Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 07

 

 

หลายครั้งที่แฮอินอยากเอ่ยถามซูโรเรื่องของงานที่ให้พี่ฮันซองทำ แต่เขาก็ได้แค่อ้าปากงับลมเปล่าไปเสียทุกครั้ง เหตุก็เพราะจังหวะจะถามทีไร เป็นต้องมีใครแทรก หรืออีกฝ่ายพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าการทำให้ผู้เป็นพ่ออารมณ์เสียนั้นเป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาหรือใครจะทำ หากไม่นับพี่ฮันซองล่ะก็นะ แต่วันนี้แฮอินตัดสินใจแล้วว่าจะต้องถามให้ได้

แฮอินรู้ดีว่าครอบครัวเขาไม่ได้ประกอบธุรกิจสุจริตไปเสียทุกอย่าง จริงอยู่ว่าก่อนจะมาถึงรุ่นลีซูโร ชินฮวาซองฮาคือกลุ่มธุรกิจโปร่งใส แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างเปลี่ยนไป อำนาจสำคัญเหนือสิ่งอื่น โดยเฉพาะเรื่องเงินทองที่ลีซูโรกระหายอยากจนน่ากลัว การขวนขวายให้ได้มาครองจึงเป็นตัวกำหนดเส้นทางของชินฮวาซองฮา และเพราะอย่างนั้นเองเขาถึงอยากรู้ว่าพ่อให้งานอะไรพี่ฮันซองทำ แล้วยังต้องออกไปทำกับปาร์คจงชินคนน่าสงสัยคนนั้นด้วย

ยิ่งคิดแฮอินก็ยิ่งอยากรู้ การระวังตัวไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ควรทำ ปาร์คจงชินคนนั้นต้องมีเบื้องหลังอะไรแน่ เขารู้สึกอย่างนั้น

“สินค้าตัวนี้ยังต้องปรับปรุง บอกให้ฝ่ายผลิตตามเรื่องที่สาขาใหญ่ภายในเดือนนี้” แฟ้มหนาหนักที่เพิ่งส่งให้ถูกยื่นกลับมา “...มีอะไรหรือเปล่า?”

“เอ่อ...คือพ่อครับ ผมอยากทราบว่างานที่พี่ฮันซองกำลังทำอยู่ช่วงนี้ เป็นงานอะไรครับ?” ทันทีที่ถามออกไป สีหน้าของซูโรก็เปลี่ยนเป็นเรียบตึงอย่างที่แฮอินคิด ...ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับลีฮันซอง พ่อจะเป็นแบบนี้เสมอ

“แกจะรู้ไปทำไม ไม่จำเป็น ทำงานของแกไปซะ”

“แต่ผมไม่ไว้ใจบอดี้การ์ดคนนั้นนะครับ” แฮอินไม่ยอมปล่อยโอกาส เขารีบพูดต่อ “ถ้าหากงานที่พี่ฮันซองทำเป็นเรื่องที่อันตราย แล้วพ่อจะไว้ใจคนนอกอย่างปาร์คจงชินได้ยังไง”

“ปาร์คจงชินถูกส่งมาจากคนที่ไว้ใจได้ และแน่นอนว่าต้องเก่งมากพอที่จะทำงานนี้ แกอย่ามาห่วงเรื่องไร้สาระนี้เลย ฉันจัดการแบ่งหน้าที่ให้พวกแกแล้วก็ทำตามนั้นไปซะ”

“แต่ว่า...”

“ลีแฮอิน ฉันจะบอกเป็นครั้งสุดท้าย ทำตามที่ฉันสั่ง และถ้าแกยังเห็นฉันเป็นพ่อของแกอยู่ล่ะก็ เลิกพูดถึงพี่ชายแกต่อหน้าฉันเสียที ฉันไม่อยากได้ยินอะไรเกี่ยวกับมันทั้งนั้น เข้าใจแล้วก็ออกไปซะ”

บทสนทนาถูกตัดเพียงเท่านั้น แฮอินก้มหัวให้ผู้เป็นพ่อ ก่อนเดินออกมาจากห้องด้วยความรู้สึกที่ยังขุ่นมัว เขาชินกับการที่พ่อทำเหมือนพี่ฮันซองไม่มีตัวตนมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไม เพราะอะไร แทนที่ลีซูโรจะดีกับลีฮันซองมากกว่าเขาที่เก็บมาเลี้ยงแท้ๆ แต่กลายเป็นเขาเสียเองที่พ่อให้ความสำคัญมากกว่า

ตอนยังเด็กเขารู้สึกดีใจที่ได้เข้ามาในบ้านที่มีพ่อแม่อยู่พร้อมหน้า แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ลูกของเจ้าของบ้านจริงๆ ก็ตาม ซ้ำเขายังมีพี่ชายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนด้วย เป็นครอบครัวในฝันที่เขาอยากมีมาตลอด ทว่าความจริงที่ได้รู้ในเวลาอันสั้นก็คือ พี่ชายคนสวยของเขาคนนี้ไม่ชอบเขาเอาเสียเลย ไม่ว่าเขาจะอยากสนิทด้วยแค่ไหนก็ดูเหมือนจะยิ่งกีดกันตีตัวออกห่างจากเขาเสมอ แรกๆ เขาคิดว่าเพราะเขาเข้ามาทีหลังอาจทำให้พี่ชายไม่ชอบหน้า แต่มาตอนนี้ เมื่อเขาโตขึ้น อะไรหลายสิ่งก็บอกกับเขาว่าเพราะพ่อและแม่เป็นอย่างนี้ พี่ชายถึงชังเขานัก แล้วแบบนี้ เขาจะมีความสุขกับครอบครัวที่มีพร้อมหน้าได้ยังไง ในเมื่อพี่ชายของเขาไม่มีความสุขอยู่อย่างนี้

...สำหรับเขาแล้ว แฮอินคิดว่าการได้มาอยู่ที่บ้านหลังนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด อย่างน้อยที่นี่ก็ดีกว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ตนเคยอยู่ เพราะฉะนั้นเขาถึงตั้งมั่นในใจไว้ว่า แม้ว่าพี่ชายจะเกลียดเขาแค่ไหน เขาก็จะไม่โกรธและไม่ถือสาแม้แต่เรื่องเดียว

แฮอินออกมาเดินเล่นที่สวนหน้าบ้านเมื่อเคลียร์งานเสร็จในช่วงเย็น เขายังคงครุ่นคิดถึงเรื่องบอดี้การ์ดของพี่ชาย ในวันนั้นที่ได้เจอปาร์คจงชินครั้งแรก แฮอินแน่ใจเลยว่าหมอนั่นต้องเป็นพวกนักเลงหรือเจ้าพ่ออะไรสักอย่างแน่ จะมีใครที่ไหนสั่งซ้อมคนจนปางตายได้หน้าตาเฉยกัน ซ้ำยังมีลูกน้องอีกเป็นโขยง ท่าทางก็ดูน่าสงสัย คนที่ดูจะเป็นผู้นำคนนั้นจะมาเป็นบอดี้การ์ดรับใช้คนอื่นได้ยังไง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

ปาร์คจงชินต้องมีแผนอะไรอยู่แน่

“อ่ะ”

แฮอินหยุดเดินเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นคนในความคิดเพิ่งก้าวลงมาจากรถที่เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้าน ร่างสูงในชุดสูทสีดำเดินอ้อมรถมาอีกฝั่งเพื่อเปิดประตูให้กับพี่ชาย ในตอนนั้น แฮอินรู้สึกประหลาดกับอะไรบางอย่างที่แล่นผ่ากลางอกยามที่เห็นพี่ชายเสียการทรงตัวจนต้องซบร่างสูงให้ช่วยประคอง เรียวคิ้วบางขมวดมุ่นกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นของตัวเองเพียงไม่นาน แล้วเจ้าตัวก็สะบัดหน้าปัดเรื่องกวนใจนั้นทิ้งไป ก่อนก้าวฉับๆ ตัดพุ่มไม้ไปยังคนทั้งคู่

“พี่ฮันซองเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” มือเล็กถือวิสาสะปัดมือใหญ่ออกแล้วเป็นฝ่ายโอบไหล่พี่ชายที่ตัวสูงกว่าตนเล็กน้อย หากแต่ความผอมบางก็ทำให้ร่างเล็กมีแรงพอจะพยุงพี่ชาย

“นี่ คุณพาพี่ฮันซองไปไหนมา ทำไมถึงเป็นอย่างนี้”

“แทนที่คุณจะมาถาม ผมว่ารีบพาพี่ชายคุณเข้าข้างในก่อนเถอะ” จงชินตอบคล้ายไม่เห็นคนตัวเล็กเป็นเจ้านายคนหนึ่ง “แล้วก่อนที่พวกคุณจะล้มกันไปทั้งคู่ ส่งพี่ชายของคุณให้ผมเถอะครับ”

เป็นจริงอย่างที่จงชินว่า แม้แฮอินจะมีแรงพอพยุงพี่ชาย แต่นั่นก็ทำให้เจ้าตัวถึงกับมือสั่นตัวเอียงจนน่ากลัวว่าจะล้มลงไปไม่วินาทีใดก็วินาทีหนึ่ง

ดวงหน้าขาวขึ้นสีจัด ริมฝีปากบางเหยียดยื่นเล็กน้อยก่อนจำใจปล่อยให้ร่างสูงประคองพี่ชายที่ใกล้จะหมดสติอยู่รอมร่อพาเข้าบ้านไป

“พี่ฮันซองเป็นแบบนี้ได้ยังไง”

หลังจากช่วยฮโยอึนเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดตัวพี่ชายเสร็จแล้ว แฮอินก็ยิงคำถามทันที ดวงหน้ากลมหันไปค้อนขวับใส่ชายหนุ่มที่ยืนเก็กจนน่าหมั่นไส้ในความคิดของแฮอิน

“แล้วคุณเป็นบอดี้การ์ดประสาอะไร ทำไมปล่อยให้พี่ฮันซองเป็นอย่างนี้ ไม่ได้เรื่อง!!”

ขณะที่แฮอินรอคำตอบด้วยการจ้องหน้าจงชินเขม็ง แม่บ้านฮโยอึนที่กำลังเก็บอุปกรณ์เช็ดตัวอยู่ที่มุมห้องก็สังเกตเห็นคุณหนูคนโตของเธอส่งสายตาบางอย่างให้การ์ดของตน

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่หน้ามืดเฉยๆ ” ฮันซองเป็นฝ่ายตอบ

คนตัวเล็กหันกลับมาหาดวงหน้าขาวที่ติดไปทางซีดเซียว ตั้งท่าจะเอ่ยต่อแต่ถูกคนเป็นพี่ขัด

“นายออกไปได้ไหมแฮอิน วันนี้ฉันเหนื่อยมาก อยากนอน”

คำพูดตัดรอนไม่สนใจความห่วงใยที่มีให้ทำให้แฮอินเจ็บเล็กๆ แต่เขาก็ไม่ตำหนิการกระทำนั้นของพี่ชายสักนิด ร่างเล็กยอมลุกจากเตียง

“งั้นพี่ฮันซองนอนพักเยอะๆ นะครับ” บอกแบบนั้นแล้วแฮอินก็เดินออกไป พร้อมกับร่างสูงที่ถูกบอกให้ออกไปด้วยเช่นกัน

เมื่อออกมายังโถงทางเดิน ร่างเล็กก็หมุนขวับไปหาคนที่เดินตามออกมาติดๆ 

“คุณ!” นิ้วชี้ถูกยกขึ้นชี้ใส่ใบหน้าหล่อเหลา “ถ้าพี่ฮันซองเป็นแบบนี้อีกผมเล่นงานคุณแน่”

คนมาดเยอะเพียงเลิกติ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วสามารถสร้างความหมั่นไส้ให้เจ้าของนัยน์ตาเรียวรีได้มากเหลือเกิน

“ดูคุณเป็นห่วงพี่ชายเหลือเกินนะ อืม...ครั้งก่อนก็ทนนั่งรอพี่ชายตั้งนานสองนานนี่นะ”

“ก็ใช่น่ะสิ คุณรู้ไว้เลยนะว่าผมห่วงพี่ฮันซองมาก เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีแผน...”

“แต่ดูพี่ชายคุณจะไม่สนใจความรู้สึกคุณเลยนะ เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนอะไรนี่?”

คำพูดนั้นทิ่มลงกลางใจคนฟังอย่างจัง ดวงหน้าเล็กงอง้ำขึ้นมาทันที

“ถึงผมจะเดือดร้อนมันก็เรื่องของผม ผมห่วงพี่ฮันซอง และถ้าหากมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับพี่ฮันซองเพราะคุณล่ะก็ ผมเล่นงานคุณแน่ ...คุณรู้ไว้แค่นี้ก็พอ”

“น่ากลัวจัง” ปาร์คจงชินยังคงเป็นผู้ชายกวนประสาทไม่ต่างจากครั้งแรกที่เจอ แฮอินรู้ว่าหากตนอารมณ์ขึ้นจนควบคุมไม่ได้ตนเองจะต้องดูโง่เง่าแน่ เขากัดฟันแน่นสะบัดหน้าหนีโดยไม่ต่อคำ ทว่าพอจะก้าวขากลับถูกรั้งท่อนแขนให้ต้องหมุนตัวกลับไปปะทะกายอีกฝ่าย

“คุณจะทำ...”

ปลายนิ้วเรียวแตะริมฝีปากบาง ก่อนดวงหน้าคมเข้มที่แม้แฮอินจะลงความเห็นให้ว่าดูกวนมากกว่าหล่อขยับลงมาใกล้ ก็สามารถสร้างความหวั่นไหวได้มากพอดูกับเสน่ห์ในแววตาคมเข้มคู่นั้น

“ผมขอเตือน สิ่งที่คุณไม่รู้ อย่าพยายามที่จะรู้”

เสียงทุ้มนั้นไม่ดังเลยหากไม่ตั้งใจฟังก็อาจไม่ได้ยิน แฮอินไม่เข้าใจ และได้ถามออกไปตรงๆ 

“คุณหมายความว่ายังไง”

เป็นอีกครั้งที่แฮอินไม่อาจทวงคำตอบจากคนตรงหน้าได้ จงชินปล่อยแขนเล็ก สบตากับแววตาไม่เข้าใจของอีกฝ่ายเพียงครู่ ก่อนหมุนตัวเดินกลับไปยังหน้าห้องของผู้เป็นนาย

แฮอินมองตามร่างสูงไปอย่างไม่เข้าใจ ...ไม่เคยเข้าใจ ยิ่งนานวันเขายิ่งมีแต่ความสงสัยในตัวผู้ชายคนนี้ จะมาดีมาร้ายแฮอินไม่อาจรู้ แต่ที่เขารู้แน่คือปาร์คจงชินมีจุดประสงค์บางอย่างที่มาที่นี่อย่างแน่นอน




********************



ภายในห้องที่มีแสงส่องสลัวพอให้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายว่าใครเป็นใครดูอึดอัดเล็กน้อยเมื่อเจ้าของสถานที่นั่งกุมมือด้วยสีหน้ากังวลอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนภายใต้กรอบแว่นสีดำฉายชัดถึงความกลัวและความวิงวอนร้องขอต่อร่างบางที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“คุณฮันซองครับ ผมว่าทำแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ หากคุณลีซูโรรู้เข้า...”

“คุณไม่พูด ผมไม่พูด พ่อจะรู้ได้ยังไง”

“แต่ผมรู้สึกผิด”

“นั่นก็เป็นเรื่องของคุณ”

“โธ่ คุณฮันซองครับ ผมกลัวจริงๆ ว่าเรื่องจะแตก นี่ก็หลายปีมาแล้วด้วยที่ผมยอมฟังคุณ ถ้านานกว่านี้ผมเกรงว่าแม้แต่บริษัทผมอาจจะไม่พอชดใช้ แต่ชีวิตผมคงดับแน่”

“คุณไม่ต้องกลัวเรื่องนั้นหรอก ถ้าผมหายนั่นแหละที่น่าสงสัย หรือถ้าเรื่องหลุดขึ้นมาผมรับรองว่าคุณจะไม่เดือดร้อน แต่ถ้าคุณขัดผมตอนนี้คุณเดือดร้อนแน่”

ถึงจะได้ยินคำมั่นอย่างนั้น แต่คูฮยองชอลนายจิตแพทย์วัยกลางคนก็ยังไม่อาจวางใจ ถึงลีฮันซองจะรับรองชีวิต แต่ลีซูโรก็ยังมีโอกาสเก็บเขาได้หากล่วงรู้ว่าตนไม่ได้ทำการรักษาลูกชายคนโตของเจ้าตัวมานานกว่าห้าปีแล้ว ที่ผ่านมาทุกครั้งที่เจอคุณฮันซองหนึ่งครั้งต่ออาทิตย์ เขาเพียงแค่จ่ายยาให้อย่างที่เคยทำมาตลอดเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้คุณฮันซองกำลัง ‘ป่วย’ โดยไม่ได้ทำการบำบัดโดยวิธีใดเลย

ฮันซองไม่สนใจความกังวลของหมอประจำตัว เขาหยิบบุหรี่ขึ้นจุด ยกท่อนขาขึ้นไขว่พลางเอนหลังลงกับโซฟาสีน้ำตาลแก่ ดวงตากลมโตคู่สวยเหม่อมองไปยังหน้าต่างที่มีม่านมู่ลี่สีครีมขวางกั้นระหว่างความวุ่นวายภายนอกที่มาพร้อมสายฝนเทกระหน่ำกับห้องสีทะมึนเงียบงัน

ช่วงเวลาการพบจิตแพทย์คือสองชั่วโมง ฮันซองเคยเบื่อกับการรักษาที่ราวกับจะยิ่งทำให้เขาแย่ลงกว่าที่เป็น กระทั้งเมื่อห้าปีก่อนที่เขาบังเอิญรู้ว่านายแพทย์คูฮยองชอลเป็นหนี้การพนันจนไม่อาจชดใช้ได้ เขาจึงยื่นข้อเสนอในการช่วยเหลือเรื่องเงิน กับการที่นายแพทย์คูฮยองชอลจะต้องหยุดรักษาเขาอย่างไม่มีกำหนด หลังจากนั้นเวลาสองชั่วโมงที่แสนน่าเบื่อก็กลายเป็นสองชั่วโมงที่ฮันซองใช้หมดไปด้วยการนั่งสูบบุหรี่เช่นนี้เสมอ

ห้าปีก่อนอาจใช่ที่ฮันซองจะสูบบุหรี่ไปพร้อมกับการปล่อยสมองให้ว่างเปล่า แต่ไม่ใช่หลังจากสองปีมานี้ สองปีที่มีบางอย่างเกิดขึ้นโดยใช้เวลาเพียงสองเดือนที่เปลี่ยนความรู้สึกของเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกครั้ง ไม่ว่าที่ใดและเมื่อไหร่ ฮันซองจะเสียเวลามากเป็นพิเศษเมื่อได้มองบานกระจกหรือหน้าต่าง ...โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นมีไอน้ำเกาะ

 

 

เปรี้ยง!!


สายฟ้าฟาดลงมาเสียงดัง เกิดแสงสว่างวูบหนึ่งที่ย้อมทุกอย่างภายในห้องให้กลายเป็นสีขาวชั่วอึดใจ โดยไร้สาเหตุ คูฮยองชอลมองเสี้ยวหน้าขาวที่สว่างวาบขึ้นมาวูบหนึ่งดวงนั้นอย่างรู้สึกได้ถึงความในใจบางอย่างของคนไข้ที่ตนไม่เคยเข้าถึงมาก่อน แววตาดวงนั้นฉายชัดถึงความอ้างว้าง อาลัย และสุดท้าย...ความเศร้าโศก ...เศร้า อย่างที่คูฮยองชอลคิดไม่ออกว่าเคยเห็นใครมีแววตาที่เศร้าได้ขนาดนี้มาก่อนหรือเปล่า

“คุณฮันซอง ผมขอถามอะไรสักหน่อยได้ไหมครับ”

“ผมบอกคุณไม่ชัดหรือ ว่าผมไม่ต้องการรักษา”

“แค่คำถามธรรมดาครับ ไม่เกี่ยวกับการรักษา”

ดวงตาคู่สวยเพียงเหลือบมองนายแพทย์แวบหนึ่ง ก่อนหันไปจับจ้องที่เดิม

“สำหรับนายแพทย์อย่างคุณ ผมรู้ว่าทุกอย่างสามารถเกี่ยวข้องกับการรักษาได้ ...แต่ถ้าไม่มากไปผมตอบก็ได้”

ได้ยินดังนั้นนายแพทย์คูฮยองชอลก็ไม่รีรอที่จะถาม

“หากจิตใจกับร่างกายไม่อาจสัมพันธ์กัน คุณจะหาผลลัพธ์ด้วยวิธีใด”

ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มน้อยๆ ชวนมอง แม้ว่ากลีบปากทั้งคู่นั้นจะเพิ่งพ่นควันร้ายออกมาเมื่อวินาทีก่อนก็ตาม ดวงหน้าขาวหมดจดไปทุกส่วนหันมองนายแพทย์หนุ่ม เสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอดออกมาจากเรียวปากคู่นั้น

“หึ ...เนี่ยเหรอไม่เกี่ยวกับการรักษา” พูดอย่างนั้นแล้วก็เอื้อมมือกดก้านบุหรี่สั้นกุดลงกับที่เขี่ย “...ไม่ทำอะไร”

“เอ๊ะ?” เรียวคิ้วอีฮยอชอลเลิกขึ้น เขามองร่างบางที่หันกลับไปสนใจบานหน้าต่างซึ่งเต็มไปด้วยไอน้ำจนขึ้นฝ้าไปทั้งบานอีกครั้ง

“ผลลัพธ์ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มี ก็ไม่จำเป็นต้องหา ถ้าบังคับจิตใจไม่ได้ ก็ปล่อยให้มันเป็นไป จนกว่าร่างกายจะรับไม่ไหว ...เท่านั้นทุกอย่างก็จบ คำตอบมันก็อยู่ที่ตรงนั้นแหละ”




หลังจากส่งลีฮันซองที่ทางออกของคลินิก คูฮยองชอลก็ได้แต่มองแผ่นหลังบางที่ยืดตรงอย่างสง่านั้นหายลับไปกับสายฝนที่ตกกระหน่ำ สิ่งที่เขาคิดอยู่ตอนนี้ก่อเกิดความกังวลในใจมากกว่าเมื่อครู่หลายเท่านัก การได้ฟังคำตอบของคนไข้ทำให้เขารู้สึกว่าตนเป็นจิตแพทย์ที่มีบาปหนานัก เห็นผู้ป่วยอยู่ตรงหน้าแต่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซ้ำผู้ป่วยคนนี้ยังเป็นเคสที่ต้องการการรักษามากเสียด้วย

...ไม่ทำอะไร งั้นหรือ? คุณลีฮันซอง คุณรู้ตัวหรือเปล่า ว่าตัวคุณกำลังถูกจิตใจกลืนกินตัวตนไปมากเพียงใดแล้ว คุณกำลังย่างก้าวไปในเส้นทางที่ไร้ทางออกเรื่อยๆ และสักวัน ตัวตนของคุณก็จะหายไปกับความมืดมิดที่คุณเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง



********************



ซึงกิลกำลังต่อสู้กับหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน เขาปวดหัว ปวดมาก ปวดจนอยากจะอ้วกเป็นครั้งที่สาม เลือดกำเดาเขาไหลไม่หยุด กลิ่นคาวเลือดกำลังทำให้เขาหน้ามืด ร่างกายกำลังประท้วงให้หยุดเคลื่อนไหว ความเหนื่อยแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างจนอยากจะเป็นลมมันเสียตรงนี้ แต่เขาก็ยังกัดฟันทน ออกแรงเท่าที่มีปัดป่ายคนอีกคนที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าไม่ยอมถอยให้ออกไปให้พ้นทาง

“หลบไปซังฮยอก!” เสียงทุ้มแหบแห้งนั้นฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการเปล่งเสียงออกมาแต่ละคำ

คนถูกผลักและถูกตะโกนใส่ยังคงยืนนิ่งที่เดิม สองมือของเขาดันไหล่สั่นสะท้านอีกฝ่ายจนล้มลงไปกับเตียงได้ในที่สุด

“เลิกบ้าสักทีซึงกิล! ร่างกายเป็นอย่างนี้ยังจะออกไปไหนอีก!! วันนี้ไปไม่ได้ก็ยังมีอาทิตย์หน้า นายจะหาเรื่องใส่ตัวทำไมกัน ให้ตายเถอะ นายต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ !!” ซังฮยอกตามลงไปกดเพื่อนไม่ให้ลุกจากที่นอน เขาใช้เข่ากดแขนเพื่อนข้างซ้ายไว้ได้แล้ว

“แต่ฉันรอไม่ไหวแล้ว! นายจะว่าฉันบ้ายังไงก็ช่าง ถ้าฉันไม่ได้เจอเขาวันนี้ พรุ่งนี้ฉันจะต้องตายแน่!!”

“เออ!! ก็ให้มันรู้ไปว่านายจะตายเพียงแค่ไม่ได้ไปเจอลีฮันซอง!!!!!!”  คราวนี้ซังฮยอคตะโกนบ้าง เขากระแทกไหล่เพื่อนลงไปรุนแรงก่อนจะเหวี่ยงตัวไปนั่งด้านข้าง เสยผมที่ชื้นไปด้วยเหงื่ออย่างสุดจะทนเช่นกัน

ซึงกิลหอบหายใจหนัก เขาไม่เคยรู้สึกว่าร่างกายตัวเองน่ารำคาญได้เท่าวันนี้มาก่อน ใจของเขาล่องลอยไปไกลแสนไกลแล้ว แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับแม้สักเล็กน้อย ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเขาถึงต้องมีสภาพอย่างนี้!

ซังฮยอกมองเพื่อนที่บิดตัวซุกงออยู่กลางเตียง มือสองข้างของซึงกิลกดศีรษะตัวเองแน่นด้วยอาการปวดคงรุนแรงไม่น้อย ร่างสูงโปร่งของคุณชายผู้ที่เคยมีพละกำลังแข็งแรงนั้นสั่นสะท้านน้อยๆ อย่างน่าสงสาร ซังฮยอกถอนหายใจทีหนึ่ง ก่อนเอื้อมมือออกไปแตะที่ไหล่กว้างเบาๆ 

“นายใจเย็นๆ ก่อนเถอะซึงกิล ยิ่งนายฟุ้งซ่านนายก็จะยิ่งปวดหัว” ซังฮยอกเอ่ยเสียงเบาและนุ่มนวลลง “ฉันรู้ว่านายอยากเจอลีฮันซองมาก แต่นายก็ต้องไม่ลืมที่จะดูแลร่างกายตัวเองด้วยสิ”

เห็นเพื่อนยังเงียบ ก็เอ่ยต่อ “นายเคยบอกว่าเวลานึกถึงลีฮันซองนายจะปวดหัวได้ง่าย และรุนแรงกว่าปกติใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นทำไมนายไม่เลิกคิดถึงคนคนนั้นล่ะ”

ซึงกิลยังคงนอนท่าเดิม สองมือยังกุมศีรษะแน่น ขณะเอ่ยตอบ

“ฉันปวดหัวเมื่อคิดถึงลีฮันซอง ปวดหัวมากจนแทบทนไม่ไหว แต่ฉันกลับทรมานยิ่งกว่าหากพยายามจะไม่คิดถึงลีฮันซอง ทรมานจนแทบขาดใจ”

นานวันเข้า อาการ ‘หลง’ ของซึงกิลที่มีต่อลีฮันซองเริ่มจะทำให้ซังฮยอควิตกกังวล ซึงกิลไม่เคยหยุดพูดเรื่องของฮันซองเลยสักวัน อาการปวดหัวส่วนใหญ่กำเริบก็เพราะเจ้าตัวนึกถึงคนคนนั้น โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ฝนตก เมื่ออาการกำเริบจะอยู่ในขั้นหนักแทบทุกครั้ง เขาอยากรู้นักว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ทำไมซึงกิลถึงผูกใจเรื่องของลีฮันซองมากขนาดนี้

...มาก จนน่าสะกิดใจ

ซังฮยอกก้มมองเพื่อนพลางใช้ความคิด แล้วเขาก็เริ่มจะสงสัยอะไรบางอย่าง

“ซึงกิล นายว่าสองเดือนที่ขาดหายไปของนายจะเกี่ยวกับลีฮันซองหรือเปล่า?”

มือใหญ่ลดลงจากศีรษะ ดวงหน้าเรียวคมทว่าเวลานี้ซีดขาวหันมองเพื่อน

“ฉันไม่รู้ ไม่มีอะไรที่ฉันจำได้ในช่วงเวลานั้นสักอย่างเดียว...” ซึงกิลตอบตามความจริง แม้แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เขาประสบอุบัติเหตุเขายังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

ซังฮยอกพยักหน้ารับช้าๆ แล้วเริ่มคิดใหม่ สีหน้าที่ดูจริงจังนั้นทำให้ซึงกิลหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ไม่ดื้อดึงที่จะหนีออกไปไหนอีก

“ซึงกิล นายบอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิมเมื่อนายตื่นขึ้นมาใช่ไหม?”

ศีรษะเรียวได้รูปพยักรับ “คิดว่างั้น”

“แล้วความรู้สึกล่ะ? ฉันหมายถึงทุกอย่างที่เป็นนายยกเว้นร่างกายน่ะ เหมือนเดิมหรือเปล่า? นายยังมีความคิดต่อสิ่งอื่นๆ เช่นเดิมไหม กับผู้คนที่นายรู้จักหรือ ‘อาจจะ’ รู้จักยังเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไป”

เรียวคิ้วสีเข้มขมวดเข้าหากันนิดๆ อย่างใช้ความคิด ก่อนเอ่ยตอบ “เหมือนเดิมสิ กับนายก็ยังเหมือนเดิม พ่อ แม่ หรือจะคนอื่นๆ ที่เพิ่งเจอในเกาหลี ...!!...” เมื่อคิดอะไรต่อไปอีกคล้ายเพิ่งเจอหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่หายไปเจอ ดวงตาคมฉายประกายขึ้นมา ซึงกิลเงยหน้ามองเพื่อนอย่างไม่ค่อยเชื่อในส่งที่ตนคิดได้นัก

ซังฮยอกอ่านสายตาของเพื่อนออก “ยกเว้นแต่กับลีฮันซองใช่ไหม ที่นายเจอแล้วไม่อาจรู้สึกเหมือนที่นายรู้สึกกับคนอื่น ทั้งยังรุนแรงอย่างน่าประหลาด”

“ใช่ ...แต่ทำไมล่ะ?”

“ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน ฉันว่าก็เหลือแต่เรื่องเพ้อพกอย่างพรหมลิขิตดลบันดาลที่นายว่ามานั่นแหละ”

“นายจะบอกว่าฉันกับลีฮันซองเคยเจอกันมาก่อนจริงๆ น่ะเหรอ?”

ซังฮยอกพยักหน้ารับ แต่สีหน้านั้นบอกชัดว่าไม่แน่ใจนัก “ฉันเองก็ไม่รู้ความจริงหรอกนะ แต่ถ้าจะให้คิดดีๆ แล้ว เรื่องที่นายบอกว่านายหน้าเหมือนคนรักของลีฮันซองนั่นก็เข้าข่ายอยู่ เมื่อรวมกับเวลาสองเดือนที่หายไปของนายแล้ว ฉันว่าถ้าจะเจอกัน ก็คงเป็นตอนนั้นนั่นแหละ”

“...แต่ฮันซองไม่ได้ไปอเมริกาช่วงนั้นนี่?”

“แล้วนายแน่ใจหรือเปล่าว่าเขาไม่ได้ไป ...หรือนายแน่ใจเหรอว่านายไม่ได้กลับมาเกาหลี”

 คำถามนั้นทำให้ซึงกิลฉุกคิดได้ ตอนที่เรียนอยู่ เขาเคยคิดว่าหากสอบเสร็จเมื่อไหร่จะหนีกลับมาพักผ่อนที่เกาหลีตามลำพังโดยไม่บอกให้ที่บ้านรู้ เขาอยากมาพักผ่อนหลังเรียนมาอย่างหนักที่ต่างจังหวัดในเกาหลีสักที่หนึ่ง ที่ที่เขาจะทิ้งทุกอย่างที่เป็นโคซึงกิลไว้เบื้องหลัง แล้วหาความสงบสุขในคราบของเด็กหนุ่มคนธรรมดาคนหนึ่ง

หรือสองเดือนที่หายไปของเขา จะเป็นตอนที่เขาหนีกลับมาเกาหลี?

“วันนี้ฉันต้องพบฮันซองให้ได้” ซึงกิลสรุปสั้นห้วน

ซังฮยอกยอมแพ้กับความมุ่งมั่นของเพื่อน และอีกข้อ หากเรื่องที่ซึงกิลความจำเสื่อมเกี่ยวข้องกับลีฮันซองจริง การรักษาด้วยแพทย์อาจไม่เพียงพอก็เป็นได้

“นายจะไปก็ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ...นี่ก็เลยเวลาที่ลีฮันซองจะไปที่คลินิกแล้ว ฉันว่านายกินยาแล้วนอนพักผ่อนก่อนดีกว่า แล้วคืนนี้ฉันจะมารับนายไปหาลีฮันซองเอง”

“ด้วยวิธีไหน?”

เสียงฟ้าร้องครางครืนดังกระหึ่มไปทั่วบ้านตระกูลโค แสงสว่างจากสายฟ้าฟาดแวบเข้ามาในห้องที่มีชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่

“ถ้านายไม่กลัวถึงฆาตล่ะก็ ฉันจะพานายไปที่บ้านของลีฮันซองคืนนี้”

สีหน้าของซึงกิลไม่เปลี่ยนไป เขายังแสดงความมุ่งมั่นเช่นเดิม แต่แววตาของเขาฉายปะกายมากกว่าเมื่อครู่หลายเท่า

“...แต่จะเจอหรือเปล่าฉันไม่รับประกันนะ”




********************



ฝนตกกระหน่ำไม่หยุดกระทั่งตกดึก ตัวเลขดิจิตอลบนนาฬิกาตั้งโต๊ะบอกเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว ฮันซองปิดแฟ้มรายงานการค้าอาวุธตรงหน้าแล้วลุกขึ้นยืน เขาทิ้งสายตาอ้อยอิ่งอยู่ที่บานหน้าต่างขึ้นฝ้าตรงหน้าหลายอึดใจ ก่อนจะละสายตาแล้วหมุนตัวเดินไปยังประตูระเบียงที่อยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง

คลิปเรียวเล็กถูกหยิบออกมาจากใต้ขอบประตูเหล็กดัดของระเบียง เจ้าของห้องใช้เวลาปลดล็อคไม่นานนัก เสียงคลิ๊กของกลไกก็ดังขึ้นเบาๆ ...ประตูระเบียงถูกล็อคโดยคำสั่งของพ่อ กุญแจอยู่กับฝ่ายนั้นตั้งแต่วันนั้น ทว่าผู้เป็นพ่อไม่เคยรู้ว่าลูกชายมักจะเปิดมันด้วยวิธีนี้อย่างง่ายดาย

ห้องของฮันซองอยู่ชั้นสาม เขาอาจจะหนีได้ด้วยการปีนลงไป หรือจะหนีด้วยการกระโดดลงไปเพื่อจบชีวิต นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พ่อติดเหล็กดัดที่หน้าต่างทุกบานของห้องนี้ …เพราะเคยคิดที่จะกระโดดระเบียงฆ่าตัวตายตอนที่เกิดเรื่องเมื่อสองปีก่อน

ระเบียงหินอ่อนเปียกแฉะไปด้วยน้ำที่ถูกสาดเข้ามาตามแรงลม สายฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย ฮันซองก้าวเท้าเปลือยเปล่าซีดขาวที่โผล่พ้นกางเกงขายาวสีดำของตนเองออกไปจนถึงขอบระเบียง ดวงหน้าขาวไร้ที่ติแหงนเงยปล่อยให้เม็ดฝนตกกระทบใบหน้า ปล่อยให้ความเย็นฉ่ำของสายฝนที่แสนบริสุทธิ์ชำระล้างร่างกายที่มีแต่ความสกปรกไปจนทั่ว

แผงขนตาหนาเปียกฉ่ำกระพริบปรือขึ้นเล็กน้อย ผืนฟ้าที่เห็นมืดครึ้มไม่ต่างจากจิตใจของผู้มอง เรียวปากสวยขยับแผ่วคล้ายเรียกชื่อใครบางคนจากบนฟ้าที่มีเพียงสายฝนตอบกลับมา



...ยูกึน หนาวใช่ไหม? พี่อยู่ตรงนี้แล้วนะ อยู่เป็นเพื่อนยูกึนไง...



แขนนวลภายใต้เชิ้ตขาวบางเอื้อมออกไปเกาะที่ขอบระเบียงทั้งสองข้าง แล้วยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับเจ้าตัวเป็นเพียงหุ่นที่ถูกปั้นขึ้นจากดินเท่านั้น

ความหนาวยะเยือกไม่อาจหยุดการกระทำนี้ได้ เพราะสิ่งที่หนาวเย็นยิ่งกว่าคือสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในหัวใจของร่างบาง



เปรี้ยง!!



ตุบ!!



“อะไร...” เสียงอะไรบางอย่างกระทบกับของแข็งไม่ดังนักเมื่อถูกเสียงสายฝนกลบ แต่นั่นก็มากพอจะเรียกให้ดวงหน้าสวยหันมองหาที่มาของเสียงนั้น และเมื่อชะโงกตัวออกไปมองจากขอบระเบียงหินอ่อน ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างทันทีกับสิ่งที่เห็น

โคซึงกิลยืนอยู่ที่สนามหญ้าเบื้องล่าง ดูเหมือนเขาจะตกลงมาจากอะไรก็ตามที่เจ้าตัวปีนอยู่เมื่อครู่ เสียงฟ้าร้องเมื่อกี้คงเป็นสาเหตุ แต่ก่อนที่ฮันซองจะทำความเข้าใจกับภาพที่เห็นได้มากกว่านี้ ชายหนุ่มร่างสูงเบื้องล่างก็เริ่มต้นการปีนอีกครั้งแล้ว



********************

TBC

Up