเท้าอีกสองสามที

“...ครับ”

“อ๊ะ เดี๋ยวจะเย็นมากไปกว่านี้ ยังไงพวกผมขอตัวก่อนนะครับ” ไม่รอให้เยอึนบอกลาได้เกินคำว่า ‘ค่ะ’ ซังฮยอกก็จัดการลากซึงกิลออกประตูไปทันที

 

 

“คิดจะตอบอะไรวะซึงกิล” ระหว่างทางเดินไปโรงแรมที่อยู่ถัดไปสามบล็อคเพื่อไปหาอะไรทาน ซังฮยอกก็ถามขึ้นเสียงติดจะเข้มนิดๆ

ซึงกิลไม่สนใจท่าทางนั้น “นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ”

“ไม่ชอบข่าวลือ หรือไม่ชอบเยอึน?”

“ทั้งสองอย่าง”

คำตอบที่แทบไม่ต้องผ่านกระบวนความคิดพาเอาหมอหนุ่มถอนหายใจ หากเป็นผู้ชายทั่วไป เขาเชื่อว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีใครคิดอยากปฏิเสธเยอึนแน่ แต่ก็นะ หมอนี่มันโคซึงกิลผู้กำลังตกอยู่ในทาสรักของชินฮวาซองฮานี่นา

“เออ ถึงงั้นก็เถอะ อย่าลืมสิว่าตอนนี้พ่อนายโอนงานนี้ให้นายเป็นคนเจรจาทำคู่ค้าต่อจากพวกอินยัง ถ้าบริษัทของเยอึนต่อสัญญาใหม่กับรายอื่น รับรองเรื่องใหญ่แน่”

ซึงกิลไม่ได้ลืมเรื่องที่ตนต้องทำงานให้ประสบความสำเร็จซึ่งถือเป็นงานใหญ่งานแรกที่พ่อมอบหมายให้เขาจัดการ แต่เพราะเขาไม่ชอบการสร้างความสัมพันธ์ที่มากเกินไปอย่างไม่จำเป็น จริงอยู่ว่าการเอาใจเยอึนจะช่วยให้การเจรจาง่ายขึ้น แต่นั่นก็เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในอีกหลายทางเลือก ถึงแม้จะยากกว่าการเอาใจลูกสาวเจ้าของบริษัทก็ตาม

“เออว่าแต่พูดถึงเรื่องรายชื่อ นายว่าพวกชินฮวาซองฮาจะมาร่วมงานไหม?”

ซึงกิลสอดมือล้วงกางเกงทั้งสองข้างขณะเดินเข้าไปในโรงแรมหรู “ถ้ามาก็ดีน่ะสิ ฉันอยากเจอฮันซองจะแย่อยู่แล้ว”

“เป็นเอามาก” ซังฮยอกพึมพำ ก่อนจะเดินตามเพื่อนไปยังร้านอาหารอิตาเลี่ยน พลางคิดว่าหากลีฮันซองไปร่วมงานด้วยจริงๆ มันจะไม่จบแค่ซึงกิลได้เจอกับฝ่ายนั้นน่ะสิ นี่เพื่อนเขาลืมอะไรไปหรือเปล่าว่าฮันโฮจูยองกับชินฮวาซองฮาน่ะอยู่ที่เดียวกันไม่ได้ ซ้ำตอนนี้ใช่แต่จะมีฮันโฮจูยองที่อยากทำสัญญากับบริษัทของเยอึน ชินฮวาซองฮาเองก็เร่งทำคะแนนไม่น้อยไปกว่ากัน

เฮ้อ มีแต่เรื่องวุ่นวาย!

...ว่าแต่นี่เขาเป็นแค่หมอหน้าตาโคตรดีมีชาติตระกูลเท่านั้น ทำไมถึงมาอยู่ในวังวนนี้ได้กันนะ?

 

********************

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นในช่วงหัวค่ำ มือหยาบใหญ่วางปากกาลงกับเอกสารแล้วเงยหน้าขึ้นถามว่าใคร เมื่อรู้แล้วก็บอกให้คนหลังบานประตูเข้ามาได้

“เรียนนายท่าน อาการของคุณจุนซูยังไม่ดีขึ้นเลยครับ เกรงว่างานวันเสาร์นี้จะไปไม่ได้” การ์ดร่างใหญ่ค้อมศีรษะขณะเอ่ยรายงาน

คิมซูโรถอนหายใจแรง “แย่จริง ไม่น่ามาป่วยเอาตอนนี้” เขาเคาะนิ้วลงกับโต๊ะเบาๆ สีหน้าเคร่งเครียดอย่างใช้ความคิด ลูกชายคนเล็กล้มป่วยอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ติดก็แต่จะทำอย่างไรกับงานแฟชั่นโชว์ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ เขาอุตส่าห์วางแผนไว้เสียดิบดีให้จุนซูไปตีสนิทกับชองเยอึนในงาน โอกาสเหมาะๆ ไม่ได้มีมาง่ายๆ เสียด้วย

อืม...ใช้วิธีปกติไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ต้องใช้วิธีสกปรกสินะ

หลังจากนิ่งคิดอยู่นาน ซูโรก็พยักหน้าให้ลูกน้อง “ไปตามฮันซองมาพบฉัน”

“เอ่อ...” ชายในชุดสูทสีดำมีท่าทีอึกอัก “ตอนนี้คุณฮันซองไปพบจิตแพทย์ครับ กว่าจะกลับก็คงค่ำเหมือนทุกที”

ใบหน้าใหญ่พยักรับเนิบๆ “ติดต่อไปบอกปาร์คจงชิน บอกว่าฉันมีธุระต้องคุยกับฮันซอง ให้พากลับมาก่อนฉันจะออกไปข้างนอกตอนหนึ่งทุ่ม”

“รับทราบครับ”

เมื่อลูกน้องออกไปจากห้อง ซูโรก็จัดการปิดเอกสารอย่างไม่มีแก่ใจจะทำต่อ เขาหมุนหัวปากกาลงกับโต๊ะอยู่นาน ในขณะที่อีกข้างคีบก้านบุหรี่จ่อที่ริมฝีปาก กระทั่งเกือบจะหมดมวน ถึงวางปากกาลงแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นกดเบอร์ เขากรอกเสียงไปตามสายอย่างรื่นรมย์เมื่อมีคนรับ

“คุณชอง ผมเอง คิมซูโร เรื่องที่คุณชองเคยขอร้องผมไว้ ไม่ทราบว่าลืมไปหรือยังครับ?”

 

********************

 

 

ภายในห้องนอนของคุณหนูใหญ่ลีฮันซองดูวุ่นวายแปลกกว่าทุกวัน เมื่อต้องให้สาวใช้เข้ามาช่วยแต่งตัวให้คุณชายเพื่อไปออกงานสังคมอย่างงานแฟชั่นโชว์เพชรที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมง ความจริงแล้วหน้าที่แต่งตัวให้คุณชายยามต้องออกงานพิเศษมักเป็นของฮโยอึน หัวหน้าแม่บ้านผู้สูงวัย แต่เพราะตอนนี้เธอกำลังรับหน้าที่เฝ้าไข้คุณหนูเล็กของบ้านอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่สามวันที่แล้ว ทำให้เคราะห์กรรมตกอยู่ที่สาวใช้หน้าละอ่อนทั้งสามคน ที่ไม่ว่าพวกเธอจะหยิบจะจับอะไรก็ดูขัดใจเจ้าของห้องไปเสียทุกอย่าง

“มูฮยอนไปกับฉันไม่ได้จริงๆ เหรอ?” ร่างบางที่สวมได้เพียงเชิ้ตตัวในสีขาวกับกางเกงแสลกนั่งลงบนโซฟาปลายเตียง ขณะส่งมือข้างหนึ่งให้สาวใช้ติดกระดุมข้อมือให้ ส่วนอีกข้างจับโทรศัพท์แนบหู เสียงตอบจากปลายสายพาเอาดวงหน้าสวยงอง้ำขึ้นมาทันที “เดี๋ยวนี้นายเห็นงานสำคัญกว่าฉันหรือไง ก็ได้ งั้นนายก็ไม่ต้องมาหาฉันอีกต่อไปเลยนะ”

คาดเดาได้ว่าปลายสายคงร้อนใจกับคำขู่นี้อยู่ไม่น้อย เพราะพอฮันซองทำท่าจะกดตัดสาย คนปลายสายก็รีบพูดอะไรอีกนิดหน่อย นั่นแหละริมฝีปากบางถึงจะยอมยิ้มได้เป็นครั้งแรกของวัน “อืม นายสัญญาแล้วนะ ฉันจะวางแล้ว นายไปทำงานเถอะ ...คิดถึงเหมือนกัน”

“คุณฮันซองคะ สีฟ้าเป็นอย่างไรคะ?” สาวใช้คนหนึ่งยื่นเนกไทสีฟ้าสดใสมาตรงหน้าร่างบาง ในใจของเธอหวังเหลือเกินว่าคราวนี้เธอจะเลือกได้ถูกใจเจ้านาย หลังจากที่เธอหยิบมาให้เลือกเกินสิบเส้นแล้ว

แค่มองปราดเดียวก็ไม่ถูกใจแล้ว สีแบบนี้มันเข้ากับสูทที่เขาต้องใส่ที่ไหนกัน ฮันซองระบายลมหายใจแรงๆ เขาลุกขึ้นยืนพลางโบกมือไล่ “ออกไปให้หมด ฉันจัดการเอง ไปบอกให้จงชินรอที่รถเลย”

ฮันซองจัดการเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเลือกหยิบเนกไทที่เหมาะกับสูทออกมาสองแบบ เขาใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็โยนอีกแบบเข้าที่เดิม เมื่อผูกไทสวมสูทเสร็จเขาก็พร้อมจะออกไปงานสังคมแล้ว ทว่าก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่ประตู ช่วงขาเรียวกลับหมุนเดินไปยังเตียง ก่อนจะคุกเข่าลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้ใต้เตียงออกมา ดวงตาสีนิลจ้องมองซองยาในกล่องนิ่ง

เขาควรจะทานยาพวกนี้ไหม?

จู่ๆ ก็เกิดคำถามในหัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นยามเขาต้องการจะใช้ยาพวกนี้

พักหลังมานี้ฮันซองไม่ค่อยได้แตะต้องยากล่อมประสาทเลย ตั้งแต่ที่เจอกับซึงกิล นานเข้าก็ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งยาพวกนี้อีก แต่ทว่าวันนี้มันต่างออกไป เขามีงานที่ต้องจัดการ และมันก็เป็นงานที่เขาไม่อยากทำเลยแม้แต่น้อย หากเขาไม่ทานยา ไม่รู้ว่าเขาจะทำงานนี้ได้จนเสร็จสิ้นไหม

พ่อจะดูถูกเขาไม่ได้ งานนี้เขาจะทำพลาดไม่ได้

เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว มือขาวก็กำถุงยาขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวใน ก่อนจะดันกล่องไม้กลับที่เดิม แล้วลุกยืนขึ้นเต็มความสูง สีหน้าฉายแววไม่เกรงกลัว แม้ในใจลึกๆ กำลังหวั่นกับสิ่งที่ต้องไปเผชิญ แต่ร่างโปร่งบางของฮันซองก็ปัดความกลัวนั้นทิ้งไป ก้าวเดินออกจากห้องไปอย่างไม่คิดถอย

ไม่ว่าจะต้องทำอะไร ไม่ว่าพ่อจะสั่งงานแบบไหนมา เขาตั้งมั่นไว้แล้วว่าจะต้องทำให้ถึงที่สุด

 

********************

 

“โอ้โห มีแต่คนดังๆ ทั้งนั้นเลยว่ะ” ซังฮยอกกระซิบบอกเพื่อนเมื่อเขา ซึงกิล และเยอึนก้าวผ่านประตูเข้ามาในงานเพียงไม่กี่ก้าว หน้าตาของซังฮยอกยังดูแช่มชื่นสดใสอยู่เมื่อวินาทีก่อน กระทั่งสายตาไปสบกับใครเข้า “ชิบหายแล้ว นั่นยอนอาหรือเปล่าวะ!”

ซึงกิลมองตามสายตาเพื่อน แต่เขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่ายอนอาคือใคร มีหน้าตาอย่างไร

“ใช่ค่ะ” คนตอบคำถามซังฮยอกคือเยอึน

ซังฮยอกไม่เสียเวลาเพ่งสายตาอีก เขารีบหันหลังขยับตัวไปอยู่หลังเพื่อนทันที พลางเอี้ยวหัวทำท่าป้องปากอธิบาย “ซึงกิล แกเข้างานไปกับเยอึนแล้วกันนะ ฉันว่าฉันรอนายอยู่แถวนี้ดีกว่า ...ไม่ไหวจะเจอยอนอาตอนนี้จริงๆ ว่ะ ฉันเพิ่งทำรถไฟชนกันเมื่อวาน” นิสัยเจ้าชู้ของซังฮยอกเป็นที่รู้แจ้งแก่ใจซึงกิลดี เขาจึงไม่ซักไซ้ถามเรื่องส่วนตัวอันไร้สาระขัดกับอาชีพหมอของเพื่อนต่อ

“อืม คนเยอะแบบนี้ฉันอยู่ไม่นานหรอก นายรอแถวนี้ไปแล้วกัน”

“ขอโทษนะครับเยอึน” ซังฮยอกยกมือขึ้นข้างหนึ่ง ทว่าหญิงสาวเพียงยิ้มไม่ได้ว่าอะไรเมื่อเพื่อนร่วมงานต้องหายไปหนึ่งคน

“ถ้างั้นเรารีบเข้างานกันเถอะค่ะ ใกล้จะเริ่มเต็มทีแล้ว” เยอึนถือโอกาสสอดแขนควงร่างสูงอย่างไม่กระดากอาย อันที่จริงภาพของหญิงสาวบอบบาง ควงแขนอยู่กับชายหนุ่มรูปหล่อเช่นนี้ เป็นภาพที่รื่นตาไม่น้อยเลยทีเดียว

ซึงกิลกับเยอึนยังไม่อาจเดินเข้าตัวงานได้ในทันที เมื่อพวกเขามาถึงจุดถ่ายรูปของสื่อก็ถูกกักตัวไว้เสียนาน เนื่องด้วยอีกคนทั้งหล่อทั้งรวย อีกคนก็สวยและมีชาติตระกูล เป็นที่ต้องตาสื่อให้จับลงเขียนข่าวซุบซิบได้ดีนักแล

กว่าทั้งคู่จะหลุดสื่อมวลชนเข้ามาหาที่นั่งได้ก็เกือบจะเริ่มโชว์อยู่แล้ว ซึงกิลกับเยอึนได้ที่นั่งเป็นแถวแรกจากเวทีแคทวอล์ค แสงไฟถูกดับลงทั่วทั้งห้อง พร้อมเสียงดนตรีเริ่มงาน พิธีกรสาวออกมากล่าว

ภายในงานนั้นเหมือนงานแฟชั่นโชว์ทั่วไป นางแบบนายแบบต่างออกมาเดินพรีเซ้นท์เครื่องประดับจากเพชรตามจุดต่างๆ บนร่างกายที่ต้องการจะสื่อ ซึงกิลชมงานออกแบบของชาวยุโรปอย่างสนใจ แนวคิดทางฝั่งยุโรปแตกต่างจากฝั่งเอเชียอยู่ไม่น้อย เขาจึงพยายามเก็บข้อมูลเพื่อหวังไปใช้ประโยชน์กับบริษัทตนเองให้ได้มากที่สุด

“คอนเซปต์เซ็ทเมื่อกี้น่าสนใจมากเลย” เยอึนเอ่ยชมออกมา ซึงกิลพยักหน้าเห็นด้วยทันที พลางคิดว่าการมางานโชว์คราวนี้ก็ไม่เลวนัก เยอึนเป็นผู้หญิงที่สนใจในงานกว่าที่เขาคิดไว้ ไม่เหมือนพวกผู้หญิงที่ชมแต่แฟชั่นเพียงอย่างเดียว ดังนั้นไม่นานพวกเขาทั้งสองคนก็เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น ออกความเห็นในชิ้นงานต่างๆ อย่างออกรส

เวลาผ่านไปประมาณสามในห้าของโชว์ ที่สายตาของซึงกิลไปสะดุดใครบางคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเข้า แม้ว่าแสงไฟจะถูกหรี่จนแทบมืดสนิทเพื่อให้แคทวอล์คเด่นที่สุด แต่เขาก็มั่นใจว่าคนร่างบางที่กำลังขยับใบหน้าเข้าใกล้ชายข้างกายเสียจนแทบจะมองเห็นว่าเป็นการหอมแก้มนั้นเป็นใคร

“...คุณซึงกิลคิดว่าไงคะ...ซึงกิล?” เยอึนละสายตาจากนางแบบที่เพิ่งเดินผ่าน เธอมองตามสายตาคนที่จู่ๆ ก็เงียบไปแล้วเห็นว่ากำลังจ้องคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

“อ๊ะ นั่นคุณอาจินจุนนี่นา”

“คุณรู้จักหรือ?” ซึงกิลหันควับมาหาทันที

เยอึนพยักหน้า ยกยิ้ม “รู้จักสิคะ คุณอาจินจุนเป็นอาของเยอึนเองค่ะ ชองจินจุน” เธอบอกชื่อของอาเต็มๆ ก่อนที่ดวงหน้าสวยจะเอียงเล็กน้อยเมื่อมองไปยังคนที่นั่งอยู่ข้างๆ น้องชายของพ่อ “แต่คนนั้น...เอ๋ นั่นใช่คุณลีฮันซองหรือเปล่าคะ?” ความประหลาดใจเกิดขึ้นในทันที เพราะเธอไม่คิดว่าอาของเธอจะรู้จักกับลีฮันซองได้

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังมองจินจุนกับฮันซองอยู่นั้น เป้าสายตาก็ได้ลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปยังทางออกของงาน

ซึงกิลลุกขึ้นยืนพรวดทันที

“คุณซึงกิล?”

“ขอโทษนะครับเยอึน พอดีผมเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระอีกที่ต้องรีบไป ยังไงเดี๋ยวผมให้ซังฮยอกไปส่งคุณนะครับ” โดยไม่รอฟังคำตอบ ซึงกิลเคลื่อนกายผ่านผู้คนที่นั่งอยู่โดยรอบออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เยอึนมองตามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

 

 

โรงแรมที่ใช้จัดงานแฟชั่นโชว์นั้นเป็นโรงแรมหรูระดับห้าดาว การบริการของพนักงานดีเยี่ยมแค่ไหนย่อมไม่ต้องพูดถึง เพียงแค่ชองจินจุนแสดงบัตรสมาชิกวีไอพี พนักงานก็จัดการเปิดห้องให้ทันทีโดยไม่สอบถามให้มากความ ซ้ำยังดูจะรู้ใจลูกค้าท่านนี้เป็นพิเศษอีกด้วย เพราะเมื่อเข้ามาถึงในตัวห้องแล้ว รูมเซอร์วิสก็เคาะประตูนำไวน์ขาวชั้นดีมาเสิร์ฟอย่างไม่เสียเวลา

จินจุนให้ทิปพนักงานไปเป็นแบงค์แสนวอนหนึ่งใบ แล้วสั่งไม่ให้ใครมารบกวนอีกหลังจากนี้ พนักงานรับคำแล้วหลบออกจากห้องไปอย่างรู้หน้าที่

“มานั่งนี่สิ ดื่มไวน์กันสักหน่อย” จินจุนเรียกร่างบางให้ย้ายจากเก้าอี้เดี่ยวมานั่งที่โซฟาตัวยาวข้างกายตน

ฮันซองคลี่ยิ้ม ลุกขึ้นไปนั่งอย่างว่าง่าย เขารับแก้วไวน์ทรงสูงที่ถูกยื่นส่งให้ขึ้นมาจิบ

“รสชาติดีจังครับ” ฮันซองตอบเสียงหวาน ใช้สายตาเชื่อมแสงมองสบดวงตาเรียวคมของคนที่มีอายุแก่กว่าถึงยี่สิบปี ทว่าไม่ได้ดูแก่จนไม่นึกอยากมอง ซ้ำอีกฝ่ายยังถือว่าหน้าตาดีใช้ได้ทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่วัยสี่สิบกว่าที่ยังขายได้อยู่

จินจุนระบายยิ้มพอใจ เขารินไวน์ให้คนสวยอีกแก้ว “ดื่มอีกสิ” เมื่อริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อยเพื่อดื่มตามคำสั่ง จินจุนก็ใช้สายตาโลมเลียกิริยาท่าทางนั้นอย่างย่ามใจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของลีฮันซองล้วนทำให้เขารื่นเริงได้ทั้งสิ้น

ช่างเป็นเด็กที่ยั่วเย้าอารมณ์ได้ดีเสียเหลือเกิน

“ฉันเป็นเพื่อนกับพ่อของเธอ ได้เห็นเธอมาตั้งแต่เธอยังเด็ก ไม่นึกว่าโตมาแล้วจะสวยได้ขนาดนี้” จินจุนไล้ปลายนิ้วมือไปตามโครงหน้าได้รูปของฮันซอง

ร่างบางเอียงหน้ารับสัมผัสคล้ายอยากจะอ้อน “งั้นหรือครับ? ดีจังที่คุณชอบ” ริมฝีปากสีสดขยับยิ้ม เขาส่งมือนุ่มของตนเองวางทาบทับมือใหญ่ ออกแรงเพียงเล็กน้อยบังคับให้มือนั้นไล้ลงจากผิวแก้มมายังลำคอ เรื่อยมาถึงแผงอกผ่านเสื้อสูท ไปจนถึงต้นขา…

จินจุนบีบต้นขานั้นเบาๆ ขณะใช้อีกมือจับปลายคางมนให้ขยับมาใกล้ “ฉันฝันจะได้กอดเธอสักครั้งมานานแล้ว ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังแน่ ลีฮันซอง” จบคำ จูบแรกที่นุ่มนวลเนิบนาบบ่งบอกความเชี่ยวชาญก็เริ่มขึ้น

ฮันซองยกสองมือขึ้นดันอกกว้างเบาๆ พยายามตอบรับทุกสัมผัสที่ถูกมอบให้ เขายอมรับเลยว่าชองจินจุนผู้นี้มีความเจนจัดในการเล้าโลมมากมายนัก เพียงแค่จูบก็ทำให้เขานึกคล้อยตามได้ง่ายๆ เสื้อสูทถูกถอดออกกองอยู่ที่ศอกอย่างแทบไม่รู้ตัว ตอนนี้มือข้างหนึ่งของจินจุนกำลังปลดเนกไทเขาออก ขณะที่จูบก็ยังดำเนินไปเรื่อยๆ

ความร้อนจากมือที่ลูบผ่านเชิ้ตตัวบางมายังหน้าอกสร้างความปั่นป่วนให้ร่างบางจนถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งกาย ฮันซองหอบหายใจหนักเมื่อจูบอันยาวนานถูกถอนออกไป ตอนนี้เขารู้สึกตาพร่าเลือนโดยที่เริ่มไม่รู้แล้วว่าเป็นเพราะอารมณ์ที่อีกฝ่ายปลุกเร้า หรือยาเริ่มออกฤทธิ์แล้วกันแน่

ทว่าจะอย่างไรก็เหมือนกัน ยังไงเขาก็ต้องนอนกับจินจุนเพื่อให้ได้มาของใบสัญญาทำธุรกิจ ดังนั้นหากเขารู้สึกดีไปกับอีกฝ่ายย่อมดีกว่าการฝืนทั้งกายฝืนทั้งใจอยู่แล้ว

แค่ต้องฝืนใจ ก็ยากเกินพอแล้ว

ร่างของฮันซองค่อยๆ ถูกผลักลงกับโซฟา ก่อนจูบครั้งที่สองจะตามมาครอบครองอีกครั้ง จินจุนปลดกระดุมเชิ้ตตัวบางออกทีละเม็ดอย่างใจเย็น เขาไม่ชอบเซ็กซ์ที่รุนแรงร้อนเร่ามากนัก และยิ่งกับร่างกายสวยงามบอบบางนี้แล้ว การทะนุถนอมน่าจะให้ผลดีที่สุด เขาจะค่อยๆ กอดร่างเยาว์วัยของเด็กคนนี้ช้าๆ กลืนกินความงามทีละเล็กทีละน้อย คืนนี้จะยาวนานและแสนหวานจนเด็กคนนี้ต้องจดจำไม่มีวันลืม

มือหยาบเพิ่งได้เริ่มแตะผิวกายละเอียดบนอกแบนราบไร้ที่ติ เสียงเคาะประตูรัวแรงและเสียงโวยวายนอกห้องพลันดังขึ้นขัดจังหวะเสียงก่อน

“อะไรกัน” จินจุนมองไปยังบานประตูที่ยังมีเสียงเคาะรัวกระหน่ำไม่หยุด เสียงโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์นัก แต่พอจะจับใจความได้ว่าให้เปิดประตู

จินจุนลุกขึ้นนั่งเมื่อไม่เห็นทีท่าว่าด้านนอกจะเงียบ ไม่รู้ว่าพนักงานมัวทำอะไรอยู่ เขาก้มลงมองร่างอ่อนยวบบนโซฟาที่กำลังมีสีหน้าหวานซ่าน นัยน์ตาเชื่อมแสงอย่างคนที่ถูกดึงสู่ห้วงอารมณ์เรียบร้อยแล้ว เขารู้สึกภูมิใจกับตนเองทั้งที่ไม่รู้เลยว่าร่างบางนั้นเกิดอารมณ์ได้ถึงขนาดนี้ก็เพราะยาที่เจ้าตัวกินเข้าไป

“รอฉันอยู่นี่ก่อนนะ” จินจุนตัดใจลุกออกไปดูสถานการณ์ข้างนอก ตัวเขายังสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยไม่มีส่วนไหนหลุดลุ่ยแม้แต่น้อย แค่เสื้อผ้ายับนิดหน่อยเท่านั้น

ชายวันกลางคนดึงประตูเปิดออก แล้วเอ่ยถามทันที “มีเรื่องอะไรกัน” เขากวาดตามองความวุ่นวายตรงหน้าแล้วเห็นว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนประชันหน้าเขาอยู่ตอนนี้ ด้านหลังมีพนักงานของโรงแรมสองคนพยายามยื้อแขนของเด็กหนุ่มไว้

“เธอ...” จินจุนตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเด็กตรงหน้าไม่น่าจะเป็นใครไปได้นอกจาก... “โคซึงกิล?”

“ฮันซองอยู่กับคุณหรือเปล่า?” คนเด็กกว่าไม่ตอบ ซ้ำยังถามกลับทันทีด้วยท่าทางที่ไม่แสดงออกถึงความเคารพ

จินจุนมุ่นคิ้วไม่เข้าใจ ไม่ใช่ที่คำถาม แต่เป็นที่เหตุผลต่างหาก “ฮันโฮจูยองอย่างเธอถามหาลีฮันซองทำไม?”

“ผมถามว่าฮันซองอยู่กับคุณหรือเปล่า ถ้าไม่ตอบผมจะเข้าไปดูเอง” ด้วยใจที่ร้อนรนมานานแล้ว ซึงกิลจึงไม่รอต่อคำใดอีก เขาผลักจินจุนไปด้านข้างแล้วก้าวเร็วๆ เข้าไปข้างใน ทันทีที่เห็นสภาพของฮันซองนอนอยู่บนโซฟาด้วยเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่อก เจ็บจนยอกไปหมด เขาหันไปเอาเรื่องจินจุนทันที

“คุณทำอะไรฮันซอง!!” เสียงทุ้มตะโกนพร้อมถลาเข้าไปคว้าคอเสื้ออีกฝ่าย พนักงานที่รีรออยู่ด้านนอกเริ่มเห็นท่าไม่ดี แต่ก็ยังไม่กล้าทำอะไรให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะแต่ละคนต่างล้วนเป็นแขกวีไอพีทั้งสิ้น เกิดเรื่องรั่วไหลขึ้นมาคงไม่ดีแน่ จึงได้แต่ดูสถานการณ์ไปก่อน

เสียงตะโกนของซึงกิลทำให้คนบนโซฟามีสติ ฮันซองหันไปมองตามเสียงแม้ว่าร่างกายกำลังร้อนราวกับถูกไฟแผดเผ่าไปทุกส่วน ยากำลังออกฤทธิ์ต่อประสาทสัมผัส

“ซึงกิล? ...คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ดวงหน้าสวยแดงก่ำแสดงความสับสนออกมาทางสีหน้าชัดเจน แม้เรี่ยวแรงจะหดหายแต่ก็ยังลุกขึ้นมายืนได้ เมื่อไล่มองภาพตรงหน้าดีๆ ก็เห็นว่าซึงกิลกำลังหาเรื่องคู่ค้าคนสำคัญของตนอยู่

ร่างบางเดินเข้าไปจับมือซึงกิลทันที “ปล่อยคุณจินจุนเดี๋ยวนี้”

ใบหน้าคมเข้มที่บึ้งตึงอยู่แล้วยิ่งบึ้งเข้าไปอีก ตวัดสายตามองฮันซองทีหนึ่ง จินจุนทีหนึ่ง ก่อนจะวกกลับไปยังฮันซอง “คุณว่าไงนะ? จะให้ผมปล่อยคนที่มารังแกคุณได้ยังไง”

“คุณจินจุนไม่ได้รังแกผม ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้” เมื่ออีกฝ่ายยังนิ่ง ฮันซองก็กดน้ำหนักเสียงบอกอีกครั้ง “ผมบอกให้ปล่อยคุณจินจุนไง”

“แต่ว่า...”

“ผมเต็มใจที่จะทำอย่างนี้ ถ้าเข้าใจแล้วก็กรุณาออกไปด้วย อย่ารบกวนเวลาของผมกับคุณจินจุน” รอยยิ้มของจินจุนผุดขึ้นมาเมื่อเด็กหนุ่มเป็นคนออกปาก ทีแรกจินจุนคิดว่าตนคงถูกเด็กปั่นหัวเข้าให้แล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิด

จินจุนจับมือเด็กหนุ่มร่างสูงออกจากปกเสื้อ “ได้ยินแล้วนะ ทีนี้คุณก็เชิญออกไปได้แล้ว คุณโคซึงกิล”

ซึงกิลกัดฟันแน่นจนแทบได้ยินเสียง เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้เลย ทำไมฮันซองถึงปฏิเสธเขาอย่างนี้ ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่ แล้วทำไมฮันซองถึงได้อยู่ในสภาพนั้น ...ฮันซองจะยอมให้ผู้ชายคนนี้กอดจริงๆ น่ะหรือ? ทำไมกัน?

“โคซึงกิล...” ฮันซองเรียกชื่ออีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าร่างสูงยังยืนนิ่ง ใช่ว่าใจเขาจะไม่รู้สึกอะไร แต่นี่มันเรื่องสำคัญที่เขาจะทำพลาดไม่ได้ ดังนั้นต่อให้เป็นโคซึงกิลก็ตาม เขาจะหยุดไม่ได้เด็ดขาด

“ไม่”

“เอ๊ะ?”

“นั่นเธอจะทำอะไร!” จินจุนร้องขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มร่างสูงกระชากข้อมือของร่างโปร่งบางเข้ามาใกล้จนฝ่ายถูกบังคับเซเข้ามาชนอก

ซึงกิลไม่ยอมให้ฮันซองขัดขืน เขาไม่เพียงไม่ตอบอะไรจินจุน แต่ยังไม่แคร์สายตาใครเมื่อเขาเดินจ้ำลากเอาร่างบางที่มีสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยออกไปจากห้องทั้งอย่างนั้น

ฮันซองเหลือบมองสีหน้าของซึงกิลแล้วให้หวั่นใจ เขาไม่เคยเห็นใบหน้าอีกฝ่ายน่ากลัวได้เท่านี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะในปัจจุบันหรือเมื่อสองปีก่อน นี่เขาคงทำให้ซึงกิลโกรธมากจริงๆ “ปล่อยผมนะซึงกิล!” เขาพยายามบิดข้อมือเมื่อถูกพาเข้ามาในลิฟต์ ทว่าไม่อาจเกิดผลอันใด แรงของฮันซองที่ถูกลิดรอนไปด้วยฤทธิ์ยาไม่อาจต่อกรกับซึงกิลได้ เขาถูกลากมาจนถึงรถสีดำที่จอดอยู่ชั้นใต้ดิน

ซึงกิลผลักฮันซองเข้าไปในรถ ทว่าฮันซองก็เปิดประตูออกแทบจะทันที แต่ก็ยังช้ากว่ามือใหญ่ที่ตะปบร่างบางเอาไว้ไม่ให้วิ่งหนี ซึงกิลสบถเสียงดัง เขาเองก็ใช่จะมีแรงเยอะเหลือล้นฟ้าเหมือนก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ ให้ออกแรงนานๆ ก็ชักหงุดหงิดร่างกายที่ติดขัดไม่ได้ดังใจ เขาตัดสินใจปลดเนกไทออกแล้วมัดมือทั้งสองข้างของฮันซองเอาไว้แน่น จัดการส่งร่างที่ดิ้นขลุกขลักเข้าไปนั่งที่เบาะพร้อมรัดเข็มขัดนิรภัยให้เสร็จสรรพ ก่อนรีบอ้อมรถไปนั่งประจำที่คนขับแล้วล็อครถทันที

“คุณจะพาผมไปไหน”

รถคันหรูสีดำยี่ห้อดังพุ่งทะยานออกจากโรงแรมไปในราตรีที่มืดมิดอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีคำตอบใดหลุดออกจากปากเจ้าของรถแม้แต่คำเดียว

ทว่าผ่านไปเกือบสองชั่วโมง หัวใจของฮันซองก็แทบหยุดเต้นเมื่อทิวทัศน์รอบข้างบ่งบอกถึงสถานที่ที่ตนรู้จัก ดวงตาคู่สวยเหลือบมองไปยังคนขับรถด้วยหัวใจเบาหวิว ก่อนจะผินหน้ามองหน้าต่างข้างตัว ความร้อนรุ่มในกายนั้นยังไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ที่นั่งนิ่งอยู่ได้นี้ต้องใช้ความอดทนจนเหงื่อแทบจะอาบกายอยู่แล้ว ทว่าปลายทางที่รถคันนี้กำลังแล่นไปกลับสามารถทำให้ร่างกายของเขาชาหนึบจนแทบไม่รู้สึกถึงอะไรทั้งสิ้น

...เมืองพยองชาง

...บ้านพักตากอากาศ

 

...ที่ที่เขาได้เจอกับอเล็กซ์ครั้งแรก


********************

TBC

Up