Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 08

 

 

บ้านของลีฮันซองตั้งอยู่บนเนินเขาแถวยงซานในอิแทวอน บริเวณนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นหมู่บ้านของคนรวยระดับสูงทั้งสิ้น แต่ละบ้านมีเวรยามและกล้องวงจรปิดทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยเป็นอย่างดี ไม่มีทางที่รถหรือคนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาจะเข้ามาในบริเวณนี้ได้โดยง่าย ด้วยเหตุผลนั้นซังฮยอกจึงใช้วิธีโทรเรียกให้เพื่อนเอารถมารับที่บ้านของซึงกิล

ปาร์คซังฮยอกไม่แน่ใจว่านี่เป็นพรหมลิขิตอะไรอย่างที่ซึงกิลพร่ำเพ้อหรือเปล่า เพราะบ้านของเพื่อนเขาคนนี้ที่ขอให้ช่วยนั้นอยู่ติดกับบ้านของลีฮันซองจนนับได้ว่าใช้กำแพงกั้นเดียวกัน เมื่อสองสามเดือนที่แล้วบังเอิญเขาได้ทำความรู้จักกับแบจียุน นักแสดงสาวชื่อดัง จียุนเป็นคนที่เข้าถึงยากแม้คนในแวดวงเดียวกันกับเธอ ด้วยนิสัยส่วนตัวของเธอนั้นเป็นคนรักสงบไม่สนใจสิ่งรอบตัว ทว่าเธอคนนี้กลับกลายเป็นคู่ดูตัวของเขาที่พ่อแม่พาแนะนำเสียอย่างนั้น ซึ่งแน่นอนว่าเขายังไม่พร้อมกับเรื่องแต่งงาน ตอนนี้เขากับจียุนจึงอยู่ในช่วงทำความรู้จักกันอยู่ แต่แม้ว่าจะไม่ค่อยได้คุยกัน ซังฮยอกก็ยังพบว่าเขาและเธอเข้ากันได้ดีในเรื่องทั่วๆ ไป และไม่เสียหายอะไรที่จะเป็นเพื่อนกัน

ประมาณห้าทุ่มที่ซังฮยอกและซึงกิลมาถึงที่บ้านของจียุน หญิงสาวไม่พูดมากอย่างที่ซังฮยอกบอกไว้ ซึงกิลแปลกใจไม่น้อยที่ซังฮยอกคบหากับเพื่อนนิสัยอย่างแบจียุนได้ ซังฮยอกอธิบายให้จียุนฟังสั้นๆ ว่าซึงกิลต้องการลักลอบเข้าบ้านของพวกชินฮวาซองฮา เธอไม่ได้ถามอะไรซักไซ้สักคำพร้อมยินดีช่วย เพียงแต่ต้องไม่ให้เธอเดือดร้อนหากเกิดถูกจับได้ขึ้นมา

จียุนพาชายหนุ่มทั้งสองเดินฝ่าสายฝนมาที่สนามหญ้าหลังบ้าน บริเวณนั้นมีต้นไม้สูงใหญ่ถูกปลูกเอาไว้สองสามต้นติดกับรั้วกำแพงสูงที่กั้นระหว่างบ้านของเธอกับบ้านของลีฮันซอง

เสียงฝนตกกระทบร่มแข่งกับเสียงเจ้าของบ้าน “ฉันไม่รู้ว่าในนั้นจะมีกล้องวงจรปิดมากแค่ไหน แต่ฉันรู้ว่าหากพวกเขาจับได้ว่ามีคนบุกรุก คนพวกนั้นจะยิงก่อนค่อยสอบสวนทีหลัง” จียุนอธิบายด้วยสีหน้าปกติ ก่อนหันไปจ้องซึงกิล “คุณแน่ใจหรือว่าจะเข้าไปที่นั่นจริงๆ”

“ผมแน่ใจ” ซึงกิลตอบแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เขาเงยหน้ามองกำแพงสูง เพียงแค่ข้ามสิ่งกีดขวางนี้ไป เขาก็จะได้พบกับลีฮันซองแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่จะหยุดความตั้งใจนี้ได้ ไม่แม้กระทั่งความจริงที่ว่าเขาอาจถูกยิงตายก่อนได้เจอกับลีฮันซอง

ซังฮยอกมีสีหน้ากังวลไม่น้อยเมื่อได้ฟังจียุนบอกอย่างนั้น แต่เรื่องมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ให้เอาอะไรมารั้งเพื่อนเขาไว้ก็คงไม่อยู่ มีแต่ต้องเสี่ยงเชื่อดวงชะตาของโคซึงกิลเท่านั้น เป็นครั้งแรกที่ซังฮยอกร้องขอต่อพระเจ้าให้โคซึงกิลกับลีฮันซองมีวาสนาต่อกันจริงๆ ไม่อย่างนั้นทั้งเขาและเพื่อนอาจตายตั้งแต่ยังหนุ่มแน่นอน

“ฉันว่านายรออีกสักพักดีกว่า ตอนนี้ยังไม่ดึกเท่าไหร่” ซังฮยอกออกความเห็น

ซึงกิลก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ “ก็ได้ ฉันจะรออีกชั่วโมง” ก่อนเงยหน้ามองกำแพงผ่านสายฝนเม็ดใหญ่ที่ตกลงมาไม่หยุด และดูเหมือนจะไม่หยุดตกง่ายๆ ในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้

 

********************



หัวใจของลีฮันซองกำลังบีบรัดตัวแน่นจนหายใจติดขัด แผ่นหลังบางแนบชิดรั้ว สองมือที่จับขอบกำแพงเกร็งขณะสายตามองจ้องผู้บุกรุกที่ในเวลานี้ยืนอยู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว

สายฝนยังคงซัดสาดทั่วทั้งกรุงโซลอย่างบ้าคลั่ง

ฮันซองคิดว่าบางทีนี่อาจเป็นหนึ่งในความบิดเบี้ยวที่เกิดจากการมองผ่านสายฝน บวกกับสมองที่ไม่คงที่ของเขาก็เป็นได้ ถึงได้เห็นสิ่งที่ใจปรารถนาอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม

จะเป็นไปได้ยังไงที่โคซึงกิลคนนั้นจะมาอยู่ตรงนี้ได้

 

เปรี้ยง!

 

ความดังที่เกิดขึ้นพร้อมแสงสว่างวาบคล้ายเป็นสัญญาณในการเรียกสติของคนร่างบาง

ฮันซองกัดปากแน่นเมื่อแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เห็นคือความจริง คนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้คือโคซึงกิลตัวจริง แต่ทำไม เพราะอะไร ฝ่ายนั้นถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ ความสับสนที่เกิดขึ้นฉับพลันทำให้ฮันซองยืนนิ่งค้างอยู่ตรงขอบระเบียงไม่ขยับไปไหน กระทั่งมือใหญ่ฉ่ำน้ำเย็นเหยียบแนบสัมผัสเบาๆ ที่ผิวแก้มของตน

“ลีฮันซอง ในที่สุดผมก็เจอคุณ” ร่างกายของโคซึงกิลเปียกชุ่มไปทั้งตัว ไม่ต่างจากอีกคน กระนั้นแล้วมือที่ยืนออกไปแตะผิวแก้มเย็นกลับส่งผลให้คนทั้งสองรู้สึกอุ่นวาบอย่างน่าประหลาด

มือเล็กคว้าจับข้อมือชายหนุ่มรวดเร็ว แล้วลากเข้าไปในตัวห้องโดยไม่สนว่าจะทำให้พื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำมากแค่ไหน ฮันซองรีบหันไปปิดประตูเหล็กดัด ดึงผ้าม่านปิดทัศนียภาพด้านนอกจนมิด ก่อนหันมาเผชิญหน้ากับโคซึงกิล

โดยที่ยังไม่มีใครพูดอะไร ร่างบางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าขนหนูยื่นส่งให้ พลางหันไปหยิบอีกผืนให้ตัวเองด้วยมืออีกข้าง แต่แทนที่ร่างสูงจะหยิบผ้าไป กลับยึดข้อมือขาวให้เจ้าของร่างบางต้องหันกลับมา ก่อนน้ำหนักจากร่างสูงจะโถมลงมาพร้อมอ้อมแขนกว้างที่โอบกอดรอบกายบอบบาง

“หัวใจ เหมือนจะหยุดเต้นเลย”

ฮันซองไม่ได้ขืนตัว แต่ก็ไม่ได้ตอบสนองอะไรกลับไป อันที่จริงเขาไม่ทันตั้งตัวว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์อย่างนี้ ยิ่งกับคำพูดของคนที่ซบใบหน้าอยู่ที่ซอกคอยิ่งไม่อยู่ในความคิดของเขาเลยแม้แต่น้อย

หัวใจ เหมือนจะหยุดเต้น... งั้นเหรอ? เขาต่างหากที่น่าจะพูดคำนั้น ฮันซองทวนคำพูดนั้นในหัวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แน่นอนว่าเขาตกใจที่เห็นโคซึงกิลปรากฏตัวตรงหน้า ความจริงก็คือ เขาเองก็คิดถึงผู้ชายคนนี้หลายต่อหลายครั้ง และหวังจะได้เจออีกฝ่ายอยู่ทุกวัน แต่เขากลัวความผิดหวังมากจนไม่กล้าเผชิญกับความต้องการของหัวใจ

“หัวใจคุณอาจจะหยุดเต้นจริงๆ ก็ได้ ถ้าผมไม่ดึงคุณเข้ามาในนี้” ฮันซองพูดพลางยกมือขึ้นดันไหล่กว้างเบาๆ ให้ขยับออกห่าง เขาเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาคม “อยากตายหรือไงถึงได้ลักลอบเข้ามาในบ้านผม”

ผ้าเช็ดตัวถูกยื่นให้อีกครั้ง ซึงกิลรับมาเช็ดศีรษะแต่โดยดี แต่เขายังไม่ยอมผละจากร่างบางง่ายๆ เขาจับข้อมือของฮันซองให้ขยับลงมานั่งที่โซฟาปลายเตียงข้างกัน

มือหนึ่งเช็ดผม สายตาจับจ้องใบหน้าขาวจัด ขณะเอ่ย “ผมทนรอคุณอยู่เฉยๆ ต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ...ลีฮันซอง ผมรู้ว่ามันฟังดูงี่เง่า แต่ได้โปรดเชื่อเถอะว่าผมหยุดคิดเรื่องของคุณไม่ได้เลยสักวินาที” เสียงของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ทำให้หัวใจคนฟังรู้สึกหนักหน่วง “...ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันวันนั้น ผมไม่อาจลืมคุณได้เลย”

วันแรกงั้นหรือ? ...วันแรกที่ว่านี้มันเมื่อไหร่กันล่ะ สองอาทิตย์ที่แล้ว หรือ สองปีที่แล้วกันล่ะ

ฮันซองกำลังคิด คิดว่าพระเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับเขาอย่างนั้นหรือ โคซึงกิลคนนี้ถึงได้มีความคล้ายคลึงกับอเล็กซ์จนแทบจะแยกไม่ออก แทบจะเป็นคนคนเดียวกัน จะเป็นไปได้ไหมว่าโคซึงกิลคือคนคนนั้นที่เขาเฝ้าวอนขออยู่ทุกคืนให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในสักวัน ปาฏิหาริย์ที่จะฉุดดึงเขาให้ขึ้นจากบ่อโคลนอีกครั้ง

ฮันซองปล่อยผ้าในมือให้ร่วงลง ทาบฝ่ามือเย็นเฉียบลงบนผิวแก้มสาก พินิจโครงหน้าหล่อเหลาทุกกระเบียดนิ้ว ใบหน้านี้เขาเคยจ้องมองมาแล้วครั้งหนึ่ง และพบว่าไม่มีส่วนต่างใดเลยกับใบหน้าที่อยู่ในความทรงจำนอกไปจากแววตา ทว่าในวันนี้ ดวงตาสีเข้มกลับฉายแววที่แสนคุ้นตา ประกายในดวงตายามจ้องมองมาที่เขา...

...อเล็กซ์

หัวใจสั่นสะท้านส่งผลมาถึงร่างกาย และน้ำเสียง “โคซึงกิล คุณอาจคิดว่าผมง่าย เพียงเพราะคำพูดของคุณ แต่สวรรค์ย่อมรู้ว่าผมพ่ายให้กับคนเพียงคนเดียวอย่างไม่มีเหตุผล...” ฮันซองรู้ว่าเสียงของเขาไม่ได้หนักแน่นอะไรเลย มันสั่นเสียด้วยซ้ำ กระนั้นเขาก็ยังเอ่ยต่อไป ขยับใบหน้าเข้าใกล้ราวกับจะมองให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนัยน์ตารัตติกาล “คุณคงไม่ได้เสี่ยงตายเข้ามาในถิ่นศัตรูเพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าผมอย่างเดียวหรอกนะ?”

 

 

ความร้อนระอุราวกับเปลวไฟปะทุแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างของคนทั้งสอง ลมหายใจร้อนผ่าวของอีกฝ่ายเป็นเหมือนแรงกระตุ้นที่ปลุกอารมณ์ร้ายในส่วนลึกให้ตื่นขึ้น ปลายจมูกของพวกเขาแตะกันผะแผ่ว สายตาสบกัน และทันทีที่ริมฝีปากนุ่มถูกทาบทับแนบสนิท ความสับสนที่มีน้อยนิดก็ปลิวหายไปในเพลิงอารมณ์ที่ลุกโชน

ร่างบางถูกกดลงกลางเตียง เสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวเปียกชื้นถูกเปลื้องออกทีละชิ้นสลับกับการสอดลิ้นกวาดต้อนรสจูบดูดดื่ม ฝ่ามือเล็กเร่งปลดกระดุมคนที่คร่อมอยู่ด้านบน จนในที่สุดแผงอกเปลือยเปล่าแข็งเกร่งปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาหอบหายใจให้กับรสจูบร้อนแรงเมื่อครู่ สายตาพร่าเลือนไล่มองร่างกายสมส่วนที่เห็น ฮันซองลูบไล้มือไปตามสัดส่วนที่เคยคุ้น

ผู้ชายคนนี้คืออเล็กซ์ แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้ความจริงในตอนนี้คือโคซึงกิล เขาจะมองข้ามมันไปก่อนชั่วคราว

ฮันซองเลื่อนมือลงไปแกะกระดุมกางเกงของชายหนุ่ม ปลดมันออกแล้วแตะสัมผัสสัดส่วนแข็งขึงผ่านเนื้อผ้าของชั้นใน เสียงครางกระตุกต่ำๆ ดังอยู่เหนือศีรษะ เขาเอื้อมมือคว้าคอของซึงกิลลงมาประกบจูบเร่าร้อนรุนแรง เบียดกายเข้าหาให้แนบชินกันเท่าที่จะทำได้ บดเบียดทั้งริมฝีปากและร่างกาย แสดงความต้องการในเพศรสอย่างเปิดเผย ควานหาความรื่นรมย์สุขสันต์จากอีกฝ่ายอย่างกระหายอยาก

เรือนร่างบอบบางที่นอนหอบสะท้านอยู่ใต้ร่างนั้นดูยั่วยวนชวนฝันเกิดกว่าจะคิดว่ามันเป็นความจริง ซึงกิลหอบหายใจขาดห้วงอย่างยากจะระงับอารมณ์ดิบเถื่อนเมื่อถูกอีกฝ่ายกระตุ้นเอาจากสัญชาตญาณของเขาซ้ำๆ เขากดริมฝีปากลงกับซอกคอขาว ขยับมือขึ้นลงปลุกเร้าสัดส่วนกลางลำตัวไปพร้อมกับร่างบาง

ความร้อนที่เบียดแนบกันอยู่ในอุ้งมือใหญ่สั่นระริกสู้สัมผัสจนร่างที่ถูกปรนเปรอบิดกายน้อยๆ ตามแรงกระตุ้น ซึงกิลเองก็สั่นสะท้านไปทั้งกายเช่นกัน เขาเงยหน้าจากซอกคอหอมแล้วกดประทับจูบรุ่มร้อนบดเบียดกลีบปากบางหนักหน่วง ขบกัดริมฝีปากนุ่มจนแตกอย่างไม่อาจห้ามใจ

“อึก...” เสียงหวานครางลึกในลำคอเมื่ออารมณ์ถูกกระตุ้นจนใกล้จะถึงที่สุด ดวงตาคู่สวยพราวระยับไปด้วยน้ำตาและห้วงอารมณ์หฤหรรษ์ ฮันซองรู้สึกว่าภายในท้องกำลังปั่นป่วน ความต้องการกำลังเรียกร้องอย่างน่าละอาย

ความต้องการที่แสดงออกทั้งจากสายตาและร่างกายของฮันซองบอกชัดให้ซึงกิลรับรู้ได้โดยง่าย เขาเองก็ทนเก็บกดอารมณ์ต่อไปอีกไม่ไหวแล้วเช่นกัน เขาผละมือออกจากส่วนนั้นของตัวเองและของร่างบาง เงยหน้ามองไปรอบห้องก่อนจะผลุดลุกออกไปคว้าขวดโลชั่นจากโต๊ะหน้าห้องน้ำ

ท่อนขาขาวถูกจับแยกกว้าง ก่อนหมอนใบใหญ่จะถูกสอดรองรับใต้สะโพก เนื้อครีมสีขาวถูกป้ายหมุนวนไปรอบช่องทางที่บีบรัดตัวแน่นราวกับล่วงรู้ว่ากำลังจะถูกล่วงล้ำ

“พอ...ฮึก ไม่ไหวแล้ว....” ฮันซองเอื้อมมือจับข้อมือใหญ่ ส่งสายตาเว้าวอนร้องขอ

“คุณจะเจ็บ...” ซึงกิลรู้ดีว่าตอนนี้พวกเขากำลังทรมานกับกามารมณ์มากแค่ไหน แต่เขาไม่อยากทรมานร่างกายของอีกฝ่ายเลยถ้าเป็นไปได้

“ไม่เป็นไร ...เข้ามา”

ปลายนิ้วถูกถอนออกจากส่วนเร้นลับ ซึงกิลแทรกกายเข้าไปในร่างอ่อนยวบของฮันซองเชื่องช้า ค่อยๆ ขยับเข้าไปทีละนิดพร้อมๆ กับเสียงหวานที่ร้องครางอย่างเจ็บปวดทว่าเป็นความเจ็บปวดที่เต็มไปด้วยความเกษมสันต์ กระทั่งฮันซองรับของเขาเอาไว้ได้ทั้งหมด

ซึงกิลโน้มกายลงหาร่างบางที่ในเวลานี้เนื้อตัวแดงระเรื่อไปแทบทุกส่วน เขาก้มลงมอบจูบอ่อนหวานนุ่มนวลให้ เกี่ยวพันปลายลิ้นหวานล้ำเยียวยาความเจ็บจากส่วนล่างที่กำลังลุกลามคนร่างบางไปทั้งกาย ก่อนจะขยับสะโพกออกช้าๆ แล้วดันกลับเข้าไปใหม่

“อ๊ะ....อา....” ฮันซองกำผ้าปูที่นอนแน่น แหงนหน้าครางเสียงสูง

ร่างสูงค่อยๆ ขยับกายอีกครั้ง คราวนี้ฮันซองไม่ได้เกร็งเหมือนในตอนแรก ร่างบางกำลังผ่อนคลายลงจากการจูบของเขา มือใหญ่เอื้อมจับให้ท่อนแขนเล็กพาดคล้องลงมาที่ไหล่ของเขา กระซิบบอกให้จิกหลังเขาได้เต็มที่ เพราะเขาจะรู้สึกดีกว่าถ้าได้เจ็บปวดและรับความสุขไปพร้อมกับอีกคน

ซึงกิลแทบบ้า เขากำลังจะเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ เขารู้ตัว ร่างกายของลีฮันซองมีอิทธิพลต่อเขามากเหลือเกิน เขาไม่เคยมีเซ็กส์ที่ให้ทั้งความทรมานและความสุขอย่างนี้มาก่อนเลย

ไม่ใช่...

เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของชายหนุ่ม เขาเคยรู้จักความสุขนี้มาก่อน เคยได้ลิ้มลองมันมาแล้วอย่างแน่นอน จิตใต้สำนึกและร่างกายร่ำร้องบอกอย่างนั้น ร่างกายที่ได้ทาบทับอยู่นี้เคยเป็นของเขามาก่อน

ลีฮันซองเคยเป็นของเขา

“...อเล็กซ์...อเล็กซ์....”

เสียงหวานที่ครางเรียกชื่อใครบางคนเรียกสติของซึงกิลให้กลับมามองใบหน้าสวยอีกครั้ง ความสับสนพลันก่อตัวขึ้น พร้อมคำถามที่วิ่งเข้ามาในความคิด

...เขาเคยเจอลีฮันซองมาก่อนหรือเปล่า?

ถ้าหากความจริงแล้วอเล็กซ์ที่ลีฮันซองพูดถึงคือตัวเขาล่ะ ถ้าเกิดว่าความทรงจำของเขาที่หายไปคือลีฮันซองคนนี้ล่ะ ...มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขากันแน่

ลึกสุดใจที่ยากจะค้นหา เมื่อคิดว่าลีฮันซองอาจเคยเป็นคนของเขามาก่อน อารมณ์ที่มีมากอยู่แล้วกลับยิ่งพลุ่งพล่านมากขึ้นไปอีกเท่าตัว ราวกับสลักที่รอคอยการปลดออกมาแสนนาน

ซึงกิลโน้มกายลง สอดแขนกอดรอบแผ่นหลังบาง อุ้มร่างอ่อนปวกเปียกขึ้นมานั่งซ้อน ขยับสะโพกบดเบียด พรมจูบทั่วผิวแก้มชื้นเหงื่อ โอบกอดลีฮันซองเอาไว้ในวงแขนอย่างหวงแหนราวกับกลัวว่าจะมีใครพรากคนคนนี้ไปจากเขา ทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า แต่เขารู้สึก ...แค่รู้สึก ว่าเขาไม่อาจปล่อยให้คนคนนี้จากเขาไปได้...อีกครั้ง

เสียงสายฝนยังคงดังอยู่ภายนอก แสงสว่างวาบจากความพิโรธของคนบนฟ้าส่องทาบทับร่างสองร่างบนเตียงให้เงาทอดลงบนกำแพงเบื้องหลัง เสียงหอบหายใจคล้ายจะขาดใจเสียให้ได้ดังสะท้อนกลับไปกลับมาในห้อง เสียงเนื้อแนบเนื้อ เสียงเหนอะหนะ และเสียงอะไรต่อมิอะไรกำลังกลบประสาทการรับรู้ของพวกเขาให้ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริงไปจนหมดสิ้น

หากนี่เป็นความฝัน ก็ขออย่าให้ตื่นขึ้นมาอีกเลย

 

 

เกือบตีสองแล้วตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่งในห้อง ซึงกิลอ้อยอิ่งอยู่กับจูบของคนในวงแขนจนเสียงโทรศัพท์ดับไป แล้วดังใหม่อีกครั้ง

“คุณน่าจะรับโทรศัพท์นะ” ฮันซองยกมือขึ้นแตะริมฝีปากหยักเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะโน้มจูบลงมาอีก

ข้อมือเล็กถูกจับไว้ จูบหนักๆ กดลงกลางฝ่ามือทีหนึ่ง ก่อนร่างสูงจะยอมลุกจากเตียงไปเดินหาที่มาของเสียง ซึงกิลพบว่ากางเกงของเขาตกอยู่แถวโซฟาปลายเตียง เขาหยิบมันขึ้นมาล้วงหาโทรศัพท์มือถือ ที่แม้ว่าจะเปียกฝนแต่ก็กันน้ำได้สมราคา เบอร์ที่โชว์อยู่ทำให้ต้องถอนหายใจ เขากดรับพลางเดินกลับไปนั่งบนเตียง

“ขอเวลาอีกยี่สิบนาทีแล้วฉันจะรีบกลับไป” ซึงกิลต่อรอง ซึ่งดูเหมือนปลายสายจะยินยอม

ฮันซองนั่งพิงหัวเตียง ผ้าห่มพาดอยู่บนเข่าที่ยกตั้งขึ้นมากอด เขาเอียงศีรษะมองอิริยาบถของร่างสูง

ซึงกิลก้มลงเกี่ยวบ็อกเซอร์ข้างเตียงขึ้นสวม ตามด้วยกางเกง ก่อนยัดโทรศัพท์กลับเข้าไปในกระเป๋า แล้วค่อยทิ้งตัวลงนั่งเสยผม หันมองร่างบางเจ้าของเตียง

“ผมจะได้เจอคุณอีกเมื่อไหร่”

ริมฝีปากอิ่มระบายยิ้ม “นั่นขึ้นอยู่กับว่าคุณสำคัญแค่ไหน” ฮันซองยกท่อนแขนขึ้นเท้าคางกับเข่า “บอกผมสิโคซึงกิล คุณกับอเล็กซ์เป็นคนเดียวกันหรือเปล่า”

“ผมไม่รู้ ...ไม่แน่ใจ” ซึงกิลตอบตามสัตย์จริง เขาไม่รู้ และไม่แน่ใจ เขาอาจจะใช่ หรือไม่ใช่ อเล็กซ์คนนั้น “ผมเสียความทรงจำเมื่อสองปีก่อนเพราะอุบัติเหตุ...”

“ทางรถยนต์?” ฮันซองต่อประโยค อะไรบางอย่างภายในอกกำลังบิดมวนจนหายใจไม่สะดวกนัก

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “ใช่ ผมจำได้แค่ว่าผมมีแพลนกลับมาอยู่กับครอบครัวที่เกาหลีหลังเรียนจบ ทุกคนบอกว่าผมอยู่แต่ที่บ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหน จนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้น” เขาเริ่มจะปวดหัวขึ้นมาแล้ว “ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ กับความทรงจำสุดท้ายของผม มีระยะเวลาประมาณสองเดือน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสองเดือนนั้นหายไป และผมไม่รู้ว่าจะเรียกมันกลับคืนมาได้หรือเปล่า”

ท่าทางกุมขมับของชายหนุ่มทำให้ฮันซองขยับเข้ามาใกล้ มือเล็กแตะลงบนไหล่กว้าง จับแก้มสากให้หันมามอง

“โคซึงกิล ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่คำแรก ประโยคแรก ที่อเล็กซ์พูดกับผมเมื่อสองปีก่อนตอนที่เราได้เจอกันบนทางลาดเขาที่มีแต่หิมะสีขาวโพลน คือประโยคที่ว่า ‘หัวใจ เหมือนจะหยุดเต้นเลย’ ...” ฮันซองหัวเราะออกมาเบาๆ “น่าขำไหม จู่ๆ ก็เดินลงมาจากรถ พอเห็นหน้าผมก็พูดแบบนั้นออกมา...”

“ฮันซอง...” เสียงทุ้มครางเมื่อเห็นน้ำตาไหลออกมาจากหางตาของคนที่ยังยิ้มหัวเราะ เขาใช้ปลายนิ้วปาดให้เบาๆ

“โคซึงกิล ถ้าคุณคืออเล็กซ์จริงๆ ต่อให้จำอะไรไม่ได้ผมก็ไม่สน ตราบใดที่คุณยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้จากไปไหนก็พอแล้ว”

ซึงกิลรวบมือฮันซองมากอบกุม “ความจริงจะเป็นอย่างไรผมก็ไม่สนเช่นกัน ผมรู้แค่ว่าต้องเป็นคุณเท่านั้น วินาทีแรกที่ผมเห็นคุณ คุณไม่เหมือนใคร เป็นเพียงคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกถึงเสียงเต้นของหัวใจตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาจากการนอนหลับที่แสนยาวนาน”

ฮันซองเงยหน้าขึ้น หลับตาลงยามจุมพิตแนบลงมาเชื่องช้า เขาตอบรับจูบของซึงกิลอย่างเต็มใจ ก่อนจะผละออกแล้วยิ้มอย่างฝืดฝืน

“ปรากฏว่าคนรักของผมคือฮันโฮจูยอง”

“ผมจะเป็นแค่โคซึงกิลเพื่อคุณ” มือใหญ่เกลี่ยผิวแก้มเนียนเบาๆ

“ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก คุณเองก็รู้” ศีรษะเล็กเอียงเข้าหาสัมผัสอุ่น “...ผมรู้แล้วว่าทำไมคุณถึงไม่บอกชื่อจริงกับผมเมื่อสองปีก่อน คุณรู้อยู่แล้วว่าผมคือใคร คงมีใครสักคนพูดเรื่องผมให้คุณฟัง”

ร่างสูงยกยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร ผมก็ยังเลือกที่จะเข้าหาคุณใช่ไหม” ปลายนิ้วของเขาหยุดลงที่ริมฝีปากสีสด “เหมือนกับตอนนี้ รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควร ใจผมก็ยังต้องเสน่ห์ชินฮวาซองฮา”

สายตาที่ได้สบประสานในวันนี้ ตอนนี้ ราวกับกำลังกระชากห้วงเวลาในอดีตกลับมาซ้อนทับ ฮันซองจำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะความรู้สึกหรือสัมผัส ทว่าโคซึงกิลคงไม่หลงเหลือความทรงจำแสนมีค่าพวกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ฮันซองไม่รู้ว่าเขาดีใจหรือเสียใจที่เรื่องเป็นอย่างนี้ แต่อย่างน้อย อเล็กซ์ก็ไม่ได้ตายจากเขาไปตลอดกาล

“ผมยังไม่อยากเห็นคุณหัวใจหยุดเต้นตอนนี้ ผมว่าคุณน่าจะกลับไปได้แล้วนะ ก่อนที่ใครจะมาเห็น” ฮันซองปัดเรื่องความทรงจำของซึงกิลทิ้งไป ไม่สำคัญอะไรนักหรอกเมื่อเทียบกับการมีตัวตนอยู่ของโคซึงกิลในเวลานี้

ร่างสูงพยักหน้ารับ เขามองออกไปยังหน้าต่างที่ฝนยังคงสาดกระทบไม่หยุด “ยังไงคืนนี้ผมก็ต้องจากคุณอยู่ดีสินะ”

“วันนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลกเสียหน่อย” ฮันซองเลิกผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นก้มเก็บเสื้อผ้าของตนเองโยนไปยังตะกร้า เปิดตู้เสื้อผ้าหาชุดใหม่สวม

ซึงกิลคว้าเสื้อที่พาดอยู่ปลายเตียง “แค่ห่างกันไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ล้วนทรมานผมทั้งนั้น”

เรียวคิ้วบางเลิกขึ้น เขาเพิ่งสวมกางเกงผ้ายืดสีเดียวกับเสื้อเสร็จตอนเดินไปยืนตรงหน้าร่างสูง “สองปีของผม กับไม่กี่วันของคุณ ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่เลยว่าไหม”

“ฮันซองอ่า...”

เจ้าของชื่อเดินเข้าไปใกล้คนที่นั่งอยู่ที่โซฟาปลายเตียง “ว่าแต่คุณเข้ามาที่บ้านผมได้ยังไง?”

ซึงกิลโอบเอวเล็กลงมาให้นั่งตัก “ผมก็ปีนกำแพงเข้ามาน่ะสิ”

เรียวคิวบางเลิกขึ้นเล็กน้อย “กำแพงสูงสามเมตรเนี่ยนะ?”

“อืม ดีนะที่บ้านคุณปลูกพุ่มไม้ไว้ข้างกำแพง ไม่งั้นผมคงโดดลงมาขาหักแน่ๆ”

ร่างบางคิดตามแล้วเผลอขำออกมา ทำเอาใจคนมองไหววูบ สองแขนกอดกระชับร่างนั้นให้แน่นขึ้นอีกนิด สายตาสบประสานกันในความเงียบ

ต้องมีความต้องการแค่ไหนกัน คนคนหนึ่งถึงยอมเสี่ยงตายได้ขนาดนี้ ฮันซองรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาในอก แล้วในวินาทีต่อมาก็รู้สึกกังวลอย่างที่สุด โคซึงกิลกล้าบ้าบิ่นเกินไปจริงๆ นั่นแหละ

“คุณรีบกลับไปก่อนดีกว่า ไว้ผมจะโทรหาคุณทีหลัง”

“แต่ถ้าคุณเงียบหายไปเหมือนที่ผ่านมาล่ะ” ชายหนุ่มอิดออดไม่ยอมง่ายๆ

ฮันซองไล้ปลายนิ้วเล่นไปบนใบหน้าหล่อเหลา “ก่อนหน้านี้ผมมีหลายสิ่งต้องคิด แล้วคุณเองก็เป็นฮันโฮจูยอง ผมแทบไม่รู้จักคุณเลย” ฮันซองจูบซึงกิลครั้งหนึ่ง “แต่เห็นชัดแล้วว่าไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีกแล้ว”

ซึงกิลแนบหน้าลงกับอกแบบบาง “ผมหลงคุณจนโงหัวไม่ขึ้นเลยจริงๆ ลีฮันซอง”

เสียงหวานหัวเราะออกมาเบาๆ สอดแขนกอดตอบ

“ผมก็เหมือนกัน”



********************



ปาร์คจงชินเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าตนเองกำลังแทรกซึมเข้าไปในชินฮวาซองฮามากขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว แม้จะต้องเสียเวลามากกว่านี้ เขาก็คิดว่ามันคุ้มค่ามากเกินพอ

ความลับเล็กๆ น้อยๆ และการไว้เนื้อเชื่อใจถือเป็นพื้นฐานของการแฝงตัว ดังนั้นคำร้องขอของเจ้านายคนสวยจึงเป็นเหมือนหมากชิ้นหนึ่งที่เขายินดีจะช่วยอย่างเต็มใจ

แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นโคซึงกิล ทายาทฮันโฮจูยองมาอยู่ในรังศัตรูอย่างนี้

จงชินรับคำสั่งมาจากฮันซองว่าให้พาโคซึงกิลออกไปจากบ้านโดยไม่ให้ใครจับได้ โชคดีที่เป็นกลางดึก ภายในบ้านจึงไม่มีใครเดินเพ่นพ่าน เขาพาโคซึงกิลออกทางประตูหลัง แล้วตรงไปยังรถส่วนตัวของลีฮันซอง สายฝนที่ยังตกลงมาไม่หยุดช่วยกลบเสียงและการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้มากพอสมควร

บอดี้การ์ดหนุ่มขับรถออกจากซอยเพื่ออ้อมไปด้านหลังอีกซอยซึ่งเป็นบ้านของแบจียุน

“ขอบคุณมาก”

จงชินก้มศีรษะรับคำนั้นเงียบๆ ก่อนหย่อนตัวเองลงกับเบาะ เขามองไล่หลังโคซึงกิลที่เดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่อยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยสตาร์ทรถ

ตอนแรกที่คิดจะทำงานนี้ เขาก็คิดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องได้เจอเรื่องแปลกๆ แน่ แต่เท่าที่ทำมาเพิ่งจะเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกที่สุด ชินฮวาซองฮากับฮันโฮจูยอง แปลกเสียยิ่งกว่างานที่เขาไปทำกับลีฮันซองเสียอีก

“นายไปไหนมา” เสียงเล็กดังขึ้นที่โถงทางเดิน จงชินหมุนตัวไปมองแล้วพบคนตัวเล็กยืนกอดอกอยู่

“แถวๆ นี้” ตอบพลางยักไหล่

“อย่ามากวนประสาท เมื่อกี้ผมเห็นมีคนนั่งรถไปกับคุณด้วย คุณแอบพาใครเข้ามาในบ้าน” ร่างเล็กเชิดหน้าขึ้นพยายามจับผิด

จงชินยกยิ้มให้กับท่าทางวางก้ามเล็กๆ ชวนมอง เขาเดินไปประชิดลูกชายคนรองของบ้านจนฝ่ายนั้นต้องก้าวถอยหลังไปจนติดกำแพง มือใหญ่เท้าลงกับผนัง ก้มหน้าลงใกล้

“ดูคุณจะว่างจับผิดคนอื่นเหลือเกินนะครับ คุณลีแฮอิน”

“ก็คนอย่างนายมันไว้ใจได้ที่ไหน” เสียงที่เอ่ยนั้นสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังแข็งกร้าวเท่าที่จะทำได้

คิ้วเข้มเลิกขึ้น “งั้นหรือครับ น่าผิดหวังจัง”

“ผมไม่ตลกด้วยหรอกนะ จะตอบดีๆ หรือเปล่า”

“ถ้าไม่ล่ะ?”

“ผมก็จะฟ้องคุณพ่อ”

เสียงทุ้มหัวเราะต่ำ แฮอินนึกโทษสายฝนกับเสียงฟ้าร้องครืนที่ทำให้ร่างสูงตรงหน้าดูน่ากลัวกว่าที่ควรจะเป็น

“คุณท่านไม่ฟังคำพูดของเด็กหรอกครับ อีกอย่าง ถ้าคุณยังห่วงพี่ชายคนสวยอยู่ล่ะก็ ผมว่าคุณอย่ายุ่งกับเรื่องนี้เสียดีกว่า”

แววตาใสฉายประกาย “พี่ฮันซองรู้เรื่องนี้เหรอ”

“คิดว่าไงล่ะ”

แฮอินเม้มปากแน่น แม้ใจจะสั่นรัวกับระยะที่ใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้ากลมเสหันข้างหลบแววตาดุดัน “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังไงผมก็จะจับตาดูคุณอยู่ดี ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม”

จงชินนึกสนุก เขาจับปลายคางเล็กให้หันมาสบตา “ผมควรจะกลัวไหม” เขาโครงศีรษะเล็กน้อย “หรือควรจะไปให้ห่างคุณดี หึๆ ไม่เอาน่าลีแฮอิน คุณน่ะทำอะไรไม่ได้หรอก อย่าเสียแรงเปล่าเลย”

“ผมทำอะไรได้หรือไม่ได้มันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสิน”

“งั้นหรือ” รอยยิ้มร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจงชิน “ลองซ้อมดูสักหน่อยไหมล่ะ” จบคำพูด แรงกดจูบที่ไม่มีความปราณีก็ถูกแนบลงมาปิดกั้นลมหายใจ

แฮอินดิ้นทันที เขาทุบมือลงกับอกกว้าง พยายามผลักให้ออกห่าง แต่ดูเหมือนจะไร้ผล และยิ่งเสียเปรียบเมื่อมือทั้งสองข้างถูกรวบติดผนังเหนือศีรษะทั้งสองข้าง

ปลายลิ้นร้อนถือวิสาสะรุกรานอย่างหยาบโลน กลืนเสียงร้องแหบหวานลงไปจนหมด ก่อนจะถอนจูบออกเชื่องช้า จงชินเลียมุมปากตัวเองอย่างต้องการยั่วอารมณ์คนตัวเล็ก

“ต้องฝึกอีกเยอะเลยนะ ลีแฮอิน” ปลายจมูกโด่งขยับเข้าแนบใบหูเล็ก แฮอินพยายามเอี่ยวคอหนี ทว่าเสียงทุ้มก็ตามมากระซิบไปถึงโสตประสาต “...ผมหมายถึงเรื่องจูบนะ” ก่อนจะปล่อยมือเล็กให้เป็นอิสระ แล้วหมุนตัวเดินจากไปในโถงที่มีแสงสลัวตรงไปยังห้องพักของพี่ชาย

แฮอินกำหมัดแน่น อย่าว่าแต่ทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น โกรธจนควันออกหูเป็นยังไงเพิ่งรู้สึกก็วันนี้เอง

ปาร์คจงชิน ตัวปัญหา แถมยังเจ้าเล่ห์ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเข้ามาทำอะไรในบ้านของเขากันแน่!


********************

TBC

Up