Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 09

 

 

โกดังร้างทั้งเหม็นอับและมืดสลัว กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งฉุนจมูก เสียงน้ำหยดจากที่ไหนสักแห่งในมุมมืดดังเป็นจังหวะช้าๆ ทีละหยด ทีละหยด บรรยากาศชวนให้รู้สึกสงบ หากไม่นับว่าที่กลางโถงโล่งนั้นมีชายวัยฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ในชุดสูทสีดำยืนตีวงล้อมร่างของใครบางคนอยู่

ปลายรองเท้าหนังมันเงาเหยียบลงบนท่อนแขนอ่อนเปลี้ยของผู้ที่นอนอยู่บนพื้นสกปรก ขาข้างขวาของร่างบนพื้นบิดงออย่างประหลาดขัดกับสรีระกระดูกที่ถูกต้อง ใบหน้าขาวซีดไร้เม็ดเลือด ลมหายใจอ่อนล้าคล้ายจะไขว่คว้าไว้ไม่ไหว แม้ความเจ็บจากท่อนแขนที่ถูกน้ำหนักเหยียบลงมานั้นจะมีมากจนอยากจะกรีดร้อง แต่ก็ไม่อาจทำได้แม้แต่จะส่งเสียง

เปลือกตาบางหรี่ลงเมื่อไม่เห็นท่าทียอมแพ้ของเหยื่อ ริมฝีปากสีสดจุดรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนทรุดตัวลงนั่งยองๆ บิดปลายคางของชายวัยกลางคนที่มีโครงหน้าไม่ปกติหันไปด้านข้างที่มีคนอีกกลุ่มเดินเข้ามาในโกดัง

ทันทีที่ประสาทตาจับจุดโฟกัสของภาพที่อยู่ตรงหน้าได้ ชายวัยกลางคนพลันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด เขาสะบัดใบหน้าไปทางร่างบางที่ยังคงเค้าความงดงามสะอาดสะอ้านหมดจดแตกต่างจากตนราวกับอยู่กันคนละสถานที่ คนละเวลา ทั้งที่ความจริงแล้วคนร่างบางคนนี้คือคนที่ทรมานตนมาทั้งคืนจนฟ้าใกล้สางแล้ว เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายกัดฟันตอบโต้

“คุณมันไม่ใช่คน”

ลีฮันซองเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำกล่าวหานั้น ศีรษะเล็กส่ายเบา ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้อีกนิด แสร้งกระซิบ “ถ้าคิดว่าผมไม่ใช่คน คุณก็คงไม่อยากจะเสี่ยงใช่ไหม” น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นหวานลึกชวนฟัง ชายชุดสูทหลายคนที่ยืนคุมอยู่ต่างพากันเลียริมฝีปากด้วยความกระหายในทุกสิ่งของเจ้านายร่างบาง แต่เพียงแค่ปาร์คจงชินปรายสายตามอง คนพวกนั้นก็รีบก้มหน้าหลบวูบ พยายามเรียกสติมุ่งตรงไปที่งานตรงหน้า

ฮันซองเอียงคอเพื่อรอคำตอบจากเหยื่อ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะคิดนานเกินไป มือข้างที่สวมสร้อยเงินจึงยกขึ้นทำสัญญาณให้ลูกน้องที่คุมตัวเด็กสาวมัธยมในสภาพที่ถูกมัดมือไขว่หลัง มีผ้าปิดปาก ชักมีดออกมาจ่อที่ลำคอของเธอ

“ทีนี้จะยอมเปิดทางให้เราดีๆ หรือยัง”

ข้อเสนอเดียวที่ต้องใช้เวลาและกำลังบังคับให้ได้มาถูกยื่นให้ชายวัยกลางคนเลือกอีกครั้ง

การจะลักลอบเอารถยนต์ผิดกฎหมายเข้าประเทศจำเป็นต้องใช้เส้นสายภายในของท่าเรือใดท่าเรือหนึ่งเพื่อไม่ให้สินค้าถูกขึ้นทะเบียน และยังต้องมีพื้นที่เช่าตู้คอนเทนเนอร์โดยไม่มีใครเข้ามายุ่งย่ามอีกด้วย รถยนต์หนีภาษีและยังเป็นรถที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายนำมาขายต่อในตลาดมืดเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ลีซูโรกำลังทำร่วมกับมิสเตอร์ลาฟ ท่าเรือที่เคยทำการค้าด้วยกันมานั้นมีสินค้าของชินฮวาซองฮามากเกินไป และอาจทำให้สินค้าถูกกฎหมายถูกปนกับสินค้าตลาดมืดด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีหากมีการตรวจค้น ฮันซองจึงได้รับคำสั่งมาให้หาท่าเรือใหม่ แต่ดูเหมือนคนดูแลท่าเรือที่ต้องการนี้จะเป็นคนรักชาติเสียเหลือเกิน

ฮันซองรู้ว่าคำตอบจะเป็นยังไง เขาเห็นสายตาของเหยื่อที่มองลูกสาวก็รู้แล้วว่างานของเขาจะต้องสำเร็จ คนพวกนี้ต่อให้ตัวเองจะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องละก็ไม่มีทางเสี่ยงแน่ๆ โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นเป็นลูกของตนเอง

“ตกลง”

ริมฝีปากบางยกยิ้มกับคำตอบที่ได้รับ ฮันซองลุกขึ้นยืนขยับออกห่าง ปล่อยให้ลูกน้องจัดการทำข้อสัญญา เขาเดินออกจากโกดังพร้อมกับจงชินและการ์ดอีกสองคน

“พวกนายไม่ต้องตามมา” ฮันซองบอกการ์ดทั้งสองคน เขาพยักศีรษะให้จงชินทีหนึ่ง ร่างสูงจึงเดินอ้อมตัวรถไปเปิดประตูฝั่งคนขับที่มีคนใส่สูทนั่งอยู่ก่อนแล้ว

“ผมจะขับให้คุณฮันซองเอง”

สายตาของคนขับที่แสดงความไม่สบายใจถูกปัดทิ้งด้วยสายตาเฉียบคมของเจ้านายร่างบาง ลูกน้องทั้งสามคนต่างมองตากัน คำสั่งจากนายท่านลีซูโรบอกชัดว่าให้รับใช้คุณหนูลีฮันซองอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อเห็นว่าปาร์คจงชินออกตัวเองอย่างนี้พวกเขาก็คงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะปาร์คจงชินคือคนที่ต้องอยู่กับคุณฮันซองตลอดเวลา ไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาได้ อีกอย่างปาร์คจงชินก็อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ยังไงพวกเขาก็ต้องฟังคำสั่งจากคนคนนี้อยู่ดีหากเป็นเรื่องของคุณหนูลีฮันซอง

คนขับรถประจำตัวยอมลุกออกจากรถ การ์ดอีกสองคนขยับถอยห่าง ก้มหน้ายืนส่งตัวรถคันหรูแล่นผ่านออกไปจากด้านหลังโกดังร้างจนลับสายตา

 

แสงอาทิตย์แรกของวันเริ่มพ้นขอบฟ้าแล้ว

“คุณฮันซองจะไปที่ไหนครับ?” จงชินเอ่ยถามผ่านกระจกมองหลัง เขาเห็นเจ้านายตนนั่งเท้าคางกับประตูรถด้านหนึ่ง สายตามองเหม่อออกไปนอกกระจก แม้สีหน้าจะไม่ได้ดูซีดเซียวเหมือนหลายครั้งหลังเสร็จงานที่เจ้าตัวมักอัพยาก่อนจะกลับบ้าน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าสีหน้าตอนนี้จะดีไปกว่ากัน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้อยู่ใกล้ชิดกับลีฮันซองมาในระยะหนึ่งแล้วหรือเปล่า จงชินถึงรู้สึกว่าเขาได้เห็นอะไรในตัวของลีฮันซองมากกว่าที่คาดไว้ เขาคิดว่าตอนที่ลีฮันซองอัพยา เจ้าตัวดูมีความสุขมากกว่าเวลาปกติ ที่มักมีสีหน้าหดหู่ เฉยเมย และในบางครั้งเขาเห็นแววตาคู่นั้นแสดงความเจ็บปวดด้วย อย่างในเวลานี้ แววตาของลีฮันซองกำลังมองไกลออกไปยังที่ใดที่หนึ่ง ที่ที่เขาเองยังดูออกว่าเจ้าตัวไม่รู้ว่าปลายสายตานั้นอยู่ที่ใด หรือในอีกความหมายหนึ่ง ลีฮันซองกำลังมองหาบางสิ่งที่ไม่อาจไขว่คว้ามาได้

“โรงแรมลอตเต้ในกังนัม”

คำตอบลอยๆ ของฮันซองไม่ได้ทำให้จงชินแปลกใจสักเท่าใด ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามในรอบสองอาทิตย์ที่เจ้านายของเขาฉวยโอกาสในวันที่ออกมาทำงานให้นายท่านลอบเจอกับใครคนหนึ่ง

เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าตอนที่จงชินขับรถมาถึงโรงแรม

“คุณฮันซองครับ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เรากลับก่อนแปดโมง”

ฮันซองรับคำในคอเบาๆ เขาหยิบแว่นกันแดดขึ้นสวม ก่อนพนักงานหน้าทางเข้าจะเปิดประตูรถให้เหมือนกับที่ทำให้ลูกค้าท่านอื่นๆ ทว่าบรรยากาศรอบตัวของลูกค้ารายนี้ไม่เหมือนกับลูกค้าทั่วไป สัญชาตญาณของพนักงานต้อนรับหน้าประตูทั้งสองคนรับรู้ได้ว่าร่างบางคนนี้ไม่ธรรมดา ถ้าไม่ใช่คนมีชื่อเสียงก็ต้องเป็นคนใหญ่คนโตแน่

ภายในลิฟต์ที่ไม่มีใคร ฮันซองหลับตาลง ยกมือข้างหนึ่งขึ้นเสยผมแล้วนิ่งค้างอยู่กลางศีรษะ ก่อนเอนตัวพิงกับผนังกระจกเงาราวกับคนหมดแรง จริงอยู่ว่าแรงกายของเขาน่ะยังมีอยู่ แต่แรงใจของเขานี่สิที่มีปัญหา ทั้งที่รู้แล้วว่าโคซึงกิลคืออเล็กซ์ แต่ทำไมยังลบล้างความรู้สึกที่รบกวนอยู่ในหัวใจนี้ไม่ได้สักที

เพราะอะไรกัน อเล็กซ์คนนั้นอยู่ในที่ที่เขาเอื้อมถึงแล้วไม่ใช่หรือ แต่ทำไมหัวใจยังเย็นเฉียบขนาดนี้

ความรู้สึกย่ำแย่ที่ไม่รู้จะจัดการอย่างไรทำให้ฮันซองหวั่นวิตกทุกครั้งที่มาเจอกับโคซึงกิล ...เขากำลังกลัว ฮันซองคิดถึงเหตุผลที่ทำให้เขาไม่สบายใจ และมันก็มีอยู่คำตอบเดียวที่ใกล้เคียง เขากำลังกลัว กลัวโคซึงกิล กลัวที่ผู้ชายคนนั้นคืออเล็กซ์ กลัวที่ผู้ชายคนนั้นคือคนที่เขาต้องการเพียงหนึ่งเดียว กลัวที่หัวใจทั้งหมดของเขาอยู่ที่คนคนนั้น

...กลัวที่ความหวังของเขากลายเป็นความจริงในที่สุด

...กลัวการกลับมาอีกครั้งของอเล็กซ์

กลัว...

กลัวเหลือเกินว่าความจริงนี้จะหายไปอีกครั้ง...

เป็นความจริงที่ฮันซองดีใจอย่างที่สุดเมื่อคนรักมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าท่ามกลางความหวังที่ดับสลายไปนานแล้ว เพราะอย่างนั้นในช่วงแรกเขาถึงไม่จริงจังกับการสืบหาความจริงหลังเจอกับซึงกิลในงานเลี้ยงประมูลเพชร ไม่ใช่ว่าไม่อยากรู้ความจริง แต่เพราะกลัวคำตอบที่จะได้รับ สองปีที่ผ่านมาฮันซองพยายามฝังเรื่องราวของอเล็กซ์เอาไว้ในก้นบึ้งของความทรงจำ ดังนั้นการผิดหวังซ้ำสองไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยเลย ความจริงที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นเรื่องยากที่ต้องเผชิญ

โคซึงกิลไม่เคยรู้เรื่องราวของอเล็กซ์ และตัวเขา ในขณะที่เขาจดจำอเล็กซ์ได้ทุกรายละเอียด และไม่รู้จักโคซึงกิลคนนี้เลย

การนัดเจอกันทั้งที่เป็นไปได้ยากแต่ก็ยังเสี่ยงที่จะพบกันเป็นเพราะร่างกายและหัวใจของเขาต้องการอีกฝ่ายจนแทบทนไม่ไหว ทว่าเศษเสี้ยวหนึ่งของหัวใจกลับเต็มไปด้วยความกลัว คนที่กอดอยู่นี้ใช่คนที่หัวใจต้องการจริงหรือ ผู้ชายที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขาเลยคนนี้น่ะหรือคือคนที่ต้องการจริงๆ 

บอกกับตัวเองหลายต่อหลายครั้งว่าโคซึงกิลคนนี้จะมีความทรงจำพวกนั้นหรือไม่ไม่สำคัญ ในตอนนี้แค่อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว ทั้งที่คิดอย่างนั้น แต่ยิ่งนับวันฮันซองกลับพบว่าตัวเองเอาแต่คิดเรื่องอดีตจนส่งผลมาถึงปัจจุบัน

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายจนทำให้สับสน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาก่อนจะได้รู้จักอเล็กซ์ ฮันซองไม่เคยสนใจหรือแม้แต่คิดว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไร อนาคตจะอีกยาวไกลหรือสั้นเพียงใดล้วนไม่สำคัญ เขามีชีวิตอยู่เพราะพ่อทำให้เขาเกิดมา ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจในการดำเนินชีวิต เพราะอย่างนั้น ทั้งตอนที่เจอกับอเล็กซ์ ตอนที่จากลากันด้วยเหตุการณ์เลวร้าย กระทั่งตอนที่ได้พบโคซึงกิลอีกครั้ง ฮันซองไม่สามารถทำความเข้าใจกับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย จากคนที่ไม่เคยคาดหวังต่อสิ่งใด ภายในเวลาไม่นานกลับพบเรื่องราวที่ไม่อาจลบเลือน

ตั้งรับไม่ทัน ใช่ คำคำนี้อาจใกล้เคียงกับความสับสนที่เกิดขึ้น นอกจากความรู้สึกมากมายที่แทบเอ่อล้นในทุกทุกเรื่องที่เกี่ยวกับชายคนนั้นแล้ว ยังมีความจริงที่ว่าอเล็กซ์คือโคซึงกิล คือฮันโฮจูยอง คือศัตรูของพ่อ คือคนที่ลืมความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน ความจริงที่เกิดขึ้นนี้ล้วนทำให้ตั้งรับได้ยากทั้งสิ้น

“หยุดนะ ห้ามคิดอะไรอีก”

ฮันซองพึมพำบอกกับตัวเอง เขาลืมตาขึ้นเกือบพอดีกับที่ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสิบสอง ช่วงขาเรียวก้าวออกจากลิฟต์ไปได้เพียงสามก้าวก็ต้องชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นชายร่างสูงของใครบางคนกำลังเดินตรงมา

“อ้าว คุณฮันซอง อรุณสวัสดิ์ครับ” น้ำเสียงสดใสของซังฮยอกเอ่ยทักขึ้นก่อนพร้อมรอยยิ้ม

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณซังฮยอก” ฮันซองทักทายตอบ เขาสังเกตเห็นกระเป๋าแพทย์ในมือของซังฮยอก จึงเอ่ยถามต่อทันที “อเล็กซ์ เอ่อ...ซึงกิลเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ฮันซองพอจะรู้มาบ้างแล้วว่าโคซึงกิลมีโรคแทรกซ้อนซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากอุบัติเหตุครั้งนั้น ซ้ำการนอนเป็นเจ้าชายนิทราถึงสองปียังทำให้ร่างกายของโคซึงกิลอ่อนแอลงกว่าตอนปกติหลายเท่า

“ซึงกิลมันไม่เป็นอะไรหรอกครับ” ซังฮยอกตอบอย่างติดจะหัวเราะหน่อยๆ เพราะไม่ต้องการเห็นอีกฝ่ายเป็นกังวล “ผมแวะมาดูอาการทั่วไปเท่านั้นครับ แต่ถ้าจะเป็นเนี่ย ก็คงเป็นเพราะรอคุณจนจะลงแดงตายมากกว่า”

ริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อถูกแซว

เป็นเวลาที่เกิดความรู้สึกกระอักกระอวลขึ้นมาอย่างฉับพลันในความรู้สึกของฮันซอง เมื่อเขาเห็นสีหน้าที่ยิ้มแย้มของซังฮยอกเปลี่ยนไปเป็นจริงจังขึ้นมา รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีบางสิ่งอยากจะพูดกับเขา

“คุณฮันซอง...”

“ครับ”

“คือ...มันอาจจะไม่ใช่ธุระของเพื่อนอย่างผม แต่...” ซังฮยอกเงียบไปราวกับยังคิดไม่ตกว่าควรจะพูดต่อไปดีหรือไม่

“พูดมาเถอะครับ คุณเป็นเพื่อนคนสำคัญของซึงกิล สิ่งที่คุณต้องการจะบอกผมย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่ผมควรจะรับฟัง”

ซังฮยอกลังเลอีกนิดหน่อย ก่อนจะหลับตาทีหนึ่งเหมือนต้องการเรียกกำลังใจ ทว่าตอนที่ง้างปากพูดคำแรกยังไม่เต็มคำเสียด้วยซ้ำ เสียง ตี๊ดๆ ของเพจเจอร์ที่พกติดตัวอยู่กลับดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

นายแพทย์หนุ่มหน้าตาดีควบดีกรีทายาทเจ้าของโรงพยาบาลชื่อดังสะดุ้งเฮือกด้วยถูกขัดจังหวะเวลาสำคัญกะทันหัน มือเรียวยาวตะปบเครื่องมือสื่อสารข้างเอวขึ้นมาดู

เรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่น “อ่า...ผมมีเคสคนไข้ด่วนคงต้องขอตัวก่อน เอ่อ ยังไงไว้ค่อยคุยกันวันหลังนะครับ” ซังฮยอกผงกศีรษะให้ เห็นท่าทางเร่งรีบฮันซองจึงบอกลาโดยไม่ถามเรื่องที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้เริ่ม

ความกังวลใจที่อุตส่าห์ปัดทิ้งไปได้แล้วย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง

ซังฮยอกต้องการจะบอกอะไรเขา?

ลางสังหรณ์ของฮันซองบอกว่าต้องไม่ใช่เรื่องทั่วไปแน่ ไม่อย่างนั้นซังฮยอกคงไม่มีท่าทีลำบากใจที่จะพูดออกมาอย่างนั้นหรอก

จิตใจของร่างบางสับสนว้าวุ่นได้ไม่นาน ทุกอย่างที่คอยรบกวนความรู้สึกก็ปลิวหายไปแทบจะในทันทีเมื่อบานประตูห้องที่กดกริ่งเพียงครั้งเดียวเปิดผ่างออกรวดเร็ว แทนที่ด้วยใบหน้าหล่อเหลาของโคซึงกิล

“มาแล้วเหรอฮันซอง”

“อืม มาแล้ว” คำทักทายง่ายๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนักในชีวิตประจำวัน แต่ฮันซองก็ได้ใช้มันกับคนตรงหน้าราวกับเป็นเรื่องที่ทำเป็นประจำ

เอวเล็กถูกรวบไว้ในวงแขนใหญ่ ดึงให้ผู้มาเยือนหายลับเข้าไปในห้องพักสุดหรู

เสียงบานประตูปิดดังแทบจะพร้อมกับแผ่นหลังบางนาบลงไป ซึงกิลทาบร่างตัวเองเข้าหาร่างบางพลางมอบจูบอ่อนหวานแต่รุ่มร้อนให้อย่างไม่เสียเวลาอ้อยอิ่ง

ซึงกิลและฮันซองแลกจูบกันหลายต่อหลายครั้งระหว่างที่พวกเขาเดินผ่านห้องรับแขกทะลุไปจนถึงห้องนอนที่อยู่ด้านในสุด ซึงกิลหย่อนตัวลงนั่งบนที่นอนทั้งที่มือยังเกาะเกี่ยวเอวของฮันซองเอาไว้ให้ตามลงมานั่งบนตัก แล้วคลื่นแห่งอารมณ์ก็พัดพาให้คนทั้งสองลุ่มหลงมัวเมาในกันและกันบนเตียงหลังใหญ่ ตัดขาดทุกสิ่งรอบตัว ทั้งความคิด สถานที่ หรือแม้แต่เวลาที่เคลื่อนผ่านไปทุกวินาที

ไม่ว่าสิ่งใด หรืออะไร ก็ไม่มีตัวตนทั้งนั้น ตราบใดที่ลีฮันซองมองเห็นโคซึงกิล

...ตราบใดที่โคซึงกิลสัมผัสถึงลีฮันซอง

 

เหมือนคนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจที่มีชื่อว่า รัก อย่างไร้ข้อแม้ใดๆ 

 

********************

 

 

หลังฟ้าใสจะมีพายุ คำคำนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ ปาร์คจงชินคิดอย่างนั้นขณะยืนมองสายฝนเทกระหน่ำผ่านบานหน้าต่างขนาดใหญ่ตรงโถงทางเดินของบ้านชินฮวาซองฮา

ทั้งที่เมื่อเช้านี้ท้องฟ้าแจ่มใสดีแท้ๆ แต่พอกลับมาถึงบ้านเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนกลับมีเมฆฝนเคลื่อนเข้าครอบคลุมกรุงโซลเสียอย่างนั้น ดูท่าช่วงนี้คงต้องเช็คดูพยากรณ์อากาศบ่อยๆ เพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด

ชายหนุ่มยกมือขึ้นสลับสายสมอลทอล์คด้วยความเร็วเฉพาะตัว เขาส่งเสียงไปตามสายในระดับที่มั่นใจว่าจะมีเพียงเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้เท่านั้นที่ได้ยิน

“นี่ปาร์คจงชินพูด ...ยองควัง ถ้าไม่แน่ใจว่าฝนจะเป็นปัญหาหรือไม่ให้ถอยออกมาก่อน เราจะประมาทเป้าหมายไม่ได้แม้แต่นิดเดียว”

จงชินกดคิ้วลึกเมื่อปลายสายตอบกลับมา สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขณะสายตายังทอดมองออกไปเบื้องนอก “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ชินฮวาซองฮาเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น ถ้าอยากจะจับปลาใหญ่ก็ต้องใจเย็นๆ...” เขาเว้นช่วงเล็กน้อย ริมฝีปากหยักยกยิ้มขึ้นมุมหนึ่ง หากไม่สังเกตให้ดีก็อาจไม่เห็น “และดูท่าปลาใหญ่ตัวนี้จะทำให้เราได้ปลาใหญ่อีกฝูงหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นถ้าฉันยังไม่สั่งอะไรก็อย่าเพิ่งลงมือ เข้าใจไหม”

ปลายสายคงตอบรับความต้องการนั้น เพราะปาร์คจงชินพูดอะไรอีกไม่กี่คำก็สลับสายสมอลทอล์คกลับคืน เขาปล่อยมือจากม่านให้ตกลงมาปิดบานหน้าต่างเหมือนเดิม ก่อนหมุนตัวเดินกลับขึ้นไปที่หน้าห้องของเจ้านายร่างบาง ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวคงกำลังนอนอยู่เป็นแน่ และคงจะนอนยาวไปถึงบ่ายเหมือนทุกครั้งที่ต้องทำงานทั้งคืน ซ้ำตอนเช้าวันนี้ยังเลยไปพบกับโคซึงกิลด้วยแล้ว เรี่ยวแรงคงหมดอย่างไม่ต้องสงสัย

จงชินยืนกอดอกพิงผนังกำแพงตรงข้ามกับบานประตูห้องนอนของฮันซอง สายตาของเขานิ่งเฉยอย่างบอดี้การ์ดที่ถูกอบรมฝึกฝนมาอย่างดี ทว่าความจริงเจ้าตัวกำลังคิดถึงเรื่องที่เพิ่งคุยมาเมื่อครู่ และกำลังลากเรื่องของเจ้านายเข้ามาอีกเรื่อง ความสัมพันธ์ของลีฮันซองกับโคซึงกิลดูจะเป็นความลับที่น่าสงสัยจนไม่อาจมองข้ามได้

เรียวคิ้วบอดี้การ์ดหนุ่มขมวดเล็กน้อยอย่างพยายามไล่เรียงข้อมูลที่สืบมา ประวัติของลีฮันซองนั้นมีมากมายที่ค่อนไปในทางแย่เสียมาก แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่สะดุดตาเขา เหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนที่ลีฮันซองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ คดีไม่ได้มีอะไรมากตามแบบฉบับอำนาจเหนือกว่ากฎหมาย ในคดีแทบไม่พูดถึงใครอีกคนที่อยู่ในรถคันเดียวกัน

ถ้าจะให้คิดแบบผูกโยงโดยไม่ผ่านกระบวนการเหตุผลอื่นให้เสียเวลา โคซึงกิลเองก็เหมือนจะมีส่วนเอี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งที่ควรจะกลับมาเกาหลีเมื่อสองปีก่อนอย่างที่ทางฮันโฮจูยองเคยประกาศไว้ในวงสังคมว่าจะให้ลูกชายที่เรียนอยู่เมืองนอกกลับมาดูงานเพื่อเตรียมพร้อมเป็นทายาทสานต่อธุรกิจ แต่กลับหายเงียบไปจนเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะกลับมาเกาหลี

ตั้งแต่ที่รู้ว่าลีฮันซองกับโคซึงกิลมีความสัมพันธ์กัน เขาก็เริ่มสืบประวัติของโคซึงกิล แต่ก็ไม่ง่ายนักเพราะฮันโฮจูยองเองก็มีอำนาจมากพอจะปิดข่าวเหมือนกัน เท่าที่สืบได้เรื่องที่พวกนักข่าวไม่รู้ก็คือโคซึงกิลอยู่โรงพยาบาลตลอดสองปีที่ผ่านมาเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์

จุดเชื่อมโยงที่เหมาะเจาะ สองปีก่อน ทั้งลีฮันซองและโคซึงกิลประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นเขาถึงสั่งให้ผู้ช่วยตรวจสอบรายชื่อคนเข้าประเทศของเมื่อสองปีก่อน จนพบว่าย้อนขึ้นไปอีกประมาณสองเดือนมีชื่อโคซึงกิลปรากฏอยู่ในลิสต์ เลขพาสปอร์ตก็ตรงกับเล่มเก่าของฝ่ายนั้น

สรุปแล้วตามความเห็นของเขา โคซึงกิลและลีฮันซองเคยพบกันมาก่อนแน่นอน และจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ทั้งคู่ขาดการติดต่อกันเป็นเวลาสองปี จนกระทั้งได้พบกันอีกครั้ง

จริงอยู่ว่าลีฮันซองทำเรื่องนี้ให้เป็นความลับ โดยมีเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในฐานะคนที่ต้องฟังคำสั่ง แต่วันนั้น วันที่คิมมูฮยอนมาที่นี่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน เขาเห็นผู้ชายคนนั้นคุยกับลีซูโรถึงเรื่องที่จำเป็นจะต้องกักบริเวณลีฮันซอง เขาจับใจความได้ไม่มากนักเพราะอยู่ห่างกับคนทั้งสองพอสมควร แต่เท่าที่เข้าใจก็คือ ทั้งสองคนไม่ต้องการให้ลีฮันซองมีโอกาสออกไปเจอกับใครบางคน

บางทีเรื่องของโคซึงกิล อาจไม่ใช่ความลับอย่างที่ลีฮันซองเข้าใจ

...อาจไม่ใช่ความลับมาตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้ว

ถ้าอย่างนั้น ทั้งคิมมูฮยอนและลีซูโรรู้เรื่องความสัมพันธ์ที่เกินเลยนี้งั้นหรือ?

รู้ แต่ทำเป็นไม่รู้ ...เพราะไม่คิดว่าลีฮันซองจะลักลอบติดต่อกับฮันโฮจูยองซึ่งเป็นศัตรูลับหลังเช่นนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

“อ่ะ...” จู่ๆ จงชินก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

...ถ้าหากอุบัติเหตุสองปีก่อนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจงใจของใครบางคนล่ะ?

ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันทีเมื่อคิดได้อย่างนั้น ความเป็นไปได้มีสูงเชียวล่ะหากว่าทั้งชินฮวาซองฮาและฮันโฮจูยองต่างรู้เรื่องของลูกชายตนเอง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครลงมือเพื่อหยุดเรื่องนี้

แต่มันก็ยังสรุปไม่ได้ จงชินคิดอย่างหนัก หากเป็นฝั่งของชินฮวาซองฮาเขาเองเตรียมพร้อมรับมือสืบประวัติมามากพอสมควรแล้ว แต่ทางฝั่งฮันโฮจูยองเขาไม่ได้คลุกคลีด้วยเลย คงตัดสินไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ฮันโฮจูยอง... บางทีเรื่องนี้อาจไกลจากจุดประสงค์ก็เป็นได้ จงชินออกความเห็นให้ตัวเอง เขาแฝงตัวเข้ามาที่นี่ก็เพื่อจับตาดูชินฮวาซองฮา ไม่ใช่ฮันโฮจูยอง ความสัมพันธ์ของลีฮันซองกับโคซึงกิลก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับจุดประสงค์ของเขาเลย เอาเป็นว่าคอยดูไปก่อนแล้วกัน ถ้าเมื่อไหร่ที่เห็นว่าฮันโฮจูยองมีส่วนเอี่ยวด้วยก็ค่อยลงลึกว่ากันอีกที

เมื่อสรุปเรื่องราวที่ชักจะออกไปไกลได้อย่างนั้นแล้ว บอดีการ์ดหนุ่มก็ลอบถอนหายใจเบาๆ กับตัวเอง ไม่ใช่ว่าเขาอยากเอาเรื่องอื่นมาปนกับจุดประสงค์หลักให้วุ่นวาย แต่เพื่อความรอบคอบแล้วก็ไม่ควรละทิ้งเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เพราะมันมีความเป็นไปได้ที่เรื่องราวจะเชื่อมโยงกัน

จงชินมองบานประตูที่ปิดสนิทอยู่เบื้องหน้า อดรู้สึกแย่ขึ้นมาไม่ได้เมื่อคิดว่าสุดท้ายแล้วจุดจบของคนที่อยู่หลังบานประตูนี้จะเป็นอย่างไร


 

********************



วันนั้นเป็นวันที่ร้อนมาก เสียงแมลงในสวนร้องระงมน่ารำคาญ

เด็กชายลีฮันซองวัยเจ็ดขวบรู้สึกหงุดหงิดกับบรรยากาศอบอ้าว และเสียงรบกวนที่ทำลายสมาธิการนอนพักผ่อนใต้ต้นไม้ของเขา มือเล็กกลมจับหมวกที่ปิดหน้าออกมาสวม ก่อนลุกขึ้นนั่งพลางดันเฮดโฟนที่คอขึ้นไปที่หู แล้วก็ต้องขมวดคิ้วยุ่งหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นว่ามีร่างเล็กๆ มานั่งจุ่มปุ๊กจ้องเขานิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“ออกมาทำไม” ฮันซองพูดห้วนๆ กับเด็กน้อยวัยสองขวบ

แต่ดูเหมือนเด็กน้อยจะไม่สนใจน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ของพี่ชายต่างแม่เลยแม้แต่น้อย เจ้าตัวยิ้มร่าอย่างเด็กไม่ประสาโลก

“หาพี่ชาย” เสียงเล็กๆ พูดอย่างภาคภูมิใจ

ฮันซองจ้องมองน้องชายผู้มีใบหน้าน่ารักไม่ต่างอะไรกับผู้เป็นแม่ เพราะอย่างนั้นต่อให้น่ารักกว่านี้สักสิบเท่าเขาก็ไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้นยืนทำท่าจะเดินหนี แต่มือเล็กจิ๋วกลับคว้าหมับชายกางเกงเขาได้ก่อน เมื่อหันไปมองก็เห็นน้องชายพยายามจะลุกตามอย่างยากลำบางเพราะยังเด็กเหลือเกิน

“ยูกึน...อยู่ที่ไหนค๊าาาา” เสียงแว่วของพี่เลี้ยงน้องชายดังมาจากในบ้าน

ฮันซองเบ้ปาก ก่อนจะสลัดเท้าออกจากมือเล็ก เด็กน้อยกลิ้งลงไปนั่งอีกครั้งทั้งที่เพิ่งจะยืนขึ้น

ไม่มีเสียงร้องไห้ใดๆ ออกจากปากสีชมพูเล็กๆ ของยูกึน เด็กน้อยสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วยันพื้นลุกขึ้นยืน สองเท้าเดินจ้ำเท่าที่จะเร็วได้ไล่ตามพี่ชายที่แก่กว่าห้าปีอย่างมุ่งมั่น

“พี่ชาย รอด้วย ...พี่ชาย...”

เสียงของยูกึนเล็กตามวัย ไม่ว่าใครได้ยินก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าน่ารัก ไม่ว่ายูกึนจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ก็เป็นที่สนใจของทุกคนในบ้านและนอกบ้าน

...ต่างกับเขา เด็กชายลีฮันซองที่ไม่เคยเป็นที่สนใจของใคร

ฮันซองรู้ดีว่ายูกึนไม่ได้ทำอะไรผิดที่ทำให้ทุกคนมาสนใจ แต่มันอดไม่ได้ที่จะคิดว่าหากไม่มียูกึน บางที...อาจมีใครมาสนใจเขาบ้าง

คุณพ่ออาจจะอุ้มเขาเหมือนที่อุ้มยูกึนทุกวัน...

หรืออ่านนิทานให้ฟังก่อนนอนเหมือนที่อ่านให้ยูกึนฟัง...

แม้ในใจลึกๆ แล้วฮันซองจะรู้ว่าต่อให้ไม่มียูกึน พ่อก็ไม่สนใจตนอยู่ดี เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาห้าปีก่อนที่ยูกึนจะเกิด ไม่เคยมีสักครั้งที่พ่อจะสนใจเขาเหมือนอย่างคนเป็นพ่อทั่วไป ฮันซองอยู่กับฮโยอึนที่เป็นคนดูแลมาตั้งแต่เกิดแทบตลอดเวลาในวัยเด็กที่ยังทำอะไรเองไม่ได้ แม่เลี้ยงใหม่ไม่ชอบเขา เขาเองก็ไม่ชอบเธอ ต่างคนต่างทำเป็นไม่เห็นกัน เหมือนอากาศธาตุที่ผ่านไปไร้ตัวตน ไม่เคยมีช่วงเวลาของความสุขที่เรียกว่าครอบครัวในชีวิตของเด็กชายลีฮันซอง จนกระทั่งยูกึนเกิดมา ที่ว่าไม่มีความสุขนั้นเลวร้ายลงกว่าเดิมเมื่อมีข้อเปรียบเทียบให้เห็นกับตาตัวเอง

แต่ความหวังที่แอบซ่อนลึกอยู่ในซอกหัวใจยังคงรอคอยอย่างเงียบๆ ...ถ้าไม่มียูกึน บางทีอาจจะมีสักวัน จะเป็นเพียงวันเดียวในชีวิตก็ได้ ที่พ่อจะหันมามองเขาบ้างสักครั้ง ขอแค่วันเดียวก็ยังดี

...แค่ครั้งเดียว

อยากได้ความรัก...

“พี่ชายยยย รอด้วยฮ้าบบบบบบ”

ฮันซองเร่งเสียงเพลงให้ดังจนสุด พยายามไม่สนใจเสียงที่ร้องเรียก เขาจ้ำเท้าเร็วขึ้น เดินผ่านสวนมาจนถึงสระน้ำขนาดใหญ่หลังบ้าน อีกไม่กี่ก้าวจะถึงประตูบ้านแล้ว ในตอนนั้นเอง ที่ฮันซองเห็นพี่เลี้ยงของยูกึนเดินออกมา เธอหยุดเดินชะงักทั้งที่ยังไม่ถึงตัวเขา ฮันซองเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว และได้เห็นสีหน้าตกตื่นของเธอ สายตาของเธอมองเลยเขาไปยังด้านหลัง สองมือยกขึ้นปิดปาก ก่อนเสียงกรี๊ดจะดังลั่น ดังจนเขาที่เปิดเพลงเสียงดังยังได้ยิน

หลังจากที่กรี๊ดแล้ว พี่เลี้ยงคนนั้นก็ออกวิ่ง เธอชนฮันซองจนเขาเซล้มไปกับพื้นอย่างแรง แต่เธอไม่สนใจจะดูว่าลูกชายเจ้าของบ้านจะเป็นอะไรหรือไม่ ที่เธอทำคือรีบกระโจนลงไปในสระน้ำ เพื่อจะคว้าเอาร่างเล็กๆ ก้นสระขึ้นมา

...ร่างของยูกึน

เหมือนว่าจู่ๆ ก็เป็นโรคหูหนวกขึ้นมา ฮันซองไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเมื่อภาพที่เห็นปรากฏอยู่ตรงหน้า ความอลหม่านวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้คนมากมายรุมล้อมอยู่รอบสระน้ำ แม่เลี้ยงแทบเป็นลม พ่อตวาดใส่ทุกคนในบ้าน และเมื่อแม่เลี้ยงได้สติ สิ่งแรกที่เธอทำ คือเดินผ่านทุกคนตรงมาที่เขา ที่ที่ลีฮันซองยังไม่อาจลุกเดินไปไหนแม้เวลาจะผ่านมาร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว

 

เพี้ยะ!!

 

“แกฆ่าลูกฉัน! แกมันฆาตกร ไอ้เด็กชั่ว!!”

 

.

.

.

“แกฆ่าลูกฉัน! แกมันฆาตกร ไอ้เด็กชั่ว!!”



เฮือก!

เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังขึ้นในห้องที่ปิดม่านมืดสลัว ฮันซองในวัยยี่สิบสี่ปียกมือขึ้นจับหน้าอกตัวเองแล้วกดลงไปแรงๆ รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกขึ้นมาอย่างฉับพลัน หูอื้ออึงไม่ได้ยินเสียงไปชั่วขณะ หลังจากผ่อนลมหายใจช้าๆ จับจังหวะหัวใจให้เป็นปกติได้ หูจึงค่อยแว่วเสียงสายฝนชัดขึ้นเป็นลำดับ

อากาศในห้องหนาวเย็นพอจะห่มผ้าได้สองชั้น แต่ทั่วร่างกลับเต็มไปด้วยเหงื่อ ฮันซองดันผ้าห่มออกจากตัวแล้วลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มือยังสั่นกับความฝันที่ยังจำได้ทุกรายละเอียดไม่ต่างจากความทรงจำที่เกิดขึ้นจริง เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่ความฝันก็ไม่เคยห่างหายไปนานพอที่ลีฮันซองจะลบเลือนออกไปได้

ฮันซองเสยผมชื้นเหงื่อขึ้น ก่อนปาดท่อนแขนที่เงื้อค้างอยู่กับหางตาที่มีหยดน้ำใสไหลผ่านลงตามผิวแก้ม ไม่มีเสียงสะอื้นใด มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังตกตั้งแต่เช้าจนคล้อยบ่ายอยู่นอกหน้าต่างคลอไปกับความรู้สึกของร่างบางบนเตียงเพียงลำพัง



********************

TBC

Up