Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 06

 

 

แผ่นกระดาษเอสี่ถูกปริ๊นท์ออกมามากมายกระจายอยู่บนโต๊ะ ภาพที่เห็นและข้อมูลที่ได้อ่านล้วนทำให้เจ้าของร่างบางรู้สึกสับสน เขาคว้ากระเป๋าเงินเปิดหานามบัตรที่เพิ่งได้รับมาเมื่อวานแล้วไล่สายตาอีกครั้ง สลับกับสิ่งที่ตนเพิ่งค้นหามาจากอินเตอร์เน็ต

ฮันซองไม่เคยสงสัย ไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าฮันโฮจูยองจะเป็นอย่างไร จะมีเครือญาติในธุรกิจที่ปะทะกับชินฮวาซองฮาของพ่อเขาโดยใครบ้าง จริงอยู่ว่าผู้นำกลุ่มนั้นเขาเคยเห็นตามงานสังคมทั่วไป แต่กับลูกชายของผู้นำฮันโฮจูยองคนปัจจุบันที่ไปใช้ชีวิตวัยเรียนอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กนั้นไม่เคยอยู่ในความสนใจของเขาเลยแม้แต่น้อย

โคซึงกิล คือชื่อจริงตามบัตรประชาชน ประวัติของเขาบอกชัดว่าอาศัยอยู่ที่เกาหลีจนถึงชั้นประถมต้น และเพิ่งได้กลับมาอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ทว่าชื่อเล่นที่โคซึงกิลคนนั้นบอกกลับเชื่อมโยงบางสิ่งที่ฮันซองสงสัยเข้าด้วยกันได้อย่างน่าประหลาด

ใบหน้าเหมือนกันนั่นก็อย่างหนึ่ง เสียง... สัมผัส... สายตา... ไม่ใช่ สายตาของโคซึงกิลคนนี้ไม่เหมือนกับอเล็กซ์ที่เขารู้จัก หากแต่แววตาที่เปล่งประกายยามจ้องตอบสายตากันนั้นให้ความรู้สึกที่รุนแรงปรารถนาไม่ต่างกัน

ฮันซองกวาดมองกระดาษบนโต๊ะ เรียวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

โคซึงกิลบอกว่าไม่เคยกลับมาเกาหลีตั้งแต่ไปเรียน แต่อเล็กซ์คนนั้นปรากฏตัวต่อหน้าเขาเมื่อสองปีที่แล้ว หากจะคิดว่าคนทั้งสองเป็นคนละคนกันก็สรุปได้ง่ายๆ แต่หากจะคิดว่าเป็นคนคนเดียวกัน แล้วทำไมฝ่ายนั้นถึงไม่รู้จักเขา ทำไมถึงเข้าหาเขาราวกับว่าเราไม่เคยพบเจอกันมาก่อน

“หรือจะเกี่ยวกับอุบัติเหตุ...” ฮันซองลองหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าหากโคซึงกิลคืออเล็กซ์จริง เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

สองเดือนที่แสนมีค่าถูกปิดตายมาสองปีเต็ม เขาจะรื้อทุกอย่างกลับคืนมาหากว่ามันจะทำให้เขาได้พบกับคนรักเพียงหนึ่งเดียวอีกครั้ง

 

ก๊อก ก๊อก...

 

เสียงเคาะประตูทำให้มือขาวรีบรวบกระดาษซ้อนกัน พลางตะโกนบอกให้คนผู้นั้นเข้ามาได้ ร่างบางเดินไปนั่งลงที่เตียงพอดีกับที่ประตูเปิดออกพร้อมผู้ที่เดินเข้ามา

“สวัสดีครับคุณฮันซอง”

“นายเป็นใคร...”

ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำยกยิ้มบางพลางก้าวเข้ามาหยุดยืนที่ปลายเตียง ฮันซองลุกขึ้นยืนจ้องตอบสายตาคมเข้มนั้นอย่างระแวดระวัง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นใครอีกคนเดินตามเข้ามา

“คนคนนี้คือบอดี้การ์ดส่วนตัวของแก” ซูโรอธิบายสั้นๆ

“ผมชื่อปาร์คจงชิน ตั้งแต่วันนี้ไปจะเป็นคนคุ้มครองคุณฮันซองอย่างใกล้ชิดครับ”

“ผมไม่ต้องการ” ฮันซองไม่สนใจการ์ดของตน เขาจ้องผู้เป็นพ่อนิ่ง

“แกไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น ฉันสั่งอะไรก็ทำตามไปซะ แล้วอีกอย่าง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปฉันไม่อนุญาตให้แกออกไปเที่ยวไหนทั้งนั้น แม้แต่กับคิมมูฮยอนก็ตาม”

ฮันซองรู้สึกชาไปทั้งร่างเมื่อได้ฟัง อิสระของเขาที่มีน้อยนิดกำลังจะหายไปอย่างนั้นหรือ มือขาวกำแน่นข้างตัวจนรู้สึกเจ็บจากปลายเล็บที่กดลึก

“นอกจากงานที่ฉันสั่งแล้ว แกจะออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อย่าขัดคำสั่งฉัน หวังว่าแกจะเข้าใจที่ฉันพูด”

ซูโรเดินออกไปแล้ว ขณะที่ฮันซองยังจ้องไปยังความว่างเปล่าหน้าประตูนั้นอย่างโกรธเคือง

“คุณฮันซองมีอะไรเรียกผมนะครับ ผมจะอยู่ที่หน้าห้อง” ฮันซองไม่ได้ตอบรับหรืออะไร เขาเพียงแค่หันหลังเดินกลับไปนั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่าง

เสียงประตูปิดเบาๆ ทำให้ฮันซองรู้ว่าการ์ดได้ออกไปแล้ว แก้วตาสีนิลเลื่อนลงมองกองกระดาษเบื้องหน้า นัยน์ตาคู่สวยไหววูบกับความต้องการค้นหาความจริงที่รอคอย

ทว่ายังไม่ทันได้เริ่ม ระยะทางก็ดูจะห่างไกลออกไปเรื่อยๆ แล้ว

 

********************


แฮอินขมวดคิ้วยุ่งยามเห็นร่างสูงคุ้นหน้ายืนนิ่งอยู่หน้าห้องของพี่ชาย ร่างเล็กหรี่สายตาลงอย่างใช้ความคิด หากแต่ถูกคนตัวสูงขัดขึ้นเสียก่อนจะได้คิดอะไร

“ตาคุณก็เล็กอยู่แล้ว ทำอย่างนั้นยิ่งเหมือนลูกอ๊อดถูกบี้เลย”

“ว่าไงนะ!!” เผลอขึ้นเสียงสูงจนต้องรีบตะปบปิดปาก แล้วค่อยก้าวยาวๆ ไปหา ‘ตัวปัญหา’ ที่เพิ่งสอยมาได้เมื่อวาน และยังมาตอกย้ำกันให้เห็นถึงที่ในวันนี้

“คุณมาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ?”

คนถูกถามยักไหล่นิดๆ “ผมก็มาทำงานสิครับ”

เรียวคิ้วบางกดลึก “งานอะไรของคุณ?”

“บอดี้การ์ดของคุณลีฮันซอง”

“อะไรนะ? นายเนี่ยนะจะมาเป็นบอดี้การ์ดพี่ฮันซอง” แฮอินหรี่สายตาจับเท็จ “บอกมาดีกว่าว่ามีแผนอะไรกันแน่ ผมรู้นะว่าคุณไม่ใช่พวกคนที่จะมารับจ๊อบทำงานเป็นการ์ดให้ใคร ท่าทางอย่างคุณเนี่ยบอกชัดจะตายว่าเป็นพวกมีอำนาจ ...คุณต้องการอะไรจากบ้านผมกันแน่ ปาร์คจงชิน”

“โห ผมควรจะดีใจก็คำสุดท้ายนี่แหละ จำชื่อกันได้ด้วย น่ารักจัง”

“อย่ามาตลกนะ ผมไม่ขำ”

คนตัวสูงเพียงแค่ยิ้มตอบไม่ต่อคำ นั่นทำเอาร่างเล็กยิ่งหงุดหงิด

“ก็ได้ ไม่บอกก็เรื่องของคุณ แต่รู้ไว้ด้วยว่าผมจะจับตาดูคุณไม่ห่างเลย ถ้าคุณมีแผนทำอะไรครอบครัวผมละก็ คุณไม่รอดแน่!”

พูดจบร่างเล็กก็เดินลงส้นผ่านไปไม่เหลียวหลัง จงชินที่จ้องดูคนตัวเล็กเดินหายไปตามโถงทางเดินอดคิดขึ้นมาในใจไม่ได้ว่าลีแฮอินจะเป็นเด็กของบ้านนี้จริงๆ ความเสียดายก่อตัวขึ้นมาเล็กๆ อย่างห้ามไม่ได้

...ที่อันตรายอย่างนี้ ไม่เข้ากับลีแฮอินเลยสักนิด

จงชินยกมือขึ้นเสยเส้นผมที่ปรกข้างใบหน้า ท่าทางของเขาดูธรรมดาไม่ต่างจากคนที่ปัดผมทั่วไป แต่หากจะมองให้ดีแล้ว ปลายนิ้วเรียวยาวของเขากำลังเกี่ยวหูฟังออกแล้วสลับอีกเส้นหนึ่งขึ้นใส่แทน พร้อมกดน้ำหนักลงบนสิ่งนั้นเพื่อเปิดสัญญาณการสนทนากับปลายสาย

ริมฝีปากหยักขยับพึมพำ แม้แต่สาวใช้ที่เดินผ่านยังไม่อาจสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นได้เลย

 

********************


มูฮยอนนั่งอยู่บนขอบโต๊ะทำงานริมหน้าต่างในห้องของฮันซอง สายตาจ้องมองร่างบางบนเตียงที่นอนแผ่หลาอย่างคนหมดแรง หมดอาลัยตายอยาก

“ฉันพยายามพูดแล้วนะฮันซอง แต่พ่อนายไม่ยอมเลย” สาเหตุที่ทำให้คนสวยเซ็งสุดชีวิตก็คือคำตอบของมูฮยอนที่บอกว่าตนพยายามขอลีซูโรให้เจ้าตัวออกไปข้างนอกด้วยกันนั้นไม่ได้รับการอนุญาต

“งั้นนายก็พาฉันหนีสิ” ดวงหน้าขาวหมดจดหันมาจ้องสายตา “คืนนี้เลย”

มูฮยอนส่ายหัวทันที “ไม่ได้หรอก ถ้าฉันพานายหนีแล้วโดนจับได้ขึ้นมา อย่าว่าแต่มาหานายที่บ้านเลย โทรศัพท์ก็คงไม่ได้ แล้วอีกอย่าง หมอนั่นน่ะ...” มูฮยอนยกนิ้วโป้งไปทางบานประตูห้อง “...ฝีมือไม่ใช่ปลายแถวเลยนะ”

“เหอะ ถ้าอยากจะขังกันนัก ไม่ล่ามโซ่ไว้เลยล่ะ!!” เสียงหวานตะโกนลั่นอย่างต้องการประชดให้ใครก็ตามที่อยู่นอกห้องได้ยิน

“ฮันซอง ไม่เอาน่า เดี๋ยวพ่อนายก็ได้ยินหรอก ถ้าโดนล่ามโซ่ขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง”

คนฟังพ่นเสียงสบถออกมา ก่อนลุกขึ้นนั่ง “ตั้งแต่หมอนั่นกลับมาฉันก็กลายเป็นส่วนเกินของบ้าน ไม่สิ ก่อนหน้านี้ฉันก็เป็นส่วนเกินอยู่แล้ว มาตอนนี้ก็ยิ่งกว่าหมาถูกทิ้ง”

มูฮยอนถอนหายใจเบา เขาเองก็ใช่ว่าจะอยากปล่อยเลยตามเลย แต่จะให้เขากร่างกับลีซูโรคงเป็นไปไม่ได้ ดีไม่ดีสถานะของเขาจากเพื่อนของฮันซองอาจไม่ได้เป็นอะไรกันเลยก็ได้ จะต่อกรกับลีซูโรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

“พ่อนายบอกเหตุผลหรือเปล่าว่าเพราะอะไรถึงสั่งห้ามนายออกไปไหน”

“นายก็ไปถามเองสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน!”

อารมณ์ของคนสวยไม่คงที่สุดๆ แล้วในเวลานี้ ดูเอาจากการปาหมอนใส่ประตูห้อง

มูฮยอนเดินไปนั่งลงที่เตียง จับกดศีรษะเล็กลงมาบนไหล่ของตน “อย่าทำอย่างนี้สิฮันซอง นายยิ่งโกรธแบบนี้สุขภาพจิตจะแย่เอานะ”

“แล้วจะให้ฉันยิ้มระรื่นหรือไงมูฮยอน” ฮันซองผลักอกอีกฝ่ายออกห่าง “นายสบายใจที่เห็นฉันถูกขังเหรอ!”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันแค่เป็นห่วงนาย ไม่อยากให้นายเครียด” มูฮยอนใช้ปลายนิ้วลูบไปบนผิวแก้มนุ่ม “ฉันเป็นห่วงนายมากกว่าใครนายก็รู้ แต่เรื่องนี้ฉันช่วยนายไม่ได้จริงๆ ฉันยังไม่อยากถูกกีดกันไม่ให้คบกับนายนะฮันซอง”

สายตาของเพื่อนที่ส่งมาทำให้ฮันซองอ่อนลง แล้วปล่อยให้มือใหญ่โอบไหล่ให้เอนซบฝ่ายนั้นอีกครั้ง

“ถ้าฮันซองอยากได้อะไรก็บอกฉันแล้วกัน ฉันจะหามาให้”

“นายมาหาฉันบ่อยๆ ก็พอแล้ว”

“อืม จะพยายามแล้วกัน ช่วงนี้ฉันติดงานมากจริงๆ ”

“มูฮยอน...”

เสียงของหวานดังแผ่วเบาจนชายร่างสูงต้องก้มหน้าลงมองเสี้ยวหน้าสวย

“หืม?”

ฮันซองช้อนสายตาขึ้นมองสบแววตาคม “ไม่ว่ายังไง นายก็จะอยู่ข้างฉันใช่ไหม?”

มูฮยอนระบายยิ้มให้กับคำถามนั้น ก่อนพยักหน้ารับช้าๆ

“แน่นอนสิ ฉันจะอยู่ข้างนายเสมอ”

 

 

มูฮยอนออกมาจากห้องของฮันซองหลังอยู่คุยกันนานกว่าสองชั่วโมง เมื่อเขาเดินลงมาที่ชั้นล่างก็พบกับลีซูโรรอตนอยู่ที่เชิงบันได

“เรียบร้อยดีใช่ไหม” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มใหญ่มีพลัง

“ก็เป็นไปอย่างที่คุณต้องการนั่นแหละ”

“หึ อย่ามาทำอวดดีใส่ฉันนักนะคิมมูฮยอน ฉันรู้ว่าเธอคิดยังไงกับฮันซอง เธอควรจะขอบคุณฉันเสียด้วยซ้ำที่ทำให้เด็กนั่นไม่มีโอกาสไปเจอกับคนพวกนั้น”

ชายหนุ่มยกยิ้ม “แน่นอนว่าผมควรจะขอบคุณเรื่องนั้น แต่หากผมรู้ว่าคุณเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฮันซองได้รับอันตรายขึ้นมาล่ะก็ ผมก็ไม่รับปากว่าอะไรก็ตามที่คุณกำลังทำอยู่จะหลุดจากปากผมหรือเปล่า”

ใบหน้าของซูโรเกร็งขึ้นมาทันที นัยน์ตาวาวโรจน์น่ากลัว

“กล้าขู่ฉันงั้นเหรอ”

“ผมไม่กล้าขู่คนอย่างคุณหรอกครับ เพียงแต่ผมก็สามารถทำอะไรที่คาดไม่ถึงได้เหมือนกัน ยังไงวันนี้ผมขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะครับ เอกสารที่คุณให้ผมจัดการจะส่งไปที่บริษัทพรุ่งนี้ครับ”

มูฮยอนโค้งให้ซูโรแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ซูโรรู้ว่าคิมมูฮยอนเป็นทายาทบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เก่งกาจ ซ้ำยังมีอำนาจที่ถือว่าเด็กวัยนี้จะมีได้ยาก ในตอนนี้เขามีอำนาจมากกว่าเด็กนั่น แต่หากเขาก้าวพลาดอีกครั้ง ซูโรก็รู้ว่าสถานะของเขาจะต้องต่ำกว่าฝ่ายนั้นแน่ ไม่ใช่ในเชิงนักธุรกิจทั่วไป แต่เป็นอำนาจมืดที่ต่างก็สั่งสมกันอยู่อย่างลับๆ ต่างหาก

บางทีเขาควรจะคิดแผนเอาไว้ล่วงหน้า หากว่าคิมมูฮยอนคิดจะต่อต้านเขาขึ้นมา ซูโรหมุนตัวกลับไปยังห้องทำงาน พลางคิดถึงการต่อกรกับเด็กหนุ่ม
 


********************

 

 

หลายวันมาแล้วที่คุณหนูคนโตของชินฮวาซองฮาอารมณ์เสียได้ง่าย จนสาวใช้ต่างก็พากันหลีกเลี่ยงถ้าทำได้

“ไม่ต้องตามติดขนาดนี้ก็ได้ นี่มันในบ้านนะ” ฮันซองหันไปหาการ์ดส่วนตัวที่เดินตามติดเขาอย่างกับเงา ทั้งที่เขาก็แค่ออกมาเดินเล่นในสวนหลังบ้านเท่านั้นเอง

“ผมได้รับคำสั่งมาให้ดูแลคุณไม่ให้คลาดสายตา” ปาร์คจงชินตอบเรียบๆ สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความรู้สึกใด แต่ฮันซองกลับเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดนัก

“เหอะ ดูแลหรือว่าเฝ้ากันแน่ นายคิดว่าฉันจะปีนกำแพงหนีออกไปหรือยังไง”

“มันก็เป็นไปได้นี่ครับ”

ถูกของจงชิน ฮันซองคิดแล้วคิดอีกว่าถ้าจะหนีก็คงต้องหนีตรงกำแพงหลังบ้านนี่แหละ เพียงแต่ต่อให้ปีนกำแพงออกไปได้จริง ก็ต้องเจอกับยามที่เฝ้าอยู่รอบนอกอยู่ดี แล้วยังกล้องวงจรปิดอีก

ฮันซองไม่พูดอะไรอีก เขาเดินตัดผ่านลานน้ำพุกลางสวนไปยังศาลาสีขาว ทว่ายังเดินไปไม่ถึงก็เห็นว่ามีคนสองคนนั่งอยู่ที่ศาลาอยู่ก่อนแล้ว นั่นก็คือแม่เลี้ยงของเขา กับลีแฮอิน

เสียงหัวเราะที่ดังแว่วมาตามสายลม ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่มีให้กัน ความสนิทสนมราวกับแม่ลูกแท้ๆ นั้นถ่ายทอดถึงกันจนคนมองรู้สึกปวดร้าวในอก

ฮันซองรู้ว่าตนไม่เป็นที่รักของชองอามาตั้งแต่ที่เธอแต่งงานเข้ามาที่นี่ ยิ่งมีเรื่องของยูกึนด้วยแล้วเขาก็รู้ได้ว่าไม่ว่าอย่างไรเธอกับเขาก็คงไม่มีทางญาติดีกันได้ ชองอาไม่เคยมองเห็นเขาที่ยืนอยู่ในบ้านหลังนี้ แต่กลับเห็นทุกความเคลื่อนไหวของลีแฮอิน เด็กที่เธอและพ่อรับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม

หลายครั้งที่ฮันซองคิดว่าตัวเขาเป็นคนของบ้านนี้จริงๆ หรือเปล่า เขาสมควรจะเกิดมาไหม หรือเขาควรจะหายไปด้วยตัวเองทุกอย่างจะได้ดีขึ้น

“คุณฮันซอง...” เพราะแสงแดดหรืออะไรบางอย่าง ร่างบางที่กำลังจะหมุนตัวเดินกลับนั้นเซจนทรงตัวไม่ได้ โชคดีที่ท่อนแขนยาวคว้าเอวเจ้าตัวไว้ได้ก่อน

“หน้ามืดหรือเปล่าครับ?”

“อืม นิดหน่อย ...ปล่อย” ฮันซองดันร่างสูงให้ออกห่าง แล้วออกเดินกลับเข้าบ้านไปไม่เหลียวมองสิ่งใดอีก

จงชินเลิกคิ้วนิดๆ มองตามแผ่นหลังบาง สลับกับคนในศาลาที่ยังคุยกันอยู่อย่างสนุกสนาน ก่อนเดินตามเจ้านายของตนไป

เมื่อเดินมาถึงห้อง ร่างบางก็ออกคำสั่งกับการ์ดตนเองว่าไม่ต้องการให้ใครมารบกวน รวมถึงข้าวเย็นที่เขาไม่ต้องการทานด้วย จงชินรับคำ ก่อนจะถามถึงงานที่ซูโรสั่งไว้

“เดี๋ยวฉันจะออกมาตอนสามทุ่ม”

“ครับ”

ทันทีที่เข้ามาในห้อง สิ่งแรกที่ฮันซองทำคือการลงไปคุกเข่าที่ข้างเตียง เอื้อมมือคว้าหาอะไรบางอย่างที่ใต้เตียงก่อนจะดึงมันออกมา กล่องไม้สีเข้มไม่มีลวดลายใดๆ ถูกเปิดออก ภายในนั้นมียาผิดกฎหมายถูกเก็บไว้ในถุงอย่างดี มือขาวหยิบมันมาทานหนึ่งเม็ด ก่อนจะพาตัวเองไปยังห้องน้ำ และแช่ตัวอยู่ในอ่างที่มีน้ำเต็มขอบทั้งที่เสื้อผ้ายังอยู่ครบ

สมองเริ่มเบลอยามที่ยาออกฤทธิ์ ความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆ จางหายไป แล้วความว่างเปล่าที่เป็นดังความสุขก็แทนที่เข้ามา เปลือกตาบางหลับลง ปล่อยให้ความรู้สึกล่องลอยเคว้งคว้างไปในม่านหมอกสีขาวสว่างตา ปล่อยให้หยดน้ำตาไหลลงไปในน้ำที่รายล้อม

ปล่อยให้หัวใจจมดิ่งอยู่ในห้วงเวลาจอมปลอมที่สร้างขึ้นมาในความคิด

 

ฮันซองไม่รู้ว่าตนเองผิดที่ตรงไหน และจะแก้มันที่ตรงไหน

หรือเพราะเขาไม่เคยถูก จึงไม่เคยได้รับการให้อภัย

 

“ยูกึน พี่หนาวเหลือเกิน...น้องเองก็หนาวและทรมานแบบนี้ใช่ไหม” เสียงหวานสั่นพร่า ร่างกายกำลังสั่นเพราะความเย็นจากน้ำ หากแต่ฮันซองไม่สนใจเมื่อยาที่ทานเข้าไปนั้นบิดเบือนความรู้สึกที่เป็นจริง

ไม่นานนัก ฮันซองก็เริ่มฝังตัวเองลงในห้วงคำนึงที่แสนโหยหา ความต้องการจากก้นบึ้งของหัวใจกำลังปรากฏขึ้นในคราบของความเพ้อ ความสุขที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับค่อยๆ ฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

‘หนาวหรือฮันซอง’

‘ยังหนาวอยู่อีกไหม’

‘อ้อมแขนของผมทำให้ฮันซองอุ่นได้หรือเปล่า’

‘ผมอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้จัง’

‘อยากกอดคุณไว้นานๆ อยากมองคุณไม่ให้คลาดสายตา’

‘ถ้าโลกนี้มีเพียงเราก็คงดี ผมจะได้ครอบครองคุณไว้คนเดียว’

 

‘ฮันซอง ...ฮันซอง ทำยังไงดี ผมต้องเป็นบ้าเพราะคุณแน่ๆ ’

 
 

หยดน้ำตาไหลผ่านผิวแก้มเนียนซีดขาวลงมาไม่หยุด เสียงทุ้มนุ่มแว่วหวานดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในห้วงคะนึงหา สัมผัสอบอุ่นที่เคยได้รับคล้ายว่าในเวลานี้กำลังได้รับอีกครั้ง

ห้าชั่วโมงที่ฮันซองทิ้งทุกอย่างให้หลงมัวเมาอยู่กับความต้องการที่ได้รับจากการทานยากล่อมประสาท ก่อนจะเรียกสติกลับมาเมื่อยาหมดฤทธิ์

หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว เขาออกไปหาจงชินและบอกให้ออกรถได้เลย ฮันซองคิดว่าคืนนี้เขาคงทำงานได้สะดวกกว่าสองครั้งที่ผ่านมา การพึ่งยาก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เขากล้ามากกว่าปกติ และมันก็ทำให้เขากลายเป็นคนเย็นชาได้จนน่ากลัว

รถของฮันซองจอดที่โกดังร้างแห่งหนึ่งไกลจากตัวเมือง จงชินเดินลงมาเปิดประตูให้ร่างบางอย่างคล่องแคล่ว ไฟจากหน้ารถคันหรูนั้นสาดส่องไปยังกำแพงของโกดัง เผยให้เห็นร่างของชายคนหนึ่งที่ถูกซ้อมจนสะบักสะบอม รอบตัวมีชายอีกหลายคนซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลูกน้องของชินฮวาซองฮายืนคุมอยู่ หนึ่งในนั้นรีบเดินเข้ามาหาร่างบาง

“คุณหนูครับ มันไม่ยอมเซ็นเอกสารเลยครับ”

“ฉันจัดการเอง”

เมื่อได้ยินคำนั้น ลูกน้องต่างก็พากันลอบยิ้มเหี้ยม ด้วยรู้ว่าคุณหนูของพวกเขานั้นมีวิธีจัดการกับเหยื่อได้น่าสนใจเพียงใด ในครั้งแรกที่ท่านประธานซูโรส่งลูกชายหน้าสวยคนนี้มาจัดการเรื่องทำนองนี้ต่างก็ไม่มีใครอยากยอมรับ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่เห็นนั้นดูไม่เหมาะจะทำงานอย่างนี้เลยสักนิด ทว่าพวกเขาก็ได้เห็นกับตามาแล้วในครั้งแรกนั้นเองว่าลีฮันซอง ก็คือปีศาจในคราบของเทพบุตรนั่นเอง

และสำหรับฮันซองแล้ว เขาแทบไม่เชื่อว่าตนเองจะทำอะไรอย่างนี้ได้ เขารู้แล้วว่าเหตุผลที่พ่อบังคับไม่ให้ออกไปไหน ก็เพราะเขาจะกลายเป็นที่สนใจของคนมากเกินจำเป็นหากจะให้มาทำงานนี้ เพราะเหตุผลแบบนั้นกระมังที่ทำให้ฮันซองยิ่งมีความรู้สึกที่ด้านชามากขึ้น

พ่อเลือกที่จะให้เขาอยู่ในธุรกิจมืด เลือกให้ลีแฮอินอยู่ในธุรกิจถูกกฎหมาย เพียงแค่นี้ก็มากพอแล้วที่จะทำให้เขามีหัวใจที่ด้านชาเพียงใด

ในเมื่อพ่ออยากให้เขาเป็นอาวุธ เขาก็จะเป็น และจะเป็นให้ยิ่งกว่าที่พ่อคาดหวัง

 

********************


ท่าทางของคุณชายผู้เพียบพร้อมที่เอาแต่จ้องโทรศัพท์เกือบตลอดทั้งวันทำให้ใครอีกคนในห้องรู้สึกรำคาญจนต้องตัดสินใจถามขยายความให้กระจ่าง

“ซึงกิล แกรอโทรศัพท์ใครอยู่ได้ทั้งวันเนี่ย ไหนบอกอยากทำงาน ฉันเห็นแกเอาแต่จ้องโทรศัพท์จนมันจะกลายร่างได้อยู่แล้วนะ”

ซังฮยอกย้ายตัวเองมานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานเพื่อน “อย่าบอกนะว่ารอโทรศัพท์ลีฮันซอง” แค่ถามไปไม่ได้คิดจริง แต่คำตอบรับด้วยการพยักหน้าง่ายๆ ของเพื่อนก็ทำให้หมอหนุ่มอยากจะเป็นไข้ขึ้นมาเสียเอง

“ฉันล่ะเชื่อนายเลยจริงๆ ซึงกิล นายก็รู้เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ใช่เหรอ คนของชินฮวาซองฮาเพิ่งจะมีเรื่องกับฮันโฮจูยองไปเมื่อเร็วๆ นี้เองนะ ตำรวจบอกมาแล้วด้วยว่าฝ่ายนั้นมีส่วนผิด แถมยังทำให้ฝ่ายเราเสียชีวิตด้วย ถึงข่าวจะบอกว่าเป็นอุบัติเหตุก็เถอะ แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องจงใจ”

“แล้วไง”

“แล้วไงเนี่ยนะ? ก็แล้วนายยังจะอยากไปยุ่งกับคนพวกนั้นทำไมกัน ถ้าพ่อนายรู้มีหวังตายเรียงตัวแน่ๆ โดยเฉพาะฉันที่อยู่ใกล้ชิดนายมากกว่าใคร ...ขอเถอะซึงกิล เลิกสนใจลีฮันซองเถอะนะ”

“สิบวันแล้ว”

“ห๊ะ?”

“ตั้งแต่ที่ให้นามบัตรไป ผ่านมาสิบวันแล้ว ทำไมยังไม่ติดต่อมาอีก”

เอาหัวโขกโต๊ะตายเสียตอนนี้เลยน่าจะดี ซังฮยอกแอบมีความคิดอย่างนั้นแวบเข้ามาในหัว “นี่แกไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหม หา ซึงกิล”

“นายเลิกโวยวายเรื่องนี้เสียทีซังฮยอก ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่สนว่าใครจะคิดยังไง” ซึงกิลปัดโทรศัพท์มือถือไปด้านข้างแล้วยกมือขึ้นกุมขมับ อาการปวดหัวกำลังกำเริบอีกครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เขาคิดถึงลีฮันซอง เขาจะรู้สึกปวดหัวได้ง่าย และถึงแม้ว่ามันจะทรมาน แต่เขาก็หยุดคิดถึงคนคนนั้นไม่ได้เลย

ซังฮยอกมองอาการของเพื่อนแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว ยอมแพ้เลยจริงๆ กับความดื้อด้านของไอ้คุณชายหน้าหล่อนี่

“ไหนนายลองบอกมาสักข้อ ว่าทำไมนายถึงสนใจลีฮันซองคนนี้นัก”

นัยน์ตาคมสีน้ำตาลเหลือบมองหน้าเพื่อน คล้ายต้องการความชัดเจนในคำพูดนั้น ซึ่งซังฮยอกก็ได้แต่ถอนหายใจยอมแพ้แล้วกอดอกเอนหลังพิงเก้าอี้

“...เอาข้อที่ฉันเห็นว่าคุ้มค่ากับการเสี่ยงชีวิตช่วยนายนะ”

“บางทีฉันอาจจะเป็นโรมิโอ ส่วนฮันซองก็คือจูเลียต”

“อะไรของแกวะ?”

ซึงกิลจัดการปิดแฟ้มงานที่เปิดค้างมาตั้งแต่เมื่อสามชั่วโมงที่แล้วโดยไม่มีอะไรคืบหน้า “ฉันคิดว่าฉันเคยเจอเขามาก่อน ไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ อาจจะเป็นในความฝัน ชาติที่แล้ว อะไรก็ตามแต่ ...ฉันมีความรู้สึกบางอย่างยามที่ได้สบตากับลีฮันซอง มันเป็นความรู้สึกที่ฉันก็อธิบายไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าฉันต้องการเขา ...มากๆ ”

“หลงว่างั้น?” ซังฮยอกสรุปเอาง่าย

“ฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะ เพราะหากว่าฉันเพิ่งเคยเจอเขาจริงๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ก็คงเรียกว่าหลงนั่นแหละ” ซึงกิลคว้าโทรศัพท์มาดูอีกครั้ง “นายเคยได้ยินไหมซังฮยอก รักแรกพบ พรหมลิขิตบันดาล ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพียงแค่จ้องตากัน ...ก็เหมือนนิยายรักไร้เหตุผลที่เคยอ่านนั่นแหละ เพียงแต่มันเกิดขึ้นในชีวิตจริงก็เท่านั้น ...ฉันบังคับไม่ได้ หยุดไม่ได้ และไม่อยากจะหยุดด้วย”

“ทำไมนายถึงมั่นใจในตัวลีฮันซองนักวะ โอเคที่นายจะบอกว่านายชอบเขาเพียงแค่เจอกันครั้งแรก แต่มันจะไม่ดูรีบร้อนไปหน่อยหรือไง ยังไม่ทันจะรู้จักนิสัยเขาเลยด้วยซ้ำนะ”

“ขึ้นว่าหลงแล้ว อย่างอื่นจะเป็นยังไงฉันไม่สนใจหรอก ...ฉันรู้ว่ามันฟังดูงี่เง่า นายไม่รู้สึกนายไม่เข้าใจหรอกซังฮยอก นี่ฉันก็เพิ่งเข้าใจว่าโรมิโอคลั่งรักขนาดนั้นได้ยังไง หึ ดีไม่ดี ฉันอาจจะตายได้เพราะรักเหมือนกัน”

“พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” ซังฮยอกเริ่มไม่สนุกแล้ว เขากดน้ำเสียงต่ำอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “นายจะหลงยังไงก็มีสติหน่อยสิ”

“งั้นนายก็ต้องช่วยฉัน ถ้าฉันหาทางออกไม่ได้ฉันต้องตายจริงๆ แน่”

“เชื่อแกเลยว่ะ!” ซังฮยอกเสยผมทำท่ายอมแพ้ “โอเคๆ ฉันเข้าใจแล้ว เอาไงก็เอา ไม่ช่วยฉันก็ตายเพราะทำนายเฉาตาย ถ้าช่วยฉันก็ตายเพราะพ่อนายต้องเก็บฉันแน่ สรุปแล้วฉันก็ไม่มีทางเลือกอยู่ดีนี่นะ ยังไงซะนายก็คือเพื่อน ฉันเลือกตามใจนายก็แล้วกัน”

ริมฝีปากหยักยกยิ้มกว้าง “ขอบใจมากๆ เลยซังฮยอก! รับรองว่าฉันจะไม่พาดพิงถึงนายเด็ดขาดถ้าพ่อจับได้”

“เออๆ ตอนนี้จะพูดยังไงก็พูดได้” หมอหนุ่มโบกมือปัดๆ ก่อนล้วงหยิบกระเป๋าเงินหานามบัตรแล้วส่งให้เพื่อน

“เมื่อวานฉันไปเยี่ยมรุ่นน้อง แล้วบังเอิญเห็นลีฮันซองออกมาจากคลินิกแถวนั้นพอดี ถ้าหากครบอาทิตย์แล้วยังไม่ได้ติดต่อกันอีก นายก็ลองไปดักที่นั่นดูแล้วกัน ฉันว่าเขาคงไปช่วงเวลาเดิมนี่แหละ”

ซึงกิลรีบคว้านามบัตรนั้นมารวดเร็ว “นายแพทย์คูฮยองชอล”

“อืม น่าจะเป็นคนนี้แหละ ฉันเข้าไปถามในคลินิกมาแล้ว เค้าบอกว่ามีหมอแค่คนเดียวเป็นเจ้าของคลินิก” ซังฮยอกสังเกตสีหน้ามุ่งมั่นของเพื่อนที่จ้องมองนามบัตรแล้วก็เกิดรู้สึกขึ้นมาว่าตนทำแบบนี้ดีแล้วแน่เหรอ จะปล่อยให้ซึงกิลถลำลึกไปมากกว่านี้ดีแน่แล้วจริงๆ น่ะหรือ

ฮันโฮจูยองกับชินฮวาซองฮา คิดไม่ออกเลยจริงๆ

ในขณะที่ซังฮยอกคิดไม่ตก โคซึงกิลกลับรู้สึกเหมือนได้เห็นแสงสว่าง เขาอยากติดต่อกับลีฮันซองมากเหลือเกิน มากเสียจนบางครั้งเขาก็รู้สึกกลัว ...กลัวความรู้สึกที่มันมีมากล้นอย่างไร้เหตุผล ความต้องการที่เกิดขึ้นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็คิดไม่ออกว่าจะมีวันหยุดมันได้หรือไม่

น่ากลัวว่าเขาจะเป็นโรมิโอของเชกสเปียร์แล้วจริงๆ


********************

TBC

Up