Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 05

 

 

กึง!!

เสียงโครงเหล็กกระทบกันดังสะท้อนในความมืดสลัวทำเอาร่างเล็กที่กำลังเดินเอื่อยอยู่ริมทางหยุดกึก เหลียวทั้งตัวหันไปมองเงาดำวูบไหวเบื้องหลังลูกกรงที่กั้นระหว่างทางเดินกับสนามบาสเก็ตบอล ศีรษะกลมเอียงไปด้านข้างทำมุมกับเสาไฟพลางหรี่ตามองตรงไปยังเงาดังกล่าวด้วยความสงสัย แล้วก็เกือบจะหลุดเสียงออกมาเมื่อได้ยินใครบางคนตะโกนก้อง มือเล็กปิดปากตัวเองแน่นแล้วขยับใกล้เข้าไปอีกนิด

“กูสั่งให้มึงพูด ไม่ได้ยินหรือไงวะ!!”

จากสายตาของแฮอิน เขาเห็นก้อนดำๆ ที่ดูแล้วคงเป็นร่างของใครคนหนึ่งนอนคุดคู้งอตัวอยู่กับพื้น โดยมีผู้ชายตัวสูงสามสี่คนยืนล้อมรอบ หนึ่งในนั้นกำลังเตะคนบนพื้นสลับกับตะโกนใส่

“ตกลงมึงจะไม่พูดใช่ไหม!”

“อึก....” เสียงเหมือนแหวะกระอักเลือด ท่าทางนั้นคงสร้างความเดือดดาลให้คนใช้กำลังอย่างสุดแสน แฮอินเห็นคนที่ดูจะเป็นผู้นำกลุ่มนั้นสบถเสียงดังแล้วเตะร่างบนพื้นดังอั๊กอีกสามสี่ครั้ง

“ลากมันไปที่โกดัง ถ้ามันยังไม่พูดภายในวันพรุ่งนี้ก็จัดการมันซะ”

เท้าเล็กก้าวถอยหลังทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น ใครจะฆ่าใครเขาไม่อยากยุ่งด้วยหรอกนะ และก็ไม่อยากจะทำตัวเป็นคนพลเมืองดีวิ่งแจ้นไปแจ้งความใครด้วย เกิดพวกนั้นแค้นฝังหุ่นตามล่าเขาขึ้นมาก็ซวยกันพอดี ไม่ใช่ว่าขี้ขลาดหรอกนะ แต่เขาไม่นิยมสร้างปัญหาให้ตัวเองต่างหาก

แต่พอจะหมุนตัวตัดกลุ่มคนเบื้องหน้าทิ้ง ดวงหน้ากลมพลันย่นยู่สำลักไอค่อกแค่กเมื่อจู่ๆ ก็มีควันทำลายล้างตับไตลอยอวลอยู่ตรงหน้า

“แค่ก!! แค่ก!!” มือขวายกขึ้นปัดอากาศว่อน ดวงหน้าแดงจัดด้วยอาการไอและอาการแพ้อากาศกำเริบ กว่าดวงตาจะจับที่มาของกลุ่มควันได้ก็ผ่านไปหลายอึดใจ ดวงตาเรียวรีคู่เล็กสะท้อนภาพชายหนุ่มร่างสูงยืนกอดอก ริมฝีปากหยักคีบก้านบุหรี่ หน้าตาหล่อเหลาแต่พอยกยิ้มแล้วดูกวนตีนไม่น้อยในความเห็นของแฮอิน

“ขอทางหน่อยได้ไหม?” ขยับไปซ้ายก็เดินมาขวาง ขยับมาขวาก็ตามมากัน พี่ใหญ่มาจากไหนครับ?

“คิดว่าคงไม่ได้” เสียงทุ้มตอบยียวน และก่อนที่แฮอินจะขึ้นเสียงถามกลับไปว่าไม่ได้บ้าอะไร คนกลุ่มหนึ่งที่เขาเห็นว่าพึ่งทำร้ายร่างกายคนมาหยกๆ ก็เดินเข้ามาใกล้ตรงที่เขายืนอยู่ เสียงหยาบใหญ่ร้องทักชายหนุ่มตรงหน้าเขาด้วยความสนิทสนมตอกย้ำว่าเป็นพวกเดียวกัน และเขาคงเจอปัญหาเข้าให้แล้ว

“ลูกพี่ ผมคิดว่ามันคงไม่ยอมบอกเราง่ายๆ อ่ะ! ลูกพี่พาใครมาด้วยเนี่ย?” คนร่างยักษ์หน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัวกว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อแสงสว่างจากเสาไฟทำให้มองเห็นชัดถนัดตา แฮอินเผลอขยับถอยห่างไปครึ่งก้าวเมื่อคนพูดชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ และสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโดนเหมารวมว่าตนมากับคนข้างๆ

“ผมเปล่....”

“ฉันมีธุระนิดหน่อยต่อจากนี้ พวกนายกลับไปก่อนแล้วกัน” พร้อมคำพูดนั้นท่อนแขนยาวก็โอบไหล่คนตัวเล็กเข้ามาใกล้จนคนไม่ทันตั้งตัวเซมาชนอก ตั้งท่าจะผลักแต่ใบหน้าหล่อกลับหยุดทุกการเคลื่อนไหวของเขาด้วยการกระซิบเสียงต่ำ “ถ้าไม่อยากถูกเจ้าพวกนั้นจับได้ว่ามีคนนอกมารู้เห็นก็อยู่เฉยๆ ”

“นั่นแหน่ จะรีบไป...กันล่ะสิ” ยักษ์ใหญ่เว้นช่วงแล้วทำท่าเอาสองนิ้วมาชนกันพลางทำหน้าทะเล้นไม่สมกับความโหดที่มีอยู่เต็มตัว

ร่างสูงเพียงแค่พยักหน้าเป็นเชิงไล่คนทั้งกลุ่ม กระทั้งรถสีดำที่แฮอินเพ่งตามองแล้วไม่เห็นว่ามันจะมีเลขทะเบียนแปะเลยสักตัวขับเคลื่อนออกไปไกลนั่นแหละ กว่าจะสำนึกได้ว่าถูกคนแปลกหน้าโอบไหล่อยู่ เขาเบี่ยงตัวออกมาด้วยแรงที่มีทั้งหมด ซึ่งมันก็ไม่ได้มากมายอะไร เลยดูเหมือนว่าที่หลุดมาได้เพราะอีกฝ่ายยอมปล่อยแต่โดยดีเสียมากกว่า

ไม่รู้ว่าต้องกล่าวขอบคุณไหม แต่คิดสะระตะแล้ว เป็นพวกเดียวกัน แปลว่าเป็นคนไม่ดีเหมือนกัน แต่ยังไงซะหมอนี่ก็ช่วยให้เขาไม่ถูกจับไปยำเละล่ะน่า

“ขอบคุณ” พูดแล้วก็หมุนตัวทันที และไม่รีรอที่จะก้าวขายาวๆ เท่าที่ร่างเล็กๆ ของเขาจะอำนวย

“เฮ้ แค่ขอบคุณแค่นี้เองเหรอ?” เสียงทุ้มที่ดังไล่หลังนั้นเจือไปด้วยเสียงหัวเราะ แฮอินหลับตาไม่สนใจแม้ว่าจะมั่นใจว่าคนด้านหลังกำลังเดินตามมาก็ตาม ที่เขาต้องทำคือเดินไปในที่ที่มีคนเยอะๆ แต่มันก็ยากในเมื่อตอนนี้มันเป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว

อ่า...หรือเขาจะเลี้ยวไปย่านผับดีนะ?

คนตัวเล็กขมวดคิ้วยุ่งขณะที่เท้าก็จ้ำไปตามทางลาด เขาแพ้แอลกอฮอล์ทุกชนิด ขยาดจนไม่อยากจะเข้าใกล้ แล้วอย่างนี้จะไปผับได้ยังไงกันเล่า

“สถานีปิดแล้วนะ” แฮอินที่พึ่งทิ้งตัวลงนั่งตรงขอบฟุตบาทใกล้สถานีอับกูจองหันขวับไปมองคนทัก ไม่รู้ว่าจะเดินตามมาทำไมให้เขาต้องเดินวนไปวนมาจนเหนื่อยจะเดินหนีแล้วมานั่งหอบแฮ่กอยู่นี่ในที่สุด

“รอพี่”

“รอพี่?” คนตัวสูงทวนคำพลางหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ แฮอินเขยิบห่างไปสองคืบทันที “ตอนตีหนึ่งเนี่ยนะ?”

“อืม”

เงียบไปอีกพักใหญ่ จริงๆ ก็นานเลยล่ะ แฮอินลอบสังเกตเห็นอีกฝ่ายคอยแต่จะตบกระเป๋าเสื้อเป็นระยะ จากนั้นก็จะทำหน้ายุ่งเหมือนพึ่งนึกได้ว่าไม่มีของที่ต้องการอยู่ในนั้น

อาจจะเพราะร่างสูงไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งตบยุ่ง แฮอินจึงหมดความกลัวในตัวอีกฝ่ายไปมากกว่าครึ่ง บวกกับความเงียบทำให้เขาเริ่มเบื่อ มือเล็กจึงล้วงหยิบลูกอมในกระเป๋ายื่นไปให้

“ติดบุหรี่ขนาดนี้ระวังตายเร็วนะ”

คนถูกสอนเลิกคิ้วสูง ก่อนยิ้มหล่อแต่ดูกวนตีนในสายตาแฮอินเช่นเคยพลางรับลูกอมมาแกะกินแก้อาการอยากบุหรี่ “ก็อยากเลิกเหมือนกัน แต่ไม่สำเร็จสักที”

“เหลาะแหละ ไม่มีความอดทนล่ะสิ” กล้าหาญมากลีแฮอิน นายเพิ่งแขวะนักเลงตัวเป้งสดๆ ร้อนๆ เลยนะเนี่ย! แต่พูดไปแล้วจะทำอะไรได้ ชะตากรรมมันหนีกันได้ที่ไหน

เตรียมใจโดนอัดเต็มที่ หลับแต่แน่นรอรับแรงกระแทก แอบคาดหวังว่าชกที่ข้างแก้มจะดีกว่าชกกลางดั้งจมูก ทว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แง้มเปลือกตาเปิดดูก็เห็นคนตัวสูงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับมาคุกคามเขาแต่อย่างใด

“อะไร?” จู่ๆ กำปั้นใหญ่ก็ยื่นมาจ่อตรงหน้า ก่อนจะแบออกเผยให้เห็นเปลือกลูกอมที่ถูกพับเป็นอะไรสักอย่าง

“ดอกไม้ไง ดูไม่ออกเหรอ?” แฮอินอยากรู้ว่าถ้าเขาตอบว่าดูไม่ออกจะโดนอัดของจริงไหม แต่เพื่อความปลอดภัยควรเออออตามไปก่อนจะดีที่สุด

“อ๋อ ดอกไม้...สวยดีนี่”

“ฮ่าๆ คุณนี่ตลกดีนะ ดูยังไงเป็นดอกไม้ ผมแค่ขยี้เป็นก้อนๆ เท่านั้นเอง” อ้าว หลอกด่ากูโง่นี่หว่า อยากจะสวนกลับแต่ใจไม่กล้าพอ ทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ ตอบกลับไป

นี่เขาแค่ออกไปเดินเล่นไม่กี่ชั่วโมง ทำไมถึงได้มีไอ้หล่อแต่หน้านี่ตามติดกลับมาได้เนี่ย!

“คุณชื่ออะไร?”

“......”

“......”

“ลีแฮอิน”

“.....................”

“คุณล่ะ?”

ริมฝีปากหยักยกยิ้มกว้าง “นึกว่าจะไม่ถามซะอีก ผมชื่อจงชิน ชเวจงชิน”

ถ้าไม่จ้องหน้าด้วยสายตาคาดหวัง แฮอินก็ไม่คิดจะถามกลับไปหรอก ใครที่ไหนอยากจะไปรู้จักกับนักเลงล่ะ

“แฮอิน คุณจะนั่งรอพี่ถึงกี่โมงเนี่ย นี่มันตีสองกว่าแล้วนะ”

“ไม่รู้ แล้วคุณจะมานั่งอยู่นี่ทำไม ไม่มีธุระไม่ใช่เหรอ”

“ใครว่าไม่มี” จงชินทำหน้าแบบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ผมมารอคุณตอบแทนที่ช่วยไว้ไง”

นั่นไงล่ะปัญหา แฮอินนึกเซ็งที่ตัวเองไปอยากรู้อยากเห็นจนได้ปัญหามีขนาดตัวสูงหกฟุตติดสอยห้อยตามกลับมาด้วย ซ้ำยังเป็นปัญหาเข้าข่ายอาชญากรเสียด้วย

“เงินเหรอ?” คำขอบคุณอย่างเดียวไม่พอ งั้นก็คงเป็นเงินนี่แหละ “จะเอาเท่าไหร่ล่ะ?”

“ผมไม่ต้องการเงินของคุณหรอก” เอ้า แล้วพ่อคุณจะเอาอะไรจากผมละครับ? “ขอยืมโทรศัพท์หน่อย”

“โทรศัพท์คุณไม่มีเหรอไง?” ขมวดคิ้วถามงงๆ

“เอาน่า คิดซะว่าผมขอยืมโทรศัพท์คุณเป็นการตอบแทนที่ผมช่วยคุณก็แล้วกัน” แฮอินลังเลนิดหน่อยก่อนยอมล้วงโทรศัพท์มือถือส่งให้อีกฝ่าย กำชับเล็กน้อยว่าอย่าใช้นานเปลืองค่าโทร พออีกคนรับไปกดๆ ก็จ้องตาไม่กระพริบ เห็นอยู่แวบๆ ว่ากดเบอร์โทรออก แต่กลับกดวางสายทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เอาโทรศัพท์แนบหูเสียอย่างนั้น

มือใหญ่ยื่นส่งโทรศัพท์คืนเจ้าของพลางว่า “นี่เบอร์ผม”

“ห๊ะ?”

“ผมเมมไว้ให้แล้ว เมื่อกี้ผมยิงเข้าเครื่องตัวเอง แล้วไว้ผมจะโทรหานะครับ วันนี้ผมคนต้องกลับก่อนจริงๆ นั่นแหละ ถึงจะอยากนั่งเป็นเพื่อนคุณแต่งานก็ทิ้งไม่ได้ด้วยนี่สิ เอาเถอะ ไว้ผมจะโทรหาแล้วกัน ตามนี้นะครับ” พูดเองเสร็จสรรพก็ยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนหันไปสำทับกับร่างเล็กที่ยังนั่งอ้าปากตามไม่ทันอีกครั้ง

“อ้อ ถ้าผมโทรไปแล้วคุณไม่รับ ก็อย่าหาว่าผมปิดปากเรื่องคุณไม่สนิทเลยนะครับ” แถมท้ายด้วยการยกยิ้มกว้างเหมือนคำขู่เป็นแค่คำบอกลา ราตรีสวัสดิ์แล้วเจอกันใหม่นะที่รัก อะไรทำนองนั้น


ลีแฮอิน นายสอยปัญหาได้ถูกที่ถูกเวลาถูกคนจริงๆ ให้ตายเถอะ!

 

********************


สวนสาธารณะโดซานหลังเที่ยงคืนแทบจะไม่เหลือใคร อันที่จริงหากไม่นับลีฮันซองและโคซึงกิลก็แทบไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลยสักคน จะมีก็แต่ริมฟุตบาทรอบนอกที่ยังพอมีคนเดินผ่านไปมานับคนได้ รถที่วิ่งบนถนนก็น้อยจนซึงกิลไม่สนใจหากเขาจะนึกจอดมันตรงริมฟุตบาทใกล้กับทางเข้าสวนสาธารณะเสียตรงนั้นเลย

ยังไม่ทันจะดับเครื่อง คนที่นั่งสะลึมสะลือมาตลอดก็เปิดประตูลงรถออกไปก่อน เห็นท่าทางการเดินเซไปเซมาของร่างบางแล้วก็อยากจะกระโจนออกไปจับไว้ให้อยู่นิ่งๆ นัก ซึงกิลรีบดับเครื่องดึงกุญแจ เขาอ้อมมาปิดประตูอีกฝั่งแล้วค่อยหรี่ตามองหาคนสวยที่เดินลิ่วเข้าไปในสวนก่อนแล้ว

ขณะที่เดินตามเข้าไปในสวนนั้นซึงกิลอดคิดไม่ได้ว่าลีฮันซองคนนี้มีอิทธิพลต่อเขาอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่วันที่เจอกันครั้งแรกเขาไม่สามารถลบภาพของร่างบางคนนี้ได้เลย เผลอเมื่อไหร่เป็นต้องคิดถึงนัยน์ตาสีนิลคู่นั้น แววตาไหวระริกที่จ้องมองเขาราวกับกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง และมันก็ทำเอาก้อนเนื้อในอกของเขาบีบรัดเจ็บแปลบอย่างไม่มีสาเหตุ คงจะเป็นสายตาคู่นั้นนั่นเองที่ทำให้เขาอยากค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ อยากรู้จักอีกฝ่ายให้รับรู้ถึงความในใจ เป็นความปรารถนาที่ก่อตัวขึ้นจนเขาเองยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้กระวนกระวายใจมากขนาดนี้

ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาหรือความบังเอิญ ที่ทำให้เขาได้เจอกับฮันซองในวันนี้ ระหว่างที่กำลังนั่งเบื่อหน่ายรอซังฮยอกอยู่ในรถ สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาเดินเข้าไปในผับฝั่งตรงข้าม ซึงกิลไม่รอช้าที่จะตามเข้าไปในผับนั้นทันที แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีเพื่อนนั่งอยู่ก่อนแล้วเขาก็ได้แต่แอบมองจากโต๊ะไกลๆ คิมมูฮยอนคนนั้นประกบติดฮันซองไม่ห่างอย่างที่ซังฮยอกเคยเล่าว่าหากเห็นลีฮันซองที่ไหนก็มักจะเห็นคิมมูฮยอนที่นั่นเป็นเรื่องปกติ ไม่รู้เลยว่านั่งอยู่ในผับแห่งนั้นนานเท่าไหร่ ทุกอิริยาบถของร่างบางที่ได้เฝ้ามองนั้นเหมือนจะพรากห้วงเวลาไปจากเขา กระทั่งคนที่เฝ้ามองอยู่เป็นนานได้อยู่ตามลำพังซึงกิลถึงได้สบโอกาสเข้าไปทักทาย

แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาลงเอยกันที่สวนสาธารณะเช่นนี้ ในเมื่อลีฮันซองเป็นคนเสนอ เขาก็ได้แต่ตอบสนองอย่างเต็มใจโดยไม่คิดจะขอเหตุผลให้มากความ

สายลมอ่อนยามค่ำคืนพัดผ่านเบาๆ ซึงกิลมองคนร่างบางที่เดินกลับออกมาจากด้านในที่เป็นสนามหญ้าแล้วตรงไปยังบันไดหินที่อยู่สุดทางเดิน ก่อนเจ้าตัวจะนั่งลงที่ตรงบันไดนั้นเอง

“ไหวหรือเปล่าครับ?” ซึงกิลทรุดตัวลงนั่งยองๆ ที่พื้น ระดับสายตาของเขาอยู่ต่ำกว่าคนที่นั่งอยู่บนขั้นบันไดจึงต้องเงยหน้าขึ้นถาม

ดวงหน้าสวยระเรื่อสีแดงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ยังเข้มข้นอยู่ในกระแสเลือด หากแววตาที่จ้องมองลงมานั้นกลับเหมือนแววตาของคนที่มีสติดี แต่ก็ยังไม่อาจมั่นใจว่าจะเป็นอย่างนั้น ซึงกิลรอคอยให้คนตรงหน้าเอ่ย หากระยะเวลาก็ยาวนานเกินกว่าเขาจะทนไหวไม่ให้เอื้อมมือไปแตะดวงหน้าแดงก่ำนั้น

สัมผัสนุ่มเป็นอย่างที่คิด และเหมือนความอบอุ่นจากฝ่ามือของซึงกิลจะทำให้ฮันซองรู้สึกตัว มือเล็กคว้าจับข้อมือหนาไว้ให้ขยับออกห่าง ริมฝีปากสีสดเม้มแน่นก่อนยอมเอ่ย

“โคซึงกิล”

“ครับ?”

แม้แต่น้ำเสียง ก็ยังเหมือน ฮันซองจ้องมองคนรับคำอย่างสับสน อดีตและปัจจุบันกำลังทำให้รู้สึกคลื่นไส้ แต่นั่นอาจเป็นเพราะเขาดื่มมากเกินไป ตลอดทางเขาพยายามเก็บรายละเอียดของชายหนุ่มเท่าที่สมองเบลอๆ ของเขาจะทำได้ ไม่ว่าจะดูอย่างไรโคซึงกิลคนนี้ก็คล้ายกับอเล็กซ์ไม่ผิดเพี้ยน ...แทบจะเป็นคนคนเดียวกัน

“ฮันซอง คุณไหวหรือเปล่า จะอ้วกไหม?”

ศีรษะเล็กส่ายเบา แล้วเงียบไปอีกครั้ง ซึงกิลขยับที่นั่งมานั่งข้างๆ ท่อนแขนยาวพาดลงบนเข่า ดวงตาเรียวคมทอดมองเลื่อนลอยไปยังถนนเบื้องหน้า ไม่รู้ทำไมซึงกิลถึงรู้สึกว่าแค่ได้นั่งอยู่ข้างๆ ฮันซอง แม้จะไม่ได้พูดคุยกัน เขากลับรู้สึกสงบใจได้มากถึงเพียงนี้ เป็นความอบอุ่นที่โอบล้อมลงมาอย่างน่าประหลาด

ฮันซองเองก็รู้สึกเช่นนั้นไม่ต่างกัน ดวงหน้าสวยแนบลงกับท่อนแขนที่วางอยู่บนเข่า เอียงมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มร่างสูงอย่างพิจารณา มุมองศาไหนก็ไม่ต่างจากคนในหัวใจของเขาเลยสักนิดเดียว ทำไมกันนะ ...มันเพราะอะไร

ดวงตากลมโตที่จ้องมาไม่ละไปไหนอยู่เป็นนานนั้นเรียกสายตาคมให้หันมาสบกัน ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มบางให้กับคนสวย ก่อนเขาจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าพลางเท้ามือลงกับพื้นด้านหลัง

“ที่เกาหลีมองเห็นดาวชัดดีนะ”

“ก่อนหน้านี้คุณไม่ได้อยู่เกาหลีเหรอ?” ฮันซองยังคงเอียงคอมองชายหนุ่ม ดวงตากลมโตเป็นประกายขึ้นเล็กน้อยในสายตาของซึงกิล อาจเพราะอากาศในสวนสดชื่นปลอดโปร่ง อาการเมาค้างของเจ้าตัวคงจางไปบ้างแล้ว

“ครับ ผมเพิ่งกลับมาเกาหลีได้ไม่นาน”

“นานแค่ไหนที่คุณไม่ได้มาเกาหลี?”

“ก็ตั้งแต่ผมอายุแปดเก้าขวบนั่นแหละครับที่ไม่ได้มาเกาหลีเลย”

“ไม่เคยมาเลยสักครั้งเหรอ?”

“ไม่ครับ”

เหมือนดวงดาวที่เห็นอยู่ตำตาแต่ไม่อาจเอื้อมคว้าได้ คำตอบของซึงกิลทำให้ฮันซองรู้สึกว่าเมฆดำก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าบดบังท้องฟ้าจนมืดมิดไปหมด ไม่มีแม้ดาวสักดวงให้เขาได้อธิษฐาน ...ให้เขาได้คาดหวัง

ฮันซองมองแววตาคมที่สะท้อนแสงระยิบจากฟากฟ้า ภาพของร่างสูงที่แหงนมองดาวทำให้นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับอเล็กซ์ สีหน้าของคนที่เห็นอยู่ตรงหน้ากับคนในความทรงจำซ้อนทับกัน ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่โหยหาใครคนนั้นจนสุดหัวใจ การรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทรมานจนไม่อยากจะทนอีกต่อไป

ในขณะที่ฮันซองจมตัวเองลงกับอดีต ซึงกิลกลับใช้ความคิดทั้งหมดไปกับการหาวิธีเข้าใกล้ลีฮันซองในโอกาสต่อไป จะเอ่ยปากขอเบอร์โทรศัพท์เลยดีไหม จะดูจงใจไปหรือเปล่า หรือจะเนียนแลกนามบัตรกัน อ่ะ ไม่ได้สิ ถ้าแลกกันอีกฝ่ายก็รู้สิว่าเขาเป็นใคร อืม...แต่ไม่รู้วันนี้วันหน้าก็ต้องรู้อยู่ดี ทั้งเขาและลีฮันซองต่างก็เป็นลูกชายคนโตของตระกูล อ่า จะทำยังไงดีนะ

แต่จะปล่อยโอกาสในวันนี้ให้หลุดลอยไปไม่มีทางซะล่ะ ทางอ้อมก็ไม่ได้ งั้นทางตรงไปเลยแล้วกัน

“ฮันซองครับ จะว่ายังไงหากผมจะบอกว่าผมสนใจคุณ”

.
.
.

 

ปี๊นนนนนนนนนน-----------

 

ฟ้าเป็นใจเสมอแหละ ซึงกิลอยากจะตะโกนดังๆ ที่ถูกขัดจังหวะเป็นเสียงแตรจากรถยนต์บนถนน ลุ้นระทึกอยู่ในใจยามหันไปหาคนสวยข้างกาย หวังลึกๆ ว่าอยากให้คำถามของเขาฟังได้ศัพท์ก่อนจะมีเสียงอะไรมารบกวน เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกล้าพูดออกไปแบบนั้น จะให้พูดอีกครั้ง เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้

“คุณว่าอะไรนะ?” ซึงกิลไม่รู้ว่าความจริงแล้วที่ฮันซองไม่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ใช่เพราะเสียงแตรรถมาขัดจังหวะ แต่เป็นเพราะเจ้าตัวมัวแต่จมอยู่กับความคิด รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เสียงแตรรถดังนั่นแหละ ทำให้พอจะได้ยินคำพูดอีกฝ่ายอยู่บ้างแต่ไม่ชัดเจนนัก

ซึงกิลเกาหัวคล้ายหาทางไปไม่ถูก สายตาของฮันซองที่มองมามีอิทธิพลต่อเขามากเหลือเกิน ไม่ว่ายังไงก็ปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้จริงๆ

ทว่ายังไม่ทันจะสูดหายใจพูดออกไปอีกครั้ง เสียงหวานก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

“อ่ะ ดาวตกล่ะ”

แสงสีเงินเพิ่งจะพาดผ่านขอบฟ้าไปเกือบหมดตอนที่ซึงกิลหันไปมอง หากแต่ภาพของดาวตกนั้นกลับตรึงสายตาคมให้หยุดค้างอยู่บนฟากฟ้า ...เหมือนว่าเขาเคยเห็นดาวตกแบบนี้มาก่อน ทั้งที่เขาจำได้ว่าไม่เคยมานั่งดูดาวเลยสักครั้ง

“ซึงกิล คุณ...”

“...?”

“เดี๋ยวผมเช็ดให้นะ”

กว่าจะรู้ตัวว่ากำเดาไหล ก็ตอนที่มีผ้าเช็ดหน้ากลิ่นหอมมาซับอยู่ใต้จมูก ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อดวงหน้าสวยนั้นขยับเข้ามาใกล้ในระยะที่แทบจะรู้สึกถึงลมหายใจของอีกฝ่าย แผงขนตาดำหนารับกับแก้วตาสีนิลอย่างลงตัว สันจมูกได้รูปโด่งรั้น ริมฝีปากบางน่าสัมผัส...

“เงยหน้าไว้ก่อนดีกว่านะ คงไม่หยุดง่ายๆ ” ตอนที่ละสายตาจากผ้าที่เช็ดอยู่ สายตาของฮันซองก็สบกับแววตาของซึงกิลในระยะประชิด พวกเขาไม่อาจถอนสายตาจากกันได้ ทั้งสองคนได้แต่จ้องมองกันอยู่อย่างนั้นชั่ววินาทีหนึ่ง และราวกับว่ามีใครบางคนมาเปิดสวิทซ์ ราวกับว่าอะไรบางอย่างในร่างกายกำลังเรียกร้องให้สัญชาตญาณนำพา

ซึงกิลเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เขานาบฝ่ามืออุ่นร้อนลงข้างแก้มเนียนนุ่ม ก่อนแทรกปลายนิ้วผ่านเส้นผมบางอย่างช้าๆ แต่ราวกับเป็นเรี่ยวแรงมหาศาลที่ทำให้ร่างบางไม่อาจต่อต้านในสัมผัสนั้นได้ ฮันซองรู้สึกหมดแรงและพร้อมจะโอนอ่อนไปกับสัมผัสนั้นอย่างว่าง่าย ใบหน้าเรียวคมขยับเข้าหาร่างบางจนปลายจมูกแตะกัน และก่อนที่ใครจะได้สติ ริมฝีปากของพวกเขาก็สัมผัสกันแนบสนิทแล้ว

มือข้างหนึ่งของซึงกิลโอบเอวคอดผ่านเชิ้ตตัวบางอย่างย่ามใจ สัมผัสนั้นทำให้ฮันซองรู้สึกตัว เขาเผลอเผยอริมฝีปากเล็กน้อย แล้วรสชาติขมฝาดของเลือดก็แผ่ไปทั่วปลายลิ้น ซึงกิลรีบผละริมฝีปากของตนออกทันที สภาพในตอนนี้เขาเองก็บอกไม่ได้เต็มปากนักหรอกว่าโคซึงกิลดูดีแค่ไหน ในเมื่อเลือดกำเดานั้นไหลเปรอะลงมาถึงปลายคางขนาดนี้ ซ้ำยังทำให้ริมฝีปากบางต้องเลอะเลือดของเขาไปด้วย

“ผมขอโทษครับ” เสียงทุ้มรีบเอ่ยสำนึกผิด ฮันซองไม่ได้ต่อว่าอะไรนอกจากยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเอง แล้วค่อยเงยหน้าจ้องสบดวงตาคมเข้ม

“คุณเมาหรือเปล่า โคซึงกิล?”

“ไม่ครับ” ชายหนุ่มส่ายหน้าว่อน ขณะที่มือข้างหนึ่งก็กดผ้าเช็ดหน้าของร่างบางไว้ที่ปลายจมูกตนเอง

“ผมไม่แน่ใจว่าผมเมาหรือเปล่า”

“เอ๊ะ?”

“ทำไมเราถึงจูบกัน?”

เป็นคำถามง่ายๆ ที่ซึงกิลก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเขาเองนอกจากจะเพราะความอยากแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอื่นจะตอบว่าทำไมเขาถึงจูบลีฮันซองไปแบบนั้น แต่ถ้าตอบว่าเพราะผมอยากจูบคุณ มันคงจะฟังมักง่ายไปหน่อย

“นั่นสิครับ...เพราะอะไรนะ?”

“บางทีอาจจะเพราะคุณหน้าเหมือนอเล็กซ์ ผมถึงได้อยากจูบคุณ”

“อเล็กซ์?”

“คนรักของผมน่ะ”

“...คุณมีคนรักแล้วเหรอ?” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนสวยขนาดนี้จะมีคนรัก แต่ที่น่าแปลกคือเขาไม่เคยเห็นข่าวว่าฮันซองคบกับใครเลยนี่น่า เท่าที่หาข้อมูลมาน่ะนะ

ฮันซองซบหน้าลงกับเข่า เอียงศีรษะไปทางร่างสูง เขาส่งปลายนิ้วเย็นของตัวเองไปใกล้ใบหน้าหล่อเหลาของคนที่ยังเงยหน้าอยู่เล็กน้อย แล้วแตะลงเบาๆ จากหน้าผาก ผ่านไปยังสันจมูกโด่ง เรื่อยไปจนถึงริมฝีปากหยักช้าๆ

“เขาหน้าเหมือนคุณเลย ทั้งตา จมูก ปาก...แม้แต่จูบเมื่อกี้ก็ยังเหมือนว่าผมได้จูบกับอเล็กซ์”

แววตาเศร้ามองที่ฉายออกมาพอจะทำให้ซึงกิลเดาเรื่องราวได้เล็กน้อย “เขาไม่อยู่กับคุณแล้วหรือ? เลิกกันงั้นเหรอ?” ทว่าคำตอบที่ได้ฟังก็ไกลเกินความคิดของเขาไปพอสมควร

“เขาตายไปแล้ว”

“ผมขอโทษครับ” เป็นอีกครั้งที่ซึงกิลรีบกล่าวสำนึกผิด

“ขอโทษทำไม ผมพูดขึ้นมาเอง คุณไม่ต้องใส่ใจหรอก” ฮันซองชักมือกลับพลางฝืนยิ้ม ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เงียบสงบ ฟางเส้นสุดท้ายที่มีไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อคนฟังสักนิดเดียว ฮันซองที่แอบคาดหวังอยู่ลึกๆ ว่าโคซึงกิลคนนี้อาจมีปฏิกิริยาตอบสนองกับชื่ออเล็กซ์บ้างพลันรู้สึกถึงความว่างเปล่าอีกครั้ง อเล็กซ์คงไม่กลับมาหาเขาอีกแล้วจริงๆ ถึงโคซึงกิลคนนี้จะเหมือนกับอเล็กซ์มากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่อเล็กซ์อยู่ดี

“ผมน่าจะตายไปด้วยตั้งแต่ตอนนั้น...”

ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินประโยคแผ่วเบานั้น ตั้งท่าจะเอ่ยคำพูดอะไรออกมา เสียงบีบแตรที่คราวนี้จงใจจะบีบเรียกคนในสวนสาธารณะก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน แสงไฟจากรถส่องตรงเข้ามาจนซึงกิลต้องยกมือบัง เมื่อคนขับดับไฟ เขาก็เห็นเพื่อนสนิทก้าวลงมาจากรถ

“ฮันซอง ผมจะได้เจอคุณอีกไหม?” ซึงกิลลวงโทรศัพท์ที่สั่นแทบตลอดเพราะถูกโทรตามออกจากกระเป๋ากางเกง นี่ซังฮยอกคงจะตามเขาเจอจากจีพีเอสนั่นแหละ

“ผมไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจอคุณอีก” ในเมื่อรู้แล้วว่าโคซึงกิลไม่ใช่อเล็กซ์ ก็ไม่มีความหมายอะไรที่จะต้องพบกันอีก ฮันซองคิดเพียงเท่านั้นและตอบออกไป

“ถ้าหากผมบอกว่าผมจะเป็นอเล็กซ์คนนั้นให้คุณล่ะ คุณยินดีกับตัวแทนอย่างผมไหม?”

สายตาจริงจังอีกแล้ว ฮันซองไม่อาจละแววตาคมที่จ้องอยู่นี้ได้เลย แววตาของโคซึงกิลทำให้เขาสับสนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน เขาไม่อาจแยกแยะได้เลยว่ามีตรงไหนที่โคซึงกิลแตกต่างจากอเล็กซ์ และมันก็ทำให้เขารู้สึกทรมานกับความเหมือนกันของคนทั้งสอง เพราะไม่ว่าจะวินาทีใด ตัวเขาก็ต้องการอเล็กซ์อยู่ตลอดเวลา และในเมื่อมีคนที่เหมือนกับอเล็กซ์มายืนอยู่ตรงหน้าอย่างนี้ มีหรือที่ใจเขาจะไม่สั่นไหว หากแต่ในเมื่อเป็นคนละคน แล้วมันจะมีความหมายอะไร ไม่เท่ากับเขาทรยศหัวใจตัวเองหรอกหรือ

เสียงตะโกนเรียกของซังฮยอกทำให้ซึงกิลต้องเร่งต่อบทสนทนา เขายัดนามบัตรตัวเองให้มือขาวรับไป “คุณยังไม่ต้องตอบตอนนี้ ยังไงผมกับคุณคงได้เจอกันอีกแน่นอน แต่ก่อนจะถึงโอกาสนั้น ถ้าคุณตัดสินใจได้แล้วก็โทรหาผมได้เสมอ”

ซังฮยอกเดินมาถึงคนทั้งสองพอดีกับที่ซึงกิลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเห็นสายตาของซังฮยอกที่มองฮันซองอย่างไม่ไว้ใจเพราะเห็นเป็นคนของชินฮวาซองฮา แล้วยกศอกกระทุ้งอีกฝ่าย “กลับไปรอที่รถก่อน เดี๋ยวตามไป”

“แต่ว่า...” สายตาของซึงกิลที่แทบจะจิกตาเขาถ้าทำได้ทำให้ซังฮยอกถอนหายใจยอมแพ้ “ตามใจ แค่อย่าให้ฉันเดือดร้อนไปด้วยก็แล้วกัน รีบๆ ตามมาล่ะ”

หลังจากที่ไล่เพื่อนแล้ว ร่างสูงก็หันกลับมาหาร่างบางที่ยังคงนั่งอยู่บนขั้นบันไดที่เดิม เขาไม่แปลกใจเลยกับสีหน้าของฮันซองยามเห็นว่าเขาเป็นใครจากนามบัตรในมือ

“ผมคิดว่าเราไม่สมควรจะเจอกันอีก” ฮันซองส่งนามบัตรคืน แต่ซึงกิลกลับผลักมือเล็กกลับไปทั้งอย่างนั้น

“แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นนะครับ หากตัดเรื่องของชินฮวาซองฮากับฮันโฮจูยองแล้ว คุณกับผมก็เป็นแค่ลีฮันซองและโคซึงกิล ผมไม่อยากให้คุณเอาเรื่องบริษัทมาเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ของเรา ...บอกตามตรงว่าผมสนใจคุณมาก ลีฮันซอง และผมก็ไม่ยอมแพ้แค่เพราะเราสองคนเป็นใคร ถ้าคุณจะปฏิเสธผมก็ขอให้เป็นเพราะเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เรื่องบริษัท และต้องไม่ใช่วันนี้ด้วย”

เรียวคิ้วบางย่นเข้าหากันกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายที่ตั้งเงื่อนไขขึ้นมาเองเสร็จสรรพ

“ผมต้องฟังคุณด้วยเหรอ?”

คนหล่อยกยิ้มแล้วว่า “ผมว่าคุณควรจะฟังนะ เพราะผมเพิ่งนึกได้ว่านี่อาจเป็นพรหมลิขิตจากสวรรค์ที่ทำให้ผมได้มาพบคุณ ...คุณบอกว่าผมหน้าเหมือนคนรักของคุณ แล้วคุณรู้ไหม ตอนผมอยู่ต่างประเทศ ชื่อเล่นของผมคืออเล็กซ์ คุณคิดว่ามันบังเอิญไหมล่ะ?”

 

ซึงกิลกลับไปแล้ว นามบัตรยังคงนอนนิ่งอยู่ในมือของฮันซอง ร่างบางยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ในหัวมีแต่คำพูดของโคซึงกิลวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา

 

'ตอนผมอยู่ต่างประเทศ ชื่อเล่นของผมคืออเล็กซ์ คุณคิดว่ามันบังเอิญไหมล่ะ?'

 
.

.

“ฮันซอง! ฉันตามหานายแทบตาย ทำไมไปไหนไม่บอก! โทรศัพท์ก็ทิ้งไว้ที่โต๊ะ!! แล้วนี่ไปทำอะไรมา เฮ้! ได้ยินหรือเปล่า เป็นอะไรไป?” มูฮยอนแทบจะถลาลงมาจากบันไดหน้าผับเมื่อเห็นฮันซอง มือก็รีบกดโทรศัพท์มือถือไปหาซองจินว่าเจอตัวแล้วไม่ต้องตามหา

ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าร้อนรนของเพื่อน ก่อนจะสอดแขนกอดรอบเอวคนตัวสูงแล้วซบหน้าลงกับอกกว้างทำเอามูฮยอนตั้งรับแทบไม่ทัน แต่ก็ไวพอจะตัดคำถามทิ้งแล้วโอบเอวเล็กตอบรับอ้อมกอด เขาได้ยินเสียงหวานพึมพำ “เหนื่อยจัง ทำไมฉันถึงรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้ล่ะมูฮยอน”

“คงเพราะนายเดินมาล่ะสิ”

“นั่นสินะ...เพราะว่าเดินมาสินะ”

“นี่ตกลงนายไปไหนมาฮันซอง??”

“...แต่ถ้าแค่เดิน ทำไมหัวใจฉันถึงล้าได้ขนาดนี้ล่ะ”

ไม่รู้ว่าฮันซองไม่ไหนมา ไปทำอะไรกับใคร และคงจะไม่ได้คำตอบอะไรตอนนี้ด้วย น้ำหนักตัวที่เทลงมามากขึ้นบ่งบอกว่าฮันซองใกล้จะหลับแล้ว มูฮยอนเลือกที่จะเงียบแล้วโอบไหล่บางให้เดินไปยังรถที่จอดรอไว้ ระหว่างทาง ฮันซองที่จะหลับมิหลับแหล่ก็พูดขึ้นมาโดยไม่หันไปมองคนขับด้านข้าง

“ไปรับหมอนั่นด้วย ป่านนี้ก็คงนั่งรออยู่ที่เดิมนั่นแหละ”


********************

TBC

Up